WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 31, 2008

“สุวิทย์ คุณกิตติ” ต่อมสปิริตเพิ่งกระตุก

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ต้องถือว่าเป็นความโชคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตามประสาคนที่ดวงกำลังขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ใครต่อใครมองกันว่าใกล้วิกฤติ เมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถมยังโมเมว่า พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนยวงจากรัฐบาล ทำให้สมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกมาตอบโต้ทันควันว่า การประกาศของนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นมติพรรคแต่อย่างใด

วันนี้ แม้สถานภาพการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังดำรงอยู่ แต่ในทางพฤตินัย ต้องถือว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ สิ้นสภาพการเป็นหัวหน้าพรรคไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ไม่ยอมรับสิ่งที่นายสุวิทย์โมเมให้ตื่นเต้นในวันที่ประกาศลาออก

ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์การเมืองที่เริ่มจะดูดีขึ้นมา เมื่อนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เตรียมปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่ เพื่อให้ภาพดูดีขึ้นกว่าเดิม โดยการขอพระราชทานตัว นายเตช บุนนาค จากที่ปรึกษาสำนักงานราชเลขาธิการ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เข้าทำนองจุดไฟเผาบ้านที่ตัวเองเคยใช้เป็นที่ซุกหัวนอน ก่อนจะเดินออกไป

ไม่ต่างจากกลุ่มงูเห่า ที่มี นายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพญางู ก่อกำเนิดขึ้นมาในพรรคประชากรไทย เมื่อครั้งที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค

พฤติกรรมของนายสุวิทย์วันนี้ จึงถูกเรียกขานกันว่า “งูเห่า ภาค 2”

เหตุผลสามสี่ข้อที่นายสุวิทย์ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองนั้น ไม่สมเหตุสมผลเลยกับสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ในเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งได้ตั้งโต๊ะเจรจากันมาแล้ว 2 ครั้ง และวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เสียดินแดนแต่อย่างใด หรือปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ หลังจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ ออกมาชัดเจนแล้วว่า สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีอีกหลายมาตรการที่รัฐบาลจะนำออกมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ

จะมีอยู่เพียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่นายสุวิทย์ยกขึ้นมาอ้างเพื่อเอาความดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากกว่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน

ใครก็ตามที่สนใจการเมือง เมื่อได้ฟังเหตุผลนี้ จะต้องถามนายสุวิทย์ว่า ในวันที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช นัดหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลไปรับประทานอาหารกันก่อนปิดสมัยประชุมสภานั้น นายสุวิทย์นั่งไฝเหนือริมฝีปากกระดิกอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมอบให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากนั้น วันนี้ พรรคเพื่อแผ่นดินก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่จะถูกยุบพรรค เมื่อ นายนพดล พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรค ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. สอยด้วยใบแดง

เออ...ถ้านายสุวิทย์บอกว่า ที่ต้องตัดสินใจคนเดียว ประกาศลาออกโดยโมเมแอบอ้างเป็นมติพรรคจะถอนยวงออกจากรัฐบาล เพราะตอนนี้ยิ่งนานวันลายเริ่มออก มีข่าวแว่วๆ มาบ้างแล้วว่า กำลังจะถูกจับได้คาหนังคาเขาในการเล่นบทตีสองหน้า ทำตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล เป็นเหตุผลที่พอฟังได้ในการลาออก

เออ...ถ้าบอกว่าในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จะให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือรองนายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว หรืออาจจะต้องเขี่ยพ้นไปเลย จึงต้องตัดสินใจลาออกก่อน ก็เป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้

ซึ่งในความเป็นจริง นายสุวิทย์น่าจะสำเหนียกสำนึกได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครชี้ทางสว่างให้ตาเห็นทางธรรม โดยไม่ต้องนุ่งขาวห่มขาว ให้พระทำพิธีบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย อย่างที่นายสุวิทย์เคยทำมาแล้วว่า ตั้งแต่เป็น ส.ส. สอบตก แม้จะยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ แต่ความสง่างามไม่มีมานานแล้ว

หรือที่เรียกกันว่า ไม่มีไพ่ในมือให้เล่นมาตั้งนานแล้ว

นายสุวิทย์ผ่านสนามการเมืองมานาน น่าจะสำนึกได้ว่า การที่เป็น ส.ส. สอบตกไม่เป็นท่า เพราะคนขอนแก่นต้องการจะดัดสันดานคนที่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพลี่ยงพล้ำ แล้วกระโดดหนี

มิหนำซ้ำยังหลงตัวเอง ประกาศตัวจะเป็นคนสายเลือดอีสานคนแรกที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมั่นใจแรงหนุนจากเผด็จการที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้น

ดังนั้น การลาออกของนายสุวิทย์ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นอะไร เพราะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยกมือในสภา ในทางกลับกัน เป็นความโชคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่คนประเภทนี้พ้นไปจากคณะรัฐมนตรี

ต่อมสปิริตของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ น่าจะกระตุ้นให้สำนึกตั้งแต่วันแรกที่เป็น ส.ส. สอบตกในระบบเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ที่ตัวเองเคยเป็น ส.ส. มาหลายสมัย น่าจะละอายใจมานานแล้ว

เอกฉัตร



เหี้ย 9 ตัว

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะต้องเคลื่อนไหวกดดันให้ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่อเข้าช่ายละเมิดพระราชอำนาจ ออกจากการทำหน้าที่ให้ได้

โดยในเบื้องต้นจะมีการนัดหมายทำกิจกรรมกันทุกวันอังคาร และจะเพิ่มความถี่ ความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ ตามความ “หนา” ของผู้ถูกประท้วง

อย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมากลุ่มต่อต้าน ป.ป.ช. ก็พากันเดินทางไปหน้าที่ทำการ พร้อมกับสื่อด้วยการทุบกระเบื้องอย่างหนา 9 แผ่น และจุดประทัดไล่ 2 พันดอก ที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เดินทางไปกดดัน

ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเพิ่มจำนวนประทัดเป็นกี่พัน หรือกี่หมื่นดอก

เพราะเท่าที่ดูท่าทีแล้ว ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ยังไม่มีทีท่าว่าจะแสดงสปิริตลาออกง่ายๆ ยังคงเกาะเก้าอี้แน่น และทำท่าว่าจะดึงดันทำงานไปจนครบวาระ 9 ปี

แต่ในขณะที่ตัวเองไม่เคารพกติกา ไม่ยอมออกจากตำแหน่ง และยังใช้ความเป็นนักกฎหมายบิดเบือนให้ตัวเองและพวกพ้องได้รับประโยชน์อยู่นั้น

กลับออกมาจี้ให้ 3 รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นางอุไรวรรณ เทียนทอง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสถานภาพของ 9 ป.ป.ช. กับ 3 รัฐมนตรี มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เริ่มตั้งแต่ที่มา กระบวนการของรัฐมนตรีทั้ง 3 คนนั้น ผ่านระบบการเลือกตั้ง ผ่านกระบวนการทางสภา มาจนถึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยมีเสียงของประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ไปใช้สิทธิใช้เสียง รับประกันอยู่อีกชั้นหนึ่ง

เรียกได้ว่ามีที่มาถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

และเราเรียกกติกาต่างๆ เหล่านี้ว่าระบอบ “ประชาธิปไตย”

ในขณะที่ 9 ป.ป.ช. เกิดขึ้นในสมัยการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่ามาด้วยอำนาจ “เผด็จการ”

มิหนำซ้ำการอ้าง “รัฐาธิปัตย์” ยังส่อว่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ เพราะการปฏิวัตินั้น เป็นเพียงการยึดอำนาจการบริหารประเทศ เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลเท่านั้น

