คอลัมน์: รายงานพิเศษ
โผล่มาทีเดียว ก็ได้ “ซีน” ไปเต็มๆ
เบียดประเด็นร้อนอื่นๆ กระเด็นตกกระดาน คอการเมืองตาสว่างตื่นเต้น หลังจากเริ่มเหนื่อย เบื่อ และเอียนกับข่าวปลุกกระแส ข่าวเชื้อชาติ ข่าวพิษรัฐธรรมนูญที่กำลังผลิดอกออกเกลื้อนให้คันกันอยู่ถ้วนหน้า
เพราะแค่ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะนำรายชื่อ ครม. “สมัคร 4” ขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่กี่ชั่วโมง หนึ่งในรัฐมนตรีตัวเต็งว่าจะเจอ “แจ็กพอต” ได้ตั๋วพักร้อนยาวจากรัฐบาล ก็ตัดหน้าแถลงข่าวซะงั้น
ชื่อ “สุวิทย์ คุณกิตติ” จึงกระหึ่มและเป็นที่ตามหาตัวให้ควั่กในคืนนั้น เพราะหลังแถลงข่าวที่กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งตัวเองเป็นรัฐมนตรีอยู่ ก็ไม่รู้ไปไหนต่อ ปล่อยให้ลูกพรรคตั้งแต่ระดับรองหัวหน้าตามหาตัวให้วุ่น…
จึงได้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าที่แท้ “คลาด” กันมาหลายสัปดาห์แล้ว ก็เพราะนักข่าวเกาะติดสายไหม้ทุกช่องนั่นแหละ
เมื่อหาตัว “หัวหน้า” ไม่เจอ ลูกพรรคที่เหลือก็เลยแถลงข่าวชี้แจงเสียเลยว่า ไม่ใช่มติพรรค เพราะกรรมการบริหารพรรคเองก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก
ที่สำคัญ ไม่มีปัจจัยอะไรในขณะนี้ที่มีน้ำหนักมากพอจะให้พรรคเพื่อแผ่นดินที่มี ส.ส. ร่วมรัฐบาลอยู่ 24 คน จะต้องถอนตัวออกจากรัฐบาลกะทันหัน
ไม่ว่าประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทางพรรคก็เสนอชัดเจนไปแล้วว่า “เห็นด้วย” กับการแก้ในหลายมาตรา เกือบทั้งฉบับด้วยซ้ำ
หรือเรื่องเขาพระวิหาร ที่ตอนนี้รัฐบาลก็ได้ นายเตช บุนนาค มารับตำแหน่งใหม่ และก็เริ่มกระบวนการเจรจาที่ส่อแววจะลงเอยในทางดีไปแล้วบ้าง
เมื่อ “ข้ออ้าง” ที่ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินบอกกล่าวนั้นอ่อนแสนอ่อน…แล้วจะไม่ให้คนเขา “ตีความ” กันให้ลึกถึงแกนโลกได้อย่างไร
ยิ่งมีประเด็นแคลงใจกันมาก่อนหน้าแล้วตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอนรัฐมนตรีทั้งคณะ ด้วยมาตรา 190 เรื่องเขาพระวิหาร แต่ดันตกหล่นอย่างโจ่งแจ้งที่สุดไปเพียง 1 ชื่อ คือชื่อของ สุวิทย์ คุณกิตติ
ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรขนาดนี้ แม้พันธมิตรฯ จะแก้ตัวด้วยการเพิ่มรายชื่อถอดถอนในวันถัดมา แต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะสถานะของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินถูกจับตามองทันที…ซึ่งอันที่จริง ความเป็นมาและเป็นไปของการได้นั่งเป็นหัวโขนอยู่ตรงนี้ก็ล่อแหลมอยู่แล้ว เรื่องการเดินเกมที่โฉ่งฉ่างแต่ผิดพลาดของพันธมิตรฯ เพียงแต่มาเสริมความคลางแคลงใจก็เท่านั้น
ยิ่งลักษณะความสัมพันธ์อันห่างเหินของคนในพรรคเองถูกเปิดออกมาอย่างนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความเป็นพรรคเฉพาะกิจ หัวหน้าเฉพาะกาลเข้าไปใหญ่
ก็ไม่รู้งานนี้อะไรเป่าหูหรือสะกิดไหล่ให้ทำแบบนี้ จน ส.ส. ลูกพรรคต้องออกมาติงว่า น่าจะให้เกียรติกันมากกว่านี้
แต่อย่างน้อยก็เป็นข้อดีที่ทำให้เห็นคุณูปการบางอย่างของตัวอ่อนไข่โจรอย่าง “รัฐธรรมนูญ 2550”
เมื่อ ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยกับการตัดสินใจของหัวหน้า สามารถตั้งโต๊ะแถลงข่าวโต้ได้ในเวลาไล่เลี่ยกันทันที
และเป็นเสียงที่มีน้ำหนักยิ่งต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล เพราะประกาศชัดว่า อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มีใครบ้าจี้พอจะทิ้งกันไปไหน
