โดยภาษาทางกายที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แสดงท่าทางประกอบการตอบคำถามกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แถลงข่าวใหญ่ถอนตัวออกจากรัฐบาล ไม่ได้มีผลกระทบการปรับ ครม. ตีบทให้เห็นเลยว่า ไม่ยี่หระ ก็แน่นอนล่ะ โดยสถานการณ์ที่ปรากฏตามข่าว ภายหลังนายสุวิทย์แถลงถอนตัวไม่ถึง 5 นาที ก็มีเสียงโวยวายจากลูกพรรคในก๊วนของนายสุชาติ ตันเจริญ สวนควันทันที ไม่เคยรู้เรื่องด้วยเลย โบ้ยเป็นการตัดสินใจส่วนตัวของนายสุวิทย์เพียงลำพังคนเดียว ไม่ใช่มติของคณะกรรมการบริหารพรรคแต่อย่างใด แต่ช็อตที่ “ลุงหมัก” มั่นใจถือไพ่เหนือกว่า โดยอาการชิงสวามิภักดิ์ ลูกทีมก๊วนนายสุชาติและเครือข่ายสายบ้านสวนหลวงของนายวัฒนา อัศวเหม ได้ล่ารายชื่อส่งแฟกซ์ถึงทำเนียบรัฐบาลเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 29 กรกฎาคม “เพื่อแผ่นดิน” แตกค่าย แสดงตนเป็นเมืองขึ้น และรุ่งขึ้นอีกวัน ก็เป็นนายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที ในฐานะรองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการ จากการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 20 กว่าคน ยืนยันสนับสนุนรัฐบาลต่อไป โดยได้แจ้งให้นายกฯสมัครทราบ พร้อมกับได้ส่งรายชื่อปรับรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดินให้นายกฯเรียบร้อย รวบรัดตัดความ รีบปิดเกมเลย และผลของการหักดิบกันเอง เสียง ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีสิทธิยกมือโหวตในสภายังพร้อมร่วมรัฐบาลต่อไป โดยโควตา 4 คน 5 ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ สลับหน้าเล่น นายมั่นยังอยู่ในเก้าอี้ รมว.ไอซีที พร้อมควบรองนายกฯอีกตำแหน่ง ขณะที่หน้าใหม่ เป็นคิวของนายทุนใหญ่ที่ให้การสนับสนุนพรรคมาตั้งแต่ต้น โดยนายประสงค์ โฆษิตานนท์ อดีต ส.ว.เพชรบูรณ์ เจ้าของอาณาจักรสุโขทัยหินอ่อน จะเข้ามาเสียบตำแหน่ง รมช. มหาดไทย แทนนายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ นักธุรกิจเหมืองแร่และพลอยในปักษ์ใต้ จะมานั่งเก้าอี้ รมช.คลัง แทน ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี และ กลุ่มบ้านริมน้ำของนายสุชาติ ส่งนายพิเชษฐ์ ตันเจริญ พี่ชายของนายสุชาติ นั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ คืนโควตา รมว.อุตสาหกรรมกลับไปให้พรรคพลังประชาชน เปิดทางให้โยกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ เข้าเสียบแทน ขยับไปขยับมาจนลงล็อก เกลี่ยโควตากันลงตัว ยังดีที่ได้ลูกเก๋าคุมเกมไม่ให้มั่ว ในยามที่กระบี่มือหนึ่งอย่าง นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี ฯลฯ ทำได้แค่นั่งลุ้นอยู่ข้างสนาม ตีประคองเกมไป รักษาเส้นทางพรรคเพื่อแผ่นดินให้อยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล คนที่หลุดวงโคจรไปก็คือ “สุวิทย์” กับสถานะใหม่ “โดดเดี่ยวผู้น่าสงสาร” แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ใจ โดยปมที่ถูกเขี่ยพ้น ครม. ข้อหาหมั่นไส้ฐานทำตัวเป็นผู้นำฝ่ายค้านในคณะรัฐมนตรี ขวางทางปืนมันซะทุกเรื่อง แถมยังมีพฤติกรรมฝักใฝ่ม็อบพันธมิตรฯ โดนระแวงแฝงตัวจ้องเสียบเก้าอี้นายกฯรักษาการหลัง ครม.โดนถอดถอนยกชุดจากปมปราสาทพระวิหาร “สุวิทย์” ก็ได้คะแนนจากฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเหมือนกัน ทั้งหมดทั้งปวง ประเมินจากคิวหักดิบ “สุวิทย์” เสมือนการเผาหัวเกมรบขั้นแตกหัก อ่านหมากปรับ ครม.ที่ “ลุงหมัก” เน้นปรับทัพภายในพรรคพลังประชาชน ทิ้งทวนเข้าสู่โหมดการต่อสู้เต็มรูปแบบ ประกอบกับล่าสุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี กรณีเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้พม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า ไม่นับคดีที่ดินรัชดา คดีหวยบนดิน คดีเลี่ยงภาษี ฯลฯ โดยสถานการณ์ ต้องนับถอยหลังกันตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป เกมบีบให้สู้ยิบตา ก่อนลี้ภัย.
