ช่วงนี้ได้ยินข่าวลือหนาหูเหลือกันเกินว่า พวกศักดินา ไม่ยอมหยุดที่จะดึงประเทศไทยกลับไปสู่ "ยุคกลาง" อีกครั้ง มีกระทั่งข่าวว่า จะให้ "ตุลาการภิวัฒน์" พิพากษาจำคุกทักษิณ และจำคุกสมัคร เพื่อให้หลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือแม้กระทั่งมีข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกครั้ง โดยครั้งนี้จะ "จัดการให้สะเด็ดน้ำ” ผมไปที่ไหนคนที่รู้จักทั้งเพื่อนในโลกไซเบอร์ด้วยกันก็ถามหนาหูเหลือเกินว่า พวกเรากำลังจะแพ้ใช้หรือไม่ พวกศักดินาเอาแน่ใช้หรือไม่ ศาลจะยุบพรรคพลังประชาชนอีกครั้งหนึ่งใช่หรือไม่ พวกเราจะทำอย่างไร ผมในฐานะที่อยู่ไกลข้อมูล และไม่ได้มีข่าวข้อมูลวงในอะไร แต่อาศัยการประเมินสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเห็น ปรากฎการณ์ในสังคมที่ได้ยินได้ฟัง ผมสรุปได้ว่า "มีการเคลื่อนไหวบางอย่าง” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งผมไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะการต่อสู้ทางการเมือง มันไม่ได้สิ้นสุดลงง่ายๆ อย่างแน่นอน แต่ละฝ่ายก็มีอิสระที่จะคิดจะเคลื่อนไหว "เพื่อทำลายศัตรูทางการเมืองของตนให้ได้" แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระ และเสรีภาพที่จะดำเนินการ หรือคิดวางแผนเพื่อดำเนินการอะไรก็ได้ แต่ความสำเร็จนั้นตามแผน ตามการคาดการ์นั้น มันไม่ได้ขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ขึ้นกับคนที่วางแผน แต่มันขึ้นกับเงื่อนไข ตัวแปรและสถานการณ์ ที่ไม่มีฝ่ายใดควบคุมได้ เมื่อเราจะชกคนอื่น คนอื่นเขาก็ต้องมีการหลบ หรือชกสวนกลับมา มันเป็นเสรีภาพของการต่อสู้ ที่แต่ละฝ่ายย่อมมีอิสระที่จะริเริ่มกระทำ และลงมากระทำ พวกศักดินา มีความสามารถที่จะทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก มีความสามารถที่จะให้ "ตุลาการภิวัฒน์" ตัดสินจำคุกศัตรูทางการเมืองของตนได้อย่างแน่นอน แต่การกระทำเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้าดิน สภาพสังคมไทยเวลานี้ สภาพสังคมโลกขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจไทยที่เปราะบาง ไม่อาจทนแรงกระหน่ำจากชาวโลกได้ สภาพความแตกแยกของประชาชนในประเทศที่แบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน และไม่มีทางที่ประชาชนจะเปลี่ยนขั้วเป็นตรงกันข้ามได้โดยง่าย ไม่ว่าจะทำลายแกนนำ หรือ "ตัวแทนของแต่ละฝ่ายอย่างไร" ก็ไม่มีทางทำลายฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาดแน่นอน ไม่ว่าจะทำรัฐประหาร บั่นคอแกนนำพรรคพลังประชาชนทุกคน หรือ สั่งจำคุกทักษิณ และสมัคร สุนทรเวช ก็ไม่ทำให้บ้านเมืองนี้สงบลงได้อย่างแน่นอน แต่มันจะเป็น "เชื้อไฟ" ที่เติมความรุนแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ การทำรัฐประหารนั้นสำเร็จได้ไม่ยาก แต่จะไม่มีทางปกครองได้ ประชาชนบางส่วนจะลุกขึ้นสู้ หากมีการบาดเจ็บล้มตาย จะนำไปสู่การต่อต้านจากสังคมโลก และคงไม่เพียงแค่การประนามอย่างแน่นอน แต่อาจมีการตอบโต้จากสังคมโลกโดยการ คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หากเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยภายใต้คณะรัฐประหาร อยู่ไม่รอดภายในสามเดือนอย่างแน่นอน และจะนำไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่มีทางที่ใครจะคุมได้ และแม้แต่คนที่คิดว่า "ตัวเองมีบารมีมากที่สุด" ก็จะไม่มีบารมีอีกต่อไป เพราะประชาชนไม่โง่พอที่จะเชื่อถือใครอีกต่อไป หากทำรัฐประหารวันนี้ แล้วรีบร่าง รธน. ระบบ 70/30 ขึ้นมา โดยคิดว่าตัวเองจะกุมอำนาจได้ตลอดไป โดยอาจมีการจำคุกทักษิณไปก่อน ผมคิดว่านั่นเป็นความคิดที่โง่เขลาอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเคยต่อต้าน "ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย" ก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 มาอย่างยางนาน การทำอย่างนี้เท่ากับปลุกกระแสต่อต้าน พวกศักดินาอาจ "กำจัดทักษิณไปได้" แต่ก็แค่กำจัดคนๆ หนึ่งไปเท่านั้น แต่เท่ากับไปจุดเชื้อของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขึ้นมา ทีนี้การต่อสู้คงไม่ได้มีเป้าหมายแค่จะชนะเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล แต่การต่อสู้มันจะเลยเถิดไปถึงการล้มล้างสิ่งที่กีดขวางประชาธิปไตย และ ปลายหอกของการต่อสู้จะพุ่งเป้าไปที่ "ระบบศักดินา" ที่เป็นตัวอุปสรรคต่อประชาธิปไตยแทน อยากฆ่าตัวตายก็เชิญตามสบายครับ และเท่าที่ผมได้ยินได้ฟัง ฝ่ายต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็เชียร์ให้มีการทำรัฐประหาร เพื่อที่มันจะได้พังกันเร็วๆ เท่ากับเป็นการ "ร่นระยะเวลา" บางอย่างที่บางคนไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น ให้ได้เห็นเร็วขึ้นเท่านั้น นี่คือการ "จุดไฟเผาบ้านตัวเองอย่างชัดๆ " อย่างที่อดีตกษัตริย์คเยนทรา แห่งเนปาลเคยทำ การจำคุกทักษิณ ไม่ได้ทำให้คนที่ศรัทธาทักษิณนั่นเสื่อมความนิยมในตัวเขาลงไป แต่เท่ากับเป็นการตอกย้ำสภาพของ "พจมานแห่งบ้านทรายทองที่ถูกรังแกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด" นั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำตำนานของทักษิณให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ใครดูหนังเรื่อง Braveheart ที่อังกฤษสั่งสังหาร William Wallace วีระบุรุษแห่งชาติสะก็อตไป โดยหวังว่าจะทำให้การต่อต้านลดลง แต่มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ มันกลับไปจุดไฟแห่งการต่อต้านขึ้นทุกย่อมหญ้า และสุดท้ายสะก็อตก็ประกาศเอกราชจากอังกฤษได้ ความตายของ William Wallace ทำให้เขาเป็นอมตะ และทำให้สะก็อตได้เอกราชจากอังกฤษ นับเป็นการตายที่คุ้มค่า การทำลาย "ผู้นำในตำนานของประชาชน” มันมีแต่ทำให้ตำนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น และทำให้การต่อต้านแพร่ระบาดออกไป และเท่ากันเป็น "การเติมพลังให้กับฝ่ายต่อต้าน" และมันก็เป็นอย่างนี้มาตลอดประวัติศาตร์การต่อสู้ของมนุษยชาติ พม่าขังอองซาน ซูจีได้ แต่ขังศรัทธาของประชาชนต่อเธอไม่ได้ แอฟริกาใต้ ขังเนลสัน แมนเดลล่า ได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของเขาไว้ได้ และกรณีทักษิณ ฝ่ายตรงข้ามอาจคิดว่าทักษิณไม่มีพลังเท่ากัน "วีระบุรุษ" คนอื่นๆ ในประวัติศาสตร์โลก ผมคิดว่า คนที่ขังเนลสัน คนที่สังหาร William Wallace ก็คิดอย่างนี้เหมือนกัน แต่พวกเขาก็คิดผิด เราอย่าไปคิดแทนประชาชนที่ศรัทธาผู้นำคนหนึ่ง ว่าศรัทธาของประชาชนนั้นไม่มั่นคง เพราะศรัทธามันเกิดขึ้นที่ใจของผู้อื่น ไม่ใช่เรา ดังนั้น เราจะเอาตัวเราไปประเมินคนอื่นไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่กลัวการทำรัฐประหาร ไม่แคร์กับการตัดสินจำคุกทักษิณ แต่ "คุกที่ขังทักษิณ" นั้นแหละจะพังทะลาย "พันธนาการ" ที่ขังสังคมไทยไว้กับ "ยุคกลางให้หมดสิ้นไป" ทำเลยครับ ผมก็อยากให้ทำเหมือนกัน ผมเบื่อกับการต่อสู้ อยากให้มันจบไวๆ เหมือนกัน แต่ผมรู้ว่า "ประชาชนนั้น" ไม่มีทางแพ้แน่นอน เพราะประชาชนคือเจ้าของประเทศตัวจริง และเมื่อประชาชนตื่นแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่อาจดึงประชาชนกลับสู่ยุคกลางอีกได้ เราก้าวเข้ามาในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าไปกลัวกับการเปลี่ยนแปลง ท่านนายกฯทักษิณ ท่านเสียสละมามากแล้ว เสียสละเข้าคุกอีกครั้ง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อีกครั้ง นี่จะเป็นคุณูปการของท่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คุกขังท่านได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาได้ และคุกที่ขังท่าน แต่มันจะเปิดประตูประเทศไทยเข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริง พวกเขาอาจจับท่านเข้าคุกได้ แต่ท่านจะอยู่ในใจของประชาชน เป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้ พระอาทิตย์ดวงหนึ่งกำลังตกดินแล้ว ถึงอย่างไรก็ทำให้มันลอยกลับขึ้นมาอีกไม่ได้ แต่ พระอาทิตย์ดวงใหม่กำลังลอยขึ้น รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และไม่มี "ผู้อุปถัมป์" กำลังใกล้เข้ามาแล้ว พล.ต. จำลองเคยให้สัมภาษณ์ตอนพฤษภาทมิฬว่า ทันทีที่ได้ยินเสียงปืนดัง ก็คิดได้ทันทีว่า “เราจะชนะแล้ว ผมก็คิดเช่นกันว่า ทันทีที่ทักษิณเดินเข้าคุก ฝ่ายประชาธิปไตยก็ชนะแล้วเช่นกัน
บทความ โดย ลูกชาวนาไทย



จาก thaifreenews
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 8, 2008
คุกอาจขังทักษิณได้ แต่ไม่อาจขังศรัทธาของประชาชนต่อทักษิณได้
พันธมิตรฯ เปิดถนนพิษณุโลกและพระราม 5 ตามคำสั่งศาลแล้ว
เวทีการชุมนุมของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เช้าวันนี้ นับเป็นวันแรกที่ได้ย้ายเวทีจากสะพานชมัยมรุเชฐ กลับไปตั้งเวทีชั่วคราวที่สะพานมัฆวาน ข้างกระทรวงศึกษาธิการ หันหน้าเวทีไปทางสวนอัมพร ซึ่งแกนนำยังคงยืนยันว่า จะปักหลักชุมนุมต่อไปจนกว่านายกรัฐมนตรีจะลาออก ในเวลา 09.00 น. แกนนำและผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางไปที่ศาลฎีกา เพื่อร่วมฟังคำสั่งศาลกรณีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช ด้วย ขณะที่อีกส่วนจะเดินทางไปศาลแพ่ง เพื่อยื่นอุทธรณ์ขอให้ทุเลาคำสั่งศาลกรณีเปิดถนน 05.00 -18.00 น. วันจันทร์ - ศุกร์. ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 8 ก.ค. - กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปิดถนนพิษณุโลก และถนนพระราม 5 ให้ประชาชนได้สัญจรไปมาตามคำสั่งของศาลแพ่งแล้ว
อัพเดตเมื่อ 2008-07-08 09:30:58

Monday, July 7, 2008
นายกฯ เยือนจีนกระชับความสัมพันธ์
จีน 1 ก.ค. - นายกรัฐมนตรี ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือถึงความร่วมือระหว่างกัน
ชมรายละเอียด โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยรายงาน
อัพเดตเมื่อ 2008-07-01 20:16:46
ต้องกล้าตัดสินใจ
คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
การเมืองไม่มีอะไรแน่นอน อย่างที่มีคำกล่าวว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร” เพราะต่างฝ่ายต่างเล่นไปตามบทบาทที่ได้รับ หลายครั้งที่มีการโจมตีกล่าวหากันแทบเป็นแทบตาย แต่ที่ไหนได้ วันรุ่งขึ้นกลับโอบหลังโอบไหล่ให้เห็นกันบ่อยๆ
แต่กับประชาชนแล้ว สิ่งที่เขาต้องการเห็นคือ นักการเมืองโดยเฉพาะ”รัฐบาล”ต้องเอาใจใส่ปัดเป่าปัญหาดูแลทุกข์สุขให้เห็นเป็นรูปธรรม ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯเริ่มเสียศูนย์เสียรังวัด จากการมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ และความ”จริงใจ”ในการออกมาชุมนุมประท้วง
นายกฯ สมัคร สุนทรเวช แจกแจงถึงการเดินทางไปเยือนประเทศจีนว่า ไปเพื่อดูปัญหาการค้าขาย โดยเฉพาะผลไม้ไทยที่ส่งออก และหาทางดึงเม็ดเงินให้เข้ามาในประเทศจากบรรดานักท่องเที่ยวชาวจีน ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่ได้”ความจริง”อย่างนี้ แต่นี่เป็นเพราะบุคลิกประจำตัวที่คิดอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น.....
ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้มีความรับผิดชอบต้องรีบหาทางแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้
ที่เกริ่นมาอย่างนี้ เพื่อให้ “รัฐมนตรี” ทั้งหลาย ได้แจกแจงผลงานที่ทำมา ให้ประชาชนได้รับทราบว่า ยังอยู่สบายดีกันอยู่หรือเปล่า ได้คิดได้ทำอะไรลงไปแค่ไหนอย่างไร สำเร็จหรือมีปัญหาอุปสรรคอะไร ต้องการความร่วมไม้ร่วมมืออย่างไรหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านคิดไปว่า เข้าไปนั่งอมสากไปวันๆ อย่างน้อยก็อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า ได้มีความพยายามที่จะช่วยแก้ไขแล้ว แม้ปัญหาจะหนักหนาสาหัส ต้องมาตามล้างตามเช็ด สิ่งที่เป็นผลงาน "อัปยศ” จากรัฐบาลก่อนก็ตาม...
แต่เมื่อ "อาสา” เข้ามาและประชาชนได้ "ให้โอกาส” แล้ว ต้องรีบทำงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าสามารถ "พึ่งได้”
ขอเดินหน้าแก้ปัญหา ไม่ต้องสนใจกับการขย่มของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะนี่เป็นเรื่องปกติของพรรคร่วมรัฐบาล ที่พยายามสร้าง "ราคา” ให้ตัวเอง
สิ่งที่ประชาชนรับรู้ในวันนี้คือ ต่างชาติมองว่าไทยไม่มีความน่าสนใจเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนได้ เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในอัตราสูง ซึ่งในระยะสั้นยังไม่ให้น้ำหนักการลงทุนในประเทศไทย ส่วนในระยะยาวก็ต้องรอดูกันไปก่อน
นักลงทุนต่างชาติอยากเห็นการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และความชัดเจนในนโยบาย ซึ่งเชื่อว่าหากแก้ปัญหานี้ได้ ความเชื่อถือและเม็ดเงินจะไหลเข้ามาอีกมหาศาล
ปัญหาเรื่องค่าครองชีพในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องทนรับความทุกข์ โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ของประเทศที่หาเช้ากินค่ำ ประชาชนระดับรากหญ้า ทั้งนี้มาจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ ก็ขอให้เขาอยู่ด้วยความหวังว่า ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะได้รับการแก้ไขไปไม่ช้านี้เถอะ
ฟุตบอลยูโรก็ปิดฉากไปแล้ว การหารายได้ด้วยความเสี่ยงก็หายไป แม้จะรู้ว่านั่นเป็นภาพมายา แต่งานประจำอย่างเดียวช่วยอะไรเขาไม่ได้ จึงต้อง "เสี่ยง” ดังนั้นเป็นเรื่องที่ต้องเร่งสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งรัฐบาลก็มีโครงการเหล่านี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ
ผู้ที่รับอาสามาทำงานแทนประชาชน ต้องคิดแล้วว่าจะช่วยสร้างงานหรือหารายได้ให้เขาอย่างไร ต้องช่วยกันผลักดันให้ประชาชนมีทางเลือกอื่น นอกจากการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงไปวันๆ
เพราะถ้าไม่เช่นนั้น อาจเป็นไปดังคำพยากรณ์ของนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารแห่งหนึ่งที่ว่า ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะแย่ยิ่งกว่าปัจจุบัน เนื่องจากราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมในเอเชีย และส่งผลให้นักลงทนต่างชาติขายหุ้นออกไปอีก ทั้งประเทศไทยและเอเชียต้องนำเข้าน้ำมัน จึงอาจเจอกับภาวะเงินเฟ้อหรือขาดดุลการค้า ซึ่งรัฐบาลจะต้องระมัดระวังการใช้นโยบายการเงินการคลังให้เหมาะสมและมองการณ์ไกล เพราะปัจจุบันยังไม่ชัดเจน อย่างเช่น การขึ้นลงของดอกเบี้ย
เรื่องเหล่านี้จะให้ผ่านเลยไปง่ายๆ ไม่ได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรับมือให้ดี
ประชาชนไม่อยากเห็นภาพที่ มท.1 ต้องหนีกระเซอะกระเซิงมาจากภาคใต้ จากการลงไปตรวจการบุกรุกที่ดินของรัฐ หรือการที่ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รีบแจ้นกลับ เพราะกลัวเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย มท.1 ทั้งๆ ที่ไปทำงานเรื่องการจัดการน้ำที่ภาคอีสาน
เมื่ออาสาเข้ามาทำงาน แต่ไม่อาจแก้ปัญหาความเดือดร้อน ความไม่ถูกต้องเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมได้ แล้วจะให้ประชาชนไปฝาก "ความหวัง” ไว้ที่ไหน กับใคร
ดังนั้นจึงไม่ควรไปวิตกต่อความผันผวนทางการเมืองให้มากนัก อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ถ้าเกิดแล้วเป็นเรื่องที่ดี ประชาชนและประเทศชาติได้ประโยชน์ก็ไม่เห็นต้องไปวิตกกังวลอะไรกันให้มากนัก
ขอย้ำว่า ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติต้องได้ประโยชน์จริงๆ ถ้าทำได้อย่างนี้คงไม่มีใครหน้าไหนมาทำอะไรได้ เว้นเสียแต่จะทำตัวเองให้เป็นปัญหา
รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจ เพราะประชาชนยังยืนเคียงข้างและให้กำลังใจในการแก้ปัญหาความเดือดร้อน
บิ๊กโบ๊ต
ช้าก่อนพันธมิตร คิดให้ดีสหาย
คอลัมน์: รายงานพิเศษ
กล่าวว่า ถ้าจะรับฟังความคิดใครสักคนหนึ่ง เสียงจากคนในกลุ่มก๊วนเดียวกันมีค่าแก่การรับฟังเสมอ อย่างน้อยก็จะได้ความจริง เพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้
วันนี้สหายในเส้นทางเดียวกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพียร ยงหนู ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ที่เคยต่อสู้ร่วมกันเมื่อก่อน 19 กันยายน 2549 ออกมายืนนอกวง มองกลับไปที่พฤติกรรมในวันนี้ของพันธมิตรฯ ส่ายหน้าแสดงความไม่เห็นด้วย ซัดอย่างหมดเปลือก ผ่านสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT ถึงเบื้องหลังการขนม็อบเข้าร่วมชุมนุม ยันมีการจ้างคนเข้าร่วม และพรรคการเมืองเก่าแก่อยู่เบื้องหลังแน่นอน แนะแกนนำ คนรู้ไต๋หมดแล้ว เพิ่ง 4 เดือนควรให้โอกาสรัฐบาลทำงานก่อน ยันไม่ถูก มท.1 “เฉลิม อยู่บำรุง” ซื้อตัว-ปิดคดี “โจ้-ซีโฟร์” เพราะอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แทรกแซงไม่ได้ เชื่อมั่นสหภาพฯ เล่นด้วยกับเวทีนี้แน่
“ที่เราไม่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ ในครั้งนี้นะครับ มันมีปัจจัยอยู่ 2-3 ปัจจัย คือ เนื่องจากว่าองค์กรของผมเองมีปัญหาภายใน ปัญหาภายในของผมเองมีอยู่ 6-7 เรื่องด้วยกัน เช่น เรื่องพนักงานขาด ไม่สามารถบริการให้กับประชาชนได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจให้กับเราเองด้วย แล้วเรื่องปัญหาปากท้องของพนักงาน มันมีปัญหามาอย่างยาวนาน เพราะว่าตัวผมเองมัวแต่ออกไปสู้ข้างนอก เมื่อปี 2549 ออกไปสู้เรื่องการแปรรูปอยู่ ดังนั้นในเมืองเราสู้เรื่องแปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปัญหาภายในที่เรายังไม่สะสาง เราน่าจะมาทำเรื่องตรงนี้ให้จบ เลยไม่มีโอกาสที่จะไปร่วมด้วย
และประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ในการเปิดเวทีของพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ ถามว่าในครั้งนี้ปี 2551 กับเมื่อปี 2549 มันแตกต่างกันอย่างไร ผมคิดว่า เท่าที่ผมตั้งข้อสังเกตนะครับ เงื่อนไขในการเคลื่อนไหวมันยังไม่เข้มงวดเท่าไร แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุด คนที่ขึ้นไปบนเวทีทั้งหลาย มีแต่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทางการเมืองเสียมากกว่า มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าผมเข้าไปเนี่ย ซึ่งผมเองเป็นคนกลาง เป็นพนักงานของรัฐ
ถ้าผมไปยืนฝั่งหนึ่งฝั่งใด ภาพของผมจะเสีย ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมตัวผมเองเคยสู้เมื่อปี 2549 แล้วทำไมวันนี้ไม่ออกไปสู้กับพันธมิตรฯ ล่ะ ซึ่งผมต้องบอกว่า เมื่อปี 2549 มันมีเหตุผลเรื่องการแปรรูปที่มันเข้มข้นมาก และทำให้ผมต้องออกไปต่อสู้ แต่ปีนี้เมื่อเห็นเงื่อนไขแล้ว ต้องถามว่าเงื่อนไขสำคัญไหม อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องหมิ่นเบื้องสูง เรื่องเขาพระวิหาร ถามว่าสำคัญหรือไม่ สำคัญ แต่เมื่อทุกอย่างมันได้ดำเนินการจบสิ้นลง ผมว่าทุกอย่างมันน่าจะจบด้วยดี เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาให้ความร่วมมือในการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว
ในส่วนของตัวผม ผมพยายามยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง และอีกอย่าง ความคิดของผมไม่เหมือนคนอื่น ใครที่คิดว่าอยู่กลุ่มเดียวกัน แต่จะมาบังคับความคิดของผมไม่ได้ ผมมีเอกภาพในความคิดของผม ผมคิดว่าตรงนี้มันไม่ถูก ผมก็ไม่เอาด้วย เพราะฉะนั้นในการขึ้นเวทีแล้วเราบอกว่า เป็นภาคประชาชน แล้วยังมีนักการเมืองอิงอยู่เนี่ย มันเป็นภาพที่ไม่บริสุทธิ์ไง พอไม่บริสุทธิ์ก็จะทำให้คนตำหนิได้ วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่า บนเวทีพันธมิตรฯ ยังมีนักการเมืองส่วนมากอยู่
พอถามว่าวันนี้ถ้าเราลงไปสู้ เขาจะถามกลับมาทั้งสองข้างนั่นแหละ ฝั่งนี้มีนักการเมืองหนุน ฝั่ง นปก. มีนักการเมือง แล้วเราจะทำอย่างไร ถามว่าเราเป็นคนกลาง เราเป็นคนของสังคม แล้วเราเป็นปัญญาชน ถามว่าแล้วเราจะทำให้ทั้งสองฝั่งทะเลาะกัน ผมคิดว่ามันไม่มีความจำเป็น นี่คือจุดหนึ่งที่ต้องการบอกกับประชาชนว่า ที่ผมไม่ออกไปเพราะแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ประชาชนได้ตัดสินใจดูว่า การจะเข้าข้างหนึ่งข้างใด ต้องคำนึงถึงบ้านเมืองเป็นหลักก่อน
แล้วคนที่มักจะพูดอ้างถึงเบื้องบน ผมอยากจะฝากว่า ถ้าอ้างแล้วคุณควรจะทำตามที่อ้างด้วย แล้วที่สำคัญที่สุด ข้างไหนเห็นว่ามันเดือดร้อน ควรจะหยุดและควรจะฟังเสียงประชาชนบ้าง ตรงนี้แหละผมคิดว่าจะได้ใจประชาชนมาก…เหตุผลยังไม่เพียงพอหรอกครับ และสำคัญที่สุด ผมคิดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 มันผ่านวิกฤติหรือยัง ผมคิดว่ามันผ่านแล้วนะ มันผ่านแล้ว และช่วงขณะที่ผ่านนี้ผมเห็นว่า วันนี้รัฐบาลมาแค่ 4 เดือนเอง พอ 4 เดือน คุณเรียกร้องไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เขาโอเค ยอมไปแล้ว แต่ว่ากว่าจะยอม เหนื่อยไหม ก็ยอมรับว่าเหนื่อย ท่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลาออกแล้ว จบแล้ว ถ้าจบแบบนี้ท่านคิดว่าน่าจะจบไหมล่ะ
ที่สำคัญที่สุดวันนี้ที่ผมมอง คือในช่วงที่รัฐบาลมาอยู่แค่ 4 เดือนนี้ เราอุตส่าห์เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง เลือกตั้งแล้วมันจะโกง หรือซื้อเสียง สุดแล้วแต่ ไปตัดสินด้วยกระบวนการยุติธรรมเอา ไม่เป็นไร แต่การบริหารประเทศมันต้องไปด้วย ดังนั้นเขาทำงานมา 4 เดือน แล้วคุณมาบอกว่ารัฐบาลต้องไปนี่ แล้วเงินที่จัดการเลือกตั้งมาล่ะ 2-3 พันล้านบาท เดือนละ 500-600 ล้านบาท แล้วใครจะเป็นคนออก ภาษีประชาชนทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณบอกว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่แค่ 4 เดือนยังไม่ดีพอ คุณหาวิธีการอย่างอื่นที่คิดว่ามันชัดเจนกว่านี้ได้ไหม ผมจะได้ออกไปร่วมด้วย แต่วันนี้ผมยังมองไม่ออกครับ ดังนั้น ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้เขาทำต่อไป
แต่ที่สำคัญ หลังจาก 4 เดือนแรกของรัฐบาลนี้ รัฐบาลต้องสนใจปัญหาปากท้องของประชาชนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าไปสนใจเรื่องพรรคพวก เรื่องการช่วยเหลือกัน ซึ่งภาพมันจะออกมาต่อเนื่อง จะทำงานกันลำบาก ในยามวิกฤติเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะฝากไปถึงรัฐบาลด้วยว่า วันนี้มองถึงประชาชนจริงๆ ด้วยนะครับ ถ้ามองแบบนี้ผมคิดว่าไม่มีใครออกมาเคลื่อนไหวหรอกครับ”
เพียร ยงหนู ยังพูดถึงการถอยออกมาข้างนอกว่า “ตอนที่เขาออกไปนั้น เขามาประชุมกับผมนี่แหละ ประชุมเพื่อขอมติวิสามัญ ผมบอกว่าผมไม่ให้ การประชุมวิสามัญนี่มันเป็นการแลกด้วยองค์กรนะ ต้องนำพาองค์กรไปสู่การประชุมวิสามัญ แล้วพาคนออกไปที่ถนนราชดำเนิน มันไม่ถูก ผมบอกว่าเมื่อเราเป็นสมาชิก สรส. (สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์) เมื่อคุณรับมติ สรส. เขาเอาเฉพาะคนที่เขาถนัดต้องการอยากจะไป หรือมีวัตถุประสงค์จะไป ก็ไปได้
คือประกาศก็ประกาศได้ แต่การประกาศแล้วคนจะไปได้หรือไม่ อันนั้นมันสุดแล้วแต่ แต่ผมยืนยันว่า ถ้าผมยังยืนอยู่ที่จุดๆ นี้ น้อยมากที่คนจะไป เพราะคนในโรงไฟฟ้า คนในเครือข่ายที่ไหนก็ตาม เขาเชื่อมั่นในผู้นำ แต่ว่าผมไม่บังคับใคร และสำคัญที่สุด เราไม่ต้องการไปหัก สรส. เขา ที่เป็นเครือข่ายพันธมิตรฯ อยู่นี้ เขาต้องการทำกิจกรรม เราให้เขาไปทำกิจกรรม แล้วรองเลขาฯ
ผม ในฐานะเป็นน้อง เขาอยากจะไปทำก็ให้ไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดความแตกแยกภายในเท่านั้นเอง…ผมไม่ได้เห็นแก่ตัวนะ แต่อย่างน้อยที่สุดเราต้องมองว่า การออกไปแล้วเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้น มันได้อะไร มันเสียอะไร ถ้าออกไปแล้วมันเสียผมก็ไม่เอาเหมือนกัน นี่ไง! จุดตรงนี้ไงที่ผมต้องรักษาสงวนท่าทีผม
ดังนั้น วันนี้องค์กรเรานี้ หน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงมหาดไทยเข้ามาเป็นผู้ดูแล รมว.มหาดไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้ดูแล ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาเรา ท่านอาจจะเสียในสายตาคนอื่นเขา แต่ท่านยังไม่เสียในสายตาผม ผมร้องขอ 5-6 ข้อ ท่านทำให้ผมหมด แล้วอยู่ๆ ผมจะเปิดประชุมวิสามัญไปขับไล่ท่าน คิดว่ามันชอบธรรมไหมล่ะ คนในองค์กรเขาจะ มามองผมว่า เอ๊ะ...ประธานสหภาพฯ ทำแบบนี้แสดงว่าท่านเองไม่มีจุดยืนเลยสิ!! ท่านไม่เลือกเรื่องอะไรเลย ท่านเอาแต่เรื่องสนุกๆ เอาแต่เรื่องมีปัญหาๆ แบบนี้ การทำแบบนี้ไม่ใช่ผมนะครับ
ทุกเรื่องที่เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาให้ผม 6 ข้อนี่ ผมว่าเป็นที่พอใจของคนในโรงไฟฟ้า และเป็นที่พอใจ เชื่อว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ด้วย อย่างน้อยๆ คนที่ขาด ในส่วนบริการประชาชน เราได้รับสมัครเพิ่มขึ้น นี่เห็นชัดว่าท่านแก้ปัญหา แต่ใครจะบอกว่าท่านไม่ดี ท่านเลว อันนั้นสุดแล้วแต่ใครจะว่า แต่ในส่วนที่ดีนั้นผมจะต้องแสดงให้เห็นว่า ท่านดีกับผมนะ”
ทั้งยังกล่าวถึงการถูกใส่ร้ายว่า ไม่เข้าร่วมเพราะผลประโยชน์ “พอผมไม่ไป มีการโยน คือพูดตรงๆ จากพี่น้องเรา พันธมิตรฯ นี่แหละ ปล่อยข่าวว่าผมรับเงินจากรัฐมนตรีเฉลิม 300 ล้านบาท วิพากษ์วิจารณ์จนผมเสียหาย ซึ่งตรงนี้เอง ผมอยากจะฝากไปให้พี่น้องพันธมิตรฯ เรา และทางประชาชนด้วยว่า คนอย่างผม ถ้ารับเงิน ผมรับตั้งแต่แปรรูปผมสบายไปแล้ว ผมมีจุดยืนของผม
และสำคัญที่สุด ผมถามว่า แค่ผมไม่ไป แล้วโยนเผือกร้อน โยนบาปให้ผม แล้วบอกว่า ไม่ใช่พวก คุณเอาไปกินเถอะ มันเป็นเผือกร้อน ผมถามว่ามันเป็นธรรมกับผมไหม ในขณะที่ผมอยู่ของผมอย่างนี้ ดูแลของผมอยู่อย่างนี้ ขณะที่ผมได้รับข่าวจากหลายองค์กร ไม่ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต วิพากษ์วิจารณ์ผมอย่างหนัก บางคนโทร.มาหาผมทุกวัน บางทีผมทำใจไม่ได้เลย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ด่าผมเสียๆ หายๆ ผมเคยมีบารมี พูดตรงๆ ว่าคนที่ยอมรับผม การประปานครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เกือบทุกองค์กรหาว่าผมไปรับเงิน เพราะผมไม่ไปร่วมต่อสู้กับพันธมิตรฯ
ผมถามว่าแบบนี้คุณกำลังผลักผมให้เป็นศัตรูนะ ใช่ไหมครับ ถ้าว่าผมรับเงิน ผมถามว่ามันมีเหตุผลอะไรที่จะมาว่าผมไปรับเงิน คุณเฉลิมเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ผมนี่ แล้วผมถามว่า รัฐมนตรีเฉลิมแถมเงินให้ผมอีกหรือ ผมถามว่าถ้าอย่างนี้รัฐมนตรีเฉลิมเป็นคนดีหรือคนบ้าไม่รู้นะ ช่วยแก้ปัญหาของผม 6 ข้อที่สำคัญแล้ว ยังมาให้เงินผมอีกนะหรือ มันไม่ใช่นะ
ผมอยากจะฝากว่า ทุกคนที่ไปพูด ตัวนี้อย่าพยายาม ผลักมิตรให้กลายเป็นศัตรู ถ้าผลักมิตรให้เป็นศัตรู ผมเชื่อว่าการต่อสู้จะลำบากมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยที่สุด คนรักผมก็มีเยอะ คนที่เกลียดผมมีบ้าง ไม่เป็นอะไร คนที่รักผมมีเยอะนะครับ อย่างน้อยที่สุดคนในโรงไฟฟ้า เขาเชื่อมั่นในฝีมือผม ว่าผมเป็นคนอย่างไร และผมไม่เคยทรยศต่อหน้าที่ผม
เพียร ยงหนู กล่าวถึงการเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ เรียกร้องว่า “ผมถามว่า ทางพันธมิตรฯ ต้องการเปลี่ยนการเมืองใหม่ใช่ไหม ผมถามว่า ถ้าคุณได้แล้วคนเขาจะยอมรับหรือเปล่า ผมถามว่า แล้วอำนาจในการตัดสินใจมันอยู่ที่คน 5 คนหรือ คนทั้งประเทศนะ คนที่เอาด้วยก็มี คนไม่เห็นด้วยก็มี คุณดูการลงประชามติรัฐธรรมนูญ หมิ่นเหม่นะ ฉิวเฉียด เฉี่ยวๆ นะ กว่าจะได้ วันนี้คุณต้องเข้าใจนะ คุณทำการเมืองภาคประชาชน ต้องเป็นภาคประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ภาคประชาชนแอบแฝง แค่คุณทำภาคประชาชนแบบนี้ คนก็มองแบบว่า อันนี้ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการเมืองที่มีแบ็ก (เบื้องหลัง) แบบที่คุณบอก อย่างนี้เขาเรียกการเมืองแบบประชาธิปไตยไหม มันไม่ใช่นะครับ
เพราะฉะนั้นผมบอกว่า ถ้าจะเปลี่ยนภาคการเมืองแบบใหม่ ต้องหล่อหลอมคนมากกว่านี้หน่อย แล้วต้องทำความเข้าใจ และเข้าไปหาเนื้อหาสาระของมันว่า จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความกระทบ ทะเลาะเบาะแว้งกัน วันนี้คุณมาบอกว่า ทำการเมืองใหม่ ขณะที่คนกำลังแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่าย คุณทำอย่างไร วันนี้คุณต้องเอาประชาชนทั้งหมดกลับมาก่อน ไม่ใช่มาบอกว่า ปักษ์ใต้ไม่ต้องไปลง ที่โน่นใครลง ส.ส.ปักษ์ใต้ไม่ได้หรอก เพราะที่โน่นพรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์เขาฟาดเรียบ ไปอีสานไม่ต้องไปหรอก
พรรคพลังประชาชนเขาฟาดเรียบ นี่คนยังแบ่งอยู่เลย คุณทำอย่างไร ภาคการเมืองทั้งหมด ใครก็ได้ไปลงสมัคร แต่เป็นคนกลาง คนที่สามารถแก้ปัญหาประชาชนจริงๆ ผมเชื่อว่าอันนี้คือจุดจบของมัน แต่วันนี้ผมยืนยันได้ว่า คุณทำสักร้อยปีก็ไม่ประสบความสำเร็จ ผมบอกให้ ถ้าทำอย่างนี้นะ”
อย่าพลาดข้อมูล มุมมองของคนที่เคยเดินในเส้นทางเดียวกัน หาอ่านได้ที่ ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 75 เท่านั้น วางแผงแล้ววันนี้

คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์

คอลัมน์: สวัสดีวันจันทร์
“...ทั้งรัฐบาลและรัฐสภาพึงตระหนักเถิดว่า ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในบัดนี้ เป็นหน้าที่ของพวกท่านร่วมกันที่จะต้องปกปัก รักษาไว้ หากท่านไม่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ก็จะได้ชื่อว่าพวกท่านเป็นคนตระบัดสัตย์ ไม่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ไม่รับผิดชอบต่อระบอบประชาธิปไตย…”
