คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เท่ากับเป็นการ “เปิดหู-เปิดตา” ได้รับการติดอาวุธทางปัญญา ให้สามารถแยกแยะความถูกต้องชอบธรรม วิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ จะได้ไม่ไปหลงเชื่อการหว่านล้อมชักจูงให้หลงผิด ไปทำในเรื่องที่เป็นพิษภัยต่อตนเองและส่วนรวม
การชุมนุมของม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในขณะนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามที่จะเผยแพร่ “ยัดเยียด” ข้อมูลข่าวสารเพื่อ “จูงใจ” ให้มีผู้คนเห็นด้วย และมาร่วมการชุมนุมให้มาก เพื่อจะได้นำไปใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อว่า มีผู้เห็นด้วยและมาร่วมเป็นจำนวนมาก แต่ความเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ยืนยันได้ว่า มีผู้เห็นด้วยและมาร่วมการชุมนุมไม่มากมาย และนับวันยิ่งหดหายไป
ข่าวคราวการออกมาคัดค้านทักท้วงของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติเงิน 48 ล้านบาท ให้กับ ส.ส. คนละ 1 แสนบาท เพื่อนำไปใช้ในการส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นท่าทีที่น่ากังขาไม่น้อย
สิ่งที่นักการเมืองอาวุโสทำ พูดง่ายๆ คือ เป็นการให้ความรู้กับประชาชน ถึงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบทางการเมือง ไม่ให้ตกเป็น “เหยื่อ” ของผู้ที่ไม่หวังดี หรือมีเจตนาแอบแฝง ไร้ความจริงใจ อย่างที่ออกมาเย้วๆ กันกลางถนน ละเมิดสิทธิของผู้อื่น สร้างความเดือดร้อนเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคม อย่างที่ประสบพบเห็นอยู่ในตอนนี้
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และพัฒนาการของรัฐสภาไทย และเพื่อ
ความเข้าใจในกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับของประชาชน และฝ่ายนิติบัญญัติ
รูปแบบที่นำมาใช้คือ การจัดสัมมนา ฝึกอบรม การบรรยายทางวิชาการ หรือการเสวนา
กลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชนทั่วไป ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ กลุ่มเยาวชน
วันนี้เรามีการกระจายอำนาจการปกครองไปสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการและปกครองกันเอง ซึ่งประชาชนมีส่วนสำคัญ มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด ในการเลือกผู้นำท้องถิ่นมา “ทำงาน” และกระตุกสำนึกความรับผิดชอบให้เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น แทนที่การสั่งการมาจากข้างบนเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ค่อยตรงกับความต้องการของประชาชนนัก
วันนี้ประชาชนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเองได้เท่าที่ไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อย่างที่ม็อบพันธมิตรฯ ถือปฏิบัติกันอยู่ในตอนนี้
เมื่อมีการติดอาวุธทางปัญญา ได้สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เชื่อเหลือเกินว่า ประชาชนสามารถกำหนดทิศทาง แผนงาน โครงการในการพัฒนาท้องถิ่น ให้ไปสู่การอยู่ดีกินดี มีสิทธิมีเสียง
รัฐบาลเองก็สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดบริการสาธารณะของท้องถิ่น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความเหมาะสมตามศักยภาพของท้องถิ่น รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนขยายการให้บริการที่ครอบคลุมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มีการเชื่อมโยงบูรณาการกับแผนชุมชนและแผนระดับต่างๆ ในพื้นที่ มากกว่า ทางดี-น้ำไหล-ไฟสว่าง อย่างที่เคยทำกันมา
รายได้ที่มาจากการจัดเก็บ และที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง ที่ผ่านมาต้องเสียผู้เสียคนไปมากมาย จากปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ถ้าวันนี้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนรับรู้ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเห็นชอบกับการใช้จ่ายเงินดังกล่าว มีการตรวจสอบ ทำให้เงินที่มีอยู่จะได้ใช้อย่างคุ้มค่า
ดังนั้น ผู้นำผู้บริหารจะต้องพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพ มีวิสัยทัศน์ ทำงานให้สัมฤทธิผล ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงต่อการถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง
การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ผู้นำชุมชน ประชาคมกลุ่มอาชีพต่างๆ มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางเดียวกัน โดยถือความถูกต้องเป็นหลัก และสามารถตรวจสอบได้ จะนำไปสู่การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เมื่อปัญหาทุกอย่างสามารถจบลงได้ด้วยดีในระดับท้องถิ่น รัฐบาลและรัฐสภาก็สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
การมีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองที่ถูกต้อง จะทำให้ประชาชนเป็น “ผู้เล่น” ไม่ใช่เป็นแค่ “ผู้ดู” อีกต่อไป จะเป็นรากฐานที่มั่นคงของสังคมและประเทศชาติ
ความคิดของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นสิ่งที่ดี เป็นเจตนาที่ดี และต้องการให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศชาติและประชาชนได้ โดยไม่ต้องไปใช้วิธีการนอกสภามาข่มขู่คุกคามอีกต่อไป
“เม็ดเงิน” ที่ต้องเสียไปจากการทำโครงการนี้ เทียบไม่ได้กับ “ประโยชน์” ที่จะได้รับ อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนฉลาด รอบรู้ และรู้ทันคนมากขึ้น