ยักไหล่ ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, July 31, 2008
“สุวิทย์” เผาหัวเกมแรง
พล.อ.ชวลิต แนะตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีตรวจเยี่ยมโครงการสร้างเขื่อนดินลำน้ำบอง บ้านตาดไฮ ต.โคกม่วง อ.โนนสัง ตามคำเชิญขององค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ก่อนปาฐกถาเรื่อง "สร้างความสามัคคีในชาติด้วยอำนาจปวงชน" โดยกล่าวรัฐบาลไม่ได้ตั้งใจ หรือแสดงให้เห็นว่า มีความพยายามแก้ปัญหาเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯ กับกลุ่มต่อต้านอย่างจริงจัง และเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้วยรัฐบาลเฉพาะกาล โดยแต่งตั้งจากตัวแทนพรรคการเมืองหลายพรรคที่มีความสามารถ เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหาโดยให้เวลา 2 ปี ส่วนการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกขั้นรุนแรงของพรรครัฐบาล นักการเมืองทุกพรรคควรร่วมมือกันหันหน้าเข้าหากัน ไม่มีพรรครัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ควรจะเลิกทะเลาะกัน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน และหากเกิดการยุบสภา จะกลับมาเล่นการเมืองหรือไม่นั้น ต้องรอดูก่อนว่าประชาชนจะให้โอกาสหรือไม่ ที่สำคัญตอนนี้ต้องดูสังขารว่าไปไหวหรือไม่ด้วย.-สำนักข่าวไทย
หนองบัวลำภู 30 ก.ค.-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เห็นว่าการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดิน แสดงให้เห็นความแตกแยกอย่างรุนแรง พร้อมแนะควรตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลบริหารประเทศ
อัพเดตเมื่อ 2008-07-31 01:10:52
เอ็กซิมแบงก์
กรุงเทพฯ 30 ก.ค.- คดีเอ็กซิมแบงก์ ถือเป็นคดีที่ 2 ต่อจากคดีหวยบนดิน ที่ คตส. ได้ยื่นฟ้องเอง หลังจากเห็นต่างจากอัยการ และศาลฎีกา มีมติรับฟ้องไว้ คดีนี้มีความเป็นมาอย่างไร ติดตามจากรายงาน.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 20:34:49
แฉ‘เจ๊ปอง’ตอแหลคำโตอ้างทหารร่วมม็อบล้มรัฐ

“อัญชลี ไพรีรักษ์” ตอแหลคำโต อ้างนายทหารผู้ใหญ่ส่งกำลัง 4-5 กองร้อย ปะปนในม็อบพร้อมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ตั้งแต่ตี 5 ระบุมีทั้ง สห. ทัพบก ทัพอากาศ ขณะที่บิ๊กทหารตอกหน้าหงาย ทหารส่วนใหญ่ไม่มีใครสนับสนุน ถ้าจะมีทหารไปร่วมชุมนุม คงมี “ทหารแก่” แค่ 4 นาย ยืนยันชัดไม่มีการทำหนังสือขอกำลังทหารเข้าไปดูแล ระบุทหารมีศักดิ์ศรี อย่าเอาไปแอบอ้างเป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่วนทนายความที่ขับรถชนรั้วพันธมิตรฯ กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ ที่แท้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
ท่ามกลางความพยายามของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่จะปลุกกระแสการชุมนุมโดยอ้างดีเดย์ในวันที่ 1 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ ปรากฎว่าได้มีความพยายามปลุกระดมทุกรูปแบบ ตั้งแต่การที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำออกมาประกาศสงครามกับกัมพูชา ทั้งที่การเจรจาระหว่าง 2 ประเทศกำลังดำเนินไปด้วยดี
ล่าสุด น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ หรือที่กลุ่มม็อบเรียกกันว่าเจ๊ปอง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยในช่วงเช้าวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ประกาศถึงการเคลื่อนไหวในวันที่ 1 สิงหาคม และบอกกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า มีนายทหารผู้ใหญ่ส่งกำลังทหารเข้าร่วมการชุมนุม 4-5 กองร้อย โดยขณะนี้ปะปนอยู่ในม็อบเรียบร้อยแล้วในชุดนอกเครื่องแบบ ขอให้ทุกคนปรบมือต้อนรับ
ทั้งยังระบุว่าทหารเหล่านี้จะอยู่ร่วมต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีทั้งสารวัตรทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ ซึ่งได้เข้าร่วมการชุมนุมตั้งแต่เวลา 05.00 น. ที่ผ่านมา ขอให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนอุ่นใจได้ว่าจะมีทหารอยู่เคียงข้างผู้ชุมนุม
การแอบอ้างทหารมาเป็นเกราะกำบัง และสร้างราคาให้กับการชุมนุมดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และถูกปฏิเสธจากกองทัพว่าไม่มีนโยบายอย่างนั้นแน่นอน
ระบุแค่ทหารแก่4คนร่วมการชุมนุม
พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก กล่าวว่า การจะส่ง สห.ไปคุ้มครองตามพื้นที่ต่างๆ ที่มีการปะทะกัน ถ้าเกิดไปรักษาความสงบก็สามารถทำได้ หากขอมาก็จำใจที่จะต้องไป แต่ความจริงเขาไม่อยากไป เพราะทหารไม่ได้สงสารตรงกันข้ามอยากสมน้ำหน้า และหมั่นไส้
ที่ผ่านมาการเปิดเวทีปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรฯ เอาแต่ด่าทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าข้างกลุ่มพันธมิตรฯ อีกทั้งเชื่อว่าไม่มีทหารเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะทหารไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ หากจะมีก็มีทหารแก่ๆ เพียง 4 นายเท่านั้นที่ร่วมชุมนุมและขึ้นเวทีปราศรัยของพันธมิตรฯ
“ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าทหารจะเข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ”
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ขัตติยะ กล่าวอีกว่า การจะโค่นล้มรัฐบาลไม่สามารถทำได้ เพราะ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่เข้มแข็ง และการถอนตัวออกจากรัฐบาลของพรรคเพื่อแผ่นดินก็ไปเพียง 2 คนเท่านั้น ซึ่งไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล และตนเชื่อว่าไม่มีเรื่องการปฏิวัติแน่นอน เพราะเงื่อนไขไม่มีอะไรรุนแรง เป็นเพียงความขัดแย้งของภาคประชาชนเท่านั้น
ยันไม่มีหนังสือขอกำลังดูแลม็อบ
ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการทหารกองทัพบกยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้บัญชาการทหารชั้นผู้ใหญ่ในเรื่องส่งกำลังคุ้มครองผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้งนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือขอกำลังมายังกองทัพบก อีกทั้งนโยบายของกองทัพบกเรื่องการขอกำลังคุ้มครองต้องมีหนังสือขอกำลังเป็นทางการและไม่ใช่ขอแค่ลมปาก ซึ่งในเรื่องของการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯทางกองทัพบกไม่ได้เข้าไปยุ่งมากนัก เพราะที่ผ่านมากองทัพบกยุ่งในเรื่องการประชุมมอบนโยบายช่วยเหลือพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
อย่างไรก็ตามในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตนไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะไม่ได้สนใจเรื่องการชุมนุมสักเท่าไร แต่หากต้องการกำลังจากกองทัพบกต้องมีหนังสือและมีการเซ็นเอกสารรับรองจากข้าราชการทหารหรือตำรวจเท่านั้น อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าจะส่งกำลังทหารไปคุ้มครองด้วยได้หรือไม่
ซัดอย่าแอบอ้างทหารเป็นเครื่องมือ
ขณะเดียวกันแหล่งข่าวกองทัพบก กล่าวว่า เรื่องการส่งกำลังทหารไปคุ้มครองผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ทางกองทัพบกยังไม่เห็นหนังสือขอกำลังคุ้มครอง อีกทั้งบุคลากรกองทัพบกต้องมีวิจารณญาณในการเข้าไปดูแลหรือร่วมชุมนุม และทุกคนก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ต้องมองในเรื่องของความเหมาะสมด้วย คนที่เป็นกลุ่มพันธมิตรฯ และไม่ใช่พันธมิตรฯ ควรแสดงออกด้วยความเหมาะสมและอยู่ในขอบเขต ซึ่งบุคคลที่จะให้แสดงความเห็นในเรื่องความเหมาะสมหรือไม่ต้องเป็นบุคคลระดับหัวหน้า แต่โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกันต้องมีความสามัคคีกันให้มากที่สุด บ้านเมืองถึงจะมีความเจริญ
อย่างไรก็ตามเป็นไปได้ว่าการมีนายทหารบางคนไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ ก็อาจจะขนลูกน้องไปร่วมการชุมนุมได้บ้าง เพราะหลายคนก็คงมีอำนาจอยู่บ้าง แม้จะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องก็ตาม แต่การระบุว่ามีทหารหลายกองร้อยนั้น ไม่มีแน่ และไม่ควรที่จะแอบอ้างทหารสร้างราคาให้ตัวเอง
“ทหารมีศักดิ์ศรีมากกว่าที่คุณคิด ขอร้องอย่าได้เอาเราไปแอบอ้างเป็นเครื่องมือของพวกคุณ”
ทนายความขับรถชนรั้วพันธมิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในเวลา 03.10 น. วันเดียวกันนี้ได้เกิดเหตุนายสโรชคริษฐ์ พรหมอักษร อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ 8 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. อาชีพทนายความ และเจ้าของร้านอาหารเรือนคำหยาด เมาแล้วขับรถยนต์ ยี่ห้อ แลนด์โรเวอร์ สีบรอนซ์ หมายเลขทะเบียน พว 2243 กทม. ชนรั้วเหล็กแผงกั้นทางเข้า-ออก เวทีปราศรัยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์
