เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ กรณีโพธิรักษ์ หรือนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ได้นำนักบวชและชาวสันติอโศกเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ องค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยและเครือข่ายชาวพุทธในทวีปยุโรป จึงได้จัดเสวนาเรื่อง “ลัทธิสันติอโศกกับความมั่นคงของพระพุทธศาสนา” เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเกิดภาพเสียหายต่อพระพุทธศาสนา ด้วยน้ำมือคนเพียงหยิบมืออีกต่อไป “พวกหลงเพศ ไม่รู้ตัวเองเป็นใครกันแน่” “สันติอโศกคืออะไร และกำลังทำอะไร”
ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย
ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
กรณีของการมาชุมนุมประท้วงทางการเมืองของกลุ่มสันติอโศกทำให้เกิดความสับสน ทั้งนี้เป็นเพราะนายรักษ์ รักษ์พงศ์ สับสนทางเพศ ไม่รู้ว่าตนเป็นเพศอะไร วันก่อนได้เห็นพระตุ๊ด มาวันนี้ได้เห็นสะพานมัฆวานตุ๊ด บางช่วงก็แทนตนเองว่าอาตมา แต่พอถูกไล่เรื่องกฎหมายก็บอกว่าตนเองเป็นฆราวาสไม่ใช่พระ จึงสามารถไปเลือกตั้งได้เหมือนฆราวาสทั่วไป
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2549 นายรักษ์ รักษ์พงษ์ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่พอมาที่สะพานมัฆวานฯ กลับแทนตนเองว่าอาตมา ตอนเช้าออกเดินบิณฑบาตเหมือนพระ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเหมือนฆราวาส พอทางคณะสงฆ์ทักท้วง กลับบอกว่าตนเองเป็นนายรักษ์ รักษ์พงษ์ พฤติกรรมเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ไม่มีพระรูปไหนกล้าเตือนมีแต่พระพยอมเท่านั้นที่ออกมาเตือน แต่ก็ถูกพันธมิตรฯ ด่าบนเวทีจนไม่กล้าออกมาพูดอีก ตอนนี้แม้แต่นายวิชัย ธรรมเจริญ ผอ.สำนักพุทธ ส่วนคุ้มครองฯ แทนที่จะชี้ผิดชี้ถูกกลับบอกว่าสันติอโศกเป็นนักบวชกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะชี้ให้ชัดเจนว่าคืออะไรกลับไม่ชี้ชัด
เมื่อปี พ.ศ. 2532 มีมติคณะการกสงฆ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาให้นายรักษ์ รักษ์พงษ์ และสาธานุศิษย์ไม่ใช่พระในพระพุทธศาสนา เนื่องจากมีพฤติกรรมวิปริตจากพระธรรมวินัย ซึ่งสิ่งสำคัญของคณะสงฆ์มี 2 เรื่องใหญ่ คือ ต้องอยู่ในระเบียบของพระธรรมวินัยและต้องอยู่ตามกฎ เมื่อได้ชำระแล้วว่าการกระทำของ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ และคณะไม่ใช่พระสงฆ์อีกต่อไป ส่วนทางด้านกฎหมายนั้น ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า พฤติกรรมของนายรักษ์ รักษ์พงษ์ ที่เป็นการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ไม่ใช่พระสงฆ์ จึงเป็นที่ชัดเจนทั้งในแง่พระธรรมวินัยและกฎหมาย
พฤติกรรมของสันติอโศกทำให้ประชาชนและเยาวชนสับสนไม่เข้าใจว่าผู้แต่งกายเลียนแบบพระด้วยสีเหลืองคล้ำๆ เป็นพระหรือฆราวาส วันนี้กลุ่มสันติอโศกเป็นพระก็ได้เป็นนักการเมืองก็ได้เป็นฆราวาสก็ได้ พระไม่กล้าอธิบายแม้มหาเถรสมาคมจะทำหนังสือไปถึงเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่าน้อยเมื่อปี 2532 มีรายงานต่างๆ ออกมา พระผู้ใหญ่เองก็ไม่กล้าออกมาขยับ อาตมาจึงออกมาขยับได้ลงหนังสือพิมพ์หน้า 1 เรื่อง แฉลัทธิสันติอโศก ก็นึกเหมือนกันว่าจะโดนด่าบนเวทีพันธมิตรฯ เหมือนพระพยอม
วันนี้เราไม่ได้ต้องการที่จะไปห้ำหั่นใคร เพราะถือว่าเป็นชาวพุทธด้วยกัน ขอเพียงแต่อย่าสับสันทางเพศเท่านั้น อย่าสับสนว่าตนเองเป็นเพศอะไร เป็นพระหรือฆราวาส ชายหรือหญิง ต้องระบุให้ชัดเจน
สันติอโศกสับสนแม้แต่หลักธรรม บอกว่า ฟ้าสั่งมา เป็นร่างทรงของพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด ตรงนี้ต้องชัดเจนทั้งสถานภาพ ทั้งด้านกฎหมายและด้านอื่นๆ เพราะจะกระทบต่อพระพุทธศาสนา ไม่มีใครกล้าพูดเพราะกลัวถูกด่าบนเวทีพันธมิตร สันติอโศกแต่งการยเลียนแบบพระสงฆ์ แทนตนเองว่าอาตมา บิณฑบาตเลียนแบบพระสงฆ์ และที่มีการติติงมาที่สุดเวลานี้คือ คำพูด ที่นำมาพูดกัน เช่น “อารยะขัดขืน” รู้จักกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือรู้จักแต่คำว่า “อารยะข่มขืน” อย่างเดียว “อารยะ” แปลว่าผู้ประเสริฐ แต่นำไปใช้สับสนกันไปหมด “อหิงสา” คือ การไม่เบียดเบียน ด้วยกาย วาจา แต่กลับมีอาวุธ มีไม่เบสบอล อ้างว่าเอาไว้ป้องกันตัว มิหนำซ้ำยังมีคำพูดแดกดัน เช่น ฯพณฯ หอกหัก พ่อไอ้ปื๊ด คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ส่อเสียด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โยมผู้หญิงที่ขึ้นไปพูดบนเวทีพันธมิตรฯ ตั้งแต่เช้ายันค่ำ “เสรีภาพ” คือ การใช้สิทธิตามมาตรา 63 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่จะด่าผู้อื่น พอถูกด่าบ้างบอกว่าเขาผิด
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือ ขุมกำลังที่ก่อให้การเมืองแตกแยก ระหว่างพันธมิตรฯ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ) และรัฐบาล จุดสำคัญอยู่ที่สันติอโศก ที่เป็นกองอาหาร เป็นกองกำลังพลที่มีความอดทนอย่างมหาศาล ไม่อาบน้ำ 5 วันก็อยู่ได้ ไม่มีความเป็นกลาง มีแต่ทำให้เกิดความสับสน
หากเราใช้ความเป็นกลางทั้งหมด ทุกคนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ อย่างที่มีคนบอกว่าน่าจะบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ อย่างนี้ก็ควรที่จะให้การสนับสนุน ให้ดอกไม้ ระหว่างดีกับไม่ดีเราสามารถเตือนกันได้
หากการประท้วงครั้งนี้ของสันติอโศกชนะ มหาเถรสมาคมไม่มีสิทธิท้วงติงใดๆ เพราะหากสันติอโศกยกสถานะของตนเองได้จะเทียบเท่ากับมหาเถรสมาคม
สันติอโศกอาศัยสถานการณ์บ้านเมืองประท้วงและกีดกันเรื่องศาสนาประจำชาติ หากประท้วงชนะลัทธิศาสนาจะทำให้เกิดความสับสน หลักธรรมจะสอนอะไรชัดเจนไม่ได้ นายรักษ์จะตั้งตนเองเป็นพระศาสดา
มหาเถรสมาคมต้องมีความชัดเจน ต้องอาศัยกฎหมายเข้ามาจัดการเพื่อปกป้องคณะสงฆ์ให้พ้นภัยที่ดูเหมือนว่าจะตกต่ำไปเรื่อยๆที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับทางการเมือง สิ่งสำคัญก็คือแต่ละเช้าก็จะมีการเทศน์สั่งสอนยุยงให้คนเกิดความแตกแยกแตกความสามัคคีอย่างรุนแรง ซึ่งมิใช่วิสัยของพระพุทธศาสนาจะพึงกระทำ
การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของลัทธิสันติอโศกได้มีการเผยแพร่ภาพไปยังสำนักข่าวทั่วโลกจนทำให้คนเข้าใจว่าพระสงฆ์ไทยออกมาประท้วงรัฐบาล ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เสื่อมเสียแก่วงการพระพุทธศาสนา
เมื่อบ้านเมืองมีการแยกฝ่ายอย่างนี้ ลัทธิสันติอโศกจึงอาศัยกระแสทางการเมืองเพื่อเคลื่อนไหว ส่วนตัวไม่ได้เข้าข้างรัฐบาล แต่เราดูอย่างมีความเป็นกลาง เราจึงต้องวางกติกา กฎหมายคือกติกาของสังคม หากไม่มีกติกาก็เปรียบเสมือนควายไม่มีคอก ไม่ใช่พอจะได้ประโยชน์บอกว่าไม่ยึดกับเกณฑ์กติกา สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ กระทบต่อพระพุทธศาสนา กระทบต่อมหาเถรสมาคม กระทบต่อการเมืองและความมั่นคง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะแย่ เพราะผีป่ากำลังยื่นมือเข้าหากันสร้างความสับสน เพียงเพราะความคิดเห็นไม่เหมือนกัน บ้านเมืองไม่เป็นบ้านเมือง ศาสนาไม่เป็นศาสนา “คนที่พูดโกหกทั้งๆที่รู้อยู่จะไม่ทำความชั่วอย่างอื่นคงไม่มี”
ลองสังเกตคนที่ไปเขาพระวิหารอย่างนายสมาน ศรีงาม แท้จริงแล้ว คือ ลูกศิษย์ของสันติอโศก เป็นที่ปรึกษาของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมาน เคยจับพระ 10 รูป มาทะเลาะกับพระด้วยกันเพื่อทำให้เกิดความแตกแยก กินเงินจากพรรคการเมือง กินเงินจากตู้บริจาควันละประมาณ 3 หมื่นบาท หากนำพระพุทธมาชนกันได้จะได้เงินจาก คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) กินกันไปหลายชั้น คนที่บีบคอพระคือพวกสันติอโศก คนที่ร่าง รธน. คือ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ จากพรรคพลังธรรม จากสันติอโศกนั่นเอง
รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร
อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สิ่งที่เรียกรวมๆว่า สันติอโสก ซึ่งประกอบด้วย คน 2 ประเภท หนึ่ง คนทั่วไป คือ นักเคลื่อนไหวทางสังคม บางคนทำงานร่วมกับนักกฎหมาย และสอง คือ คนที่เคยบวชในพระพุทธศาสนาอย่างนายรักษ์ รักษ์พงษ์ แต่มีพฤติกรรมหรือวิธีปฏิบัติตัวไม่เหมือนพระทั่วไป จึงถูกขับออกจากการเป็นพระ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นายรักษ์ ประกาศต่อสาธารณชนว่าจะยังคงปฏิบัติตนอย่างที่ต้องการ แต่ไม่สามารถห่มจีวรอย่างพระสงฆ์ได้ จึงเปลี่ยนสีผ้าจีวรเป็นสีเหลือออกคล้ำ
องค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างของสันติอโศก คือ ความคิด หลักคิด หลักปรัชญาที่นำมาสอน ที่นำมาใช้เผยแพร่ในสันติอโศกไม่มีภูมิปัญญาใหม่เลยแม้แต่ชั้นเดียว เป็นภูมิปัญญาเก่าของลัทธิหรือศาสนาอื่นๆ นำมาผสมกันแล้วอ้างว่าเป็นคำสอนของตนเอง เช่น การที่สันติอโศกปฏิเสธสาธารณูปโภคสมัยใหม่ จุดเทียน จุดตะเกียง แล้วอ้างว่าเป็นความคิดของสันติอโศก แต่จริงๆ แล้วความคิดนี้เป็นความคิดเรื่องสมถะ คนพุทธก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน นักปรัชญาชาวตะวันตกหลายคนก็ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความคิดนี้จึงไม่ใช้ภูมิปัญญาใหม่
เมื่อเทียบกับหลักพุทธ สิ่งสำคัญคือ ให้คนที่เป็นพุทธเข้าใจเหตุของสิ่งต่างๆ ว่าเกิดได้อย่างไร แล้วหาวิธีดับทุกข์ หาวิธีปฏิบัติ เช่น มรรค 8 ซึ่งตรงนี้สันติอโศกไม่เคยมีเลย สิ่งที่สันติอโศกทำคือเจ้าสำนักคิดเองทั้งสิ้น นายรักษ์ไม่ใช่นักปรัชญาใหม่ แต่หยิบเล็กผสมน้อยจากศาสนาอื่นมาอุปโลกน์ว่าเป็นแนวคิดของตนเอง เพราะฉะนั้นสมาชิกสันติอโศกก็จะมีอยู่จำนวนหนึ่งที่ชอบตรงที่ 1 เดือนจะได้ไปทำสมถะสักครั้งหนึ่งเท่านั้น ในสมาชิก 1 แสนคน ที่รู้หลักรู้แจ้งเห็นจริงจะหาได้น้อยมาก บางคนที่เข้ามาเพราะติดใจในตัวบุคคล บางคนเข้ามาเพราะมีผลประโยชน์ผูกพัน สมาชิกสันติอโศกเมื่อเทียบกับคนในประเทศถือว่าไม่มากเท่าไรนัก แต่ถ้าในทางการเมืองคนจำนวนนี้ถือว่ามากพอสมควร สามารถสร้างอันตรายให้กับคนอื่นๆ ได้อย่างมหาศาล
กลุ่มผู้ห่มผ้าเลียนแบบพระสงฆ์เวลานี้กำลังทำงานการเมืองอยู่ ไม่ได้เผยแผ่ศาสนา งานการเมืองที่ทำ เช่น เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 กลุ่มคนที่ห่มผ้าเลียนแบบสงฆ์ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง สื่อมวลชนที่เป็นเครือข่ายสนับสนุนก็ได้นำภาพไปเผยแพร่ สิ่งที่น่าคิดคือ การกระทำในวันนั้นมีผลต่อรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถ้าดูรายชื่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลายๆ คนเป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันพันธมิตรฯ และกลุ่มสันติอโศก
สิ่งที่พรรคพวกของเขาเขียนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 บอกว่า บุคคลผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ลักษณะบุคคลต้องห้าม (1) เป็น ภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช บนถนนในหลายๆที่นายรักษ์ และผู้ห่มผ้า ประกาศผูกมัดตนเองตลอดว่า เป็นนักบวช คำถามคือ คนกลุ่มนี้ละเมิดกฎหมาย มาตรา 100 หรือละเมิดหลักคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์ หลายศาสนามีหลักคุณธรรมเรื่องไม่ให้โกหกกับบุคคลอื่น ศีลข้อ 4 ทุกศาสนาห้ามคนโกหกกัน แต่การกระทำของกลุ่มคนที่ห่มผ้าคล้ายสงฆ์ที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง หย่อนบัตรลงหีบ แสดงว่าเขาไม่ได้ละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 100 ก็แสดงว่า พวกเขาไม่ใช่นักบวช คำถามต่อมาคือ คนพวกนี้เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกละเมิดคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์
รัฐธรรมนูญ 2550 พรรคพวกเขาเขียนมา เขาน่าจะรู้ดี แต่เขาก็ยังไปหย่อนบัตร แล้วบอกว่าไม่ใช่นักบวช แสดงว่า เขาใช้คำว่านักบวชมาหากินกับสมาชิก แล้ว สมาชิกจะยอมให้คนหน้าไหว้หลังหลอกจูงจมูกอีกหรือ จะไม่ถอนตัวออกมาหรือ ใครมีพี่น้องที่เข้าร่วมกิจกรรมสันติอโศกลองถามดูว่าจะยอมให้คนพวกนี้หลอกอีกหรือ นายรักษ์สามารถพูดกลับไปกลับมาเพื่อหาประโยชน์จากคน
การเคลื่อนไหวของกลุ่มสันติอโศกมีการเคลื่อนไหวแบบ NGO ที่มีแกนนำห่มผ้าแบบสงฆ์มาหากิน ขออาหาร โดยมีเงินทุนก้อนใหญ่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ทำงานร่วมกับคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย และกลุ่ม NGO อื่นๆ ประเด็นที่คนกลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหว เป็นเหมือนกองกำลังที่ตั้งตามจุดต่างๆ เป็นสงครามภายในประเทศ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสงครามการเมือง เมื่อจัดกลุ่มจัดประเภทดูแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นสงครามของ 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มเผด็จการเสียงข้างน้อยและเผด็จการเสียงข้างมากในการเมืองไทย ต้นสังกัดของคนกลุ่มน้อยที่เมื่อเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองที่ตนเองสนับสนุนไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่อยากมีอำนาจ จึงทำตัวเป็นแก๊งข้างถนน พันธมิตรพันธมารจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ไม่สนใจใครอ้างอย่างเดียวว่าทำเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชน คนพวกนี้ต่อสู้กับประชาธิปไตยซึ่งมีประชาชนเป็นเจ้าของ เมื่อมีการเลือกตั้งประชาชนเลือกใครก็ให้อำนาจคนนั้นไปบริหารจัดการ และประชาชนจะเป็นผู้ตรวจสอบดูแล เราทุกคนเชื่อมั่นในเสียงส่วนใหญ่ในการเลือกตั้งที่ประชาชนไว้ใจเลือกให้มาบริหารประเทศ
เชื่อว่าคนที่อยู่ที่นี่รังเกียจเผด็จการเสียงส่วนน้อย เพราะหาเรื่องไม่หยุด คนเพียง 4-5 คน ออกมาแถลงให้ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เขาเป็นเจ้าของประเทศหรือไร สาระสำคัญที่เกิดขึ้นและนำความหดหู่มาสู่สังคมไทยในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา คือ ความพยายามที่จะยึดอำนาจของเผด็จการเสียงส่วนน้อย ยึดอำนาจมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่เมื่อปี 2548 ให้คนส่วนน้อยเข้ามาเขียนกฎหมายบังคับคนส่วนใหญ่ของประเทศ พอมีการเลือกตั้ง 2550 ก็ผิดพลาดอีก ประชาชนไม่เลือก คนพวกนี้จึงอยากมีอำนาจจึงพยายามระดมทุกวิถีทาง สันติอโศกก็เป็นอาวุธอย่างหนึ่งของพวกเผด็จการเสียงข้างน้อย
ในทุกสังคมของโลกถ้าเผด็จการเสียงข้างน้อยยึคอำนาจได้จะมีการล้างผลาญทำลายคนอื่นๆ ที่ไม่รู้เรื่องด้วยมากมายมหาศาล และความรุนแรงในครั้งนี้จะมากกว่าการต่อสู้ในสมัย 2477 หลังจากที่คณะราษฎรยึดอำนาจ เสียงข้างน้อยเมื่อเข้ามาก็จะโกงกินประเทศเหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยทำได้ ใครที่มีประสบการณ์ช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมาแล้วถูกคุกคามด้านธุรกิจ หรือเป็นข้าราชการแล้วถูกกลั่นแกล้งก็จะนึกออกว่า เรื่องของตนเองเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่กลุ่มนี้เมื่อมีอำนาจแล้วจะกวาดล้างผู้อื่น ส่งคนแทรกแซงยั่วยุให้เกิดกลียุค
