งานเสวนาเรื่อง “1 ปี รัฐธรรมนูญ 50 : การเมืองอยู่กับที่หรือถอยหลัง” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 โดยมีการแสดงทรรศนะในเชิงหลักการวิชาการของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างละเอียด และเข้มข้นด้วยแนวคิดทางวิชาการ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พวกเขาก็พาประเทศย้อนหลังกลับไปประมาณเมื่อปี 2400 กว่าๆ แล้วที่มันเกิดรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ก็เพราะว่าโลกนี้มันบังคับว่า ประเทศไทยจะปกครองโดยที่ขาดรัฐธรรมนูญนั้นมันไม่ได้ เขาก็เลยต้องมีรัฐธรรมนูญ ต้องมีเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องถือว่า ก้าวหน้ากว่าเมื่อตอน 19 กันยายน แต่ว่ามันไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาเป็นปี 2550 นะ แต่มันยังคงเป็นปี 2400 กว่าๆ อยู่ดี นับจาก 19 สิงหาคม วันที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ละวันๆ มันก็ถอยหลังไป ประเทศไทยเป็นอย่างนี้นะ คือประเทศอื่นนั้นพอพรุ่งนี้มันก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ของเรานั้นพอวันนี้อยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้ก็ถอยหลังกลับไปอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 เขาบัญญัติไว้อย่างนั้น คือต้องการให้บ้านเมืองมันถอยหลัง ความเป็นประชาธิปไตยมันจะต้องลดน้อยลง อันนี้คือสาระของรัฐธรรมนูญที่หลายๆ คนพยายามพูดกันตลอด ทำไมผมพูดอย่างนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเขียนไว้เพื่อให้อำนาจจะต้องไม่อยู่ในมือของคนที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจที่ได้รับรากมาจากประชาชน ก็จะต้องไม่มีอยู่จริง แต่อำนาจจะต้องไปอยู่กับผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งมาจากข้าราชการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ฝ่ายตุลาการ ทั้งในรูปที่เป็นองค์กรที่สรรหากันมา ทั้งในรูปที่เป็น ส.ว. ที่สรรหากันมา ซึ่งก็เชื่อมโยงกันระหว่างข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายตุลาการบางส่วนกับผู้ที่มาจากการสรรหา แล้วก็ให้ผลัดกัน สรรหากันไปสรรหากันมา คือ อำนาจอยู่ในมือของกลุ่มคนเหล่านี้ เสร็จแล้วก็มามีอำนาจในการกำหนดบทบาทในความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมือง ผ่านกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และผ่านกลไกที่ถูกรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น
อย่างเรื่องการยุบพรรคกำลังจะเกิดขึ้น อันนี้มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนไว้แล้ว เขาต้องการให้เกิดอย่างนี้ อันนี้ไม่ได้พูดว่าอยากให้เป็นแบบนี้ แต่รัฐธรรมนูญมันเขียนแบบนี้ คนบอกว่าพรรคพลังประชาชนยุบไหม ถูกเพิกถอนสิทธิไหม ผมบอกเลยว่าถูกถอนสิทธิล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐธรรมนูญมันเขียนไว้แบบนี้ ล่าสุดนี้เห็นข่าวว่า พรรคบางพรรคจะไม่ถูกยุบแล้ว ทำไมถึงไม่ถูกยุบ ทำไมถึงไม่ได้ใบแดง เหตุผลเดียวกับพรรคไทยรักไทย ตอนยุบไทยรักไทยบอกว่า ถ้าไม่ยุบไทยรักไทยแล้วจะปฏิวัติไปทำไม ยึดอำนาจมาเสียแรงเปล่า อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้ต้องไม่ยุบพรรคที่กำลังโดนตรวจสอบอยู่ เพราะถ้ายุบพรรคนี้เขาก็ยึดอำนาจมาเสียแรงเปล่าสิ
ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุอะไร แต่มันเป็นเรื่องที่เขาออกแบบมาโดยเฉพาะ ต้องการให้เกิดอย่างนี้ ต้องการให้มีรัฐบาลอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ทำอะไรไม่ได้ อยู่ในอุ้งมือของผู้ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้ง เป็นคนกำหนดได้หมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะเป็นรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้หมด เมืองไทยถ้าจะพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่ถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือ 1.บ้านเมืองจะเสียหายไปเรื่อยๆ และในที่สุดวันข้างหน้าสังคมไทย ประชาชนจะเดือดร้อนมาก แล้ววันนั้นทุกคนก็จะเข้าใจว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงวันนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งในสังคมยิ่งกว่าทุกวันนี้ อีกข้อหนึ่งก็คือ ถ้าเราไม่แก้ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวว่าพันธมิตรฯ จะมาชุมนุม แล้วจะเกิดความรุนแรง แล้วเราต้องยอมพันธมิตรฯ ก็เท่ากับว่าเราได้ยกประเทศให้กับพันธมิตรฯ ไปแล้ว ก็จะมากำหนดอะไรได้หมด ตกลงประเทศไทยจะปกครองโดยใครกันแน่ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังยืนยันในหลักการว่า อำนาจจะต้องอยู่ที่ประชาชน บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าจะแก้อย่างไรที่ไม่ไห้เกิดความรุนแรง อันนี้ต้องช่วยกันคิดนะครับ
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.)
ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า การเมืองเดินหน้าหรือถอยหลังในกรอบของรัฐธรรมนูญ 2550 คือมันมีคำตอบชัดมาตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่สามารถทำให้การเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ มีแต่ทำให้การเมืองถอยหลัง ก้าวหน้าไม่ได้เลยครับ คือการรัฐประหารครั้งที่แล้ว เราต้องทำความเข้าใจนะครับว่า เป้าหมายเราอย่าไปมองแคบๆ ว่านายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกไปเท่านั้น เป็นเป้าหมายเบื้องต้น แต่ที่แท้จริงเขาต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไป แล้วสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยมขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจชัดๆ อย่างนี้แล้ว 1 ปีที่ผ่านมา เป็น 1 ปีที่สำแดงฤทธิ์เดชของอำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยม แต่ว่าพวกนี้เขาฉลาด นอกจากจะสร้างองค์กรต่างๆ ก็ยังสร้างกฎกติกา ให้องค์กรของเขาดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้ รัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ 19 บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ยังคงใช้งานต่อไปได้ ยกเว้นกระบวนการสรรหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ป.ป.ช. ต้องเคารพ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 6 มาตรา 12 พูดชัดเจนว่า ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เนื่องจากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดังนั้นพวกคุณไม่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายของพวกรัฐประหารเอง ผมขอเตือนด้วยความเคารพนะครับว่า ป.ป.ช. ควรตระหนักในเรื่องนี้ และออกไปดีกว่า เหมือนอย่างที่ คุณวีระ มุสิกพงศ์ บอก ออกไปเลย เพราะว่าคุณไม่มีกฎหมายใดคุ้มครอง
แต่ท่านดูนะครับว่า ตัวอันตรายที่สุดและได้ผล บางเรื่องของเขามีปัญหา และบางเรื่องของเขาได้ผล บางเรื่องของเขาที่ได้ผลกำลังทิ่มแทงกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สั่นคลอน ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ทิ่มแทงอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มาตรา 309 ครับ ท่านคิดดูนะครับว่า รัฐธรรมนูญทั่วโลกจะไม่มีปรากฏ ไอ้ 309 มันถอยหลังไปยิ่งกว่าสมัยกรีกเสียอีก ลำพังแค่มาตรา 309 อย่างเดียวเราก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เอาเป็นว่าในโลกปัจจุบันมี 2 ทางเลือก คือ ประชาธิปไตย หรือไม่ใช่ประชาธิปไตย ไอ้พวกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีชื่อเล่นว่า คณาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยม ไอ้เรื่อง 70:30 ที่เขาตั้ง พวกมัฆวานฯ เราต้องเรียกว่าพวก “ลัทธิมัฆวาน” เพราะฉะนั้นในวันนี้เราต้องจำกัดวงให้แคบ หัวโจกของ “ลัทธิมัฆวาน” แค่ 6 คนเขาจะบอกให้ประชาชน 63 ล้านคนได้รู้ว่า หัวโจก 6 คนกำลังสาธยาย “ลัทธิมัฆวาน” ที่ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร ผมเชื่อว่าคน 63 ล้านคนไม่เอา “ลัทธิมัฆวาน” คอยดูแล้วกันวันที่ 26 นี้จะมีคนเข้าร่วมสักกี่คน
ผมอยากสรุปให้ฟังว่า 1 ปีที่ผ่านมา มันเป็นฤทธิ์เดชของพวกเผด็จการอำนาจนิยมของระบอบคณาธิปไตย แล้วยังส่งผลและกัดกร่อนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และตอนนี้ประชาชนยังทำอะไรไม่ได้ เพราะดูคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้สิครับ จะมาแก้ปัญหาเรื่องใบแดง ใบเหลือง ก็เป็นเรื่องที่ยาก ผมไม่เข้าใจที่เพชรบูรณ์ 1,300,000 โดนใบเหลือง แต่โคราชกับบุรีรัมย์ เงินแค่ 200 บาท โดนใบแดง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ และท่านก็ไม่ออกมาแถลง เรื่องนี้มันชัดเจนอยู่แล้วว่า 1,300,000 ไปซื้อเสียงทำไมให้ใบเหลือง ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผมไม่เข้าใจ ประชาชนเราใช้สิทธิตามมาตรา 291 เพราะมาตรา 291 อนุญาตให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แล้วเราก็ได้มากว่า 200,000 รายชื่อ แล้วนำไปยื่นถูกต้องกว่า 70,000 รายชื่อ เพราะฉะนั้นเราทำถูกต้อง แล้วในวันจันทร์นี้พวกเราจะไปตรวจร่างฉบับสุดท้าย ตรงนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนช่วยไปพูดกรอกหู ส.ส. ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยกันยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 ได้ไหมครับ ไม่ต้องมีม็อบนะครับ เจอที่ไหนพูดที่นั่น อันนี้เป็นข่าวดีของเรา ถ้าร่างที่แก้ไขโดยประชาชนมากกว่า 50,000 รายชื่อ เข้าไปสู่รัฐสภาแล้ว ถ้าเราคิดในแง่ดีพวก ส.ส. ก็มีสำนึกประชาธิปไตย แล้วเขาก็จะยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 และเป็นโอกาสที่เราจะไปชำระสะสางพวกโสโครกทั้งหลายที่เขาทำไว้
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร. 2540
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมได้เขียนหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “ฉีกรัฐธรรมนูญ ประเทศได้อะไร” เป็นการสรุปถึงระบบกฎหมายไทย ซึ่งสูญเสียดุลยภาพไปหมดหลังจากการรัฐประหารเป็นต้นมา วันนี้คือวันที่ 24 สิงหาคม 2551 เป็นวันครบรอบ 1 ปี ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศใช้ แทนที่จะเป็น 1 ปีแห่งการปรับปรุงสู่ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพทางการเมือง และความสมานฉันท์ของคนแห่งชาติ ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้สัญญาไว้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่กลับกลายเป็น 1 ปีที่สืบทอด ที่ผมเรียกว่า มรดกทางอำนาจและเจตนารมณ์การปฏิวัติของคณะปฏิรูปการปกครองฯ เอง รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง เสียมากกว่า
ข้อ 1.ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ตามวรรคสี่ มาตรา 237 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ไม่เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างว่าได้นำแบบอย่างมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะไม่เคยมีบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 68 ตามวรรคสี่ มาตรา 237 วรรคสอง เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติ ตามมาตรา 35 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว 2549 ที่ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะ 1 ที่มี 9 คน ซึ่งไม่ใช่ศาล และให้มีอำนาจกระทำการแทนศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้มีอำนาจในการสั่งยุบพรรคการเมือง ข้อที่ 2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 นี่เป็นการบัญญัติกฎหมายออกมาเพื่อรองรับบทบัญญัติในมาตรา 35 เพื่อที่จะให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโทษประหารชีวิตทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แก่บรรดาบุคคล หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และที่ร้ายก็คือ เป็นการสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งที่มีผลย้อนไปครับ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในระบบหรือกระบวนการที่ถูกต้อง ถามว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องหรือไม่ ตอบก็คือ เป็นกระบวนการยุติธรรมซึ่งสืบทอดมาจากระบบและกลไก ซึ่งสืบทอดมาจากอำนาจรัฐประหาร ฉะนั้นจะอ้างว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้