จากการค้นในตัวนายสโรชคริษฐ์ พบว่า สวมเสื้อเกราะพกอาวุธปืนขนาด .357 และขนาด 11 มม.อยู่ 2 กระบอก และตรวจค้นภายในรถพบอาวุธปืนซุกซ่อนอยู่ด้วยกัน 4 กระบอก ประกอบด้วย ปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ขนาด.32 มม. .380 และปืนลูกซองยาว อย่างละ 1 กระบอก และเครื่องกระสุนจำนวนมาก
พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า ผู้ต้องหาให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้ดื่มสุราที่ร้านเมื่อเมาได้ที่ได้นึกครึ้มใจ อยากมาสักการะพระบรมรูปทรงม้า จึงได้ขับรถมา เมื่อถึงจุดเกิดเหตุพบว่าเป็นที่มืด ไม่มีสัญญาณไฟ หรือป้ายบอกทางใดๆ ประกอบกับความเมา จึงได้พุ่งชนแผงเหล็ก เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาพกพาอาวุธปืน ไปในที่สาธารณะในเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ขับรถโดยประมาท และขับรถขณะมึนเมาสุรา
โอละพ่อคนชนรั้วที่แท้สมาชิกปชป.
นายสโรชคริษฐ์ ให้การยอมรับว่าไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรฯและไม่ทราบว่า พันธมิตรฯมาชุมนุมอยู่ในบริเวณดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งให้นำหลักฐานใบพกพาอาวุธปืนมาแสดง แต่ผู้ต้องหายังอยู่ในอาการมึนเมาและแจ้งว่า ต้องการแจ้งความกลับข้อหาทำร้ายร่างกายและขอพักผ่อน เจ้าหน้าที่จึงให้พาตัวไปสงบสติอารมณ์ในห้องขัง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นพบว่า นายสโรชคริษฐ์ มีอาชีพเป็นครูสอนยิงปืนและเป็นทนายความจริง
จากเหตุดังกล่าวกลุ่มพันธมิตรฯ ได้พยายามโยงเรื่องว่าเกี่ยวพันกับพรรคชาติไทย เนื่องจากพบเสื้อยืดของพรรคและบัตรสมาชิกพรรคชาติไทย โดย น.ส.อัญชลี ได้ประกาศบนเวทีว่าเรื่องนี้นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ต้องรับผิดชอบ
กรณีดังกล่าวนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทย แถลงว่า นายสโรชคริษฐ์เคยเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย แต่ได้ลาออกตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2550 เพราะฉะนั้นพรรคจึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนที่ยังพบบัตรสมาชิกพรรคชาติไทยด้วยก็ไม่ทราบเป็นไปได้อย่างไรเพราะการลาออกทางพรรคจะต้องขอบัตรสมาชิกคืน และการลาออกได้แจ้งให้กกต.รับทราบแล้ว
อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบฐานข้อมูลของ กกต. ยังพบว่านายสโรชคริษฐ์เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2543 จนถึงปัจจุบัน
‘ผู้พันปุ่น’ยำใหญ่‘กริพเพน’โคตรแพง

“ศิธา ทิวารี” ออกโรงยำกองทัพอากาศจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” แพงผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการจัดซื้อของประเทศอื่นแล้วแพงจนน่าตกใจ มีราคาสูงกว่าถึง 2 เท่าตัว ส่วนตัวเครื่องบินดีจริง แต่ราคาสูงกว่า เอฟ-16 ที่กองทัพอากาศคุ้นเคยถึง 4 เท่า แถมยังมีเงื่อนงำการจ่ายเงินค่ามัดจำที่โยกมาจากงบประมาณบำรุงกองทัพสูงจนผิดปกติ ระบุบรรดาผู้เกี่ยวข้องจะต้องออกมาชี้แจงให้ประชาชนหายสงสัย ขณะที่ “ชูศักดิ์ ศิรินิล” ชี้ชัดการสั่งซื้อฝูงบินรบ ส่อผิด ม.190 เพราะผลกระทบผูกพันทางเศรษฐกิจ
จากประเด็นข้อกังขาในการจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” ของกองทัพอากาศในยุค พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็น ผบ.ทอ. และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท ในลักษณะงบประมาณผูกพัน 5 ปี ที่มีการอนุมัติอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมีการตั้งข้อสงสัยทั้งเรื่องของการจัดซื้อที่อ้างว่าเป็นแบบ G To G รวมไปถึงเรื่องของราคา ระยะเวลาเตรียมการ การโยกงบประมาณ ตลอดจนข้อสงสัยที่ส่อว่าอาจจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์หลายพันล้านบาทตามที่ “นสพ.ประชาทรรศน์” นำเสนอไปแล้วนั้น