แต่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไม่ได้ถูกยึดไปด้วย หรือพูดแบบชาวบ้านก็คือในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสามารถทดแทนองค์พระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าในเรื่องใดๆ หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ซึ่งแม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ 9 ป.ป.ช. อ้างว่าเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ก็ยังตระหนักดีในประเด็นดังกล่าว เพราะแม้แต่ตำแหน่งประธาน คมช. ก็ยังต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ

แล้ว ป.ป.ช. เองจะปฏิเสธ เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ ป.ป.ช. เริ่มปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ได้อย่างไร

อีกประการ ตัวหนังสือไทย ภาษาไทยเขียนไว้อย่างไรก็ย่อมแปลตามตัวได้อย่างนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญระบุว่าจะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ก็ย่อมหมายถึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

เชื่อว่าหากนำเรื่องนี้ย้อนไปถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าได้ทำหน้าที่ตรงนั้นแทนองค์พระมหากษัตริย์ไปแล้วอย่างนั้นหรือเปล่า พล.อ.สนธิ ก็คงต้องรีบตอบปฏิเสธ

เพราะประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็รู้กันดีว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด อยู่ในที่ที่คนไทยทั้งประเทศเคารพเทิดทูน ไม่มีใครกล้าคิดอาจเอื้อม

จึงน่าแปลกอยู่ว่าในเมื่อ ป.ป.ช.เองก็เป็นคนไทย ทำไมจึงกล้าออกมาเอ่ยอ้างอย่างนั้นได้

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่จะมารับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลกันมาตามสมควร

ทำไมวันนี้จึงละทิ้งหลักการ ไม่เคารพกติกา และยอมที่จะให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานมาเสียหายเอาตอนแก่

มันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะนั่งให้ผู้คนก่นด่า ให้ผู้คนประณามว่าห่วงผลประโยชน์มากกว่านิยมความถูกต้อง

และคุ้มหรือไม่ที่ต้องให้ผู้คนมาขับไล่พ้นตำแหน่งทุกวี่ทุกวัน

เหมือนอย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา การประท้วงด้วยกระเบื้องอย่างหนา เป็นการสื่อตรงๆ ที่ทำให้คนฟังมองเห็นภาพและคล้อยตามได้ง่ายๆ

ในสัปดาห์หน้า ถ้า 9 ป.ป.ช. ยังไม่ยอมออกไป ก็อาจจะมีพิธีปล่อยเหี้ย หรือตัวเงินตัวทอง 9 ตัว ที่ตอนนี้มีคนตระเตรียมไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย

ส่วนจะเป็นการปล่อยเอาฤกษ์เอาชัย หรือเพื่อสื่อความหมายอย่างไร...

คงต้องติดตามเรื่องราวของเหี้ย 9 ตัว กันต่อไป...!!

บิ๊กโบ๊ต



พยานหายไม่กระทบหลักฐานซีดีมัดแน่นเชื่อถึงยุบพรรคปชป.

สอบเพิ่มพยานมัด “วิฑูรย์ นามบุตร” ที่จะนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้ว 3 ปาก เผยพยานที่หายตัวไปไม่ได้ทำให้เสียรูปคดี เพราะมีข้อมูลชัดเจนในซีดีที่บันทึกไว้ และมีพยานใหม่เพิ่มเติมเข้ามา ชี้เคยให้ปากคำ กกต.อุบลฯ ไปแล้ว แต่บันทึกไม่ครบ ส่อพิรุธช่วยเหลือ ปชป. แถมยังพยายามโบ้ยให้เจ้าของโรงหนังรับผิดชอบ ปัดความผิดบรรดา ส.ส. ขณะที่กลุ่มสตรีฯ บุก กกต. ทวงถามความคืบหน้า ระบุยื้อเวลา ทั้งที่พรรคอื่นโดนเล่นงานกันไปหมดแล้ว

จากกรณีมีผู้ร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี และนายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการแจกบัตรชมภาพยนตร์ และสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง ที่พยานสำคัญรายหนึ่งได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ที่คาดกันว่าอาจจะเป็นการตัดตอนที่อาจส่งผลถึงการยุบพรรค นั้น

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นายสมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีว่า มีการสอบปากคำพยานไปแล้ว 3 ปาก กรณีแจกบัตรชมภาพยนตร์ ในประเด็นนี้หลักฐานทุกอย่างสมบูรณ์ สามารถเอาผิดได้แน่นอน

ส่วนกรณีสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียงและแจกเงินนั้น พยานปากสำคัญที่เป็นคนถ่ายวิดีโอ ซึ่งที่รับปากไว้ว่าจะมาเป็นพยานหายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้ ตรงนี้แม้จะไม่มีคนถ่ายวิดีโอมายืนยัน แต่เราก็มีวีซีดีภาพเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่และสามารถหาพยานใหม่มาให้ปากคำเพิ่มเติมได้

“พยานที่เป็นคนถ่ายวิอีโอเป็นคนของพรรคเพื่อแผ่นดิน เล่าให้ฟังว่าถูกข่มขู่ว่าจะแจ้งตำรวจมาจับเพราะไปถ่ายวิดีโอในสถานที่ห้ามถ่าย แล้วเขาก็หายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้เขาไปคุยไปให้ปากคำอย่างละเอียดกับ กกต. อุบลราชธานีไว้แล้ว แต่อนุกรรมการสอบสวนไม่ได้เขียนลงทุกคำ นำมาสรุปเขียนบางประเด็นเท่านั้น ทำให้เกิดความยุ่งยาก กกต. กลางจึงต้องสอบปากคำพยานใหม่” นายสมบัติ กล่าว

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ในกรณีขึ้นปราศรัยหาเสียงและแจกเงินนั้น แม้พยานปากสำคัญหายตัวไป แต่เราก็มีวีซีดีเป็นหลักฐาน และจะหาคนมาเป็นพยานเพิ่มเพื่อให้ทุกอย่างมีน้ำหนักสามารถมัดตัว นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส. อุบลราชธานี และ นายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของ กกต. กลาง ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่า พยานบุคคลและพยานวัตถุ มีความชัดเจนน่าจะเอาผิดได้ แต่ก็ต้องดูเล่ห์เหลี่ยมของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คนด้วย เพราะเตรียมพยานบุคคลมาให้สอบ 40-50 ปาก

“ความจริง กกต. อุบลราชธานี น่าจะฟันธงได้เลย คนในพื้นที่ ทั้งเมืองได้ตั๋วหนัง รู้ดีว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร แต่ กกต.อุบลราชธานีก็ยื้อเรื่องไว้ ทำให้เรื่องจางลง พยานบางคนก็ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะ 5-6 เดือน ไม่ยอมพิจารณาทั้งที่เรื่องร้องมาก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง แต่ไม่ยอมนำมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน

ยืนยันว่าหลักฐานที่เป็นวัตถุที่มีสามารถเอาผิดได้ แต่อนุกรรมการ อุบลราชธานี สอบเรื่องนี้ กลับสอบไปในทางที่ให้เจ้าของโรงภาพยนตร์รับผิดชอบเรื่องนี้เพียงคนเดียว นายวิฑูรย์ไม่ต้องรับผิด การทำงานของอนุกรรมการสอบสวนมีพิรุธ แต่เราก็จะหาหลักฐานมามัดให้ได้ การหายตัวไปของพยานปากสำคัญ อาจไม่ส่งผลต่อรูปคดี เพราะยังมีคนอื่นมาให้การแทนได้ และวีซีดีก็ยืนยันได้ เปิดเมื่อไรก็เป็นรูปโรงหนัง เป็นเรื่องการหาเสียงเหมือนเดิม สถานที่เดียวกัน” นายสมบัติ กล่าว

ขณะที่วันเดียวกันนี้ กลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้เดินทางไปยัง กกต. ติดตามเรื่องดังกล่าว

“สมัคร”เอาคืนงูเห่า24ส.ส.จ่อซบพปช.

ลูกพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศชัดอยู่ร่วมรัฐบาล ชี้ข้ออ้าง "สุวิทย์” ไร้มีน้ำหนัก แย้ม 2 ทางออก หากเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคไม่ได้ อาจตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชาชน รับที่ผ่านมาการทำงานห่างเหินหัวหน้าพรรค เพราะไม่ได้เป็น ส.ส. ส่วน“หมอแว” ขออยู่ต่อเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล อ้างไม่พอใจการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ปฏิเสธเรื่องวืดเป็นรัฐมนตรี สะพัด ”สมัคร” เอาคืนงูเห่า

การประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ในช่วงการปรับครม. โดยอ้างว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งกรณีเขาพระวิหารและความขัดแย้งของคนในชาติ พร้อมกับทิ้งระเบิดว่ามีการจ่ายเงินให้ลูกพรรคแยกตัวออกไปนั้น
ลูกพรรคยันไม่เดินตาม “สุวิทย์”

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และประธาน ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า ขณะนี้ยังติดต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้ สิ่งที่นายสุวิทย์แถลงต่อสื่อมวลชนไปนั้นยืนยันว่า ไม่ใช่มติของพรรค เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ส.ส.มีเอกสิทธิ์ นอกจากนี้ตนคิดว่าเหตุผลที่นายสุวิทย์ยกมาอ้างไม่มีน้ำหนักพอ เนื่องจากกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่มีข้อยุติ แต่พรรคเพื่อแผ่นดินก็ร่วมเสนอที่จะแก้รัฐธรรมนูญด้วย ส่วนกรณีปราสาทพระวิหารขณะนี้ก็มีรมว.ต่างประเทศคนใหม่มาทำงานแล้ว

นายสุรเดชกล่าวต่อว่า สำหรับกระแสข่าวที่มีการซื้อตัว ส.ส.ในพรรค นั้น สำหรับตนไม่ได้รับการติดต่อแต่อย่างใด แต่เห็นว่าไม่น่ามีประโยชน์หากมีการซื้อตัวจริง เนื่องจากพรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส. 24 คน หากจะซื้อตัวไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก รัฐบาลก็ยังทำงานได้จึงไม่มีประโยชน์ที่จะมีการซื้อตัวไป

รับที่ผ่านมาทำงานกับหัวหน้าลำบาก
“นายสุวิทย์ไม่น่าน้อยใจ หากถูกปรับออกจาก ครม. เนื่องจากก็เคยเป็น รมต. มาหลายครั้งแล้ว จึงไม่น่าจะยึดติด อย่างหัวหน้าพรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก็ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี การปรับคณะรัฐมนตรีควรปรับตามความสามารถ ซึ่งพรรคเพื่อแผ่นดินก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายท่าน” นายสุรเดชกล่าว

เมื่อถามว่าจากการที่นายสุวิทย์กล่าวว่า หวังว่าในพรรคคงจะไม่มีงูเห่าเหมือนในอดีต ชี้ให้เห็นว่าหัวไปทาง หางไปทางหรือไม่ นายสุรเดช กล่าวว่า ขณะนี้ต่างสมัย ต่างวาระ ต่างรัฐธรรมนูญ อย่างนั้นคงต้องบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้เขียนให้งูเห่าเกิด อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าปัญหาขณะนี้เกิดจาก ส.ส.ในพรรคห่างเหินกับหัวหน้าพรรค เนื่องจากนายสุวิทย์ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่มีตำแหน่งเป็น รองนายกฯ และ รมต.อุตสาหกรรม จึงมีภาระมาก การทำงานร่วมกันในพรรคจึงค่อนข้างลำบาก

“หมอแว” ขอเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล
ทางด้าน นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า หลังการแถลงลาออกจากรัฐบาลของนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค นายสุวิทย์ได้โทรศัพท์มาขอโทษ และยังอ้างสิทธิ์ความเป็นหัวหน้าพรรคที่ได้รับมอบอำนาจการตัดสินใจจากคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรค ซึ่งตนได้ตำหนิไปว่าถึงทำได้ก็ไม่ควรทำโดยพลการ เพราะทำให้สมาชิกตกใจ

“ผมและนายมานพ ปันตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ตัดสินใจถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล โดยจะขอทำหน้าที่ตรวจสอบหรือที่เรียกว่าฝ่ายค้านในรัฐบาล เพราะผมยังสังกัดพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่” นพ.แวมาฮาดีกล่าวและว่า เหตุผลของการถอนตัวจากการสนับสนุนรัฐบาล เพราะจากการร่วมงานมา 6 เดือนตนยังไม่เห็นความชัดเจนของการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้ทำหน้าที่ท้วงติงในการประชุมสภาหลายครั้ง แต่กลับถูกตำหนิจากพรรคร่วมรัฐบาลว่าไม่ควรจะมาค้านนโยบายของรัฐบาล
ตำหนิหัวหน้าทำโดยพลการ

นพ.แวมาฮาดีกล่าวว่า ในการประชุมพรรควันที่5 สิงหาคม ตนจะเข้าร่วมประชุมด้วย แม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้เข้าร่วมนานแล้ว เพราะเห็นว่าพรรคไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนเสนอ โดยเฉพาะแนวทางการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตอนเชิญเข้าร่วมทำงานพรรคบอกตนว่าจะดำเนินการตามนโยบายที่ตนเสนอ แต่สุดท้ายไม่ได้ตอบสนองแนวคิดตนเลย อย่างไรก็ตามตนอาจเข้าไปประชุมด้วย เพราะอยากไปฟังเหตุผลของแต่ละกลุ่มที่เคลื่อนไหวในวันนี้

ซึ่งจะตำหนิกลุ่มต่างๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวว่าไม่ควรทำโดยพลการเช่นกัน ควรให้พรรคเรียกประชุมและกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน ส่วนผลการประชุมวันที่ 5 สิงหาคม ถ้าพรรคมีมติร่วมรัฐบาลต่อไป แม้รัฐธรรมนูญจะให้เอกสิทธิ์ส.ส.ไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคได้ แต่ตนจะไม่ย้ายพรรค และหากมองว่าวันนี้พรรคเพื่อแผ่นดินเกิดความแตกแยก หรือแบ่งเป็นกลุ่มคงไม่ใช่ เพราะเป็นธรรมชาติของทุกพรรคการเมืองที่แยกกันเป็นกลุ่มเล็กๆ

เมื่อถามว่าการถอนตัวจากรัฐบาลถูกมองว่าน้อยใจที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี นพ.แวมาฮาดีรีบปฏิเสธทันทีว่า ไม่ได้น้อยใจ แม้ได้เป็นรัฐมนตรี ก็ทำได้เฉพาะปัญหาของกระทรวงที่ดูแล แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ภาพรวม ซึ่งการมาเป็นฝ่ายบริหารตอนนี้ไม่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะภาคใต้ ที่ปัญหาต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ส.ส.1ใน4เรียกประชุมพรรคได้

ด้านนายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว หรือไม่ ซึ่งคงจะต้องติดตามผลการประชุมของพรรคเพื่อแผ่นดินอีกครั้ง ส่วนโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน เชื่อว่ายังเป็น 4 ตำแหน่งเช่นเดิม แต่อาจมีการปรับ เปลี่ยนกระทรวงตามความเหมาะสม เพื่อให้ภาพของคณะรัฐมนตรีดีขึ้น ส่วนเรื่องตำแหน่งหัวหน้าพรรคที่จะมาแทนนายสุวิทย์ คุณกิตตินั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะนายสุวิทย์ประกาศ ลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

นายมั่น พัธโนทัย กล่าวอีกว่า จะมีการประชุมกรรมการบริหารของพรรค หลังจากที่มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว โดยจะให้โอกาสหัวหน้าพรรค เป็นผู้เรียกประชุมตามข้อบังคับก่อน แต่หากหัวหน้าพรรคไม่เรียกประชุม ก็จะใช้กรรมการบริหารพรรค 1 ใน 4 ของทั้งหมด หรือ 6 คนในการเรียกประชุมแทน เนื่องจาก ส.ส.ของพรรคทั้ง 24 คน มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือการอยู่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป ยืนยันว่าพรรคเพื่อแผ่นดินไม่ใช่กลุ่มงูเห่า 2 อย่างที่หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ แต่เนื่องจากพรรคมีแกนนำหลายคน และอาจมีข้อขัดแย้งกันบ้าง แต่ท้ายที่สุดก็จะหาข้อสรุปได้ชัดเจน และเชื่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค

ยันครม.ใหม่เพื่อแผ่นดินลงตัว
ส่วนการส่งรายชื่อคณะรัฐมนตรี ตามโควตาของพรรค ขณะนี้ได้มีการส่งให้บุคคลใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งมีความใกล้เคียงกับข่าวที่ออกมา และพรรคต่างมีความพอใจกับการปรับตำแหน่งในครั้งนี้

นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวหลังจากเดินทางกลับมาจากจังหวัดขอนแก่น กรณีสมาชิกบางส่วนไม่ยอมรับการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องคุยหรือชี้แจงกับสมาชิกพรรค โดยมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย ที่มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ทางด้านนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังส.ส. พรรคพลังประชาชนกลุ่มอีสานพัฒนาเข้าพบนายกรัฐมนตรีภายหลังในพรรคมีกระแสคลื่นใต้น้ำ โดยสนับสนุนให้นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ เป็นรัฐมนตรี ว่า ตนก็ไม่เคยรู้มาก่อน อย่างที่เคยบอกว่าใครรักใครชอบใครเขาก็อยากสนับสนุนแต่คนที่ตัดสินใจคือ นายกรัฐมนตรี ถือเป็นเสรีภาพ ความเห็น เชื่อว่านายกฯ จะปรับให้ดีขึ้น

ถามว่า การปรับครม.ครั้งนี้จะดูดีขึ้นในสายตาประชาชนแต่ภาพลักษณ์ภายในพรรคจะเกิดความสั่นคลอน นายสมชายกล่าวว่า ภายในพรรคไม่มีปัญหา เมื่อปรับเสร็จก็ทำงานกันตามปกติ ก่อนปรับใครแสดงความคิดเห็นอะไรก็ปกติ ต่อข้อถามว่า ครม.ใหม่จะออกมาดูดีใช่ไหม นายสมชายกล่าวว่า ก็ดูดี ส่วนอื่นตนไม่ทราบ ส่วนการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยส่วนตัวก็คุยกันเรื่องตำแหน่งต้องคุยกับนายกฯ ทั้งนี้แล้วแต่พรรคร่วมจะส่งใครมา

“สมชาย” ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามกติกา
สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้จะประคองอายุรัฐบาลให้อยู่ได้นานมากน้อยแค่ไหน นายสมชาย กล่าวว่า ทุกคนอยากประคองให้อยู่ได้นาน ตามกติกาอยู่ได้ 4 ปี เว้นแต่มีการยุบสภา ลาออก เมื่อถามว่าเท่าที่เห็นคิดว่าจะมีอะไรเป็นปัจจัยสอดแทรกเข้ามาทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ปัจจัยสอดแทรกก็มีทุกวัน พูดตรงไปตรงมาตน ไม่ค่อยกังวล เพราะคิดว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันปรับครม. เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อมีตำแหน่งว่างก็ต้องปรับเข้ามา แล้วการเข้ามาก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หน้าที่เมื่อเข้ามาแล้วก็ทำงานเพื่อประชาชน ทำงานดี ประชาชนก็ชอบ ทำไม่ดีประชาชนไม่ชอบเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนจะมีปัญหาอะไรต้องไม่มองข้ามประโยชน์ประชาชน

“หลักการเป็นรัฐบาลต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำมั่นสัญญากับประชาน ใครจะไปใครจะมา คิดว่าอยู่ในหลักนี้ทั้งสิ้น ตามกติกา การออกจากรัฐมนตรีถ้านายกฯพ้นหน้าที่ก็ออกไป ตั้งนายกฯใหม่ ครม.ใหม่ แต่ถ้านายกฯอยู่ก็มีสิทธิ์จะปรับใครเข้าออก เป็นกติกานอกจากนั้นก็ทำอะไรไม่ได้” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ที่มีการตั้งข้อสังเกตในครม.ว่านายสุวิทย์ทำตัวแตกต่างในรัฐบาล และเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจนนำไปสู่การปรับออก และถอนตัว จริงหรือไม่นั้น นายสมชาย กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะคิดว่าเป็นความคิดของนายสุวิทย์ที่คิดถอนตัว มาจากอะไรไม่รู้ตอบแทนไม่ได้ เมื่อถามว่า ได้คุยกันหรือไม่ นายสมชายปฏิเสธว่า ไม่ได้คุย เนื่องจากตนไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ส่วนท่าทีของนายสุวิทย์ ก็เป็นไปเหมือนกับครม.คนอื่นที่มีสิทธิ์แสดงความเห็น
ซัดเหตุผล “สุวิทย์” ฟังไม่ขึ้น

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่า เหตุผลในการถอนตัวของนายสุวิทย์เป็นเหตุผลที่ยกขึ้นมาลอยๆไม่มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเรื่องเขาพระวิหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องเก่าแต่เอามาพูดใหม่ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงนั้นคิดว่าตัวเองคงถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีเลยต้องหาเรื่องถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

“การแก้ตัวเป็นธรรมดา พูดแต่เรื่องดีๆ แต่ผมเข้าใจว่าเป็นเหตุผลส่วนตัวของนายสุวิทย์ ที่จะถูกปรับลดบทบาทลงในครม. เลยถอนตัว ซึ่งเท่าที่ฟังก็ถอนตัวไปคนเดียว เพราะคนอื่นยังยินดีที่จะร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ไม่แน่ใจที่นายสุวิทย์มาแถลงเป็นมติพรรค ที่ถูกต้องตามข้อบังคับหรือตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหลายคนในกรรมการบริหารเพื่อแผ่นดินบอกว่าไม่ใช่มติของกรรมการบริหาร แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อันนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อแผ่นดินต้องไปตรวจสอบเอาเอง”นายสุขุมพงศ์กล่าว

ไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล
เมื่อถามว่าตัวแทนวิปรัฐบาลจากพรรคเพื่อแผ่นดินได้ประสานมายังวิปรัฐบาลในกรณีนี้หรือไม่ นายสุขุมพงศ์กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ประชุมวิป แต่หากตัวแทนของพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมประชุมแสดงว่ายังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคที่เหลือคงจะต้องมีการหารือกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคชาติไทยนั้นเท่าที่ทราบจากรองหัวหน้าพรรคชาติไทยก็ยืนยันว่าจะร่วมรัฐบาลต่อไป

ทั้งนี้ยืนยันว่าแม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลจริง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเมื่อหักจำนวนส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินจำนวน 24 เสียง รัฐบาลจะมีเสียงส.ส.จำนวน 280 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไป 50 เสียงก็ถือว่ายังมั่นคงอยู่

24 ส.ส.จ่อย้ายเข้าพลังประชาชน
อย่างไรก็ดีมีข่าวว่ากลุ่มส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน อาจจะมีการประชุมกันเพื่อเฟ้นหาตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ เนื่องจากส.ส.ทั้งหฟมดเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมรัฐบาลต่อไป หรือหากติดขัดในข้อกฎหมายหรือปัญหาใดๆ ก็ตามอาจตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชาชน

ในส่วนของความเคลื่อนไหวในการปรับ ครม.นั้น นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม เนื่องจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาบอกให้ตนลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไห้ไปอยู่กระทรวงไหน ส่วนตัวเองนั้นไม่ได้สนใจว่าจะไปอยู่กระทรวงไหนเป็นพิเศษ และไม่ได้ยึดติดกับเรื่องผลประโยชน์ เพียงแต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการผลักดันนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข มาเป็นรองประธานสภาฯ แทนนั้น นายสมศักดิ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา ขอให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่จะเป็นผู้พิจารณา ที่ผ่านมาตนไม่ได้วิ่งเต้นขอตำแหน่ง ส่วนตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่มาแทนตนนั้นยังไม่มีการหารือและเคงไม่มีเรื่องโควตามาเกี่ยวข้อง

เสธ.หนั่นเชื่อปรัครม.ปัญหายุติ
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เปิดเผยว่า การปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)ครั้งนี้ ภาพของรัฐบาลน่าจะดีขึ้น เพราะการปรับครม.ต้องทำในสิ่งที่ดี ๆ ให้กับประชาชน ส่วนปัญหาพรรคเพื่อแผ่นดินกรณีที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล คิดว่าคงไม่ส่งผลกระทบกับรัฐบาล โดยในส่วนของพรรคชาติไทย จะต้องหารือกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ว่า พรรคเพื่อแผ่นดิน มีปัญหาหรือข้อข้องใจในการร่วมรัฐบาลอย่างไร จนถึงขณะนี้ ยังเห็นว่า ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนหนึ่งก็ยังอยู่กับรัฐบาล ดังนั้น จึงเชื่อว่าเสถียรภาพของรัฐบาลไม่มีปัญหา ถ้า ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ถอนตัวทุกคน ก็คงต้องมาดูเงื่อนไข 5 ข้อ ที่พรรคชาติไทยทำไว้กับพรรคเพื่อแผ่นดิน แต่ถ้ายังมีส่วนหนึ่งร่วมรัฐบาลอยู่ คิดว่าขณะนี้ยังไม่มีเงื่อนไขอะไรที่พรรคชาติไทยต้องถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ถ้าพรรคถอนตัวแบบทันทีทันใด คงเป็นการมารยาท

รุบุ “สุวิทย์”มีปัญหาภาวะผู้นำ
มีรายงานข่าวแจ้งว่า กรณีการเกิดปรากฏการณ์งูเห่าในตอนนี้ ได้มีการจับตามองการทำงานของนายสุวิทย์ คุณกิตติมาระยะหนึ่งแล้ว และมีการประเมินกันว่า นายสุวิทย์คงไม่อยู่ร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชได้ เพราะมีปัญหาภายในพรรค จากภาวะความเป็นผู้นำของหัวหน้าพรรค และการเอาตัวรอดจากการที่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลทำการตรวจสอบและถอดถอนคณะรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินส่วนใหญ่มีความประสงค์จะอยู่ร่วมกับรัฐบาล เพื่อให้มีผลงานทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป จนมีการพูดกันว่า เป็นการเอาคืนของนายสมัคร สุนทรเวช ที่เคยประสบกับปัญหาเรื่องชาวนากับงูเห่ากับตัวเองมาแล้ว

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยรายชื่อในโผคณะรัฐมนตรีใหม่ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยคาดว่าจะมีการปรับใหญ่ราว 10 เก้าอี้ ซึ่งมีรายงานข่าวว่า พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร.จะได้รับการแต่งตั้งให้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่จะถูกปรับออกจาก ครม. โดยวานนี้ พล.ต.อ.โกวิท ได้เดินทางเข้าไปพบ ร.ต.อ.เฉลิม ที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว

มิ่งขวัญสลับนั่งอุตสาหกรรม

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จะถูกโยกไปดูแลงานกระทรวงอุตสาหกรรม แทนนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศถอนตัวออกไป โดยนายมิ่งขวัญ จะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ขณะที่นายไชยา สะสมทรัพย์ ซึ่งต้องพ้นสภาพจากความเป็นรัฐมนตรีไปก่อนหน้านี้จะกลับเข้ามาเป็น รมว.พาณิชย์ และนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะโยกมานั่งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข

ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในโควตาของพรรคพลังประชาชน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ มาเป็น รมว.วัฒนธรรม ขณะที่นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ โยกไปเป็น รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่วนอีกกระแสคาดหมายว่านายสมศักดิ์จะเข้ามารับตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมฯ
กลุ่มบ้านริมน้ำคว้าก.พาณิชย์

ด้านโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำจะได้เข้ามาเป็น รมช.พาณิชย์ แทนนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่จะถูกปรับออก และมาในโควตาเก้าอี้ของนายสุวิทย์ ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ มาเป็น รมช.คลัง แทน ว่าที่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และ นายประสงค์ โฆษิตานนท์ นายทุนของพรรคจะเข้ามาเป็น รมช.มหาดไทย แทนนายสิทธิชัย โควสุรัตน์

ส่วนนายมั่น พัธโนทัย จะได้รับมอบหมายให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบเก้าอี้ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

รายงานข่าว เปิดเผยว่า กระแสข่าวอีกด้านหนึ่งยังปรากฏชื่อ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร ที่จะถูกผลักดันจากฝั่งพรรคพลังประชาชนเข้ามารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ รวมทั้งด้านพรรคชาติไทย แม้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะออกมายืนยันว่าไม่มีการปรับ ครม.ในโควตาพรรคชาติไทย แต่ก็มีกระแสข่าวว่ามีการผลักดันให้นายวราวุธ ศิลปอาชา บุตรชายนายบรรหาร หัวหน้าพรรค เข้ามาเป็น รมช.พัฒนาสังคม



“สุวิทย์” เผาหัวเกมแรง

ยักไหล่ ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี

โดยภาษาทางกายที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทางประกอบการตอบคำถามกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงข่าวใหญ่ถอนตัวออกจากรัฐบาล ไม่ได้มีผลกระทบการปรับ ครม.

ตีบทให้เห็นเลยว่า ไม่ยี่หระ

ก็แน่นอนล่ะ โดยสถานการณ์ที่ปรากฏตามข่าว ภายหลังนายสุวิทย์แถลงถอนตัวไม่ถึง 5 นาที ก็มีเสียงโวยวายจากลูกพรรคในก๊วนของนายสุชาติ ตันเจริญ สวนควันทันที

ไม่เคยรู้เรื่องด้วยเลย

โบ้ยเป็นการตัดสินใจส่วนตัวของนายสุวิทย์เพียงลำพังคนเดียว ไม่ใช่มติของคณะกรรมการบริหารพรรคแต่อย่างใด

แต่ช็อตที่ “ลุงหมัก” มั่นใจถือไพ่เหนือกว่า

โดยอาการชิงสวามิภักดิ์ ลูกทีมก๊วนนายสุชาติและเครือข่ายสายบ้านสวนหลวงของนายวัฒนา อัศวเหม ได้ล่ารายชื่อส่งแฟกซ์ถึงทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 29 กรกฎาคม

“เพื่อแผ่นดิน” แตกค่าย แสดงตนเป็นเมืองขึ้น

และรุ่งขึ้นอีกวัน ก็เป็นนายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการ จากการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 20 กว่าคน

ยืนยันสนับสนุนรัฐบาลต่อไป

โดยได้แจ้งให้นายกฯสมัครทราบ พร้อมกับได้ส่งรายชื่อปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินให้นายกฯเรียบร้อย

รวบรัดตัดความ รีบปิดเกมเลย

และผลของการหักดิบกันเอง เสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีสิทธิยกมือโหวตในสภายังพร้อมร่วมรัฐบาลต่อไป โดยโควตา 4 คน 5 ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ สลับหน้าเล่น

นายมั่นยังอยู่ในเก้าอี้ รมว.ไอซีที พร้อมควบรองนายกฯอีกตำแหน่ง ขณะที่หน้าใหม่ เป็นคิวของนายทุนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนพรรคมาตั้งแต่ต้น โดยนายประสงค์ โฆษิตานนท์ อดีต ส.ว.เพชรบูรณ์ เจ้าของอาณาจักรสุโขทัยหินอ่อน จะเข้ามาเสียบตำแหน่ง รมช. มหาดไทย แทนนายสิทธิชัย โควสุรัตน์

ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นักธุรกิจเหมืองแร่และพลอยในปักษ์ใต้ จะมานั่งเก้าอี้ รมช.คลัง แทน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และ กลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ส่งนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ พี่ชายของนายสุชาติ นั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์

คืนโควตา รมว.อุตสาหกรรมกลับไปให้พรรคพลังประชาชน เปิดทางให้โยกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ เข้าเสียบแทน

ขยับไปขยับมาจนลงล็อก เกลี่ยโควตากันลงตัว

ยังดีที่ได้ลูกเก๋าคุมเกมไม่ให้มั่ว ในยามที่กระบี่มือหนึ่งอย่าง นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ฯลฯ ทำได้แค่นั่งลุ้นอยู่ข้างสนาม

ตีประคองเกมไป

รักษาเส้นทางพรรคเพื่อแผ่นดินให้อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล

คนที่หลุดวงโคจรไปก็คือ “สุวิทย์” กับสถานะใหม่ “โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร”

แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ใจ โดยปมที่ถูกเขี่ยพ้น ครม. ข้อหาหมั่นไส้ฐานทำตัวเป็นผู้นำฝ่ายค้านในคณะรัฐมนตรี ขวางทางปืนมันซะทุกเรื่อง แถมยังมีพฤติกรรมฝักใฝ่ม็อบพันธมิตรฯ โดนระแวงแฝงตัวจ้องเสียบเก้าอี้นายกฯรักษาการหลัง ครม.โดนถอดถอนยกชุดจากปมปราสาทพระวิหาร

“สุวิทย์” ก็ได้คะแนนจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งปวง ประเมินจากคิวหักดิบ “สุวิทย์” เสมือนการเผาหัวเกมรบขั้นแตกหัก อ่านหมากปรับ ครม.ที่ “ลุงหมัก” เน้นปรับทัพภายในพรรคพลังประชาชน

ทิ้งทวนเข้าสู่โหมดการต่อสู้เต็มรูปแบบ

ประกอบกับล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี กรณีเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้พม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า

ไม่นับคดีที่ดินรัชดา คดีหวยบนดิน คดีเลี่ยงภาษี ฯลฯ

โดยสถานการณ์ ต้องนับถอยหลังกันตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป

เกมบีบให้สู้ยิบตา ก่อนลี้ภัย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน




พล.อ.ชวลิต แนะตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล

หนองบัวลำภู 30 ก.ค.-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เห็นว่าการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดิน แสดงให้เห็นความแตกแยกอย่างรุนแรง พร้อมแนะควรตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลบริหารประเทศ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมโครงการสร้างเขื่อนดินลำน้ำบอง บ้านตาดไฮ ต.โคกม่วง อ.โนนสัง ตามคำเชิญขององค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ก่อนปาฐกถาเรื่อง "สร้างความสามัคคีในชาติด้วยอำนาจปวงชน" โดยกล่าวรัฐบาลไม่ได้ตั้งใจ หรือแสดงให้เห็นว่า มีความพยายามแก้ปัญหาเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับกลุ่มต่อต้านอย่างจริงจัง และเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยรัฐบาลเฉพาะกาล โดยแต่งตั้งจากตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีความสามารถ เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาโดยให้เวลา 2 ปี

ส่วนการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกขั้นรุนแรงของพรรครัฐบาล นักการเมืองทุกพรรคควรร่วมมือกันหันหน้าเข้าหากัน ไม่มีพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ควรจะเลิกทะเลาะกัน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และหากเกิดการยุบสภา จะกลับมาเล่นการเมืองหรือไม่นั้น ต้องรอดูก่อนว่าประชาชนจะให้โอกาสหรือไม่ ที่สำคัญตอนนี้ต้องดูสังขารว่าไปไหวหรือไม่ด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-31 01:10:52



เอ็กซิมแบงก์

กรุงเทพฯ 30 ก.ค.- คดีเอ็กซิมแบงก์ ถือเป็นคดีที่ 2 ต่อจากคดีหวยบนดิน ที่ คตส. ได้ยื่นฟ้องเอง หลังจากเห็นต่างจากอัยการ และศาลฎีกา มีมติรับฟ้องไว้ คดีนี้มีความเป็นมาอย่างไร ติดตามจากรายงาน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 20:34:49








แฉ‘เจ๊ปอง’ตอแหลคำโตอ้างทหารร่วมม็อบล้มรัฐ

“อัญชลี ไพรีรักษ์” ตอแหลคำโต อ้างนายทหารผู้ใหญ่ส่งกำลัง 4-5 กองร้อย ปะปนในม็อบพร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ตั้งแต่ตี 5 ระบุมีทั้ง สห. ทัพบก ทัพอากาศ ขณะที่บิ๊กทหารตอกหน้าหงาย ทหารส่วนใหญ่ไม่มีใครสนับสนุน ถ้าจะมีทหารไปร่วมชุมนุม คงมี “ทหารแก่” แค่ 4 นาย ยืนยันชัดไม่มีการทำหนังสือขอกำลังทหารเข้าไปดูแล ระบุทหารมีศักดิ์ศรี อย่าเอาไปแอบอ้างเป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่วนทนายความที่ขับรถชนรั้วพันธมิตรฯ กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ที่แท้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ท่ามกลางความพยายามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะปลุกกระแสการชุมนุมโดยอ้างดีเดย์ในวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ปรากฎว่าได้มีความพยายามปลุกระดมทุกรูปแบบ ตั้งแต่การที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำออกมาประกาศสงครามกับกัมพูชา ทั้งที่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศกำลังดำเนินไปด้วยดี

ล่าสุด น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ หรือที่กลุ่มม็อบเรียกกันว่าเจ๊ปอง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในช่วงเช้าวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ประกาศถึงการเคลื่อนไหวในวันที่ 1 สิงหาคม และบอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า มีนายทหารผู้ใหญ่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการชุมนุม 4-5 กองร้อย โดยขณะนี้ปะปนอยู่ในม็อบเรียบร้อยแล้วในชุดนอกเครื่องแบบ ขอให้ทุกคนปรบมือต้อนรับ

ทั้งยังระบุว่าทหารเหล่านี้จะอยู่ร่วมต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีทั้งสารวัตรทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ ซึ่งได้เข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่เวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา ขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนอุ่นใจได้ว่าจะมีทหารอยู่เคียงข้างผู้ชุมนุม

การแอบอ้างทหารมาเป็นเกราะกำบัง และสร้างราคาให้กับการชุมนุมดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และถูกปฏิเสธจากกองทัพว่าไม่มีนโยบายอย่างนั้นแน่นอน

ระบุแค่ทหารแก่4คนร่วมการชุมนุม
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า การจะส่ง สห.ไปคุ้มครองตามพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปะทะกัน ถ้าเกิดไปรักษาความสงบก็สามารถทำได้ หากขอมาก็จำใจที่จะต้องไป แต่ความจริงเขาไม่อยากไป เพราะทหารไม่ได้สงสารตรงกันข้ามอยากสมน้ำหน้า และหมั่นไส้

ที่ผ่านมาการเปิดเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ เอาแต่ด่าทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งเชื่อว่าไม่มีทหารเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะทหารไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ หากจะมีก็มีทหารแก่ๆ เพียง 4 นายเท่านั้นที่ร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ

“ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าทหารจะเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ”
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า การจะโค่นล้มรัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เข้มแข็ง และการถอนตัวออกจากรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดินก็ไปเพียง 2 คนเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล และตนเชื่อว่าไม่มีเรื่องการปฏิวัติแน่นอน เพราะเงื่อนไขไม่มีอะไรรุนแรง เป็นเพียงความขัดแย้งของภาคประชาชนเท่านั้น

ยันไม่มีหนังสือขอกำลังดูแลม็อบ
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการทหารกองทัพบกยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้บัญชาการทหารชั้นผู้ใหญ่ในเรื่องส่งกำลังคุ้มครองผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือขอกำลังมายังกองทัพบก อีกทั้งนโยบายของกองทัพบกเรื่องการขอกำลังคุ้มครองต้องมีหนังสือขอกำลังเป็นทางการและไม่ใช่ขอแค่ลมปาก ซึ่งในเรื่องของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทางกองทัพบกไม่ได้เข้าไปยุ่งมากนัก เพราะที่ผ่านมากองทัพบกยุ่งในเรื่องการประชุมมอบนโยบายช่วยเหลือพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

อย่างไรก็ตามในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตนไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะไม่ได้สนใจเรื่องการชุมนุมสักเท่าไร แต่หากต้องการกำลังจากกองทัพบกต้องมีหนังสือและมีการเซ็นเอกสารรับรองจากข้าราชการทหารหรือตำรวจเท่านั้น อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าจะส่งกำลังทหารไปคุ้มครองด้วยได้หรือไม่

ซัดอย่าแอบอ้างทหารเป็นเครื่องมือ
ขณะเดียวกันแหล่งข่าวกองทัพบก กล่าวว่า เรื่องการส่งกำลังทหารไปคุ้มครองผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ทางกองทัพบกยังไม่เห็นหนังสือขอกำลังคุ้มครอง อีกทั้งบุคลากรกองทัพบกต้องมีวิจารณญาณในการเข้าไปดูแลหรือร่วมชุมนุม และทุกคนก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องมองในเรื่องของความเหมาะสมด้วย คนที่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ และไม่ใช่พันธมิตรฯ ควรแสดงออกด้วยความเหมาะสมและอยู่ในขอบเขต ซึ่งบุคคลที่จะให้แสดงความเห็นในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่ต้องเป็นบุคคลระดับหัวหน้า แต่โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกันต้องมีความสามัคคีกันให้มากที่สุด บ้านเมืองถึงจะมีความเจริญ

อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ว่าการมีนายทหารบางคนไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ก็อาจจะขนลูกน้องไปร่วมการชุมนุมได้บ้าง เพราะหลายคนก็คงมีอำนาจอยู่บ้าง แม้จะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การระบุว่ามีทหารหลายกองร้อยนั้น ไม่มีแน่ และไม่ควรที่จะแอบอ้างทหารสร้างราคาให้ตัวเอง

“ทหารมีศักดิ์ศรีมากกว่าที่คุณคิด ขอร้องอย่าได้เอาเราไปแอบอ้างเป็นเครื่องมือของพวกคุณ”

ทนายความขับรถชนรั้วพันธมิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 03.10 น. วันเดียวกันนี้ได้เกิดเหตุนายสโรชคริษฐ์ พรหมอักษร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 8 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. อาชีพทนายความ และเจ้าของร้านอาหารเรือนคำหยาด เมาแล้วขับรถยนต์ ยี่ห้อ แลนด์โรเวอร์ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน พว 2243 กทม. ชนรั้วเหล็กแผงกั้นทางเข้า-ออก เวทีปราศรัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์

จากการค้นในตัวนายสโรชคริษฐ์ พบว่า สวมเสื้อเกราะพกอาวุธปืนขนาด .357 และขนาด 11 มม.อยู่ 2 กระบอก และตรวจค้นภายในรถพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ด้วยกัน 4 กระบอก ประกอบด้วย ปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ขนาด.32 มม. .380 และปืนลูกซองยาว อย่างละ 1 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนมาก

พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ดื่มสุราที่ร้านเมื่อเมาได้ที่ได้นึกครึ้มใจ อยากมาสักการะพระบรมรูปทรงม้า จึงได้ขับรถมา เมื่อถึงจุดเกิดเหตุพบว่าเป็นที่มืด ไม่มีสัญญาณไฟ หรือป้ายบอกทางใดๆ ประกอบกับความเมา จึงได้พุ่งชนแผงเหล็ก เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาพกพาอาวุธปืน ไปในที่สาธารณะในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขับรถโดยประมาท และขับรถขณะมึนเมาสุรา

โอละพ่อคนชนรั้วที่แท้สมาชิกปชป.
นายสโรชคริษฐ์ ให้การยอมรับว่าไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรฯและไม่ทราบว่า พันธมิตรฯมาชุมนุมอยู่ในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งให้นำหลักฐานใบพกพาอาวุธปืนมาแสดง แต่ผู้ต้องหายังอยู่ในอาการมึนเมาและแจ้งว่า ต้องการแจ้งความกลับข้อหาทำร้ายร่างกายและขอพักผ่อน เจ้าหน้าที่จึงให้พาตัวไปสงบสติอารมณ์ในห้องขัง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นพบว่า นายสโรชคริษฐ์ มีอาชีพเป็นครูสอนยิงปืนและเป็นทนายความจริง

จากเหตุดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรฯ ได้พยายามโยงเรื่องว่าเกี่ยวพันกับพรรคชาติไทย เนื่องจากพบเสื้อยืดของพรรคและบัตรสมาชิกพรรคชาติไทย โดย น.ส.อัญชลี ได้ประกาศบนเวทีว่าเรื่องนี้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต้องรับผิดชอบ

กรณีดังกล่าวนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทย แถลงว่า นายสโรชคริษฐ์เคยเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย แต่ได้ลาออกตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2550 เพราะฉะนั้นพรรคจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนที่ยังพบบัตรสมาชิกพรรคชาติไทยด้วยก็ไม่ทราบเป็นไปได้อย่างไรเพราะการลาออกทางพรรคจะต้องขอบัตรสมาชิกคืน และการลาออกได้แจ้งให้กกต.รับทราบแล้ว