ข้อต่อมา มาตรา 242 และ 243 ประกอบกับบทเฉพาะกาล มาตรา 299 วรรคหนึ่ง เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติ ของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 24 กันยายน 2549 ที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของสภา ซึ่งตั้งตามประกาศของคณะปฏิรูปฯ ฉบับดังกล่าว เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมกับใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เลือกกันเอง 1 คน เป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 74 คน ทั้งนี้ของบทเฉพาะกาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการระงับใช้มาตรา 242 และ 243 ที่ว่าด้วยการสรรหา โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง และวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ตรวจการแผ่นดินไปโดยปริยาย ถามว่า เมื่อตอนที่เอารัฐธรรมนูญปี 2550 ไปให้ประชาชนออกเสียงลงประชามตินั้น ไปบอกกับประชาชนหรือเปล่าว่า ถ้าประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว บทเฉพาะกาล มาตรา 299 วรรคหนึ่งนั้น จะระงับใช้มาตรา 242 และมาตรา 243 ที่ประชาชนไปออกเสียงลงประชามติ คำตอบก็คือ ไม่ได้บอก
เพราะฉะนั้น จากคำตอบนี้ก็คือว่า สามารถบอกได้ว่า การเขียนบทเฉพาะกาลและไปให้อำนาจกับบางกลุ่มบางองค์กร เพื่อให้สืบทอดอำนาจต่อไป โดยจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่ เท่ากับเป็นการระงับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ความจงใจที่จะให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการจัดสร้างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ในที่นี้ ฉบับแรกคือ การใช้ตามตัวบท 291 มาตรา ใช้บังคับกับประชาชนทุกคนทั่วประเทศ แบบลุ่มๆ ดอนๆ แต่ว่าบทเฉพาะกาล 18 มาตรา ที่บังคับใช้กับกลุ่มคนกลุ่มเดียว องค์กรต่างๆ เพียงไม่กี่องค์กร และให้อำนาจและผลประโยชน์ตกกับคนกลุ่มนี้เพียงแค่หยิบมือเดียว ฉะนั้น 1 ปีที่ผ่านมา เป็นการสืบทอดมรดกอำนาจที่เลวร้ายที่สุด
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตอนนี้เหมือนสังคมไทยไม่ค่อยยึดหลักกฎหมาย ไม่ค่อยมีเหตุผล ไม่ค่อยยึดหลักการ ดูจะมีอารมณ์และเอากระแสมาตัดสิน อย่างประเด็นการสรรหา และอำนาจของ ส.ว. คือในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์คณะในการสรรหา ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ซึ่งในองค์คณะ 7 คน เอามาจากศาลถึง 3 ท่าน คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และก็ศาลฎีกา คือไม่มีความจำเป็นที่จะเอาตัวผู้พิพากษามาเป็นตัวสรรหา ส.ว. เพราะว่า ส.ว. เป็นองค์กรทางการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ในขณะที่ผู้พิพากษาใช้อำนาจตุลาการ เป็นการดึงเอาผู้พิพากษามาเกี่ยวข้องทางการเมือง ถามว่า ตรงนี้ประชาชนทั่วไปสามารถร้องขัดขวางดุลพินิจของ ส.ว. ได้หรือเปล่า คำตอบคือว่า ไม่ได้...พูดง่ายๆ ว่าระบบการสรรหา ส.ว. มันตัดขาดจากอำนาจของประชาชนไปเลย และการสรรหาถือเป็นที่สุด คือจะไปตรวจสอบการสรรหามิได้ ส่วนอำนาจของ กกต. อำนาจ กกต. เป็นอำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ ก็คืออำนาจการออกระเบียบ หรือนิติบัญญัติ อำนาจในการบริหารในการจัดการการเลือกตั้ง ก็คือฝ่ายบริหาร และอำนาจในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือการให้ใบเหลือง และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือการให้ใบแดง อันนี้เป็นอำนาจกึ่งตุลาการ และรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ถือเป็นที่สุด ก็คือถูกทบทวนแก้ไขไม่ได้ ก็คือยุติตามนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าต้องแก้ไขหรือเปล่า และทำไมถึงให้ กกต. มีอำนาจค่อนข้างมาก
ประเด็นต่อไป การวินิจฉัยการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐธรรมนูญมาตรา 82 เกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ มาตรา 82 เขาบอกว่า รัฐบาลต้องทำตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ปรากฏว่า ประเทศไทยเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ผมเรียกย่อว่า ICCR ในมาตรา 14 อนุมาตรา 5 บอกว่า คนทุกคนที่ต้องพิพากษาลงโทษในความผิดคดีอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป พิจารณาทบทวนการลงโทษ และคำพิพากษา โดยเป็นไปตามกฎหมาย
ที่ยกตัวอย่าง 3 มาตรามาประกอบกันคือ มาตรา 82 ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ของ ICCR และมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญไทย ทีนี้รัฐธรรมนูญของไทยเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญา เช่น คดีที่ดินรัชดาฯ ประเด็นของผมคือว่า รัฐธรรมนูญของไทยเนี่ย ขัดหรือแย้งกับ ICCR หรือไม่ และสิทธิในการพิจารณาคดีใหม่ เมื่อค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ เป็นคนละสิทธิกัน เป็นคนละอย่าง ที่ผมพูดหมายความว่า แม้ไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ จำเลยก็มีสิทธิได้รับการอุทธรณ์ฎีกาจากศาลที่สูงกว่า เพราะชัดเจนว่า ถ้าพิจารณาคดีเกิน 3 เดือน อาจมีข้อผิดพลาดได้ อาจจะเกิดจากข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมาย ข้อ 14 ของ ICCR ก็เป็นหลักประกันได้ว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีจากศาลที่สูงกว่า เพื่อที่จะมาคุ้มครองในประเด็นข้อกฎหมาย หากนักการเมืองกระทำความผิดจริง ก็อาจมีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง แต่ประเด็นของผมก็คือว่า ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งกำหนดว่า กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคการเมือง นอกจากจะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแล้ว ยังต้องดำเนินคดีอาญาด้วยนะครับ หมายความว่า ให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้นี้ แต่พอตอนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก็ไม่มีคำว่าผู้นั้น นั่นคือเพิกถอนทั้งหมด ประเด็นนี้ผมว่าน่าจะมีการศึกษาพูดคุยกันในทางวิชาการว่า โทษอย่างนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ คือจะยุบพรรคก็ยุบไป จะเพิกถอนก็ทำไป แต่ต้องไม่เหมารวมกับคนที่ไม่มีส่วนในการกระทำความผิด