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ออกให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีดังกล่าวว่า กองทัพอากาศไม่มีอำนาจที่จะส่งเรื่องเข้าสภาเพราะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภา ดังนั้นภาระดังกล่าวเป็นหน้าที่ของ ครม. หากเรื่องนี้ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง ก็ยังมีเรื่องการจัดซื้อทำสัญญาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาลอีกจำนวนมากมาย
ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการจัดซื้อครั้งนี้อาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา190 วรรคสอง ว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็น เรื่องสนธิสัญญาหรือไม่ หากเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเหมือนกับกรณีที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ถูกศาลวินิจฉัยเรื่องการเซ็นลงนามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ก็เข้าข่ายสนธิสัญญา
อย่างไรก็ตาม ตนมองว่ากรณีกองทัพอากาศสั่งซื้อเครื่องบินกริพเพน เข้าข่ายวรรคสองของมาตรา 190 เต็มประตูอยู่แล้ว เพราะมีผลกระทบผูกพันทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่ง เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องวินิจฉัย คงจะตอบแทนศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้
ทางด้าน น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่าเรื่องการจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพนต้องแบ่งการพิจารณาเป็น 2 ประเด็น ประการแรกคือเรื่องของสมรรถนะ และประการที่สองความคุ้มค่าของจำนวนเงินที่จัดซื้อไป ซึ่งถ้ามองในส่วนของกองทัพถือว่าเครื่องบินขับไล่ชนิดนี้สมรรถนะดีกว่าเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 และกองทัพกำลังมีความต้องการทดแทน
แต่หากมองดูงบประมาณที่จะต้องเสียไปในการจัดซื้อครั้งนี้ ราคาสำหรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ถือว่าสูงมาก ที่สำคัญเท่าที่เห็นเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ราคาซื้อเครื่องบินรุ่นนี้แค่กว่า 40 ดอลลาร์สหรัฐ แต่กองทัพของไทยกลับซื้อถึงลำละกว่า 90 ดอลลาร์สหรัฐ จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งส่วนตัวก็ไม่สามารถให้คำตอบตรงนี้ได้
“เราพิจารณาจากกองทัพ เราก็อยากได้ แต่การที่จะเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้ในส่วนนี้มากขนาดนี้ มันเหมาะสมหรือเปล่า ต้องให้กองทัพเป็นคนตอบ โดยส่วนตัวที่เป็นนักบินถ้าถามว่าอยากได้หรือไม่ก็อยากได้ แต่เราสั่งซื้อในรัฐบาลเผด็จการ เราจึงไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณตรงจุดนี้ได้”
น.ต.ศิธา กล่าวต่อไปว่า นักบินในกองทัพอากาศไม่มีใครต้องการพูดถึงกรณีงบประมาณที่สูงเกินไปในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เครื่องบิน ซึ่งในฐานะนักบินแล้ว ใครๆ ก็ต้องการเครื่องบินรุ่นใหม่ๆ มาไว้ในกองทัพ เพื่อแสดงศักยภาพของกองทัพ แต่นักบินทุกคนในกองทัพอากาศต่างก็ทราบว่าราคาเครื่องบินแพงกว่าปกติ
“เมื่อเทียบกับราคาเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 แล้วถือว่าราคาเครื่องบินกริพเพนสูงกว่า 4 เท่า แต่เมื่อมองที่สมรรถนะ ถือว่าดีกว่า ส่วนค่าบำรุงนั้นไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่เงินที่กองทัพนำไปจ่ายรอบแรกเพื่อเป็นค่ามัดจำนั้นสูงผิดปกติ จึงเห็นสมควรว่ากองทัพจะต้องมีการพิจารณาในส่วนนี้”
อย่างไรก็ตาม ในข่าวที่มีการพูดถึงของสมนาคุณเป็นเครื่องบินลำเลียงนั้น น.ต.ศิธา ปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่เท่าที่ทราบคือมีเครื่องแอร์บอนด์เออร์ลี่อายที่ติดมากับเครื่อง ถ้ารวมงบที่ต้องใช้ไปทั้งหมดในการจัดซื้อเครื่องบินและของสมนาคุณแล้ว ยังถือว่าราคาพอเข้าใจได้ แต่ถ้ามาแจ้งว่างบทั้งหมดเฉพาะค่าเครื่องบินนั้น ถือว่าสูงมากเกินไป ไม่มีทางเป็นไปได้
“เรื่องความจำเป็นไม่ติดใจ แต่กองทัพจะต้องตรวจสอบราคาเปรียบเทียบจากประเทศอื่นว่า ราคานั้นๆ ตรงกับของเราหรือเปล่า อีกทั้งของเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลด้วย ต้องการให้กองทัพอากาศออกมาคลี่คลายความสงสัยต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อความสง่างามของกองทัพเอง” น.ต.ศิธา กล่าว
จากข้อมูลในวิกิพีเดีย ระบุว่า ราคาขายต่อลำ ในปี 2541 อยู่ที่ 25 ล้านดอลลาร์ และในปี 2549 ราคา 45-50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นไปตามนั้นมูลค่าของเครื่องบินดังกล่าวที่ทางการไทยจัดซื้อรวม 12 ลำ จะเท่ากับเพียง 600 ล้านดอลลาร์หรือราว 20,400 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 34 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่กองทัพอากาศของไทยระบุซื้อเครื่องบินดังกล่าวจากสวีเดนถึง 34, 500 ล้านบาท
Wednesday, July 30, 2008
อนงค์วรรณแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน
นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลว่า ตนไม่ทราบมาก่อน แต่ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีทั้งเรื่องที่พอใจและไม่พอใจ โดยส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่เปราะบาง ต้องอดทน เก็บเรื่องไม่พอใจไว้ เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ ประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้วิกฤติยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พรรคจะมีการหารือในเรื่องนี้ต่อไป แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ก่อนร่วมรัฐบาลที่จะยึดทางสายกลาง ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้หารือกัน เนื่องจากยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี แต่ยอมรับคงต้องทบทวนเนื้องานบ้าง. – สำนักข่าวไทย
จ.นครปฐม 30 ก.ค. - หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน เห็นแก่ประเทศชาติ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี
อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:29:28
วิปรัฐบาลอัด สุวิทย์ หาเหตุถอนตัวเพราะรู้ว่าถูกลดบทบาทใน ครม.
รัฐสภา 30 ก.ค. รองประธานวิปรัฐบาล อัด "สุวิทย์" ถอนตัวเพราะถูกลดบทบาทใน ครม.เลยหาเหตุถอนตัว พร้อมย้ำแม้แต่กรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินยังยืนยันไม่ใช่มติพรรค เชื่อหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคจะหารือเรื่องนี้เพื่อชี้ว่าเป็นการถอนตัวหรือไม่ ยืนยัน พรรคชาติไทยยังเหนียวแน่น ชี้แม้พรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวเสียงของรัฐบาลยังมั่นคง นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่า เหตุผลในการถอนตัวของนายสุวิทย์ เป็นเหตุผลที่ยกขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักและไร้ความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเรื่องเขาพระวิหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องเก่าแต่เอามาพูดใหม่ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงนั้นคิดว่า ตัวเองคงถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีเลยต้องหาเรื่องถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล "การแก้ตัวเป็นเรื่องธรรมดา พูดแต่เรื่องดี ๆ แต่ผมเข้าใจว่า เป็นเหตุผลส่วนตัวของนายสุวิทย์ ที่จะถูกปรับลดบทบาทลงใน ครม. เลยถอนตัว ซึ่งเท่าที่ฟังก็ถอนตัวไปคนเดียว เพราะคนอื่นยังยินดีที่จะร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ไม่แน่ใจที่นายสุวิทย์มาแถลงเป็นมติพรรค จะถูกต้องตามข้อบังคับหรือตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหลายคนในกรรมการบริหารเพื่อแผ่นดินบอกว่า ไม่ใช่มติของกรรมการบริหาร แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อันนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อแผ่นดินต้องไปตรวจสอบเอาเอง"นายสุขุมพงษ์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่าตัวแทนวิปจากพรรคเพื่อแผ่นดินได้ประสานมายังวิปรัฐบาลในกรณีนี้หรือไม่ นายสุขุมพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ประชุมวิป แต่หากตัวแทนของพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมประชุม แสดงว่า ยังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคที่เหลือคงจะต้องหารือถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินดำเนินการเช่นนี้ จะถือเป็นการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคชาติไทยนั้นเท่าที่ทราบจากรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ยังยืนยันว่า จะร่วมรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าแม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลจริง ไม่ได้ส่งกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเมื่อหักจำนวน ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินจำนวน 24 เสียง รัฐบาลจะมีเสียง ส.ส.จำนวน 280 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไป 50 เสียงก็ถือว่ายังมั่นคงอยู่.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:17:36
หวยออกแล้ว
แม้ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะประทับรับฟ้องคดีหวยบนดินไปแล้ว ซึ่งก็ต้องไปต่อสู้กันในทางคดี แต่ปัญหามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะมีผลต่อ 3 รัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ด้วย
คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากพลังประชาชน นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคประชาราช และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยคมนาคม
ข้อใหญ่ใจความอยู่ที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่าหากนายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกฟ้องร้องและศาลประทับรับฟ้องจะต้องหยุด “พักงาน” ทันที ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจฐานะตำแหน่งเอื้อประโยชน์ต่อรูปคดี
ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการตรวจสอบนักการเมือง
แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าเป็นนายกฯหรือรัฐมนตรีแต่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นก็เกิดปัญหาทันทีเพราะมีการตีความเฉออกไปว่ากรณีนี้ หากไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่เป็น ส.ส.ก็ถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หาก ส.ส.โดนคดีเช่นเดียวกันก็ต้อง “พักงาน” ด้วยนั่นประเด็นหนึ่ง
ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายถูกต้องหรือไม่ เพราะกฎหมาย ป.ป.ช.ระบุว่าผู้ถูกกล่าวหาหากศาลประทับรับฟ้องก็ต้องพักงานทันที แต่กรณีนี้ปรากฏว่าการฟ้องร้องคดีนี้ดำเนินการโดย คตส. ซึ่งขณะนี้หมดวาระไปแล้ว
ดังนั้น จึงเกิดปัญหาว่าเมื่อเป็น คตส.จะต้องพักงานด้วยหรือไม่ ทั้งๆที่ คตส.ก็ใช้อำนาจตามกฎหมาย ป.ป.ช. นี่ก็ประเด็นหนึ่ง
และอีกประเด็นก็คือคดีหวยบนดินนั้นเกิดตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ ซึ่งในการฟ้องร้องกันนั้น ปรากฏว่ากว่าจะลงเอยได้ก็ติดปัญหามาตลอด คดีนี้อดีตนายกฯเป็น 1 ในผู้ถูกกล่าวหาจากจำนวน 47 คน คตส.ยื่นสำนวนให้อัยการส่งฟ้อง ปรากฏว่าอัยการไม่ยอมอ้างว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ให้สอบเพิ่มเติม
แต่ คตส.ไม่ยอม อ้างว่าสมบูรณ์แล้ว ต้องตั้งกรรมการร่วมแต่ก็ไปกันไม่ได้ จนเกิดศึกระหว่างอัยการกับคตส.
สุดท้าย คตส.ต้องยื่นฟ้องเอง
ยังไม่จบแค่นั้นเมื่อ คตส.ยื่นฟ้องปรากฏว่าศาลยังไม่รับทันทีแต่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คตส.มีที่มาถูกต้องหรือไม่ ต่ออายุถูกต้องหรือไม่ มีอำนาจหรือไม่ หากตีความว่าไม่ถูกต้องทุกอย่างก็จบ คดีความต่างๆก็ต้องยุติเพราะ คตส.เป็นองค์กรเถื่อน แต่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าชอบด้วยกฎหมาย และที่สุดก็ประทับรับฟ้องคดีนี้
แต่ 3 รัฐมนตรียังไม่ยอม “พักงาน” อ้างว่ากฎหมายยังไม่ชัดเจน หากไม่พักงานก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโทษอะไรบ้าง จึงขอหารือ ครม.และให้กฤษฎีกาตีความว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร
พูดง่ายๆยังไม่หยุดงาน แต่ขอตีความก่อน
จริงๆแล้วเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นชัดเจน เมื่อรัฐมนตรีถูกฟ้องร้องเป็นคดีจะต้องถูกพักงาน เพื่อให้การดำเนินการสอบสวนเป็นไปอย่างอิสระ ไม่มีอำนาจการเมือง ไม่มีอำนาจรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาท หรือเข้ามาล้วงลูกส่งผลต่อรูปคดี
แต่เมื่อไม่ยอมรับก็ต้องหาทางดิ้นทุกรูปแบบ ทั้งๆที่รู้กันอยู่เต็มอก และประเด็นนี้มันจะต้องต่อเนื่องไปถึงคดีอื่นๆ แม้กระทั่งคดีของนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่จะชี้ขาดกันอีกไม่นานนี้ ดังนั้นบรรทัดฐานตรงนี้มันจะโยงไปถึงคดีอื่นๆที่จะตามมา
มันก็ครือๆกับคดี “ยุบพรรค”
ก็เลยต้องงัดวิชา “หัวหมอ” ออกมาประดาบกัน.
“สายล่อฟ้า”

ใช่ไม่ใช่
ใครคิดออกบ้างว่า วิกฤติการเมือง ในบ้านเราจะจบลงอย่างไร หรือจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ช่วยตอบผมที เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งมองเห็นแต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้น สงสารประชาชน สงสารประเทศไทย ทั้งปีทั้งชาติถูกหลอกเอามาเป็นตัวประกันในเกมชิงอำนาจการเมืองไม่ได้หยุดหย่อน วันนี้มีใครเคยช่วยคิดบ้างหรือไม่ว่า ชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงจะมีอนาคตอย่างไร เห็นข่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เสนอวิธีการแก้ปัญหาเงินเฟ้อของประเทศ โดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงให้เหลือร้อยละ 3 ไม่เช่นนั้น ราคาสินค้าที่อั้นไว้เตรียมจะขอขึ้นราคากันอยู่ในขณะนี้จะมีเพิ่มขึ้นถึง 210 รายการ อ่วม! ตัวเลขอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ความจริงก็คือ เงินในกระเป๋าชาวบ้าน ที่หาเช้ากินค่ำก็ลดน้อยลงทุกวัน แถม ค่าของเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า ก็น้อยลงอีก เจอสองเด้ง จะให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่อย่างไร ตัวเลขการเลิกจ้างงานของกระทรวงแรงงานปีนี้มีแนวโน้มไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน รวมกับคนที่ยังหางานทำไม่ได้ ผมว่าตัวเลขเป็นแสน ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นๆ เข้าตาจนขึ้นมาจริงๆก็ไปก่ออาชญากรรมกลายเป็นปัญหาสังคม และความสุขของสังคมครอบครัวก็หมดไป เพราะต้องสาละวนอยู่กับการเอาชีวิตรอด อันที่จริงผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ ที่จะให้ ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 3 ซึ่งที่ถูกปีนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องขึ้นเป็นรอยละ 10 ด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดรายได้เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศ แต่ก็เอาเถอะ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ขึ้นภาษีก็ดี เท่าไหร่แล้ว ที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เพราะไม่ได้ ช่วยประชาชนผู้เดือดร้อนจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจจะได้ประโยชน์กับผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาษี สินค้าก็ถูกลง จูงใจให้คนบริโภคมากขึ้น แต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะถ้า เป็นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะทำให้คนเป็นหนี้เป็นสินกันโดยไม่จำเป็น และนอกจากนี้คนรวยที่ยังเดือดร้อนไม่มากนักก็เลยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย แทนที่จะลดภาษีมูลค่าเพิ่ม น่าจะนำภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่จะลดไปร้อยละ 4 มาเป็นสวัสดิการให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยจะดีกว่า แถมยังไม่ทำให้ระบบการเงินการคลังของประเทศมีผลกระทบอีกด้วย วันนี้มีคนส่วนหนึ่งไปเฮๆ กันแถวสะพานมัฆวาน แต่คนอีกส่วนหนึ่งต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก คิดหนักว่าพรุ่งนี้จะเอาอะไรกินจะเอาเงินที่ไหนให้ลูกไปโรงเรียน จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าบ้าน วันนี้คนส่วนหนึ่งหน้ามืดตามัวอยู่กับการเมือง แต่คนอีกส่วนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจที่รัดตัวโดยลำพัง และคนส่วนหนึ่งจะไปไหนมาไหนก็ต้องเกณฑ์คนไปห้อมล้อม ต้องมีกำลังอารักขาและมีปากเป็นอาวุธ มีอภิสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น แต่คนอีกส่วนหนึ่งมีอันตรายรอบตัว มีปากก็พูดอะไรไม่ได้ เชื่อหรือไม่ว่า นี่คือแผ่นดินเดียวกัน ผมยังตั้งความหวังไว้กับกระบวนการยุติธรรม และสถาบัน จะพลิกฟื้นให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในครรลองคลองธรรม ให้สิทธิหน้าที่และความมีเสรีภาพเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นคนบนเวทีหรือไม่มีเวที. “หมัดเหล็ก”
ปธ.ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันไม่มีการซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาล

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่า ไม่มีความแตกแยกภายในพรรค แม้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค จะประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะส่วนตัวมองว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะอยู่กับรัฐบาลต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ยังเห็นว่า เหตุผลของนายสุวิทย์ ที่ไม่พอใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวน ส.ส.ว่าใครจะถอนตัวจากรัฐบาลบ้าง พร้อมระบุไม่มีการซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาล เพราะแม้ไม่มีพรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง รัฐบาลก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้
ส่วนที่นายสุวิทย์ ระบุว่าจะเกิดกรณี งูเห่าภาคสองเหมือนเช่นในอดีตนั้น นายสุรเดช กล่าวว่า ตอนนี้ต่างยุคต่างสมัยกัน และรัฐธรรมนูญก็เขียนให้เอกสิทธิ์ ส.ส.ในการตัดสินใจ อีกทั้ง ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังเห็นว่า การได้ทำงานร่วมรัฐบาลจะทำให้ได้ใกล้ชิดและช่วยเหลือประชาชนมากยิ่งขึ้น
นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลตามนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค โดยยอมรับว่า ได้พูดคุยกับนายสุวิทย์แล้ว และขณะนี้มีนายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 8 ของพรรคยินดีจะถอนตัวด้วย โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาตลอด 6 เดือนรู้สึกอึดอัดใจและไม่สบายใจที่รัฐบาลไม่ตั้งใจแก้ปัญหาภาคใต้ และต้องเคารพการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานได้ นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับเหตุผลทั้งสองข้อที่นายสุวิทย์ แสดงจุดยืนในการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล นายแพทย์แวมาฮาดี ยังไม่พอใจกับการเคลื่อนไหวของ ส.ส.กลุ่มต่าง ๆ ภายในพรรค ที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ

