WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 10, 2008

เรื่องของ ‘เขา’ ที่ไม่ใช่ของ ‘เรา’อย่าหวงของ จนหน้ามืด

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

มีความพยายามฉวยสถานการณ์ สร้างข้อเท็จจริงบิดเบือนครั้งแล้วครั้งเล่า

ฉวยโอกาสจากข่าว “เขาพระวิหาร” ที่ฮือฮาต่อเนื่อง

ฉวยโอกาสจากความสับสนที่คนนั้นพูดที คนนี้พูดที จนไม่รู้จะฟังใครถึงจะถูก

และฉวยโอกาสเอากับนิสัยของคนส่วนใหญ่ ที่ไม่พิสมัยการนั่งอ่านเอกสารข้อเท็จจริงอะไรที่ “น่าจะ” ดูยาก ซับซ้อน หรือเฉพาะทางมากจนเกินไป

เพราะรู้และเข้าใจลักษณะอันเป็น “จุดอ่อน” ดี จึงง่ายที่ใครสักคนจะฉวยจุดอ่อนนี้บรรจงบรรจุข้อมูลอะไรก็ได้ที่อยากให้มวลชนรับรู้...และ รู้สึก

สิ่งสำคัญที่ผู้ใช้ความพยายามดังกล่าวต้องการที่สุด ก็คือ การปลุกเร้าความรู้สึก ให้พลุ่งพล่าน โกรธแค้น หรือหลงเดินตามไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง “ง่าย” กว่าการใส่ข้อมูลข้อเท็จจริงตามหลักเหตุผลเป็นยิ่งนัก

ขณะที่พลเมืองมีคุณภาพ จะเน้นที่การ “อ่าน” และ “คิด”

แต่อีกจำนวนหนึ่งชื่นชอบวิธี “ฟัง” และ “เชื่อ” ซึ่งง่ายกว่า

เราจึงได้ฟังได้ยินคำพูดที่ไม่น่าจะมีใครกล้าพูด เพราะผิดความเป็นจริง แต่ก็ยังได้ยินและดันมีคนพร้อมจะเทใจเชื่อ...

ย้ำ...เท “ใจ” เชื่อ ไม่ได้เชื่อด้วย “สมอง” ที่จำนนต่อเหตุผลหรือหลักฐาน

เราจึงได้ยินคำพูดโง่ๆ ที่ว่า

“ไทยเสียเขาพระวิหารไปแล้ว”

“เรากำลังเสียดินแดนและอธิปไตย”

“รัฐบาลยอมยกเขาพระวิหารให้กัมพูชาไปได้อย่างไร” ฯลฯ

ถ้าจะนับที่การถือครองความเป็นเจ้าของ ก็ต้องยอมรับว่า เขาพระวิหารไม่เคยเป็นของเรามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 ตามคำตัดสินของศาลโลก และเราก็ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมา เป็นการยอมรับคำตัดสินนั้นทางหนึ่ง

ใครที่พูด ณ วันนี้ ด้วยความเสียดายยิ่งว่า เราสูญเสียเขาพระวิหาร จึงออกจะความรู้สึกช้า หรือไม่ก็ยึดมั่นถือมั่น หรือไม่ก็เป็นเด็กรุ่นหลังที่ไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันใดเลย ได้แต่ปล่อยให้คนแก่หวงของเป่าหู

เช่นเดียวกับเรื่องดินแดนและอธิปไตย นี่ก็เป็นความมักง่ายในการเสพข่าวสาร เพราะสิ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกแถลงตัดสินให้เป็นมรดกโลก คือ ตัวปราสาท หรือพระวิหาร ขณะที่พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารก็ยังมีส่วนที่อยู่ในการดูแลของไทย และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกของไทย ก็มีแนวโน้มเตรียมจะเสนอขึ้นทะเบียนพื้นที่ดังกล่าวเป็นมรดกโลกด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยว และเป็นไปไม่ได้เลย ในอันที่จะสูญเสียดินแดนหรืออธิปไตย ดังที่ใครก็ได้ขอเพียงมีปากพูดจะกล่าวอ้าง

ยิ่งเรื่องที่ว่า แล้วรัฐบาลไป “ยอม” ยกเขาพระวิหารให้เขาได้อย่างไร

ยกให้ หรือไม่ยกให้ เรื่องนี้ “ศาลโลก” เป็นผู้ตัดสิน และก็ตัดสินไปแล้ว ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลไทยก็ต่อสู้ในทางกฎหมายอย่างสุดความสามารถแล้ว

แต่ในที่สุด เมื่อคำตัดสินออกมา เราก็ต้องยอมรับกฎกติกาที่กำหนดร่วมกันระหว่างประเทศ ไม่เช่นนั้นจะหาความสุขสงบที่ไหนเจอ

เรื่องนี้จึงไม่มีใครยกให้ใคร หรือแย่งไปจากใครได้โดยพลการ



สมชัย จึงประเสริฐ: ว่าด้วย ‘การทำประชามติ’ ทางลงของม็อบ ทางออกจากรัฐประหาร

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังแบ่งเป็นฝั่งเป็นฝ่าย พร้อมทั้งความสับสนว่า “สิ่งที่ควรจะเป็น” ต้องเป็นไปตาม “หลักการ” หรือ “จำนวนเสียง” กันแน่??? เพราะทุกครั้งที่กลุ่มการเมืองทั้งนอกสภาและในสภาโจมตีฝ่ายตรงข้าม ต่างหนีไม่พ้นการอ้าง “เหตุผลชุดเดียวกัน” แต่เอามาพูดคนละที กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งอ้างจำนวนเสียงโหวต แต่อีกฝ่ายอ้างหลักการบางอย่าง ขณะเดียวกัน เมื่อถึงคราวฝ่ายกุมอำนาจรัฐอ้างหลักกฎหมาย ฝ่ายตรงข้ามย่อมเกทัพด้วยจำนวนมวลชนผู้ชุมนุม

ส่วนการเมืองในระบบ/ในสภา ดำรงอยู่ได้เพราะ “หลักการ/ความเชื่อ” ว่าเรามี “ตัวแทน/มาจากการเลือกตั้ง” ในขณะที่ชีวิตประจำวันของประชาชนส่วนใหญ่ เดินดิน กินข้าวแกง ขึ้นรถเมล์ ดูละครทีวีก่อนเข้านอน โดยสภาพหลังจากวันเลือกตั้งแล้ว ไม่สามารถมีอำนาจในการต่อรองใดๆ ทางการเมือง นอกจาก “การชุมนุม”

เรามีโอกาสได้มาพูดคุยกับ นายสมชัย จึงประเสริฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะกรรมการองค์กรที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง และจัดการลงประชามติ แม้ด้านหนึ่งของบุคคลผู้นี้ คือ กกต. เสียงข้างน้อย ที่บ่อยครั้งมีความเห็นอันถูกมองได้ว่า เอื้อประโยชน์เป็นแง่บวกแก่อดีตพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน และมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้เขาลาออก กระนั้นก็ไม่ได้ทำเขาละทิ้งการยืนยันความคิดของตนเอง พร้อมทั้งบอกว่า หากใครเห็นว่าตนทำผิดกฎหมาย ก็ขอให้แจกแจงมาอย่างชัดเจน อย่าได้กล่าวหากันลอยๆ และยอมรับว่า การตีความกฎหมายของตน หากมันจะบังเอิญไปเข้าทางฝ่ายใด นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ต้องละทิ้งความเชื่อของตัวเอง

ในแง่คิดนี้จึงมีความน่าสนใจ เรื่องการจัดวางสถานะของความเห็น หรือข้อเรียกร้องของ “เสียงข้างน้อย” ที่แพ้เพราะ “จำนวน” แต่ “เหตุผล” อะไรที่คนแพ้ไม่ควรถูกกระทำราวกับพวกเขาไม่มี “เสียง” อยู่ในสังคม


:: มองอย่างไรต่อสภาพการเมืองที่เรามีตัวแทนซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มีความชอบธรรมจากเสียงข้างมาก และขณะเดียวกัน เราก็มีการชุมนุมเคลื่อนไหวมาถ่วงดุลและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอีกทางหนึ่ง

: การออกมาชุมนุมเรียกร้องบางอย่าง
ผมคิดว่าถูกต้องนะ เพราะบางครั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ก็ไม่ฟังเสียงส่วนน้อย หรือบริหารประเทศเอาแต่ประโยชน์ตัวเอง ดังนั้นผมจึงคิดว่า การชุมนุมเรียกร้องน่าจะทำได้ แต่ถ้าทำไปแล้ว สร้างความเดือดร้อนเสียหาย เราต้องหาทางแก้ไข เพราะการชุมนุมนั้นต้องมีขีดจำกัด ถ้าขืนปล่อยไปบ้านเมืองก็เสียหาย อันที่จริงในระบอบประชาธิปไตยก็มีฝ่ายค้านอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลทำอะไรแบบว่าพวกมากลากไป

โดยสิ่งที่ทำนั้นเพื่อประโยชน์ตนเอง หลายๆ ครั้งรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เพราะประชาชนบอกว่า ไม่เลือกแล้ว พรรคการเมืองนี้มันแย่ ซึ่งในระบอบประชาธิปไตยถ้ามันไม่ไหวจริงๆ เขาไม่เอาด้วยมันก็พัง จะเป็นรัฐบาลไหน ท้ายที่สุดก็อาจต้องลาออก การชุมนุมไม่ใช่การใช้เสรีภาพใส่ร้ายป้ายสี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในอำนาจรัฐ แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเปลี่ยนไปตามวิถีทางประชาธิปไตย แปลว่า คุณชุมนุมเพื่อบอกว่าไม่เห็นด้วยกับหลักการนี้ มีความไม่ถูกต้องอย่างไร ควรต้องเป็นอย่างไร พูดแล้วก็ทำให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง มีโอกาสได้ชี้แจงหรือที่เรียกกันว่า ไฮปาร์ก ทุกคนมีสิทธิที่จะชุมนุม แต่ไม่ใช่การยึดพื้นที่แล้วบอกว่า ใครจะผ่านต้องขออนุญาตก่อน แบบนี้เรียกว่าม็อบ ซึ่งมีความแตกต่างจากการชุมนุม ประชาชนบางคนยังเข้าใจผิดว่า การชุมนุมกับม็อบเป็นเรื่องเดียวกัน

