ทุกครั้งที่พรรคพลังประชาชนต้องใช้แง่มุมทางกฎหมายขึ้นต่อสู้ เหลี่ยมเชิง ลีลา จังหวะการเข้าทำเพื่อความได้เปรียบ นาทีนี้ไม่มีใครเกิน ศุภชัย ใจสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รองโฆษกพรรคพลังประชาชน นักกฎหมายมือหนึ่งที่ทำงานเพื่อพรรคอย่างทุ่มเท
ความเป็นคนครบเครื่องต้มยำ เชิงบุ๋นวางหมากล่วงหน้าห้าชั้นเป็นอย่างน้อย (ฐานกรุณา) แนวบู๊ยิ่งบู๊ได้ใจ งานภาคสนามจึงเป็นภาระในมือ ศุภชัย ใจสมุทร แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าเปิดประเด็นไหนขึ้นมา ฝั่งตรงข้ามหนาวๆ ร้อนๆ ไข้ขึ้นไปตามๆ กัน เขาผู้นี้แหละครับ ที่งัดกลยุทธ์ช่วยเด็กนักเรียนราชวินิตมัธยม กำจัดสิ่งกีดขวางความเจริญที่สะพานชมัยมรุเชฐ ให้ต้องถ่อยร่นไม่เป็นขบวนดังทัพพ่ายศึก ไปตั้งหลักที่สะพานมัฆวานฯ อย่างน่าสมเพชเวทนา
ศุภชัย ใจสมุทร ให้สัมภาษณ์ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 78 วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม – วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2551 กล่าวถึงเบื้องหลังการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญปกป้องสิทธิเด็กนักเรียน จากการล่วงละเมิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมปิดถนน สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น พร้อมฟ้องอีกหากมีคนเดือดร้อนขอมา ชี้พวก “อนาธิปไตย” ไปที่ไหนเดือดร้อนที่นั่น ตีคนไทยด้วยกันเลือดตกยางออก เผย พปช. เดินหน้าแก้ รธน. ต่อไปนี้ “ชนเป็นชน” ส่วน กกต.-ป.ป.ช. ไม่รอดแน่ ส่อก้าวล่วง “พระราชอำนาจ” ชัดเจน ซ้ำยังต้องคืนเงินเดือนอีกด้วย พร้อมมุมมองทางการเมืองในอนาคตอย่างน่าสนใจ
“การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สร้างความเดือดร้อนกับคนในกรุงเทพฯ มาตลอด แต่เนื่องจากว่าลักษณะนิสัยของคนในเมืองหลวงหรือเมืองไหนๆ ก็ตาม อะไรที่พยายามทนได้...ก็ทนกันไป แม้จะเดือดร้อน แต่กรณีเรื่องของการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และย้ายไปอยู่ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล ไปรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม เขาได้รับความเดือดร้อนมาก
ผมเคยพูดมาตลอดว่า ใครเดือดร้อน “ผมยินดีที่จะช่วยเหลือ” ใครที่รับอาสาเป็นโจทก์ ผมยินดีที่จะช่วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ในที่สุดแล้วมีอาจารย์โรงเรียนราชวินิตฯ กล้าที่จะมาต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มพลังที่ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วย เมื่อครูอาจารย์ทั้งหลายกล้า...ผมจัดการที่จะช่วยในการฟ้องคดีนี้ ผลที่ได้รับมาส่วนหนึ่งคือ หลังจากที่ได้รับการยื่นฟ้องแล้ว โจทก์ได้ทำการขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวโดยยื่นคำร้องไต่สวนฉุกเฉิน ศาลมีคำสั่งอย่างที่ทราบกัน...
ซึ่งผลนี้มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ อันแรกคือ ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน 2.นี่เป็นแนวทาง แม้จะไม่ได้เป็นบรรทัดฐานสุดท้าย แต่ว่าการที่ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ถือได้ว่าการที่ใครก็ตามจะไปอ้างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ที่อ้างว่าโดยปราศจากอาวุธในการชุมนุม ที่สุดแล้วการใช้เสรีภาพนั้นต้องมีขอบเขต ที่ศาลได้มีคำสั่งออกมาให้เห็นชัดเจนอยู่ อย่างในคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คือว่าจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับคนอื่น
โดยเฉพาะถ้าการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมสาธารณะ เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานสำหรับการชุมนุมในที่อื่นๆ ด้วย เสรีภาพในการชุมนุมไม่มีใครปฏิเสธว่าจะไม่มี หรือจะกระทำไม่ได้ แต่มันต้องมีกรอบ กรอบของมันคือ ถ้าคุณชุมนุมเป็นที่เป็นทาง ในสนามอะไรก็ตาม ถือว่าไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นการชุมนุมแล้วเกินสมควร ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ทำไม่ได้
นี่เป็นเรื่องของการตีความ แต่พันธมิตรฯ อ้างตลอด มาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญ เป็นการอ่านและอ้างเฉพาะในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ไม่ได้อ้างทั้งฉบับ วันนี้ศาลได้ชี้ให้เห็นว่า การชุมนุมอ้างมาตรา 63 วรรคต้นอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องดูมาตรา 63 วรรค 2 หรือวรรคอื่นด้วย ผมว่าวันนี้พันธมิตรฯ ยังตะแบงอยู่ ที่แน่ๆ เวลานี้คดีที่สะพานชมัยมรุเชฐคือว่าต้องดำเนินต่อไปเพื่อเป็นบรรทัดฐาน คือ ศาลจะต้องมีคำพิพากษาออกมา แต่การที่ย้ายไปชุมนุมที่ราชดำเนิน สะพานมัฆวานฯ
ตรงนี้ถือได้ว่า การกระทำนั้นของพันธมิตรฯ ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่นอยู่ ผมยังยืนยันว่าการกระทำในปัจจุบันของเขาเป็นการกระทำที่ไม่สามารถอ้างรัฐธรรมนูญได้ ตามความหมายเดียวกับคดีที่ชมัยมรุเชฐ...จริงๆ สิ่งที่พันธมิตรฯ หรือกลุ่มที่อยู่บนเวทีพันธมิตรฯ อาจจะไม่รู้อย่างหนึ่งว่า ที่หลายคนที่กล่าวอ้างการรักชาติบ้านเมือง รักประชาชนเนี่ยนะครับ เป็นการที่ยกย่องตัวเองไป ในความจริงแล้ว ก่อนที่ผมจะเข้ามาสู่การเมือง ผมเคยทำงานในองค์กรสิทธิมนุษยชนมานาน คือ สสส.
ซึ่งเป็นสมาคมเพื่อต่อสู้กับเผด็จการมาตลอด ผมเป็นประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นทนายความ ผมเป็นเลขานุการชมรมนักกฎหมายมุสลิม ซึ่งมี คุณสมชาย นีละไพจิตร เป็นนักต่อสู้ เป็นประธาน ผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิ นายผี-อัศนี พลจันทร ซึ่งเป็นองค์กรที่ล้วนแล้วแต่ทำงานเพื่อปกป้องประชาชนต่อต้านเผด็จการ ผมเป็นกรรมการของสมาพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลกประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้ยูเอ็น
ฉะนั้น หลายสิ่งที่พูดมาไม่ใช่เพื่อโอ้อวด แต่จะบอกว่าความเป็นตัวตนของผมในการที่จะต่อสู้เพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ได้น้อยกว่าพวกที่ยืนบนเวทีพันธมิตรฯ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ผมทำมานาน ฉะนั้นกรณีที่ผมช่วยโรงเรียนราชวินิตฯ ปกติแม้ผมจะไม่ได้อยู่ในสถานะความเป็นนักการเมือง ผมช่วยมานาน ช่วยมาตลอด ไม่คิดหวังเงินทอง กับชาวบ้านชาวช่อง เรื่องเขื่อนปากมูลผมก็ช่วย “ยายไฮ” (นางไฮ ขันจันทา ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้า กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี) รู้จักผมดี ผมช่วยแกมาตลอด ไม่มีใครรู้ดีมิติของนายศุภชัยในมุมนี้!!
ฉะนั้นเมื่อโรงเรียนนี้เดือดร้อนผมมาช่วย ยิ่งผมเป็นนักการเมืองที่สังกัดพรรคพลังประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพันธมิตรฯ ผมจึงยิ่งเต็มใจร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะช่วย ผมบอกเลยว่าไม่คิดที่จะอยู่เบื้องหลังคดีนี้ แต่เต็มใจจะอยู่เบื้องหน้าอยู่แล้ว เพียงแต่พันธมิตรฯ อาจจะหลงไป ผมไม่ใช่ประเภทเล่นลับหลัง ผมชอบแบบซึ่งหน้า วิธีการของผมคิดแบบนี้มาตลอด เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่อยากให้เข้าใจว่าสิ่งที่คุณด่าผมไม่เป็นไร ในขณะที่คุณด่าผมนะ มีอีกปีกหนึ่งที่เขาชื่นชมผมนะ เอาเป็นว่าคนกลางๆ ที่ไม่เชียร์ผม เขาต้องรู้สึกว่าผมตั้งใจ แต่คนที่รู้จักผมดี เขาบอกว่าไม่แปลกใจกับสิ่งที่ผมทำ เพราะผมทำมาตลอดชีวิต...”
ศุภชัย ใจสมุทร เรียกร้องให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมของพันธมิตรฯ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ยินดีให้คำปรึกษาทางกฎหมายเต็มที่ ทั้งวิจารณ์แกนนำพันธมิตรฯ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่จะเข้าชื่อถอดถอนผู้พิพากษาศาลแพ่งที่ตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธยว่า อาจทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
“สิ่งที่ผมอยากเรียกร้องไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง สิ่งที่เขาว่ากล่าวผมเสียๆ หายๆ ผมก็มีข้อมูลหมดแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องคือ เวทีพันธมิตรฯ ใช้วาจาผรุสวาท การด่าทอคนโดยไม่มีเหตุผล การเอาเรื่องส่วนตัวคนมาพูด ซึ่งสิ่งที่จะบอกคือว่า ทำเช่นนั้นขัดกับที่แกนนำทั้งหลายได้ป่าวประกาศว่าการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยสงบ สงบนี้ต้องสงบทั้งกาย วาจา ใจ คุณไม่มีวจีสุจริต คุณด่าทอเขา ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกว่า “พวกเรามาทำบุญ เราทำบุญ เรามาทำบุญเพื่อประเทศชาติ” แต่มันสวนทางกับการกระทำ!!
วันนี้สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ ใครก็ตามที่ถูกล่วงละเมิดจากเวทีนี้ การใช้ถ้อยคำซึ่งเป็นคำหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา อยากเรียกร้องท่านทั้งหลายไปดำเนินคดีกับพวกที่พูดจาถึงท่านเสียเถอะ การที่เอเอสทีวีมีการแพร่ภาพไปทุกจังหวัด ท่านสามารถไปดำเนินคดีได้ ไม่ใช่เพื่อเล่นงานพันธมิตรฯ แต่เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของเรา วันนี้เราจะปล่อยให้กลุ่มเถื่อน...ถ่อย!!! เข้ามาทำให้บ้านเมืองเสื่อมอีกเนี่ยมันไม่ควร ในวันนี้ยิ่งท่านละเลยที่จะไม่ดำเนินการกับกลุ่มพวกนี้ ยิ่งทำให้กลุ่มพวกนี้เหิมเกริม ผมเรียกร้องให้ท่านไปดำเนินการเสีย…เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย!!! ที่มีกลุ่มหรือบุคคลกล้า หรือบุคคลที่บังอาจกล้าวิจารณ์การทำงานของศาลยุติธรรม
โดยเฉพาะการทำงานของศาลที่พิจารณาพิพากษาคดี ผมได้ดูเอเอสทีวีหลังจากที่ศาลตัดสิน วันนั้นกลุ่มแกนนำได้กลับไป และมีการพูดบนเวที อ่านคำสั่งศาลให้ผู้ชุมนุมฟัง วันนั้นผมตกใจ! ผมได้ยินเสียงโห่ร้องในทำนองไม่พอใจศาล ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นอารมณ์โกรธของมนุษย์ ผมเข้าใจได้ แต่รุ่งขึ้นกลับปรากฏว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กลับมีการพูดจาว่าจะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่านนั้น เป็นเรื่องซึ่ง ถ้ากรณีมีการทำอย่างนั้นจริง ผมคนหนึ่งแหละที่จะออกมาต่อสู้เพื่อท่านทั้งสอง ไม่ใช่ว่าเพราะท่านตัดสินถูกใจผม แต่ประเด็นคือ บ้านเมืองต้องยอมรับว่าสถาบันศาล หรืออำนาจตุลาการ ได้หยิบยกขึ้นมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินสมควรในบางกรณี ซึ่งเราอาจจะต้องยอมรับในบางสถานการณ์
แต่กรณีที่ศาลได้พิจารณาพิพากษาคดีตามปกติ เป็นเรื่องของครูที่ฟ้องพันธมิตรฯ และพันธมิตรฯ ก็แสดงความรู้สึกไม่พึงพอใจ แล้วคิดจะไปเล่นงานศาลเช่นนั้น ผมคิดว่าคนไทยที่ได้ยินได้ฟังเขาทนไม่ได้...คงไม่ใช่เฉพาะผม เพราะอย่าลืมว่าผู้พิพากษาทั้ง 2 ท่าน ในฐานะส่วนบุคคลท่านไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดี แต่ในฐานะที่ทำไปเป็นผู้พิพากษาที่ได้กระทำในพระปรมาภิไธยในพระมหากษัตริย์ การใช้ถ้อยคำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง วันนั้น ผมรู้สึกว่าเหมือนกับ ไม่ยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการ ที่กระทำในพระปรมาภิไธยในพระมหากษัตริย์!!
ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวอ้างเรื่องจงรักภักดี แต่การกระทำกลับส่อว่าจะสวนทางกับสิ่งที่พูด ไม่รวมกรณีที่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับ ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่วันนี้กลายเป็นแกนนำสำคัญในเวทีที่กล่าวอ้างว่ามีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ฉะนั้นเวทีพันธมิตรฯ พูดอย่าง การกระทำแตกต่างเป็นอีกอย่างอยู่เสมอ แม้แต่วันนี้การที่ตั้งกลุ่ม “พลังแผ่นดิน” ผมถือว่ากรณีนี้เป็นการที่ กลุ่มพันธมิตรฯ บังอาจเหิมเกริม เพราะอย่าลืมว่า พระนามของในหลวงองค์ปัจจุบันคือคำว่า “ภูมิพล” ซึ่งแปลว่า “พลังแผ่นดิน” ตลอดระยะเวลาที่มีการกล่าวถึง “พลังแผ่นดิน” เรากล่าวโดยมีนัยว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นไปเพื่อพระองค์ท่าน แต่วันนี้กลุ่มการเมืองข้างถนนพยายามที่จะดึงเอาคำนี้มา เพื่อให้คนเกิดความเข้าใจในทิศทางที่อาจจะก่อให้เป็นการระคายเคืองพระยุคลบาทของพระองค์ท่านก็ได้...”
ทนายความนักสู้ท่านนี้ยังกล่าวถึงสถานภาพของ ป.ป.ช. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างหนักแน่นว่า “ผมยังยืนยันว่ายังไม่ได้มีการปฏิบัติครบถ้วนตามกฎหมาย คุณเข้าสู่ตำแหน่งครบถ้วนตามขั้นตอน เราไม่ปฏิเสธว่า คปค. มีอำนาจให้คุณเข้ามานั่งในตำแหน่งต่อ แต่คุณจะปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์ เมื่อเขามานั่งทำงานตรงนี้โดยไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์...ถือว่าเขาได้ก้าวล่วงต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย และมันจะมีเรื่องตามมาเยอะว่า การทำงานของคุณจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเข้ามานั่งอยู่บนเก้าอี้นี้กับการทำงานมันคนละส่วนนะ
ถ้าคุณจะเริ่มขยับมาทำงานคุณก็ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ก่อน...พลังประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่า เราไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ 2550 ตั้งแต่เริ่มแรก แต่วันนี้ชะลอมา ผมว่าไม่มีความจำเป็นแล้ว ตอนนี้เราต้องอ้างประชาชนที่สนับสนุนเราอยู่ ถ้าจะชนต้องชนกัน ถ้าพันธมิตรฯ เห็นว่ามีจำนวนประชาชนที่อยู่ข้างถนนแล้วเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ผมก็จะบอกว่าวันนี้ ส.ส. พรรคพลังประชาชน จะถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ลองกันดู ผมว่าไม่งั้นบ้านเมืองเสียหายทุกภาคส่วน”
วางแผงแล้ววันนี้ เนื้อหาแน่นปึ้ก แนวทางการต่อสู้ครบครัน อย่าช้าครับท่าน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, July 29, 2008
มือกำจัดสิ่งกีดขวางความเจริญ
ยกเครื่องประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
นั่งดูปฏิทินสิ้นเดือนนี้ เหลือเวลาอีก 2 เดือน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของสังคม เพื่อประชาธิปไตย ก็จะมีอายุครบ 1 ปี
“เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก” ซึ่งผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนบัญญัติขึ้นมา แต่ขออนุญาตนำมาพูดซ้ำ
10 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เกิดขึ้นมา ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศไทยยังถูกครอบงำด้วยระบอบเผด็จการ แม้ว่ารัฐบาลขิงแก่ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการยึดวันเลือกตั้งไว้เป็นตัวประกัน ไม่ให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง คิดพิเรนทร์ก่อการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาอีก
เมื่อหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เลือกเกิดขึ้นมาในฤกษ์ดาวโจรครองเมือง เราก็ต้องแก้เคล็ดด้วยสโลแกน เป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
เป็นเพราะสโลแกนที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแก้เคล็ดที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เกิดขึ้นมาในฤกษ์ดาวโจรครองเมืองกระมัง ทำให้หนังสือพิมพ์รายวันราคาถูกที่สุดในประเทศไทยฉบับนี้ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างอบอุ่น โดยไม่ได้ลงทุนเสียเงินค่าโฆษณาจากสื่ออื่นๆ เลยแม้แต่บาทเดียว
แต่เพราะปากต่อปากของผู้ที่ร่วมอุดมการณ์รักประชาธิปไตย ทำให้ยอดจำหน่ายสูงอย่างคาดไม่ถึง ถ้าภาษาของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกว่า ยอดจำหน่ายสูงอย่างเข็มขัดสั้น
จากวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็ต้องขยายออกมาวางแผงหนังสือทั่วๆ ไป และขยายออกไปวางแผงในพื้นที่ต่างจังหวัดบางจังหวัด และในอนาคตอันใกล้นี้จะวางแผงจำหน่ายทั่วประเทศ ตามเสียงเรียกร้องของท่านผู้มีอุปการคุณ
อีก 2 วันจะครบ 10 เดือนของอายุหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ผมยอมรับว่าเหนื่อยพอสมควรกว่าจะฟันฝ่ากับอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาเป็นพายุบุแคม โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่เริ่มวางแผง ถูกกลั่นแกล้งสารพัดจากผู้ไม่หวังดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และพวกปากเสีย กล่าวหาว่า เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจบ้าง หลังจากเลือกตั้งแล้วก็จะปิด เป็นสื่อเทียมบ้าง เพราะไม่นำเสนอข่าวที่สื่อโดยทั่วๆ ไปนำเสนอ สารพัดที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวหากัน
“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” สุภาษิตโบราณว่าไว้ วันนี้ได้พิสูจน์หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์แล้วว่า ข้อกล่าวหาก็คือข้อกล่าวหา
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คือสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ตามสโลแกนที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแก้เคล็ดในฤกษ์ดาวโจรครองเมือง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณเห็นแล้วว่า เรายึดมั่นสโลแกนที่ประกาศไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นสื่อทางเลือกของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของข่าวสารต่างๆ ที่ท่านหาอ่านไม่ได้จากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น
และ...ที่เรายึดมั่นเป็นเจตนารมณ์ นั่นคือ สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากระแสสังคมที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่รับใช้เผด็จการ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ปลุกระดมขึ้นมาเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสื่อต่างๆ เห็นคล้อยตาม
แต่...
หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลเดียวคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 หรือที่เรียกกันว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นกากเดนของเผด็จการ ร่างขึ้นมาจากการบงการของเผด็จการที่เข้ามาครอบงำประเทศไทย หลังจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
และ...เรามั่นใจว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และส่อเค้าว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคต พาประเทศชาติไปสู่วิกฤติทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เกิดมาจากรัฐธรรมนูญกากเดนของเผด็จการ
ดังนั้น ด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ ที่เราได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จะยกเครื่องใหม่ให้แน่นเปรี๊ยะกว่าเดิม เพิ่มเนื้อหาสาระตามความต้องการของท่านผู้มีอุปการคุณ
โดยเฉพาะขบวนการปล้นประชาธิปไตย ขบวนการมารศาสนา คุณสอาด จันทร์ดี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป จะต้องพบกับวิบากกรรมกับสิ่งที่ก่อขึ้นมา รับรองว่าเจาะกันถึงกึ๋นแน่นอน
นี่คือสิ่งที่เราจะบอกกล่าวกันล่วงหน้า วันที่ 1 สิงหาคม รอพิสูจน์ผลการยกเครื่องประชาทรรศน์นะครับ
เอกฉัตร
เข้าทาง...เท้า

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
เหตุการณ์ม็อบพันธมิตรฯ และกลุ่มคนรักอุดรฯ ยกพวกตีกันที่ จ.อุดรธานี กลายเป็นเรื่อง “เข้าตีน” ให้พวกที่จ้องหาเรื่องอย่างเวทีพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวหารัฐบาลกันอย่างสนุกปาก และพยายามลากให้เป็นความผิดของรัฐบาลอีกจนได้
เหมือนกับหลายเรื่องราวที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาลจะขยับทางซ้ายหรือทางขวา ก็เป็นอันได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น
ข้อกล่าวหาของเจ้าเก่าอย่างพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุชัดว่า รัฐบาลอยู่เบื้องหลังการกระทำรุนแรงดังกล่าว และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีส่วนรู้เห็น
ทั้งๆ สิ่งที่กล่าวนั้นไร้หลักฐาน ไม่มีสิ่งใดบ่งบอก หรือนำมาเชื่อมโยงให้เชื่อได้เลยว่าเป็นเช่นนั้น
ชี้ให้เห็นว่าคนที่ออกมาเปิดประเด็นเหล่านี้ จ้องอยู่ตลอดเวลาที่จะกล่าวหาและให้ร้ายรัฐบาล รวมถึงอดีตผู้นำ ด้วยจิตใจที่มีอคติเป็นส่วนตัว และสามารถพูดได้โดยไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น
จนชวนให้เชื่อได้ว่า หลายเรื่องราวที่ออกมากล่าวหาก่อนหน้านี้ ก็เกิดขึ้นด้วยมูลเหตุและวิธีการอันเดียวกัน
หากจะพิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักอุดรฯ หรือกลุ่มคนเชียงใหม่ ที่ออกมาต่อต้านการเปิดเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ มีการประกาศเจตนารมณ์ชัดว่า ไม่อยากให้มีการเปิดเวทีปราศรัยสร้างความแตกแยกขึ้นในจังหวัดของพวกเขา
ไม่อยากให้คน “ที่อื่น” เข้าไปทำลายความสงบสุขในพื้นที่ซึ่งมีมาอย่างยาวนาน และไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่จะเชื่อมโยงไปถึงรัฐบาล
กลับกัน กลุ่มผู้ชุมนุมเองต่างหากที่ “ตีตรา” ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นพวกเดียวกับที่ก่อความวุ่นวายอยู่ที่กรุงเทพฯ และกระจายความวุ่นวายไปยังสถานที่ทำการสำคัญต่างๆ รวมทั้งมีแผนในการกระจายความเดือดร้อนวุ่นวายไปยังต่างจังหวัด
เมื่อเป็นดังนี้ ทำไมสื่อค่ายผู้จัดการ หรือผู้คนของพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ออกมาประณาม หรือตั้งสมมติฐานกันบ้างว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้านักเลง ที่ส่งคนไปก่อกวนตามเมืองที่เขาอยู่กันอย่างสงบสุข
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวุ่นวายที่เชียงใหม่ เชียงราย มหาสารคาม อุดรธานี บุรีรัมย์ ฯลฯ ที่ไหนๆ ก็ล้วนแต่เป็นคนของพันธมิตรฯ ทั้งนั้น
แต่บรรดาผู้ที่ออกมาต่อต้านต่างหากที่ล้วนเป็นคนในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน เพียงแต่เป็นการออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ ก็เท่านั้น
เมื่อเป็นดังนี้ คงเป็นความชัดเจนมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่พยายามจัดตั้ง พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย
และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามเคลื่อนม็อบไปในพื้นที่ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ต้อนรับ รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นพื้นที่ที่มีคนต่อต้าน ก็คงจะต้องตอบสังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกหกตอแหล ว่ามีเจตนาอย่างไรกันแน่
ไปทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะเกิดการประจันหน้านั้น มีเหตุผลอะไร
ขณะเดียวกัน ทำไมไม่เลือกไปในจังหวัดที่ผู้คนให้การสนับสนุน อย่างหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ แท้ที่จริงแล้วมีเจตนาที่จะให้เกิดการปะทะ ต้องการให้เกิดการนองเลือดอย่างนั้นหรือเปล่า
เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องถือว่า “เลวมาก” ที่จงใจหลอกคนไทยให้ปะทะกับคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพื่อเป็นบันไดไต่ไปสู่ความสำเร็จของตัวเองและพวกพ้อง
ซ้ำยังอาจหมายถึงการหลอกทหารให้ออกมาฮึ่มๆ และหลงคิดว่าถึงเวลาออกมารักษาความสงบในบ้านเมือง อันเนื่องมาจากการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบที่มีคนจงใจให้เกิดขึ้น
การปล่อยให้กลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือปลุกปั่น และหลอกใช้ หรือการออกมาชุมนุมปิดถนนปาวๆ เพื่อปกป้องคนคนเดียว หวังให้รอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่เชื่อว่าหลายๆ คนยังไม่เคยทำเพื่อพ่อ เพื่อแม่ หรือโคตรเหง้าตัวเองถึงขนาดนั้น บอกตามตรงว่า เมื่อเห็นข่าวมีการเจ็บเนื้อเจ็บตัวก็อดไม่ได้ที่จะนึก “สมน้ำหน้า” เพราะดันโง่ให้เขาหลอกเอาได้
แต่ขณะเดียวกันก็สมเพชเวทนา และอดคิดไม่ได้ว่า “คนโง่ก็ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด” อยู่ร่ำไป
บทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจสรุปได้ว่า...
พี่น้องประชาชนต้องไม่หลงเชื่อคำปลุกปั่นของใครง่ายๆ เพราะเสี่ยงต่อการเป็นเครื่องมือให้เขาหลอกใช้โดยไม่รู้ตัว และควรศึกษาหาข้อมูลรอบด้าน อย่าเชื่อในเรื่องราวเพียงเพราะได้ยินบ่อย หรือคนพูดดูภูมิฐานน่าเชื่อถือเท่านั้น เพราะทุกวันนี้คนมาดดีนิสัยเลวมีอยู่เยอะไป
ส่วนทหารที่เป็นเป้าหมายลำดับต่อไปที่เขาจะหลอก เชื่อว่าคงไม่โง่ และไม่แกล้งโง่
พันธมิตรฯ ก็เหมือนกัน ต้องหยุดความพยายามสร้างความร้าวฉานในบ้านเมืองได้แล้ว การพยายามขยายวงในการสร้างความแตกแยก นับวันจะยิ่งตอกย้ำความเป็นพวกทำลายชาติ ทำลายแผ่นดิน หรือแม้แต่การทำตัวเป็นมาเฟีย ออกมาท้าทายกระบวนการยุติธรรม นับวันก็จะยิ่งตอกย้ำความพยายามที่จะปฏิเสธกฎกติกาบ้านเมือง ทำตัวเป็นคนเถื่อน คนถ่อย มากขึ้นเท่านั้น
และขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องออกมากวดขัน ดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังกับทุกฝ่ายที่ออกมาทำผิดกฎหมายบ้านเมือง
การปะทะกันในที่ต่างๆ ต้องสืบสาวราวเรื่องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ได้ รวมไปถึงทุกความวุ่นวายต้องจับตัวผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษให้เฉียบขาด โดยเฉพาะประเด็นหมิ่นเบื้องสูง ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งปล่อยไว้ไม่ได้เป็นอันขาด
รวมทั้งพวกที่พยายามตั้งตัวเป็นใหญ่ ใช้อำนาจเถื่อน ไม่เคารพกติกา ทำตัวเกะกะระรานอยู่ในบ้านเมือง ก็ต้องเร่งจัดการโดยเร็ว
เพราะขืนปล่อยไว้ ก็ไม่ต่างอะไรจากโจรก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...ที่ลอบกัดไม่เว้นแม้แต่คนดีๆ...!!
บิ๊กโบ๊ต
Sunday, July 27, 2008
ทักษิณไม่ล้างแค้นกรวดน้ำอโหสิพวกจองเวร
แฟนคลับแห่เชียร์-ร่วมถ่ายรูป สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เข้าอวยพรต่อแถวรอมอบกระเช้าดอกไม้ยาวเหยียด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สอบถามทุกข์สุขกับทุกคนอย่างอารมณ์ดี โดยมีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว คอยให้การต้อนรับแขกเหรื่อ ส่วนลูกทั้ง 3 คน ของ พ.ต.ท.ทักษิณคือนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา น.ส.แพทองธาร ช่วยกันแจกหนังสือ Thailand on the world state (ประเทศไทยบนเวทีโลก) ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมสุนทรพจน์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวบนเวทีโลก ระหว่างปี 2003-2008 แจกผู้มาอวยพร ขณะที่บริเวณด้านล่างของอาคารก็คึกคักไปด้วยกลุ่มแฟนคลับคนรักทักษิณและกองเชียร์เสื้อแดงราว 300 คน กระทั่งเวลา 13.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมด้วย น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพทองธาร ลงมาที่ชั้นล่างเพื่อพบกับกองเชียร์ โดย พ.ต.ท.ทักษิณมีสีหน้ายิ้มแย้มเปิดโอกาสให้บรรดาแฟนคลับได้มอบดอกไม้อวยพรวันเกิด และถ่ายรูปร่วมกันอย่างใกล้ชิดทีละคน เป็นเวลา 40 นาที วอนหยุดแบ่งฝ่ายทำร้ายกัน จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณคว้าโทรโข่งของแกนนำกองเชียร์มากล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่รักและห่วงใยมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่ระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ ช่วยกันเรียกร้องต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ตนได้กลับมา วันนี้แม้จะกลับมาแล้ว เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย จึงอยากให้ทุกอย่างกลับ เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตนพยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบและยุติโดยเร็ว แต่ ถ้าต่างคนต่างกลั่นแกล้งทำร้ายกันและกัน แบ่งแยกพวกกูพวกมึง คงยุติยาก หวังว่าสักวันคงคิดกันได้ว่าเราคนไทย ด้วยกัน ดังนั้น ตราบใดที่มีความรักความผูกพันและความ เป็นไทยต่อกัน คิดว่าจะผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายที่ เป็นมาแล้ว 3 ปีได้ กรวดน้ำอโหสิให้พวกจองเวร “ผมอยากฝากว่า ผมเข้าวัดทำบุญนั่งสมาธิ อโหสิกรรมทุกวัน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้จองเวรทั้งหลายตลอดเวลา ตัวผมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือประเทศ อยากเห็นชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังว่าคนไทยทุกคนจะให้อภัยกัน และนำความสันติกลับสู่ประเทศโดยเร็ว พวกเรา เป็นผู้รักสันติ และอยู่ในกรอบตลอดเวลา แต่ขณะนี้บ้านเมืองเริ่มไม่มีกรอบกันมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนอดทนกันต่อไป สักวันสิ่งที่ดีย่อมชนะสิ่งที่ไม่ดี วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา สักวันเขาจะเข้าใจเรา เมื่อเข้าใจเรา ก็จะรู้ว่ามันเสียหายไปเยอะแล้ว” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว ยันไม่คิดล้างแค้นศัตรูเก่า หลังพบปะกองเชียร์แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถึงของขวัญวันเกิดที่อยากได้ในปีนี้ว่า อยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งมากมายแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ไม่ได้กระเทือนขวัญและความรู้สึกคนไทยเท่านั้น แต่คนทั้งโลกที่ติดตามและรักประเทศไทย เห็นประเทศไทยมีสันติ เป็นสยามเมืองยิ้ม ขอให้ทุกฝ่ายรู้ว่าผู้ที่ทำอะไรไม่ดีต่อตน ตนไม่ได้คิดล้างแค้นเจ็บใจ ตรงข้ามคิดว่าคนเรามีอารมณ์ ความรู้สึกกันได้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ให้ประเทศเข้าสู่ความปรองดอง ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยวันที่ 12 ส.ค.นี้ อยากให้ทุกคนได้รวมใจกัน ถ้าใคร บอกว่ารักเจ้านายก็ต้องมาร่วมใจกัน หันหน้าเข้าหากัน ต่อข้อถามว่า อยากฝากอะไรกรณีกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มต่อต้านใช้กำลังและอาวุธปะทะกันที่ จ.อุดรธานีจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า เราคนไทยด้วยกัน หันไปทางไหนก็คนไทยทั้งนั้น สู้เก็บแรงเก็บสมองเก็บปัญญาไว้ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบประเทศไทยดีกว่า อย่าห้ำหั่นฆ่าฟันกันเองเลย ขอให้ปล่อยวาง อย่าถือทิฐิใส่กันมากเกินไป ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน หันหน้าเข้าหากันดีกว่า ขออยู่ ตปท.หลังเคลียร์ปัญหาเสร็จ เมื่อถามว่า หากมีการเรียกร้องให้กลับมาแก้ปัญหาบ้านเมืองอีกครั้ง จะตัดสินใจอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า “ไม่หรอก ในใจผมเองจริงๆแล้วอยากให้เสร็จเรื่องเสร็จราวของผม แล้วอยากจะไปทำมาหากินอยู่ต่างประเทศ” เมื่อถามว่า สิ่งที่รอให้เสร็จเรื่องเสร็จราวรวมถึงเรื่องคดีความต่างๆใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ก็ทำไป คือตนเคารพกติกา และอยากขอร้องให้ทุกฝ่ายรวมถึงคนที่กลั่นแกล้งตน ขอให้เคารพในกติกาด้วย เมื่อถามว่าที่อยากไปทำมาหากินต่างประเทศ เพราะถอดใจไม่อยากอยู่ประเทศไทยแล้วใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า อยากให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตอนนี้ไปทำสโมสรแมนฯซิตี้กำลังจะเปิดฤดูกาล คงต้องไปดูแล ส่วนจะขอเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งเมื่อใดนั้น ต้องดูภารกิจที่จะต้องออกไปก่อน นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า วันที่ 26 ก.ค. นี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะตักบาตรร่วมกับครอบครัว ไม่ได้เดินทางไปฉลองที่ จ.เชียงใหม่ เพราะคนในครอบครัวต้องการความเป็นส่วนตัว จึงน่าจะเป็นเพียงการจุดเทียนและเป่าเค้กกันภายในครอบครัวมากกว่า
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่อาคารชินวัตร 3 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดชั้น 33 เพื่อรับการอวยพรล่วงหน้าเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 59 ปี ในวันที่ 26 ก.ค. โดยมีผู้เข้าอวยพรอย่างเนืองแน่นทั้งรัฐมนตรี ส.ส.พรรคพลังประชาชน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 อาทิคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายสุธรรม แสงประทุม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายพงศกร อรรณพพร นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวัน อยู่บำรุง ลูกชายและตัวแทนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย และ พล.อ.พรชัย กรานเลิศ
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
สมัคร เลี่ยงพูดประเด็นการเมืองในรายการ สนทนาประสาสมัคร
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงกรณีที่ได้พูดกฎหมายลูก กฎหมายหลาน โดยได้ยกตัวอย่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีสาธารณะ ที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ว่า เป็นกฎหมาย “หลาน” เพราะกฎหมาย “แม่” คือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพิ่งออกมาบังคับใช้ 5 มีนาคม 2551 ส่วนกฎหมาย “ยาย” คือ พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ยังไม่ออกมาบังคับใช้ ดังนั้น กฎหมาย “หลาน” คือ กฎหมายทีวีสาธาณะที่ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไทยทีบีเอส เป็นการชิงออกมาก่อน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ในวันนี้ ได้มีการพูดถึงเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การถวายพระพร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพทรงเจริญพระชนมายุ 56 พรรษาในวันพรุ่งนี้ (28ก.ค.) หรือเรื่องการใช้ภาษาไทย โดยไม่มีประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-27 11:13:40
‘เฉลิม'เร่งแก้ปัญหายาเสพติดเพื่อ‘ทักษิณ'

มท.1ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปร่วมกิจกรรมรวมพลคนฮักทักษิณ ที่จัดขึ้นโดยชมรมคนรักทักษิณเชียงราย ณ บริเวณด้านหน้าโรงแรมแสนภู จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้เพื่อร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 59 ปี ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีประชาชนมาร่วมกิจกรรมนับพันคน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวบนเวทีว่า พันตำรวจโททักษิณ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ พร้อมกันนี้ ยังขอความร่วมมือให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ให้ช่วยกันแก้ไขปัญหายาเสพติดเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรด้วย
จากนั้น ประชาชนชมรมคนรักทักษิณ ได้ร่วมกับประชาชนในจังหวัดเป่าเค้กและร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร้องเพลงเชียงรายรำลึก และเพลงทำบุญร่วมชาติ โดยประชาชนคนรักทักษิณเชียงราย ได้ต่อโทรศัพท์ถึงพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เพื่ออวยพรวันเกิดพร้อมกับประชาชนในจังหวัดเชียงรายที่มาร่วมกิจกรรมด้วย
จาก thai-grassroots
โปรดเกล้าฯ‘เตช'เป็นรมว.ตปท.
จาก thai-grassroots
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้ง นายเตช บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ 23 พฤษภาคม พุทธศักราช 2551 นั้น
บัดนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่งสมควรแก่การแต่งตั้งรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่าง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์แก่ราชการ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
นายเตช บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 26 กรกฎาคม พุทธศักราช 2551เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี
‘ทักษิณ'วอนคนไทยปรองดองเพื่อในหลวง
(25 ก.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับกลุ่มแฟนคลับที่ให้กำลังพร้อมทั้งรับดอกไม้ของขวัญวันเกิดที่ตรงกับวันที่ 26 ก.ค. และได้ถ่ายรูปแจกลายเซ็นให้กับประชาชนเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้คว้าโทรโข่ง(เครื่องขยายเสียงมือถือ)ของแกนนำแฟนคลับ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคน ที่แสดงความรักความห่วงใยแก่ตนมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่ต้องไประหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ช่วยกันส่งกำลังใจ และเรียกร้องต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ตนได้กลับมา อดีตนายกฯกล่าวต่อว่า วันนี้แม้จะกลับมาแล้ว เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพึงปรารถนา จึงอยากให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตนได้แต่เรียกร้องวิงวอน และพยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบและยุติโดยเร็ว แต่ถ้าต่างคนต่างกลั่นแกล้งทำร้ายกันและกัน คงยุติยาก หากทุกคนยังคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องรวมพลังกันไว้ ถ้าเรานึกตรงนี้ก็ไม่ยากที่จะยุติปัญหา แต่ถ้าคิดว่าเป็นพวกกูพวกมึง ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน มันก็ลำบาก หวังว่าสักวันคงคิดกันได้ว่า เราคนไทยด้วยกัน ดังนั้น ตราบใดที่เรามีความรักความผูกพันและความเป็นไทยต่อกัน คิดว่าจะผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายที่เป็นมาแล้ว 3 ปีได้ ความไม่สงบของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น คนที่เดือดร้อนมากที่สุด คือคนไทยที่หาเช้ากินค่ำ คนยากจน ส่วนคนที่กินเงินเดือนคงเดือดร้องไม่มากเท่า แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ประเทศชาติเสียหาย
เนื่องในวันคล้ายวันเกิดซึ่งตรงกับวันที่ 26 ก.ค.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าววิงวอนคนไทยทุกฝ่ายร่วมกันยุติความขัดแย้ง และหันมาปรองดองกันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง และพระราชินี
"ผมอยากฝากว่า ผมเข้าวัดทุบุญนั่งสมาธิ อโหสิกรรมทุกวัน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้จองเวรทั้งหลายตลอดเวลา ตัวผมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือประเทศ อยากเห็นชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังว่าคนไทยทุกคนจะให้อภัยกัน และนำความสันติกลับสู่ประเทศโดยเร็ว พวกเราเป็นผู้รักสันติ และอยู่ในกรอบตลอดเวลา แต่ขณะนี้บ้านเมืองเริ่มไม่มีกรอบกันมาขึ้น จึงอยากให้ทุกคนอดทนกันต่อไป สักวันสิ่งที่ดีย่อมชนะสิ่งที่ไม่ดี วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา สักวันเขาจะเข้าใจเรา เมื่อเข้าใจเรา ก็จะรู้ว่ามันเสียหายไปเยอะแล้ว หวังว่าทุกคนจะอดทน และจะอยู่ในกรอบต่อไป" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งที่มีอยู่มากมายแบบนี้ ขอเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันนี้ มันไม่ใช่กระเทือนขวัญคนไทยเท่านั้น แต่คนทั้งโลกที่เขาติดตามประเทศไทย ที่รักประเทศไทย ที่เคยมาเที่ยวมาลงทุนในประเทศไทย ต่างก็บอกว่าเขาอยากเห็นประเทศไทยสันติ และเป็นสยามเมืองยิ้ม เหมือนที่เราเคยได้รับการเรียกขานมานาน อยากให้สิ่งเหล่านั้นกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว
"วันนี้ผมขอให้ทุกฝ่ายได้รู้ว่าผู้ที่ได้ทำอะไรไม่ดีต่อผม ผมก็ไม่ได้คิดที่จะไปล้างแค้นเจ็บใจอะไร แต่ตรงข้ามก็คิดว่าคนเรามันมีอารมณ์ มีความรู้สึกกันได้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ความปรองดองถวายพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึง และถวายสมเด็จฯในวันที่12สิงหาคมนี้ อยากให้ทุกคนได้ร่วมใจกันว่าถ้าใครที่ว่ารักเจ้านายก็ต้องมาร่วมใจกันหันหน้าเข้าหากันให้ความปรองดองในชาติเกิดขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯปะทะกับกลุ่มต่อต้านโดยมีการใช้อาวุธทำให้เกิดความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราคนไทยด้วยกัน หันไปทางไหนก็คนไทยทั้งนั้น เราสู้เก็บแรงเก็บสมอง เก็บปัญญาคนไทยด้วยกัน เอาไว้ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เรายังต้องต่อสู้อีกมาก เราเก็บพลังคนไทยไว้ดีกว่าที่จะห่ำหั่นฆ่าฟันกันเอง อยากเรียกร้องทุกฝ่าย
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนเพราะต่างฝ่ายก็ทิฐิกันอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็บางครั้งเราก็ถือทิฐิใส่กันมากเกินไป ปล่อยวางไม่ได้ ลองปล่อยวางและคิดว่าคนเราไม่มีใครอยู่ยงคงกะพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นอายุไข หรือตำแหน่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง หากเราเข้าใจคำนี้เราก็ควรที่จะปล่อยวางแล้วหันหน้าเข้าหากันแบบคนไทยด้วยกันดีกว่า
เมื่อถามความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนใจเข้ามาทำงานการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอก ใจจริงๆแล้วตนอยากให้เสร็จเรื่องราวของตน แล้วก็อยากจะไปทำมาหากินอยู่ต่างประเทศ เมื่อถามว่าในตอนนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องคดีหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็ทำไป ตนเป็นคนเคารพกติกา ก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายคนที่กลั่นแกล้งตน ก็ขอให้เคารพในกติกาด้วย ตนอยากให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ตอนนี้ก็ทำมีมฟุตบอลแมนฯซิตี้ ก็กำลังจะเปิดฤดูกาลแข่งขัน ซึ่งการจะขอออกไปต่างประเทศนั้นก็คงต้องดูภารกิจที่จะต้องไปดำเนินการ
เมื่อถามถึงกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ไทยยอมให้ขึ้นทะเบียนนั้นเพราะแลกกับการทำธุรกิจของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลยฮะ ไม่เกี่ยวเลย ความจริงแล้วต้องอยู่กันด้วยเหตุผล อย่าอยู่กันแบบไม่มีเหตุผล ผมคิดว่าอีก 2-3 วันนี้ถ้าทางรัฐบาลได้รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่แล้ว ก็คงจะเป็นคนที่แก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก เพราะความสัมพันธ์ของเรากับประเทศเพื่อนบ้านดีอยู่แล้ว
เมื่อถามรัฐมนตรีที่จะเข้ามาแก้ปัญหาควรมีคุณสมบัติอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่า คนที่ทางรัฐบาลจะเสนอออกมานั้น ก็คิดว่าคงจะเป็นคนซึ่งพูดกับทุกฝ่ายได้ ให้เข้าใจให้อยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ให้อยู่ด้วยอารมณ์หรือความเป็นพวกพ้อง ตนอยากบอกว่าโดยทั่วโลกนั้นนโยบายต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องของพวกหรือฝ่าย หรือพรรค เมื่อถามว่าห่วงสถานภาพของรัฐบาลในปัจจุบันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอกครับ ทุกอย่างให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
จาก thai-grassroots
Saturday, July 26, 2008
เมื่อความยุติธรรมในบ้านเมืองมีสองมาตรฐาน แผ่นดินนี้ก็ไร้ซึ่งธรรมะ
กรณีตำรวจไม่ให้ประกันตัวคุณดา ตอร์ปิโด แต่กลับให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในคดีเดียวกัน ได้ตอกย้ำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวโลกให้ เห็นอย่างชัดเจนถึงความมีสองมาตรฐานในระบบยุติธรรมไทยอย่างล่อนจ้อน ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทยก็หมดไปโดยสิ้นเชิง มีแต่ความยุติธรรมในสายตาของใครเท่านั้น
กรณีนี้ยิ่งตอกย้ำให้กับคนในประเทศนี้ทราบว่า "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว” และจะนำความเสื่อมมาสู่สถาบันต่างๆ ต่อไป คาดว่าความน่าเชื่อถือขององค์กรต่างๆ จะหมดไปอย่างสิ้นเชิง สังคมนี้ไม่มีอะไรพอที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวได้อีกต่อไปแล้ว ธรรมะที่พร่ำสั่งสอนกันมา ก็กลายเป็นแต่ลมปากที่หาสาระอันใดไม่ได้เท่านั้น
และนั่นคือ "ความไร้ขื่อแปร" ของบ้านเมืองก็จะตามมา ประชาชนคงให้ความเชื่อถือองค์กรใด หรือบุคคลใดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
แต่ผมก็ไม่แปลกใจอะไีีรนัก เพราะบ้านเมืองนี้มันไร้ขื่อแปรอยู่แล้ว

การให้อิสรภาพแก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำหลักของพันธมิตรฯ ขุนพลเอกของระบอบเผด็จการศักดินาอำมาตยาธิปไตย ที่สร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไปทุกหย่อมหญ้า ในท่ามกลางข่าวลือที่ว่า “มีมือที่มองไม่เห็นเป็นเงาดำทะมึนอยู่เบื้องหลังของนายสนธิ ลิ้มทองกุล”
คนทั้งหลายเหล่านี้เลือกที่จะขังสตรีผู้หนึ่งต่อไปในคดีเดียวกัน ต่อไปนี้ระบบยุติธรรมจะทำอะไร มันจะมีคำถามตามมาตลอดถึงความน่าเชื่อถือ การมีธงล่วงหน้า การขังสตรีผู้หนึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายศรัทธาของพวกตนที่เพียรสร้างสมมานาน
ระบบยุติธรรมของไทยและระบอบอำมาตยาธิปไตย เลือกที่จะฝังตัวเอง เพียงเพื่อต้องการที่จะช่วยเหลือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เอาไว้เพื่อเป็นหมากทางการเมืองต่อไปเท่านั้น นั่นคือการทำฮาราคีรีความน่าเชื่อถือของตนอย่างเห็นได้ชัด
กรณี สนธิ ลิ้มทองกุล กับ คุณดา ตอร์ปิโด มันเป็นอะไรที่ Contrast กันมากจนเกินไป
แต่เมื่อเลือกที่จะเดินไปสู่เส้นทางแห่งความเสื่อม ก็คงไม่มีใครช่วยอะไรได้
สำหรับผมแล้วสังคมนี้ไม่มีอะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวได้อีกแล้ว
กรณีสนธิ ลิ้มฯ ผมไม่ได้ถือว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" พ่ายแพ้แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้มันจะตอกย้ำให้วิญญูชนที่รักความยุติธรรม และตาเริ่มสว่างแล้วทั้งหลายได้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของระบบยุติธรรมไทย ว่ามีการตั้งธงกันไว้ล่วงหน้าอย่างที่คนทั้งหลายตั้งข้อสงสัยกันเอาไว้ บัดนี้ได้มีข้อพิสูจน์ที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว
ระบบที่ทำลายความเชื่อมั่นของตนเอง คาดว่าในที่สุดก็จะล่มสลายลง แม้จะไม่เร็วเกินไปนัก แต่พวกเขาผ่านเลยจุดสูงสุดไปแล้ว มีแต่จะเสื่อมถอยลง ไม่อาจฟื้นศรัทธาได้อีกต่อไป
จะแถลงการณ์อะไร ความน่าเชื่อถือมันก็จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว
ผมไม่ได้กังวลว่า พวกอำมาตย์จะมีพลังอำนาจมากมายเพียงใด เพราะยิ่งพวกเขาแสดงอำนาจบาตรใหญ่กระทำการที่ฝ่าฝืนความยุติธรรมตามธรรมชาติมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ชอบธรรม การมีธงมากยิ่งขึ้น สุดท้ายพวกเขาจะแพ้ภัยตัวเอง เพราะประชาชนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับพวกเขาอยู่แล้ว ก็จะยิ่งไม่ยอมรับมากยิ่งขึ้น รังเกียจและสะอิดสะเอียนกับการกระทำของพวกนี้มากยิ่งขึ้น
วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยในปี 2551 นี้ พวกอำมาตยาธิปไตย ได้พ่ายแพ้ต่อฝ่ายประชาธิปไตยในด้านพลังมวลชน แม้พวกเขาจะพยายามใช้เกมมวลชนปลุกม็อบขึ้น แต่มันก็เป็นเพียงม็อบจัดตั้งเท่านั้น ไม่มีผลต่อการชิงอำนาจในอนาคตมากมายนัก
เพราะฐานเสียงของผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ของประเทศ ได้อยู่ตรงข้ามพวกอำมาตยาธิปไตยทั้งสิ้น พวกนี้รักษาสภาพได้เพียงแต่ใช้ “คอนเน็กชั่น” จากระบอบเส้นสายที่โยงใยกันเอาไว้ กับระบบกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่เมื่อ “ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” ไม่ได้อยู่ข้างพวกเขา พลังเหล่านี้ของพวกอำมาตย์ ก็มีแต่เสื่อมถอยลง ยิ่งใช้อำนาจมาก ยิ่งเสื่อมถอยลงไปมาก สุดท้ายก็จะล่มสลายไปอย่างแน่นอน
ยิ่งพวกเขาแสดงให้เห็นถึง Connection ที่ไม่เป็นธรรม มากขึ้นเท่าใด พวกเขายิ่งสูญเสียความชอบธรรมและฐานสนับสนุนจากมวลชนมากขึ้นเท่านั้น
ในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสารยุค Information Age ถึงอย่างไร ก็ไม่มีประเทศใดที่จะหลีกเลี่ยง ระบอบการเมืองที่มี “การเลือกตั้ง” ไปได้พ้น เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องอยู่ย่างโดดเดี่ยวแบบพม่า ที่สุดท้ายก็โดนบีบให้มีการเลือกตั้งอยู่ดี เมื่อการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองจะต้องผ่านระบบเลือกตั้ง “มวลชน” ย่อมสำคัญกว่า “คอนเน็กชั่น” ในระบอบอำมาตยาธิปไตยมากมายยิ่ง และสุดท้ายมวลชนจะเป็นตัวตัดสิน
คอนเน็กชั่นแบบนี้ ไม่ทำให้พวกเขาชนะเลือกตั้ง แต่จะทำให้ผู้เลือกตั้งเกลียดชังระบอบอำมาตย์มากยิ่งขึ้น
ยิ่งเจ้ดา ตอร์ปิโด โดนกระทำอย่างขาดความอยุติธรรมมากเท่าใด และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการปกป้องมากขึ้นเท่าใด ผมว่าระบอบอำมาตย์ยิ่งไปตอกย้ำความเชื่อว่า "มีธง" มากยิ่งขึ้น
พวกเขาอาจช่วย “สนธิิ ลิ้มทองกุล" เอาไว้ได้ แต่พวกเขาก็ต้องสูญเสียความชอบธรรมไปมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ผมยังจำสุภาษิตบทหนึ่งได้ว่า "ลิงยิ่งขึ้นที่สูงก็ยิ่งเห็นชัดว่าเป็นลิง"
เมื่อเขายิ่งแสดงอำนาจที่ไม่ชอบธรรม คนก็ยิ่งเสื่อมศรัทธาลงไปเรื่อยๆ
พวกเขาอาจทำได้ทุกอย่าง แต่ทำไม่ได้อย่างเีดียวคือ "เรียกศรัทธาที่สูญเสียไปแล้วกลับคืน"
เมื่อไม่มีศรัทธาหลงเหลืออยู่ หรือใช้มันหมดไป สุดท้ายก็เหมือนปลาที่ไม่มีน้ำ ซึ่งในที่สุดปลาก็ไม่สามารถที่จะอยู่โดยการขาดน้ำได้
ระบบที่พิกลพิการ ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย มีแต่การใช้อำนาจมืด เมื่อศรัทธาและบารมีหมดไป ก็จะล่มสลายไปเอง
เหตการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้ผมได้แต่วางอุเบกขา ครับ โวยวายไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด
แต่อย่างน้อย “ใจของผมก็เป็นอิสระ และไม่ได้เป็นทาสของใครอีกต่อไป” นั้นคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ที่ผมได้จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ถึงแม้ว่าผมตายจากโลกนี้ไป ผมก็ตายอย่างเสรีชน ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นทานทางความคิดของใครอีกต่อไป
ปล. หลังจากเขียนบทความนี้เสร็จ ผมก็ได้ข่าวว่า พันธมิตรกับชมรมคนรักอุดร ได้ปะทะกันมีผลทำให้นักรบศรีวิชัย เสียชีวิตสองคน ผมทายไว้แล้วไม่ผิดว่า ในบทความก่อนหน้านี้ว่า “สงครามกลางเมืองไทยได้เกิดขึ้นแล้ว” และจะต้องมีคนที่สังเวยชีวิตแน่นอน และก็ไม่ผิดจากที่ผมทำนายเอาไว้
วันนี้ "หัวใจผมตายด้านแล้ว" ตายก็ตายไป ผมวางอุเบกขาไม่ยินดียินร้ายทั้งสิ้น
บ้านเมืองมันมาถึงซึ่งความไร้ขื่อแปรแล้ว เพราะไม่มี "ธรรมะบนแผ่นดินนี้" อีกต่อไปแล้ว ไม่มีใคร "น่าเทิดทูน" อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น จะฆ่ากันตาย ผมก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น
ก็เ่ล่นกันมาถึงขนาดนี้ มันก็ต้องตายกันเข้าสักวัน เหมือนที่ผมทำนายไว้ไม่มีผิด ผมว่าต่อไปแกนนำพันธมิตรคงโดนประชาทัณฑ์บ้าง ไม่เลือดทาแผ่นดิน "สติย่อมไม่กลับคืนมายังแผ่นดินนี้"
ตายก็ตายไป ไม่มีใครเป็นวีระบุรุษ
และ ภาษิตที่ว่า "ไทยไม่ควรฆ่าไทย" มันใช่ไม่ได้แล้ว เพราะบางคนมันไม่ยอมเลิก มัน "วิ่งตระเวนให้คนฆ่าทั่วประเทศ "สุดท้ายประชาชนก็ต้องเหลืออดเข้าสักวัน
และหากยังมียุทธการดาวกระจายอยู่ ผมเชื่อว่าจะมีการตายอีกอย่างแน่นอน
ยุคนี้ "มันต้องวางอุเบกขา ตายก็ตายไป อะไรมันจะพังพินาศ ล่มสลาย" ก็ต้องปล่อยมันไป
ยุคแห่งความบ้าคลั่ง ก็ต้องปล่อยมันไป
ผม เคยอ่านสามก็กที่สุมาเต็กโซ บอกว่า "แผ่นดินรวมกันแล้วก็แตกแยก แตกแยกแล้วก็รวมกัน" มันไม่มีแก่นสารอะไรที่จะต้องไปยึดถือ ผู้ปกครองมาแล้วต่างก็จากไป ผู้มีอำนาจมาแล้วก็หายไป ไม่มีใครเลิศล้ำน่าเทอดทูนหรอกครับ นอกจากตัวเราเอง
พ.ต.ท.ทักษิณ ทำบุญวันเกิด 59 ปี เรียบง่าย
กทม. 26 ก.ค. - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 59
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัว และคนใกล้ชิด ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดเพลง บางประกอก ที่บ้านพักส่วนตัวในซอย จรัญสนิทวงศ์ 69 เนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 59 ซึ่งบรรยากาศในปีนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย
ภายหลังทำบุญตักบาตร พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พบกับกลุ่มผู้สนับสนุนประมาณ 10 คน ที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด ได้เข้าอวยพรและมอบของขวัญ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพียงสั้น ๆ ถึงของขวัญวันเกิดปีนี้ว่า ได้พูดไปแล้วเมื่อวานนี้ว่า อยากให้บ้านเมืองสงบ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-26 08:16:23