ทางออกเรื่องนี้อยู่ที่บทบาทของ 3 ส่วนสำคัญที่จะช่วยกันแก้ไข และในการที่จะไม่ให้เกิดกลียุคคือ 1. เราจะต้องรักษาโครงสร้างหลักของสังคมไทยให้ได้ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เสียงส่วนใหญ่เวลาจะทำอะไรต้องคำนึงถึง 3 สถาบันนี้ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อยไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่สนใจ แต่กังวลอยู่อย่างเดียวคือ ตนเองจะต้องขึ้นมาเป็นใหญ่ในประเทศให้ได้ 2.หากองค์กรภาคประชาชนรุกขึ้นมาให้สัญญาณว่าให้รักษาศาสนาพุทธไว้ ส่วนตัวเชื่อว่าพระชั้นผู้ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมายืนอยู่ข้างประชาชน เพราะทั้งองค์กรภาคประชาชนและองค์กรพุทธล้วนแต่เป็นโครงสร้างหลักในการรักษาสถาบันศาสนาพุทธให้คงอยู่กับสังคม ทำให้เกิดความเข้มแข็งในระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก
และ 3.รัฐบาลต้องขยับ เพราะประชาชนมอบหน้าที่ให้จัดการเผด็จการเสียงข้างน้อย รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยเหมือนที่หลายคนเข้าใจ ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ให้เราพลี่ยงพล้ำเสียทีเสียงข้างน้อย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนายกฯ เปรยออกมาว่า ตอนที่พันธมิตรฯ ไปล้อมทำเนียบรัฐบาล หากมีเสียงปืนดังขึ้นมาแม้แต่เปรี้ยงเดียว รัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ พวกเผด็จการเสียงข้างน้อยก็คงมายึดอำนาจ พวกเราเสียงส่วนใหญ่ก็ลงรูเหมือนกัน เพราะถูกคุกคาม
การที่ดูเหมือนกับว่ารัฐบาลงอมืองอเท้าแพ้นั้น ความจริงไม่ใช่เลย ดูได้จากกรณีที่นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาเรื่องจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ผมเองไปเป็นพยานให้ ไม่มีส่วนไหนเลยที่นายจักรภพพูดจาจาบจ้วง มีแต่พูดจาชื่นชม แต่พวกหน้าไหว้หลังหลอกนำมาพูดอีกอย่างหนึ่งบิดไปบิดมา ที่นายจักรภพยอมลาออกเพราะต้องการให้สังคมเห็นความจริงว่าพวกอันธพาลทางการเมืองเป็นอย่างไร มันไม่เลิกราง่ายๆ ถึงจะลาออกแต่รัฐบาลก็ยังอยู่ ยังทำงานต่อ พวกเผด็จการก็ออกลวดลายใหม่ หากประชาชนขยับรัฐบาลก็จะขยับเหมือนกัน รัฐบาลคิดในรายละเอียดมาก หากประชาชนส่งสัญญาณที่ชัดเจนเราก็จะขยับพร้อมๆ กันคล้ายๆ กับวันเลือกตั้ง
ฝ่ายเผด็จการเสียงข้างน้อยหลังจากที่ใช้อาวุธแล้วทำได้สำเร็จ แต่อยู่ได้ไม่ยืดยาว ก็คงทำอีกได้ยาก หลังจากใช้พวกกลุ่มทุนสนับสนุนตนเองก็จะไม่ได้ผลแล้ว ใช้นักวิชาการก็แล้ว ใช้สื่อมวลชนจนคนส่วนใหญ่ไม่เชื่อสื่อมวลชนแล้ว ทำไม่สำเร็จแล้ว มันสมองของเผด็จการเสียงข้างน้อยจึงเลือกวิธีที่จะนำตุลาการภิวัตน์ หรือผู้พิพากษามาวินิจฉัยตรงนั้นตรงนี้ และอ้างว่าตุลาการบริสุทธิ์เที่ยงธรรม ผมขอบอกว่า ทุกวงการมีคนเลว สถาบันตุลาการก็เช่นกัน มีคนเลว แม้คนเลวจะไม่มาก แต่หากเข้ามาก็จะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน สถานะของสถาบันตุลาการไม่ต่างอะไรกับสถาบันวิชาการ คือ มีทั้งคนดีคนเลว
วิธีเดียวที่จะเป็นทางออกได้คือ ใช้ประชาภิวัตน์สู้กับตุลาการภิวัตน์
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, July 23, 2008
ลัทธิเถื่อน...สันติอโศกบ่อนทำลายพุทธศาสนา
เขมรชอบใจ ไทยฟัดกัน
คอลัมน์ : รายงานพิเศษ
แม้ยังไม่มีเหตุการณ์ขั้นร้ายแรงเกิดขึ้นตรงชายแดนไทย-กัมพูชา
แต่ภาพที่กองกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือของทั้ง 2 ประเทศ ทยอยถูกส่งไปสมทบฝ่ายตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงไม่อาจพูดได้อีกแล้วว่า...สถานการณ์ยังปกติ
รอเพียงคำสั่งจากผู้บัญชาการระดับสูง นายทหารที่ประจำการอยู่ ณ พื้นที่ก็จำ ต้องพร้อม “ปฏิบัติการ” ทันที...เพียงแต่นาทีนี้ยังไม่อาจรู้ได้ว่า เลวร้ายที่สุดคือ สั่งให้ทำอะไร
ทั้งทหารไทย และกัมพูชา ที่เห็นหน้าค่าตากันมาตลอด เป็นทหารที่ประจำอยู่ชายแดน ไม่ได้เพิ่งถูกส่งไปภายหลัง ย่อมมีสายใยของความเป็นมนุษย์ยึดโยงเข้าไว้ด้วยกันแล้ว ไม่ต่างจากชาวบ้านที่ทำมาหากินอยู่ ณ บริเวณนั้น
ถ้าวันใดจะต้องทำร้ายกัน…ก็คงเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจไม่น้อย
เรื่องทำนองนี้ คนที่ “มาแล้วก็ไป” เช่นม็อบคลั่งชาติ หวงก้างแผ่นดินทั้งหลายแหล่ จึงไม่มีวันเข้าใจ หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจ
เพราะตัวเองมาแล้วก็ไป ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างแท้จริงเหมือนกับชาวบ้าน หรือนักธุรกิจไทยในกัมพูชาเหล่านั้น
ม็อบป่วนที่ขอแค่มี “ใบสั่ง” กับความหน้าด้านอีกเล็กน้อย ก็ทำเรื่องเสียหายร้ายแรงได้หน้าตาเฉย
หากรัฐบาลเด็ดขาดกับกลุ่มคนที่ “ยั่วยุ” ให้เกิด “สงครามระหว่างประเทศ” เหล่านี้ได้…ก็คงจะดีไม่ใช่น้อย
เพราะที่กลุ่มนี้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าด่านเจ้าหน้าที่ การปีนรั้วเข้าไปในเขตพื้นที่ทับซ้อนที่กำลังเป็นปัญหากันอยู่ เหล่านี้ ไปไกลเกินกว่าคำว่า สิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ แล้ว…
หากแต่เป็นพฤติการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า กำลัง บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ!
เมื่อเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ อันอาจนำมาซึ่งการต่อสู้ระหว่างประเทศ การสูญเสียเลือดเนื้อ หรือการสูญเสียความน่าเชื่อถือต่อสายตาสังคมโลก…
เหล่านี้น่าจะมีน้ำหนักพอแล้ว ที่รัฐจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศเหล่านี้
เพราะเป็นความร้ายแรงชนิดที่ความมั่นคงเล็กๆ น้อยๆ ภายใน เช่น การจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล…ไม่อาจเทียบกันได้เลย
ความมั่นคงชนิดอื่นๆ อาจมีผลสั่นคลอนได้แค่รัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วยงาน
แต่กับความมั่นคงที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังล่อตะเข้อยู่แถวตะเข็บชายแดน-เขาพระวิหาร มีความเกี่ยวพันกับความมั่นคงของ “คนทั้งประเทศ” อย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะหากวันใดที่เรื่องระหว่าง 2 ประเทศ ขยายเป็นเรื่องขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
เมื่อนั้น ไทยก็อาจหลีกเลี่ยงการพิพาทหรือคำตัดสินใดๆ ไม่ได้ เว้นเสียแต่จะสั่งปิดประเทศ
ความพยายามของกัมพูชาในเวลานี้ ที่จะยื่นเรื่องให้ยูเอ็นเข้ามาให้ความสนใจกับเรื่องนี้
มองในแง่หนึ่งก็เป็นการฉกฉวยโอกาสทางการเมืองภายในประเทศของเขาเอง ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไป
แต่ถ้าไม่มีคนโง่เขลาเบาปัญญาในประเทศเราไปสร้างเงื่อนไข เติมเชื้อไฟ ก็อาจไม่มีอะไรให้ฝั่งนั้นใช้เป็นเชื้อเพลิงได้
ที่น่าหงุดหงิดใจก็คือ เหตุใดรัฐบาลไม่ทำอะไรตั้งแต่ต้น
ม็อบกลางถนนในเมืองกรุง ที่ปล่อยให้ชุมนุมกันได้เสรี ยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า นั่นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ
แต่กับม็อบสถุลแถวชายแดน ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงนั้น ไม่น่าจะมีข้ออ้างใดที่เป็นการให้โอกาสได้
จนวันนี้ หากคิดจะห้ามปรามอะไร ก็แทบจะสายไปเสียแล้ว
เพราะเรื่องมันลุกลามบานปลาย จนกลายเป็นภาพของกองกำลังทหาร 2 ประเทศ ทยอยมาตรึงกำลัง และนานาชาติก็เริ่มเข้ามาให้ความสนใจ
ถึงวันนี้ หากคิดจะจัดการอะไรกับม็อบเถื่อนที่ทำลายความมั่นคง ก็คงกลายเป็นได้แค่การทะเลาะกันเองของคนภายในประเทศ…
ให้ประเทศอื่นๆ เขาได้หัวเราะเยาะอย่างสมเพช ก็เท่านั้น
กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ตะเพิด ป.ป.ช. ยุติบทบาทเดี๋ยวนี้!