:การชุมนุมควรจะเป็นอย่างไร
ในกฎหมายมีการรับรองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ในระบอบประชาธิปไตย ถ้าเราเป็นเสียงส่วนน้อยที่ถูกต้อง เราก็สามารถถามว่า สิ่งที่เราต้องการนั้นควรได้รับการแก้ไขหรือไม่ เราสามารถตั้งโต๊ะรับลงรายชื่อได้ ถ้าใครยังไม่เข้าใจก็ให้เขามาฟังเราพูดก่อน คนก็จะเริ่มเข้ามา ถ้าเขาเห็นด้วยแต่ติดภารกิจอื่น ก็ลงชื่อแล้วแยกย้ายกันไป ซึ่งหากกฎหมายกำหนดให้เข้าชื่อ 1 หมื่นหรือ 2 หมื่นรายชื่อ ก็นำมายื่น กกต. เพื่อให้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด จัดการลงประชามติ อาจถามประชาชนทั่วประเทศ หรือถามเฉพาะคนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง

โดยตั้งคำถามว่า การที่รัฐบาลซึ่งมาจากประชาชน จะจัดการหรือไม่จัดการเรื่อง ใดเรื่องหนึ่งนั้น มีความเห็นด้วยหรือไม่ หากประชาชนลงประชามติกึ่งหนึ่งบอกว่า รัฐบาลต้องทำให้เขาหรือระงับกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพราะเขาเดือดร้อน เช่น กรณีเขื่อนแก่งเสือเต้น เมื่อมีการจัดการแบบนี้ ความร้อนในการชุมนุมที่เหมือนต้มน้ำเดือดมาได้ 80 หรือ 100 องศา แต่ละคนก็กลับบ้านได้ เพราะการขับเคลื่อนเกิดขึ้นแล้ว มีหน่วยงานของรัฐมารับช่วงต่อ ให้มีสภาพบังคับตามกฎหมาย รัฐบาลต้องทำให้เขา ถ้าไม่ทำจะถูกปลดออก เพราะอำนาจนั้นเป็นอำนาจที่แท้จริงของประชาชน

การทำประชามติเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยทางตรง ป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมเดือดจนกระทั่งสถานการณ์ควบคุมไม่ได้ สร้างความวุ่นวาย หากมีทหารเข้ามาทำการรัฐประหารก็จะมีการฉีกรัฐธรรมนูญ เราจึงคิดว่าการตัดวงจรอุบาทว์อันหนึ่งก็คือ เมื่อประชาชนเริ่มเดือดร้อนแล้วมาใช้เสรีภาพชุมนุมโดยสงบ พอถึงจุดหนึ่งมี กกต. หรือหน่วยงานใดที่กฎหมายให้อำนาจออกมาจัดการให้เขา เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารต้องออกมา

:ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่รับประเด็นของประชาชนผู้ชุมนุมไปขับเคลื่อนต่อ
ไม่มีกลไกแบบนี้ ที่ผ่านมามีแต่การร้องแรกแหกกระเชอเสียจนทหารขู่ยึดอำนาจ ทั้งที่การชุมนุมไม่ควรต้องถึงกับระเบิด และเมื่อการชุมนุมมีพลังพอก็ต้องมีกลไกของรัฐเข้ามารับลูก ทำให้ข้อเรียกร้องมีค่าบังคับ ไม่ให้ระเบิดแล้วเกิดรัฐประหาร ถ้าถึงจุดนี้ทำประชามติแล้วสังคมไม่เอาด้วยกับเสียงข้างน้อย ก็ต้องเคารพเขา

:หมายความว่า ควรขับเคลื่อนเป็นประเด็นๆ ไป แล้วให้ กกต. จัดการลงประชามติ
ใช่ ตอนนี้กฎหมายก็มีอยู่แล้ว เป็นบางเรื่องที่ให้ทำประชามติแบ่งเป็น 2 แบบ คือ เรื่องที่ต้องทำประชามติถามคนทั่วประเทศ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีความเกี่ยวข้องกับคนทั่วประเทศ ขณะที่บางเรื่องอาจถามคนเฉพาะในพื้นที่ หรือจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น อาจกระทบคน 4-5 จังหวัด ก็ต้องทำประชามติถามคนในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ แต่หากเห็นว่าการสร้างเขื่อนนั้นกระทบผังบ้านเมือง ซึ่งทุกคนต้องควักภาษีเหมือนกัน ต้องถามคนทั่วประเทศว่า มีความจำเป็นแค่ไหนที่ต้องสร้างเขื่อน

:มีขอบเขตแค่ไหน ถ้าเชื่อในเรื่องตัวแทน แล้วรัฐบาลมาจากเสียงข้างมาก แบบนี้ประชาชนควรจะมีส่วนร่วมหรือไม่
การตอบคำถามประชามติเป็นประเด็นๆ นี่แหละคือการใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง แต่การมีส่วนร่วมที่พูดกันโดยทั่วๆ ไป บางครั้งเป็นการอ้างเลอะเทอะ เพราะการมีส่วนร่วมนั้นเริ่มตั้งแต่เราเลือกตัวแทน เราก็มีส่วนร่วมแล้ว แต่บางเรื่องที่เราคิดว่าประชาชนควรจะตัดสินใจเอง ก็เป็นการมีส่วนร่วมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งในการบริหาร ถ้าเราบอกให้ประชาชนมีส่วนในทุกเรื่อง ก็ต้องถามว่า ประชาชนกลุ่มไหน ประชาชนพวกไหน แบ่งแยกกันตายเลย

คนบางกลุ่มก็มักจะไปสร้างเงื่อนไขว่า เราต้องมีส่วนร่วมทุกเรื่อง จะไปร่วมทุกเรื่อง ร่วมเสียจนคิดว่าตัวเองคือรัฐบาล คือผู้บริหารประเทศ ทั้งที่บางเรื่องอาจกระทบคนไม่กี่จังหวัด แล้วคนกรุงเทพจะไปมีส่วนร่วมอะไรกับเขา การบอกว่ามีส่วนร่วมก็คือ การใช้อำนาจรัฐ แต่ถ้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นแล้ว จะไปร่วมตรงไหน

การมีส่วนร่วมก็คือว่า เรื่องนั้นกระทบเขา กระทบชุมชนเขา เขาควรมีส่วนตัดสินใจ ไม่เหมือนกับการเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง ที่แม้มาจากพื้นที่จังหวัดที่เลือกเขา แต่ทุกคนต้องถือว่าเป็นตัวแทนปวงชนทั้งประเทศ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นว่า เอาแต่ดึงงบประมาณมาสร้างในจังหวัดตัวเอง ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น

:คนอื่นก็อยากมีส่วนร่วม เพราะเอางบประมาณจากเงินภาษีของเราไปจ่ายในเรื่องนั้น
นี่แหละที่ผมพูดว่า ถ้าประชาชนพูดมาอย่างนี้ ก็แสดงว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่กระทบต่อภาษีมากมายเหลือเกิน จนกระทั่งคนทั้งประเทศต้องมาโหวต คือเราคงไม่มองในแง่ว่าจะสร้างหรือไม่สร้างโครงการ เพราะเหตุกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เรามาโหวตว่า สร้างหรือไม่ เพราะงบประมาณเป็นเงินในกระเป๋าฉันด้วย ซึ่งการตั้งคำถามก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง แล้วโหวตออกมา

:การชุมนุมของไทยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ที่ผ่านมามีข้อบกพร่องอย่างไร
อย่างน้อยที่สุดการชุมนุมต้องบอกว่า เรียกร้องอะไรให้ชัดเจน มิเช่นนั้นจะทำให้การรวมตัวชุมนุมนั้นเสียเปล่า จัดชุมนุมกี่ครั้งก็แพ้แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน แล้วก็กลับมาชุมนุมใหม่ หรือไม่ก็มีการรัฐประหาร ไม่มีการส่งต่อประเด็นให้กลไกของรัฐขับเคลื่อนเรื่องที่เรียกร้องให้มีค่าบังคับ ถ้าทำตามกลไกกฎหมาย ประสานกับองค์กรของรัฐ เพื่อทำตามเจตนารมณ์ได้ ก็จะไม่เสียแรงใช้เสรีภาพในการชุมนุม

ฟ้ารุ่ง ศรีขาว



ซ่องโจร

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ในยุคที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพื่อให้อนุชนและคนสีกากีรุ่นหลังๆ ได้จดจำไว้ว่า ถูกแก๊งข้างถนนที่ชื่อว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยกพลไปยึดอย่างง่ายดาย

และยังเหิมเกริมประกาศก้อง จะกลับมายึดเมื่อไรก็ได้ โดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญ เยาะเย้ยก่อนจะสลายตัวว่า จะต้องสลายตัว เพราะสงสารบรรดานายพลตำรวจที่ทำงานอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนขาสั่น ไม่รู้จะออกไปกินข้าวเที่ยงอย่างไร จึงต้องสลายตัวด้วยความสงสาร

ตลอดเวลาที่แก๊งข้างถนนยึดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกือบ 2 ชั่วโมง บรรดาแกนนำได้สลับขึ้นไปพ่นน้ำลายปราศรัยโจมตีตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคายตามสไตล์

ในช่วงหนึ่ง แกนนำคนหนึ่งได้เปิดเผยว่า ก่อนวันที่จะยกพลไปยึดสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น มี “พลตำรวจเอก” คนหนึ่ง โทรศัพท์มาหา แล้วพูดว่าที่จะไปยึดนั้นไม่ใช่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่เป็นซ่องโจร

พลตำรวจเอกคนนั้นจะเป็นใคร ผมไม่อยากจะเดา กลัวเดาถูกครับ

แต่ปัญหาอยู่ที่คำกล่าวหาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นซ่องโจร เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก เพราะข้อหาซ่องโจรนั้น เป็นข้อหาที่ตำรวจยัดให้กับผู้ต้องหาที่จับกุมมาได้ แต่ไม่รู้จะตั้งข้อหาอะไร เพราะไม่มีของกลาง ไม่มีประจักษ์พยาน ก็ต้องยัดข้อหาซ่องโจรให้

การกล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นซ่องโจร นอกจากจะทำให้คนที่รับฟังการปราศรัย ทั้งที่ชุมนุมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรับชมการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี หลายคนก็มีความเห็นคล้อยตาม เพราะในปัจจุบันนี้ ตำรวจนับได้ว่าเป็นข้าราชการที่ต้นทุนทางสังคมต่ำกว่าข้าราชการหน่วยอื่นๆ

อาจจะเป็นเพราะพฤติกรรมของตำรวจหลายต่อหลายครั้ง ไม่ต่างกับพฤติกรรมของโจร

แต่เป็นส่วนน้อย

ไม่ใช่มีตำรวจเลวมากกว่าตำรวจดี ตามที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตยโจมตีกล่าวหา ให้ดูสมเหตุสมผลว่าเป็นซ่องโจร

ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ไม่ว่าองค์กรใด หากมีคนเลวมากกว่าคนดี องค์กรนั้นก็ไม่สามารถยืนอยู่ได้ โดยเฉพาะองค์กรตำรวจ ซึ่งถือเป็นขบวนการยุติธรรมขั้นต้น เป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย หากเป็นซ่องโจรตามที่ถูกกล่าวหา สังคมนี้จะอยู่กันอย่างไร

แต่ผมก็แปลกใจว่า เหตุไฉนตำรวจไทยที่นั่งทำงานกันอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงมาถึงพลตำรวจที่ประจำอยู่ที่ป้อมยาม และตำรวจทั่วประเทศที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดทางทีวี ไม่มีใครสักคนที่ออกมาปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตำรวจ

หากจะกล่าวหากันว่า เมื่อไม่ปฏิเสธ ก็หมายถึงว่ายอมรับ ผมคิดว่าเป็นการให้ร้ายซ้ำเติมกันเกินไป ทั้งๆ ที่ใจก็อดคิดไม่ได้

คำด่าหยาบๆ คายๆ ตามสไตล์ของพันธมิตรฯ นั้น มีตำรวจอยู่คนเดียวเท่านั้นที่ฟังแล้วไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน ก็คือ รูปปั้นตำรวจที่ยืนอุ้มเด็กอยู่ตรงบริเวณที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไปปักหลักยึดพื้นที่ไว้ชั่วคราวนั่นแหละ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่กลุ่มพันธมิตรฯ รวมตัวกันชุมนุมประท้วง ตั้งแต่ยึดถนนราชดำเนินเชิงสะพานมัฆวานฯ และยกพลมายึดหน้าทำเนียบรัฐบาล ถือเป็นความผิดสำเร็จที่ตำรวจสามารถจะดำเนินคดีได้หลายคดี แต่ตำรวจกลับเงียบเฉย แม้แต่คดีที่มีประชาชนไปแจ้งความให้ดำเนินคดีกับแก๊งข้างถนน ก็ยังทำได้แค่ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ไม่กล้าแม้จะสอบพยานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับกุมผู้กระทำความผิด

เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ก็พอทำใจได้ว่า รัฐบาลต้องการประนีประนอม ไม่อยากจะใช้ความรุนแรง เกรงว่าเหตุการณ์จะบานปลาย จึงทำได้แค่อารักขาไม่ให้แก๊งข้างถนนที่ยึดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลถูกทำร้าย ดูแลอารักขากันชนิดที่เรียกได้ว่า ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม

ปล่อยปละละเลยกันจนแก๊งข้างถนนเหิมเกริม บังอาจบุกยึดพื้นที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วกล่าวว่าเป็นซ่องโจร มีคนเลวมากกว่าคนดี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดที่สำเร็จแล้วหลายข้อหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที แต่ทุกคนกลับเงียบฉี่ ทำตัวเหมือนรูปปั้นตำรวจอุ้มเด็ก

เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน จะต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า หากยังไม่มีใครดำเนินการใดๆ กับแก๊งข้างถนนที่กล่าวหาว่ามีตำรวจเลวมากกว่าตำรวจดี และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเพียงซ่องโจร

ถือว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พร้อมใจกัน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยปล่อยให้ผู้กระทำความผิดซ้ำซากซึ่งหน้า ให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย เพียงเพื่อเอาตัวรอดเป็นยอดดี

มาคิดอีกที หรือว่าที่แก๊งข้างถนนกล่าวหานั้นเป็นความจริง

เอกฉัตร




Wednesday, July 9, 2008

ใบแดงยงยุทธ คือการประกาศสงครามยกใหม่ อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด จงแปรความโกรธเป็นพลัง สู้อย่างมีสติ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


ก็เป็นอันแน่นอนแล้วว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้ใบแดงไปแล้ว มถือว่านี้่คือการประกาศสงครามประชาชน และสรุปแล้วว่า พวกศักดินาไม่ต้องการสันติสุขให้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้

พวกเราผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย จงแปรความโกรธแต้นให้เป็นพลัง แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะนี่คือวาระที่เราจะต้องต่อสู้ร่วมกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่มีผู้อุปถัมปฺอีกต่อไป นี่คือ รุ่งอรุณแห่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

แต่เป็นเวลาย่ำสนธยาของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย พวกเขาใช้อาวุธชิ้นสุดท้าย คือ ตุลาการภิวัฒน์ แล้ว

สำหรับผมนั้น ผมไม่ได้กลัวเท่าไหร่เรื่องการให้ใบแดงคุณยงยุทธ ติยะไพรัช และการยุบพรรคพลังประชาชน ที่คาดว่าจะต้องตามมาอย่างแน่นอน เพราะคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่ามันจะออกมาในรูปแบบนี้ และเกมนี้ำก็ไม่ได้รับมือได้ยากแต่อย่างใด เพราะมีการตั้งพรรคใหม่เอาไว้แล้ว หรืออาจต้องมีการยุบสภาเพื่อล้างไพ่ใหม่ ก่อนที่จะมีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น แต่อาจมีปัญหาเรื่องของการสูญเสียบุคคลากรไปบ้างเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อศัตรูใช้วิธีนี้ ประชาชนก็ต้องก็ต้องรับมือกันต่อไป เราไม่อาจตั้งเงื่อนไขว่า เราจะเสียหายน้อย จากการโจมตีของศัตรูไม่ได้ เมื่อมีความเสียหาย มีผู้พลีชีพในการศึก เราก็ต้องยอมรับ

ตอนนี้ ผมถือว่า "พวกศักดินา" ไม่ต้องการให้เกิดสันติสุขกลับคืนมาสู่แผ่นดินนี้ พวกเขายังคิดว่าจะสามารถดึงแผ่นดีนี้ไว้ในยุคกลางอยู่ได้ ยุคที่ "สมมุติเทพยังมีความศักดิ์สิทธิ"์ ยุคที่ประชาชนยังต้องกราบไหว้ ก้มหัวให้ศักดินาอยู่ต่อไป

แต่ผมไม่คิดว่าประชาชนจะคิดอย่างนั้นแล้ว เพราะนี่มันคือศตวรรษที่ 21

ผมคิดว่าสิ่งที่พรรคพลังประชาชนควรจะทำในเวลานี้ มากกว่าการตีโพยตีพาย ด้วยความเศร้าเสียใจ คือ การใช้โอกาสนี้ เพื่อสู้ต่อไป

สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ "การจัดตั้งองค์กรพรรคให้เข็มแข็ง" เหมือนสายบังคับบัญชากองทัพในยามสงคราม คัดเลือกกลุ่มผู้นำในระดับต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทน หากต้องเสียบุคคลากรไป หรือมี สส.บางคนย้ายออกไปจากพรรค

จุดอ่อนของพรรคพลังประชาชนที่ผมเห็นคือ องค์กรจัดตั้งที่อ่อนแอ ขาดการเชื่อมโยงกับมวลชนที่สนับสนุน ขาด คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการจัดตั้ง ของพรรค

พรรคพลังประชาชน/ไทยรักไทย ถือว่ามีจุดแข็งที่ประชาชนมีความศรัทธาสูง มีนโยบายทีชัดเจน ประชาชนให้ความเชื่อถือ มีพื้นฐานมวลชนที่แน่นหนา มีตลาดที่มี Brand Royalty สูง