แม้ข้าพเจ้าจะไม่ค่อยให้ความสนใจต่อ ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมต่อเนื่องกันมายาวนาน บนสะพานมัฆวานรังสรรค์ และต่อมาบนสะพานชมัยมรุเชฐ ด้วยเห็นว่าเป็นสิทธิ เสรีภาพ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กอปรกับจำนวนผู้คนก็ไม่ได้มากอะไร
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปๆ ข้อเรียกร้องของม็อบก็เปลี่ยนไปๆ มีสาระอันควรรับฟังและนำมาถกเถียงกันบ้าง ไม่มีสาระพอที่จะนำมาถกเถียงบ้าง แต่ครั้นแกนนำม็อบประกาศขับไล่รัฐบาลเลือกตั้งของ สมัคร สุนทรเวช และเสนอทฤษฎีการเมืองใหม่ ไม่ยอมรับระบบการเมืองที่เป็นอยู่ ข้าพเจ้าชักจะสนใจขึ้นมาตงิดๆ
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ม็อบเคลื่อนพลจากสะพานมัฆวานฯ ไปตั้งที่สะพานชมัยมรุเชฐได้และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับคณะ ประกาศชัยชนะด้วยยุทธวิธีสงคราม 9 ทัพนั้น ข้าพเจ้ายังรู้สึกขบขันว่า ผู้ใหญ่อายุ 70 เศษยังเล่นเป็นเด็กอนุบาลอยู่ได้ คงจะเป็นผลมาจากการขาดธาตุอาหารบางประการนั่นเอง
แต่ครั้นพวกเขาลืมตัวหนักข้อ คล้ายยึดประเทศได้แล้ว ถึงขนาดประกาศเสนอระบบการเมืองใหม่ อย่างที่ว่าคือ ระบบ 70 : 30 คือ ส.ส. มาจากการสรรหา 70% มาจากการเลือกตั้ง 30% โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พยายามอธิบายว่า การล้างระบบการเมืองเก่าก้าวสู่การเมืองใหม่ ต้องสลายระบบทุน ระบบแก๊งพรรคการเมือง เพื่อสกัดการเข้ามาหาผลประโยชน์ โดยต้องทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมประเทศ ไม่ใช่ ส.ส. ที่ถูกผูกขาดจากทุนพรรคการเมือง แล้วยังระบุต่อไปว่า ทหารต้องไม่อยู่ในอาณัติของนายกรัฐมนตรี และทหารต้องพร้อมเข้ามาบริหารหากรัฐบาลขาดคุณธรรม ฯลฯ ข้าพเจ้าตกลงใจว่าจะต้องเขียนถึงพวกเขาบ้าง
ข้าพเจ้าจำได้คลับคลา ไม่ประสงค์จะหาข้อมูลวันเดือนปีมายืนยัน แค่ขอเอาสาระของเรื่องมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่า ในปีหนึ่งปีใดของการบริหารประเทศนำโดย ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ปรากฏมีกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง นำโดย นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีต ส.ส. และปรมาจารย์ทางการเมืองของคนหลายคน ได้ชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง แล้วประกาศไม่ยอมรับรัฐสภาและรัฐบาลยุคนั้น อ้างเหตุว่า การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ในเวลานั้นมีแต่การซื้อเสียง การทำหน้าที่ก็เป็นเผด็จการรัฐสภา จึงใช้ที่ประชุมของการชุมนุมนั้นเองเป็นสภาประชาชน คือให้โอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาประชาชนท้องสนามหลวง
พฤติการณ์ของกลุ่มการเมืองของ นายประเสริฐ ทรัพย์สุนทร ในครั้งนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากบรรดาสื่อทั้งหลาย เหมือนอย่าง ม็อบพันธมิตรฯ ในคราวนี้ มีการนำเสนอข่าวบ้างเล็กๆ น้อยๆ แถมบางส่วนยังให้ราคาต่ำอย่างมาก ถึงขนาดเรียกว่า สภาโจ๊ก เลยทีเดียว (ไม่แน่ใจว่าจะเป็นต้นกำเนิดของรายการ สภาโจ๊ก ในทีวีระยะหลังหรือไม่)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในขณะนั้นเห็นว่า ผู้ชุมนุมไม่ได้เจตนาจะมาเล่นตลกหัวเราะกันกลางท้องสนามหลวงเสียแล้ว หากตั้งใจจะเอากันจริงๆ ประกอบกับรัฐบาลกำลังได้รับความนิยม มีเสถียรภาพมั่นคง ก็เลยใช้กฎหมายปราบปรามกลุ่มการเมืองกลุ่มนั้น โดยให้ตำรวจเข้าจับกุมดำเนินคดีในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักร ที่ถูกจับกุมก็ติดตะรางต้องประกันตัว ที่ไม่ถูกจับกุมก็แตกกระจัดกระจายไปโดยง่าย
ดูๆ พฤติการณ์ของม็อบ ‘สภาโจ๊ก’ ในปีนั้นกับ ม็อบพันธมิตรฯ ในปีนี้ คล้ายคลึงกันอยู่มาก มีแตกต่างกันตรงที่ม็อบ อ.ประเสริฐ ไม่ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนแต่อย่างใดเลย เพราะไปชุมนุมกันในท้องสนามหลวง และดูเหมือนจะไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน แต่ม็อบพันธมิตรฯ ในปีนี้ทำให้การจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วติดขัดยิ่งขึ้น ประชาชนทั่วไป นักเรียนหลายโรงเรียน รวมทั้งพระสงฆ์หลายวัด ประสบความเดือดร้อน อีกประการหนึ่งม็อบคราวนี้มีสื่อของตัวเองคือ ASTV ซึ่งสามารถถ่ายทอดคำปราศรัยได้ทั้งวันทั้งคืน แล้วยังมีสื่ออื่นๆ ที่ตกเป็นทาสทางปัญญา คอยเผยแพร่ข้อมูลให้อย่างเต็มที่ จึงมีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนมากอย่างเทียบกันไม่ได้กับม็อบครั้งโน้น
รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐบาลผสมที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพตั้งแต่เริ่มแรก ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่มีในรัฐธรรมนูญ 2550 และตามเจตนารมณ์ของ คมช. ดังนั้นรัฐบาลนี้จึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจกฎหมาย หากพยายาม อดทนอดกลั้น ใช้รัฐศาสตร์ยื้อเวลากันอยู่อย่างน่าเวทนา แถมน่าสรรเสริญไปพร้อมๆ กัน
ทางด้านรัฐสภานั้น เมื่อข้าพเจ้าเป็น ส.ส. อยู่ในปี พ.ศ.2548 และม็อบพันธมิตรฯ เริ่มก่อตัวด้วยการปราศรัยประกาศไม่ยอมรับและไม่ไว้วางใจรัฐสภา
ข้าพเจ้าเคยเรียกร้องให้สภาให้ความสนใจและให้ความสำคัญ ด้วยการนำเรื่องหารือประธานสภาฯ ในขณะนั้นว่า ควรเชิญประชุมสมาชิกทั้ง 2 สภานอกรอบ เพื่อปรึกษาหารือกันว่า ข้อกล่าวหามีมูลความจริงหรือไม่ หากสภาเลวจริงตามคำกล่าวหาจะได้แก้ไขเสีย หากไม่จริงจะได้หาทางดำเนินการเท่าที่เห็นสมควร
แต่สาระที่ข้าพเจ้านำเสนอ ไม่อยู่ในความสนใจของสมาชิกหมู่มาก เรื่องจึงเงียบไปจนพังกันทั้งระบบ ค่อยมาตระหนักกันในภายหลัง แต่สายเสียแล้ว
ในคราวนี้ข้าพเจ้าเดาใจว่า คงจะเข้าอีหรอบเดิมอีก คือสมาชิกสภาหมู่มากจะไม่สนใจ การปฏิเสธระบบรัฐสภาและระบบการเลือกตั้งของพันธมิตรฯ ข้าพเจ้าจึงขอเตือนเสียในคราวนี้ว่า หากมวลชนส่วนใหญ่เห็นว่าสภาไร้ประโยชน์ การประชุมกันของรัฐสภาเป็นเรื่องไร้สาระ การเลือกตั้งมีแต่การซื้อเสียง เข้าสภาแล้วก็หาแต่ผลประโยชน์เฉพาะตน พรรคการเมืองเป็นแก๊ง และทหารต้องพร้อมเสมอที่จะเข้ามาบริหารเมื่อเห็นว่ารัฐบาลขาดคุณธรรม ฯลฯ แล้วละก็ ขอให้รู้ไว้เถิดว่า หายนะกำลังมาถึงแล้ว
พวกท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายถึงทั้งรัฐบาลและรัฐสภา พึงตระหนักเถิดว่า ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ในบัดนี้ เป็นหน้าที่ของพวกท่านร่วมกันที่จะต้องปกปัก รักษาไว้ หากท่านไม่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ท่านปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ (กรณีของรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระประมุข) ความว่า “...ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ก็จะได้ชื่อว่า พวกท่านเป็นคน ตระบัดสัตย์ ท่านไม่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ไม่รับผิดชอบต่อระบอบประชาธิปไตย
ดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าขอถามว่า ท่านจะเป็นสมาชิกของรัฐสภาไปทำไม?
จริงอยู่ข้อเสนอของพันธมิตรฯ คราวนี้ออกจะโลดโผนโจนทะยานอยู่มาก ซึ่งคนมีสติปัญญาส่วนใหญ่คงจะรับไม่ได้ เช่น ประเด็นการสรรหา ส.ส. 70% และเลือกตั้ง 30% มีข้อเท็จจริงให้เห็นอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่ให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คนรวม 76 คน แล้วมี ส.ว. สรรหาอีก 74 คนประกอบกัน ผลลัพธ์ที่ปรากฏก็คือ ส.ว. ลากตั้งล้วนเป็นสมุนเผด็จการ
หากให้มีการสรรหา ส.ส. 70% พวกพันธมิตรฯ และนอมินีทั้งหลายก็คงลอยหน้าเข้าสภากันเป็นทิวแถว
ประเด็นการขอให้ทหารพร้อมอยู่เสมอที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหาร หากพบว่ารัฐบาลขาดคุณธรรม ก็เป็นลูกไม้ตื้นๆ ที่จะหลอกเอาใจทหารเพื่อขอความร่วมมือ แต่อย่าลืมว่าเรื่องอย่างนี้ สนธิ เคยทำสำเร็จมาแล้วในปี 2549
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารวมๆ แล้วเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ข้อเสนอทั้งหมดของพันธมิตรฯ เป็นข้อเสนอเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเสนอกันมา หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 และคงจะโดนใจคนจำนวนหนึ่งไม่น้อย
อย่าลืมว่า การเปลี่ยนแปลงการเมืองเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 และ พฤษภาคม 2535 ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระทางประชาธิปไตยใดๆ เลย
แต่ข้อเสนอของพันธมิตรฯ คราวนี้ หากได้รับการตอบรับก็คงเป็นดังที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยคุยไว้ครั้งหนึ่งว่า ประเด็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาจะทำให้ 14 ตุลา และ พฤษภาคม 2535 กลายเป็นกระจิบกระจอก ตกเวทีประวัติศาสตร์ไปเลย
ข้าพเจ้าไม่ได้ห่วงว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 จะตกเวทีประวัติศาสตร์หายไป แต่ข้าพเจ้าเป็นห่วงว่า การยึดอำนาจการปกครองของคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 จะสูญเปล่า หรือถูกเบนทิศทางครั้งใหญ่จากระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็น ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย หรือไม่ก็ถอยหลังกลับไปเป็น ราชาธิปไตย ตามเดิม
ข้าพเจ้าคนหนึ่งขอประกาศว่า จะไม่ยอมเป็นอันขาด หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอม
ท่านผู้อ่านล่ะครับ ห่วงเรื่องนี้บ้างไหม
วีระ มุสิกพงศ์
ปลิดดอกลิดใบ

พันธมารธิปไตย ประสบความสำเร็จในการทำลายมิตรทางการเมืองไปหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็น นายทุน นักการเมือง เอ็นจีโอ ทหารเสือราชินี แกนนำนักเคลื่อนไหว สื่อสารมวลชน และล่าสุดคือ ศิลปิน ดารา นักร้อง ยังไม่ละเว้น!!!
เป็นการ ฮึกเหิม ลำพองตน จึงใช้วาจาเข้าทำร้ายทำลาย คนที่เคยเป็นแนวร่วมของตนเองไปเรื่อยๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพราะความไม่รู้ เพียงเพราะคนเหล่านี้เขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมารธิปไตย เพราะมันยังไม่ใช่เวลาที่ควรจะมา และควรจะเป็น
ข้อเรียกร้องในการเคลื่อนไหวไม่สมเหตุสมผล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนหาสัจจะ ความจริงใจใดๆ ไม่ได้ นอกจากการเล่นคำเปรียบเสมือนตลกการเมือง “กลียุค” “ทุนนิยมสามานย์ และรัฐตำรวจ” “รัฐประหารเงียบ” “รัฐบาลหุ่นเชิด” เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนถึงเรื่อง “ปฏิวัติการเมืองใหม่” ซึ่ง พรรคเก่าแก่ที่หนุนหลังและออกหน้ามาตลอด ยังไม่เล่นด้วยกับข้อเสนอสุดพิเรนทร์แบบนี้
ขณะนี้ “พันธมารธิปไตย” กำลังแสดงให้ผู้คนเห็นแล้วว่า ความถ่อย ความเถื่อน ดื้อรั้น ไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง ไม่เชื่อฟังศาลสถิตยุติธรรม ความไม่มีเหตุผล ความไม่เป็นประชาธิปไตย การพูดเอาแต่ได้ การทำลายมิตรทั้งทางตรงและทางอ้อม กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของพวกเขา ที่ทำลายแนวร่วมประชาชนไปหลายส่วน และกำลังกลืนกินแม้แต่พวกของตัวเองที่ยืนอยู่แนบข้าง ให้หายไปทีละเล็กทีละน้อย
กรณีล่าสุด แกนนำพันธมารธิปไตย ขึ้นเวที กล่าววาจาใส่ร้ายดาราหนุ่มรูปหล่อขวัญใจวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมยืดเยื้อ เพราะส่งเสียงดังจนรบกวนเบื้องสูง หากจะขยายความคือ พสกนิกรชาวไทยทุกผู้คน ทราบกันดีว่า พื้นที่เขตพระราชฐาน ต้องมีความเคารพ และสงบเงียบ ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า พ่ออยู่หัวทรงงานในช่วงดึก และเพลานี้ท่านต้องการความสงบเพื่อรักษาพระวรกาย แต่ “พันธมารธิปไตย” ทำตัวเป็น “มาร” รักษาความเลวเอาไว้ได้สมชื่อ กลับใช้เครื่องเสียงดังลั่น เปิดกรอกใส่พื้นที่เขตพระราชฐาน และที่สำคัญคือ ใช้วาจาสุดถ่อย!!! ไม่เคารพเกรงใจ คำว่า พื้นที่เขตพระราชฐาน บ้างเลย
ปาก บอกว่า รัก ปากบอกว่า เทิดทูน อ้าง สี แต่ การกระทำหาได้ตรงกับที่ปากพะงาบๆ บอกผู้คนไม่
สัปดาห์ล่าสุดปล่อยให้ “หมาจิ้งจอกสาวปากเน่า” ขึ้นเวทีถล่มยับดาราหนุ่มที่ประกาศไม่เห็นด้วย กล่าวหาเขาต่างๆ นานา แต่จนปัญญาที่จะหาเรื่องเขา เลยไปพูดเรื่อง ใต้สะดือดูถูกเชิงชาย ไม่ทราบว่า “หมาจิ้งจอกสาวปากเน่า” ตัวนี้ จะเกิดอาการ “ติดสัด” ขึ้นมาบนเวทีหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ถึงเอาเรื่องใต้สะดือขึ้นมาพูดจา
เรื่องใต้สะดือนี้ควรจะต้องไปสืบสาวราวเรื่องจาก “แกนนำพันธมารธิปไตย” สายท่าพระอาทิตย์ มากกว่า ฟัน ดารา นักเรียน นักศึกษา ไปกี่มากน้อยคนแล้ว แล้วสื่อชั่วคนใดที่จัดหาไปให้เขาถึงห้องทำงาน อย่า! นึกว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นล่ะ!!!
ยุทธการ “ปลิดดอก-ลิดใบ” ของกลุ่มพันธมารธิปไตย กำลังดำเนินไปได้ด้วยดี ทำลายแนวร่วมของฝ่ายตนเองลงไปเรื่อยๆ โดยการใช้วาจาถ่อย สถุล ไร้สกุลรุนชาติ ออกมาให้มากแบบนี้แหละ คนจะยิ่งไม่เห็นด้วยเพิ่มขึ้น...เพิ่มขึ้น เข้าหมากเกมอีกฝ่ายที่ตั้งกระบวนท่า “รอ” เอาไว้แล้ว
รัฐบาลน้าหมัก อยู่เฉยๆ แบบนี้ นั่งมองบนภูด้วยความสบายใจเป็นที่ยิ่ง!!!

ฟื้นโทรทัศน์ PTVเริ่มออนแอร์วันนี้โต้สื่อทำลายชาติ

โดยเฉพาะความพยายามเสนอการเมืองใหม่ที่มีเนื้อหาทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยชัดแจ้ง “สมัคร” เห็นด้วย ระบุ ASTV ด่ารัฐบาลอยู่ข้างเดียว จนต้องมีทีวีอีกช่องออกมาเสนอข้อมูลหักล้าง
สถานีโทรทัศน์พีทีวี หรือ People's Television โทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียม ที่ก่อตั้งโดยบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด และนำทีมโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายอุสมาน ลูกหยี และ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่ปิดตัวเองไปเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผานมานั้น ในสถานการณ์การเมืองที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และมีสื่อบางค่ายออกมาให้ข่าวเท็จ ป้ายสีรัฐบาลและสร้างความสับสนขึ้นในบ้านเมือง สถานีโทรทัศน์พีทีวีจึงได้ตกลงใจกลับมาออกอากาศอีกครั้งหนึ่ง โดยจะเริ่มมีรายการสู่สายตาผู้ชมในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจักรภพ เพ็ญแข นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ 4 ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์พีทีวี ได้ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวพีทีวี ภาคพิเศษ ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยนายวีระ กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังจะสถาปนาการเมืองขึ้นใหม่ จึงจำเป็นต้องมีสถานีโทรทัศน์ที่จะทำความเข้าใจกับประชาชน
โดยทางพีทีวีจะเช่าช่องสัญญาณของเอ็มวี 5 และจะจัดรายการทั้งช่วงเช้า บ่าย และค่ำ รวมวันละ 5 ชั่วโมง พร้อมกับยืนยันว่าการฟื้นพีทีวีขึ้นมาไม่มีเจตนาเพื่อต้องการให้เกิดการเผชิญหน้า เพียงแต่ต้องการแสดงความคิดเห็นที่ถูกต้อง และให้มุมมองตรงข้ามกับฝ่ายพันธมิตรฯ โดยในการเปิดตัวครั้งนี้ มีประชาชนมาให้กำลังใจจำนวนมาก และการออกอากาศจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ (7 ก.ค.) เวลา 07.30 น.
นายวีระ กล่าวว่า ในฐานะคนที่ทำพีทีวีและได้ปิดตัวลงเพราะเรื่องทุน แต่เนื่องจากสถานการณ์การเมืองปัจจุบันทำให้ไม่สามารถอยู่นิ่งได้ เนื่องจากมีคนจำนวนหนึ่งประกาศทำเหมือนกับว่ายึดบ้านเมืองได้แล้ว โดยเสนอระบบใหม่ที่จะให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง 30% สรรหา 70% เสนอให้กองทัพไม่ต้องอยู่ภายใต้นายกรัฐมนตรี รวมทั้งให้กองทัพมีความพร้อมในการบริหารประเทศได้ตลอดเวลาหากรัฐบาลบริหารประเทศโดยไม่มีคุณธรรม ซึ่งคำคำนี้ไม่รู้ว่าจำกัดความว่าอย่างไร
*ยอมไม่ได้ให้คนหยิบมือยึดชาติ
ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย ทำให้พวกตนทนไม่ได้ จึงออกมาเช่าเวลาออกอากาศทางช่อง MV5 โดยเช่าเวลา 5 ชม./วัน ซึ่งพวกตนเป็นเพียงผู้จัดรายการเท่านั้น และจะแบ่งการจัดรายการเป็นการเสนอข่าวและเสนอความเห็นอีกแง่มุมหนึ่ง และไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้เกิดสงครามประชาชน หรือมวลชนปะทะมวลชน แต่เป็นการปะทะทางความคิดและวาจา ขอรับรองไม่มีการปะทะทางร่างกายและกำลัง แต่จะต่อสู้ทางสติปัญญาเท่านั้น
นายวีระ กล่าวว่า จำเป็นต้องออกมาปกป้องระบอบประชาธิปไตย ระบอบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง หากปล่อยให้ ส.ส. 70 เปอร์เซ็นต์มาจากการสรรหา พวกเส้นสายพันธมิตรฯ และพวกอำมาตยาธิปไตยจะเข้ามา เป็นยุคอำมาตยาธิปไตย หรือราชาธิปไตย ซึ่งตนยอมไม่ได้เด็ดขาด จะทำเป็นนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นไม่ได้ รวมทั้งเวลานี้รุกรานไปกันใหญ่ รัฐมนตรีจะลงไปตรวจราชการก็ไม่ได้ ดาราก็มีปัญหา ซึ่งคงไม่ยอมให้คนแค่หยิบมือเดียวมายึดบ้านเมือง
*ห่วง “การเมืองใหม่”ทำลายปชต.
ด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า การฟื้นพีทีวีเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเห็นว่าการประกาศการเมืองใหม่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะทำลายการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
"พวกผมเองมีความอดทนต่ำกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะว่าถ้าเป็นพวกผม 4 คนถูกกระทำใส่ร้ายเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ป่านนี้คงเปิดปราศรัยใหญ่ที่สนามหลวง พูดความจริงกับพี่น้องประชาชนว่าช่วง 2 ปีกว่าๆ ถูกกระทำย่ำยีเกียรติยศ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไรบ้าง แต่ท่านเป็นผู้ใหญ่ มีความอดทน แต่พวกผมไม่อดทน นอนรอวันตายเพื่อให้พันธมิตรฯ มากระทำย่ำยีระบอบประชาธิปไตย" นายจตุพรกล่าว
นายจตุพร กล่าวต่อว่า การประกาศปิดสถานีพีทีวีครั้งที่แล้ว เนื่องจากบ้านเมืองมีประชาธิปไตย ส่วนตัวจะไปจัดรายการให้ฟรี เพราะตามกฎหมายไม่สามารถไปเป็นหุ้นส่วนใดๆ ในสถานีได้ แต่ว่าพวกตนก็ได้คุยกัน เพื่อจะต่อสู้กับเอเอสทีวี จะปล่อยให้พันธมิตรฯ มาบิดเบือนข้อมูลด้านเดียวต่อประชาชนไม่ได้อีกแล้ว
* เสนอข้อมูลแบบเหรียญ 2 ด้าน
ผู้สื่อข่าวถามว่า การตั้งพีทีวีจะเป็นการเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้เผชิญหน้า เพียงแต่เราต้องการให้ประชาชนได้รับข้อมูลอีกด้าน เป็นการมองเหรียญทั้งสองด้าน เพราะหากดูเอเอสทีวีจะเห็นว่ามีการใส่ร้ายผู้คนด้านเดียว สร้างความเชื่อในทางที่ผิด บิดเบือนประชาธิปไตย ซึ่งพวกตนก็มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ส่วนรูปแบบวันข้างหน้าจะพัฒนาตั้งเวทีหรือไม่นั้น ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น แต่จะไม่อดทนต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบหนึ่งระบอบใดที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย
“แกนนำ 4 คนมีจุดยืนทางการเมืองมาตั้งแต่ต้น เรามีภารกิจเฉพาะคือการรักษาประชาธิปไตย และการไปทำหน้าที่นั้นๆ จะไม่เสียต่อการทำหน้าที่ ส.ส. หรือหน้าที่รองโฆษกรัฐบาลในรัฐบาล แต่เป็นการทำหน้าที่รักษาประชาธิปไตย เพราะเรามองว่าหากปล่อยให้สร้างความเข้าใจผิดเช่นนี้ทุกวัน ท้ายที่สุดเมื่อลุกขึ้นมาแก้ไขก็สายเกินแก้ แต่ทั้งหมดเดิมพันกันด้วยชีวิตว่าจะไม่ยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ มาเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย”
นายจตุพร กล่าวว่า พีทีวีจะไปออกอากาศทางช่อง MV5 ทางสถานีผ่านดาวเทียมเครือข่ายไทยคม โดยสาเหตุที่ไม่ใช้ทีวีของรัฐ เพื่อไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาใดๆ การตั้งสถานีพีทีวีเป็นการหารือและใช้เอกสิทธิ์ส่วนตัวของพวกตนทั้ง 4 คน คาดว่าจะหารือกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในภายหลัง เนื่องจากช่วงที่ผ่านมานายสมัครเดินทางไปต่างประเทศ ส่วนทุนนั้นมาจากประชาชนที่เห็นด้วยกับแนวทางของพวกตน ซึ่งรูปแบบการออกอากาศจะทำเหมือนเอเอสทีวีทุกอย่าง โดยสาเหตุที่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเพราะพันธมิตรฯ ออกมาประกาศเรื่องการเมืองใหม่ ทำให้พวกตนหมดความอดทน
*ไม่ให้อันธพาลยึดบ้านเมือง
ด้าน นายจักรภพ กล่าวว่า พวกตนไม่ยอมให้พันธมิตรฯ ยึดบ้านเมือง โดยใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอรัฐบาล ทำแบบนักเลงอันธพาล ซึ่งทำให้บ้านเมืองบอบช้ำ ไม่เคารพกฎหมาย รังแต่จะทำให้บ้านเมืองไปสู่ความมืดมน ที่ผ่านมาที่ชะลอการออกอากาศเพราะเหตุทางธุรกิจ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตย มีรัฐบาลก็อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาไป แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับขัดขวางการทำงาน ยกขบวนปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล แม้รัฐบาลจะทำงานต่อไปได้แต่ในเชิงสัญลักษณ์มันอับอายไปทั่วโลก
นายจักรภพ กล่าวว่า การเปิดพีทีวีภาคพิเศษไม่ใช่การทำสงคราม แต่เป็นการเปิดเวทีทางความคิด โดยไม่ยอมให้ใครนำข้อมูลด้านเดียวมาให้ประชาชน ซึ่งพีทีวีจะให้ข้อมูลที่สวนทาง ไม่เว้นสักเรื่องเดียว และจะทำให้รู้ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของพันธมิตรฯ แต่ละคนเป็นอย่างไร เพราะบทบาทที่ผ่านมาทำอย่างกับบ้านเมืองเป็นของคนเพียง 5 คนหรืออย่างไร
นายจักรภพ กล่าวต่อว่า ใครที่คิดว่าบ้านเมืองนี้ประชาชนไม่มีความหมาย จะชักจูงบังคับใจอย่างไรก็ได้นั้น อย่าลืมว่าบ้านเมืองนี้เป็นของคน 63 ล้านคน รายการนี้จะแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ยอมให้นักเลงโตมายึดบ้านเมือง ประหนึ่งว่าพันธมิตรฯ จะก่อรัฐประหารบ้านเมืองนี้อย่างไรก็ได้
* นายกฯ หนุนหักล้างข้อมูลด้านลบ
ขณะที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อเช้าวันที่ 6 กรกฎาคมว่า มีทีวีช่องหนึ่งได้ถ่ายทอดสดการด่ารัฐบาลด้วยคำหยาบคายและด่าข้างเดียว พอเตือนว่าทำผิดก็หาว่ารัฐบาลจะสั่งปิด แล้วก็ด่ารัฐบาลต่อ เพราะศาลปกครองให้การคุ้มครอง แต่พอจะมีโทรทัศน์อีกช่องหนึ่ง คือ พีทีวี มาเสนอข้อมูลอีกด้าน ฝ่ายค้านก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวหาว่าเป็นการตอบโต้กัน ทำให้เหตุการณ์ย้อนกลับไปปี 2549 กลายเป็นว่าฝ่ายหนึ่งด่าข้างเดียวไม่เป็นไร แต่พออีกฝ่ายจะหักล้าง กลับบอกว่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์เลือดตกยางออก
“พีทีวีกำลังจะออกอากาศใหม่ เขาจะออกทีวีอีกช่องหนึ่ง นายเทพไท เสนพงศ์ แสดงความเห็นเลย บอกว่าจะกลายเป็นเรื่องตอบโต้กัน จะเป็นเรื่องทำให้เกิดบรรยากาศ ความเสียหายจะกลับไปสู่ 2549 ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว แต่ช่องพีทีวีเขาต้องการจะหักล้างข้อมูลว่าคุณมานั่งด่าอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าคนทั่วประเทศได้รับฟังก็จะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”
สำหรับรายการที่จะออกอากาศ จะเริ่มในวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 07.30-09.30 น. เป็นรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ ที่มีพิธีกรทั้ง 4 คนร่วมจัดรายการ 11.00-12.00 น. รายการมหาประชาชน เวลา 18.30-20.30 น. เป็นรายการเพื่อนพ้องน้องพี่ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ กำลังหารือกันอยู่ว่าจะมีการจัดรายการดีหรือไม่ นอกจากนี้ พีทีวีไม่สงวนลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ภาพและเสียง และเปิดให้เคเบิลท้องถิ่นสามารถเชื่อมสัญญาณไปออกอากาศทั้งในและต่างประเทศได้ รวมทั้งจะถ่ายทอดสดรายการผ่าน www.mvtv.co.th และวิทยุชุมชน 99.25 MHz
*กลับมาอีกครั้งหลังหายไปกว่า 3 ด.
อนึ่ง ในช่วงแรกของการก่อตั้งพีทีวีได้ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าว่า จะเริ่มต้นออกอากาศในวันพุธที่ 1 มีนาคม 2550 แต่เมื่อถึงเวลาดังกล่าว กลับไม่สามารถออกอากาศได้ เนื่องจาก บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงข่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ไม่เชื่อมต่อโครงข่ายให้
จากนั้นในวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม 2550 ได้ดำเนินการออกอากาศรายการบางส่วน ทางสถานีโทรทัศน์เอ็มวีทีวี ช่อง 1 (Star Channel) แต่ก็ถูกระงับการออกอากาศอีก จนกระทั่ง 23 มีนาคม
2550 พีทีวีจึงเปิดแถลงข่าวว่าจะไปปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ซึ่งในช่วงนั้นพีทีวีได้ทำหน้าที่เป็นแกนนำในการต่อต้านเผด็จการอย่างเต็มรูปแบบ ก่อให้เกิดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมาย จนกระทั่งได้มีการยุติการออกอากาศไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลเรื่องเงินทุน
ตร.หอบหลักฐานแจงศาลแพ่งชี้ชะตาพันธมิตรรื้อเวทีทิ้งวันนี้

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ท่ามกลางแกนนำพันธมิตรฯ บางคนยังคงดื้อแพ่ง ฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้มีการเปิดถนนตลอด 24 ชั่วโมง ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ที่ผู้ปกครองและอาจารย์โรงเรียนราชวินิตมัธยม ร้องต่อศาลขอให้เปิดถนน และงดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลาการเรียนการสอนนั้น
พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ถือเป็นความจงใจที่จะขัดคำสั่งศาล ทั้งที่ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้เปิดช่องทางการจราจ รและงดใช้เครื่องขยายเสียงตั้งแต่เวลา 07.30-16.30 น. ในวันจันทร์-ศุกร์
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ดำเนินการใดๆ แต่ได้บันทึกเทปเหตุการณ์ไว้ทุกรายละเอียด ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม จนถึงปัจจุบัน และเตรียมจะนำเสนอต่อศาลในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ตามที่ศาลนัดไต่สวน โดยจะแสดงภาพประกอบแผนที่การจราจร เพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่สะดวกในการสัญจร การใช้รถใช้ถนนของประชาชนทั่วไป
“ทั้งหมดอยู่ที่ดุลพินิจของศาล หากศาลพิจารณาว่าเป็นการขัดคำสั่งศาลก็อาจสั่งให้มีการรื้อถอนเวที หรือจับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จงใจขัดคำสั่งด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของศาลทันที” พล.ต.ต.ภาณุ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงท้าทายอำนาจศาลด้วยการเดินหน้ายุทธศาสตร์ดาวกระจาย เตรียมที่จะบุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเวลา 10.00 น. วันที่ 7 กรกฎาคม โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุถึงยุทธศาสตร์ดาวกระจายที่จะเคลื่อนขบวนไปยังสำนักตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้แกนนำพันธมิตรฯ ได้เปิดปราศรัยบนรถขยายเสียง ทวงความยุติธรรมในการเร่งรัดคดีต่างๆ ของรัฐบาลและกลุ่ม นปก. ให้มีมาตรฐานเดียวกับการเร่งรัดคดีของพันธมิตรฯ โดยจะใช้เวลาประมาณ 2 ชม.
จากนั้นพันธมิตรฯ จะเดินทางต่อไปยังศาลแพ่งรัชดาฯ ในวันเวลา 13.00 น. เพื่อร่วมรับฟังการไต่สวนนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ไต่สวนนายตำรวจ 4 นาย ผบช.น. รอง ผบช.น. ผบก.น.1 และ รองโฆษก ตร. ในคำร้องที่ครูราชวินิตมัธยม ร้องขอให้ศาลแพ่งแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้บังคับคดีพันธมิตร ฯ ในการปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้ครูราชวินิตระบุในคำร้องว่า พันธมิตรฯ ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน และนายตำรวจระบุว่า พันธมิตรฯ ยังไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลแพ่ง
ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการเดินทางไปชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 จะเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดกำลังเข้าดูแลความปลอดภัย
ขณะที่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ตนจะเข้าให้ถ้อยคำต่อศาลแพ่ง กรณีให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดถนนตลอด 24 ชั่วโมง ตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ที่ผู้ปกครองและอาจารย์โรงเรียนราชวินิตมัธยม ร้องต่อศาลขอให้เปิดถนน และงดใช้เครื่องขยายเสียง
ทั้งนี้ หากที่สุดแล้ว ศาลมีคำสั่งให้กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดช่องการจราจรทั้งหมด ตำรวจจะเข้าไปดูแลความเรียบร้อย แต่ไม่มีหน้าที่รื้อถอนเวที
ท้องถิ่นรุมต้าน’การเมืองใหม่’ทำลายเจตนารมณ์รัชกาลที่ 5

จากกรณีการเสนอแนวคิดเรื่องการเมืองหใมท่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมีสาระสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเมือง ที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาตามระบอบประชาธิปไตยยาวนานกว่า 70 ปี อย่างเช่นการให้มี ส.ส. จากการสรรหา 70% และมาจากการเลือกตั้งเพียง 30% นั้น ได้เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และสาระสำคัญที่อาจจะเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย รวมไปถึงในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่พากันเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
นายอำนาจ แดงกุล ปลัดเทศบาลเมืองลำสามแก้ว อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี อดีตนายกสมาคมปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเมืองใหม่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง 30% สรรหา 70% โดยกล่าวว่า เป็นการทำลายสาระสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ให้สิทธิประชาชนเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่แทนตน ทั้งยังเป็นการสวนทางกับการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง สามารถเลือกผู้สมัครโดยตรง ซึ่งสามารถควบคุมตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“คงเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับไปทำแบบนี้ เพราะพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไปไกลเกินกว่าที่จะย้อนกลับทำในสิ่งที่พันธมิตรฯ คิดกัน เพราะวันนี้มีการกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ครอบคลุมทุกพื้นที่แล้ว และมีการพัฒนาไปสู่การเป็นรากฐานและหัวใจของการปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบอย่างแท้จริงมาเป็นลำดับ”
นายอำนาจกล่าวว่า วันนี้ประชาชนมีการตื่นตัวและตระหนักว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางที่จะได้เลือกผู้แทนที่คิดว่าเหมาะสมไปทำงาน บุคลากรในองค์กรท้องถิ่นเองก็มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานเพื่อให้ประชาชนยอมรับ ที่สำคัญคือมีการควบคุมการตรวจสอบ การคานอำนาจ ซึ่งใครจะทำอะไรออกนอกลู่นอกทางไม่ได้ จึงไม่เข้าใจว่า วันนี้ประชาชนต้องการเลือกผู้แทนของตนเอง แต่ทำไมถึงมีแนวคิดมาจำกัดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนเกิดขึ้น
ที่อ้างว่าเลือกตั้งก็ได้คนเก่าๆ นั้น อดีตนายกสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว จะเห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาทุกระดับ คนเก่ามีอันต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้งไปไม่น้อย เพราะประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น และกล้าที่จะแสดงออกและมีส่วนร่วมในการคัดเลือกคนที่ดีที่สุด จะเห็นว่าคนใหม่ๆ ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาจะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์และต้องเป็นคนดี เพราะต้องเข้ามาทำงานเพื่อแข่งขันกันให้เกิดความเจริญของท้องถิ่น และมีการตั้งสถาบันพัฒนาภาวะผู้นำเพื่อเสริมสร้างความรู้และให้ตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบ คงไม่มีนักการเมืองคนไหนที่ทำตามใจตัวเอง โดยไม่ฟังเสียงประชาชนอีกแล้ว เพราะถ้าทำไม่ดีก็ถูกตรวจสอบ ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งได้
“อยากให้คิดให้มากว่า การที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล ตั้งสุขาภิบาลขึ้น ก็เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ในการดูแลรักษาปกป้องผลประโยชน์ ให้มีสิทธิมีเสียงในการปกครองตนเอง แต่แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการสรรหามากกว่าการเลือกตั้ง มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ ถ้าจะต้องเป็นการแก้ปัญหาของคนอย่างที่พูดถึงคงทำอะไรได้ไม่มาก เพราะยังมีส่วนงานอื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มตั้งแต่ก่อนการเข้าสู่ตำแหน่ง ในระหว่างที่มีตำแหน่ง จึงไม่อาจแก้ปัญหาพื้นฐานได้ ซึ่งคิดว่าแนวคิดการเมืองใหม่ที่ว่านี้ จะเป็นไปไม่ได้และคงไม่มีใครยอมรับ” นายอำนาจกล่าว