ระหว่างที่รอผลที่จะได้จากการจัดทำโครงการให้ความรู้ทางการเมืองกับประชาชนครั้งนี้ ขอให้ใช้ความรอบคอบ พิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป ขอให้พิจารณาชั่งน้ำหนักให้ดี
ขอให้คลำจมูกก่อน ว่ามีสิ่งแปลกปลอมมา “จูง” ให้หลงผิดคิดร้ายหรือไม่
บิ๊กโบ๊ต
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, July 4, 2008
อย่าปิดหู-ปิดตา
Thursday, July 3, 2008
เสรีภาพทางวิชาการของ ดร.วรเจตน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน
ข่าว ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการที่ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวคดีฟ้องร้องรัฐบาลให้ความยินยอมการขอจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก กำลังจะบานปลายเมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่งทนายไปยื่นต่อศาลปกครอง ขอให้เรียกตัว ดร.วรเจตน์ ฐานละเมิดอำนาจศาลดังกล่าว ผมจึงขอให้กำลังใจและแสดงความคิดเห็นต่อกรณีนี้ด้วยคน
ผมติดตามการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาเหตุการณ์บ้านเมืองของ ดร.วรเจตน์ มาหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดวิกฤติทางการเมืองเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ของ สนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งต่อมาเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันนำมาสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
ในช่วงเผด็จการของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ดร.วรเจตน์ ก็ยังคงออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองและต่อการพิจารณาของศาล เช่น คดียุบพรรคไทยรักไทย ต่อร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หลายครั้ง ดร.วรเจตน์ ใช้ความรู้ ความคิดเห็น และจุดยืนทางหลักการของกฎหมายมาพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่แทบทุกครั้งจะมีพวกพันธมิตรฯ ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนและผู้นำขบวนการตอบโต้ โจมตีว่าเป็นฝ่ายเอาทักษิณ ฝ่ายแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)
ครั้งนี้ก็เช่นกัน เป็นไปตามที่คาดไว้ พันธมิตรฯ จะเล่นงาน ดร.วรเจตน์ อย่างรุนแรง โดยการไปร้องต่อศาลปกครองเหมือนกับคนอื่นๆ ที่แสดงท่าทีหรือพูดเขียนไม่เข้าหูพวกเขา ดัง ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อ.จอน อึ๊งภากรณ์ ดร.โคทม อารียา ฯลฯ ที่ถูกแกนนำหรือผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ เรียงแถวโจมตีคนละหลายครั้ง
ท่านทั้งหลายคงทราบว่า ดร.วรเจตน์ ไม่ได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายเท่านั้น หากยังเป็นหัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน เมื่อเห็นว่าการรับฟ้องและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองในคดีนี้ ไม่น่าจะมีอำนาจตามหลักการทางการเมืองการบริหารประเทศ และตาม พ.ร.บ.การจัดตั้งศาลปกครอง ย่อมแสดงความคิดเห็นออกมา ผมถือว่าเป็นความกล้าหาญทางจริยธรรม และก็ยังเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ การโฆษณา และการสื่อสารโดยวิธีอื่น”
โดยเฉพาะเป็นเสรีภาพทางวิชาการตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 50 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการ” เสรีภาพประการหลังนี้ย่อมได้รับความคุ้มครอง ตราบใดที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองและศีลธรรมอันดีของประชาชน การแสดงความคิดเห็นของ ดร.วรเจตน์ มิได้ขัดต่อข้อจำกัดนี้เลย
แน่นอน ที่ผ่านมากฎหมายและจารีตประเพณีของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จะมีข้อห้ามแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการพิจารณา และคำพิพากษาคดีโดยเฉพาะของศาลยุติธรรม โดยเห็นว่าละเมิดอำนาจของศาล ทำให้ประชาชนพลเมืองไม่กล้าพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้
ในช่วงที่ผมเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เคยได้รับเชิญไปบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” แก่ผู้พิพากษาอาวุโสและระดับกลางหลายครั้ง และเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลที่จะได้รับความยุติธรรม และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมบ่อยๆ ผมจึงเสนอความคิดเห็นเชิงขอร้องต่อผู้พิพากษา ให้ยอมรับเสรีภาพนี้บ้าง เพราะในทางความเป็นจริง ผู้คนทั้งหลายก็นำเรื่องโรงศาลมาวิจารณ์ตามร้านกาแฟและวงสนทนาอยู่เสมอ ซึ่งมีผลร้ายมากกว่าดี แต่ยอมให้ประชาชนพลเมืองมีเสรีภาพในการพูด การเขียนแสดงความคิดเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างเปิดเผย น่าจะมีผลดีมากกว่า
กล่าวเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งเป็นศาลทางการเมือง และเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผมคิดว่าประชาชนน่าจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิจารณ์คำวินิจฉัยและการพิพากษาตัดสินในระดับที่ไม่ไปขัดขวางให้เสียรูปคดี ผู้พิพากษาเสื่อมเสียศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความเชื่อถือต่อศาล
ความคิดเห็นของ ดร.วรเจตน์ มิได้ส่งผลถึงระดับดังกล่าว พันธมิตรฯ พึงสำเหนียก อย่าคิดจะเล่นงานใครต่อใครที่ไม่ใช่พวกตนทุกเรื่องไป
จรัล ดิษฐาอภิชัย
บังอาจ (คอลัมน์ : ละครชีวิต)

คอลัมน์ : ละครชีวิต
“เมื่อบางคนใน ‘โรงเรียนของพระราชา’ หยุดยั้งการชุมนุมของประชาชน ที่ยืนหยัดพิทักษ์ปกป้องราชบัลลังก์!”