รัฐธรรมนูญ 2550 เปิดทางไว้เรียบร้อยแล้วว่า ส.ส. มีเอกสิทธิที่จะตัดสินใจทางการเมืองเองได้ ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับมติพรรค
ออกแบบกันมาหวังฆ่าพรรคใหญ่ด้วยการวางไข่งูเห่าทั้งสิ้น
แต่ไม่นึกไม่ฝันว่า ที่โดนสนองไปดาบแรกกลับเป็นคนของตัวเอง ป่านนี้ฝ่ายอำมาตย์คงกำลังกระอักเลือดกันยกใหญ่
และงานนี้ หากจะมีคำว่า “มติพรรค” จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็คงเป็นมติเสียงข้างมากของ ส.ส. พรรค ที่จะยังทำงานให้บ้านเมืองต่อไป
เพราะแม้จะมีนายสุวิทย์เป็นหัวหน้า แต่ ส.ส. ที่เหลือก็มีเสียงเลือกตั้งจากประชาชนเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ
แล้วจะได้รู้ว่า สิ่งที่ทำให้นักการเมืองเป็นใหญ่ มีอำนาจต่อรองได้จริงยิ่งกว่า “พลังพิเศษ” อื่นใด ก็ไม่พ้น “เสียงประชาชน” นั่นแ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, August 1, 2008
‘คุณสุวิทย์ คุณกิตติ’
ดีเดย์-พันธมิตรไม่ง่ายอย่างที่คิด

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
เหตุการณ์ความรุนแรงที่ จ.อุดรธานี ที่กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต ถึงขั้นจะถอดถอนนายกฯ และ มท.1 คงจะปล่อยให้ผ่านเลยไปไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เกิดจากความจงใจของพันธมิตรฯ ที่ต้องการจะให้เป็นเรื่องขึ้นมา แต่ถูกต่อต้านจากกลุ่มคนรักอุดร ที่ยืนยันว่า เป็นการปกป้องถิ่นฐาน จรรโลงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีของลูกหลานชาวอุดร ไม่ให้ถูกย่ำยี
คนอุดรที่รักความถูกต้องเป็นธรรม เห็นว่าเป็นความภาคภูมิใจ ที่ได้สืบทอดพระปณิธานที่แน่วแน่ของ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้สร้างเมืองอุดรธานี ผู้กล้าที่อุทิศตนเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ กอบกู้ศักดิ์ศรี จากการถูกย่ำยีจากเสี้ยนหนามแผ่นดิน
ทั้งยังทรงเป็นกำลังสำคัญของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการรักษาดินแดนพระราชอาณาเขตของไทย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในสมัยที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรป กำลังแสวงหาเมืองขึ้น ในดินแดนติดต่อกับประเทศไทย
สมควรแล้วที่ลูกหลานชาวอุดรจะได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่สยบยอมต่อ “อำนาจเถื่อน” อันธพาลทางการเมือง กลุ่มที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ไม่เคารพกฎหมาย และสร้างสิ่งเลวร้ายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองไม่หยุดหย่อน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ “คนอุดร” ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอันธพาลทางการเมือง แก๊งก่อกวนข้างถนน ที่เหิมเกริมเดินสายเพื่ออวดศักดา สร้างความสับสนวุ่นวาย ความแตกแยกตามจังหวัดต่างๆ
การเสียเลือดเสียเนื้อครั้งนี้...แทนที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะสำนึกว่า เป็น “ต้นเหตุ” ให้คนไทยต้องปะทะกันเอง แต่กลับเดินหน้าท้าทาย ด้วยการส่งสมุนบริวารออกปฏิบัติการ “แหย่รังแตน” ที่เรียกว่าดาวกระจาย เพื่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวาย ความสงบในจังหวัดต่างๆ
จะได้นำมาเป็น “ข่าว” ใช้ปลุกระดมว่าถูกรังแก แต่ความจริงแล้ว...แส่ไปหาเรื่องเองต่างหาก
ใช้ “สื่อ” ที่มีอยู่ปลุกเร้าเสี้ยมคนของตัว ให้พร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นทำร้ายกับคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่มาต่อต้านขัดขวาง โดยไม่ฟังเหตุและผล คนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับ “หุ่นยนต์” ไร้ชีวิตจิตใจ ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ให้ออกไปสร้างความปั่นป่วนอย่างเดียว
แต่หวยก็กลับมาออกที่ ผวจ. ผบก. ผกก. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยเอาภาพถ่ายมาอ้างถึงความสัมพันธ์ ซึ่งการทำงานในต่างจังหวัดนั้น “สื่อมวลชน” กับ “ราชการ” โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน
ที่พันธมิตรฯ จับมาเป็นประเด็น ก็เพื่อต้องการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
แต่ในม็อบพันธมิตรฯ ที่มี “ทหาร” ไปยุ่งเกี่ยวด้วย กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง
วันนั้นภาพมันชัดมากครับ เพราะทหารเหล่านี้ไม่เหมือนกับ บักเถิง บังเทือง ชาวบ้านธรรมดา เพราะมีผ้าผูกแขน สวมหมวกต่างสี ที่บ่งบอกขีดขั้นการบังคับบัญชา แน่นอนว่าต้องมีการเตรียมการกันมาแล้ว เช่นเดียวกัน คนเจ็บที่อยู่ในห้องไอซียู ก็เป็นคนมาจากตรัง จากนนทบุรี
เรื่องไม่จบเพียงแค่นี้ครับ ยังลามไปถึงการพิจารณางบประมาณ มีการเสนอตัดงบการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่จะไปลงที่ จ.อุดรธานี 13 ล้านบาท
ในขณะที่ทางแกนนำพันธมิตรฯ และคนใกล้ชิด เอาตัวรอดหดหัวอยู่ในกระดอง ยึดครองเขตปลดปล่อยใจกลางเมืองหลวงไว้อย่างเหนียวแน่น รอวันว่าจะมีใครมาสะท้อนภาพให้เห็นว่า เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ เป็นตัวการจุดประกายการแตกแยกในบ้านเมือง
ด้วยความอาฆาต ผูกใจเจ็บ คิดพยาบาท อาศัยความสามารถในการโน้มน้าวปลุกระดม จับ
“แพะชนแกะ” ไปวันๆ จึงต้องสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ มาเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม
ที่เลวร้ายที่สุดคือ ดึงสถาบันทหารไปปู้ยี่ปู้ยำ มาเป็นเครื่องมือ อ้างว่ามีทหารใหญ่ส่งกำลังพลมา 4-5 กองร้อย มาดูแลความปลอดภัยให้ หลังจากถูกคนเมาขับรถชนรั้ว โดยสามัญสำนึกแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีความสำคัญอะไรขนาดนั้น ถ้าอ้างว่ามีทหารแก่ 4-5 คนไปร่วมในม็อบ ไม่ปฏิเสธครับ
ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อเอาความมีสำนึกรับผิดชอบมาเป็นที่ตั้ง เทียบกันระหว่าง แกนนำพันธมิตรฯ กับ การลาออกจากข้าราชการการเมืองที่เทียบได้กับระดับ 8 ของ ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่กล้ายืนหยัดในความถูกต้อง รักในศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ ที่พร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีจนถึงถิ่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งม็อบพันธมิตรฯ ผมเชื่อว่าคนแบบนี้ยังมีอีกมากครับ
ที่พันธมิตรฯ มีแผนการ เตรียมลุกฮือปลุกระดมกันครั้งใหญ่ มีการระดมลิ่วล้อ เกณฑ์คนในต่างจังหวัดจำนวนมาก เพื่อมากดดันรัฐบาลนั้น คงไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้ว
บิ๊กโบ๊ต
“พงศ์เทพ” เผย “ทักษิณ” ไม่คิดลี้ภัย ขอสู้คดียันความบริสุทธิ์

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม ในฐานะโฆษกประจำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีที่อดีตนายกฯและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ขออนุญาตศาลเดินทางไปต่างประเทศระหว่างวันที่1-11ส.ค.51หลังทราบคำพิพากษาการแพ้คดีการโอนหุ้นบ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีการมองกันว่าอดีตนายกฯและคุณหญิงพจมานอาจลี้ภัยในต่างประเทศและไม่กลับมาสู้คดีที่เหลือแล้วว่า ไม่จริง อดีตนายกฯกลับมาสู้คดีในประเทศด้วยความเต็มใจและมั่นใจความบริสุทธิ์และเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม หากอดีตนายกฯจะไม่กลับประเทศตามข้อสังเกตของบางฝ่ายนั้น อดีตนายกฯก็คงไม่กลับมาตั้งนานแล้ว
