WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 15, 2008

หยุด!ละเมิดพระราชอำนาจ

คอลัมน์: บทบรรณาธิการ

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 6 ระบุว่า ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า “คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

เป็นกฎหมายลูกของ รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คนไทยทั้งประเทศร่วมมือร่วมใจกันร่างขึ้นมา และ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 – ปัจจุบัน ไม่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ วันหยุดนักขัตฤกษ์

เป็นที่กังขาในสังคมไทยปัจจุบันนี้ ที่มีคนส่วนหนึ่งเห็นว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ที่มีกรรมการรวม 9 คน ประกอบไปด้วย นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ และกรรมการอีก 8 คน ได้แก่ นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย ศ.ภักดี โพธิศิริ ศ.เมธี กรองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล มีที่มาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ท้าทายจริยธรรม คุณธรรม สปิริต ในตำแหน่งที่จะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นหรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้เป็นผลิตผลของคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ตามประกาศ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 ที่คนไทยค่อนข้าง “คุ้นหู” กับวลีเด็ดในช่วงนั้น “โปรดฟังอีกครั้ง”

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนทั่วบ้านทั่วเมือง รับรู้ รับทราบ โดยทั่วไปว่า คปค. เป็นคนแต่งตั้ง ป.ป.ช. ซึ่ง เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542
แม้จะมีความพยายามอ้างจากนักวิชาการ ที่ออกมาบอกว่า “รัฐาธิปัตย์” แต่สามารถทำอะไรขัดกับกฎหมายบ้านเมืองได้ เพราะมีปืนเป็นอาวุธใช่หรือไม่

วันนี้อำนาจ “รัฐาธิปัตย์” มาจากประชาชน สมควรที่จะต้องตรวจสอบ ผลิตผลของคณะปฏิวัติ 2549 โจรปล้นประชาธิปไตย ว่ามีการกระทำที่เป็น ไปตามกฎหมายได้หรือไม่ หรือ กระทำการขัดตัวบทกฎหมายอย่างไร

ปัญหาอยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เขียน บทเฉพาะกาลคุ้มครอง เอาไว้แล้ว

แต่สิ่งที่ท้าทายกว่าในยุคปัจจุบันนี้คือ จริยธรรม คุณธรรม ซึ่งสูงส่งกว่ากฎหมาย

และที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ เรื่อง “พระราชอำนาจ”

แม้ รัฐธรรมนูญ 2550 ได้มีบทเฉพาะกาล เพื่อให้สิทธิกับคณะกรรมการ ให้อยู่จนครบวาระก็ตาม แต่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ กรรมการ ป.ป.ช. พ้นสภาพได้โดยการ “ลาออก” แล้วเปิดทางให้กรรมการท่านใหม่เข้าทำหน้าที่ตามเจตจำนงแห่งการตรากฎหมาย

แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับ “สปิริต” สำหรับจริยธรรม คุณธรรม และการสำนึกในเรื่องพระราชอำนาจของประธานและคณะกรรมการทั้ง 9 คน ว่าจะมีมากน้อยขนาดไหน


จาก...พันธมิตร ถึง...มิตรพันธุ์พาลบทเรียนจากการแกล้งโง่...จนโง่จริง?

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ยืนยันอย่างหนักแน่นจากปาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ประกาศสู้ยิบตา ปรับใหญ่ ครม. เอาคนดีมีความสามารถเข้ามา ยืนหยัดทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติต่อไป พร้อมถือหางเสือเพื่อให้เรือไปถึงฝั่งให้ได้ ท่ามกลาง “มรสุมทางการเมือง” ที่ถาโถมโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหวังโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ตาม

และยังบอกด้วยว่า...กำลังทำเรื่องสำคัญให้บ้านเมือง

เรื่องสำคัญที่จะพูดนี้ ต้องติดตามให้ได้ในวันอังคารที่ 15 กรกฎาคมนี้ โดยจะนั่งแถลงคู่กับ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ออกมาแจงว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาแล้ว ที่กำลังทำ และจะทำต่อไปนั้น ประชาชนจะได้อะไรอย่างไรบ้าง

อีกคนหนึ่งที่ยังยืนหยัดมั่นคงในการทำงาน คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากการเดินทางไปมอบนโยบายให้ผู้บริหารโรงเรียนในฝันที่ จ.ชลบุรี เป็นโครงการที่ได้รับความสนใจมาก เมื่อครั้งที่อดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร จับเรื่องนี้มาทำให้เป็นไปตามนโยบายพัฒนาการศึกษาให้สัมฤทธิผล และเข้าสู่ระบบสากล เป็นการสานต่อโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียน

เป็นการสร้างโอกาส สร้างความเท่าเทียมกันในการศึกษาเล่าเรียน

และก็เป็นไปตามคาด การไปทำงานครั้งนี้ มีลิ่วล้อเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรฯ มาประท้วงเหมือนกับที่อื่นๆ เมื่อมีรัฐมนตรีออกไปทำงานในพื้นที่

คำตอบที่ได้รับจากปากของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการคือ ไม่กลัว ไม่ย่อท้อ ไม่หวั่นไหวต่อการติฉินนินทา

เพราะความคิดของคนไม่เหมือนกัน หากมัวแต่งอมืองอเท้า กลัวนั่นกลัวนี่ โอกาสที่จะทำงานเพื่อเด็กและเยาวชนก็จะไม่ประสบความสำเร็จ

เป็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่สังคมต้องให้การสนับสนุน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ
ถ้าจะพูดให้ชัดคือ เป็นการจัดการศึกษา ที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนในท้องถิ่น ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งจะส่งผลถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

หลักการสำคัญของโรงเรียนในฝันคือ จัดการศึกษาได้คุณภาพมาตรฐาน ปฏิรูปการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น แข่งขันได้ในระดับสากล จัดบรรยากาศการเรียนรู้เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน และมีความเป็นประชาธิปไตย

เป็นตัวอย่างของการจัดการขั้นพื้นฐาน ในระดับอำเภอให้มีมาตรฐานเทียบเคียงกับโรงเรียนชั้นนำ เป็นที่ยอมรับศรัทธาของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน ที่เน้นการมีส่วนร่วม

มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริหารคุณภาพทั้งระบบ มีความคล่องตัวรวดเร็ว ทันสมัย มีผู้บริหาร บุคลากร
ทางการศึกษามืออาชีพและมีจำนวนเพียงพอ

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเรื่องดีที่ต้องรีบทำ

และมีสิ่งต้องทำควบคู่กันไปคือ การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา ในการปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษา ครูอาจารย์ต้องพอใจในผลตอบแทนที่ได้รับ เพื่อจูงใจให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาประกอบอาชีพนี้

สิ่งที่ได้รับคือ เด็กและเยาวชนไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ส่งผลให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคตต่อไป

มีโรงเรียนที่มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับเชื่อมั่นของสังคมไทย พร้อมทั้งมีมาตรฐานเท่าเทียมกันกระจายอยู่ทุกอำเภอทั่วประเทศ

เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้เป็นอย่างดี

การได้เล่าเรียนใกล้บ้าน สิ่งที่จะได้รับนอกจากความรู้และความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว ยังเป็นความอบอุ่นในครอบครัว เด็กพวกนี้สามารถช่วยเหลือครอบครัว มีส่วนร่วมกับท้องถิ่นในการพัฒนา การบริหารจัดการ ไม่ต้องมาหาที่เรียนในเมือง หรือมาแย่งที่เรียนในเมืองในจังหวัด โอกาสที่จะเสียผู้เสียคน จากสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัว ความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ ที่พร้อมจะชักจูงให้ออกนอกลู่นอกทาง

ในที่สุด ถ้าไม่สามารถเอาตัวรอดได้ ก็จะต้องเป็นปัญหาให้กับสังคม

นอกจากการแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติแล้ว อย่างที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ประกาศแล้ว รัฐบาลต้องให้คนในชาติรู้ทันการปลุกปั่นยุยง โดยมีสื่อต่างๆ รับลูกเผยแพร่ข้อมูลของ “ผู้ที่ไม่หวังดี” ต่อรัฐบาลและประเทศชาติ เผยแพร่ไปทุกพื้นที่

ทำอย่างไร ให้เด็ก เยาวชน และประชาชน สามารถพินิจพิเคราะห์ สามารถแยกแยะสิ่งที่แอบแฝงปลอมปนมากับ “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ได้รับ

ทำอย่างไร ที่จะกระตุ้นคนให้มีความคิดสร้างสรรค์ และมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยทุกระดับ
เป็นการเตรียมคนที่มีคุณภาพให้กับสังคมไทย

นี่จะเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ถึงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เป็นรอยยิ้มแห่งความเสมอภาคของคนทั้งแผ่นดิน เป็นความภูมิใจที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นความดีงามที่มั่นคงและยั่งยืน ให้กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ผ่านมา มีความพยายาม “ปั่นหัว” ให้คนในสังคม ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง คล้อยตามเห็นดีเห็นงามกับการกล่าวหาโจมตีให้ร้ายจากข้อมูลที่บิดเบือน แฝงเร้น จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ทำให้ “ปัญญา” ที่มีอยู่ต้องฝ่อลงไป กลายเป็น “จุดอันตราย” ของความคิด เห็นได้ชัดจากการปลุกปั่นอ้างความ “รักชาติ” ให้กลายเป็นการ “คลั่งชาติ” อย่างไม่ลืมหูลืมตา

บทเรียนจากการไม่ให้ความสำคัญ และขัดขวางการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้พันธมิตรฯ ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม อย่างน่าอดสูยิ่งนัก

เพราะลดตัวไปตอแยกับเด็ก จนถูกเด็กถอนหงอก ต้องกระเจิงกลับไปตั้งหลักที่สะพานมัฆวานรังสรรค์กันใหม่

ที่กล้าทำอย่างนี้ เพราะความเหลิงแท้ๆ เนื่องจากไม่มีใครอยากเอาไม้สั้นไปรันขี้ ทำผิดมาจนเคยตัว มองทุกอย่างเพียงด้านเดียว คือมองเข้าข้างตัวเองว่า สิ่งที่ได้ทำมานั้นเป็นความถูกต้อง ทั้งๆ ที่เป็นการ “เติมทุกข์” ให้กับประชาชน

ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของม็อบพันธมิตรฯ ซึ่งจะต้องมีคนรับผิดชอบ จากการเล่นการเมืองนอกระบบ

แทนที่จะสำนึก กลับไปสร้างปัญหากับผู้ใหญ่ที่กระทรวงศึกษาธิการอีกแล้ว บ้านเมืองจะวุ่นวายไม่เลิก

อย่างนี้ไม่เรียกว่า “แกล้งโง่ จนโง่จริงๆ” ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอะไร อย่าปล่อยให้ “สังคมคนโง่” แพร่เชื้อร้ายไปสู่ลูกหลานไทยเลย

อัฐศิริ




นายกฯเปิดแผนช่วยเหลือคนจน มีข่าวดีบ่ายวันนี้

ชาวรากหญ้าเตรียมเฮ! นายกรัฐมนตรีควง รมว.คลัง เปิดแถลงข่าวใหญ่ผ่านทีวีพูลถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพงบ่ายวันนี้ เน้นคนจนเป็นหลัก อาทิ “KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ” ดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี รวมทั้งโครงการปรับปรุงพื้นที่ใต้ทางด่วนให้พ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ขายของ

หลังจาก นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาระบุผ่านรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนครั้งใหญ่ โดยจะร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนเนื่องจากผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันแพงนั้น

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีจะแถลงมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ประชาชนในวันนี้ (15 ก.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยเน้นกลุ่มคนยากจนและผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ซึ่งจะเป็นมาตรการจากหลายกระทรวงที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

"มาตรการนี้เป็นมาตรการที่เสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อบรรเทาทุกข์ประชาชน ซึ่งผลจากเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้นและค่าครองชีพที่สูงขึ้น จำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ ออกมา ซึ่งเป็นความร่วมมือจากหลายกระทรวง"

นอกจากนี้ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดงาน "มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย" ระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคมนี้ ที่เมืองทองธานี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งพบปะกันระหว่างผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีแหล่งจำหน่ายสินค้า ขณะที่ประชาชนผู้บริโภคจะได้มีสถานที่ซื้อสินค้าราคาเหมาะสม โดยภายในงานจะมีการนำร้านค้า 30 บาททุกชิ้น หรือ ร้าน 30 บาทช็อป มาร่วมงาน

ทั้งนี้ หลังจากจัดงานเสร็จแล้ว ได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ เตรียมหารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ปรับปรุงพื้นที่ใต้ทางด่วน จัดตั้งร้าน 30 บาทช็อป เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีสถานที่จำหน่ายสินค้า และหากเอกชนรายใดต้องการสานต่อแนวคิดของรัฐบาลก็สามารถทำได้ โดยรัฐบาลจะคิดค่าเช่าพื้นที่ในราคาถูก ทั้งนี้เพื่อต้องการช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการรายย่อยและช่วยเหลือผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าราคาถูก

สำหรับมาตรการระยะยาวนั้น นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเร่งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์อย่างจริงจัง ตามแผนงานที่วางไว้ รวมทั้งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านการศึกษา ในปี 2552 ที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากจะเป็นการส่งสัญญาณไม่ให้เอกชนเกิดความลังเลที่จะลงทุน

ด้าน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้เตรียมออกผลิตภัณฑ์เงินฝากสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมงานมหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ โดยเป็นเงินฝากประจำ 3 เดือน ภายใต้ชื่อ “KTB เงินฝากสู้เงินเฟ้อ” ให้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี รับฝากตั้งแต่ 100,000 - 1 ล้านบาท และสินเชื่อกรุงไทยธนวัฏสู้เงินเฟ้อ คิดดอกเบี้ยในอัตรา MRR บวกร้อยละ 0.50 ต่อปี หรือเท่ากับร้อยละ 8.25 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น



ยื่นกมธ.สอบคุณสมบัติป.ป.ช. ภาคปชช.เงื้อรอยื่นถอดถอน

4 องค์กรภาคประชาชน ร้องกรรมาธิการองค์กรอิสระ ตรวจสอบคุณสมบัติ ป.ป.ช. ทั้งเรื่องที่มาที่ถูกตั้งโดยองค์กรเถื่อนอย่าง คมช. แถมยังไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการขัด รธน. ล่วงละเมิดพระราชอำนาจ ซ้ำยังทำผิดต่อหน้าที่ราชการด้วยการออกระเบียบ ป.ป.ช. ให้มีตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการ พร้อมกำหนดค่าตอบแทนทั้งที่ไม่มีอำนาจ ด้านประธาน กมธ.คาดพิจารณาไม่นาน นำเข้าหารือกันนัดแรกพุธนี้ หลังจากรู้ผลภาคประชาชนต้องเข้าชื่อ 2 หมื่นรายชื่อ ถอดถอนเอาเอง

เมื่อสายวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมาตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย คณะกรรมการสหภาพครูแห่งชาติ กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ และพันธมิตรสหภาพแรงงานไทย ได้ร่วมกันเข้ายื่นหนังสือต่อนายสุทิน คลังแสง ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อร้องขอให้ตรวจสอบ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรรมการ ป.ป.ช.อีก 8 คน ในข้อหากระทำที่จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย และมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติ ศักดิ์ศรีของการดำรงตำแหน่งอย่างร้ายแรง และกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่รักษาการ

ยื่นตรวจสอบ ป.ป.ช.ที่มาไม่ชอบ
นายเยี่ยมยอด ศรีมันตระ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ กล่าวว่า ป.ป.ช. ชุดนี้ถูกแต่งตั้งมาโดยมิชอบ มีการสืบทอดอำนาจมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อย่างชัดเจน จึงอยากให้มีการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่จะมาตรวจสอบผู้อื่น

โดยระบุว่า ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ และไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการล่วงละเมิดต่อพระราชอำนาจ เป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังได้ทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการด้วยการออกระเบียบ ป.ป.ช. ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 กำหนดให้มีตำแหน่งที่ปรึกษา เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการของประธานและกรรมการป.ป.ช.แต่ละคน และยังได้กำหนดค่าตอบแทนลักษณะเป็นเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษ เป็นรายเดือนถือเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ จงใจฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เคยวินิจฉัยไว้ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจออกระเบียบ

กระทำผิดตาม รธน.อย่างชัดเจน
ดังนั้นการกระทำของ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจึงเป็นการทำผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ขัดมาตรา 249 ของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 16 และมาตรา 17 ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ ตรวจสอบหากพบว่าเป็นจริง ขอให้ถอดถอนประธานและกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป

นอกจากนี้ยังยืนยันว่าที่มายื่นหนังสือในวันนี้เนื่องจากทางกลุ่มของตนมีการตรวจสอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 และไม่ได้เป็นการออกมารับลูกคำพูดของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด

พร้อมลงชื่อ2หมื่นถอดถอนได้ทันที
นายมงคล สมกระบวน กลุ่มพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย กล่าวว่า ตนและตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ ได้ไปยื่นหนังสือเพื่อต้องการให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. ในสองประเด็น คือ ป.ป.ช. มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสองคือ ประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่นอกเหนือกว่าที่กฎหมายได้กำหนดไว้ จนอาจทำให้เกิดการสูญเสียรายได้จากการเพิ่มเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่องค์กรย่อยของตน มองว่าทาง ป.ป.ช. ไม่น่าจะมีอำนาจในการกระทำเรื่องดังกล่าวได้

ซึ่งทางกลุ่มที่ได้ไปยื่นหนังสือในวันนี้ก็ได้ทราบจาก นายสุทิน คลังแสง ว่าในวันพุธนี้จะได้มีการพูดคุยกับทางคณะกรรมการท่านอื่นๆ เพื่อพิจารณาตามเอกสารที่ทางกลุ่มได้ยื่นไป หากทางคณะกรรมการลงความเห็นและมีการตรวจสอบว่าทาง ป.ป.ช. มีความผิดจริง ทางกลุ่มก็จะดำเนินการต่อไป เพื่อเข้ารายชื่อประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 20,000 รายชื่อเพื่อเข้าถอดถอน

นำเข้าหารือในกรรมาธิการวันพุธนี้
ด้านนายสุทิน กล่าวว่า จะบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้ เพื่อตรวจสอบถึงอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถถอดถอนได้หากเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญจริง แต่ยังสามารถจะนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้สังคมรับรู้ โดยการถอดถอนนั้นก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คือประชาชนต้องเข้าชื่อกันถอดถอน หรือว่าหาก ส.ส. เห็นว่าผิดก็อาจจะเข้าชื่อยื่นถอดถอนเองก็ได้

นายสุทิน กล่าวอีกว่า หลังจากที่ได้ดูเอกสารที่มีคนมายื่นร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ ป.ป.ช. นั้นตนมองว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ประเด็นที่หนึ่งคือ การแต่งตั้ง ป.ป.ช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือไม่ เรื่องนี้ดูไม่ยากถ้าหากศึกษาแล้วพบว่าไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ก็จะไปดูในข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญว่าระบุไว้อย่างไร การแต่งตั้งจะต้องผ่านการโปรดเกล้าฯ หรือไม่

ประเด็นที่สอง คือ มีการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือไม่ ซึ่งเราก็จะทำการตรวจสอบและศึกษาในส่วนของข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าได้มีการระบุรายละเอียดเรื่องดังกล่าวของการแต่งตั้งไว้หรือไม่

ประเด็นสุดท้ายน่าสนใจ และสำคัญมาก เพราะทาง ป.ป.ช. ไปออกระเบียบข้อกฎหมายเรื่องที่ปรึกษาเลขาฯ ส่วนตัว และได้มีการจ่ายเงินเดือน จะได้นำมาศึกษาดูว่าในข้อกฎหมายได้มีการระบุไว้หรือไม่ ซึ่งทำได้ไม่ยาก

ไม่หนักใจ-คาดใช้เวลาพิจารณาไม่มาก
นอกจากนี้นายสุทินยังกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่ตนได้รับเอกสารมาในวันพุธที่ 16 กรกฎาคมนี้ จะเข้าที่ประชุมกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ เพื่อศึกษา และถ้าทุกท่านมีความเห็นชอบว่าเรื่องที่ร้องเรียนมีมูลเหตุความจริง ก็จะบรรจุเป็นวาระเพื่อทำการพิจารณาตรวจสอบเพื่อนำมาขยายผลต่อไป

หลังจากบรรจุเป็นวาระการพิจารณาแล้ว ขั้นตอนต่อไปหากตรวจสอบว่ามีความผิดตามที่มีผู้มาร้องเรียนจริง ก็จะแจ้งไปข้อมูลไปที่ผู้ร้องเรียน และนำหลักฐานที่ตรวจสอบไปยื่นต่อประธานสภาฯ เพื่อขยายผลต่อไปว่าจะมี ส.ส. หรือ ส.ว. ท่านใดนำเรื่องดังกล่าวไปสู่ประเด็นเรื่องการถอดถอน ป.ป.ช. รวมถึงประชาชนที่มีสิทธิสามารถทำได้ คือการรวบรวมรายชื่อ 20,000 รายชื่อถอดถอน ป.ป.ช. เพื่อขยายผลไปสู่การยื่นเรื่องเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป

“ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เรื่องกระบวนการตรวจสอบ เพราะหากเราทำการตรวจสอบไปตามแหล่งต่างๆ ก็สามารถทำได้ ไม่น่าเป็นห่วงอะไร คาดว่าไม่น่าจะเกินการประชุม 2 นัด ก็น่าจะมีผลสรุปออกมาได้ ว่าทาง ป.ป.ช. มีความผิดตามที่ได้มีผู้ร้องเรียนหรือไม่” นายสุทินกล่าว



ยื่นถอดถอน28ส.ส.ปชป.ถือหุ้นคู่สัญญารัฐขัดรธน.

รองโฆษกพรรคพลังประชาชน ยื่นถอดถอน 28 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ 33 ส.ว.ต่อ กกต. ข้อหาถือหุ้นในบริษัทที่มีสัมปทานจากรัฐและบริษัทสื่อ ขัดต่อ รธน.50 อย่างชัดเจน ระบุมีเอกสารหลักฐานพร้อมอยู่ในการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 14 กรกฎาคม นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน และทีมที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน ได้เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อยื่นถอนถอน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ 28 คน และ ส.ว. 33 คน ในข้อหาเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 48 บัญญัติห้ามไว้ และเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือ บริษัทที่เข้าคู่สัญญาในลักษณะผูกขาดตัดตอน หรือในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 265 บัญญัติห้ามไว้ และต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า กฎหมายทั้ง 2 มาตรา มีเจตนาที่จะให้ ส.ส. และ ส.ว. ไม่ไปถือหุ้น ในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใดๆ ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐแม้แต่หุ้นเดียว ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ตนได้มาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลทั้งหมดเมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่ง

เมื่อถามว่า ที่มายื่นให้ตรวจสอบ เป็นการดิสเครดิตและโต้ตอบฝ่ายที่ทำการตรวจสอบแกนนำพรรคพลังประชาชนใช่หรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ไม่ใช่การดิสเครดิต เพราะคำนี้แปลว่าเรื่องนั้นต้องไม่จริง แต่เป็นความปรารถนา ที่อยากให้ทุกคนปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในเมื่อทุกคนเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีงาม

ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญระบุว่าการถือหุ้นเป็นความผิดต้องพ้นสมาชิกภาพ เขาทำผิดก็ต้องพ้นไป ซึ่งกรณีนี้เป็นกรณีเดียวกับที่มีการกล่าวหา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ ทั้งที่กรณีของนายชัย แตกต่างจากกรณีดังกล่าวมาก และนายชัยไม่มีความผิดด้วยซ้ำ

เมื่อถามต่อว่า ได้มีการตรวจสอบสมาชิกของพรรคพลังประชาชนหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า ของพรรคพลังประชาชน ผมยังไม่ตรวจสอบ ผมตรวจสอบแต่พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสื่ออยากจะไปตรวจสอบก็ให้ดำเนินการเอา ถ้าเห็นว่าผิด ก็ยื่นต่อ กกต.ได้

ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างว่าที่ถือหุ้นในบริษัท ทรู จำกัด จำนวน 5,000 หุ้น มูลค่า 50,000 บาท ว่า “ก็ต้องไปตรวจสอบดู เพราะผมซื้อหุ้นมาจากตลาดหลักทรัพย์ ราคาแค่ 50,000 บาทเอง หุ้นของผมเล็กนิดเดียว ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”



‘สดศรี’แฉยับ‘สุเมธ’ป้องปชป.มีมติแจกใบแดงไปแล้ว-ลือ 3 กกต.ฝ่ายพันธมิตร

“สดศรี” ออกโรงแฉแหลกคดี “ใบแดง” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “วิฑูรย์ นามบุตร” ระบุที่ประชุมมีมติเสียงส่วนใหญ่ให้ใบแดงไปแล้ว แต่ “สุเมธ” ดึงเรื่องขอไปพิจารณาต่อเอง อ้างสมควรต้องสอบเพิ่ม เหน็บไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็นอีกหรือเปล่าถึงได้ทำให้เกิดความล่าช้า ชี้หากพิจารณามาตรฐานเดียวกันรับรองได้ว่าไม่รอดแม้แต่พรรคเดียว ขณะที่ใน กกต. ข่าวลือกระฉ่อน มี 3 กกต. อยู่ข้างพันธมิตรฯ และประชาธิปัตย์ ด้านรองโฆษก พปช. ระบุถึงเวลาที่ กกต. จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นว่ามีความเป็นกลางจริงหรือไม่ และหากทำหน้าที่โดยมิชอบก็มีสิทธิ์โดนทั้งถอดถอนและความผิดอาญา

* ชี้ กกต.ไม่เป็นกลางมีสิทธิ์ติดคุก-ถูกถอดถอน
ในขณะที่หลายพรรคการเมืองต่างก็โดนแจกใบแดงและทำท่าว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงขั้นยุบพรรคกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติไทย มัชฌิมาธิปไตย เพื่อแผ่นดิน รวมถึงเป้าหมายสำคัญอย่างพรรคพลังประชาชน แต่ก็กลับปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเรื่องร้องเรียนรองหัวหน้าพรรค นายวิฑูรย์ นามบุตร พร้อมด้วยผู้สมัคร ที่ จ.อุบลราชธานี มีการจัดมหรสพ แจกตั๋วหนังและใช้เป็นเวทีปราศรัยหาเสียง ปรากฏเป็นหลักฐานวีซีดี มีเอกสารและพยานชัดแจ้ง เรื่องราวกลับเงียบหาย ส่อให้เห็นถึงการทำงานที่เลือกปฏิบัติ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจให้ความช่วยเหลือพรรคพวกหรือไม่ รวมไปถึงข้อกังวลสงสัยที่เชื่อมโยงไปถึงกลุ่มคน องค์กร และพรรคการเมืองบางพรรค ที่มีแนวทางร่วมกันในการจ้องล้มล้างรัฐบาลนั้น

“สดศรี”แฉมีมติแจกใบแดงไปแล้ว
กรณีดังกล่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า กรณีของนายวิฑูรย์ ได้มีการเสนอเข้ามาในที่ประชุม กกต. แล้วครั้งหนึ่ง จากตอนนั้นถือว่านานมาก และในที่ประชุมครั้งดังกล่าวก็ได้มีมติโดยส่วนใหญ่ให้ใบแดงแก่นายวิฑูรย์ แต่มีกรรมการท่านหนึ่งคือ นายสุเมธ อุปนิสากร ได้ขอนำเรื่องไปพิจารณาต่อเอง เนื่องจากเห็นว่าควรจะมีการสอบสวนเพิ่มเติม ดังนั้นจึงมีการยกเลิกการลงมติไป

หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการสอบสวนที่มีการสอบสวนเพิ่มเติม ทั้งหมดมีมติให้ใบแดงเช่นกัน แต่สุดท้าย กกต.กลางก็ตีเรื่องกลับไปให้ กกต.จ.อุบลราชธานีสอบสวนใหม่ ถึงตอนนี้เรื่องดังกล่าวผ่านพ้นไป 2-3 เดือนแล้ว กรณีดังกล่าวยังไม่มีการประชุมหารือกัน เพราะต้องรอให้เรื่องเข้ามาในวาระการประชุมก่อน ดังนั้น จึงยังไม่สามารถตอบคำถามได้มาก

อย่างไรก็ตามคดีนี้ต้องจับตาดูให้ดี กกต. จะทำอะไรก็ต้องระวัง และไม่ว่าตัดสินใจหรือมีวิธีการทำงานอย่างไร กกต. ต้องสามารถอธิบายให้ประชาชนฟังได้

ลือกระหึ่ม 3 กกต.อยู่ฝ่ายพันธมิตร
“ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมเรื่องเงียบไปนาน ไม่รู้ว่ามีมือที่มองไม่เห็นอีกหรือเปล่า เรื่องนี้ต้องมีการพูดให้ กกต. เร่งทำงานให้เสร็จสิ้นเร็วๆ ถ้า กกต. พิจารณาให้เท่าเทียมกันทุกพรรคจริง อาจไม่มีพรรคไหนเหลืออยู่เลย ก็ต้องเลือกตั้งกันใหม่”

ทั้งนี้ นางสดศรี ยังกล่าวว่า กกต. เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งใหม่เสมอ และหากมีการเลือกตั้งใหม่ กกต. ก็จะวางแผนกฎระเบียบใหม่เพื่อรองรับการทุจริตด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าขณะนี้ กกต. ทำงานได้ยากขึ้น พร้อมกับขอให้กลุ่มที่ทำให้เกิดความแตกแยกกันในประเทศ ยุติบทบาทตัวเองลงเพื่อบ้านเมืองจะได้ไม่วุ่นวาย

ขณะเดียวกันแหล่งข่าวใน กกต. ระบุด้วยว่าใน กกต.เอง ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์และพูดจาตั้งข้อสงสัยกันหนาหู ว่าในจำนวน กกต. ทั้ง 5 คนนั้น มี 3 คนที่เป็น กกต.สายพันธมิตรฯ และมีความเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์อย่างเหนียวแน่นจริงหรือไม่

ย้อน “วิฑูรย์” แก้ตัวฟังไม่ขึ้น
ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ ออกมายืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมกับท้าลาออกนั้น นายสมบัติ รัตโน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นผู้ร่วมร้องกรณีนายวิฑูรย์ กล่าวว่าต้องเข้าใจว่านายวิฑูรย์เป็นรองหัวหน้าพรรค ดังนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่แล้วที่จะออกมาพูดสร้างความเชื่อมั่นของตนเองและพรรค

ถึงไม่มีการพูดเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องมาไล่บี้ให้ทำอยู่ดี ซึ่งเรื่องดังกล่าวนายวิฑูรย์และพรรคก็ต้องรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าความจริงคืออะไร แล้วเมื่อผลออกมาว่านายวิฑูรย์ทำผิดจริง ผลก็คือได้รับใบแดง อย่างไรเสียก็ต้องออกจากการเป็น ส.ส. อยู่ดี เพราะฉะนั้นที่ออกมาพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือหรือหวือหวาอะไร เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจกันตามระเบียบอยู่แล้ว

ถึงอย่างไร นายสมบัติ ยังเชื่อมั่นว่า กกต. จะพิจารณาตามกระบวนการที่ถูกต้อง พร้อมกับขอให้มีการพิจารณาสอบสวนโดยเร็ว เพราะเท่าที่ผ่านมา กกต. มักจะทำงานสอบสวนคดีของพรรคประชาธิปัตย์ช้า ซึ่งเรื่องนายวิฑูรย์ได้มีการร้องไปตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา

กกต.ถึงเวลาต้องพิสูจน์ตัวเอง
ส่วน นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ในฐานะผู้ร่วมยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลางสอบสวนกรณีนายวิฑูรย์ ส่อทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการจัดมหรสพและแจกตั๋วภาพยนตร์ โดยให้หัวคะแนนไปแจกจ่ายให้ประชาชนในช่วงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งพรรคได้ติดตามความเคลื่อนไหวมาตลอด แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใด กกต.กลาง จึงยังไม่นำเข้าที่ประชุมพิจารณาเสียที

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า กรณีดังกล่าวนายวิฑูรย์ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งชัดเจน เข้าข่ายปราศรัยและจัดมหรสพ พร้อมแจกคูปองที่สามารถนำไปแลกตั๋วหนังได้ฟรี ซึ่งสิ่งที่พูดทั้งหมด มีทั้งพยานหลักฐาน พยานบุคคล รวมทั้งวีซีดีที่บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย ซึ่งทาง กกต.กลาง อย่าปฏิบัติตนให้ถูกกล่าวหาว่าทำอะไรอยู่ หรือเป็นการทำประโยชน์เพื่อให้พรรคการเมืองใดหรือไม่ ทั้งที่มีความผิดชัดเจน

เรื่องดังกล่าวจะว่าไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากกรณีที่ จ.เพชรบูรณ์ ที่มีการแจกเงิน 1.3 ล้านบาท ถูกจับได้คาหนังคาเขาแต่สุดท้ายได้แค่ใบเหลือง เพราะฉะนั้น กกต.ควรพิสูจน์ว่าที่เป็นองค์กรอิสระนั้นทำงานโดยอิสระจริงๆ

"ผมมองว่า หากเรื่องนี้ไม่แดงแล้ว ทั้งที่พยานหลักฐานชัดเจน ผมก็จะดูว่า กกต.มีพฤติการณ์ใดที่กระทำไปโดยชอบหรือไม่ หากไม่ชอบอาจใช้ช่องทางกฎหมายดำเนินการทางอาญาต่อไป และมีสิทธิ์ถูกยื่นถอดถอนได้"

อีกทั้ง ยังกล่าวถึง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หลังจากมีการกล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครแสดงความมั่นใจว่ากรณีดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบพรรคแน่นอนนั้น นายศุภชัย ยืนยันว่านายสมัครมองในมุมมองที่เป็นนักกฎหมายเหมือนกัน

กกต.อ้างข้อมูลไม่ครบรอสอบเพิ่ม
ด้าน นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวตอบโต้กรณีที่นายสมัคร ระบุว่า กกต. เตรียมให้ใบแดงนายวิฑูรย์ โดยยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้รั่วไหลจาก กกต.อย่างแน่นอน เพราะการพิจารณาสำนวนของ กกต.ต้องเป็นความลับ ซึ่งไม่ทราบว่านายกรัฐมนตรี รับทราบข้อมูลมาจากที่ใด และจะไม่ทำให้ กกต.รู้สึกกดดันในการทำงาน เพราะ กกต.ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนวนของนายวิฑูรย์ ยังอยู่ที่ กกต.อุบลราชธานี ไม่มีการส่งถึง กกต.กลางแต่อย่างใด และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการต่อรองยุบพรรคอย่างแน่นอน

ด้าน นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า กกต.เคยพิจารณาแล้ว แต่เห็นว่าข้อมูลไม่ครบถ้วน จึงมอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวน ไปสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ขณะนี้อยู่ในชั้นของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ซึ่งสำนวนยังไม่ถึง กกต. ทั้งนี้ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเหมือนกับคดีอื่นๆ โดยยึดพยานหลักฐานและข้อกฎหมายเป็นหลัก ไม่ได้ดูว่าเป็นพรรค หรือ บุคคลใด ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดเช่นนั้น เป็นการพูดในเชิงโยนหินถามทางมากกว่า ไม่ได้กดดันการทำงานของ กกต.

ส่วนที่นายสมัคร ระบุว่า มาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดปัญหาทางการเมืองในขณะนี้ นายประพันธ์ กล่าวว่า มาตรา 237 เขียนให้ชัดเจนขึ้น หากมีการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พรรคจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย ซึ่งการยุบพรรคไม่ใช่จะยุบได้ทุกเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบว่าพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากจะมีการแก้ไขมาตราดังกล่าวก็เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจ กกต. พร้อมปฏิบัติตาม



ได้เวลา ยกเครื่อง

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

ไม่ต้องเดาต้องลุ้น เพราะคราวนี้ออกมาจากปากนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ด้วยตัวเอง…

ที่ว่าจะปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่ทั้งชุด

ปรับใหญ่ ปรับใหม่ และปรับให้แข็งแรงแน่นปึ้กกว่าเดิม

เพราะชุดเก่าที่เคยถูกตั้งชื่อให้ว่า “ขี้เหร่” บัดนี้ก็เว้าแหว่งจนเกินกว่าขี้เหร่ไปแล้วหลายขุม

แถมยังตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้นที่โดนพิษการเมืองทำให้เด้ง ตั้งแต่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายนพดล ปัทมะ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายไชยา สะสมทรัพย์…

ที่เหลืออยู่ตอนนี้ จึงได้มีลุ้นจนเหงื่อตก

ทั้งรัฐมนตรีไม่มีผลงาน รัฐมนตรีที่ทำผลงานไม่เข้าตา รัฐมนตรีสายล่อฟ้า…

หรือรัฐมนตรีที่บางคนลืมไปแล้วว่ามี

ก็ไม่รู้ว่าหวยงวดนี้จะออกที่เบอร์ไหน

รู้แต่นายกฯ ทำสัญญาหัวใจกับประชาชนไว้แล้วว่า ปรับเพื่อคุณภาพล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับโควตามุ้งไหนทั้งสิ้น

พอกันทีกับหน้าตารัฐมนตรีขี้เหร่แบบ “คนกันเอง” (ของใครก็ไม่รู้)

หน้าเก่าลุ้นไปปลงไป โผหน้าใหม่ ก็กำลังรอขึ้นทำเนียบ

เทียบเชิญมือกระบี่ยอดฝีมือ ถูกส่งไปทาบทามบ้างแล้ว แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนาม เพราะยังไม่รู้ว่าใครบ้างจะยอม “เหนื่อยเพื่อชาติ”

ก็อย่างที่นายกฯ ว่าไว้นั่นแหละ เมื่อก่อนตำแหน่งรัฐมนตรีมากด้วยเกียรติ ศักดิ์ และศรี...

แต่ ณ วันนี้ เป็นรัฐมนตรีก็เหมือนเอาเป้าลูกดอกมาแขวนอยู่ตรงอกตัวเอง

ขาอีกข้างอยู่ในตะรางไปครึ่ง

เมื่อก่อนต้องรอให้ทุจริต คอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง จึงถือเป็นความผิด

แต่รัฐมนตรีของ พ.ศ. นี้ จามดังๆ ก็ระวังจะถูกตีความให้พ้นตำแหน่ง!

คนเก่งและดีหลายคนจึงต้องใช้เวลาคิดหน้าคิดหลังให้มากหน่อย

ยิ่งมีกฎหมาย 7 ชั่วโคตร ยิ่งต้องตีลังกาทบทวนแปดตลบ

สมกับเป็นกฎหมายสมัยเผด็จการ ที่รังเกียจระบบรัฐสภาและสาปส่งระบบเลือกตั้ง ทุกอย่างของวันนี้ จึงได้ติดขัดสมใจเผด็จการไปเสียหมด

ภารกิจใหญ่นอกจากปรับคณะรัฐมนตรี จึงไม่พ้น “แก้” รัฐธรรมนูญ “ฉบับหน้าแหลมฟันดำ”

ทุกข์ ต้องดับเหตุแห่งทุกข์

ด่วนจี๋ที่สุดทันทีที่เปิดสภา

ไม่นำพาว่า เสียงต่อต้านจะระงมมาจากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์

แถมนายกฯ ยังย้อนกลับ พวกไม่อยากให้แก้…ระวังเจอกับตัวแล้วจะรู้สึก

พูดได้…เพราะตอนนี้ วิฑูรย์ นามบุตร กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ก็โดน กกต.อุบลราชธานี ให้ใบแดงมาโร่

ถ้า กกต. กลาง ที่ประกอบไปด้วย 5 คนนั้น พยักหน้าด้วย…ก็เป็นอันได้ลุ้นยุบพรรคอีกหนึ่ง

ครบทั้งพรรคใหญ่ พรรคกลาง กอดคอลงเหวด้วยกัน มัน (ส์) พ่ะย่ะค่ะ

ที่นายกฯ ต้องการบอกประชาธิปัตย์ จึงคืออย่ามัวแต่เล่นการเมืองจนลืมว่าตัวเองก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน

รอดสันดอนวิบากกรรมยุบพรรคมาได้หนหนึ่ง ก็อย่าได้ชะล่าใจ

เพราะประชาชนเขาหูตาสว่างกันจากครั้งนั้นแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

ความ “โคตรเป็นกลาง” ใบเหลือง ใบแดงที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ รอดไปราวปาฏิหาริย์ ก็ยังสลักลึกในความทรงจำอยู่

อย่าหวังว่า ผู้มากอำนาจจะอุ้มชูได้ตลอดไป ยิ่งจะฝากความหวังไว้กับ กกต.กลาง คนก็ยิ่งเขม่นมองอยู่

ถ้ายอมรับในสัจธรรมความไม่แน่นอน ก็จงยอมรับให้ได้ด้วยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลครั้งนี้…“พรรคการเมือง” จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้า

เพราะที่ผลักคนอื่นให้เหยียบโดนกับดักอยู่ตลอดเวลานั้น…จะแน่ใจได้อย่างไรว่า วันหนึ่งจะไม่โดนเข้ากับตัวเอง


เดินหน้าแก้ รธน.50 ปลดพันธนาการรัฐบาล


คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

นับตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 โดย พรรคพลังประชาชนได้คะแนนเสียงท่วมท้นจากมหาประชาชนชาวไทย สร้างความตกตะลึงให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สู้อุตส่าห์สร้างบันได ให้พวกตัวได้เดินโฉบฉายไปมาอย่างสบายอารมณ์

ทุกสิ่งอย่างที่คณะปฏิวัติได้สรรค์สร้างร่างไว้ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ และกฎหมาย เพื่อให้เกมการเมืองเป็นไปตามหมากที่วางไว้บนกระดานต้องล้มครืน เพราะพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะ “รัฐธรรมนูญฉบับ 2550” หรือ “ฉบับกับดัก” กลับกลายเป็น “คนทำไม่ได้ใช้...คนใช้ไม่ได้ทำ” ซึ่งหมายความรวมถึงประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ที่มาตามสายธารของกฎหมายด้วย

รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ถึงที่มาและปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับขวานทองไทย อันเนื่องมาจากกระบวนการบริหารชาติบ้านเมือง ในการควบคุมหางเสือของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องมีอันชะงักงัน สะดุดตออย่างไม่ได้ตั้งใจหลายร้อยหน และผู้ที่ได้รับแรงกระแทกเหล่านั้นรุนแรงที่สุดคือ

“ประชาชน”

กระแสวิพากษ์ออกมาตั้งแต่มีการประกาศให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งในรูปแบบประชาธิปไตย อารยประเทศหวนกลับมาขานรับชาติไทยอีกครั้ง ก็มีหลายกระแสเร่งเร้าให้รัฐบาลทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนักธุรกิจ นักวิชาการ นักกฎหมาย องค์กรภาคประชาชน หรือแม้แต่บรรดา ส.ส. ฝ่ายค้าน–รัฐบาล และ ส.ว.
ย้อนภาพกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการจัดสัมมนาของกลุ่มนักธุรกิจรายย่อย “ข้อเสนอทางการเมืองของผู้ประกอบการรายย่อย 8 ธุรกิจหลัก”

นำโดย นายกิติชัย ศรีจำเริญ ประธานบริหาร บริษัท ฮัลโล บางกอก ไตรวิชั่น จำกัด ได้ทำการรวมตัวกันขึ้นเวที เพราะสุดอดกลั้นจากผลกระทบที่ได้รับจากปัญหาที่หมักหมมมานาน ที่อาจจะกลายเป็นเชื้อราฆ่าธุรกิจ อันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ โดยนักธุกิจเหล่านี้มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เขียนขึ้นมาเพื่อเช็กบิลผู้บริหารคนเก่า ปิดโอกาสคนอื่นที่จะเข้ามาบริหารประเทศ เป็นเรื่องของการชิงอำนาจ โดยไม่สนใจปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ

หลังการเกิดปฏิวัติขึ้นเมื่อปี 2549 ทำให้ขาดผู้จัดการประเทศ ทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง การลงทุนกับนักธุรกิจต่างชาติ เป็นไปด้วยอาการตะขิดตะขวงใจ เรียกง่ายๆ ว่า “ธุรกิจดิ่งลงเหวแบบสุดโต่ง” ตรงกันข้ามกับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ “ธุรกิจโตสุดโต่ง”

โดยทางออกที่กลุ่มนักธุรกิจทำการเสนอ คือ รัฐบาลควรรีบเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะจะส่งผลให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพ และจะเกิดความพะว้าพะวังในการบริหาร และนำรัฐธรรมนูญ 2540 หรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมาใช้ใหม่อีกครั้ง เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ถูกแก้ไขและนำมายัดเยียดให้ประชาชนรับอย่างไม่เต็มใจ เป็นการเรียกร้องให้รัฐบาล ปลดล็อกทางพันธนาการ เพื่อให้การบริหารงานลื่นไหลได้อย่างคล่องตัว ประชาชนได้รับประโยชน์จากรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่

นอกจากนี้มุมมองของนักธุรกิจรายย่อย กับกลุ่มที่ลุกฮือต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คือกลุ่มคนที่ไม่เคยทำประโยชน์ ให้คนในประเทศที่มีธุรกิจรายย่อยจำนวนมาก และคนเหล่านี้ควรที่จะเรียนเรื่องการบริหารจัดการ และควรลดความคิด และหยุดปล่อยข่าวเพื่อกระทบต่อความเชื่อมั่น และหยุดดึงฟ้าต่ำในการนำสถาบันเบื้องสูงมาแอบอ้าง
จากเดือนนั้น จนกระทั่งเดือนนี้ มีรัฐมนตรีลาออก คือ นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

อันเนื่องมาจากแรงบีบ แรงกดดันของฝ่ายค้าน และ ส.ว. ลากตั้ง ที่ผสานกำลังขับไล่ โดยนำ “ชาตินิยม” เข้ามามีส่วนในการปั้นน้ำเป็นตัว กรณีหมิ่นเบื้องสูง และกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่รัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยทำมาก็ไม่เห็นมีปัญหา ยกเว้นรัฐบาลนายสมัคร นอกจากนี้คดีความของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ถูกศาลฎีกาตัดสินให้มีความผิดฐานทุจริตการเลือกตั้ง เท่านั้นยังไม่สาแกใจ เพราะยังคงมีการเดินหน้าถอดถอน รัฐมนตรีทั้งคณะอีกกระทง
อะไรกันประเทศไทย!!!

รัฐบาลได้ใช้ยุทธศาสตร์ถอยทุกก้าว แม้ก่อนนี้รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเตรียมผลักดันเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ ก็ชะงักงันไปตามระเบียบ เพราะแรงขับหลายด้านจาการเมืองข้างถนน จากมวลชนพันธมาร เมื่อถึงห้วงเวลาขณะนี้ที่นายสมัคร เริ่มตื่นเพื่อประชาชนอีกครั้ง ประกาศกร้าวว่ารัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามความชอบธรรม เป็นสัญญาณอันสำคัญจากผู้คุมรัฐนาวา เพื่อเตรียมสลัดโซ่ตรวนที่ทำให้นักการเมือง มีสถานภาพยิ่งกว่าโจร

นักวิชาการ นักกฎหมาย และองค์กรภาคประชาชน ต่างให้การขานรับสนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง โดยเปิดไฟเขียวให้รัฐบาล เร่งผลักดันการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติที่กำลังจะเปิดประชุมในเดือนสิงหาคมนี้ โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติที่จะถึงนี้ ควรที่จะมีการดำเนินการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เข้าสู่ที่ประชุมสภา โดยให้เป็นไปตามความรับผิดชอบจากผู้ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว

เพราะเมื่อมองในแง่ของเนื้อหาสาระแล้ว ในขณะนี้การทำงานของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง และไม่เป็นไปตามความคาดหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้บริหารประเทศด้วยข้อจำกัด ทำให้เกิดความยุ่งยาก อย่างไรก็ตามตนยังไม่เห็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพราะต่างคนต่างความคิด และแนวทางก็มีร้อยแปด แต่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องที่สมควรจะทำอย่างยิ่ง

ส่วนเหตุผลที่ว่า “ต้นเหตุของปัญหาคือรัฐธรรมนูญ” อ.วสันต์ ลิมป์เฉลิม อาจารย์คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และ สมาชิกนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสันติวิธี ให้ความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลควรเดินหน้านำเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติโดยเร็ว ดังจะเห็นว่าผลพวงจากกฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างเช่น มาตรา 237 ส่งผลกระทบและปัญหาต่อรัฐบาลอย่างชัดเจน เพราะขณะนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ยังมองไม่เห็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เมื่อต้นเหตุคือรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเริ่มต้นสางปัญหาตรงจุดนั้น หรือจะรอให้ทุกอย่างเละเทะไปเสียก่อนจึงจะมีการแก้ไขหรืออย่างไรกัน

ฟาก ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) เสนอว่า ต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ คือต้องเร่งผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว เพื่อคัดค้านการเกิดรัฐประหารโดยคณะตุลาการภิวัตน์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนแต่ละกลุ่มในแต่ละจังหวัดได้มีการเตรียมตัวเพื่อจัดตั้งมวลชน เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่สถานการณ์ในปัจจุบันก็เป็นห่วงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ห่วงว่าถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ หรือหากเกิดการรัฐประหาร จะรับมืออย่างไร จะปกป้องประชาธิปไตยไว้อย่างไร

ท้ายสุดแล้วประธาน คปพร. เชื่อว่าการผลักดันและเดินหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือทาง คปพร. ก็อาจจะได้รับการขัดขวางจากคนบางกลุ่ม เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้คงไม่มีกลุ่มใดที่อยากจะได้รับความพ่ายแพ้ แต่รัฐบาลคงสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นอกจากนี้ความคิดเห็นของนักกฎหมายอย่าง นายนรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ระบุชัดเจนถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ทางสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ทำการเตือนมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้เป็นเวลา 3 เดือนแล้วว่า รัฐบาลควรเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 โดยเร่งด่วน เพราะถ้าไม่เร่งแก้ไขจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา ทั้งด้านการบริหาร และด้านเศรษฐกิจของประเทศชาติจะเสียหายหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 237 และการได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ซึ่งในขณะนี้เห็นได้ชัดแล้วว่า อำนาจของ ส.ว. 74 คน สามารถจัดการทุกอย่าง “ล้นฟ้า”

ขณะที่เสียงของรัฐบาลยังคงยืนยันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้กระทำเพื่อตนเอง แต่เพื่อ อนาคต โดย นายนิสิต สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการทำประชามติ แก้ต่างว่าหลายคนยังคงเข้าใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการปกป้องตนเอง เพื่อไม่ให้มีการยุบพรรค จึงขอเรียนว่าการเดินหน้าในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของการแก้ไขเพื่ออนาคต ที่ประเทศจะสามารถบริหารงานได้

จะด้วยเหตุผลประการใดก็แล้วแต่ ณ บัดนี้ ปัญหาได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ประชาชนต้องแบกรับภาระในสภาวะเศรษฐกิจที่สุดจะฝืดเคือง ที่เกิดจากปัญหาการ “แย่งชิงอำนาจ” ของนักการเมือง และของกลุ่มอำมาตย์ที่ต้องการให้วงจร หรือวัฏจักรการโกงกินบนหลังประชาชน ยังดำรงอยู่

ณ วันนี้ ไม่เหลือที่ให้รัฐบาลถอยอีก เมื่อหลังติดฝา หมดหนทางที่จะ “ปลดชนวนอุบาทว์” หนทางเดียวของนักรบผู้กล้า คือ “สู้...สู้จนสุดใจ” การมีอำนาจ แต่ไม่ได้ลงมือทำ ก็คือ “ผู้ไร้อำนาจ” เท่านั้นเอง


ถอดรหัสแก๊งข้างถนน!

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

หลายต่อหลายคนแสดงทรรศนะต่อการเคลื่อนไหวของแก๊งข้างถนนไว้อย่างน่าสนใจ เพราะปรากฏการณ์ "ยามเผาแผ่นดิน” นี้ บรรดาหัวหน้าแก๊งมีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวอย่างไร เอาสตางค์มาจากที่ไหน?

คอลัมน์...ซุบซิบไทยอินไซเดอร์ โดย...ไต่กอ ได้เขียนเรื่อง "เกมข้างถนนกับตัณหา รักชาติแบบมีค่าตัว! พวกบริจาค 'ระวังให้ดี' วันไหนผิดใจโดนด่า” ลงในเว็บไซต์ thaiinsider เป็นเรื่องซุบซิบ เกี่ยวกับ "แก๊งข้างถนน” ที่ไต่กอตั้งข้อสังเกต และกังขาถึงเป้าหมายของแก๊งข้างถนนว่ามีเงื่อนงำ และเป็นที่อโคจรของคน 2 กลุ่มคือ 1.ซ้ายตกขอบ กับ 2.พวกละโมบ โลภมาก หิวเงินจนตัวสั่น ดังข้อความของไต่กอต่อไปนี้

“...มันก็ไม่ต่างไปจากอันธพาลข้างถนน...หวังครองเมืองแบบมีเงื่อนงำ!!!

โดยเฉพาะกับกรณีที่ “ราษฎรข้างถนนผู้ยิ่งใหญ่” ดาหน้ากันออกมาเสนอแนวคิด “การเมืองใหม่” แบบมีเลศนัย เพื่อหวัง BY PASS นำไปสู่ “อะไรบางอย่าง” ในวันข้างหน้า

ที่จะให้มีการเลือกตั้งแค่ 30% อีก 70% ต้องคัดสรรมาจากผู้คนหลากหลายอาชีพ!!! เพื่อจัดตั้งเป็น “สภาประชาชน” หรือ “สภาแห่งชาติ” ตามแต่จะเรียกขาน

ซึ่งเป็นแนวคิดที่ “อันตรายยิ่ง” (แต่พูดไม่ได้ในที่สาธารณะ...แต่ไต่กอขอประกาศศึกเลยว่า...คนที่นี่ไม่มีทางยอมในสิ่งที่คิดชั่วร้ายแบบนี้แน่ๆ)

แว่วมาจากบิ๊กสีกากี...เห็นว่าเมื่อได้ยินได้ฟังแนวคิดสัปดนนี้ ก็กางตำราเรื่องความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร มาตรา 116 กำหนดไว้ว่า

ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี

เพื่อเอาผิดกับ “คนพูด” ที่ “ไม่เข้าท่า” และมี “เลศนัย” หรือ “เจตนา” บางอย่างที่ไม่ดี

เพราะเราจะเห็นว่า พอมีการเสนอไอเดีย “อันตราย” นี้มา...ก็มีการส่งไม้ต่อ...รับลูกกันเป็นทอดๆ ก็ทำให้เห็นถึง “อาการน่าเป็นห่วง” อย่างยิ่ง!!!

ที่หากใครอ่านเกมนี้ไม่ออก หรือดักดานหลงคารมกับพวก “เหม็นขี้ฟัน”...ระวังเถอะวันหนึ่งจะรู้สึก!!! โดยเฉพาะเวลานี้...มีการวางขายเพลงประจำพรรคคอมมิวนิสต์ในการชุมนุมกันบ้างแล้ว ลองมองอย่างลึกซึ้ง...คนรอบกายของพวก Gang Street 5+1 มีพื้นฐานมาจากแหล่งใด!!!

ส่วนใหญ่ก็คือพวกที่เคยบอบช้ำ-เจ็บช้ำ...ที่ต้องหนีเข้าไปอยู่ในป่าในยุคคอมมิวนิสต์ครองเมือง หลายคนเคยไปเรียนการเมืองกับ “พลพต”...ที่มีแนวคิดอันตราย!!!

และพวกนี้มีความอดทน...รอคอยที่จะ “สานฝัน” ของตัวเองให้เป็นจริงให้ได้

ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า “ฝัน” ที่ว่านั้นคืออะไร???

เพราะบทเรียนในอดีต...ซ้ายหลงยุคกลุ่มนี้ รู้ดีว่า พวกพ้องตัวเอง “แพ้” เพราะ “ปืน” เหตุเพราะไร้ซึ่งอำนาจรัฐ

เมื่อออกจากป่ามา...เลยวางแนวคิด-วางรากฐานกันใหม่...ด้วยยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน-รวมกันตี” ทำอย่างไรก็ได้เพื่อทำลายโครงสร้างอันสำคัญของ “ปืน-ทุน-เจ้า”

จะเห็นได้ว่า...สิ่งที่ “บุรุษหวานเจี๊ยบ” สะกิดเรื่อง “ล้มปืน-ล้มทุน-ล้มเจ้า” นั่นคือสิ่งที่จริงแท้แน่นอน!!!

ลองมองและพินิจพิจารณาดูให้ดีๆ เวลานี้จะพบว่า พวกซ้ายเข้าป่าในอดีตมีการแทรกซึมเข้าไปในทุกหย่อมหญ้า-ทุกภาคส่วน!!!

ภาพขณะนี้ที่ปรากฏว่า ฝ่ายหนึ่งออกมาทะลวงไส้อีกฝ่ายหนึ่ง...แต่ลองมองย้อนไปดูแบบลึกๆ สิ

“ตัวละคร” ที่ออกมาฟาดฟันใส่กัน...ก็คือพวกที่เคยเข้าป่าในอดีต และเป็นเพื่อนที่เคยลำบาก “เกือบจะตาย” มาด้วยกัน

ที่สำคัญ...มีบทเรียนอันชอกช้ำในอดีตที่ฝังใจมาจนทุกวันนี้!!!

การรบราฆ่าฟันกันทั้งความคิดและการแสดงออกในเวลานี้ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็น “ผู้ชนะ” สุดท้ายก็คือความ “พ่ายแพ้”

เพราะคนที่ชนะตัวจริง-เสียงจริง-ชัดเจน...ก็คือ “พวกฝ่ายซ้าย” นั่นเอง

................เพียงแต่ “เขาเหล่านี้” มีความอดทนในเรื่องการ “รอคอย” ว่า “วันนั้น” จะมาถึง “เมื่อไร” ต่างหาก และทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ได้ “มวลชน” มาเป็นแบ็กหนุนหลัง”

สำหรับประเภทหิวเงินจนตัวสั่นไต่กอบอกว่ามีอาการดังนี้

“ส่วนที่ไม่ต้อง “รอคอย” เลยก็คือ...คนหิวเงิน-คนบ้ากาม...ที่อาศัยช่องโหว่นี้ทำมาหารับประทาน...เพื่อตัวเองและลูกน้อง

ก็จะใครซะอีก...ถ้าไม่ใช่ “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” ที่คิดเพียงว่า “ตัวกูถูกคนเดียว-คนอื่นผิดหมด” พร้อมประกาศ “ศักดา” ขอ “กู้ชาติแต่กระเป๋าตุง”

จะเห็นว่า...เที่ยวนี้ พอไม่มี “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” ค้ำจุน จึงเริ่มรู้ว่า...มัน “ไม่คล่อง” และ “ปากไม่มัน” เหมือนก่อน เพราะเที่ยวก่อน “อยากได้” อะไร...กดรีโมตปุ๊บ-ก็มาปั๊บ

แต่เที่ยวนี้คงต้อง “รอๆๆๆๆ” เพื่อให้กดรีโมต...แล้วมันคุ้มค่าจริงๆ

วันก่อน...อาการเหิมเกริมก็มาอีกแล้วคร้าบท่าน...ขึ้นเวทีด่า “เสี่ยโรงปูนผู้ยิ่งใหญ่” ที่ดันมาตัดโฆษณาของทีวีดาวเทียมตัวเอง แถมยังบอกอีกว่า เพื่อไปสยบกับ “คนหน้าเหลี่ยม” เพื่อหวังได้ทรัพย์สินคืนมา

โธ่ๆๆๆ จนป่านนี้ยังไม่รู้อีกหรือว่า ใครจะบ้าวิ่งไปหา “คนหน้าเหลี่ยม” ตอนนี้ แค่เอาตัวเองให้รอดจากเรื่อง “ช็อกโกแลต 2 ล้าน” ก็แทบจะบ้าแล้ว

จำได้ไหม...ใครกันหว่า...พูดจาฉะฉาน “รับปาก” เป็นมั่นเป็นเหมาะ...ว่า “จะทวงคืน” ให้ เพื่อแลกกับการสนับสนุน “ทุกรูปแบบ”

แล้ววันนี้เป็นไง...ได้เปล่า!!! เคยคืน “อะไร” ให้ “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” บ้าง นอกจากมีแต่จะ “เอา” และเล่นบท “ขอ” อย่างเดียว

เมื่อเขาตัดท่อน้ำเลี้ยง...ไม่ให้ “โฆษณา” พร้อม “ตัดความช่วยเหลือ” ทุกรูปแบบ ก็แสดงธาตุแท้เดิมๆ อีก

ด้วยการออกมาด่าทั้ง “ต่อหน้า-ลับหลัง”

ดูแล้ว...ก็ไม่ต่างไปจากเคส “คนหน้าเหลี่ยม” ที่เคยช่วยกันมาแบบถวายหัว พอตัดความช่วยเหลือปุ๊บ ก็โดนด่าปั๊บ จนสุดท้ายกลายมาเป็น “ศัตรู” แบบจำใจ

หรือดูอย่างบรรดา “ขิงแก่” ก็ได้ พอตอนแรกได้ดั่งใจก็ชม...สุดฤทธิ์-สุดเดช พอขัดใจ ไม่ให้ในสิ่งที่ “อยากได้” ก็ออกมาถล่มด่า...แบบไม่ไว้หน้า

ตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด...ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนก็คือ เรื่อง “มิตรอำมหิต” ที่ทำกับ “วีรบุรุษร่างเล็ก” นั่นไง!!!

ก็ “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” เล่นไปจับมือกับ “คนตะบี้ตะบัน” แล้วนำชื่อ “วีรบุรุษร่างเล็ก” ไปหาผลประโยชน์ จนสุดท้ายมาเปิดศึกใส่กันเอง เพราะตอนหลัง “วีรบุรุษร่างเล็ก” มารู้ภายหลัง จึงเป็นวลีเด็ดที่ออกมาว่า “เพื่อนอำมหิต-มิตรอำมหิต” นั่นเอง

“ไต่กอ” ไม่อยากจะ said ทั้ง “วีรบุรุษร่างเล็ก” และ “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” ต่างบ่นเสียงดังๆ ฟังชัดๆ ให้ได้ยินมาถึงหูเองว่า “ดู่-ดู๊-ดู...ดูมันทำ ดูคนริยำแบบนี้...มันทำได้”...555

เวลานี้ “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ”...ก็รู้แล้วว่า...คนริยำทำอัปรีย์...แทงกันข้างหลังเป็นเช่นใด

แต่เอาละ...งานนี้จะมาอ้างเพื่อชาติ-กู้ชาติ...ก็ไม่ว่ากัน

ขนาด “วีรบุรุษร่างเล็ก” ที่แทบจะไม่เผาผีกัน สุดท้ายก็จำต้องตัดเรื่อง “ส่วนตัว” เพื่อมาดูแลกันในทางอ้อมๆ แต่ผ่านทาง “มหา 5 ขัน” ไม่ใช่ผ่านทาง “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ที่มันน่ารำคาญหู-รำคาญใจก็คือ...พอไปด่า “เสี่ยอนุบาลใจป้ำ” เสร็จ ก็มาอ้างว่า ที่ทีวีตัวเองอยู่ได้ ก็เพราะได้รับการบริจาคที่ทะลักเข้ามาอย่างล้นหลาม โดยมียอดบริจาคเกือบ 40 ล้าน!!!

แถมยังเที่ยวไปด่าคนอื่นอีกว่า ใครไม่บริจาคให้ตัวเอง ถือว่าไม่สำนึกในบุญคุณแผ่นดิน โดยเฉพาะพวกที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร

โน้น...ว่ากันไปโน่น...นี่ยังไม่นับถึงการบริจาคให้กับพวก Gang Street 5+1 อีก ที่แยกคนละบัญชีกับเงินบริจาคของทีวีของ “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต”

หากบริสุทธิ์ใจกันจริงๆ ทำไมไม่เปิดเผยตัวเลขกันจริงๆ จังๆ เลยละว่า แต่ละวันได้รับบริจาคเท่าใด ใครกันบ้างที่บริจาค โดยเฉพาะกับ 4 ตระกูลใหญ่ที่เป็น “แบ็ค” สนับสนุนช่วยเหลืออยู่

แล้วกระทำกันอย่างโปร่งใส-จริงจัง-ตรวจสอบได้...หรือจะเอาข้อมูลทุกอย่างลงในเว็บตัวเองก็ได้ ไม่ใช่ยัดใส่กระสอบเป็นถุงๆ แล้วพอถึงเวลา “ราษฎรผู้ยิ่งใหญ่กล้ามโต” ก็เดินมาหยิบถุงนั้นออกไป โดยไม่มีการเซ็นชื่อหรือเซ็นอะไรเป็นหลักฐานที่จะตรวจสอบได้เลยว่า เอาเงินบริจาคไปทำอะไร???การใช้เงินบริจาคนั้น ต้องทำให้เคลียร์ และแจกแจงได้อย่างโปร่งใส

เหมือนกับเรื่อง “ค่าตัว” ที่มีการใส่ซองแจกให้กับ “นักร้อง-นักดนตรี-นักพูด” ที่เป็นพวกพ้องของตัวเอง!!! จำได้ไหมคำกล่าวที่ว่า..."ประชาชนอย่าทิ้งประเทศชาติ"...และก็อย่าลืม "ค่าตัว" กันด้วยนะ...ขอบอก ส่วนใครที่ดูแล้ว มาด้วยใจจริงๆ ก็จะไม่มีการให้ “ค่าตัว” เพราะกลัวถูกด่า!!!

ไม่ต้องอะไรหรอก ขึ้นเวทีขั้นพื้นฐานสำหรับมือธรรมดาก็ซองละ 2 พันถ้วน ส่วนใครมีหน้ามีตา-มีชื่อเสียงก็เพิ่มจำนวนตามดีกรีความมัน(ส์)...ว่าถึงพริกถึงขิงกันขนาดไหน อยู่มากว่า 30 วัน “เป๋าตุง” กันถ้วนหน้า-อิ่มเอมกันทุกคน ไม่ต้องอะไรมาก...อย่างงิ้วธรรมศาสตร์นั่น ค่าตัวได้ยินแล้วก็อย่าให้ said สูงถึง 5 แสนบาทต่อครั้ง!!!

ก็ถ้าจะแจกจ่าย “ค่าตัว” กันแบบนี้ก็ควรทำกันอย่างเปิดเผย แบบให้ทุกคนรู้กันไปเลยว่า ใครขึ้นมาบนเวทีก็จะได้รับ “ค่าตัว” เพื่อทำให้โปร่งใส และรับรู้ว่า เงินบริจาคที่ว่านั้น ใช้กันอย่างโปร่งใส-ตรวจสอบได้ ก็แหม...พี่ท่านแต่ละคน กล้าตรวจสอบรัฐบาล-ตรวจสอบคนอื่น...ถ้าแน่จริง ก่อนจะไปทำ “การเมืองใหม่” ก็ควรให้ “คนกลาง” เข้าไปตรวจสอบเงินบริจาคบ้างสิ “กล้าหรือเปล่าล่ะ”

ไม่ใช่แค่ขึ้นเวทีประกาศปาวๆ คนนั้นให้เท่านี้-คนนี้ให้เท่านั้น...แต่สุดท้ายไม่เห็นบอกเลยว่า เขาให้มาแล้ว เบ็ดเสร็จเท่าไร เป็นตัวเลขที่เปิดเผยต่อสาธารณะ และต้องบอกด้วยว่า นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

เพราะอย่าลืมว่า “คนให้” เขามีจิตใจบริสุทธิ์ เพื่อการแสดงออกให้เห็นว่า “รักชาติ” จริงๆ แต่ “คนรับ” เมื่อรับไปแล้ว...ก็ควรทำให้ทุกอย่างโปร่งใส-ตรวจสอบได้ด้วยว่า เอาไปใช้อะไร จะไปซื้ออาหาร จ่ายค่าถ่ายทอด หรือจ่ายค่าอะไร ก็ควรทำให้เคลียร์…”

ถ้าถอดรหัสปริศนาและเป็นจริงตามที่ไต่กอว่าไว้ เป้าหมายของแก๊งข้างถนน คงไม่พ้นกบฏต่อราชอาณาจักรไทย และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และบรรดาผู้สนับสนุนหลักของแก๊งข้างถนน คงต้องกลับมาทบทวนขนานใหญ่ล่ะมังว่า

กำลัง “ถูกหลอก” จากพวกเผาแผ่นดิน!


ต้องสู้ สู้เพื่อชนะ

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

รายการสนทนาประสาสมัคร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวลานานเป็นพิเศษ ต้องต่อเวลาออกไป 35 นาที ทำให้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (เงา ) ออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ในการแถลงข่าวตอบโต้ทันที อาจจะเป็นเพราะไม่มีอะไรทำฆ่าเวลา เหมือนในอดีตที่เคยสาธิตการเสพยาบ้า จนฮือฮากันทั้งประเทศมาแล้ว

ในทางกลับกัน 1 ชั่วโมง 35 นาที ดูเหมือนจะน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับกองเชียร์ ซึ่งเฝ้าชมรายการสนทนาประสาสมัครด้วยความสะใจ สุดมัน(ส์) ในเนื้อหาสาระที่นายกฯ สมัคร อธิบายความเป็นฉากๆ

ต้องยอมรับกันว่า ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ตกอยู่ในสภาพถอยร่นตั้งรับมาตลอด ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา หรืออาจจะพูดได้ว่า ตั้งรับมาตั้งแต่ห้วงเวลารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เพราะต้องเจอกับแผนการทำลายล้างของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. ดังที่ปรากฏในเอกสารลับ ประสานกับมือที่มองไม่เห็น

แม้นายสมัครจะถ่อมตัวว่าเป็นคนต้นทุนต่ำ เป็นมือใหม่หัดขับ แต่ผมยืนยันมาตลอดว่า นายสมัครเป็นคนต้นทุนสูง ถ้าเป็นคนต้นทุนต่ำ เป็นมือใหม่หัดขับ คงไม่สามารถยืนระยะได้นานมาจนถึงวันนี้ คงแหกโค้งไปตั้งแต่โค้งแรกแล้ว

และ...ผมเชื่อว่า คนที่สนับสนุนให้นายสมัครมากุมบังเหียนเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน คงจะมองไม่ต่างจากผม

ไม่ทราบว่าการถ่อมตัวเป็นคนต้นทุนต่ำ เป็นมือใหม่หัดขับหรือเปล่าไม่ทราบ ทำให้รัฐบาลของ นายสมัคร สุนทรเวช ตกอยู่ในสภาพถอยร่นตั้งรับกับขบวนการขับเคลื่อนขับไล่รัฐบาล ที่ประสานงานกันอย่างเป็นระบบทั้งในและนอกสภา

ปล่อยให้แก๊งข้างถนนทำผิดกฎหมายซ้ำซาก โดยไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ทำให้แก๊งข้างถนนได้ใจ เหิมเกริม สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไม่เว้นแต่ละวัน

เหิมเกริมถึงขนาดยกขบวนการไปปิดถนนหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวหาสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นซ่องโจร โดยตำรวจได้แต่ยืนขาสั่นทำตาปริบๆ

ด้วยเหตุนี้แหละ ทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของแก๊งข้างถนน ไม่กล้าแสดงตัวออกมา เพราะทุกคนมีสิทธิ์ถูกขุดโคตรขึ้นมาด่าหยาบๆ คายๆ ดูตัวอย่าง นายศรราม เทพพิทักษ์ ดารานักแสดงชื่อดัง โดนด่าจนต้องยกมือไหว้ขอโทษ

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ถูกกระหน่ำด้วยฤทธิ์เดชของตุลาการภิวัตน์ซ้ำๆ ซากๆ

ทำให้นายสมัครถูกกล่าวหา เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีอำนาจในการปกครองและการบริหาร

จนกระทั่งเมื่อวันวาน นายสมัครประกาศชักธงรบ ไม่ถอยร่นไม่เป็นท่าเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป เช่น เปิดโปงกระบวนการที่จ้องทำลายทุกรูปแบบ พร้อมจะแตกหัก

โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตัวต้นเหตุของปัญหาทั้งมวล ซึ่งเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ในการรณรงค์หาเสียงของพรรคพลังประชาชนนั้น ได้ยืนยันกับประชาชนว่า หากได้รับเสียงข้างมากในสภา ก็จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการทันที

แต่ไม่ทราบว่านายสมัครคิดอะไร จึงเผลอไผลพลั้งปากว่า จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนจะหมดวาระ 3 เดือน

คำพูดประโยคนี้จึงเป็นนายของนายสมัครไปทันที

ถูกฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญหยิบมาบลัฟทุกครั้งที่พรรคพลังประชาชนเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

มิหนำซ้ำ ญัตติการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกพรรคพลังประชาชน ที่ได้ยื่นให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการบรรจุเป็นวาระการประชุมของสภา เพราะทนรอให้เกิดวิกฤติก่อนไม่ได้ ก็ต้องมีอันตกไป เพียงแค่แก๊งข้างถนนรวมตัวกันข่มขู่

แล้ววันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีสัจจะในหมู่โจร ไม่ว่า นายจักรภพ เพ็ญแข จะแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกพรรคพลังประชาชนต้องตกไป และ นายนพดล ปัทมะ แสดงสปิริตตามนายจักรภพ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

แก๊งข้างถนนยังคงเดินหน้า ได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาวา จนถึงประกาศสร้างระบอบการเมืองใหม่ ให้ทหารเข้ามามีบทบาทในทุกเรื่อง คิดจะพาประเทศชาติดำดิ่ง ถอยกลับไปเมื่อครั้งมนุษยชาติยังใช้หินเป็นอาวุธ

ดังนั้นเมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช ประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีที่สภาเปิดการประชุมสมัยสามัญ ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ และจะดำเนินการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม อันเกิดจากผลพวงของเผด็จการ ให้ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย

นี่คือสิ่งที่กองเชียร์อยากจะได้ยินจากปากของ นายสมัคร สุนทรเวช มานานแล้ว เพื่อสู้กับเสียงนกหวีดที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่าจะเป่าเรียกให้คนมาชุมนุมกันให้มืดฟ้ามัวดิน

พอกันทีกับการนั่งฟังเพลงชีวิตเปรียบเป็นเรือน้อย ต่อไปนี้ต้องฟังเพลงของ เจิน เจิน ที่ว่า “ต้องสู้...ต้องสู้ จึงจะชนะ”

เอกฉัตร