ผมไม่เข้าใจว่า คุณคำนูณ สิทธิสมาน ต้องการสื่อสารอะไรกับผู้อ่านของตนเอง และสื่อเครือข่ายผู้จัดการ จึงเขียนบทความตำหนิคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ด้วยหัวเรื่องอย่างที่ผมยกมาข้างต้น
กับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เคยรู้จักมักคุ้น และแลกเปลี่ยนทรรศนะทางการเมืองกันหลายครั้ง ในช่วงเวลาที่คุณคำนูณถูก สนธิ ลิ้มทองกุล ปลดออกจากทุกตำแหน่งในเครือผู้จัดการ และบีบให้ออกจากงาน ทำให้คุณคำนูณต้องระหกระเหินไปพึ่งพาอาศัยใบบุญของใครหลายคน ทั้งนักการเมือง และนักธุรกิจการเมือง ก่อนที่จะวกกลับมาอยู่ใต้ร่มชายคา “ผู้จัดการ” อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อภัยโทษให้แล้ว
คุณคำนูณ สิทธิสมาน เป็นตัวแทนของม็อบพันธมิตรฯ ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นตัวแทนอยู่ในวุฒิสภา และได้รับการยกย่องว่าเป็น ส.ว. น้ำดีคนหนึ่ง ทั้งๆ เป็นคนหนึ่งที่ร่วมเชื้อเชิญ คมช. เข้ามาทำลายระบบรัฐสภา ทั้งแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย แต่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งให้ประชาชนได้มีโอกาสลงคะแนน
มากที่สุดสำหรับ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ก็เป็นได้แค่ตัวแทนของคน 7 คน ที่ทำหน้าที่แทนเผด็จการ คมช. คัดสรรคนมาเป็น ส.ว. เพื่อคานอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนเท่านั้น
กลับมาที่หัวเรื่องบทความของคุณคำนูณที่ผมยกมาไว้ข้างต้นกันดีกว่า
ผมไม่เข้าใจว่า เหตุใดคุณคำนูณจึงยกระดับการโต้ตอบคณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม กับม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นกรณีความขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ของนักเรียนที่จะได้เรียนอย่างสงบ กับม็อบพันธมิตรฯ ที่กำลังใช้ความเดือดร้อนของประชาชน และนักเรียน เป็นเครื่องต่อรองกับรัฐบาล โดยมีเจตนาที่จะลากจูงให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับ “สถาบันเบื้องสูง” อย่างไม่มีเหตุผลอันควร หรือแม้แต่จะมีเหตุผลก็ไม่ควรกระทำ
การใช้คำว่า ‘โรงเรียนของพระราชา’ แทน ‘โรงเรียนราชวินิตมัธยม’ คุณคำนูณมีเจตนาจะบอกอะไรเป็นพิเศษหรือไม่
ผมไม่ได้เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนราชวินิตมัธยมเช่นคุณคำนูณ แต่ก็รู้ประวัติโรงเรียนแห่งนี้ดีว่า เป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานศึกษาอบรมกุลบุตรกุลธิดาของข้าราชบริพาร
การได้เป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเป็นความภาคภูมิใจของนักเรียน รวมไปถึงคณะครู และผู้ปกครองทุกคน ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โดยที่ไม่จำเป็นต้องป่าวประกาศว่า เป็นโรงเรียนของพระราชา เนื่องจากตราสำคัญของโรงเรียนบ่งบอกอยู่แล้ว
จึงไม่มีเหตุอันใดเลยที่คุณคำนูณจะต้องยกฐานะความเป็น “โรงเรียนของพระราชา” มาเป็นเครื่องมือหรือเป็นประเด็นตำหนิคณะครูและนักเรียน ที่แสดงออกถึงการปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ให้ถูกกระทบจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ
คุณคำนูณรู้จักรักษาและปกป้องสิทธิของม็อบพันธมิตรฯ ที่ให้การสนับสนุนคุณคำนูณ และเป็นบันไดให้คุณคำนูณก้าวขึ้นไปเป็น ส.ว. แต่กลับไม่ปกป้องรักษาสิทธิของนักเรียนรุ่นน้อง และโรงเรียนที่เป็นแหล่งประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้แก่ตนเอง อีกทั้งยังนำความภาคภูมิใจของประชาคมราชวินิต มาทำร้ายคณะครูและนักเรียนอีกด้วย
พฤติกรรมของคุณคำนูณเป็นการตอกย้ำให้เชื่อว่า ม็อบพันธมิตรฯ ชอบที่จะแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง และใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้อื่น ดังเช่นที่ศาลเคยพิพากษาลงโทษจำคุก สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่ของคุณคำนูณ โดยไม่รอลงอาญา เพราะมีพฤติกรรมแอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้เกิดความแตกแยกของประชาชน เป็นภัยต่อประเทศชาติ
คุณคำนูณ สิทธิสมาน นี่แหละ ที่เป็นคนเขียนหนังสือเรื่อง ปรากฏการณ์เสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า สดุดีการปลุกระดมประชาชนของ สนธิ ลิ้มทองกุล ด้วยการแอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อความเท็จ กระทั่งประเทศชาติแตกเป็นเสี่ยง ประชาชนแตกแยกเป็นฝั่งฝ่าย หาความสงบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
ถามว่าวันนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล ใส่เสื้อสีเหลืองที่มีข้อความ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และผูกผ้าพันคอสีฟ้าอีกหรือไม่
หากมีเจตนาบริสุทธิ์ที่จะทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ดังที่คุณคำนูณกล่าวอ้างไว้ในหัวเรื่องบทความ แล้วเหตุใดคุณสนธิจึงไม่กล้าใส่สีเหลือง “เราจะสู้เพื่อในหลวง” และไม่ผูกผ้าพันคอสีฟ้า
คุณคำนูณเชื่อจริงๆ หรือว่า การปลุกระดมประชาชนของม็อบพันธมิตรฯ เป็นการทำเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ หรือเป็นการใช้ราชบัลลังก์เพื่อปกป้อง และหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง กันแน่
ผมเสียใจจริงๆ กับโรงเรียนราชวินิตมัธยม ที่มีศิษย์เก่าอย่างนี้
เสียใจกับนักเรียนคนหนึ่งที่เรียนในโรงเรียนของพระราชา แต่กลับใช้พระราชาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง อย่างไม่ลืมหูลืมตา
เพียงเพื่อให้ “นายเงิน” ของตนเอง ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย โดยไม่ได้คำนึงเลยว่า พระราชาจะได้รับความเสียหายอย่างไรจากการกระทำของตน และนายเงินผู้มีพระคุณ
มันช่างบังอาจจริงๆ!!