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป
ข้อกังขาเกี่ยวกับความชอบธรรมขององค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง และเป็นที่สนใจอย่างยิ่งของสาธารณชนในเวลานี้
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข พร้อมสมาชิกประมาณ 50 คน ได้เดินทางไปเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. หยุดการปฏิบัติหน้าที่ และลาออก เพื่อเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงความกล้าหาญด้านจริยธรรม หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังดื้อดึง ยืนกรานที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อการเป็นองค์กรอิสระ ที่ควรได้รับการแต่งตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย
โดยกลุ่มได้ตะโกนขับไล่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า “ออกไป” และ “หน้าไม่อาย ” พร้อมทั้งนำป้ายผ้าสีดำที่มีข้อความสีขาวว่า “คณะกรรมการปราบปรามคนดี และปอกลอกงบประมาณแห่งชาติ” มาปิดทับป้ายสำนักงาน ป.ป.ช. และติดป้ายประกาศว่า “ปิดทำการคณะกรรมการ ป.ป.ช.” บริเวณทางออกสำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งยังได้จุดประทัดเพื่อเป็นการขับไล่ด้วย
จดหมายเปิดผนึกที่เป็นข้อเรียกร้อง มีใจความดังต่อไปนี้
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
81/6 ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม. 10700 โทร. 081-8229-477 โทร./แฟกซ์ 0-2882-4065
Email: june24democrazy@yahoo.com
http://www.siamreview.net/24june.php
วันที่ 22 กรกฎาคม 2551
เรื่อง ขอให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และให้ลาออกจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เรียน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ตามที่ นายกล้านรงค์ จันทิก และผู้เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่า ประกาศ คปค. ก็ได้แต่งตั้งมาถูกต้องตามอำนาจ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ต่อมาในวันที่ 18 กรกฎาคม นายภักดี โพธิศิริ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวยืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้น จึงถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกล่าวยืนยันถึงสถานภาพของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าเป็นผลผลิตมาจากการปกครองของเผด็จการทหาร ที่ได้อำนาจมาจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 โดยมีกระบวนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมาเมื่อมีการรัฐประหารโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ได้มีคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 3 ให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง โดยในส่วนของ ป.ป.ช. นั้น คปค. ได้มีประกาศฉบับที่ 19 ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป
โดยงดการบังคับใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน ขึ้นมา ซึ่งรวมถึงตัว นายกล้านรงค์ จันทิก ด้วย และ คปค. ยังได้มีประกาศฉบับที่ 31 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศฉบับดังกล่าว และมีวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แต่ในขณะเดียวกันนั้น ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 ได้บัญญัติไว้ว่า “กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว”
ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชุดนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 จึงต้องถือว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ เป็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. แต่ไม่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย แม้จะมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) ให้ไว้ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2549 มาตรา 36 บัญญัติให้บรรดาประกาศและคำสั่งของ คมช. ซึ่งได้ประกาศหรือสั่ง ระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549
จนถึงวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย และชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ตาม แม้ในเวลาต่อมาประกาศและคำสั่งของ คมช. ดังกล่าว จะนำมาบรรจุไว้ในมาตรา 309 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ตาม แต่ถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นภายใต้การปกครองเผด็จการทหาร และเกิดขึ้นจากกระบวนการยัดเยียดให้กับประชาชนภายใต้กฎอัยการศึก
ผู้ก่อการรัฐประหารย่อมมีความผิดร้ายแรงตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นการกระทำเยี่ยงโจรกบฏ ดังนั้น การอ้างเหตุผลว่าได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. จึงเป็นการอ้างเหตุผลในการยอมรับอำนาจเผด็จการทหาร เป็นการยอมรับการกระทำเยี่ยงโจรกบฏของผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่น่าละอายและน่าขยะแขยงเป็นอย่างยิ่ง หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังยืนยันเช่นเดิมดังกล่าวมาแล้วนี้ จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างที่เลวร้ายในสังคมประชาธิปไตย ที่ไม่อาจปล่อยให้บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คมช. เหล่านี้ ลอยนวลปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้อีกต่อไป
การอ้างเหตุผลว่า คมช. มีอำนาจถูกต้อง ไม่ต้องมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ไม่เพียงแต่ขัดต่อ พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 เท่านั้น ยังเป็นการยกฐานะ คมช. อยู่เหนือพระมหากษัตริย์ เป็นการขัดต่อพระราชอำนาจ และยังเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งฯ พ.ศ.2541 มาตรา 4 โดยบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามอัตราในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
ดังนั้น หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังคงดื้อดึง ยืนกรานปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จะเป็นการนำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อการเป็นองค์กรอิสระ ซึ่งควรได้รับการแต่งตั้งตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของอำนาจเผด็จการทหาร และไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นองค์กรอิสระตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มีมาแต่เดิม
ดังนั้น จึงขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกท่าน ได้โปรดมีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ควรมีสำนึกแห่งพลเมืองไทยตามระบอบประชาธิปไตย การดำรงตำแหน่งของท่านโดยมีที่มาจากการแต่งตั้งของเผด็จการทหาร ย่อมปราศจากความน่าเชื่อถืออันสมควรจะให้ดำรงตำแหน่งอีกต่อไป
การลาออกของท่านจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญทางจริยธรรม อันควรได้รับการยกย่องและสรรเสริญ หากยังยืนกรานอยู่ต่อไป โดยได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งอีกต่อไปนั้น ถือได้ว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อันไม่บังควรเป็นอย่างยิ่ง เป็นพฤติกรรมที่ปราศจากคุณธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง
ขอแสดงความนับถือ
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
อย่ากลัวความจริง

เจอทีเด็ดของฝ่ายรัฐบาลเข้าให้แล้ว ทำเอาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ “ดิ้น” เหมือนปลาถูกทุบหัว อย่างนี้ภาษามวยเขาเรียกว่า “เก็บอาการไม่อยู่” หรือ “ออกอาการให้เห็น” เมื่อเจอลูกสวนเข้าไปเต็มๆ หลังจากที่ปล่อยให้ชกอยู่ข้างเดียวมาก่อนหน้านี้
รัฐบาลไม่ยอมเป็นเป้านิ่งอีกต่อไปแล้ว
พลันที่สถานการณ์เกิดพลิกผัน พรรคประชาธิปัตย์ออกมาโวยว่า เป็นการเอาสื่อของรัฐไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ทำไมไม่ย้อนกลับไปดูว่า ตอนที่เป็นรัฐบาลนั้น เคยเอาสื่อของรัฐไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง ส่วนแกนนำพันธมิตรฯ ก็ออกมาทำทีเป็นห่วงว่า รัฐบาลจะเอารายการนี้ไปเป่าหูพี่น้องชาวบ้าน แล้วที่ม็อบพันธมิตรฯ ทำกันอยู่ทุกวันนี้ จะเรียกว่าอะไร
ผมกำลังพูดถึงรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง 11 หรือเอ็นบีที มี “วีระ มุสิกพงศ์” เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี “ผู้รู้” มาเป็นวิทยากร มาร่วมสนทนาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง มาให้ความคิดเห็น เชื่อว่ารายการนี้จะสะกดคนดูคนฟังทั้งประเทศได้ เพราะจะได้รับรู้ “ข้อมูลใหม่” ที่ต่างไปจากที่กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่าย พยายามยัดเยียดมาตลอด
เป็นการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคม
เป็นการนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งต่อสังคม
และเพื่อปกป้องเสถียรภาพรัฐบาล และชื่อเสียงเกียรติยศของผู้ถูกโจมตี
แต่ก็ได้รับเสียงทักท้วงมาเหมือนกันว่า รายการดีๆ ที่มีประโยชน์อย่างนี้ น่าจะมีมานานแล้ว ทำไมจึงปล่อยให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีทำการปลุกระดม อธิบายความเท็จอย่างหยาบคายอยู่ได้
การที่จะให้ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงในวันอาทิตย์ ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” มาอธิบายความนั้น ไม่สามารถลงไปในรายละเอียดได้ทุกเรื่อง ก็จะถูกฝ่ายตรงข้ามจับมาเป็นประเด็นโจมตี เหมือนจะเป็นการตอกย้ำว่า สิ่งที่กลุ่มพันธมิตรฯ และเครือข่ายให้ร้ายโจมตีนั้น...น่าจะเป็นเรื่องจริง
แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ การปล่อยให้ชกข้างเดียวก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเอาเสียเลย สิ่งที่เห็นคือ ทำให้เกิดการลืมตัว หลงใหลได้ปลื้มไปกับเสียงโห่ร้องปรบมือของบรรดาลิ่วล้อที่มาฟังการปราศรัย พอใจชื่นชอบกับการพูดจาที่ก้าวร้าวหยาบคาย ดุดัน โดยมองข้ามข้อเท็จจริงหรือความเป็นไปได้
ฝ่ายคนพูดก็เมามัน ใส่อารมณ์จนสติแตก ต้องเจอแจ็กพอตเข้าให้แล้ว เมื่อแกนนำคนสำคัญจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยเป็นครูบาอาจารย์มาก่อน อย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ถูกแจ้งจับคดี หมิ่นเบื้องสูง และความผิดฐานละเมิดอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นการบังอาจเหิมเกริมที่ไม่เข้าท่าจริงๆ
กลับมาที่การชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ กันต่อ เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป ทางแกนนำพยายามสรรหาเอาคนที่มองดูหน่วยก้านแล้วเห็นว่า สามารถสร้างสีสันและความน่าเชื่อถือให้กับการชุมนุมได้ มาร่วมก๊กร่วมก๊วน เพื่อให้ดูเหมือนกับว่ามีคนหลากหลายสถานะอาชีพเห็นดีเห็นงามกับการชุมนุม เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องต้องการของม็อบพันธมิตรฯ มีทั้งนายทหาร ตำรวจ นักวิชาการ ดารานักแสดง มาเป็นตัวชูโรง
เท่าที่ได้ติดตามการชุมนุมประท้วงมา พบว่าคนเหล่านี้จะพูดในสิ่งที่รับมอบหมายให้พูด แสดงความคิดเห็นในทางที่จะดิสเครดิตรัฐบาลเท่านั้น นี่เป็นเป้าประสงค์ของการชุมนุมที่จะครบ 2 เดือนในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว โดยยังมีเนื้อหาสาระวนเวียน ซ้ำซาก เพียงแต่ใช้ลีลาลูกเล่นของคนที่พูดแต่ละคนมาช่วย
ในเวลาเดียวกันก็เพื่อเป็นการปลุกปลอบขวัญบรรดาลิ่วล้อที่ “รับงาน” ไปทำในต่างจังหวัด และถูกต่อต้านขัดขวางจากคนในพื้นที่ ซึ่งนับวันจะเดินหน้าปลุกระดมอย่างยากลำบาก ไม่ให้เกิดความท้อแท้ ท้อถอย แม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นนักปลุกระดมที่ปฏิบัติการล้มเหลวก็ตาม และเพื่อเป็นการให้กำลังใจผู้คนที่มาร่วมชุมนุมประท้วงที่สะพานมัฆวานฯ ไปพร้อมๆ กัน
ต้องการจะเอาการเมืองภาคประชาชนแบบเถื่อน ถ่อย มาล้มล้างประชาธิปไตยแบบตัวแทนให้ได้
เมื่อมี “ความจริงวันนี้” ออกมาจับโกหก ตอบโต้ เห็นแย้งกับการกล่าวหาโจมตี และต้องการทำความจริงให้ปรากฏ พร้อมกับให้สาระความรู้ควบคู่ไปด้วย จึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญของพันธมิตรฯ
ขอให้ติดตามรายการนี้ต่อไป แล้วท่านจะได้รับข้อมูลข่าวสารอีกด้านหนึ่ง ที่ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถให้ท่านได้ เพราะคนเหล่านั้นกลัว “ความจริง”
ความจริงที่จะทำให้คนไทยฉลาดรู้เท่ากัน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ...
กลุ่มคนที่ “ไม่หวังดี” ต่อรัฐบาล และประเทศชาติ
กลุ่มคนที่ต้องการเอา “การเมืองใหม่” มาใช้ในบ้านนี้เมืองนี้
กลุ่มคนที่ต้องการทำลาย “ระบอบทักษิณ” ที่ขัดขวางการเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเฉพาะตน
และกลุ่มคนที่กลัวว่า “ประชาชนจะรู้ความจริง”
บิ๊กโบ๊ต
Tuesday, July 22, 2008
กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองฯ ยื่นหลักฐานสอบ คุณหญิงจารุวรรณ เพิ่ม

สำนักงาน ป.ป.ช. 22 ก.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น พร้อมคณะ เดินทางมายังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติมกรณียื่นเรื่องให้ตรวจสอบพฤติกรรมคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กรณีการสร้างบ้านบริเวณถนนศรีสมาน จังหวัดนนทบุรี โดยพบเอกสารการขอที่ดินราชพัสดุ ภายใต้การดูแลกรมธนารักษ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของคุณหญิงจารุวรรณ จึงตั้งข้อสังเกตว่า มีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ เพราะสถานที่ก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่อยู่ใกล้กับบ้านคุณหญิงจารุวรรณ และถ้าก่อสร้างสำนักงานใหม่จริง น่าจะมีทำเลที่ตั้งดีกว่านี้เพื่อเป็นการสะดวกแก่ข้าราชการและประชาชนที่มาติดต่อราชการ.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-22 14:02:35
พรรคประชาธิปัตย์จะปกป้อง ‘สมเกียรติ’ หรือ ‘สถาบัน’

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยอ้างเอาไว้ว่า พรรคประชาธิปัตย์เปิดทางให้สมาชิกไปขึ้นเวทีแสดงความคิดความเห็นร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ได้โดยเสรี
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น จะต้องเป็นไปด้วยความสุภาพเรียบร้อย
เป็นคำอ้างข้างๆ คูๆ ที่ใช้โต้แย้งเมื่อคราว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไปขึ้นเวทีพรรคประชาธิปัตย์ ที่นครศรีธรรมราช แต่กลับไปปลุกระดมนักรบศรีวิชัย และเรียกคนมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ
เป็นการใช้ทั้งบทบาท ส.ส. และบทบาทแกนนำม็อบ ผสมปนเปอย่างไม่เหมาะสม
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ปล่อยให้สมเกียรติแสดงบทบาทบนเวทีข้างถนนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่อีกด้านหนึ่งต้องทำหน้าที่สมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาผู้แทนราษฎร
แม้แต่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา สมเกียรติหนีการประชุมรับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2552 ซึ่งเป็นภารกิจพื้นฐานของ ส.ส. ที่จะต้องดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชน เพื่อไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังนิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน
ทำเสมือนว่า พรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
และยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของผู้คน ถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงมาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร ไปจนถึงเจตนารมณ์ในการล้มล้างรัฐบาลเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
ที่เริ่มฉายภาพชัดมาตั้งแต่ครั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำคณะอันประกอบด้วย องอาจ คล้ามไพบูลย์ ศิริโชค โสภา ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ฯลฯ เข้าคารวะ สนธิ ลิ้มทองกุล ถึงบ้านพระอาทิตย์ เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2550
จนถึงวันนี้ ปรากฏเป็นหลักฐานชัดแจ้งว่า สมเกียรติได้ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ พูดจาจาบจ้วงเบื้องสูง ชวนให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเสียหายต่อสถาบันอันเป็นที่รักและเทิดทูน
มีการแจ้งความดำเนินคดีในความผิดอาญา ตามมาตรา 112
พนักงานสอบสวนมีการพิจารณาต่อเนื่องถึง 17 วัน และที่สุดได้ขอดุลพินิจศาลออกหมายจับกุม
นั่นแสดงให้เห็นว่า การพูดจาดังกล่าวมีมูลความผิดชัดเจน...
ที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องให้ประชาธิปัตย์หยุดเดิมเกมนอกสภา หยุดให้สมาชิกพรรคร่วมเวทีพันธมิตรฯ ทั้งในทางลับและทางแจ้ง และหันกลับมาเคารพในหลักการรัฐสภา
ให้กลับมาเป็นพรรคที่ยึดมั่นในหลักการ และมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เหมือนอย่างผู้บริหารพรรคในอดีตได้สั่งสมคุณงามความดีเอาไว้
แต่การนิ่งเฉย ไม่ตอบสนอง ก็ยังเข้าใจได้เพียงว่า พรรคประชาธิปัตย์ละทิ้งแล้วซึ่งหลักการ
พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะเป็นพรรคการเมือง แต่ก็อาจนิยมชมชอบวิธีการข้างถนน
ที่สำคัญอาจเหมือนดังที่หลายคนสงสัย ก็คือ การมีเป้าหมาย และรับใช้คนคนเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม บนเงื่อนไขของวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีสิทธิ์ที่จะอยู่นิ่งเฉยต่อไป
เพราะพฤติกรรมของ ส.ส.สมเกียรติ มิใช่เพียงชวนให้เข้าใจผิดในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพวกข้างถนน หรือเป็นเพียงการทำตัวไม่เหมาะสม ไม่เคารพกติกาประชาธิปไตยเท่านั้น
แต่เป็นการ “หมิ่นสถาบันเบื้องสูง”
หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่คนไทยทั้งประเทศรัก เทิดทูน และมีหน้าที่ปกป้อง
แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังสู้อุตส่าห์ตะแบงว่า เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว
หากเป็นเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์คงต้องตอบคำถามสังคมให้ชัด
ว่าให้น้ำหนักกับการปกป้องสมาชิกพรรค มากกว่าคิดจะออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หรืออย่างไรกัน?
การอ้างว่าไม่เคยสนับสนุนสมเกียรติในฐานะผู้นำม็อบ แต่ไม่เคยห้ามปราม จะถือเป็นความบกพร่อง หรือจงใจปล่อยปละละเลยของผู้บริหารพรรคหรือไม่?
พรรคประชาธิปัตย์คิดว่าการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงเป็นความผิดหรือเปล่า? ถ้าคิดเช่นนั้นจริง เหตุใดจึงไม่คิดจัดการอย่างหนึ่งอย่างใดกับคนของตัวเอง ที่มีพฤติกรรมเช่นนั้น?
ท่าทีต่อสิ่งที่เกิดขึ้นของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เฉยเมยจนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นท่าทีที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
พรรคประชาธิปัตย์ต้องรีบออกมาแสดงจุดยืนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจจะชวนให้คิดได้ว่า
พรรคประชาธิปัตย์ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
บ้านเมืองแตกแยกเป็นสองขั้วปชช. ควรเลือกสื่อประชาธิปไตย

ช่วงนี้มีเพื่อนฝูงตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดสื่อมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ต่างพากันเฮโลด่ารัฐบาลกันอย่างบ้าคลั่ง
แม้จะอยู่ในแวดวงสื่อมวลชนมาพอสมควร คำถามนี้ก็ยังเป็นข้อสงสัยของตัวเองมานาน แต่ก็พอจะเดาๆ ได้ว่า สื่อมวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ “ปกติ” หรือ “ไม่ปกติ” จะต้องทำตัวเสมือน “ฝ่ายค้าน”
มองย้อนกลับไปในอดีต ช่วงที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งแบบนี้ หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ต่างก็ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นคอลัมนิสต์ หรือข่าวสารทั่วๆ ไป
แต่มาวันนี้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง สังคมแตกแยกออกเป็น 2 ขั้ว คือ ขั้วเอาทักษิณ และไม่เอาทักษิณ
สื่อมวลชนจึงเฮโลกันด่ารัฐบาลที่เชื่อได้ว่า เป็นรัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ปกติบนสถานการณ์การเมืองที่ขัดแย้งในขณะนี้ มีเพียงแค่ “สื่อชั่ว” บางกลุ่ม ที่ถล่มรัฐบาลอย่างไม่ลืมหูลืมตา
โดยเฉพาะสื่อในเครือผู้จัดการอย่าง เอเอสทีวี และเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ที่ปั้นข่าวใส่ร้ายรัฐบาลอย่างน่าละอายใจ
ดังนั้น ช่วงนี้จึงทำให้เกิดข่าวที่กลายเป็น “กระแสหลัก” กระหน่ำรัฐบาลอย่างบ้าคลั่ง จนทำให้ดูเสมือนว่าไม่มีสื่อไหนที่เข้าข้างรัฐบาลเลย
ครับ...โดยธรรมชาติของสื่อมวลชน คงไม่มีสื่อไหนที่เข้าข้างรัฐบาลอย่างออกหน้าออกตา แม้แต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้ยึดมั่นมาโดยตลอดก็คือ เราจะเลือกอยู่เคียงข้างประชาธิปไตย
ถามว่า ประชาธิปไตย คืออะไร? ประชาธิปไตยก็คือ “เสียงส่วนใหญ่” ที่เราเลือกเข้าไปบริหารประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นใครก็รู้ว่าประชาธิปไตยคืออะไร แม้กระทั่งเด็ก ป.4 ก็ตอบได้ว่า ประชาธิปไตยคืออะไร เพราะเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เวลาที่เลือกตั้งหัวหน้าห้อง หรือประธานนักเรียน
ความขัดแย้งในบ้านเมืองเราเวลานี้เกิดจาก “คนบ้า” ที่ไม่ยอมรับประชาธิปไตย คนบ้าเหล่านั้นกำลังทำลายประชาชน ทำลายประเทศชาติ
คนบ้าที่กำลังจะสูญเสียอำนาจ หน้ามืดตามัวจ้องทำลายล้างอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีประชาชนให้ความรัก ความศรัทธา อย่างมหาศาล
ดังนั้น ถามว่าวันนี้ประชาชนที่ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ควรจะบริโภคสื่อชนิดไหน คำตอบก็คือ “สื่อที่ไม่ได้เข้าข้างรัฐบาล แต่เป็นสื่อที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตย”
แล้วถามต่อว่า สื่อที่ฝักใฝ่ประชาธิปไตยเป็นแบบไหน? ก็ต้องตอบว่า สื่อที่แคร์ความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่
แล้วเสียงส่วนใหญ่วัดจากตรงไหน ก็วัดจากวันที่ประชาชนเข้าคูหากากบาท เลือก ส.ส. พรรคพลังประชาชน เข้ามาบริหารประเทศถึง 233 ที่นั่ง
นี่แหละคือสิ่งที่ “สื่อประชาธิปไตย” ต้องทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เป็นตัวกลางส่งสารระหว่างชาวบ้านและรัฐบาล
ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการอะไร รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายช่วยเหลืออะไร ก็สื่อสารกันไปตรงๆ ให้ชัดเจน ไม่ใช่ใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือน โยนความผิดให้ต่างๆ นานา
แม้กระทั่ง 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤติเพื่อไทยทุกคน คือสิ่งที่ชาวบ้านต้องการ ยังมี “สื่อชั่ว” นำนโยบายดังกล่าวไปโจมตีทำร้ายความรู้สึกประชาชน
วันนี้ ผมเข้าใจดีว่าประชาชนส่วนใหญ่โดนรุมทำร้ายสารพัด บางคนอึดอัด บางคนแทบบ้าคลั่ง
ตื่นเช้าเปิดโทรทัศน์ดูข่าวก็ด่ารัฐบาล ซื้อหนังสือพิมพ์ก็ด่ารัฐบาล เปิดวิทยุก็ด่ารัฐบาล ความรู้สึกมันเหมือนกับโดนรุมด่า แต่ไม่มีเสียงจะพูดโต้ตอบ
วันนี้ ผมขอแนะนำว่า ถ้าสื่อรอบๆ ตัวคุณมันบิดเบือน-บิดเบี้ยว-ไร้จรรยาบรรณ ในสายตาของนักประชาธิปไตยอย่างเราๆ ท่านๆ
ก็งดบริโภคสื่อพวกนั้นซะ อย่าไปโมโห หรือพยายามเปลี่ยนทัศนคติของพวกเขาเลยครับ เพราะคนที่พยายามเปลี่ยนโลก เปลี่ยนทัศนคติ ส่วนใหญ่จะไปจบในโรงพยาบาลบ้า
หรือถ้าคุณยังอยากจะบริโภคสื่อพวกนั้นต่อ อาจจะด้วยความจำเป็น หรือ อ่านฟรีตามสถานที่ต่างๆ
ก็ควรใช้ “สติ” และ “ปัญญา” พิจารณาข้อมูลให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
รวมทั้งเราต้องปล่อยวาง และสงสารสื่อมวลชนเหล่านั้นว่า เขากำลังถูกครอบงำ
จนทำให้มีพฤติกรรมเปรียบดั่ง “ความชั่วร้ายที่จำเป็น” หรือ “อวิชชาที่จำเป็น”
ซึ่งความจำเป็นเหล่านั้น ไม่ได้สร้างปัญญา ไม่มีคุณค่า แถมยังจะส่งผลกระทบในระยะยาวให้สังคม จนไม่สามารถกลับมาสามัคคี และร่วมมือกันทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองได้อีกต่อไปได้ด้วย!
ลวดหนาม
คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์: สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถืออยู่ในมือท่านเล่มนี้ คือฉบับที่ 200 ประจำวันอังคารที่ 22 กรกฎาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อีกคำรบหนึ่ง ยืนเคียงข้างฝ่ายประชาธิปไตย ขับไล่ทรราช อำมาตยาธิปไตย ที่เป็นเสี้ยนหนามขัดขวางความเจริญก้าวหน้าการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มเดินกลจักรตีโต้ และกดทับไม่ให้คนพวกนี้โงหัวขึ้นมาเชิดหน้าชูตาในสังคมไทยได้อีกต่อไป เชิญหาความสำราญได้ต่อจากนี้ไป
** ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทำท่าทำทางว่าจะตึงเครียด แทง แทนไท ว่าไม่ใช่เรื่องความตึงเครียด แต่จะกลายเป็นสงครามใหญ่ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอม ในพื้นที่บนเขาพระวิหาร ความพยายามในการต่อต้านการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร จากพวก พรรคเก่าแก่ พันธมารธิปไตย นายทหารบางคนในกองทัพ และตุลาการภิวัตน์ ที่ไม่ใช่ “ตีความ” แต่ใช้วิธีการ “แต่งความ” ร่วมกับผู้ปลุกปั่นยุยงประชาชนในประเทศไทย ให้กลายเป็นพวก “คลั่งชาติ” กำลังจะกลายเป็นปัญหาน้ำผึ้งหยดเดียว ทำให้การแก้ไขปัญหาที่น่าจะบรรเทาลงไป กลายเป็นการขยายปัญหาให้หนักขึ้น
** คาดเดาสถานการณ์ล่วงหน้า วันนี้รัฐบาลไปเจรจาค้าความอะไรไม่ได้ เพราะ อาจจะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเขตแดนประเทศ การส่ง พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. ไปเจรจา จะมีประเด็นอะไรไปเกี่ยวข้องบ้าง เป็นเรื่องน่าห่วง เพราะอาจจะถูกตีความได้อีกว่า อาจจะเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนเขตแดนประเทศ เพราะเขตแดนบริเวณดังกล่าว ยังไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนกันแน่ ไม่มีใครปักหมุดรั้วเอาไว้ ถึงทำ รัฐบาลและกองทัพไม่เคยยอมรับ นี่แหละ...จะกลายเป็นปัญหาที่จบไม่ลง บรรดาแม่ทัพนายกองดูเอาไว้...ใครเป็นคนปลุกเร้ากระแสเรื่องนี้ และจะนำไปสู่การรบ การสงคราม ซึ่งจะนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนในกองทัพจะอยู่เฉย หรือพร้อมใจจะขับไล่ทหารที่ไม่ดีเหล่านี้ออกไปให้พ้นกองทัพไทย นี่เป็นการ...ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน...ของแท้
** เอกสารปลิวว่อนไปทั่วเมือง อ้างว่าเป็นของ สำนักงานประธานคณะที่ปรึกษากองบัญชาการกองทัพไทย เรื่อง “การรักษาอธิปไตยเหนือดินแดนกรณีปราสาทเขาพระวิหาร” ลงชื่อพร้อมลายเซ็น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ซึ่งมีเนื้อหาใจความเกี่ยวข้องกับการเป็นห่วงเรื่องของการใช้แผนที่ฝรั่งเศส อังกฤษ ซึ่งจะกระทบกับเขตแดนไทยที่มีปัญหาพิพาท ทั้ง ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และพม่า เพราะหลายหน่วยงานในประเทศไทย ไม่ได้ทำงานร่วมกัน และขาดการประสานงาน หนังสือนี้ส่งไปถึงประธานองคมนตรี ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย!!! บรึ๋ยส์...จริงหรือไม่จริง ตอบมา ด่วน!
** แปลกไหม? ที่ ไม่ยอมส่งให้รัฐบาล แต่ไปส่งให้ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันเรื่องอะไรกันที่ นายทหารระดับพลเอก แห่งกองทัพไทย จะไปรายงานเรื่องราวให้กับ “ม็อบข้างถนน” ที่ แกนนำม็อบคนสำคัญถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้ติดคุกรวมแล้ว 3 ปี ในข้อหาแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ทำสังคมแตกแยก แทง แทนไท ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายทหารผู้นี้ ที่ร่ำลือกันว่า “บิ๊กแป๊ะ” เป็นสามีของ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี ส.ส. หลายคนของพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมหนุนเวทีทั้งต่อหน้าและลับหลัง มันชักจะเข้าเค้าแล้วหรืออย่างไร? ใช่หรือไม่?
** ที่สำคัญกว่านั้นคือ ท้ายเอกสารมีการเกษียนหนังสือ ที่มีลักษณะใกล้เคียงตัวอักษร ป. ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2551 “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง” เป็นตัวเขียน ด้วยลายมือ! ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นลายเซ็นจริงหรือปลอม แต่เข้าใจความหมายนัยนี้ว่าหมายความอย่างไร จะเป็นการสื่อความหมายราวกับเป็นการ “ให้ท้าย” พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ จน กล้าเดินขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ด้วย เครื่องแบบทหารเต็มยศ ปลุกปั่นยุยงคนไทย ให้เกิดค่านิยม “คลั่งชาติ” ใช่หรือไม่?
** หากจะตีความไปไกลกว่านั้น การเกษียนหนังสือนี้ หาก เผยแพร่ไปทั่วโลก อย่างที่ แทง แทนไท ได้มาในอินเตอร์เน็ต http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P6809711/P6809711.html จะยิ่งเป็นการกระทบต่อสถาบันหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ โดยเฉพาะหากประเทศกัมพูชาเห็นลายเซ็น ป. นี้แล้ว เขาไปเข้าใจว่าหมายถึงลายเซ็นของจดหมายที่จั่วหัวส่งไป ไม่รู้ว่าเขาจะตีความไปกว้างไกลขนาดไหน เรื่องนี้ควรปล่อยให้เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร นั่นคือ รัฐบาล ที่จะไปดำเนินการแก้ไข แต่การที่ทำหนังสือ โยงให้ไปถึงสถาบันเบื้องสูง จึงขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในหน้าที่แห่งตน และระมัดระวังว่าจะเป็นการกระทบต่อสถาบันเบื้องสูง
** ไปเรื่องต่างประเทศ เดี๋ยวไกลเกินเหตุ...กลับเข้ามาที่ประเทศไทยบ้าง วันนี้มี วาระงานด้านประชาธิปไตย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย เชิญร่วม หยุด! การละเมิดพระราชอำนาจ โดยไปรวมตัวที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขับไล่ 9 กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีที่มาไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งอาจจะเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจ เพื่อแสดงเจตจำนงให้คนเหล่านี้ลาออกไป พร้อมๆ กันนี้ จะมีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ที่หน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ คือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง 5 คน เป็น “ซูเปอร์ดาวกระจาย” ใครถนัดชอบพอจะ ไปชำระล้างสิ่งสกปรกทางประชาธิปไตย พอใจที่ไหนไปที่นั่น
** ตกบ่าย จะได้มีกลุ่มประชาชนสนามหลวง เดินทางไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เพื่อไปดูบาดแผลของ “มาร์ค ม.7” เห็นว่าเป็น “แผลถลอกปอกเปิก” ที่ด้านซ้ายและด้านขวา มีเลือดไหลซิบๆ เต็มตัวไปหมด เนื่องจากการเอา “สีข้างเข้าถู” กรณี สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ที่ถูกตำรวจออกหมายจับในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ซึ่งเป็นข้อหารุนแรงมาก แต่ยังทำเป็นนิ่งเฉย ชาวบ้านหลายคนสงสัยว่า “จงรักภักดี” จริงหรือไม่? หรือเอาคำพูดนี้มาใช้เฉพาะในทางการเมืองโจมตีคู่แข่งขัน เพื่อโค่นล้มฝ่ายรัฐบาล เขาจึงประกาศชักชวนให้คนร่วมกันไปทวงถามสปิริตในการนี้
แทง แทนไท
ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพราะถูกหลอกให้ซื้อของห่วยๆ
คอลัมน์ : ละครชีวิต
ก่อนจะลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 สังคมไทยแบ่งเป็น 2 ข้าง
ข้างหนึ่ง รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับ เพราะเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.มีที่มาจากเผด็จการ และ 2.มีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอ่อนแอ และถูกรังแกกลั่นแกล้งจากผู้ที่มาจากการแต่งตั้งได้
ข้างหนึ่ง รณรงค์ให้ประชาชนรับ เพราะเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ 1.เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง และกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย 2.กลัวเผด็จการ คมช. จะนำรัฐธรรมนูญที่เลวกว่ามาบังคับใช้
แม้จะแบ่งเป็น 2 ข้างชัดเจน แต่ ทั้ง 2 ข้างก็ยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาที่จะต้องแก้ไขกันต่อไปในอนาคต หลังจากมีรัฐบาลใหม่ กระทั่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ยอมรับว่ายังมีข้อบกพร่อง แต่เพื่อให้มีการเลือกตั้ง จึงควรจะรับ แล้วค่อยไปแก้ไขกัน
มีเสียงทักท้วงค่อนข้างมากว่า หากรับไปแล้วจะแก้ไขยาก เพราะจะมีขบวนการต่อต้านคัดค้าน แต่คณะผู้ยกร่างก็บอกว่าแก้ไขได้ตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในที่สุด เพราะคณะเผด็จการ คมช. และคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ จับการเลือกตั้งและประชาธิปไตยที่ประชาชนร้องหาเป็นตัวประกัน และรณรงค์แบบลับ-ลวง-พราง จนกระทั่งผลการลงประชามติออกมาว่า ข้างฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญชนะไปแบบฉิวเฉียด ส่งผลให้ประชาชนทุกคนในประเทศไทยต้องตกอยู่ใต้การบังคับของรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่อง และปัญหามากมาย