ส่วนการทำหนังสือสัญญา ในมาตรา 190 ที่เกิดปัญหาอยู่ ที่อยู่ในมือของผมคือหนังสือเกี่ยวกับมาตรา 190 เป็นหนังสือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 19 ประเทศ เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญา ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2005 ผมเทียบมาตรา 190 กับรัฐธรรมนูญของ 19 ประเทศแล้วเนี่ย ไม่พบข้อความที่บัญญัติไว้เหมือน 190 ของเราเลย ไม่มี ฉะนั้นการที่ไปควบคุมมาตรา 190 อย่างมาก ถ้าไม่แก้ 190 การทำหนังสือระหว่างประเทศของฝ่ายบริหารจะเป็นอัมพาต ผมว่ารายละเอียดของมาตรา 190 ควรนำไปใส่ในบทพระราชบัญญัติ ส่วนมาตรา 309 ซึ่งเป็นบทกฎหมายนิรโทษกรรม หลักกฎหมายนิรโทษกรรมโดยส่วนใหญ่แล้วจะนิรโทษกรรมเหตุการณ์ในอดีตที่มันเกิดขึ้น และสิ้นสุดไปแล้ว แต่มาตรา 309 หมายความว่า บรรดาการกระทำทั้งหมด ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน ที่มีการตระเตรียมดำเนินการ มีการนิรโทษกรรม วันที่มีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 นิรโทษกรรมเรื่อยมาจนกระทั่งหลังจากวันทำรัฐประหาร ก็ได้รับการนิรโทษกรรม ทันทีที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ประกาศใช้ หลังจากที่รัฐธรรมนูญอันนี้ประกาศใช้เนี่ย บรรดาการกระทำหลังจากนี้จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม มันสิ้นสุดแค่ตรงนั้น แต่ศาลสูงก็บอกว่า ก่อนการทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงวันทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคม เรื่อยมาจนถึงวันนี้ และก็จะสืบทอดไปเรื่อยๆ จนถึงอนาคต ก็ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วขอบเขตของมันก็ไม่มีใครทราบว่าจะใช้กับอะไร สรุปมาตรา 309 นี่ใช้กับใคร และเรื่องอะไรแน่ หรือว่าใช้กับทุกเรื่อง ทุกองค์กรหรือเปล่า หรือองค์กรทั้งหลายที่ คมช. แต่งตั้ง ขอบเขตอยู่ตรงไหน และคุ้มครองใครบ้าง สืบเนื่องเวลาแค่ไหน ถึงจะยุติในการคุ้มครอง...
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 27, 2008
1 ปี รธน.50การเมืองไทยถอยหลังลงคลอง
คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

ฟังมาว่า มีกฎหมายฉบับหนึ่งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ...
ตามข่าวปรากฏว่ามี ส.ส. พรรคพลังประชาชนไม่ค่อยยินดีที่จะให้ผ่านเป็นกฎหมายมาบังคับใช้ เหตุเพราะว่า ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้ด้วย ดังปรากฏในมาตรา 16 และมาตรา 17
มาตรา 16 ความว่า “นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้นำบทบัญญัติที่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่อมีการละเมิดอำนาจศาล ให้ศาลมีอำนาจลงโทษได้ดังนี้
(1) ตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้
(2) ไล่ออกจากบริเวณศาล
(3) ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล พึงใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี และศาลอาจสั่งให้ผู้กระทำละเมิดลงประกาศตาม (1) ทางหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือหลายฉบับ เป็นระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้ผู้กระทำละเมิดเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย”
มาตรา 17 ความว่า “ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณาหรือการวินิจฉัยของศาลโดยสุจริต ด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ”
บทบัญญัติ 2 มาตราเท่าที่ยกมานี้ ถ้าสามารถผ่านมาประกาศใช้ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิประชาชนอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้นอีกฉบับหนึ่ง
ตามธรรมดา อำนาจอธิปไตยซึ่งเราแบ่งเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ อำนาจตุลาการ นั้น อำนาจตุลาการถูกจัดเป็นไข่ในหินอยู่แล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เพราะอำนาจตุลาการไม่ได้มีที่มาจากประชาชน และไม่เคยถูกตรวจสอบด้วยอำนาจของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่างกับอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร อย่างสิ้นเชิง
อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารมาจากประชาชนเลือกตั้งแท้ๆ เป็นเรื่องของการเมืองแท้ๆ จึงถูกตรวจสอบได้ด้วยองค์กรต่างๆ และวิธีการต่างๆ นานานับไม่ถ้วน
อำนาจนิติบัญญัติของไทยนั้น ทุกวันนี้ (หรือแต่ไหนแต่ไรมา) ถูกประณามหยามเหยียด ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนจะไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว คำว่า เสือ สิงห์ กระทิง แรด นั้นก็ถูกนำมาใช้เยาะเย้ยถากถางนักการเมืองที่นั่งอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติอยู่เสมอๆ จนเคยชินเสียแล้ว
ฝ่ายบริหารนั้นเล่าก็ถูกตรวจสอบด้วยองค์กรมากมาย โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านและสื่อ เวลานี้กำลังถูกวิพากษ์จาก ม็อบ ว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด รัฐบาลขายชาติ และรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็ถูกเรียกว่า ตัวเงินตัวทอง ซึ่งเข้าใจว่าไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยไทย ซึ่งไม่มีการเอื้อเฟื้ออนุเคราะห์เสื้อเกราะหรือเครื่องป้องกันใดๆ ให้ 2 อำนาจนี้แม้แต่น้อย ต่างกับอำนาจที่ 3 คือศาลยุติธรรม
การละเมิดอำนาจศาล เป็นกฎหมายที่คุ้มครองศาลยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไหนแต่ไรมา การวิพากษ์วิจารณ์ศาลเป็นสิ่งต้องห้ามที่ทนายความ คู่ความ และประชาชนทั่วไปรู้เป็นอย่างดีว่า กระทำไม่ได้
(มีทนายความคุณภาพอย่าง นายฟัก ณ สงขลา อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ เท่านั้น ที่กล้าประท้วงความอยุติธรรมของศาลในศาล ด้วยการถอดเสื้อครุยทนายโยนทิ้งหน้าบัลลังก์ศาลแล้วรับโทษละเมิดอำนาจศาล และไม่ยอมขึ้นว่าความบนศาลอีกตลอดชีวิต คงเป็นแต่เพียงที่ปรึกษาของสำนักงานทนายความใหญ่อย่าง ชมพู อรรถจินดา และต่อมาก็ลาออกไปเป็นที่ปรึกษาสำนักงานทนายความเล็กๆ ชื่อ ธรรมรังสี ที่มี นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.นครพนม เป็นผู้อำนวยการ)
ตามธรรมดา (อีกที) ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งเป็นอำนาจตุลาการอันเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือตีความถ้อยคำในรัฐธรรมนูญที่คนเห็นไม่ตรงกัน
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญนั้นคืออะไรเล่า? ถ้าไม่ใช่ศาลเรื่องของการเมือง และเรื่องของการเมืองนั้นถ้าห้ามคิด ห้ามเถียง ห้ามวิจารณ์เสียแล้ว ความแตกฉานจะเกิดได้จากที่ไหน และความเจริญวัฒนาจะมีได้อย่างไร? หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นก็ต้องถามว่า แล้วเราจะปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตยกันทำไม?