นายกฯชี้ ยังมีคนพยายามกดดันให้ลาออก ย้ำกระแสจับกุมที่สุวรรณภูมิแค่ข่าวลือ
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า ยังมีความพยายามในทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองลาออกจากตำแหน่ง เช่น การอ่านคำพิพากษาของศาลในคดีการจัดรายการชิมไปบ่นไป และกระแสข่าวการจับกุมนายกรัฐมนตรีที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันศุกร์นี้ ถือว่าเป็นข่าวลือที่ไม่มีมาตรฐาน ควรไปศึกษากฎหมายก่อนว่าทุกอย่างมีขั้นตอน ทั้งนี้ เหตุผลที่พูดในวันนี้เพราะถ้าหากวันใดจะต้องออกจากตำแหน่งจะไม่มีโอกาสได้
ส่วนกรณีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ใน 4 จังหวัดภาคใต้ ประกาศไม่ให้คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวแต่เพียงว่าเป็นคนที่มีจิตใจสูง และคงไม่ทำเรื่องแบบนี้ ส่วนจะลุกลามไปหรือไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่าย ระบุ ในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ อาจมีเหตุการณ์ความวุ่นวาย นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า จนถึงวันนี้ทุกอย่างยังสงบเรียบร้อยดี และไม่มีปัญหาอะไร
PRAC บุก ปปช.จี้สอบหญิงเป็ดรวยผิดปกติ แฉซ้ำน้องสาวมีที่ดิน มูลค่า 28 ล้าน

นายณัฐวุฒิ ด้วงนิล ผู้ประสานงานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง และต่อต้านคอรัปชั่น นำข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ประกอบด้วย เอกสารสำเนาโฉนดที่ดิน จากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กรมที่ดิน ซึ่งเป็นที่ดินของน้องสาวคุณหญิงจารุวรรณ จำนวน 2 แปลง มูลค่า 28 ล้านบาท ยื่นให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ตรวจสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ฐานร่ำรวยผิดปกติ และไม่แสดงที่มาที่ไปของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งพยายามปกปิดมูลค่าที่แท้จริงของทรัพย์ และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. บิดเบือนข้อมูลที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ
ทั้งนี้เรื่องการสร้างคฤหาสน์ ที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าที่แจ้งไว้ อยากให้ ป.ป.ช.เร่งรัดตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้สังคม และประชาชนได้รับความยุติธรรม ที่มีมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้ง มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย อย่างไรก็ตามนายสิทธิชัย ระบุว่าจะนำข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมในวันนี้ไปพิจารณารวมกับข้อมูลที่มีผู้ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว.
“สุรพงษ์” ลั่น เศรษฐกิจส่งออกขยายตัวได้ รับการเมืองมีผลกระทบสูง

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการสัมมนา "Thailand's Investment Environment : Looking Forward" ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร.จัดขึ้นเพื่อให้นักลงทุนทั้งและต่างประเทศได้เข้าใจสภาวะการด้านการลงทุนในประเทศไทยว่า ยอมรับสถานการณ์ด้านการเมืองส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งรัฐบาลจะพยามดำเนินนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลวินัยทางการเงินการคลังให้อยู่ในระดับที่ดีเพื่อเสริมความแข็งเเกร่งให้กับภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ยังถือว่ามีพื้นฐานที่เข้มแข็งจากการส่งออกซึ่งสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวอีกว่าภาครัฐจะสนับสนุนภาคเอกชนในการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ได้อย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันที่เศรษฐกิจร้อยละ 70 - 80 ถูกขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน
พันธมิตรฯ ดื้อแพ่งไม่เปิดถนนให้หมด ตำรวจลุยถ่ายรูปฟ้องศาล

หลังจากที่ศาลแพ่งยำคำร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งสั่งให้พันธมิตรฯเปิดถนนพิษณุโลกและถนนพระราม 5 รวมทั้งงดใช้เครื่องเสียงตามเวลาที่กำหนดนั้น แต่ในช่วงเช้าวันนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปิดการจราจรถนนพิษณุโลกตั้งแต่เวลา 7.30 น. แต่รถยนต์ยังสัญจรไป-มาอย่างไม่สะดวกเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ได้เปิดช่องทางการจราจรทั้งหมด
ด้านพล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวย้ำว่า กลุ่มพันธมิตรฯต้องเปิดเส้นทางการจราจร ตลอด 24 ชั่วโมงตามคำสั่งศาล แต่จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีเวทีตั้งอยู่บนสะพานชมัยมรุเชฐ ปิดกั้นช่องจราจรบนถนนพิษณุโลกถึง 3 ช่องทาง ทำให้ประชาชน ยังไม่สามารถสัญจรจากแยกสวนมิสกวันมายังแยกพาณิชยาการได้ อีกทั้งยังมีเต็นท์นอนและเต็นท์ประกอบอาหาร กีดขวางการจราจร
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า ตำรวจจะไม่เข้าไปเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะแกนนำได้ประกาศชัดเจน ไม่ให้ตำรวจเข้าไปยุ่งเกี่ยว ดังนั้นจะใช้วิธีถ่ายภาพเป็นหลักฐาน เพื่อนำไปยื่นต่อศาลในสัปดาห์หน้า ตามที่ศาลได้นัดหมายไว้
ขณะที่การจราจรโดยรอบพื้นที่การชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้า ค่อนข้างหนาแน่นและติดขัด เนื่องจาก ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจว่ากลุ่มพันธมิตร ได้เปิดเส้นทางการจราจรครบหมดแล้ว จึงขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัญจรในบริเวณดังกล่าวต่อไปอีกด้วย
ติง“เฉลิม”หนีม็อบกลัวคนแค่หยิบมือ อดสางปัญหารุกที่

หลังจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้ โดยค้างคืนที่โรงแรมมาริไทม์ปาร์ค สปาแอนด์รีสอร์ท จ.กระบี่ เพื่อเตรียมประชุมมอบนโยบายให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต รวมถึงการไปตรวจที่ดินเกาะราชาใหญ่ในวันรุ่งขึ้นนั้น
กลับถูกกลุ่มผู้ชุมนุมนับ 100 คน ปิดหน้าโรงแรมมาริไทม์ปาร์คฯ กระบี่ ตะโกนขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม ออกจากตำแหน่งตลอดทั้งคืน จนทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ได้ยกเลิกภารกิจ ระหว่างวันที่ 2-3 กรกฎาคม ที่ จ.กระบี่ พังงา และภูเก็ต ทั้งหมด และหลบออกจากโรงแรมมายังสนามบินกระบี่ ตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพมหานครทันที
* “เฉลิม” ชี้แจงไม่ได้หนี
ทันที่ที่เดินทางถึงกรุงเทพฯ ในตอนสายวันที่ 2 กรกฎาคม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ทันทีที่ตนไปถึงสนามบินที่กระบี่ ก็ได้รับรายงานมีผู้ชุมนุมมาประท้วงเพื่อคอยพบตน แต่ตนได้หนีไปทางอื่น จนโดนทุบกระจกรถ ก็ไม่ได้ว่าอะไร จากนั้นเมื่อไปถึงโรงแรมที่พักก็มีกลุ่มเหล่านี้ตามไปอีก ซึ่งตนไม่ขอเรียกว่า ผู้ชุมนุมประท้วง แต่เห็นว่าเป็นพวกรวมตัวขัดขวางก่อกวน หลังได้รับเงินลงขันจากผู้บุกรุกที่ดินโดยผิดกฎหมายมากกว่า โดยกลุ่มคนเหล่านี้ขู่ให้ตนยกเลิกการประชุม ไม่เช่นนั้นจะตามไปก่อกวนจนถึงที่สุด พร้อมกับมีการขว้างปาน้ำแข็งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่อีกด้วย
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า การยกเลิกการประชุมดังกล่าวนั้น ขอยืนยันว่าตนไม่ได้หนี แต่อยากจะหลีกเลี่ยงกลุ่มคนขัดขวางก่อกวนมากกว่า เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพราะพวกนี้คอยแต่จะสร้างเงื่อนไข ซึ่งกระทำการในกรุงเทพฯ ไม่สำเร็จ และข่าวที่ออกไปว่ามีคนออกมาปิดล้อมตนถึง 3-4 พันคนนั้น ก็ขอยืนยันว่าไม่จริง มีแค่ 2-3 ร้อยคนเท่านั้น แต่ประโคมข่าวกันไปใหญ่โต
เมื่อถามว่า การกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้มาชุมนุมนั้น ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จริงๆ แล้วเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ทั้งนี้ ตนไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องราวใด ๆ กับใคร และไม่โกรธ เพราะถือเป็นสิทธิของคนเหล่านั้น ไม่มีความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น
"ผมคิดว่ามันน่าประหลาด ผมจะไปทำคุณงามความดีให้ ก็มีนักการเมืองหนุนหลังอยู่ เขาก็ให้รู้กันทั้งหมด ผมไปทำให้ จะเอางบประมาณไปลง ไปตรวจสอบความถูกต้อง แต่ไม่เป็นไรครับ" รมว.มหาดไทย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในวันศุกร์ที่ 4 กรฎาคมนี้ ตนได้นัดประชุม ผวจ. ไว้แล้วล่วงหน้า ซึ่งจะมีการประชุมกันที่ราชนาวีสโมสร แต่ก็จะดำเนินการต่อไป ไม่มีปัญหาอะไร
* ชี้ม็อบไล่ผิดกฎหมาย
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหากจะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นสลายการชุมนุมนั้นก็สามารถทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เป็นผลดีต่อสังคมไทย และเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าว มีพรรคการเมืองเก่าแก่ชักใยอยู่เบื้องหลัง
“ผมเชื่อว่า กลุ่มประชาชนที่มาปิดล้อมโรงแรมเพื่อออกมาต่อต้านในครั้งนี้ มีการจัดการและเป็นกระบวนการที่ผิดธรรมชาติของคนที่ไม่เห็นด้วย และสังเกตเห็นว่ามี ส.ส. ของพรรคการเมืองบางพรรคที่เป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ใน จ.กระบี่ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิก อบจ. และล่าสุดกำลังลงสมัครเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ในนามของพรรคการเมืองภาคใต้ สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้เป็นไปตามความต้องการของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ และไม่ได้ส่งผลดีต่อการพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดดังกล่าวเลย”
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนขอความกรุณากลุ่มพันธมิตรอย่าสร้างลัทธิความรุนแรง ให้เกิดขึ้นภายในสังคม เพราะถ้าหากคนกลุ่มนี้เชื่อว่า แผนการดังกล่าวที่ได้ปฏิบัติในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ และจะนำมาใช้ปฏิบัติทุกครั้งเพื่อต่อต้านรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ ก็คงจะไม่มีรัฐมนตรีท่านใด กล้าที่จะลงไปพื้นที่ดังกล่าว
“ถ้าเขาประกาศชัยชนะจากแผนปฏิบัติในครั้งนี้ และนำมาใช้ทุกครั้งที่มีรัฐมนตรีลงไปปรับหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ ถ้าเป็นอย่างนั้นอยากจะฝากไปถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ถ้าคุณต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่บนพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคเหนือ ที่มีกลุ่มประชาชนให้การสนับสนุนรัฐบาลอยู่ และต้องเผชิญเหตุการณ์แบบนี้ คุณรู้สึกอย่างไร ถ้าต้องมีปัญหาว่าพื้นที่ของประชาธิปัตย์ห้ามฝ่ายรัฐบาลลงไป แล้วบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร”
* ฉะ ปชป. จัดคนไล่เฉลิม
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ตนมั่นใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ที่มาปิดล้อม ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นพวกเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จะเป็นผลเสียต่อคนในภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด เพราะหากมีรัฐมนตรีในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ลงไปแก้ปัญหาแล้วได้รับการปฏิบัติเหมือน เช่น ร.ต.อ.เฉลิม ก็จะทำให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ
นายจตุพร กล่าวว่า ถ้าเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ปากว่าตาขยิบ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะโรงแรมที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่จัดให้คณะของ ร.ต.อ.เฉลิม พัก เป็นโรงแรมของ นาย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์เต็มคือนายทุนที่บุกรุกที่ดินใน จ.ภูเก็ต และบริเวณแถบทะเลอันดามัน เพราะ รมว.มหาดไทย ได้ประกาศว่าจะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว หลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนยืนยันว่าพื้นที่ทุกแปลงที่บุกรุกและนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องได้รับการตรวจสอบ
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำร้ายคนภาคใต้ เพราะการไม่ให้รัฐมนตรีลงไปยิ่งสร้างปัญหามากกว่า และคนใน 14 จังหวัดภาคใต้กำลังเสียโอกาสจากคนไม่กี่ร้อยคน ดังนั้นขอเรียกร้องให้เลิกประเพณีปลุกภาคนิยม เพราะคนที่เสียหายคือคนไทยโดยรวม” นายจตุพร กล่าว
นายจตุพร กล่าวด้วยว่า สำหรับตนและ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาลที่เป็นคนภาคใต้ พร้อมที่จะลงไปในพื้นที่ตลอดเวลา และยังตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ว่า โรงแรมในกระบี่มีหลายแห่ง แต่ทำไมถึงมาจองโรงแรมแห่งนี้ เพราะเท่ากับประกาศให้พวกผู้ชุมนุมรับรู้ และเคลื่อนย้ายกันมาปิดล้อม “ผมไม่รู้ว่าผู้ว่าฯ เมายา หรือคิดได้แค่นั้น” นายจตุพร กล่าวย้ำ
* วอน “เฉลิม” ใจกล้ากว่านี้
ขณะเดียวกัน ในสังคมไซเบอร์ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีดังกล่าวตลอดทั้งวัน เช่นในเว็บไซต์พันทิปดอตคอม บ้างก็เห็นว่า มท.1 ทำถูกต้องแล้วที่ไม่ไปปะทะด้วยเพราะจะทำให้เกิดความรุนแรงตามมา และมองว่าม็อบทำเกินเหตุซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้เรื่องเสียหายไปด้วย
แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นว่า ร.ต.อ.เฉลิม ทำเสียหายหมด เพราะเสมือนว่า ร.ต.อ.เฉลิม กลัวกลุ่มคนที่มีเพียงแค่นั้น และน่าจะจัดการตามกฎหมายไปเลย เพราะการกระทำของม็อบที่ทุบรถ ร.ต.อ.เฉลิม ถือว่าท้าทายกฎหมาย แบบนี้จะทำให้ยิ่งได้ใจ เหมือนกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย และถ้า ร.ต.อ.เฉลิม กลัวแบบนี้ก็ไม่น่าลงไปพื้นที่ตั้งแต่แรก ทำให้รัฐบาลดูขาดความน่าเชื่อถือไปเลย
บางส่วนก็แสดงความเห็นว่า “เรื่องแค่นี้ ร.ต.อ.เฉลิม น่าจะจัดการได้ แต่ดันหนีไป ไม่แน่จริงเลย มัวแต่มาพูดโม้ไปวันๆ ดำเนินการตามกฎหมายไปเลย”
อสส.ฉะร่วมงานคตส.เหนื่อยใจหวังว่าปปช.จะคุยกันรู้เรื่องกว่า

นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบคดีจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อพิจารณาส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แถลงข่าวตอบโต้ คตส.กรณีกล่าวหาไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนที่จะเร่งรัดดำเนินคดีให้ตามที่ร้องขอ แต่เกรงว่าหลักฐานบางคดียังไม่สมบูรณ์เรียบร้อยอาจเป็นเหตุให้ถูกยกฟ้อง
"เราไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ เราต้องกลั่นกรองให้ความเป็นธรรม อย่างคดีหวยบนดินถูกฟ้องถึง 47 คน ผมว่ามันไม่ค่อยเป็นธรรม ประชุมครั้งเดียวก็ถูกฟ้องด้วย"
รองอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า คดีที่อัยการสูงสุดแจ้งให้ คตส.รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม 3-4 เรื่องนั้นเพื่อให้มีหลักฐานสมบูรณ์ในการพิสูจน์ความผิดตามข้อกล่าวหา อัยการสูงสุดยังไม่มีความเห็นที่แตกต่างไปจาก คตส.หรือมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ถูกกล่าวหา แต่กลับขอสำนวนคดีไปฟ้องเอง
"ท่านอัยการสูงสุดยังไม่เคยมีความเห็นแตกต่างจาก คตส. เลย แต่ คตส.นำกลับไปฟ้องเอง ในความเห็นผม คตส.ใจร้อนไปนิดหนึ่ง ข้ามขั้นตอนไปนิดหนึ่ง พยานหลักฐานใดที่ไม่สมบูรณ์อาจทำลายความน่าเชื่อถือของพยาน" นายวัยวุฒิ กล่าว และยอมรับว่า การทำงานร่วมกับ คตส.ในช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะคณะทำงานที่อัยการสูงสุดแต่งตั้งให้เข้ามาประสานงานกับ คตส.ไม่ได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจเท่าที่ควร
"ตั้งแต่ประชุมมาบรรยากาศไม่ดีเลย เพราะ คตส. มักจะมองคณะทำงานของอัยการสูงสุดว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นเด็ก และมองว่าท่านเป็นนักกฎหมายอาวุโส เป็นอาจารย์ จึงไม่ค่อยรับฟังคำแนะนำจากคณะทำงานของเราสักเท่าไร"
รองอัยการสูงสุดกล่าวว่า แม้จะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะและอำนาจของ คตส.แต่ในช่วงที่ผ่านมาอัยการสูงสุดยังเดินหน้าพิจารณาสำนวนคดีต่อไป ไม่เคยรอการพิจารณาไว้ โดยคำนึงถึงกรอบระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม หวังว่าสำนวนคดีที่ คตส. โอนต่อไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดและ ป.ป.ช. จะประสานความร่วมมือได้เป็นอย่าง