วันนี้ มีเสียงเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นแล้วว่า กฎหมายสูงสุดกลายเป็นอุปสรรคสูงสุดในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน อำนาจของฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถูกคานและเตะตัดขาจากผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และเป็นตัวแทนของระบอบอำมาตยาธิปไตย จนไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดิน และปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วันนี้ มีเสียงคัดค้านดังขรมจากนักการเมือง และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคยสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่งยกไปเปรียบเทียบว่า หากประชาชนสนับสนุนให้ ส.ส. แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับสนับสนุนให้โจรแก้กฎหมายเพื่อหนีความผิด
ไม่แปลกเลย ที่โจรและลูกน้องโจรที่เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ จะต้องออกมาปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่แปลกที่ไปกล่าวหาว่าผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย เป็นโจร
สะท้อนให้เห็นว่า โจรและลูกน้องโจรที่เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รู้จักการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ดันอุตริมาเขียนกฎหมายสร้างระบอบประชาธิปไตย
วันนี้ ผมอยากจะย้อนไปตรวจสอบว่า ในอดีตที่ผ่านมา ใครพูดไว้อย่างไรบ้าง แล้ววันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เป็นคนที่ควรจะเชื่อถือศรัทธาต่อไปหรือไม่
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ แต่สุดท้ายประเทศก็ต้องก้าวไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อ ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หากเทียบกับรถยนต์แล้ว มีเรื่องที่ต้องแก้ 4 ประเด็นใหญ่
1.ยางบวม กล่าวคือ เอาสายตุลาการมาทำหน้าที่ในการกลั่นกรององค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐมากเกินไป ซึ่งปัจจุบันศาลสูงมีภารกิจมากอยู่แล้ว และหากศาลถูกวิจารณ์มากๆ ก็อาจเกิดวิกฤติได้ เนื่องจากศาลหน้าไม่หนาเมื่อเทียบกับนักการเมือง กรณีนี้จึงเปรียบว่า เอาล้อหลังมาใส่ล้อหน้า เมื่อวิ่งอาจระเบิดได้
2.คัสซีเอียง กล่าวคือ วุฒิสภามี 2 เผ่าพันธุ์ จากการเลือกตั้ง และแต่งตั้ง ในส่วนของ ส.ว. เลือกตั้งที่กำหนดให้มี ส.ว. จังหวัดละคนนั้น ก็ถูกวิจารณ์ได้ว่า บางจังหวัดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน แต่ทำไมให้มีตัวแทนคนเดียว เหมือนงานเล็กงานใหญ่ ใช้นอตตัวเดียว
3.หน้าปัดมัว การให้มี ส.ส. ระบบสัดส่วนแบ่งเป็น 8 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ ก็ไม่รู้ว่าเอาหลักเกณฑ์อะไรมาวัด การแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัดก็ไม่มีความผูกพันระหว่างวัฒนธรรมความเป็นอยู่กัน ส.ส. ระบบเขตใหญ่ บางเขต 3 คน 2 คน หรือจังหวัดเล็กๆ มีได้คนเดียว ทำให้ความรับผิดชอบทางการเมืองในพื้นที่ไม่ชัดเจน เปรียบได้กับหน้าปัดที่ไม่ชัด ทำให้ความรับผิดชอบทางการเมืองไม่ชัดเจน
4.ไม่มีกล่องฟิวส์ ถ้าไฟลัดวงจรมากๆ รถจะไม่ดับ แต่จะวิ่งจนไฟลุกท่วม กล่าวคือ การให้ศาลเสนอกฎหมายเองได้ อาจทำให้ศาลต้องไปล็อบบี้นักการเมืองที่พรรคหรือที่บ้าน ไม่ว่านักการเมืองคนนั้นจะยี้หรือไม่ก็ตาม บรรยากาศนั้นไม่มีใครเชื่อใจได้ว่า นักการเมืองจะไม่แอบต่อรองกับศาล
“เหตุผล 4 ข้อ แม้จะทำให้รถคันนี้สตาร์ทติดเพื่อให้ไต่จากปากหลุมได้ แต่อย่าวิ่งนาน ต้องรีบจอดเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหน้า และพรรคชาติไทยก็ประกาศชัดว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องแก้ไขภายหลัง ซึ่งเชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย จะมีอีกหลายครั้ง” - หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 16 สิงหาคม 2549
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในการสัมมนาของสถาบันพระปกเกล้าว่า ไม่อยากให้มองรัฐธรรมนูญเป็นสีขาว กับดำ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ดีอย่างที่คิด แต่ก็ไม่เลวอย่างที่กลัว พร้อมทั้งยืนยัน หากได้เป็นรัฐบาล พรรคจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เช่นกัน โดยเฉพาะในประเด็นที่จะให้อำนาจถอดถอนไม่อยู่กับ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง – หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก วันที่ 15 สิงหาคม 2549
นายจรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า “ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผมยอมรับว่าไม่ได้ดีและสมบูรณ์ที่สุด แต่มองว่าจำเป็นที่สุดสำหรับการกลับคืนมาของอำนาจแห่งประชาชนอย่างราบรื่น ชัดเจน และแน่นอน ที่บอกว่าถ้าไม่รับก็สามารถนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงนั้น หนทางมันไม่ได้ชัดเจน ราบรื่น เหมือนการรับร่างที่จะยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที และ คมช. ก็จะสิ้นสภาพทันที เพราะไม่มีหลักประกันว่า คมช. จะหยิบฉบับนั้นมาปรับปรุงจริง ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จะดีจะเลว รับร่างแล้วก็ได้ระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน ถึงเวลานั้นไปเริ่มกระบวนการยกร่างแก้ไขโดยประชาชน เหมือนตอนเริ่มยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ก็ได้ เดินแบบนี้จะราบรื่นกว่าการล้มร่างรัฐธรรมนูญ - ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ รายวัน วันที่ 4 สิงหาคม 2550
เพียงแค่ 3 คน เราก็เห็นแล้วว่า ไม่มีใครปฏิเสธการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังการเลือกตั้ง แต่ทว่า เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จรัญ ภักดีธนากุล กลับคัดค้านแบบหัวชนฝา ทั้งๆ ที่เคยบอกว่ารัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข และแก้ไขได้
บรรดาคำถามทั้งหลายทั้งปวงที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จรัญ ภักดีธนากุล ถามกับสังคมว่า ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ จึงต้องตอบว่า เพราะรัฐธรรมนูญมันห่วย และประชาชนถูกหลอกให้รับของห่วยๆ โดยหลอกว่ารับแล้วแก้ไขได้
วันนี้ ถึงเวลาที่ประชาชนที่ถูกหลอกให้รับของห่วยๆ จะทวงถามคำสัญญาที่ว่า รับไปก่อนแล้วแก้ไขได้ ก็อยู่ที่ว่าทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ จรัญ ภักดีธนากุล จะพลิกแพลง ตะแคงลิ้น โกหกหลอกลวงอย่างไรต่อไป
นายกอ
เปิดปูม
หลายคนบอกว่า คำแถลงหยุดยิงของกลุ่มใต้ดินรวมภาคใต้ของประเทศไทย เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 17 กรกฎาคม 2551 ไร้ค่าไปทันทีเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ในช่วงเย็นวันเดียวกัน นครินทร์ ชินวรโกมล
เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่า กองทัพและหน่วยราชการไม่เกี่ยวข้องกับคำแถลงครั้งนี้ ทั้งยังเปิดชื่อบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม (คนที่พูดภาษามาเลย์ ซึ่ง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต ผบ.ทบ. บอกว่ามาจากการรวมตัวกันถึง 11 กลุ่ม) ว่าแท้ที่จริงแล้วคือ นายมะรีเป็ง คาน แกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอดีต ซึ่งหยุดการเคลื่อนไหวไปตั้งแต่ปี 2530 โน่นแล้ว...
นายมะรีเป็ง คาน ปัจจุบันอายุ 57 ปี มีชื่อจริงว่า นายอารีเฟน คาน พื้นเพอยู่ที่หมู่ 1 ต.ยะรัง อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ส่วนชื่อ มะรีเป็ง หรือ รีเป็ง คาน เป็นชื่อจัดตั้งในขบวนการพูโล โดย มะรีเป็ง คาน เป็นพี่ชายของ นายซำซูดิน คาน อดีตรองเลขาธิการขบวนการพูโลเก่า ในสมัยที่ ตนกูบีรอ กอตอนีลอ เป็นประธานกลุ่มพูโล เมื่อประมาณปี พ.ศ.2522 แต่ปัจจุบันตนกูบีรอเสียชีวิตแล้วเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ที่บ้านในเมืองดามัสกัส ประเทศซีเรีย
นายมะรีเป็ง คาน เป็นอดีตสมาชิกขบวนการพูโลเก่า มีตำแหน่งเป็นผู้แทนพูโลเก่าฝ่ายต่างประเทศ ประจำประเทศสวีเดน และภูมิภาคสแกนดิเนเวีย มีบทบาทสำคัญในการเจรจากับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมาแล้ว 2 ครั้ง ได้แก่
1.วันที่ 9-12 เมษายน 2536 มะรีเป็งเป็นหนึ่งในผู้แทนเข้าร่วมเจรจาสันติภาพกับเจ้าหน้าที่ไทย ที่โรงแรมเมอรีเดียนเดอแคร์ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ โดยมี ตนกูบีรอ กอตอนีลอ เป็นหัวหน้าคณะ และสมาชิกคนอื่นๆ ที่เข้าร่วม ได้แก่ นายซำซูดิน คาน นายอาหมัด กาเดร์ เป็นต้น
2.วันที่ 26-28 เมษายน 2537 มะรีเป็งเข้าร่วมเจรจาสันติภาพกับเจ้าหน้าที่ไทย ที่กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เพื่อสานต่อการเจรจาครั้งแรก
ต่อมา มะรีเป็งพยายามรวบรวมสมาชิกกลุ่มขบวนการต่างๆ เพื่อมาร่วมเจรจากับรัฐบาลไทย แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มขบวนการอื่นๆ และไม่สามารถโน้นน้าวสมาชิกขบวนการบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต ให้เข้ามาร่วมในกระบวนการเจรจาสันติภาพได้
สำหรับขบวนการบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนตนั้น หน่วยข่าวด้านความมั่นคงทุกหน่วยระบุตรงกันว่า เป็นขบวนการหลักที่ก่อเหตุรุนแรงอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ แต่พวกเขาไม่ยอมเปิดเผยตัวตนและข้อเรียกร้องใดๆ
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา

