
จากกรณีมีการร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรค และส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ที่มีหลักฐานว่ามีการจัดแสดงมหรสพ พร้อมกับการหาเสียง ต่อคณะกรรมการการเลือกต้ง (กกต.) แต่เรื่องกลับล่าช้า จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจจะมีความพยายามช่วย้หลือพัรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาได้มีการเปิดเผยจากนางสดศรี สัตยธรรม หนึ่งในกรรมการกกต. ว่ามีกกต. บางคนดึงเรื่องออกไป ยิ่งสร่างความสงสัยต่อสังคมอย่างกว้างขวาง นั้น
กรณีดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากนางสุนุนทา ธรรมธีระ ตัวแทนกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ว่าได้ไปยื่นหนีงสือที่ กกต. เพื่อขอให้มีการชี้แจงว่ากรณีของนายวิฑูรย์มีปัญหาติดขัด หรือมีความพิเศษกว่าเรื่องอื่นอย่างไร จึงได้เงียบหายและล่าช้ากว่ากรณีใบแดงของพรรคการเมืองอื่น และอยากให้มีการชี้แจงว่ามีการดำเนินการไปอย่างไรแล้วบ้าง มีหลักฐานอะไรบ้าง โดยนำหลักฐานต่างๆ ออกมาแสดงให้ประชาชนได้รับรู้
สำหรับเรื่องที่ร้องวเรียนไว้นั้นตนจะให้เวลาอีก 2 วัน โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม จะไปทวงถามอีกคครั้งหนึ่งหากยังไม่มีความคืบหน้า จะมีการประท้วงกดดันอย่างต่อเนื่อง และจะเข้ารี้องวเรียนต่อ ปปช. ด้วย
ด้านน.พ.เหวง โตรจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) เปิดเผยว่า กำลังดูท่าทีของทางนายสุเมธ อุปนิสากร ว่าจะออกมาชี้แจงอย่างไรบ้าง กับเรื่องดังกล่าว หลังจากที่ทางกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือเพื่อให้นายสุเมธชี้แจงเรื่องนางสดศรี ออกมาพาดพิงถึงว่ามีข้อเท็จจริงอย่างไร
ซึ่งถ้าหากว่านายสุเมธ ยังคงนิ่งเฉยต่อข้อเรียกร้องที่ได้ยื่นไปแล้วนั้น ตนคงต้องหากระบวนการเพื่อร้องข้อให้นายสุเมธออกมาชี้แจ้งเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความจริง ว่าทำไมต้องดึงเรื่องนี้ออกมาหลังจากที่มีผลสรุปการให้ใบแดงกับนายวิฑูรย์ นามบุตรไป
แล้ว และกระทำเช่นนี้เพื่อเหตุผลใด อีกทั้งเมื่อดึงเรื่องออกดังกล่าวออกไปแล้ว ทำไมจึงยังไม่ข้อสรุปออกมาให้ชัดเจนเสียที
หมอเหวง กล่าวต่ออีกว่า จาการกระทำดังกล่าวของนายสุเมธนั้น ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลและมีบางอย่างแอบแฝงอย่างเห็นได้ชัด และน่าจะมีความพยายามที่จะช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งทำองค์กรอิสระอย่าง กกต.นั้นหมดความน่าเชื่อถือลงไป และไม่มีความเที่ยงธรรมเลยแม้แต่น้อย ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดสมัยที่เกิดขึ้นกับประชาธิปัตย์เรื่องเงิน 1 ล้าน 3 แสนบาท ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยในครั้งนั้น กกต.มีมติให้ใบเหลืองแทนที่จะเป็นใบแดง
“ผมจึงอยากจะขอเรียกร้องให้นายสุเมธจะต้องออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ให้ได้ และชี้แจงให้เกิดวามโปร่งใส่ให้ได้ว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดเป็นอย่าง ประชาชนต่างรอคำตอบอยู่” หมอเหวง กล่าว
ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ตอนนี้เรื่องของนายวิฑูรย์ นามบุตร สส.พรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตการเลือกตั้ง ว่าตอนนี้เรื่องอยู่ที่อนุกรรมการวินิจฉัยและสอบสวนอยู่ ก็คงต้องปล่อยหเป็นไปตามกระบวนการณ์ คาดว่าคงต้องใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่ง
ส่วนที่มีข่าวออกมาว่ามีมติออกใบแดงแล้วนั้น ต้องขอเรียนว่าทางเรายังไม่ทราบเรื่องว่าเคยมีการออกใบแดงแล้ว และยังไม่ได้รับทราบข่าวดังกล่าว ซึ่งเรื่องเพิ่งส่งมาจากจ.อุบลราชธานีเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งก่อนที่จะมีการส่งเรื่องมาทาง กกต.จังหวัดก็ได้มีการลงความเห็นไว้แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่ามีความเห็นไว้ว่าอย่างไร
คงต้องรอกระบวนการตรวจสอบและวินิจฉัย ว่าจะมีผลออกมาอย่างไร เพื่อนำเรื่องไปให้ประธาณคณะกรรมการการเลือกตั้งรับทราบ และขยายผลเพื่อพิจารณาออกไป ทางเราไม่ได้ทำการยื้อเวลา หรือยืดเวลาเพื่อช่วยเหลือใคร แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ
ส่วนประเด็นที่มีข่าวออกมาว่ามี กกต.บางท่านเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมเรียนว่า ไม่มีใครเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะทางคณะกรรมทุกคนมีความเป็นกลาง และไม่ได้เข้าข้างฝ่ายได้ เพราะหากคณะกรรมการทำตัวไม่เป็นการระบบการทำงานก็จะล้มเหลว และจะมีผลกระทบต่อการทำงาน ผมไม่อยากให้ทุกคนต้องมาระแวงการทำงานของ กกต. เพราะผมเชื่อว่าคณะกรรมการท่านใดของ กกต.ไปเข้าข้างฝ่ายใด
ผมเชื่อว่าอีกฝ่ายหนึ่งคงไม่ยอม และความลับก็ไม่มีในโลก หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ความจริงก็คงจะปรากฏ แต่ตอนนี้การทำงานของเรามีความเป็นกลางอย่างแน่นอน
ส่วนที่มีข่าวออกมาว่า กกต.มีการแบ่งเป็น 2ฝ่ายเหมือนกับการเมือง ผมอยากเรียนว่า กกต.มีความใกล้ชิดกับการเมือง แต่ กกต.ไม่ใช่การเมืองที่มีการแบ่งฝ่าย แต่เป็นปกติที่การทำงานย่อมมีความเห็นหรือบางครั้งอาจมีมติที่ไม่ตรงกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราก็จะใช้หลักการยึเถือมติ 4 ใน 5 จึงอยากให้ประชาชนสบายใจได้ว่าการทำงานของ กกต.ไม่ได้มีการแบ่งฝ่ายตามที่ได้มีข่าวนำเสนอไป
ส่วนกรณีที่มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ หากไม่มีรายชื่อของคุณวิฑูรย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค แล้วหากการพิจารณาคดีมีผลออกมาว่านายวิฑูรย์มีความผิด จะมีการพิจรณาเอาความผิดย้อนหลังหรือไม่นั้น ผมเรียนว่าเราต้องไปดูข้อกฏหมาย ตามมาตรา 237 หรือ มาตรา 103 ในกฎหมายการเลือกตั้ง พิจารณาตามวรรคสอง เพื่อพิจารณากรณีที่ดูขณะที่กระทำ เพื่อพิจาณาว่าหัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ เพื่อนำไปสู่มาตรา 95 กฎหมายด้วยการยุบพรรคการเมืองเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อกระทำผิดแล้วจะต้องยุบพรรคทุกพรรค เพราะต้องอยู่ในดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดีในวันที่ 15 กค ที่ผ่านมา มีการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ และมีการปรับลดโครงสร้างพรรค โดยลดกรรมการบบริหารพรรคลงจาก 49 คน เหลือ 19 คน เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกยึบพดรรค และขณะเดียวกันก็มีการเขียนายวิฑูรย์ นามบุตร ออกจากกรรมการบริหารพรรค ด้วย
อย่างไรก็ตามแหล่งข่าว กกต. ระบุว่าการเขี่ยนายวิฑูรย์ ออกก็ไม่ได้ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์ พ้นจากการยุบพรรคได้ เพราะขณะทำผิดนายวิฑูรย์อยู฿ในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และข้ออ้างของนายวิฑูรย์ที่ว่ายืนอยู่ข้างเวทีเฉยๆ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะมีการระบุไว้ชัดแล้วว่ากรรมการบริหารพรรคเห็นว่ามีการกระทำความผิดแล้วไม่ห้ามปรามก็มีความผิดแล่ว





เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.ค. แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ครม.ทั้งคณะ ตลอดจนนายกฤช ไกรจิตติ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายเชิดชู รักตะบุตร อัครราชทูตประจำกรุงปารีส ปฏิบัติราชการที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย นายพิษณุ สุวรรณรชฎ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พล.ท.แดน มีชูอรรถ เจ้ากรมแผนที่ทหาร พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งหมด 41 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ข้อหามีเจตนาใช้อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 กระทำการปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดผลเสียหายต่ออาณาเขตของประเทศไทย เข้าข่ายการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นอกจากนี้ ยังเป็นการกระทำการเพื่อให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมไปตามมาตรา 119 