จุดอ่อนคือ การจัดองค์กร การเชื่อมโยงระหว่างผู้เลือกตั้งกับพรรคและกรรมการบริหารพรรคในระัดับเขตเลือกตั้งเป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องชัดเจน และมีความเข็มแข็ง ผมคิดว่า สิ่งที่ควรทำอย่างเร่งด่วนคือ การตั้งกรรมการบริหารระดับภาค เืพื่อที่จะไปขยายโครงสร้างในส่วนของ กรรมการบริหารระดับเขต แล้วจึงเชื่อมโยงไปสู่ระบบสมาชิก และฐานมวลชนที่สนับสนุน

นอกจากนี้จะต้องมีระบบสื่อสารที่ทันสมัยและฉับไว ไปเชื่อมโยงระหว่างองค์กรบริหารพรรคกับองค์กรต่างๆ ในพรรค เหมือนระบบ Command, Control, Communication และ Information ในระบบการบังคับบัญชาของกองทัพสมัยใหม่

เมื่อองค์กรของพรรคเข็มแข็ง แม้จะโดนยุบพรรค เราก็แค่ "คิดชื่อใหม่" แล้วเอาองค์กรที่มีอยู่แล้วไปสวมลงทันที ไม่ว่าจะโดนยุบพรรคสักกี่ครั้งก็จะไม่มีความหมายอีกต่อไป

การจัดตั้งที่เข็มแข็งจะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองกับ กลุ่มศักดินาที่คาดว่าจะเข็มข้นต่อไป มีความเข็มแข็ง และไม่ขาดแกนนำ

การยุบพรรคครั้งที่สอง จะทำให้พวกเราเข็มแข็งยิ่งขึ้น ไม่ทำให้เราอ่อนแอลงไปอีก

ขณะนี้ ผมคิดว่าเราต้องประเมินในทางร้ายที่สุดที่เราจะเจอก่อนว่า พรรคพลังประชาชน จะโดนยุบอย่างแน่นอน แต่ถึงจะโดนยุบ เราก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ โดยการยุบพรรคจะใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 4-6 เดือน และหากมีการยุบสภา ก็จะต้องเลือกตั้งภายใน 2 เดือน และ กกต. ต้องประกาศรายชื่อ สส. ภายในหนึ่งเดือน กว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคพลังประชาชน ก็จะยังเป็นรัฐบาลไปอีกอย่างน้อยก็ 8 เดือน เราจึงยังมีเวลาเหลือเฟือ ในส่วนที่ต้องทำ คือ การจัดตั้งองค์กรพรรคให้เข็มแข็ง และขยายเครือข่ายไปยังฐานเสียง เพื่อรองรับ "ร่างใหม่" ในชื่ออื่น

พวกเขาอาจทำลายร่าง ทำลายชื่อพรรคของเราได้ แต่พวกเขาไม่อาจทำลายจิตวิญญาณของพวกเราได้ คนรากหญ้าได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ซึ่งนั้นคือ สิ่งที่สำคัญมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อคนรากหญ้าตื่นขึ้น และตระหนักในพลังของพวกเขา และเลือกพรรคพลังประชาชน เป็นผู้แทนของพวกเขา แม้ศัตรูจะสังหารผู้แทนของเขาตายหมด แต่ มวลชนรากหญ้า มวลชนของพรรค ผู้สนับสนุนพรรค นโยบายและแนวทางพรรคก็ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์

เราก็แค่ส่ง ผู้แทนพรรคชุดใหม่ ไปเท่านั้น

พวกศักดินานั้น เสียเปรียบพวกเรามาก พวกเขาเหลือเพียง เส้นสายที่เปราะบางในกลุ่มอำมาตย์เท่านั้น แต่สิ่งที่พวกเขาเสียไปคือ มวลชนชาวรากหญ้า และคนชั้นกลางก้าวหน้า ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อเราเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นเสียส่วนใหญ่ เราจะไปกลัวทำไมกับการยุบพรรคของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย

เมื่อสงครามยังไม่จบ ก็ต้องสู้กันต่อไป จะยืดเยื้อ กี่ปี กี่สิบปี ประชาชนก็มีเวลาเหลือเฟือ แต่พวกเขา ล้วนเป็นคนแก่หงำเหงือกกันทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาไม่มี คือ เวลา และศรัทธา ซึ่งฝ่ายเรามีอย่างเหลือเฟือ


ปล. ผมจำได้ว่าในสมัยปี 2535 ก่อนที่สุจินดา คราประยุูรจะลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ได้มีการออก พรก.นิรโทษกรรม พวกตนเองไว้่ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยเวียนมติ ครม. โดยไม่มีการประชุม ครม.ด้วยซ้ำ

ต่อมา รัฐบาลใหม่ ก็นำ พรก.นิรโทษกรรมนี้เข้าสภาในยุคนายชวน หลีกภัย และได้ตกไป สภาไม่อนุมัติ แต่ก็ถือว่า พรก.นี้ มีผลบังคับใช้ไปแล้ว มีผลในการนิรโทษกรรมไปแล้ว แม้จะไม่ผ่านสภาในภายหลัง ก็ไม่ถือว่ามีผลต่อกิจการใดๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

ดังนั้น พปช. ก็สาามารถใช้วิธีการเดียวกันในการ นิรโทษกรรมให้ กรรมการบริหารพรรค ทรท. 111 คน เพราะเมื่อมีการยุบพรรค และกรรมการบริหาร พปช. 35 คนโดนห้ามเล่นการเมือง คน 111 คน ก็สามารถเข้ามารับช่วงต่อได้ทันที

เรื่องนี้เป็นประเด็นการเมือง เพราะหากออกเป็นกฎหมาย ก็จะมีการต่อต้าน กันมากมายจากฝ่ายตรงข้าม แต่ พรก.นั้น สามา่รถออกได้โดย คณะรัฐมนตรี แล้ว นำเข้าสภาในภายหลัง แต่เรายุบสภาก่อน ก็ต้องรอเข้าสภา หลังมีการเลือกตั้ง แต่ผลของ พรก. มีผลบังคับใช้ไปแล้ว

คือ มันก็ต้องเล่นไม้นี้แหละครับ หากโดนยุบพรรคจริงๆ

และผมสัณนิษฐานว่าโดนแน่นอน



จาก thaifreenews

ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมฟื้นโครงการแก้จน อาจสามารถ โมเดล

กรุงเทพฯ 9 ก.ค. - รมว.มหาดไทยเผยจะฟื้นโครงการแก้จน อาจสามารถ โมเดล ซึ่งเป็นนโยบายสมัยรัฐบาลทักษิณ ขึ้นมาอีกครั้ง โดยจะถ่ายทอดผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าฯทั่วประเทศ ให้เห็นแนวนโยบายของรัฐบาลไปพร้อมกันด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เช้าวันนี้ (9 ก.ค.) ก่อนเดินทางลงพื้นที่ 14 จังหวัดภาคอีสาน ระหว่างวันที่ 9-16 กรกฎาคม ว่า จะไปมอบนโยบายเกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด และการแก้ไขปัญหาความยากจน ซึ่งจะมีการประชุมร่วมกับผู้ว่าฯ และนายอำเภอ โดยจะฟื้นโครงการแก้จน ซึ่งเป็นนโยบายสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

“ผมจะฟื้นโครงการแก้จน อย่างที่เคยทำที่ อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด และจะมีการถ่ายทอดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังผู้ว่าฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศได้รับทราบ และเห็นแนวนโยบายของรัฐบาลไปพร้อม ๆ กันด้วย” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ทั้งนี้ สมัยรัฐบาล “ทักษิณ” พ.ต.ท.ทักษิณเคยไปอยู่ที่ อ.อาจสามารถ เป็นเวลา 5 วัน เมื่อเดือนมกราคม 2549 เพื่อบอกเจ้าหน้าที่ว่า ควรจะให้การช่วยเหลือชาวบ้านใน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าศาลา บ้านโนนสมบูรณ์ บ้านโหรา บ้านสมาราญ อย่างไร และมีการถ่ายทอดสดทางช่องยูบีซี ตลอด 5 วัน โดย พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า ต้องการให้ข้าราชการในจังหวัดอื่น ๆ ได้เรียนรู้จาก อ.อาจสามารถ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาบุกรุกที่ดินว่า ได้รับรายงานเกี่ยวกับการยึดที่ดิน สปก.4-01 จากผู้ที่ไม่ใช่เกษตรกรในหลายจังหวัด จนถึงขณะนี้สามารถเรียกคืนได้แล้วกว่า 600 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของตน เมื่อปี 2538 สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล. - สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-07-09 11:09:36


ร.ต.อ.เฉลิม เสนอตัวร่วมเป็นทนายให้ พปช. หากโดนคดียุบพรรค

บ้านริมคลอง 9 ก.ค. - “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” เชื่อ กกต.จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากจะเสนอยุบพรรคพลังประชาชน จากกรณีของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ชี้ไม่เหมือนกรณีพรรคไทยรักไทยถูกยุบ พร้อมเสนอตัวร่วมเป็นทีมทนาย มั่นใจใบแดงไม่มีส่วนเกี่ยวโยงถึงพรรค แถมยกพรรคทางเลือกใหม่ให้ หากพรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบ ยืนยันไม่ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรี หรือหัวหน้าพรรค

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์เช้าวันนี้ (9 ก.ค.) ถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) และให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.เชียงราย เขต 3 ใหม่ จำนวน 1 คน แทน น.ส.ละออง ติยะไพรัช จากการทุจริตเลือกตั้งที่ จ.เชียงราย ตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า จากที่ได้อ่านคำพิพากษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เห็นว่าไม่ได้มีส่วนใดพาดพิงถึงพรรคพลังประชาชน

“ผมเชื่อว่า ในมุมหนึ่ง เมื่อเรื่องกลับมาถึง กกต. จะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเรื่องยุบพรรค เพราะเป็นคนละประเด็นกับพรรคไทยรักไทยที่จ้างพรรคเล็กลงเลือกตั้ง แต่ถ้า กกต.เห็นว่าพรรคพลังประชาชนมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ต้องส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งจากคำพิพากษาของศาลและข้อมูลที่มีอยู่ ผมอยากเข้าไปเป็นทีมทนายให้กับพรรค เพราะเห็นว่าไม่มีส่วนไหนเกี่ยวโยงมาถึงพรรค” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้ยุบสภา เพราะสภาไม่ได้ขัดแย้งกับรัฐบาล ดังนั้น อย่าวิตก อย่าซีเรียส เพราะกรณีที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกับกรณีของพรรคไทยรักไทย อย่างไรก็ตาม หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ก็พร้อมจะยกพรรคทางเลือกใหม่ให้ ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือนายกรัฐมนตรี อย่างที่มีข่าวออกมา

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชา กรณีสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรค 2 ที่ต้องได้รับความเห็นชอบของสภา โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้จงใจปฏิบัติขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลได้สอบถามความเห็นจากอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ต่างยืนยันว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงต้องการให้ทุกฝ่ายยุติเรื่องนี้เสียที

ร.ต.อ.เฉลิม ยังไม่เป็นห่วงว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะตีตัวออกจากรัฐบาลจาก 2 กรณีที่เกิดขึ้น เพราะกรณีแถลงการณ์ร่วมฯ ทุกพรรคก็ได้นั่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และทราบว่านายกรัฐมนตรีได้สอบถามแล้วว่า ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จนได้ความชัดเจน จึงมีมติคณะรัฐมนตรีออกมา ส่วนกรณีใบแดง พรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดินก็โดนใบแดงมาก่อนหน้านี้ พรรคพลังประชาชนก็ให้ความเห็นใจ เมื่อมาเกิดกับพรรคพลังประชาชนก็เชื่อว่าทุกพรรคจะเข้าใจ และจะสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-09 10:47:21


Tuesday, July 8, 2008

การเมืองใหม่ ต้องเสียสละ...

จาก “กู้ชาติ” สู่ “การเมืองใหม่” ความเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีแกนนำประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ โดยมี นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน บัดนี้ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์จาก “การตรวจสอบรัฐ” สู่ “การปฏิรูปการเมือง” และนี่คือจุดหมายปลายทางของการเคลื่อนไหวภาค 2

ที่เริ่มนับหนึ่งตั้งแต่การออกมาเรียกร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรรมนูญ ปี 2550 ของรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 พ.ค.51 จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นการขับไล่ “นายจักรภพ เพ็ญแข” และยกระดับมาเป็นขับไล่รัฐบาล…กระทั่ง เสนอระบบ “การเมืองใหม่” ที่กำลังถูกมองว่าถอยหลังเข้าคลองไปมากกว่า 30 ปี ไม่ได้แม้กระทั่งประชาธิปไตยครึ่งใบก็เพราะข้อเสนอที่ให้มี ส.ส.จากการแต่งตั้ง (70 เปอร์เซ็นต์) มากกว่าการเลือกตั้ง (30 เปอร์เซ็นต์) นั่นเอง และการเสนอแนวคิดดังกล่าว ยังส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงบทบาทที่เปลี่ยนไปของกลุ่มพันธมิตรฯ

อะไร...ที่ทำให้พันธมิตรฯ เสนอระบบ “การเมืองใหม่” เรื่องนี้ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ อธิบายว่า ประชาธิปไตยและขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย มีความแตกต่างกับต่างประเทศ ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้นำแนวทางต่างประเทศมาใช้แล้วก็เกิดความผิดพลาด ฉะนั้น จึงต้องมองหาแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทย และก็เกิดแนวคิดรูปแบบการเมืองใหม่ดังกล่าว“เวลานี้พิสูจน์แล้วว่าการเมืองแบบเก่าช่วยอะไรไม่ได้ แม้แต่สภาก็ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าสภาช่วยได้เราคงไม่ต้องตรากตรำมาชุมนุมอยู่อย่างนี้ เมื่อถึงเวลาแก้ไขเราก็ต้องแก้ไข จะมีคนออกมาท้วงติงก็ไม่เป็นอะไร”

ทั้งนี้ “พล.ต.จำลอง” ยังได้ชี้แจงประเด็นที่ถูกมองว่า “รูปแบบการเมืองใหม่” เสมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กลุ่มพันธมิตรฯ เข้าสู่การเมือง
“ผมยืนยันว่า อนาคตต้องการเป็นคนที่ชื่อจำลองธรรมดาๆ ปฏิบัติธรรม ลด ละ เลิก กิเลส และจะคอยรับใช้สังคมด้วย ในพันธมิตรฯ มีหลายคนที่มีฝีไม้ลายมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักการเมือง ทำงานการเมืองได้ แต่ก็ไม่เอา ไม่มีใครไป”
“ที่ผ่านมา เขาทำมาหากินตามปกติแล้วออกมาชุมนุมเมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ดังนั้น จึงเห็นว่าการเข้าไปสู่การเมืองไม่ใช่เหตุผลและวัตถุประสงค์ของเรา ” พล.ต.จำลอง กล่าว

ทั้งยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับ “รูปแบบการเมืองใหม่” โดยบอกว่าผู้ที่จะมาเป็นนักการเมืองต้องมีความเสียสละจริงๆ ไม่ใช่อาชีพที่จะไปแสวงหาผลประโยชน์ของประเทศชาติมาเป็นของส่วนตัว“และจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกำหนดว่า นักการเมือง ส.ส. ส.ว. จะไม่มีเงินเดือน จะรับแต่เบี้ยประชุม เหมือนที่ผมเคยปฏิบัติมาเมื่อครั้งเป็น ผู้ว่าฯ กทม., ส.ส. และ สนช.”“แต่ทั้งนี้ ในรายละเอียดของแนวทางและรูปแบบการเมืองใหม่ ก็ยังต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปว่า แนวทางอย่างไรถึงจะดีที่สุด ในมุมมองขอประชาชนคิดว่าอะไร”

อย่างไรก็ตาม “พล.ต.จำลอง” ย้ำกรณีที่พันธมิตรฯ ได้ยื่นอุทธรณ์ศาลแพ่งเพิกถอนสั่งปิดถนนว่า หากศาลมีคำสั่งใดออกมา พันธมิตรฯ ก็เคารพ ซึ่งได้เตรียมแนวทางจะปฏิบัติไว้แล้วว่าอาจจะย้ายสถานที่หรือยุติการชุมนุม...และเมื่อวันที่ 7 ก.ค.51 สถานีโทรทัศน์พีทีวีได้ออกอากาศผ่านทางดาวเทียมของช่องเอ็มวีทีวีเป็นวันแรกตั้งแต่เวลา 07.30 น. โดยเป็นการออกกาศสดรายการ “เพื่อนพ้องน้องพี่” ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการ 4 คน ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ได้กล่าวโจมตีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการใช้ความคิดเพียงคน 5 คน ทำลายระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งเห็นว่า “ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์” ที่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นการชักศึกเข้าบ้าน จากแนวคิดของพันธมิตรฯ กำลังลดจำนวน ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งให้เหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ และเป็นการสรรหาถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และเห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ทางภาคใต้ที่ขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จะส่งผลให้งบประมาณและการพัฒนาเข้าไม่ถึงประชาชนภาคใต้ศึกปะทะคารมนับจากนี้จะเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการชมและฟัง!!


คนไทย

ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีหรือยากจน แต่หากเป็นคนไทย วันนี้ก็อยู่ในอารมณ์เดียวกัน คือ..กลุ้ม

กลุ้ม..เพราะไม่มีใครรู้ว่า..วันพรุ่งนี้บรรยากาศนรก..มันจะจากประเทศไปหรือยัง หลังจากที่มันแผ่รังสีแห่งความวิปริตแปรปรวนปกคลุมประเทศมานานหลายปี

กลุ้ม..เพราะไม่รู้ว่าฝูงปิศาจที่ทำสงครามแย่งอำนาจต่อกัน มันจะดำรงคงสงครามไว้ยาวนานแค่ไหน เมื่อไหร่มันจะเบ็ดเสร็จเผด็จศึกกันเสียที

กลุ้ม..ที่ทุกวันนี้ไม่มีสถาบันใดๆ ที่ไม่ถูกใส่ร้ายป้ายสี และทุกๆ คำป้ายสีดูมันสมจริงเป็นจริง

กลุ้ม..ที่ประเทศนี้ดูเหมือนจะไม่มีผู้บริหาร..มีรัฐบาลก็อยู่กันไปวันๆ แถมในแต่ละวันยังมีปัญหาเก่าปัญหาใหม่

กลุ้ม..สู้อุตส่าห์เลือกตั้งหาผู้แทนกันมาตั้งมากมาย..แต่ที่ครอบคลุมประเทศอยู่กับแค่อสูรกายทั้ง 5 ที่ไม่รู้ว่าไปแอบอ้างจำบังรับอำนาจแฝงมาจากไหน..มันถึงก่นด่าได้มากมาย..ใครๆ ก็กลัวเกรงมัน

กลุ้ม..เพราะกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย..กฎกูใครมีก็เอาออกมาใช้..กฎหมู่ก็จัดซื้อจัดจ้างขึ้นมาได้..

กลุ้ม..สำหรับชาวสวนชาวไร่..เพราะพืชผักผลไม้ที่โยนใส่กระบะ..ราคาถูกกว่าน้ำมันเมื่อวันเคลื่อนตัว

กลุ้ม..สำหรับพ่อแม่..ทันทีที่เกิดข้าวยากหมากแพง มหาวิทยาลัยก็ดิ้นออกไปนอกระบบ..ที่กระทบระทมก็คนส่งเสีย..ค่าเล่าเรียนเปลี่ยนจากราคาพันเป็นหมื่นและหลายๆ หมื่น

กลุ้ม..สำหรับนายธนาคาร..เพราะมันปล้นกันง่ายเหมือนงานแสดงหนัง..แถมยังจับมือใครดมไม่ได้

กลุ้ม..สำหรับตำรวจผู้ตรวจปราบ..งานปราบงานสืบต้องใช้เบี้ยยาไส้ ต้องเอารายได้ไปซื้อน้ำมันใส่ถังมอเตอร์ไซค์..น้ำมันหลวงจ่ายกลายเป็นของเบนซ์เจ้านาย

กลุ้ม..เพราะตื่นนอนก็เจอเรื่องร้อนกว่าวันวาน แถมก่อนนอนแต่ละวันฝันร้ายมาก่อนหลับ

กลุ้ม..ไม่ว่าจะเป็นชาวสวรรค์หรือขอทานในนรก..หากเป็นคนไทยมันก็วอดวายเท่ากัน ขาดขวัญสิ้นกำลังใจ อยู่แค่รอดตายไปวันๆ

กลุ้ม..ถึงตำรวจยันทหาร..อันธพาลมันเป็นใหญ่..ไม่ปฏิวัติมันก็หาว่าชั่ว..ยิ่งกลัวมันยิ่งด่าใส่..มันขู่จะย้ายตั้งแต่นายยันไพร่..มันถือศักดินาใหม่ใช้ผ้าสีตบตีผู้คน

กลุ้ม..ของประชาชนคนไทย..คนนรกหมกไหม้กำเริบใหญ่ใช้สวรรค์คลุมร่าง..แอบอ้างอวดตัว..ประเทศชั่วลงทุกด้าน ควันทมิฬคลุมทั่วทิศ รอพิษสงครามล้างไล่..สงครามใหญ่หลังไทยตายยับ..ประเทศคงกลับสว่างไสว..หรือแยกไปเป็น 4 แผ่นดิน

พญาไม้



สนทนาประสาสมัคร 'การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540'

รายการ "สนทนาประสาสมัคร" โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.

ความตอนหนึ่งว่า...การจัดรายการวันนี้ อยากจะเริ่มต้นด้วยภาษาไทยอาทิตย์ละหลายคำ ซึ่งเริ่มด้วยกรณีที่สื่อมวลชนลงข่าวว่า ผมกุข่าว เรื่องถูกจับตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งผมฟังแล้วเหมือนกับว่า ผมกุข่าวว่าจะถูกจับ แต่จริงๆ แล้วกลับไม่ได้ถูกจับ ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้ว ผมเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังตอนอยู่ที่ประเทศจีน โดยถามว่า มีข่าวว่าศาลจะอ่านคำพิพากษาวันศุกร์ ถ้าเผื่อไปลงเครื่องบินก็จะถูกจับวันนั้นเลย และในข่าวก็ลงว่า จะไม่ได้ประกันตัว

ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะสิ้นสุดสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีทันที ผมบอกว่าจริงๆ แล้วเป็นข่าวลือ วันหลังจะส่งข่าวลือมาใหม่ให้แนบเนียนหน่อย และผมไม่เคยได้ยินข่าวแบบนี้หรอก ข้อเท็จจริงคือ คดีความของผมอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าจะอ่านเมื่อไรก็ต้องแจ้งให้ผมทราบล่วงหน้า และผมก็ไปฟังคำพิพากษา ซึ่งถ้าหากแจ้งมาผมไม่ไป ศาลก็จะจับผมไปก็เท่านั้น

พอมาถึงกรุงเทพฯ กลายเป็นว่า สมัครกุข่าวถูกจับที่สนามบิน ก็ผมไป บน.6 เครื่องบินทหารอากาศ ขากลับก็ต้องกลับ บน.6 ไม่ใช่ว่าไปเลี่ยงลง เหมือนกับว่าผมจะบังคับเครื่องบินพาณิชย์ให้ไปลง บน.6 มันบ้ากันขนาดนี้ แต่ที่บ้าหนักไปกว่าเดิมคือ พรรคประชาธิปัตย์ออกมาบอกให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ตกลงภาษาไทยวันละคำที่ผมบอกคือคำว่า "กุ" คือ คนที่เป็นตัวข่าวเอาข่าวออกมาเอง อย่างนั้นเรียก กุ แต่ถ้าหนังสือพิมพ์อยู่ดีๆ เขียนข่าวออกมาเอง อย่างนั้นเรียกว่า "เต้า" ข่าว

ส่วนกรณีที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวพาดหัวว่า "ชัยหักหมัก" เรื่องการเลือกที่ตั้งอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เหมือนกับว่าผมอยากจะให้ก่อสร้างที่คลังแสงสรรพาวุธ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ขณะที่ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่า พื้นที่บริเวณท่าเรือเหมาะสม ซึ่งผมกับนายชัยก็ได้เดินทางไปดูสถานที่ที่ท่าเรือคลองเตย เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ซึ่งมีเนื้อที่ใกล้เคียงกันทั้งสองที่

แต่พอวันนี้ ก็พาดหัวอีกแล้วว่า "หมักกินรวบ" คือกินรวบที่ก่อสร้างที่คลองเตย ซึ่งเป็นการพาดหัวที่ดูขัดแย้งกัน ความจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวประธานสภาฯ กำลังดำเนินการตัดสินใจ และก็ขอร้องให้ผมมาช่วยคิดว่า จะเอาสถานที่แห่งใด ซึ่งผมก็บอกว่า ทางสภาต้องเป็นหลัก แต่ทางรัฐบาลเป็นผู้ที่ให้งบประมาณ ก็ไม่มีอะไร เพราะยังไม่ตกลงว่าจะเอาที่ไหน ต้องเรียกประชุมกันอีกที

แต่การที่หนังสือพิมพ์มาออกข่าวอย่างนี้ ถือว่าผิด เพราะการที่พาดหัว "ชัยหักหมัก" ก็เหมือนกับว่า นายชัยหักหน้านายสมัคร ทำนองนั้น แต่พอไปดู และยังไม่ได้ตกลงอะไรกัน ก็มาพาดหัว "หมักกินรวบ" ซึ่งกินรวบใช้กับการเล่นหวย สำนวนด่าทอก็คือ ใครไปได้อะไรมา แล้วเอาไว้คนเดียว พรรคพวกไม่ให้

การสร้างอะไรบ้าบอคอแตกอะไรนี่ ยังไม่ได้ตกลงกัน เขาตกลงเรื่องสถานที่ ของหลวงทั้งนั้น ไอ้นั่นก็ของทางหลวงทหาร ไอ้นี่ก็ของทางหลวงรถไฟ แล้วมันยังไง ใครจะไปกินรวบได้ อะไรยังไง คนที่เขียนข้อความพรรค์อย่างนี้ มันต้องมีความคิดว่า จะเขียนถึงใคร อะไร ยังไง สักแต่ว่าเขียนๆ เวลาผมว่าเข้าก็ทำฟึดฟัดโกรธเคือง ว่าไปว่าอีกแล้ว แต่ถ้าไม่ว่าก็เล่นกันตามใจชอบ

ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นคำร้องขอศาลปกครองกลาง คดีปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนกระทั่งศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว มติคณะรัฐมนตรีก็ยินดีปฏิบัติตามคำสั่ง และสั่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายฝ่ายบริหาร ช่วยให้คำแนะนำ อีกทั้งให้กระทรวงต่างประเทศระงับการแถลงการณ์ร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารออกไปก่อน ก็มีนักวิชาการออกมาแสดงความเห็นว่า ศาลปกครองใช้อำนาจเกินหน้าที่ เพราะการใช้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐบาลเสียรังวัดทั้งคู่ รวมทั้งประชาชนทั้งสองประเทศก็ยังสงสัย ทั้งที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากว่า 40 ปี และถือว่าสถาบันตุลาการใช้อำนาจกระทบต่อการทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

บ้านเมืองนี้แปลก ไปดึงบุคลากรในศาลลงมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี หรืออธิบดี ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และกระทบต่อการทำหน้าที่ศาล ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะไม่กลัว และตกเป็นจำเลยแล้วทั้ง 5 ศาล ต่อไปหากมีกลุ่มบุคคลใดไปยื่นฟ้องร้องต่อศาล อาจทำให้คำสั่งหรือมติ ครม. ที่ออกมา อาจต้องตกไป ซึ่งตรงนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงในการบริหาร และไม่ถือว่าทั้ง 3 สถาบันไม่มีระบบคานอำนาจซึ่งกันและกัน แต่เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงการบริหาร

ส่วนการที่พันธมิตรฯ ออกมาปลุกปั่น สร้างกระแสรักชาติ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง ทั้งที่ไม่ได้เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว โดยผมบอกเลยว่า ที่มาของปัญหาเพราะเกลียด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจะมาดึงนายสมัครเอาไปฆ่าแกงด้วย และผมเป็นนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เป็นนอมินีใคร แม้จะไม่เก่งเท่า เมื่อมาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็จัดตั้งคณะรัฐมนตรีแม้จะขี้เหร่ เพราะคนเก่งการเมืองก็โดนคำสั่งศาลไปนั่งตบยุงอยู่ที่มูลนิธิ 111 แต่บ้านเมืองในขณะนี้กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี

*ชวนจีนเที่ยวไทยช่วงโลว์ซีซั่น

การไปจีนมีเหตุนะครับ จริงๆ วันที่ไปถึง 30 มิถุนายน แต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันครบรอบ 33 ปี ของสัมพันธภาพระหว่างไทยกับจีน ผมได้ไปเจรจากับนายกรัฐมนตรีจีน เรื่องการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเราอยากจะให้คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้นในช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งทั้งโรงแรม อาหาร ก็ถูกยิ่งกว่าเก่า และในประเทศไทยเองการจัดสัมมนาก็อยากให้มาในช่วงนี้ เพราะขณะนี้มันแป้ก

ซึ่งผมยังได้พบกับประธานาธิบดีจีน โดยได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว และแสดงความยินดีกับการจัดงานโอลิมปิกที่ทำได้เรียบร้อยดี และสัมพันธไมตรี 33 ปี ที่มีต่อกันไม่เปลี่ยนแปลง ที่สำคัญประธานาธิบดีจีนท่านเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย ซึ่งทางจีนมีความยินดีที่จะถ่ายทอดเรื่องดินขับ ดินระเบิด ให้กับกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศด้วย

ส่วนที่เมืองกวางโจว ผมไปดูเรื่องผลไม้ไทย มังคุด ทุเรียน ซึ่งมังคุดหน้าตาบางทีก็ดี แต่ปอกแล้วสะดุด ส่วนทุเรียนคนจีนก็กินทุเรียนปลาร้า ที่ปอกแล้วใช้ได้แต่จืด ความหอมไม่เหลือ มันใช้ได้อย่างไร ผมเสียใจเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะในการปาฐกถา ผมได้คุยให้ทูตฟังว่า ในการส่งออกผลไม้ เราได้คัดที่เป็นสุดยอด แต่ทุเรียนที่ปอกข้างนอกดูเปลือกเหลือง แต่กรีดออกมาแล้วข้างในดิบ แสดงว่าทุเรียนจำบ่ม ส่งไปเสียหาย ผมเดินแทบจะเอาปี๊บคลุมหัว ไม่หอมไม่ว่า แต่นี่ไม่หวาน

นอกจากนี้ ผมก็ได้เดินทางไปบรูไน โดยทางบรูไนต้องการให้ไทยไปลงทุนร่วมกันด้านอาหารฮาลาล แล้วส่งขายคนทั่วโลก ซึ่งเราก็ยินดี เพราะจะทำให้คนไทยได้งานทำด้วย

*การคานอำนาจกันในระบอบประชาธิปไตยของไทย

จริงอยู่อำนาจเขาคานกัน ก็คืออำนาจทั้ง 3 อำนาจอธิปไตย ก็คือ อำนาจบริหาร ก็โดยรัฐบาล ต้องเริ่มต้นอย่างนี้ก่อนครับ ประเทศไทยจะต้องเริ่มต้นด้วยอำนาจนิติบัญญัติ คือ ไปเลือกตั้งเอาตัวแทนมา แล้วนิติบัญญัติจะแบ่งส่วนหนึ่งมาเป็นบริหาร เป็นอีกอำนาจหนึ่ง บริหารโดยคณะรัฐมนตรี นิติบัญญัติโดยสภา และที่มีอยู่ติดกับบ้านเมืองนี้ตลอดมาคือ อำนาจตุลาการ ที่เป็นอำนาจที่ 1 ใน 3 คานกันอยู่ แต่ว่าระบบของเราเป็นเรื่องของระบบราชการประจำนั้น คือศาล ได้ใช้มาจนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งไม่ใช่ความเสียหาย แล้วก็เป็นเรื่องดีด้วย คือว่าท่านอยู่เหมือนกับว่าถ่วงน้ำหนัก คือ ทั้งหมดเวลาเราเรียนหนังสือนี้ก็จะถ่วงกัน แต่ว่าในเวลาบัดนี้ นักวิชาการบอกว่า

ถ้าหากศาลปกครองใช้อำนาจกับรัฐบาลได้อย่างนี้ แล้วต่อไปอำนาจบริหารจะทำอย่างไร เพราะอำนาจบริหารติดต่อกับผู้คนทั้งหมด ที่เขาพูดว่ามาตรา 190 วรรคหนึ่ง ยังไม่ใส่ แต่วรรคสองเขียนไว้ครอบจักรวาล อะไรก็ไม่ได้เลย เพราะว่ามาตรา 190 วรรคสองอันนี้ถึงได้ทำให้พันธมิตรฯ 7 คนไปร้อง แล้วศาลก็สั่ง นักกฎหมายท่านก็ไม่ใช่รัฐบาล ท่านคงไม่มีคดีความอะไรติดตัวเหมือนผม ท่านก็แสดงความคิดเห็นเลย ซึ่งเป็นความคิดเห็นซึ่งน่าคิดครับ

การใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

เราอยู่กันมา มีระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 วันที่ 10 ธันวาคม ก็มีรัฐธรรมนูญ มีมาแล้ว 17 ฉบับ ฉบับปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18 เปลี่ยนแปลงได้ ฉีกทิ้งได้ ก็มีคนฉีกทิ้งมาแล้ว แก้ไขได้ รัฐธรรมนูญเป็นของที่คนเขียนขึ้น คนล้มล้างได้ คนทำอะไรได้ทั้งนั้นละครับ แล้วสุดท้ายนั้นก็มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ออกไป รัฐธรรมนูญปี 2540 เขาเกิดขึ้นมาเพราะความขัดแย้งทางการเมือง หลังจากการปฏิวัติโดยไม่มีเหตุผลเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 แล้ว ก็ได้มีความคิด เกี่ยงกันไปเกี่ยงกันมา ในที่สุดก็ให้รัฐบาลที่เป็นคนกลางเป็นนายกฯ ก็อยู่อีก 3 ปี จนปี 2544 จึงจะได้ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

รัฐธรรมนูญปี 2540 ใครต่อใครว่าดี แล้วทำไมถึงต้องฉีกทิ้ง รัฐธรรมนูญปี 2540 เขียนมาเพื่อต้องการให้มีรัฐบาลที่แข็งแรง ที่แล้วมารัฐบาล 6 เดือนล้ม ครึ่งปีล้ม 1 ปีไปไม่รอด เขาก็เขียนให้แข็งแรง แต่ก็เกิดมีรัฐบาลที่เขาเกิดมีสถานะแข็งแรงทางการเงิน ก็เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็อยู่มาได้ 4 ปีเต็มเลยครับ เลือกตั้งใหม่ 377 ต่อ 123 ตรงนี้ละครับคือตัวชนวน ได้ 126 หมดเรื่องครับ รัฐมนตรีจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เอานายกฯ ไม่ได้ แต่เอารัฐมนตรีได้ทั้งฝูง แต่เกิดได้ 123 จะอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องมี 125 นี่ละครับคือจุดยั่วกิเลส เอาก็ไม่ได้ นายกฯ เอาไม่ได้

รัฐมนตรียังเอาไม่ได้ นี่ละครับที่เกิดเหตุ ก็เลยกลายเป็นว่า ก็คิดว่าหัวหน้ารัฐบาลเก่าจะต้องอยู่กันตลอดไป เลยต้องให้มีความเปลี่ยนแปลง ก็ล่อกันไปสิครับ ล่อกันไปอย่างนั้นก็ตั้งข้อกล่าวหา คิดคลางแคลงใจว่านายกฯ คนที่แล้วมีพฤติการณ์ไม่จงรักภักดี ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง เข้าไปแทรกแซงองค์กรอิสระ เข้าไปรุกล้ำสื่อสารมวลชน ท่องได้เลยครับ 4 ข้อนี้ กล่าวหากันอย่างนี้ จนกระทั่งเสร็จแล้วก็สุกงอม ปฏิวัติ แต่วันจริงๆ ไม่งอม เขาบอกถ้าไม่ปฏิวัติรุ่งขึ้นจะต้องนองเลือด ไม่มีหรอกครับ แต่ปฏิวัติก็ปฏิวัติเอาเถิด ปฏิวัติแล้วก็ 1 ปี ตามสัญญา เสร็จก็ประมาณ 1 ปี 5 เดือน ก็กลับมาเลือกตั้งกันใหม่

รัฐธรรมนูญก็ยังเป็นอย่างนั้น แต่มันถูกฉีกทิ้ง แล้วถูกเขียนขึ้นมาใหม่ อะไรที่เกลียดแค้นชิงชังรัฐบาลเก่าก็เขียนใส่รัฐธรรมนูญหมด รัฐบาลทำอะไรกลายเป็นเลวหมด ม.190 ม.237 ม.309 ผมไม่พูดถึงเรื่องการเมือง แต่ ม.237 แต่ก่อนก็มีครับ แต่มีแค่แสดงว่าใครไปทำอะไร คนนั้นจะโดนใบแดง แต่วรรคสองบอกเลยว่า ถ้าเป็นกรรมการบริหารพัวะละก็ ไปทำอะไรไม่รู้ แต่ถ้าโดนพัวะลงไปทั้งพรรคโดนยุบ นี่มันของใหม่นะครับ ม.190 ข้อแม้ข้อแรกใครๆ ก็รับได้ แต่ข้อแม้ข้อสองมันเกินเหตุไหมครับ มันเกินเหตุขนาดที่เรียกว่า คน 9 คนไปยื่นก็เกิดเรื่องเลยครับ

รัฐบาลถูกมัดมือมัดเท้าเลยทันที อย่างนี้เลย ผมก็พูดกับท่านพี่น้องประชาชนได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าคิด เพราะว่าถ้าหากศาลปกครองดำเนินการอย่างนี้ เขาอยากให้คณะรัฐมนตรียื่นไปศาลปกครองสูงสุด คือกำลังหมายความว่า คณะรัฐบาลกลัวระบบอำนาจศาลเสียจนกระทั่ง แม้จะยื่นไปก็ยังไม่กล้า ในขณะเดียวกัน ทีพันธมิตรฯ เขาไม่กลัวเลยครับ เขายื่นอุทธรณ์ครับ เขาไม่ดำเนินการและยังไม่อุทธรณ์ด้วย แต่รัฐบาลทำท่า นักวิชาการจึงต้องออกมาไงครับว่า 1-2 โอเค แต่ 3 นี่มากเกินไป แปลว่ายังไม่ต้องทำอะไร แล้วให้รอศาลปกครองกลางก่อน ศาลปกครองสูงสุดก่อน เห็นไหม

ผมรับผิดชอบในสิ่งที่ผมพูด ทีวีออกมานั้น ตั้งวงด่า ทีวีถ่ายทอดตั้งวงด่า ด่าหยาบด่าคาย ด่าเลวด่าทราม คนทั้งประเทศฟังหมด เขาไปบอกพวกที่ติดนั่นละครับคุณทำผิด หาว่าสั่งปิด เขาเตือน คนที่เอาเร็วไปว่าคุณจะต้องถูกนั่น หาว่าสั่งปิด แล้วบัดนี้ว่าอย่างไร ออกโทรทัศน์ข้างเดียว ศาลท่านคุ้มครอง แล้วด่ารัฐบาล ด่าหยาบด่าคาย ด่าเสียด่าหาย ด่าหมดเลยครับ แต่ศาลปกครองคุ้มครอง แล้วนี่กำลังจะออกใหม่ เขาจะออกทีวีอีกช่องหนึ่ง แสดงความเห็นแล้วครับ ออกชื่อก็ได้

นายเทพไท เสนพงศ์ แสดงความเห็นเลยว่า จะกลายเป็นเรื่องตอบโต้กัน จะเป็นเรื่องทำให้เกิดบรรยากาศความเสียหาย จะกลับไปสู่ 2549 ด่าข้างเดียวนี่เขาบอกเขาจะแสดงความจริง เขาไม่ได้จะด่าเลยครับ จะแสดงข้อเท็จจริง คือด่าแล้วอีกข้างหนึ่งต้องฟังอีกข้างหนึ่ง จะออกโทรทัศน์ช่องนี้ ออกก็ออก ไม่ได้เรียกว่าสู้กัน เขาเป็นการจะหักล้างข้อมูลว่า คุณมานั่งด่าอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าคนทั่วประเทศได้รับข้อมูลจะได้รู้อะไรเป็นอะไร ออกมาว่า คือทางโน้นทำมาตลอด ทำมาเท่าไรไม่ว่าครับ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่า แต่พอทางนี้เขาจะทำขึ้นมาหักล้าง บอกว่าจะทำให้สถานการณ์เลวทราม ให้บ้านเมืองเลือดตกยางออก แปลว่าอย่างไรครับนี่

ต้องขออภัยท่านที่ส่งคำถามมา ผมไม่ได้มีโอกาสตอบ ผมต้องพูดเรื่องนี้ วันนี้ผมพูดอย่างนี้ ที่น่าสนใจคืออย่างนี้ครับ คุณสุภาพสตรีต้องนั่งแท็กซี่มา ต่อโทรศัพท์ไม่ได้ แล้วต้องการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ร้องเรียนครับ แต่ในนามคนภาคใต้คนหนึ่ง จริงๆ มากลุ่มหนึ่ง มาให้เลยครับ เอาจดหมายมาให้ มายืนยันว่ากรณีที่คน คือกำลังจะพูดเรื่องสำคัญหมดเวลา นิดๆ หน่อยๆ ต้องอธิบายความได้ เวลานี้เขาต่อต้าน นายสมัคร เฉลิม ต่อไปคณะรัฐมนตรีจะลง จะต่อต้านไม่เอา ผมบอกไม่ได้หรอกครับ เขาถามผม เขาถามผมว่า อย่างนี้จะทำอย่างไร

ผมบอกว่า ผมคิดดีกับพวกนั้น คือผมไม่เคยคิดเลยทางคนใต้จะขึ้นมากรุงเทพฯ ผมไม่เคยคิดต่อต้าน ไม่เคยคิดเลยครับ ผมคิดดีกับพวกนั้นครับ ถ้าพวกนั้นคิดจริงว่าคนทางนี้รัฐมนตรีลงไปจะต้องต่อต้าน ผมว่าคิดสู้ผมไม่ได้ ผมคิดดีกว่า แล้วคนปักษ์ใต้ขึ้นมากรุงเทพฯ ผมก็ยินดีต้อนรับ ไม่มีคิดต่อต้านเลย ส.ส.ปักษ์ใต้ขึ้นมาไม่คิดต่อต้านเลยครับ ไม่เคยคิดเลย คิดอะไรโง่ๆ พรรค์อย่างนั้นผมคิดไม่เป็น เวลาหมดครับ วันอาทิตย์หน้า 08.30 น. พบกันใหม่ วันนี้ลาก่อนครับ สวัสดีครับ


วันนี้ชี้ชะตา

วันนี้(8 ก.ค.) เป็นวันชี้ชะตาการเมืองไทย

เพราะเป็นวันที่ศาลฏีกาแผนกคดีเลือกตั้ง นัดอ่านคำพิพากษาคดีใบแดง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

วันนี้ การเมืองไทยได้เดินมาถึงจุดหักเลี้ยวครั้งสำคัญ

เพราะถ้าศาลฎีกา “เห็นชอบ” กับการแจกใบแดงของ กกต.

“ยงยุทธ” ต้องหลุดจากความเป็น ส.ส. อย่างเป็นทางการ

และพรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบพรรคสูญพันธุ์!!

รัฐธรรมนูญมาตรา 237 ระบุว่า หาก คณะกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งคนใดถูก กกต.แจกใบแดง

พรรคการเมืองนั้นต้องถูกยุบพรรคทั้งยวง

ถ้ามองในแง่ดี การยุบพรรคก็เป็นอนิจจัง

ดังคำพระสอนว่า “ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอ พองหนอ” นั่นแหละโยม

การยุบพรรคพลังประชาชนทำให้หัวหน้า พรรค “สมัคร สุนทรเวช” นายกรัฐมนตรี รวมทั้งรองนายกฯ 4 คน และรัฐมนตรีของพรรคอีก 17 คน ต้องพ้นตำแหน่งยกพวง

แถมโบนัสห้ามเล่นการเมืองอีก 5 ปี!!

ผลกระทบที่ตามมาอีกก็คือ ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่ไม่ได้เป็น กก.บริหารพรรคอีกเกือบ 200 คน ต้องแตกกระจัดกระจาย

เป็นวิบากกรรมซ้ำรอยเหมือนพรรคไทยรักไทยถูกยุบมาแล้วฉะนั้นแล

สรุปว่า ใบแดงของยงยุทธใบเดียวทำให้รัฐบาลล้มทั้งยืน

ใบแดงใบเดียวทำให้การเมืองพลิกผัน 180 องศา โดยไม่ต้องยุบสภาฯ

แต่ถึงศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาคดีใบแดงวันนี้ ก็ยังมีขั้นตอนก่อนจะยุบพรรคอย่างเป็นทางการ

เพราะ ประธาน กกต. “อภิชาต สุขัคคานนท์” ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องยื่นคำร้องผ่านอัยการสูงสุด ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนอีกที

เหมือนที่ประธาน กกต.ยื่นคำร้องให้ยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ ไปก่อนหน้าแล้วนั่นเอง

ความจริง พรรคพลังประชาชนรอดพ้นการเช็กบิลจากแผนบันได 4 ขั้นของ คมช.มาแล้วหลายครั้งหลายครา

โดยเฉพาะข้อหาพรรคพลังประชาชนเป็นนอมินีของพรรคไทยรักไทย ซึ่งกว่าจะหลุดกับดักมาได้ก็ต้องลุ้นกันน้ำลายเหนียวคอ

เพียงแต่ครั้งนี้...มีอนาคตของรัฐบาลเป็นเดิมพัน!!

คำพิพากษาศาลฎีกาจะออกมาอย่างไร... จึงมีความสำคัญต่ออนาคตการเมืองไทยโดยตรง!!

อนึ่ง พูดถึงคดีใบแดงพรรคพลังประชาชน ก็ต้องพูดถึงใบแดงล่าสุด ที่ กกต.แจกย้อนหลังให้ ส.ส.ร้อยเอ็ด นพดล พลซื่อ รองเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน

ทำให้พรรคเพื่อแผ่นดินกลายเป็นพรรคที่ 4 ที่อาจถูกยุบพรรคตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ

ถ้าหากพรรคเพื่อแผ่นดินถูกยุบพรรค รัฐมนตรีของพรรคทั้ง 3 คนจะต้องพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีและถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี ตามกติกา

เท่ากับ 6 พรรครัฐบาลจะเหลือแค่ 2 พรรค คือ พรรครวมใจไทยฯ และพรรค ประชาราช ที่ไม่ถูกรางวัลแจ็กพอตของ กกต.

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านพรรคเดียว แถมแคล้วคลาดใบแดงไปได้อย่างน่าอัศจรรย์

ถ้าหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบจริง ก็จะเป็นโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนขั้วเป็นรัฐบาล!!

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็จะส้มหล่นได้เป็นนายกฯคนใหม่ สมใจนึกบางลำพู

วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องรอฟังคำตัดสินศาลฎีกา ด้วยความเสียวซ่านสะดือแด

ก็นี่แหละการเมืองย่อมไม่มีอะไรแน่นอน

ถ้าขั้วนี้ยุบ อีกขั้วก็พอง เป็นของคู่กัน

ยุบหนอ พองหนอ ท่องเอาไว้แก้เซ็ง.

แม่ลูกจันทร์