"ยืนยันว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจในญี่ปุ่นและจีน อดีตนายกฯจะกลับมาตามกำหนดการที่แจ้งไว้แน่นอน คือกลับมาหลังร่วมพิธีเปิดพิธีการแข่งขันโอลิมปิค ณ กรุงปักกิ่ง ในช่วงวันที่ 9-10 สิงหาคมนี้" นายพงษ์เทพกล่าว
เมื่อถามว่า บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า คดีแรกที่บุคคลในตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์แพ้คดี คดีอื่นๆที่เกี่ยวข้องน่าจะแพ้ด้วยนั้น นายพงศ์เทพกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการพิจารณาคดีต่างๆนั้น มันใช้คนละสำนวน พยานหลักฐานก็แตกต่างกัน ฉะนั้นคดีต่างๆก็ต้องแยกกันนั่นเอง และศาลจะตัดสินกันคนละคดีโดยจะไม่นำสำนวนของคดีอื่นๆมาร่วมพิจารณา
เมื่อถามว่า คดีที่ดินรัชดาภิเษกนั้น อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือตัดสินในศาลเดียว หากอดีตนายกฯแพ้คดีจะโดนจับกุมทันที ตรงนี้อาจเป็นเหตุผลที่อดีตนายกฯอาจไม่กลับประเทศ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบพยานของฝ่ายจำเลย อดีตนายกฯคือจำเลยก็กำลังสู้คดีนี้อยู่ เมื่อถามว่า หลังคดีแรกที่แพ้ไปนั้น อดีตนายกฯหนักใจหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ตนไม่ได้คุยกับอดีตนายกฯในเรื่องนี้เลย
ทนายยัน “อดีตนายกฯ ทักษิณ” กลับมาสู้คดีแน่นอน

วันนี้ (1 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ทุจริตซื้อ-ขายที่ดินรัชดาภิเษก พร้อมองค์คณะออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำเลยครั้งแรก ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 86, 90, 91, 152 และ 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542
โดยในวันนี้ นายอเนก คำชุ่ม และนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความจำเลย นำพยานร่วมของฝ่ายโจทก์และจำเลยเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ประกอบด้วย นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เบิกความเกี่ยวกับการทำสำนวนไต่สวนและการนำคดีในส่วนของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 มาฟ้องยังศาลฎีกาฯ รวมทั้งประเด็นการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ม.152 และ 157 ซึ่งคุณหญิงพจมานไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน
ส่วนนายกล้านรงค์ จันทิก ป.ป.ช. เบิกความเกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งริบเงินจำนวน 772 ล้านบาทที่ซื้อที่ดิน เพราะเห็นว่าเป็นเงินที่ใช้กระทำความผิดเช่นเดียวกับการขอให้ริบที่ดินดังกล่าว และพยานจำเลยอีก 2 ปาก คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เข้าเบิกความเกี่ยวกับประเด็นสถานภาพกองทุนฟื้นฟูกิจการและพัฒนาสถาบันการเงิน ว่าปกติเจ้าหน้าที่กองทุนฯ ได้รับเงินเดือนที่เบิกมาจากหน่วยใด
ภายหลังศาลไต่สวนพยานจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พยานจำเลยอีกปากติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาได้ ส่วนผู้แทนของสำนักงบประมาณ พยานอีกปากยังไม่สามารถติดต่อได้ จึงขอให้ศาลเลื่อนนัดไต่สวนไปก่อน โดยศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น.
ด้าน นายอเนก คำชุ่ม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะเดินทางมาไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 22 ส.ค.หรือไม่ ขณะนี้รอการแจ้งอยู่น่าจะทราบผลในวันที่ 15 ส.ค. อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปต่างประเทศ แต่จะกลับมาเบิกความแน่นอน ส่วนเรื่องการยื่นคำร้องขอเดินทางไปประเทศอังกฤษนั้น ไม่ทราบแล้วแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะตัดสินใจอย่างไร
“ท่านกลับมาแน่นอน อย่าไปคิดอย่างนั้นเลย และในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ผมจะพาท่านมารายงานตัวต่อศาลเพื่อให้เห็นว่าท่านกลับมาเมืองไทยแล้ว” นายเอนก กล่าว
“บุญสร้าง” เตือนม็อบอย่าสร้างความวุ่นวายทำลายบ้านเมือง

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เปิดเผยก่อนร่วมประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอาเซียน เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่ยังมีความแตกแยกทางความคิด ว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องคงเตรียมการดูแลบ้านเมือง และให้ความปลอดภัยกับประชาชนอยู่แล้ว ใครมีหน้าที่อะไร ก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และสื่อถือว่ามีบทบาทสำคัญ ก็ให้ช่วยกันดูแลบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม ยอมรับเรื่องคนหมู่มากดูแลยาก หากเกิดอะไรขึ้นจะเป็นประวัติศาสตร์ เป็นความทรงจำที่ไม่ดี ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่คน ถ้ามีสติ ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ขอให้ช่วยกันเตือนสติ สำหรับทหารก็จะทำไปตามหน้าที่ของตัวเอง ในกรอบที่สามารถทำได้ตามขั้นตอน
พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า หัวข้อในการประชุมจะเป็นความร่วมมือเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนในยามที่มีปัญหาต่าง ๆ อาทิ โรคระบาด ภัยพิบัติ การก่อการร้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และในการประชุมวันนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกัมพูชา ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสองยังเป็นไปด้วยดี
ส่วนกรณีที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการทหารสูงสุด จะมีผู้แทนไปหารือร่วมอยู่แล้วภายใน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้เห็นว่า การเจรจากันหลาย ๆ ครั้งระหว่างไทย-กัมพูชา น่าจะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น
เริ่มรถเมล์ฟรีวันแรก คนแห่ใช้บริการคึกคัก

(1ส.ค.)วันเริ่มต้น 6 มาตรการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะมาตรการให้บริการรถเมล์ฟรี มีประชาชนให้ความสนใจพอควร โดยเมื่อเวลา 05.30 น. วันนี้ นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ผอ.ขสมก.) เดินทางไปอำนวยความสะดวกแก่ประ ชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ฟรีในวันแรกที่บริเวณอนุสาวรีชัยสมรภูมิ พร้อมทั้งกล่าวว่า การให้บริการรถเมล์ฟรีเริ่มตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ซึ่งเป็นไปตามแผนโดยตอนนี้รถที่ให้บริการฟรี จะติดสติกเกอร์ทุกคัน พร้อมทั้งได้มีการกำชับคนขับรถ และพนักงานเก็บเงิน ให้ระมัดระวังในการเปิดปิดประตูรถเพื่อเน้นความปลอดภัยให้กับประชาชน
ทั้งนี้ ช่วงแรกจะยังมีพนักงานเก็บค่าโดยสาร เพราะจะปล่อยรถฟรี กับรถที่เก็บเงินสลับคัน กลัวรถฟรีจะแน่นเกินไป พนักงานเก็บเงินจะทำหน้าที่บอกหากรถเต็มให้คอยคันถัดไปเพื่อที่รถจะได้ปิดประตูได้ พนักงานรถที่ไม่เก็บเงิน ก็จะมีหน้าที่คำนวณ จดสถิติ คนขึ้นลงคงเหลือ ซึ่งจะต้องรู้ว่า แต่ละป้ายมีขึ้นลง คงเหลือเท่าไร และต้องแจ้งนายท่าเมื่อปลายทาง
นายพิเณศวร์กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการของรัฐบาล ทางขสมก.ได้ตอบสนองรัฐบาล โดยจัดรถเมล์ครึ่งต่อครึ่งของรถเมล์ทั้งหมดมาให้บริการ ซึ่งตอนนี้มีการปล่อยรถของ ขสมก. 800 คัน และรถเสริมอีก 80 คัน อย่างไรก็ตาม การประเมินผลว่ามีประชาชนใช้บริการมากน้อยแค่ไหนจะสามารถสรุปได้ในวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งจะมีการปรับแผนการทำงานทุกวัน ว่าจะมีการเพิ่มรถอีกหรือไม่
ผอ.ขสมก.กล่าวอีกว่า ขณะนี้ทางขสมก.มีเส้นทางเดินรถอยู่ 73 เส้นทาง ซึ่งทาง ขสมก.ก็ไม่สามารถเพิ่มเส้นทางเดินรถได้ เพราะการเพิ่มเส้นทางต้องขออนุญาตกรมการขนส่งทางบก อย่างไรก็ตาม คาดว่าเที่ยวหนึ่งจะบรรจุผู้โดยสารได้ประมาณ 120-130 ต่อคนต่อเที่ยว โดยเฉพาะช่วงเช้าจะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก
"โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เหมาะสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อยจะช่วยลดค่าใช้จ่าย ใครที่สามารถจ่ายเงินได้ก็ให้ขึ้นรถเสียเงิน คาดว่าจะมีคนใช้บริการมากช่วงเช้า และช่วงเย็น รัฐบาลก็อยากให้ผู้มีรายได้น้อยมีความหมายเอาเงินไปใช้อย่างอื่นเดือนหนึ่ง 400-500 บาทนำส่วนนี้ไปใช้อย่างอื่นแทน ช่วงบริการแรกๆ อาจมีข้อผิดพลาดบ้างแต่ผลสุดท้ายจะดีขึ้นซึ่งจะมีการประเมินทุก 7 วันในการให้บริการเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป"
นายพิเณศวร์ กล่าว ผอ.ขสมก.กล่าวอีกว่า โครงการนี้ยังเป็นผลดีต่อ ขสมก.เพราะรัฐบาลให้เงินสมทบ ขสมก.คันละ 8,500 บาทต่อวันต่อคัน ทำให้สามารถลดต้นทุนไปมากภายใน 6 เดือน รัฐบาลอุดหนุนเงินมา 1,224 ล้านบาท จะช่วยลดการขาดทุนของ ขสมก.ได้
ส่วนบรรยากาศบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อเวลา 05.30 น. วันที่ 1 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณด้านข้างโบกี้รถไฟมีการติดป้ายระบุว่า "รถไฟขบวนนี้ขึ้นฟรี" ซึ่งขบวนรถไฟส่วนใหญ่จะให้บริการระหว่างชานเมือง เช่น กรุงเทพฯ-แก่งคอย กรุงเทพฯ-รังสิต นอกจากนี้จะมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงภายในสถานีหัวลำโพงเพื่อให้ผู้ที่มาใช้บริการรถไฟรับทราบว่า จะมีขบวนรถไฟสายไหนบ้างให้บริการฟรีเป็นระยะๆ โดยมีประชาชนบางรายทราบเรื่องบ้าง ไม่ทราบเรื่องบ้าง ว่ามีการขึ้นฟรีในบางขบวน ทำให้เกิดความสับสนบ้างเล็กน้อย แต่ก็พบว่าประชาชนให้ความสนใจมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มคนวันเสาร์ฯ ห่วงอำนาจเหนืออำนาจสร้างความวุ่นวาย