จวก‘การเมืองใหม่’ทำลายปชต.ชี้ขัดรธน.-ส่อเข้าข่ายเป็น‘กบฏ’

ความพยายามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จัดการชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาอย่างยืดเยื้อต่อเนื่อง และพยายามจะประกาศตัวเป็นอิสระจากกฎกติกาของบ้านเมือง รวมไปถึงการออกมาเสนอรูปแบบ “การเมืองใหม่” ที่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาจุดประเด็น โดยมีสาระสำคัญ อย่างเช่นการ เสนอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. มีที่มาจากการเลือกตั้งเพียงร้อยละ 30 ส่วนที่เหลือร้อยละ 70 ให้มาจากการสรรหานั้น
ได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงแนวคิดที่หลุดไปจากกรอบประชาธิปไตย ดังกล่าว
รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องนี้จะต้องมีการถกเถียงกันอย่างมาก หากจะถามว่าการเมืองรูปแบบนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างที่เป็นธรรมหรือไม่ คงไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่ทราบรายละเอียดทั้งหมด แต่ไม่คิดว่าการเมืองรูปแบบนี้จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด หรือจะเป็นการเมืองทางเลือกใหม่ อย่างที่พันธมิตรฯ ต้องการให้มีการกระจายอำนาจให้ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ
อย่างไรก็ตาม การเมืองรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายพันธมิตรประกาศนั้น มาจากแนวคิดการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของระบบการเมืองที่ อ.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้เขียนไว้ในคอลัมน์หนึ่งของผู้จัดการเท่านั้น และความหมายที่ อ.ปราโมทย์ เขียนก็ไม่ได้หมายความอย่างที่ฝ่ายพันธมิตรฯ เอามาอ้าง
การที่นำมาขยายต่อตามความเข้าใจของตนเอง ทำให้เกิดความหวาดกลัวของประชาชนว่าบ้านเมืองกำลังจะเข้าสู่ระบบช่วงการปกครอง พ.ศ.2475 และระบบการเมืองใหม่ที่นายสุริยะใสเสนอก็ไม่ใช่สิ่งที่นายสุริยะใสคิดเอง ว่าในระบบนี้เป็นการไม่ให้น้ำหนักสภามากเกินไป แต่จะเพิ่มกลไกและพิจารณาโครงสร้างการเมืองใหม่เท่านั้น
ประการที่สองที่พันธมิตรต้องการผลักดันให้เกิดการเมืองรูปแบบใหม่เพราะว่าองค์ประกอบการเมืองภาคประชาชนที่มีอยู่หลากหลาย อย่างกลุ่มเอ็นจีโอก็คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนในสภาได้ ซึ่งก็มีทางนี้เท่านั้นคือเปลี่ยนรูปแบบการเมืองใหม่
อย่างไรก็ตาม รศ.ตระกูล เห็นว่าการเมืองรูปแบบดังกล่าวไม่อาจใช้ได้ในทันทีทันใด เพราะความจริงต้องมองที่ตัวโครงสร้างออกแบบการเมือง ไม่ใช่มามองที่ตัวบุคคล
“ตามหลักการถ้าจะให้ดีการสรรหาจะต้องไม่เป็นแบบวุฒิสภา แต่ต้องได้มาจากตัวแทนของกลุ่มชุมชนที่ประชาชนเลือก จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อสรรหา คล้ายๆ เป็นตัวแทนที่ไม่มีสังกัด ซึ่งก็แสดงว่าจะได้กลุ่มที่หลากหลาย”
รศ.ตระกูล ยืนยันว่า รูปแบบดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์แบบในตัวเอง เป็นเพียงการตกผลึกในเชิงความคิด ซึ่งไม่ใช่การคลายปมการเมืองไทย อีกทั้งยังมองว่าขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการการเมืองที่มีเสถียรภาพและตรวจสอบได้ กลไกตรวจสอบต้องมาจากประชาชนที่หลากหลายอาชีพ และไม่ต้องการภูมิคุ้มกันจากทหาร แต่สิ่งที่พันธมิตรคิดเป็นเรื่องยากต่อความเข้าใจของประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการเมืองรูปแบบใหม่นี้แน่นอน
ส่วนทางด้าน รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ย้ำชัดว่า การเมืองรูปแบบดังกล่าวที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอนั้นไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย เพราะไม่ทราบที่มาที่ไปของคณะรัฐมนตรีว่าจะมาจากที่ไหนได้
“ไม่คิดว่ามีสาระที่จะเกิดขึ้นได้จริง เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาดูถึงความชอบธรรมหรือขั้นตอนการได้มาของคณะรัฐมนตรีเลยว่าจะซ้ำซ้อน”
ถึงอย่างไร ยังไม่สามารถวิจารณ์ความคิดได้ว่าย้อนยุคไปสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎรเมื่อปี พ.ศ.2475 หรือไม่ เพราะพันธมิตรไม่ได้เสนอรูปแบบอย่างละเอียดชัดเจน อีกประการหนึ่งยังขอยืนยันว่ารูปแบบการเมืองนี้ไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย
ด้าน รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเมืองรูปแบบนี้เป็นการเสนอแนวทางใหม่ให้กับรัฐสภา แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะแท้จริงแล้วการเมืองภาคประชาชนที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เป็นภาคที่มาเสริม ไม่ใช่มาแทนระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งมีต้องถามกลับไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าต้องการมาเสริมหรือมาแทนรัฐสภากันแน่
อีกทั้งต้องเกิดการถกเถียงในเรื่องของสัดส่วนของการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าไม่เป็นธรรม ซึ่งการที่เกิดความไม่เป็นธรรมนั้นมาจากความคิดของพันธมิตรที่มองว่ารัฐสภาไม่เป็นธรรม จึงต้องการให้มีความหลากหลายของตัวแทน และมีการทำประชามติได้บ่อยครั้งขึ้น
“ระบบการสรรหาใช้เพียงเสริมเท่านั้น เพราะผู้แทนที่ได้มาจากภาคประชาชน เราจะยอมรับมากกว่า ความห่างของความสัมพันธ์ของประชาชนกับตัวผู้บริหารก็จะมากขึ้น เพราะไม่ได้มาจากคนที่ประชาชนรู้จักและเลือกมาเอง อีกทั้งจะเกิดความไม่ชอบธรรมที่ได้ผู้บริหารมาด้วย”
รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวเพิ่มเติมในหลักการว่าด้านตัวเลขสัดส่วนผู้แทนฯ ควรจะมีการเพิ่ม ควรจะอิงระบบการเลือกตั้งเป็นหลัก แล้วแต่งตั้งมาเสริม ซึ่งจะทำให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่า ทั้งนี้ รศ.ดร.ปณิธาน ได้แนะกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องมีการเสนอว่าจะได้มาซึ่งผู้แทนฯ อย่างไรให้เกิดความชอบธรรม คนกลุ่มใหม่จะมาจากที่ไหนอย่างไร เป็นกลุ่มตัวแทนอาชีพที่หลากหลายหรือไม่ และเชื่อว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะผลักดันทุกอย่างไม่ว่าจะต่อต้านรัฐบาล หรือเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ทางการเมืองต่อไป
ด้าน ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ความคิดที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอมองผิวเผินเป็นเรื่องใหม่ แต่ความจริงแล้วเป็นความคิดแบบเก่า ยิ่งกว่าย้อนไปสมัยการปกครองก่อน พ.ศ.2475 อีก
ซึ่งต้องยอมรับว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหว ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต่อต้านรัฐบาล ไม่เป็นผล จึงต้องพยายามผลักดันแนวคิดใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เพราะไม่สามารถหวังพึ่ง คมช. ได้แล้ว รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ การเลือกตั้งก็ไม่เป็นอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการ
ถึงแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรจะเน้นอุดมการณ์ การเมืองต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นความคิดเดียวกันกับกลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มดังกล่าวจึงพยายามผลักดันให้เกิดประชาธิปไตยแก่นสาร ไม่ใช่ประชาธิปไตยรูปแบบ
“ความคิดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติโดยประชาชน ที่ไม่เชื่อว่าอำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน เขาไม่เชื่อระบบการเลือกตั้ง ไม่ชอบพรรคการเมือง เขาจึงพยายามคิดระบบใหม่ๆ จากที่ฟังมันยังกระท่อนกระแท่น ไม่สมบูรณ์ พอประกาสออกมาประชาชนจึงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก”
นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากวันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ จะปราศรัยเรื่องการเมืองรูปแบบใหม่อย่างครบเครื่อง ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะถือว่าเป็นกบฏทันที และรูปแบบดังกล่าวจะส่งให้พรรคการเมืองยิ่งอ่อนแอ ประชาชนจะไม่มีอำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริง อำนาจหลักจะตกไปอยู่ที่กลุ่มอาชีพแต่ละกลุ่มเป็นการสร้างความห่างให้กับประชาชนที่มีต่อผู้บริหารประเทศ
ถึงแม้ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะอ้างว่าผู้แทนบางส่วนได้มาจากการเลือกตั้งร้อยละ 30 ก็ตาม อย่างไรก็ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากรับสภาต้องได้มาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
“รูปแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ยกเว้นจะเข้าไปยึดอำนาจรัฐ ซึ่งทหารไม่ยอมหรอก เพราะการยึดอำนาจไม่ใช่แค่ไปยึดล้อมทำเนียบ แต่หมายถึงการยึดอำนาจทุกอย่างของรัฐในประเทศ เมื่อประเมินแล้วการเมืองรูปแบบนี้เกิดผลเสียแน่นอน สื่อมวลชนก็ไม่ยอมรับ ยกเว้นจะมีการดีไซน์ใหม่ และการเมืองใหม่จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดภายหลังการแกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งก็ต้องมาถามกันอีกว่าใครจะเป็นคนแก้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติโดยประชาชน” ผศ.จรัล กล่าว
และทางด้านองค์กรอื่นมีความคิดเห็นต่อต้านแนวความคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ เช่นเดียวกันกับนักวิชาการ โดย นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอรูปแบบการเมืองแนวใหม่แบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าคนรุ่นนี้จะมีความโบราณและไร้สาระได้ขนาดนี้
เนื่องจากไม่อยู่ในกระแสโลกแล้วยังล้าหลังอีก เพราะรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยก็ได้กำหนดเอาไว้ว่าตัวแทนของประชาชนที่จะสามารถเป็นปากเป็นเสียงได้ต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งรูปแบบที่พันธมิตรฯ เสนอมา ตนคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ อีกทั้งนักวิชาการหลายคนคงไม่มีใครสามารถรับแนวคิดนี้ได้ และทั่วโลกคงต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์กลับมาแน่ ส่วนคนที่สามารถรับแนวคิดแบบนี้ได้ก็มีเพียงผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ทั้งนี้เรื่องที่กลุ่มพันธมิตรฯเสนอมาทิศทางคงไม่น่าเป็นไปได้และก็คงไม่มีผล ซึ่งเป็นเรื่องโจ๊กเท่านั้น ถ้าจะเอาการเมืองรูปแบบนี้แล้วอ้างว่าทำเพื่อระบอบประชาธิปไตยคงไม่มีใครรับได้ และคนไม่ตอบรับข้อเสนอแน่นอน ซึ่งวิธีการยังมองว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นการเสนอแนวคิดรวบอำนาจของกลุ่มอำมาตยาที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตย


