คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามดำเนินการใด ๆ ตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 ว่า เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนี้ คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล “ถ้ามีปัญหาว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างไร ต้องไปถามศาล ว่าจะให้ทำอย่างไร ถ้าไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็อุทธรณ์ไป คงต้องหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและอัยการ เพราะเรื่องนี้เป็นคดีขึ้นมาแล้ว จริง ๆ เรื่องนี้ตอนนี้ไม่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายแล้ว เพราะศาลมีคำสั่งแล้ว คงต้องดูรูปคดีว่าอุทธรณ์ไปแล้ว มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อัยการจะต้องพิจารณา” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าว ต่อข้อถามว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาจะเสนอแนวทางใดต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ส่วนตัวเห็นว่าต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลเป็นเรื่องแรก ผู้สื่อข่าวถามว่า วิธีปฏิบัติตามคำสั่งศาลคือ กระทรวงการต่างประเทศควรจะมีหนังสือไปถึงองค์การยูเนสโกหรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เป็นปัญหา เพราะมีเรื่องระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไรให้ดีที่สุด ไม่ให้กระทบระหว่างประเทศ “ถ้ามีปัญหาอย่างไร ต้องไปถามศาลว่า ตกลงมีคำสั่งเช่นนี้ แล้วจะให้ทำอย่างไร และในส่วนของคณะกรรมการกฤษฎีกา เท่าที่ฟังดูว่า นายกรัฐมนตรีจะหารือมานั้น เรายังไม่เห็นประเด็น เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเพียงที่ปรึกษากฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ปรึกษาปัญหาในทางปฏิบัติ ถ้าไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ก็ไม่แน่ใจว่าจะให้ความเห็นได้อย่างไร นอกจากจะบอกว่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็ยื่นอุทธรณ์ไป และจะมีประเด็นใดบ้าง ที่จะยกขึ้นมาโต้แย้งได้ เราคงทำได้แค่นั้น ส่วนที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำอยู่แล้ว” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าว ส่วนกระบวนการยื่นอุทธรณ์สามารถทำไปพร้อมกับการแจ้งไปที่กัมพูชาและยูเนสโกใช่หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า เมื่อศาลมีคำสั่งมา ก็ต้องทำตาม ส่วนจะทำตามได้หรือไม่ แค่ไหน เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณา ถ้าทำตามไม่ได้จริง ๆ ต้องกลับไปถามศาลว่า ตกลงจะให้ทำอย่างไร เมื่อมีคำสั่งออกมาเช่นนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่ดูการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวจะเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 หรือไม่ คุณพรทิพย์ กล่าวว่า ยังมีการเถียงกันอยู่ เพราะถ้าเป็นแถลงการณ์ร่วมจริง ๆ แล้ว โดยชื่อของแถลงการณ์ร่วมนั้นไม่ใช่หนังสือสัญญาหรือสนธิสัญญา แต่มีประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาว่า จะดูเฉพาะชื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูสาระด้วย ถ้ามีสาระเป็นหนังสือสัญญา หรือสนธิสัญญา ถึงจะชื่อเป็นแถลงการณ์ร่วม อาจจะเป็นสนธิสัญญาก็ได้ ตรงนี้ต้องเป็นเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญจะต้องชี้ขาด.-สำนักข่าวไทย
ทำเนียบฯ 1 ก.ค. – เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ย้ำ ครม.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง กรณี “ปราสาทพระวิหาร” ชี้ หากมีปัญหาในทางปฏิบัติ ต้องกลับไปถามศาลอีกครั้ง
อัพเดตเมื่อ 2008-07-01 12:35:59
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 1, 2008
เลขาฯ กฤษฎีกา ย้ำ ครม.ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลกรณี ปราสาทพระวิหาร
นายกฯ เยือนจีน
จีน 30 มิ.ย.- นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมุ่งสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ
โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยรายงาน.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-06-30 21:00:04
จดหมายเปิดผนึกชำแหละข้อเสนอ”การเมืองใหม่”ของพันธมิตรฯ

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย (ภาค เหนือ) กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ (ภาคเหนือ) และกลุ่มนักศึกษาปริญญาโทเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกจดหมายเปิดผนึกเรื่อง กรณีข้อเสนอ”การเมืองใหม่” ของ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความดังนี้
“สืบ เนื่องมาจาก การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชูประเด็นล้าหลัง คลั่งชาติ รวมถึงไม่เคารพในระบบเสียงในระบอบประชาธิปไตย และดูถูกดูแคลนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ขณะนี้ มีแนวโน้มจะนำพาสังคมไทยสู่การถอยหลังทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกคำรบ โดยการเสนอสร้าง “ระบบการเมืองใหม่”
เรา ในนาม คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อประชาธิปไตย(ภาคเหนือ) และเครือข่ายภาคประชาชนภาคเหนือ ดังรายนามข้างล่าง มีเจตนารมณ์แนวแน่ต้องการสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น และต้องการให้รัฐเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อให้มีความเสมอภาคและความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย เรามีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้
1. ระบบการเมืองใหม่ ที่พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเสนอให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มาจาการสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนถึงข้อเสนอว่า ใครเป็นผู้สรรหา ท่ามกลางการปราศรัยที่โน้มน้าวหมิ่นเหม่เรียกร้องกองทัพแสดงท่าทีปฏิเสธระบอบรัฐสภาอยู่เป็นประจำ
ประวัติศาสตร์ การเมืองที่ผ่านมา ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นจริงได้ ก็ต้องกำหนดให้ปรากฎในกติกา กฎหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจผ่านการรัฐประหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
อย่างไรก็ตาม ระบบ การคัดเลือกผู้แทนในรูปแบบที่ถูกเสนอขึ้นมา ได้เคยเกิดขึ้นในสังคมไทยมานับครั้งไม่ถ้วนโดยเฉพาะในยุคเผด็จการทหารครอง เมือง ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2500 สืบเนื่องมาจนเกือบ 20 ปี และในช่วงเวลาหลัง พ.ศ. 2520 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2521 ก็ ได้ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีในการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบรัฐสภา เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าหน้าที่หลักของบรรดา ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ก็เพื่อค้ำชูอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย นั่นเอง
2. กล่าวอีกด้านหนึ่ง ภายหลังการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ ให้บทเรียนแก่สังคมไทยอีกครั้งว่า รัฐประหารไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย ในทางตรงกันข้าม การรัฐประหารกลับทำให้อำนาจล้าหลังของ “ระบบอำมาตยาธิปไตย” ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง
โดยการแต่งตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็เป็นอดีตข้าราชการทั้งนั้น และ สนช.ก็ได้ออกกฎหมายนับร้อยฉบับที่ให้อำนาจรวมศูนย์กับส่วนกลางและระบบราชการ ระบบอำมาตยาธิปไตย โดยมีการเร่งรีบพิจารณา ไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ไร้ซึ่งการตรวจสอบ ถ่วงดุล และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิเช่น พระราชบัญญัติป่าชุมชน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัติด้านสื่อสารมวลชนอีกนับสิบฉบับ ฯลฯ ตลอดทั้งพระราชบัญญัติความมั่นคง
ดังนั้นการแต่งตั้งหรือสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ ตามข้อเสนอของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย คงไม่แตกต่างจากการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ของคณะรัฐประหารมากนัก
3. ขอ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เพื่อยกระดับการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องยืนยันหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งผู้แทน ราษฎรว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย เพราะแม้ระบบการเลือกตั้งอาจไม่เท่ากับประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์
4. ขณะ เดียวกันรัฐและสังคมไทย ก็ต้องยอมรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม การต่อรองนอกระบบรัฐสภาของประชาชนสาขาอาชีพต่างๆ ในลักษณะขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ได้อย่างเสรีและเสมอภาค เช่น สมัชชาคนจน เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายชาติพันธุ์ แนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ(นกน.) สมาพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายที่ดินเขาบรรทัด เครือข่ายหนี้สินแห่งประเทศไทย เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสื่อภาคประชาชน สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน สหภาพแรงงาน และอื่นๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าพรรคการเมืองไหนเป็นรัฐบาลก็ตาม หรืออาจเรียกว่า “การเมืองแบบใหม่” ในโลกยุคปัจจุบัน และที่สำคัญต้องไม่มีอำนาจนอกระบบ อำนาจความรุนแรง ข่มขู่คุกคาม เหมือนเช่น สมัย คมช.มีทหารบางหน่วยกดดันชาวบ้านปากมูลและชาวบ้านที่คัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น
5.ท้าย สุด ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่ต้องเข้าร่วมการชุมนุมของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจากทิศทางการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยจะนำพา ประชาธิปไตยไทยถอยหลังเข้าคลองมากยิ่งขึ้น แทนที่ จะพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นด้วยความอดทนแม้จะต้องใช้เวลายาวนานก็ตาม และขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลข่าวสารต่างๆ จากสื่อสารมวลชนด้วยความไตร่ตรอง อย่างมีวิจารณญาณ
คตส. สุนัขหลงเงา
บอลยูโร 2008 ปิดฉากด้วยชัยชนะอย่างสง่างามของแชมป์ใหม่ “กระทิงดุ” สเปน
วันเดียวกับการ “ปิดฉาก” ของลูกรัก (ที่ถูกลืม) ของ คมช. นั่นคือ คตส. หรือ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ
คนเชียร์บอลเฮ คอการเมืองก็เฮ เพราะในที่สุด ผลผลิตการรัฐประหารอีกชิ้นก็หมดวาระไปตามกาล เหลือไว้เพียงร่องรอยความวุ่นวายและตราบาปว่า ครั้งหนึ่งสังคมการเมืองไทยเคยถูกทำลายหลักการประชาธิปไตยลงอย่างไร
จะมีก็แต่ คตส. นั่นแหละ ที่ไม่รู้ตัวเลยว่า บัลลังก์ที่ตัวเองถูกสมมติให้นั่ง มันเต็มไปด้วยความสกปรก ไร้ศักดิ์ศรี และจะกลายเป็นที่จดจำในทางเสื่อมว่า คนที่เคยรองรับการกระทำไม่ชอบ และยังเข้าไปรับใช้คณะรัฐประหารนั้นมีใครบ้าง
คนมีสติสำนึกดีอาจอยากเอาปี๊บคลุมหัวด้วยความละอายแทนด้วยซ้ำ ไม่ใช่หน้าชื่นตาบาน หรือปั้นหน้าเศร้าเหมือนนางเอกละครหลังข่าวถูกรังแกอย่างที่ คตส. บางคนทำอยู่
การถูกเมินเฉยจากอดีต คมช. แม้อุตส่าห์ต่อสายตรงเข้าหานั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่า คมช. ก็ตระหนักดีว่า การเมืองมีสัจธรรม วันหนึ่งเคยเข้ามายึดอำนาจอย่างหาความชอบธรรมไม่ได้ อีกวันก็ต้องถอยไปอย่างยอมรับและสงบเสงี่ยม ที่สำคัญ ต่อให้อยากเถลิงอำนาจต่อเนื่องสักแค่ไหน แต่ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะบ้านเมืองมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วเรียบร้อย คมช. ไม่มีสิทธิ์จะคุ้มครองหรือแทรกแซงการดำเนินงานของใคร
มองในแง่นี้ คมช. จึงนับเป็น “สุภาพบุรุษ” ที่รู้กาละรู้สถานที่ และสะท้อนว่าห้วงเวลาของการยึดอำนาจนั้น ไม่ว่าจะคิดผิดหรือถูก แต่ก็เป็นไปด้วยความจำใจบางประการ หาใช่ความบ้าอำนาจที่แฝงฝังอยู่ในกมลสันดานอย่างใดไม่
เมื่อหมดวาระอำนาจ ก็ต้องถอยคืนให้คนที่เขามาอย่างถูกครรลองคลองธรรม ในใจไม่มีใครรู้ แต่ในทางหลักการที่แสดงออกก็เป็นเช่นนั้น
จะมีก็แต่ตัวที่ฟักออกจากไข่เขามาอีกทีอย่าง คตส. เท่านั้น ที่ดูเหมือนว่าจะสวมใส่อำนาจนั้นเข้าเป็นของตัวเองอย่างสำคัญผิดว่าเป็นของแท้ หลงลืมที่มาของตัวเองเสียสิ้นว่ามาได้เพียงเพราะ “การเมือง” และ “อำนาจมืด” ไม่ได้เข้ามาด้วยความสง่างามปูพรมแดงแต่อย่างใด
ที่สำคัญ เพราะเข้ามาด้วยเป้าหมายเฉพาะกิจ หากเมื่อภารกิจนั้นมันจบ (คือ คมช. หมดอายุ) ตัวเองที่เป็นได้แค่ลิ่วล้อจากการแต่งตั้งของเขาก็ต้อง “จบ...” ไปด้วย
แต่เอาเถอะ...เมื่อว่ากันตาม “ประกาศ คปค.” ที่แต่งตั้งและยังยืดอายุการทำงานให้ คตส. ก็ถือว่า “แล้วไป...” หากจะยืนยันทำหน้าที่ที่ได้เคยประกาศเอาไว้...
แต่...ย่อมอยู่บนสติสำนึกได้ว่าตัวเอง “เป็นใคร” และขอบเขตอำนาจคืออะไร
แต่ที่ผ่านมาเรากลับไม่ได้เห็น คตส. รู้สึกสำนึกตัวตน แล้วยัง “กร่าง” เสมอหนึ่งว่าตัวเองได้รับฉันทามติมาจากคนทั้งประเทศ (ซึ่งแม้แต่รัฐบาลก็ยังสำคัญตัวเช่นนั้นไม่ได้) อะไรที่ขลุกขลักก็ตีความว่านั่นคือการขัดขวาง ทำราวกับตัวเองคือ “คนดี” ที่ถูก “คนชั่ว” จ้องเล่นงานอยู่เสมอ
แม้กระทั่งในวันที่จะหลุดจาก “บัลลังก์ก้อนเมฆ” ก็ยังใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน ป่าวประกาศในโทรทัศน์ จัดงานส่งท้ายกันอย่างไม่เห็นท่าทีละอาย
โมหจริต ที่แปลว่า ความโง่ ความเขลา ความหลง...มันหน้าตาเป็นอย่างไร ก็เพิ่งเข้าใจวันนี้
วันที่ได้เห็นคนโง่เขลาหลงเงาตัวเอง และคิดว่าเงาสะท้อนน้ำอยู่นั้นคือราชสีห์...
ทั้งที่ความจริง ก็เป็นได้แค่สุนัขรับใช้ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง

ขิงแก่ (คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์)
มหกรรมฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปได้ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทีมชาติสเปนคว้าถ้วยแชมป์มาครอง หลังจากที่รอคอยมานานกว่า 40 ปี โดยเฉือนชนะทีมชาติเยอรมนี 1 ประตูต่อ 0 เป็นชัยชนะที่สมศักดิ์ศรี
เพราะเกมการเล่นของทีมชาติสเปนเหนือกว่าทีมชาติเยอรมนีอย่างเห็นได้ชัด ตลอดเวลา 90 นาที ทั้งที่ทีมชาติเยอรมนีชื่อชั้นเหนือกว่าทีมชาติสเปน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในบรรดาคอลูกหนังทั่วโลก โดยก่อนมหกรรมฟุตบอลยูโรจะเริ่มฟาดแข้ง ทีมชาติเยอรมนีถูกจัดให้เป็นเต็งหนึ่ง
ในขณะที่ทีมชาติสเปนถูกสบประมาทว่า เป็นหมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม เนื่องจากว่า ในการแข่งขันฟุตบอลระดับทวีปหรือระดับโลก ทีมชาติสเปนมักจะไปไม่ถึงดวงดาวสักเท่าไร ทั้งๆ ที่ฟุตบอลลีกในประเทศสเปนถือว่าอยู่แถวหน้า เพราะมีทีมดังๆ มากมาย และแต่ละทีมก็มีเงินถุงเงินถัง ซื้อนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมฟาดแข้ง
เกมการแข่งขันเริ่มขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ทีมชาติสเปนชุดนี้สามารถลบคำสบประมาท หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม ได้อย่างหมดสิ้น โดยทีมชาติสเปนทำสถิติชนะทุกนัดจนได้แชมป์ฟุตบอลยูโร แม้ว่าจะเสมอในเวลา 90 นาที กับทีมชาติอิตาลีในรอบตัดเชือก แต่ยิงจุดโทษชนะ
ผมดูฟุตบอลเป็นแบบงูๆ ปลาๆ แต่พอจะมองออกว่า เหตุที่ทีมชาติสเปนสามารถคว้าแชมป์ยูโรมาครองในครั้งนี้ เพราะนักเตะแต่ละคนทุ่มเทกับเกมการแข่งขัน ทั้ง 11 คน ทุกตำแหน่งมีความสำคัญเหมือนกันหมด ไม่มีใครเป็นพระเอก เป็นซูเปอร์สตาร์ของทีม
ที่ต้องชมเชยคือ โค้ชทีมชาติสเปน หลุยส์ อราโกเนส ซึ่งมีอายุย่าง 70 ปี วงการฟุตบอลจะต้องบันทึกไว้ว่า เป็นโค้ชที่มีอายุมากที่สุดที่สามารถพาทีมสเปนเป็นแชมป์ฟุตบอลยูโร
หากมาเทียบเคียงกับการเมืองไทยในยุคนี้ ใกล้เคียงกัน เมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีอายุมากกว่า นายหลุยส์ อราโกเนส แค่ 3 ปี กำลังจะพาทีมรัฐมนตรี ลบคำสบประมาทของบรรดาเกจิอาจารย์การเมือง ที่สาระแนว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่เกิน 4 เดือนก็เก่งแล้ว แต่วันนี้อายุรัฐบาลเข้าสู่เดือนที่ห้า และยังไม่มีท่าทีจะเพลี่ยงพล้ำ แม้ว่าถูกรุมกระหน่ำทั้งในและนอกสภา แต่สามารถใช้ความเก๋า พารัฐนาวาฝ่าคลื่นลมที่โหมกระหน่ำได้ ต้องถือว่านี่คือ ขิงแก่จริงๆ ไม่ใช่ขิงแก่ที่ตั้งขึ้นมาเอง แต่กลายเป็นขิงเน่าในเวลาไม่นานนัก
นอกจากอายุจะไล่เลี่ยกันแล้ว ทั้งสองคนจัดอยู่ในประเภท “ขิงแก่” เก๋าเกมมานาน แต่เพิ่งมาประสบความสำเร็จในบั้นปลายของชีวิต
นายหลุยส์ อราโกเนส เป็นนักฟุตบอลติดทีมชาติสเปน 11 ครั้ง ต่อมาเป็นโค้ชให้กับทีมแอตเลติโก มาดริด มาก่อน แต่มาประสบความสำเร็จในการคุมทีมชาติสเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร แล้วประกาศวางมือ
เช่นเดียวกับ นายสมัคร สุนทรเวช เล่นการเมืองท้องถิ่นมาก่อน ต่อมาเล่นการเมืองระดับชาติ ได้ดำรงตำแหน่งต่างๆ มากมาย แต่มาประสบความสำเร็จ เป็นนายกรัฐมนตรีในบั้นปลายของชีวิต ซึ่งนายสมัครได้ประกาศแล้วว่า จะวางมือทางการเมือง เมื่อหมดภาระหน้าที่นายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ นายหลุยส์ อราโกเนส
ในการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา และศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ต้องถือว่าสอบผ่านฉลุย
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาไร้วุฒิภาวะผู้นำ ผมมองว่า ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ 5 วัน 5 คืน นายสมัคร สุนทรเวช ได้แสดงภาวะการเป็นผู้นำรัฐบาลได้สมบูรณ์แบบ ในการลุกขึ้นมาชี้แจงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านในทุกประเด็นที่ถูกอภิปราย ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนของกระทรวงไหน แต่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องรับผิดชอบทุกกระทรวง จึงชี้แจงนำร่อง ก่อนที่รัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายจะชี้แจงเพิ่มเติม
ซึ่งต่างจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจในอดีตที่ผ่านมา คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี จะลุกขึ้นอภิปรายเมื่อตัวเองถูกกล่าวหาเท่านั้น แต่นายสมัครลุกขึ้นโต้แทนรัฐมนตรีดอกต่อดอก หมัดต่อหมัด ไม่ปล่อยโอกาสให้ฝ่ายค้านต้อนตลอดเวลา เหมือนอดีตที่ผ่านมา
การที่นายสมัครลุกขึ้นมาโต้ฝ่ายค้านดอกต่อดอก หมัดต่อหมัด แทนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่าเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้กลัวฝ่ายค้านหรือวุฒิสมาชิกอภิปราย แต่เหตุที่ไม่อยากให้มีการอภิปรายในช่วงการเปิดสภาสมัยวิสามัญ เพราะทำให้เสียเวลาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552
ซึ่งก็เป็นไปตามที่นายสมัครอ้าง เพราะในการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมีเวลาเพียงน้อยนิด ส.ส. บางคนได้อภิปรายเพียง 3 นาที แค่ลุกขึ้นแนะนำตัวและทักทายประธานที่เคารพ ก็หมดไปแล้วเกือบหนึ่งนาที
คนที่ได้ดูการถ่ายทอดสดทางทีวีอดขำไม่ได้ เมื่อมองว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เป็นแค่การให้ ส.ส. หน้าใหม่ได้โชว์ตัวออกทีวี ขณะที่เนื้อหาสาระแทบจะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเวลามีจำกัด
อีกเรื่องหนึ่งที่นายสมัครได้แสดงวุฒิภาวะผู้นำให้เห็นได้ชัด คือการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และบรูไน เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ใส่ใจกับแก๊งข้างถนนที่มาตั้งทัพประชิดกำแพงทำเนียบรัฐบาล
นั่นคือการไม่ให้ค่ากับแก๊งข้างถนน ที่ไม่ยอมรับกติกาของระบอบประชาธิปไตย
เอกฉัตร

มท.1 ลุย ภูเก็ต สางปัญหารุกที่ดิน ลั่น ไม่กลัวพันธมิตรบุกต้าน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีฯมหาดไทย ยืนยัน ไม่หวั่น หากเครือข่ายกลุ่มพันธมิตร เตรียมชุมนุมต้อนรับตนที่จะเดินทางลงพื้นที่จ.ภูเก็ต วันนี้ พร้อมตั้งคำถามกลับด้วยว่า มีเหตุผลใดต้องมาชุมนุมทั้งๆที่ ตนเดินทางไปปฏิบัติงานตามหน้าที่ ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมายในการตรวจสอบการบุกรุกที่ดินหลวง ทั้งใน จ.ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ซึ่งพบว่า มีการบุกรุกที่ดินเป็นจำนวนมากและยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่าง จะกระทำการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไม่เลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังกล่าวอีกว่า จะไม่ขอให้ความเห็นทางการเมืองแล้ว แต่จะให้ความเห็นเฉพาะการทำงานเท่านั้น
พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีฯมหาดไทย กล่าวถึงการปรับ ครม. ด้วยว่า นายกฯได้พูดชัดเจนแล้วในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ขำกลิ้ง!ปัจฉิมคตส.ยกหาง-ปลุกระดมส่งไม้ต่อพันธมิตร

เมื่อบ่ายวันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่เกิดขึ้นมาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิวัติรัฐประหาร และยังคงทำงานสานต่อเจตนารมณ์เผด็จการตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ ได้จัดงานอำลาตำแหน่งในโอกาสหมดอายุการทำงานในวันนี้ พร้อมจัดพิธีส่งมอบงานต่อให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. อย่างยิ่งใหญ่อลังการ ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในงานมีการร้องเพลงปลุกระดมหลายเพลง เช่น เพลงเราสู้ หนักแผ่นดิน ฯลฯ และตามด้วยการประกาศเกียรติประวัติ คตส.ทั้งคณะที่นำทีมโดย นายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. ราวกับงานไว้อาลัยบุคคลสำคัญของประเทศชาติ
โดยการจัดงานครั้งนี้ดำเนินไปท่ามกลางการชุมนุมของกลุ่มประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ คตส. ที่เป็นเครื่องมือในการเช็กบิลรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งบางคนก็ตะโกนด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง รวมไปถึงคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าแม้กำลังจะหมดอายุก็ยังไม่เลิกผลาญงบประมาณที่เป็นเงินของประชาชน เพราะนอกจากจะจัดงานในช่วงกลางวัน ในตอนกลางคืนยังมีงานเลี้ยงที่สโมสรกองทัพบกอีกด้วย
กรณีดังกล่าว ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าการจัดงานครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการจัดชุมนุม ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เนื่องจาก คตส.กับพันธมิตรฯ เป็นพวกเดียวกัน ซึ่งอาจมีเจตนาในการต่อยอดกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยมีการร้องเพลงปลุกใจ ปลุกระดมคนให้ไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนการกล่าวสดุดีผลงานของ คตส. ทุกคน อย่างเอิกเกริกใหญ่โตครั้งนี้ ไม่สมกับผลงานที่ทางคตส.ได้ทำมาตลอด 1 ปี 9 เดือน เพราะสามารถส่งมอบงานต่อไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เพียง 4 คดีเท่านั้น
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องตอบคำถามว่าเพราะเหตุใด จึงยอมให้ คตส. ใช้หอประชุมใหญ่เป็นสถานที่จัดงานอย่างง่ายดาย และมีเจตนาเข้าข้างทางการเมืองด้วยหรือไม่ ซึ่งหากเป็นจริงเช่นนั้น ก็จะเป็นการเข้าข่ายสมรู้ร่วมคิด ทั้งนี้ยังมีอีก 1 ประเด็นที่น่าสงสัยว่า คตส.นำเงินที่ไหนมาจ่ายเพื่อเป็นค่าเช่าสถานที่ เพราะที่ผ่านมาคตส.ทำการชี้แจงเสมอว่า ไม่มีเงิน ซึ่งค่าใช้จ่าย หรือ งบประมาณที่ต้องใช้ในการจัดงานครั้งนี้คงมีจำนวนหลักแสน ซึ่งอาจมีใครให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
พร้อมกันนี้ ผศ.จรัล กล่าวฝากถึง ป.ป.ช.ว่า ควรที่จะทำการพิจารณาลำดับความก่อนหลังของแต่ละคดี เพราะขณะนี้คดีความที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ป.ป.ช.มีจำนวนมาก ซึ่งภายหลังการรับช่วงต่อจากคตส.แล้ว ปรากฏว่า ป.ป.ช.ทำการรีบเร่ง หยิบยกคดีขึ้นมาเป็นกรณีด่วนพิเศษ ก็อาจจะถูกจับตามองว่าเลือกปฏิบัติ และดำเนินการแบบรับลูกกันอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามเมื่อถามถึงกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติว่าการต่ออายุของคตส.ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ประธาน คปพร. กล่าวในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ควรที่จะยึดใช้ พ.ร.บ. หรือกฎหมาย ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มาจากการแต่งตั้ง โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพราะหากตีความตามตัวอักษร ที่มาของ คตส. ก็ต้องชอบธรรมอยู่แล้ว
ทั้งนี้ที่หลายฝ่ายทำการวิจารณ์คือ สิทธิของผู้ถูก คตส.ตรวจสอบ เพราะที่มาของ คตส.ก็ไม่ได้เป็นไปโดยหลักนิติธรรม ตั้งมาเพื่อมุ่งหาความผิดกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นการสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกสอบสวนโดยคตส.อาจถูกลิดรอนไป ในกระบวนการยุติธรรม เพราะมีการออกกฎหมายเพื่อบังคับใช้กับคนไม่กี่คน ซึ่งอาจขัดกับ ม. 29 ที่กำหนดให้ออกกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพ ที่ต้องไม่กระทบต่อสาระของสิทธิ และไม่เป็นเรื่องทั่วไป
ด้าน พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม ประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ในฐานะอดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กล่าวถึงการจัดเลี้ยงที่สโมสรกองทัพบกของ คตส. ที่มีการระบุว่า คมช. เป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงว่าไม่เป็นความจริง แต่ยอมรับว่า จะมีอดีต คมช.บางคน อาทิ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งเป็นอดีตรักษาการประธาน คมช.เดินทางไปร่วมงานด้วย
ศาลสั่งรื้อเวที พันธมิตรดื้อแพ่งครู-นักเรียน-ภารโรง’ราชวินิตได้เฮ!

* ทนายม็อบดิ้นร้องศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครอง
จากกรณีกลุ่มครู-นักเรียน-ผู้ปกครอง รวมถึงนักการภารโรงของโรงเรียนราชวินิตมัธยม ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งในด้านการจราจร ปัญหาเสียงดังรบกวนการเรียนการสอน รวมไปถึงกลิ่นขยะและปัสสาวะที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ จนตัวแทนครู-นักเรียน ได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลแพ่งไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา ในความผิดฐานละเมิด ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมคู่ความทั้งสองฝ่าย ในวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 13.30 น.
ศาลตัดสินพันธมิตรเปิดถนน
ขณะเดียวกันอาจารย์โรงเรียนราชวินิตฯ ยังขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้พันธมิตรฯ เปิดพื้นที่จราจรบนถนนพระราม 5 และถนนพิษณุโลก ให้รถยนต์และรถสาธารณะสามารถผ่านเข้าออกได้ งดการใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลา 07.30-16.30 น. วันจันทร์-ศุกร์ ห้ามการปราศรัยหยาบคาย และให้มีการกำจัดขยะปฏิกูลอย่างมีระบบระเบียบ
โดยในเวลา 14.00 น. วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีที่ครูและผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม รวม 10 คนยื่นฟ้อง 5 แกนนำพันธมิตรฯ และ นายสุริยะใส กตะศิลา มีคำสั่งให้พันธมิตรฯ เปิดถนนบริเวณ พระราม 5 -ถนนพิษณุโลก ให้ประชาชนเดินผ่าน ไปมาได้โดยสะดวกและห้ามใช้เครื่องขยายเสียงซึ่งจะก่อความเดือดร้อนให้แก่ครู นักเรียน ในการเรียนการสอน ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 07.30-16.30 น. โดยคำสั่งศาลให้มีผลโดยทันที
ครู-นักเรียน-ผู้ปกครองดีใจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการคุ้มครองของศาลแพ่งได้สร้างความดีใจให้กับกลุ่มนักเรียนอย่างมาก โดยนักเรียนที่ไปร่วมฟังคำพิพากษาถึงกับยกมือขอบคุณที่ศาลให้ความกรุณา และขณะเดียวกันก็มีการส่งข่าวไปยังโรงเรียน ให้นักเรียนและครู ตลอดจนบุคลากรของโรงเรียนได้ร่วมกันดีใจ โดยผู้ปกครองรายหนึ่งเปิดเผยว่ารู้สึกสบายใจมากขึ้น เพราะลูกและเพื่อนนักเรียนจะได้เดินทางไปเรียนสะดวก และมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น รวมทั้งไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอันตราย ที่อาจจะเกิดจากคนร้อยพ่อพันแม่ที่มาชุมนุมกันอยู่
อย่างไรก็ตาม นักเรียนขอร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ อย่าต่อว่า หรือโจมตีอาจารย์ และสมาคมผู้ปกครองที่ยื่นหนังสือต่อศาลให้มีเหตุต้องรื้อถอนเวที เพราะเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของนักเรียน ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง
ม็อบดื้อเมินฟังคำสั่งศาล
อย่างไรก็ดีท่าทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ตั้งแต่มีคำพิพากษาในช่วงบ่าย เรื่อยมาจนถึงค่ำวันเดียวกันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนย้ายเวทีแต่อย่างใด และยังเปิดการปราศรัยบนเวทีอย่างต่อเนื่อง
นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวว่า ในฐานะทนายความไม่เห็นด้วยกับคำสั่งคุ้มครองดังกล่าว และในวันที่ 1 ก.ค. เวลา 11.00 น. ตนจะนำแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ยื่นคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แม้ว่าคำสั่งศาลจะมีผลทันที แต่การดำเนินการต้องส่งคำสั่งไปตามภูมิลำเนาของจำเลยทั้ง 6 คนจึงทำให้คำสั่งยังไม่มีผลเป็นทางการ ทำให้ยังไม่เปิดเส้นทางการจราจร และยืนยันว่าจะชุมนุมต่อไป โดยจะรอฟังผลการยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลแพ่งก่อนที่จะมีการกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง
พธม.ควรหยุดตะแบงกฎหมาย
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการที่พันธมิตรฯ ดื้อชุมนุมต่อก็เป็นสิทธิของพันธมิตรฯ แต่อย่าลืมว่าศาลได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนแล้ว ศาลได้อธิบายกฎหมายให้กับพวกที่ตีความกฎหมายโดยหลอกลวงมาโดยตลอด มักอ้างเสรีภาพในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ ซึ่งข้อนี้แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญประเทศไหนก็ต้องระบุไว้เช่นนั้น รธน. 50 ก็ระบุไว้เช่นกัน
แต่อีกข้อที่ทนายพันธมิตรฯ จะต้องไปศึกษาต่อ ก็คือกฎหมายได้เขียนข้อยกเว้นไว้ว่า โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ซึ่งแปลว่าถ้าจะชุมนุมในที่สาธารณะจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ไม่ได้ทำให้ประชาชนเดือดร้อน แต่ถ้ามีคนเดือดร้อนก็อ้างไม่ได้
เรื่องนี้พันธมิตรฯ จะไปขอใช้สถานที่จาก นายอภิรักษ์-ผู้ว่าฯ กทม. หรือจะคัดค้านว่าการชุมนุมไม่ได้ทำให้เด็กนักเรียนเดือดร้อนก็ว่ากันไป แต่เท่าที่ได้ยินมาจะมีการร้องเรียนว่าทนายความของฝ่ายโจทก์เป็นน้องชายของตนนั้น อันนี้ไม่เกี่ยวกัน
หากไม่ฟังศาลสั่งมีสิทธิ์ติดคุก
ส่วนข้อที่พันธมิตรฯอ้างว่าถ้าให้เปิดถนน ก็จะไม่ปลอดภัยต่อผู้ชุมนุมนั้น ก็เป็นเรื่องที่ศาลวินิจฉัยไปแล้วว่าการชุมนุมทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ถ้าพันธมิตรฯ มีเหตุผลดีๆ ก็คงต้องไปชี้แจงต่อศาลเอาเองเพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของโจทก์แล้ว แต่เป็นเรื่องของจำเลยกับศาล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือประชาชนได้รู้ว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน ฝากถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยว่า วันนี้ศาลได้เข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแล้ว ให้ลดทิฐิมานะลงมาบ้าง และไปหาทางออกอย่างอื่น เพราะถึงอย่างไร หากพันธมิตรฯ จะไม่ยอมปฏิบัติตาม โจทก์ก็คงไม่สามารถบีบบังคับอะไรได้ จะทำได้ก็แค่บันทึกแจ้งกลับไปต่อศาลว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ซึ่งศาลก็มีสิทธิจะเรียกจำเลยทั้ง 6 คน มาพบ หากไม่ปฏิบัติตามก็มีสิทธิออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รื้อถอน หรือไม่ก็มีสิทธิสั่งขังจำเลยทั้ง 6 คน
อย่าลืมว่า ศาลตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธย ประชาชนก็กำลังจับตามองทั้งประเทศ จึงอยากฝากให้แกนนำพันธมิตรฯ คิดให้ดี
อยากให้เคารพวินิจฉัยศาล
ทางด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาวินิจฉัยของศาล เพื่อให้เป็นรูปธรรมชัดเจนว่าบ้านเมืองนี้เป็นนิติรัฐ ทุกคน ทุกฝ่ายไม่ว่า มวลชน ประชาชนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยย่อมได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักกฎหมาย รัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นดุลพินิจของศาลโดยที่ทุกสิ่งทุกอย่างจากนี้รัฐบาลไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเข้าไปดำเนินการใดๆ ในทุกขั้นตอนหลังจากนี้แกนนำพันธมิตรจะได้สรุปและปฏิบัติตามคำสั่งของศาล
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้เวทีของกลุ่มพันธมิตรตั้งอย่างถาวรอยู่กลางถนนพิษณุโลกจึงอยากให้กลุ่มพันธมิตรพิจารณาว่าเมื่อศาลสั่งให้มีการเปิดการจราจร หมายถึงการรื้อถอนเวทีหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้นการตัดสินใจของพันธมิตรรัฐบาลไม่เข้าไปแทรกแซงหรือกดดัน ขอให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด
รัฐบาลไม่คิดประกาศชัยชนะ
นอกจากนี้ยืนยันเหมือนเดิมว่าหากกลุ่มพันธมิตรฯ ยอมรับและทำตามคำสั่งของศาล ถือว่าเป็นเรื่องปกตินิสัยของคนไทยที่ปฏิบัติภายใต้กฎหมาย หากกลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นคัดค้านหรืออุทธรณ์ก็เป็นสิทธิตามกฎหมาย แต่หากไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาลรัฐบาลคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ยังคงยืนยันว่าจนถึงขณะนี้และตลอดไปในการเคลื่อนไหวของพันธมิตรรัฐบาลไม่มีนโยบายใช้กำลังสลายการชุมนุม
“การมีคำสั่งศาลออกมาอย่างนี้รัฐบาลคงไม่ประกาศชัยชนะและเชื่อว่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมจะไม่มีการประกาศชัยชนะด้วย เพราะไม่ใช่ชัยชนะของใคร แต่เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติตามกฎหมายที่จะเป็นแบบอย่างแนวทางให้คนในสังคมที่รู้สึกว่าถูกละเมิดสิทธิ ก็มีช่องทางเคลื่อนไหวต่อสู้ทางกระบวนการของกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตัวเอง
รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธการชุมนุมโดยสงบ สันติและปราศจากอาวุธ แต่รัฐบาลเรียกร้องแต่ต้นให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไปชุมนุมในที่เหมาะสมกว่าการปิดถนน”
ตำรวจเชื่อพันธมิตรจะฟังศาล
พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะ รองโฆษก ตร. กล่าวว่าเรื่องนี้เป็นคดีระหว่างเอกชนกับเอกชน เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเป็นผู้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งศาลแพ่ง หากกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ทำตามคำสั่งศาลเจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถขอให้ตำรวจช่วยดำเนินการได้ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งศาล
อย่างไรก็ตามคิดว่าแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ น่าจะปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่ง แต่ขณะนี้ทางตำรวจยังไม่ได้มีการพูดคุยกับแกนนำในเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นเพียงได้รับการประสานงานจากแกนนำว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับคำสั่งศาลอย่างเป็นทางการ
เพิ่มตร.ห่วงย้ายเวทีเข้าทำเนียบ
ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เรียกประชุมด่วนผู้บังคับการตำรวจนครบาล ที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หลังศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า การประชุมวันนี้เพื่อเตรียมเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับมือกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะเกรงว่าผู้ชุมนุมอาจจะย้ายเวทีเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งต้องจัดกำลังรับมือไว้ด้วย
ด้านพล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่าผู้ชุมนุมต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลที่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดเส้นทางการจราจรบริเวณ ถ.พิษณุโลก และ ถ.พระราม 5 แต่หากไม่ปฏิบัติผู้เสียหายจะต้องไปร้องต่อศาล เพื่อพิจารณาออกหมายจับ ส่วนตำรวจก็ไม่สามารถเข้าไปรื้อถอนได้

Monday, June 30, 2008
ตำรวจ เชื่อ ศาลแพ่งอ่านคำสั่งคุ้มครองฯ ยุติม็อบไม่วุ่นวาย

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รอง ผบช.ก. ในฐานะ รองโฆษก ตร. กล่าวภายหลัง พล.ต.อ.วิโรจน์ พหลเวชช์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายความมั่นคง เรียกประชุมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ปักหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมวางแนวทางแก้ไขปัญหาการจราจร ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมบริเวณ สะพานชมัยมรุเชฐ มียอดผู้เข้าร่วม สรุปเมื่อเวลา 20.30 น. จำนวนประมาณ 5,000 คน ส่วนกลุ่ม ต่อต้านที่ท้องสนามหวลง มียอดประมาณ 350 คน โดยไม่มีเหตุปะทะหรือก่อกวนระหว่างกันแต่อย่างใด
พล.ต.ต.สุรพล กล่าวอีกว่า ในส่วนของกำลังเจ้าหน้าที่นั้นได้มีการประชุมกันเพื่อลดกำลังในการดูแลการชุมนุม ลงมาประมาณครึ่งหนึ่ง เพื่อจะได้ปรับเกลี่ยกำลังในการดูแลปัญหาด้านอาชญากรรม เนื่องจากการชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเชื่อว่ากำลังเจ้าหน้าที่ที่เหลือสามารถดูแลได้เป็นอย่างดี
ส่วนกรณีที่วันที่ 30 มิ.ย. เวลา 13.30 น. ศาลแพ่ง รัชดา นัดฟังคำพิพากษา อาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียน โรงเรียนราชวินิตมัธยม ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ขอคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยุติการชุมนุม และย้ายสถานที่ชุมนุม เนื่องจากได้ผลกระทบจากใช้เครื่องขยายเสียง นั้น พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจคงไม่มีมาตรการในการรับมือแต่อย่างใด เพราะ เมื่อศาลได้ตัดสินแล้วไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติจะถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล
“ ส่วนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเมื่อศาลตัดสิน จะมีคำสั่งมายังผู้ที่ถูกร้องอยู่แล้ว และเชื่อว่าแกนนำของกลุ่มพันธมิตร หรือทีมงานทนายความต้องรับทราบคำสั่งนั้น และต้องปฏิบัติตาม หากไม่ทำคงเป็นการละเมิดอำนาจศาล” พล.ต.ต.สุรพล กล่าว
พล.ต.ต.สุรพล ยังกล่าวถึง การสอบสวนสรุปสำนวนพยานหลักฐานกรณีมีประชาชนแจ้งความร้องทุกข์ ว่าได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมนั้น ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเสร็จเรียบร้อยจะมีการประชุมคณะทำงานอีกครั้ง โดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. สั่งกำชับให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
งัดเอกสารตอกหน้า‘มาร์ค-ชวน’ จี้แจงพูดในสภา’เสนีย์’ไม่รับเงิน

สืบเนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านเพียงหนึ่งเดียว ได้พยายามพุ่งเป้ากรณีเขาพระวิหารถล่มเข้าใส่รัฐบาล และในบางช่วงบางตอน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาปกป้อง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายความที่ไปแพ้คดีที่ศาลโลก ว่าไม่ได้รับเงินจากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว จนมีการออกมาตอบโต้กันอย่างกว้างขวางนั้น
กรณีดังกล่าว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้เปิดประเด็นไว้ในสภา ระหว่างการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ว่ามีเอกสารราชการยืนยันได้ว่ามีการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับ ม.ร.ว.เสนีย์ ในการเดินทางไปทำงาน ซึ่งไม่ตรงกับที่นายอภิสิทธิ์ และ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอ้างในสภา
นายจตุพร กล่าวว่า การออกมาพูดเรื่องดังกล่าว เพราะเล็งเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว เพื่อไขข้อสงสัยของประชาชนทั้งประเทศในสมัยนั้น ที่ร่วมกันบริจาคคนละ 1 บาท ว่าได้มีการจับจ่ายใช้สอยไปในกรณีใดบ้าง ซึ่งในวันนี้ไม่ใช่เป็นการพูดถึงเรื่องคุณงามความดีของใคร แต่เป็นการชี้แจงความจริงในเอกสารหลักฐานทางราชการจากกระทรวงการต่างประเทศ ถึงกรณีค่าใช้จ่ายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และทีมทนายไทย ที่ไปต่อสู้คดีเขาพระวิหารในขณะนั้น
ทั้งนี้เรื่องเขาพระวิหารควรที่จะได้รับการเปิดเผยทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งทำการชำระประวัติศาสตร์ เพื่อไขความกระจ่างสู่ประชาชน ตนเป็นเพียงผู้จุดประเด็น ด้วยการพูดในสภาเท่านั้น จากนี้ต่อไปต้องรอดูท่าทีของทางกระทรวงการต่างประเทศว่าจะสมัครใจเปิดเผยเอกสารทางราชการเมื่อไร
“นี่ไม่ใช่เวลาที่ต้องมาพูดว่าใครดีใครเลว แต่จากหลักฐานที่ปรากฏในเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งเบี้ยเลี้ยง ค่ารับรอง ค่าเดินทาง มันเด่นชัดว่ามีการใช้จ่ายจริง ซึ่งขัดกับที่ฝ่ายค้านบอกว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องค่าทนาย แต่สาระสำคัญอยู่ที่เงิน 1 บาทที่คนทั้งประเทศช่วยกันลงขันให้ในช่วงนั้น หายไปไหน วันนี้ไม่มีใครปฏิเสธ เพราะทุกอย่างมีการบันทึกอยู่ในเอกสารทางราชการ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้ากระทรวงว่าจะมีท่าทีอย่างไร จะนำหลักฐานออกมาชี้แจงต่อสาธารณะหรือไม่" นายจตุพร กล่าว
ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการที่ประเทศกัมพูชาจะขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่าโดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น ประเทศไทยควรให้การสนับสนุน เพราะการได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกก็หมายถึงไทยได้รับประโยชน์ร่วมด้วย นอกจากนี้หากมองในทางประวัติศาสตร์แล้ว ปราสาทเขาพระวิหารคนขอมในสมัยโบราณเป็นผู้สร้าง เช่นเดียวกับปราสาทหินพิมาย นอกจากนี้โลกในยุคสมัยใหม่เป็นโลกใบเดียวกัน การแบ่งเขตรัฐไม่ค่อยมีความหมายเช่นอดีต จึงไม่ควรให้เกิดปัญหา
พร้อมกันนี้รัฐบาลควรเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน โดยการนำคำพิพากษาของศาลโลกเกี่ยวกับคดีปราสาทเขาพระวิหาร พ.ศ.2505 มาตีพิมพ์เผยแพร่ รวมทั้งท่าทีของรัฐบาลตั้งแต่ไทยแพ้คดีให้กับเขมร ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องควรมีการหยิบยกเรื่องประวัติศาสตร์มาพูดคุยกันใหม่อีกครั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน
ส่วนกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคพลังประชาชน หยิบยกเรื่องค่าใช้จ่ายในคดีเขาพระวิหาร พ.ศ.2504-2505 มากล่าวในที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญนั้น ตนเข้าใจว่าสาเหตุที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน หยิบเรื่องนี้มาพูด เพราะต้องการให้เกิดข้อเท็จจริง ภายหลังที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค และที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยนั้นว่าความฟรี ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว การว่าความต้องมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศควรที่จะทำการชี้แจงเอกสารให้คลายข้อสงสัยของประชาชน และเพื่อแสดงให้เห็นว่า ผู้ใดทำการพูดเท็จในที่ประชุมสภา ทั้งนี้ประชาชนที่ต้องการรับทราบสามารถกระทำได้ ตามรัฐธรรมนูญที่ว่าด้วยสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของทางราชการ
“เป็นความต้องการชี้แจงหักล้างว่านายอภิสิทธิ์ และนายชวน พูดจริงหรือเท็จ เพราะหากพูดเท็จก็เป็นเรื่องได้ว่า พรรคฝ่ายค้านพยายามพูดโดยไม่มีข้อมูล และต้องการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาโจมตีรัฐบาลจริงหรือไม่ และที่นายจตุพร บอกว่ากระทรวงต่างประเทศมีเอกสารข้อมูลนั้น หากใครอยากรู้ก็ใช้อำนาจสิทธิในรัฐธรรมนูญได้ บอกให้ทางกระทรวงเปิดเผยเลย ประชาชนจะได้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์พูดเท็จหรือไม่" ผศ.จรัล กล่าว
สำหรับข้อมูลเอกสารราชการที่ระบุถึงค่าใช้จ่ายของ ม.ร.ว.เสนีย์ ในการทำคดีเขาพระวิหาร ปรากฏ ดังนี้
1.ค่าเดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อประชุมกับเซอร์แฟรงก์ ซอสคิส ทนายความคดีเขาพระวิหาร เมื่อ 5 มกราคม 2504 ตามหนังสือสำนักงบประมาณ 17 มกราคม 2504 และบันทึกหัวหน้ากองกฎหมาย 30 ธันวาคม 2503 และหนังสืออธิบดีกรมการเมือง 29 ธันวาคม 2503 ระบุเป็นค่าเครื่องบินของ ม.ร.ว.เสนีย์ และ นายสมปอง สุจริตกุล 1,562.40 ดอลลาร์สหรัฐ เบี้ยเลี้ยง ม.ร.ว.เสนีย์ 7 วัน รวม 252 ดอลลาร์สหรัฐ และค่ารับรองอีก 200 ดอลลาร์สหรัฐ
2.ค่าใช้จ่ายไปราชการที่มิลาน ตามหนังสือ สอท. ณ กรุงเฮก ที่ 74/2505 ลงวันที่ 23 มกราคม 2505 ระบุเป็นค่าเครื่องบินของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 403.65 กิลเดอร์
3.ค่าพาหนะและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดของ ม.ร.ว.เสนีย์ อีก 150 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งหมดนั้นยังไม่รวมค่าใช้จ่ายของคณะทนาย ในการเดินทางไปแถลงคดีที่กรุงเฮก