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ถือเป็นเรื่องปกติที่จะการนัดรวมพลกันทุกวันศุกร์อยู่แล้ว เพราะสามารถไปจ้างคนที่อยู่ต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุมด้วย สิ่งที่พันธมิตรฯ ทำวันนี้เพราะสถานการณ์ทางการเมืองกำลังงวดเข้ามาทุกขณะแล้ว ทั้งเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
“พันธมิตรฯ ต้องทำทุกวิถีทางเพราะอาจจะเป็นโค้งสุดท้ายแล้วที่จะล้มล้างรัฐบาล จึงต้องเดินเกมแบบรุกฆาต เพราะรู้ว่าตนเองไม่ได้สู้โดยลำพัง มีอำนาจเหนือนายกฯ อยู่เบื้องหลัง เกมต่างๆจึงพลิกได้ตลอดเวลา ตรงนี้รัฐบาลต้องระวัง” นายวิภูแถลง กล่าว
นายวิภูแถลง กล่าวด้วยว่า พันธมิตรฯ พยายามยุให้ประชาชนเข้าใจว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งเลวร้าย การเลือกตั้งคือการซื้อเสียงจะนำไปสู่รัฐบาลที่ไม่มีคุณภาพ ช่วงนี้รัฐบาลอ่อนแอ แม้จะปรับ ครม. เข้ามาให้หน้าตารัฐบาลดีขึ้นแต่ก็ยังอ่อนแออยู่ ขบวนประชาธิปไตยจึงต้องฝากไว้กับนายกฯ ให้ต่อสู้กับอำนาจเหนืออำนาจให้ได้ เพราะโดยเงื่อนไขแล้วต้องยอมรับว่าเราเสียเปรียบมาก ที่ผ่านมาเราสมานฉันทร์มาโดยตลอดเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก ที่เราตอบโต้ก็เป็นการตอบโต้ที่แผ่วเบามาก
ศาลบุรีรัมย์ออกหมายจับ “การุณ” รุกป่าเขาพนมรุ้ง

วันนี้ (1 ส.ค.51) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (31 ก.ค.) ศาลบุรีรัมย์ ได้อนุมัติออกหมายจับนายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว. บุรีรัมย์ ในคดีที่นายมานิตย์ ศรีสุจารย์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 6 อำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความกล่าวหาว่านายการุณ ใสงาม ได้ร่วมกันเข้าไปบุกรุก หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้าครอบครองป่าเพื่อตัวเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน ซึ่งพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติเขาพนมรุ้ง มีจำนวน 2 แปลง รวมกว่า 3 ไร่
แต่หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก นายการุณ ใสงาม หลายครั้ง แต่ไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ โดยศาลมีความเห็นเชื่อได้ว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล จึงอนุมัติให้ออกหมายจับ
พ.ต.ท.ธีระพงษ์ สาลิกา สารวัตรสถานีตำรวจภูธรบ้านบัว กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัว นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ เพื่อมาสอบสวนดำเนินคดีแล้ว
"สุวิทย์" อำลาเจ้ากระทรวงอุตฯ ยันยังเป็นหัวหน้า พผ.
วันนี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ได้เดินทางมาทำพิธีอำลาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีเหล่าข้าราชการประจำให้การต้อนรับและร่วมทำพิธีอำลาตำแหน่ง ภายหลังจากที่ได้ประกาศลาออกจากการร่วมรัฐบาล
จากนั้นได้มีการเปิดใจต่อสื่อมวลชนโดยยืนยันว่า ตนยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ และการตัดสินใจออกจากพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ก็เป็นการกระทำเพื่อส่วนรวมไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการปรับคณะรัฐมนตรี การลาออกในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยมองว่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำทั้งหมด ซึ่งเวลานี้ ต้องการให้ทุกฝ่ายสนใจเรื่องของบ้านเมืองมากกว่าเรื่องของการเมืองที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแม้จะลาออกตำแหน่งไปแล้ว ก็จะทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไปเพราะเป็นเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ส่วนจะมีการหารือกับพรรคชาติไทยหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วงการตัดสินใจของพรรคอื่น
นอกจากนี้ นายสุวิทย์ยังฝากถึงคนที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ โดยขอให้เร่งผลักดันอุตสาหกรรม SMEs รวมทั้ง สานต่องานที่วางไว้ด้วย
แห่ให้กำลังใจแน่น‘คุณหญิงพจมาน’ยันสู้คดีจนถึงที่สุด

ในการมาฟังคำตัดสินคดีหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และบุตรทั้ง 3 คน พร้อมทีมทนาย ได้เดินทางมาถึงศาลอาญา โดยคุณหญิงพจมานมีสีหน้าปกติ และมีประชาชนที่ให้การสนับสนุนจำนวนมากมาถือป้ายให้กำลังใจ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลเพื่อร่วมฟังการพิจารณาและตัดสินคดีเช่นกัน โดยนั่งเคียงข้างบุตรสาวทั้งสอง ในการนี้ศาลจัดให้มีการถ่ายทอดทีวีวงจรเพื่อให้ประชาชนได้รับชมด้วย
องค์คณะผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาให้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ น.ส.กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 จำนวน 3 ปี และจำเลยที่ 3 จำนวน 2 ปี ในคดีร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท
ทันทีที่ศาลอ่านคำพิพากษาจบ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินไปจับมือและให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ทั้งนี้ขั้นตอนทางกฎหมายได้มีการยื่นประกันตัว 5 ล้านบาท รวมทั้งจะยื่นอุทธรณ์แน่นอน ตามเวลาที่กฎหมายกำหนดคือ 1 เดือน
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เอง จะมอบให้ทีมทนายเตรียมความพร้อมทั้งข้อเท็จจริงและกฎหมายในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด จนถึงศาลฎีกา หากศาลตัดสินอย่างไรก็เคารพการตัดสิน สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำลังใจดี ส่วนคดีของตนเองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยืนยันจะสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด และจะสู้คดีด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงหรือมาฟังคำพิพากษา
อย่างไรก็ตาม วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดเดินทางไปที่เมืองฟูจิโอกะ และเมืองคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เพื่อบรรยายเรื่องผู้นำในอนาคต จากนั้นวันที่ 1-3 สิงหาคม จะเดินทางไปประเทศจีน พร้อมกับคุณหญิงพจมาน เพื่อร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และจะกลับประเทศไทยก่อนขออนุญาตเดินทางไปประเทศอังกฤษ ในฐานะประธานสโมสรแมนฯ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลของอังกฤษ เพื่อคัดเลือกตัวนักเตะ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าศาลหลังมีคำตัดสินว่า บรรดาผู้สนับสนุนต่างตะโกนพร้อมปรบมือและชูป้ายให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ก่อนแยกย้ายเดินทางกลับด้วยความเรียบร้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้เดินทางมาฟังการพิจารณาคดีด้วย
แหล่งข่าวในพรรคพลังประชาชนที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เน้นย้ำให้ทีมทนายเตรียมหร้อมตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมเอกสารการชี้แจง ซึ่งมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และให้ทีมงานแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะ แต่ก็เชื่อว่าจะชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหาและพ้นผิด
ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็มีจิตใจที่สงบขึ้น เนื่องจากเดินสายทำบุญก่อนหน้านี้พร้อมครอบครัว โดยวันเกิดที่ผ่านมาก็มีกำลังใจที่ดีขึ้น มีนักการเมืองให้กำลังใจ อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็หมั่นทำสมาธิด้วย
นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจแทน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ประชาชนเชียงใหม่ชื่นชอบ แต่ต้องให้เป็นไปตามคำสั่งศาล เพราะถือว่าเป็นที่สุดแล้วสำหรับกระบวนการยุติธรรม ทุกคนไม่ว่าคนที่รักและเคารพ หรือผู้ที่เกลียดชัง ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีและภริยา ต้องเคารพคำตัดสินของศาล