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของ กกต. ยังพบว่านายสโรชคริษฐ์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงปัจจุบัน

‘ผู้พันปุ่น’ยำใหญ่‘กริพเพน’โคตรแพง

* จี้ทัพอากาศแจงเหตุราคาสูง 2 เท่าตัว
“ศิธา ทิวารี” ออกโรงยำกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” แพงผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจัดซื้อของประเทศอื่นแล้วแพงจนน่าตกใจ มีราคาสูงกว่าถึง 2 เท่าตัว ส่วนตัวเครื่องบินดีจริง แต่ราคาสูงกว่า เอฟ-16 ที่กองทัพอากาศคุ้นเคยถึง 4 เท่า แถมยังมีเงื่อนงำการจ่ายเงินค่ามัดจำที่โยกมาจากงบประมาณบำรุงกองทัพสูงจนผิดปกติ ระบุบรรดาผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัย ขณะที่ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ชี้ชัดการสั่งซื้อฝูงบินรบ ส่อผิด ม.190 เพราะผลกระทบผูกพันทางเศรษฐกิจ

จากประเด็นข้อกังขาในการจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” ของกองทัพอากาศในยุค พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็น ผบ.ทอ. และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท ในลักษณะงบประมาณผูกพัน 5 ปี ที่มีการอนุมัติอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมีการตั้งข้อสงสัยทั้งเรื่องของการจัดซื้อที่อ้างว่าเป็นแบบ G To G รวมไปถึงเรื่องของราคา ระยะเวลาเตรียมการ การโยกงบประมาณ ตลอดจนข้อสงสัยที่ส่อว่าอาจจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์หลายพันล้านบาทตามที่ “นสพ.ประชาทรรศน์” นำเสนอไปแล้วนั้น

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ออกให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีดังกล่าวว่า กองทัพอากาศไม่มีอำนาจที่จะส่งเรื่องเข้าสภาเพราะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภา ดังนั้นภาระดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ ครม. หากเรื่องนี้ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ก็ยังมีเรื่องการจัดซื้อทำสัญญาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลอีกจำนวนมากมาย

ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อครั้งนี้อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา190 วรรคสอง ว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็น เรื่องสนธิสัญญาหรือไม่ หากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเหมือนกับกรณีที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ถูกศาลวินิจฉัยเรื่องการเซ็นลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ก็เข้าข่ายสนธิสัญญา

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ากรณีกองทัพอากาศสั่งซื้อเครื่องบินกริพเพน เข้าข่ายวรรคสองของมาตรา 190 เต็มประตูอยู่แล้ว เพราะมีผลกระทบผูกพันทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่ง เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัย คงจะตอบแทนศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้

ทางด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่าเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพนต้องแบ่งการพิจารณาเป็น 2 ประเด็น ประการแรกคือเรื่องของสมรรถนะ และประการที่สองความคุ้มค่าของจำนวนเงินที่จัดซื้อไป ซึ่งถ้ามองในส่วนของกองทัพถือว่าเครื่องบินขับไล่ชนิดนี้สมรรถนะดีกว่าเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 และกองทัพกำลังมีความต้องการทดแทน

แต่หากมองดูงบประมาณที่จะต้องเสียไปในการจัดซื้อครั้งนี้ ราคาสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ถือว่าสูงมาก ที่สำคัญเท่าที่เห็นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ราคาซื้อเครื่องบินรุ่นนี้แค่กว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กองทัพของไทยกลับซื้อถึงลำละกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวก็ไม่สามารถให้คำตอบตรงนี้ได้

“เราพิจารณาจากกองทัพ เราก็อยากได้ แต่การที่จะเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในส่วนนี้มากขนาดนี้ มันเหมาะสมหรือเปล่า ต้องให้กองทัพเป็นคนตอบ โดยส่วนตัวที่เป็นนักบินถ้าถามว่าอยากได้หรือไม่ก็อยากได้ แต่เราสั่งซื้อในรัฐบาลเผด็จการ เราจึงไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณตรงจุดนี้ได้”

น.ต.ศิธา กล่าวต่อไปว่า นักบินในกองทัพอากาศไม่มีใครต้องการพูดถึงกรณีงบประมาณที่สูงเกินไปในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เครื่องบิน ซึ่งในฐานะนักบินแล้ว ใครๆ ก็ต้องการเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ มาไว้ในกองทัพ เพื่อแสดงศักยภาพของกองทัพ แต่นักบินทุกคนในกองทัพอากาศต่างก็ทราบว่าราคาเครื่องบินแพงกว่าปกติ

“เมื่อเทียบกับราคาเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 แล้วถือว่าราคาเครื่องบินกริพเพนสูงกว่า 4 เท่า แต่เมื่อมองที่สมรรถนะ ถือว่าดีกว่า ส่วนค่าบำรุงนั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่เงินที่กองทัพนำไปจ่ายรอบแรกเพื่อเป็นค่ามัดจำนั้นสูงผิดปกติ จึงเห็นสมควรว่ากองทัพจะต้องมีการพิจารณาในส่วนนี้”

อย่างไรก็ตาม ในข่าวที่มีการพูดถึงของสมนาคุณเป็นเครื่องบินลำเลียงนั้น น.ต.ศิธา ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่เท่าที่ทราบคือมีเครื่องแอร์บอนด์เออร์ลี่อายที่ติดมากับเครื่อง ถ้ารวมงบที่ต้องใช้ไปทั้งหมดในการจัดซื้อเครื่องบินและของสมนาคุณแล้ว ยังถือว่าราคาพอเข้าใจได้ แต่ถ้ามาแจ้งว่างบทั้งหมดเฉพาะค่าเครื่องบินนั้น ถือว่าสูงมากเกินไป ไม่มีทางเป็นไปได้

“เรื่องความจำเป็นไม่ติดใจ แต่กองทัพจะต้องตรวจสอบราคาเปรียบเทียบจากประเทศอื่นว่า ราคานั้นๆ ตรงกับของเราหรือเปล่า อีกทั้งของเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลด้วย ต้องการให้กองทัพอากาศออกมาคลี่คลายความสงสัยต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อความสง่างามของกองทัพเอง” น.ต.ศิธา กล่าว

จากข้อมูลในวิกิพีเดีย ระบุว่า ราคาขายต่อลำ ในปี 2541 อยู่ที่ 25 ล้านดอลลาร์ และในปี 2549 ราคา 45-50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้นมูลค่าของเครื่องบินดังกล่าวที่ทางการไทยจัดซื้อรวม 12 ลำ จะเท่ากับเพียง 600 ล้านดอลลาร์หรือราว 20,400 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่กองทัพอากาศของไทยระบุซื้อเครื่องบินดังกล่าวจากสวีเดนถึง 34, 500 ล้านบาท

Wednesday, July 30, 2008

อนงค์วรรณแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน

จ.นครปฐม 30 ก.ค. - หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน เห็นแก่ประเทศชาติ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลว่า ตนไม่ทราบมาก่อน แต่ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีทั้งเรื่องที่พอใจและไม่พอใจ โดยส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่เปราะบาง ต้องอดทน เก็บเรื่องไม่พอใจไว้ เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ ประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้วิกฤติยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พรรคจะมีการหารือในเรื่องนี้ต่อไป แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ก่อนร่วมรัฐบาลที่จะยึดทางสายกลาง ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้หารือกัน เนื่องจากยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี แต่ยอมรับคงต้องทบทวนเนื้องานบ้าง. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:29:28