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองแท้ๆ ข้าพเจ้าจึงไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนจึงจะลากศาลรัฐธรรมนูญให้ขึ้นหิ้งไปเป็น ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งแตะต้องไม่ได้เสียอีกแล้ว
อย่ามาเถียงเลยว่า มาตรา 17 ให้อำนาจอยู่แล้ว หากใครวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ โดยสุจริต และ ด้วยวิธีการทางวิชาการ เพราะเวลาเอาเข้าจริง การพิสูจน์ว่าสุจริตหรือไม่สุจริตไม่ใช่เรื่องง่าย และการตีความว่าอย่างไหนเป็นวิชาการ อย่างไหนไม่ใช่วิชาการ ก็เป็นเรื่องของพวกท่าน-คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง ใช่ใครอื่น
ดังนั้นหนทางที่ตาสี ตาสา ยายมา ยายมี และคนอย่าง นายวีระ มุสิกพงศ์ นี้เอง จะต้องติดคุกและเสียค่าปรับเพราะละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จึงเปิดโล่งเป็นอย่างยิ่ง
ใคร-พรรคการเมืองไหน ที่ยังเห็นว่าการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและนักการเมืองยังมีไม่มากพอสำหรับสังคมไทย ก็เชิญสนับสนุนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกันเถิด
ข้าพเจ้าไม่ได้สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่ก็เห็นด้วยกับ ส.ส. พรรคนี้ที่จะตัดมาตรา 16 และ 17 ออกไปเสีย หรือมิฉะนั้นก็คว่ำกฎหมายนี้เสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว อย่าปล่อยให้ซากเดนเผด็จการอาศัยสภาของประชาชนทำร้ายประชาชนต่อไปเลย
ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า แม้อำนาจเผด็จการ คมช. จะผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2550 แต่เครื่องมือ เครื่องไม้ และลูกสมุนของเขายังอยู่ครบ
คนที่เป็นเผด็จการหรือแม้แต่สมุนเผด็จการย่อมไม่ต้องการให้ใครวิจารณ์ และคนพวกนี้มักกลัวการตรวจสอบ จึงชอบออกกฎหมายมาคุ้มครองตัวเองไว้เสมอ
การตัดทอนฤทธิ์เดชของเผด็จการหรือสมุนเผด็จการ จึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ดีๆ ทั้งหลาย
การสร้างประชาธิปไตยไม่ต้องเกรงใจเผด็จการครับฌป็นฃ็เป็นเรอง
แถลงการณ์ประชาทรรศน์

“ให้นำเสนอแต่ความจริง แล้วจะเจริญรุ่งเรือง”
คำสอนของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ย้ำกับทีมงานหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ในวันที่เข้าไปกราบนมัสการเพื่อขอพรเป็นสิริมงคล ในวันที่ 30 กันยายน 2550 ก่อนจะกลับมาร่วมมือร่วม ใจกันผลิตหนังสือพิมพ์รายวันน้องใหม่ของวงการหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งวางจำหน่ายวันแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550
ตั้งแต่ฉบับปฐมฤกษ์จนถึงฉบับนี้ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ได้ยึดมั่นในคำสอนของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ซึ่งนำเสนอแต่ความจริง จึงได้เจริญรุ่งเรือง ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากท่านผู้มีอุปการคุณ
สามารถลบคำสบประมาทของบรรดาคนในวงการและนอกวงการว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ ออกมาเพื่อรองรับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เท่านั้น
“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” สุภาษิตโบราณว่าไว้ ก็ได้พิสูจน์หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ แล้วว่า ไม่ได้เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจตามคำสบประมาท
มิหนำซ้ำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ กลับเติบโตไวกว่าที่คาดกันไว้ เพราะได้รับการต้อนรับจากผู้มีอุปการคุณที่ชอบการนำเสนอข่าวที่เป็นจริงไม่บิดเบือน
ด้วยความที่ได้รับการต้อนรับจากท่านผู้มีอุปการคุณอย่างอบอุ่นเกินความคาดหมาย ลบคำสบประมาทของผู้หวังดีประสงค์ร้ายนี่เอง ทำให้ทีมงานต้องปรับตัวตลอดเวลา
ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดจากการปรับตัวตลอดเวลาของทีมงาน นั่นคือ การปรับหน้าตาให้ดูสดสวย เพิ่มเนื้อหาสาระตามความต้องการของผู้มีอุปการคุณ เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ปรับปรุงนั้น เป็นไปตามความต้องการของท่านผู้อ่าน ซึ่งจะหาอ่านจากหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เท่านั้น ตามสโลแกน “สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย อย่างแท้จริง”
คำว่า “เพื่อประชาธิปไตย” นั้นใครก็สามารถพูดได้ แต่สำหรับหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ได้พิสูจน์ให้เห็นชัดมาตลอด นั่นคือ เรามีเจตนารมณ์แน่วแน่ ในการสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ฉบับหน้าแหลมฟันดำ นอกจากจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาจากปากกระบอกปืนของเผด็จการ หรือ เป็นกากเดนของเผด็จการแล้ว เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีการหมกเม็ด เพื่อสร้างปัญหาให้กับประเทศชาติตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ และมีแนวโน้มว่าจะสร้างปัญหาให้มากขึ้น
หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จึงสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง กวาดล้างกากเดนของเผด็จการให้หมดไป
ดังนั้นคำว่า “ให้นำเสนอความจริง แล้วเจริญรุ่งเรือง” ตามคำสอนของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เราได้ยึดมั่นมาตลอด
คำว่า “สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย” สโลแกนที่เรานำเสนอนั้น เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเราทำได้จริง
ท่านผู้มีอุปการคุณที่เคารพครับ ตลอดระยะเวลาเกือบครบขวบปีของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ผมได้รับเสียงเรียกร้องให้เพิ่มยอดจำหน่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริงที่หาอ่านจากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นไม่ได้ จะได้ไม่ต้องมาหลงงมงายกับการปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร
ซึ่งใจของเรานั้นอยากจะทำตามเสียงเรียกร้อง เพิ่มยอดจำหน่ายให้มากขึ้น แต่ติดปัญหาตรงที่ราคากระดาษได้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน จากกิโลกรัมละ 21 บาท เมื่อปีที่แล้ว วันนี้เพิ่มสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 32.50 บาท
บอกกันตรงๆ ว่าเมื่อครั้งที่กระดาษราคากิโลกรัมละ 21 บาท ขณะที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์จำหน่ายฉบับละ 7 บาท ซึ่งถือว่าเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่ราคาถูกที่สุดในประเทศไทย
ถ้ายอดพิมพ์น้อย ก็พอเสมอตัว แต่ถ้าพิมพ์เยอะอย่างปัจจุบันนี้ เราต้องพบกับภาวะขาดทุน จึงไม่สามารถเพิ่มยอดจำหน่ายตามความต้องการของท่านผู้มีอุปการคุณได้
ดังนั้นเพื่อสนองความต้องการของท่าน เราจึงตัดสินใจขอความกรุณาจากท่านผู้มีอุปการคุณขอเงินค่ากระดาษฉบับละ 3 บาท เพื่อเพิ่มยอดจำหน่ายให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ความจริงที่ถูกปิดหูปิดตามานาน
ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน นี้ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จะจำหน่ายราคา 10 บาท ผมหวังว่าคงได้รับความกรุณาจากท่านผู้มีอุปการคุณเหมือนเดิม
โปรดฟังอีกครั้ง
เสียงนกหวีด

นอกจากนั้นเมื่อมุกที่ปราศรัยบนเวทีเริ่มแป้ก ประชาชนเริ่มเบื่อหน่ายกับคำโกหกที่เน้นเอามัน ใช้คำหยาบเรียกเสียงปรบมือและโห่ฮาที่คนพ่นน้ำลายบนเวทีสั่งให้ทำเป็นระยะๆ เพื่อให้คนที่ดูทีวีทางบ้านฟังว่ามีคนให้ความสนใจฟังเยอะ ทั้งๆ ที่แต่ละคืนมีคนนั่งอยู่แค่หยิบมือเดียว ซึ่งจะส่งผลให้ฝ่ายสนับสนุนถอดใจ ลังเลที่จะให้การสนับสนุน
ยุทธการดาวกระจายเพื่อกระจายความเดือดร้อนให้กับประชาชนในกรุงเทพฯ ได้รับกันทั่วถึง จึงเกิดขึ้นเป็นระยะๆ เพื่อระดมคนให้ออกมาสร้างภาพว่ายังมีจำนวนมาก ทั้งที่แต่และครั้งมีคนร่วมยุทธการดาวกระจายเป็นจำนวนหลักพัน แต่ดันโกหกคำโตว่ามีคนมาร่วมชุมนุมเป็นหลักหมื่นหลักแสน ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ถ้าใช้ร้อยคูณ
วันพรุ่งนี้ วันที่ 26 สิงหาคม 2551 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งและแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศเป่านกหวีดเป็นครั้งสุดท้าย แต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นครั้งท้ายสุดหรือไม่ เพราะเป่าเป็นครั้งสุดท้ายมาแล้วหลายครั้ง ต้องคอยดูกันต่อไป
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศว่า วันที่ 26 สิงหาคมนี้ จะเป็นวันแตกหัก ทนให้รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ทำงานต่อไปไม่ได้อีกแล้วแม้แต่วันเดียว ซึ่งเป็นคำพูดที่ปลุกระดมโดยไร้เหตุผลสนับสนุน เพราะไม่ได้บอกให้ทราบชัดเจนว่าเสียหายอย่างไร
แต่ถ้าบอกว่าหากกลุ่มพันธมิตรฯ ปล่อยให้รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ทำงานต่อไป จะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ มีปัญหาเรื่องจำนวนคนมานั่งฟังหน้าเวที เพราะหมดเงินที่จะไปเกณฑ์ไปจ้างให้มานั่งตากแดดตากฝน ซึ่งนับว่าจะมีจำนวนน้อยกว่าคนที่เข้าคิวขึ้นไปพ่นน้ำลายบนเวที
เนื่องจากกลุ่มพันธมิตรฯ เคยประกาศไว้ จะยืนหยัดชุมนุมประท้วงจนกว่ารัฐบาลชุดนี้จะพ้นไปจากทำเนียบรัฐบาล ซึ่งวันนี้แนวโน้มว่ารัฐบาลจะยืนระยะได้ยาวกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองคาดการณ์ และบรรดาหมอดูทำนายไว้
เออ...ถ้ายอมรับความจริงอย่างนี้ น่าจะได้รับความเห็นใจจากประชาชนบ้าง หากกลุ่มแกนนำทั้ง 6 คน ยอมรับสภาพความเป็นจริง เดินลงจากเวทีที่ปักหลักมาจนเกือบจะครบร้อยวันที่จะเผาหลอกเผาจริงกันแล้ว
การจะยอมเดินลงจากเวทีของ 5 แกนนำพันธมิตรฯ ทำได้ไม่ยากอะไร ในเมื่อ นายการุณ ใสงาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา ผู้ต้องหาบุกรุกที่ดิน ก็ได้รับประกันตัวพร้อมแบก “กระไดมาล่อ” ให้แกนนำทั้ง 6 คน
โดยก่อนจะถึงวันแตกหักตามที่ได้ประกาศเป่านกหวีดไว้ ขอประกาศรายชื่อให้ทราบกันอีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปได้จดจำไว้ เผื่อว่างๆ จะได้หยิบยกขึ้นมาบังสุกุล และกรวดน้ำให้ อย่าจองเวรซึ่งกันและกันเลย ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และ นายสุริยะใส ตกะศิลา
เป็นการจดจำไว้ว่า ครั้งหนึ่งคนทั้ง 6 นี้ได้ปลุกระดมยุยงปลุกปั่นให้ประชาชนหลงเชื่อว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชน ทั้งๆ ที่วันที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปลุกระดมให้ประชาชนรวมตัวกันชุมนุมประท้วง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 นั้น รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช เพิ่งทำงานได้เพียง 3 เดือนกับ 7 วัน
โดยอ้างว่าต้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ กากเดนของเผด็จการที่กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นผู้ริเริ่มกวักมือเรียกให้ทหารออกมาทำการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะจะทำให้ระบอบทักษิณฟื้นคืนชีพขึ้นมาหลอกหลอนพรรคที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ มาตลอด ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง
แถมด้วยการขับไล่ให้ นายจักรภพ เพ็ญแข ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะมีคนไปงัดเอาเรื่องเก่าที่นายจักรภพเคยพูดไว้ให้กับสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศฟัง เมื่อครั้งยังมีบทบาทบนเวทีท้องสนามหลวง ในนามของกลุ่ม นปก. ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง สอดรับกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้โหมกระพือว่า เป็นการกระทำที่มีทัศนคติอันตราย ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีสถานเดียว
ในห้วงเวลานั้นรัฐบาลก็ถอยกรูดจนพี่เลี้ยงอึดอัดใจ ยอมถอนญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปก่อน แล้วตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา และนายจักรภพก็ยอมลาออกเพื่อรักษาขุนไว้ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงปักหลักชุมนุมประท้วง เพื่อรอรับท่อน้ำเลี้ยงต่อไปจนถึงปัจจุบัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกไป ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลสนับสนุน
เสียงนกหวีดวันนี้ ก็คงเหมือนกันทุกครั้งที่เป่าเรียกหาผู้สนับสนุน เพื่อเป็นทุนไว้ชุมนุมต่อไปจนกว่ารัฐบาลนี้จะพ้นไปจากคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญคดีต่างๆ ที่ค้างคาอยู่เท่านั้นเอง
Monday, August 25, 2008
คนรักทักษิณ…จริงหรือ?
ผมไม่กล้าอวดตัวว่าเป็นคนรักทักษิณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลาที่คนรักทักษิณทั้งหลาย กำลังทำให้สถานการณ์ของทักษิณ ย่ำแย่ลงเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้
คนรักทักษิณ ที่อยู่ในพรรคพลังประชาชน แตกแยกกันเป็นหลายก๊ก หลายเหล่า ก็เพราะพวกเขารักทักษิณ
คนรักทักษิณ ที่อยู่ในรัฐบาล พูดจากันคนละภาษา มองหน้ากันไม่ติด สบตากันไม่สนิทใจ ก็เพราะพวกเขารักทักษิณ
คนรักทักษิณ ที่มีอำนาจอยู่ในมือ มีสถานะทางการเมือง กำลังแสดงความรักที่มีต่อทักษิณ อย่างเอาเป็นเอาตาย
คนรักทักษิณ ที่พลาดหวังจากตำแหน่ง ไม่สมประโยชน์ทางการเมือง อกหักจากการปรับคณะรัฐมนตรี กำลังแสดงความรักที่มีต่อทักษิณ อย่างคลุ้มคลั่ง
คนรักทักษิณ เหล่านี้ มีความรักต่อทักษิณ เพราะพวกเขาล้วนแต่รักตัวเอง
คนรักทักษิณ จำพวกนี้ แสดงความห่วงใยต่อทักษิณ เพราะพวกเขาห่วงใยอนาคตของตัวเอง
คนรักทักษิณ เหล่านี้ ปรารถนาให้ทักษิณ อยู่รอดปลอดภัย เพราะพวกเขาปรารถนาที่จะพึ่งใบบุญของทักษิณ ยังหวังที่จะหาประโยชน์จาก "ทักษิณ" มิใช่ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ทักษิณ
เพราะคนรักทักษิณ จำนวนมากเป็นกันเช่นนี้
ผมจึงไม่กล้าอวดตัวว่าผมเป็นคนรักทักษิณ
เนื่องจากความรักที่มีต่อทักษิณของผม...
เป็นความรักที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนเหมือนพวกเขา
เป็นความรักที่ไม่ได้คำนึงตัวเองเหมือนพวกเขา
เป็นความรักที่ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง
เป็นความรักที่ไม่เคยทำให้พวกเดียวกันต้องแตกแยก และ ต้องแตกหัก
เป็นความรักที่ไม่เคยเสียใจและอาละวาดจนขาดสติเมื่อพบกับความผิดหวัง
คนรักทักษิณ อย่าง ศักดา คงเพชร และ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ที่ถ่มน้ำลายใส่รัฐบาล และ พรรคพลังประชาชน จนเหม็นโฉ่ไปทั่วบ้านทั่วเมือง เพียงเพราะอกหักจากการไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรี มารองก้น
คนรักทักษิณ อย่าง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ เฉลิม อยู่บำรุง ที่อยู่เบื้องหลังการตอกลิ่มใส่พรรคพลังประชาชน จนแตกแยกเป็นหลายเสี่ยง เพียงเพราะผิดหวังจากการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ไม่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีสมดังใจ
คนรักทักษิณ อย่าง ยงยุทธ ติยะไพรัช และ พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ที่จุดไฟเผาพรรคพลังประชาชน เพื่อกวาดต้อนสมาชิก ไปอยู่พรรคเพื่อไทย ส่งผลให้พรรคพลังประชาชน กลายเป็นอกแตก เช่นทุกวันนี้ เพียงเพราะไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปชี้นิ้ว มีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ได้
คนรักทักษิณ อย่าง สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และ เนวิน ชิดชอบ ที่ไม่ยอมปริปากพูด ไม่ยอมไขปริศนา "จริงคือลวง" และ "ลวงคือจริง" อะไรจริง และ อะไรลวง แต่กลับแบกรับทุกคำกล่าวหา ไม่ว่าหนักหนาสาหัสแค่ไหนไว้กับตัว จนกระทั่งความสัตย์ดูขมุกขมัว ในขณะที่ความน่ากลัวคืบคลานเข้าครอบคลุม
จริงอยู่ การแสดงความรักที่มีต่อทักษิณ แสดงออกได้หลายแบบ
ทุกคน ทุกชื่อที่เอ่ยถึง ต่างยืนยันว่าทำไปด้วยความรักที่มีต่อทักษิณ
แต่..ความรักที่แท้จริง ไม่น่าจะเป็นความรักที่เป้าประสงค์เพื่อการทำลายล้าง และไม่น่าจะเป็นความรักที่ทำให้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต้องขาดสะบั้น ความสัมพันธ์อันดีต้องพังทลาย กระทั่งเป้าหมายของทักษิณ ต้องสูญสลายไปด้วย
ความรักที่มีเต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่น ล้นพ้นด้วยความอิจฉาริษยา อบอวลด้วยความอาฆาตแค้น และผูกพยาบาทต่อกันเพราะผิดหวัง ไม่สมประโยชน์ส่วนตน ไม่น่าจะเป็นความรักอันบริสุทธิ์ และ ไม่น่าจะเป็นความรักที่มีพลังมากพอที่จะโอบอุ้มคนที่เรารัก ให้รอดพ้นปลอดภัยจากภัยอันตรายที่กำลังรุกล้ำกล้ำกรายใกล้ตัวทุกวินาที
คงเป็นเพราะผมไม่ลึกซึ้งกับความรักแบบที่พวกเขาเป็นกันและเป็นอยู่
ผมจึงไม่รู้ว่า ทำไมพวกเขารักทักษิณ
ผมจึงไม่รู้ว่า ทำไมพวกเขาต้องแสดงออกว่าพวกเขารักทักษิณ อย่างบ้าคลั่ง และต้องทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งที่รักทักษิณ เหมือนพวกเขา เพียงเพราะการแสดงออกซึ่งความรักแตกต่างกัน
ผมจึงไม่รู้ว่า ทำไมพวกเขาต้องทำลายรัฐบาลและพรรคการเมือง ที่ทักษิณ มีส่วนร่วมสร้าง
ผมจึงไม่รู้ว่า ทำไมพวกเขาจึงต้องโค่นล้มนายกรัฐมนตรีที่หวังดีและปกป้องทักษิณ
ผมจึงไม่รู้ว่า ทำไมพวกเขาจึงต้องขับไล่หัวหน้าพรรคพลังประชาชน คนที่ทักษิณขอร้องให้มาเป็นผู้ถือธงนำอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่ยังรวมใจอยู่ด้วยกัน
ผมจึงไม่รู้ว่า ทำไมพวกเขาจึงต้องทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชน และ สร้างรัฐบาลนี้ขึ้นมา ต้องอยู่ในภาวะสับสัน อึมครึม และต้องลำบากใจที่จะเลือกข้างใดข้างหนึ่งระหว่างคนรักทักษิณ ด้วยกันเอง
ผมจึงไม่รู้ว่าความรักที่พวกเขาที่มีต่อทักษิณ เป็นความรักแบบใด
ผมจึงไม่รู้ว่าเหตุใด พวกเขายิ่งรักทักษิณ ทักษิณยิ่งทุกข์ร้อนมากขึ้น
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าในขณะที่พวกเขารักทักษิณ ตามแบบฉบับของเขา นั้น ..
ทักษิณ จะรู้ไหมว่าทำไมพวกเขาถึงรักทักษิณ
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าทำไมพวกเขาต้องบีบบังคับให้ทักษิณ เลือกหนึ่ง และ เลิกหนึ่ง
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าทำไมพวกเขาต้องการเป็นหนึ่งที่ได้รับการประกาศจากทักษิณว่า"แท้" เพื่อที่จะตราหน้าอีกฝ่ายว่า "เทียม"
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าทักษิณ จะได้ประโยชน์อะไรจากความแตกแยกของพรรคพลังประชาชน
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าทักษิณ จะได้ประโยชน์อะไรจากการย่อยสลายความเป็นเอกภาพของคนรักทักษิณ ที่เคยรวมกันเป็นหนึ่ง จนแตกสลายเป็นหลายก๊กหลายเหล่า และ ทุกก๊ก ทุกเหล่ากำลังเข่นฆ่ากันเอง เพื่อชิงความเป็นคนรักทักษิณเพียงหนึ่งเดียว ในสายตาของประชาชน
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าทักษิณ จะได้ประโยชน์อะไร จากการทำลายพรรคการเมืองหนึ่งที่เข้มแข็ง แล้วไปสร้างพรรคการเมืองใหม่ที่อ่อนแอกว่า
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าทักษิณ จะได้ประโยชน์อะไรจากการบอกว่ากลุ่มหนึ่ง "แท้" และ กลุ่มหนึ่ง "เทียม" ในขณะที่ทั้งสองกลุ่มต่างเป็นคนรักทักษิณ และมารวมตัวกันเพราะความรักทักษิณ เป็นแม่เหล็กดูดให้มารวมกัน
ผมเพียงแต่อยากรู้ว่าความรักที่ที่พวกเขามีต่อทักษิณ เป็นความรักแบบใด
รักทักษิณ เพื่อตัวเอง หรือ รักทักษิณ เพื่อทักษิณ
คงเป็นเพราะผมไม่ลึกซึ้งกับความรักแบบที่พวกเขาเป็นกันและเป็นอยู่
ผมจึงไม่กล้าอวดอ้างว่าผมเป็นคนรักทักษิณ ทั้งๆ ที่ ผมแน่ใจว่าผมเป็นคนรักทักษิณ
ผมไม่กล้ากระทั่งจะเงยหน้าสบตาพวกเขา ที่กำลังแสดงความรักทักษิณ ผ่านจอโทรทัศน์
เพราะผมกลัวว่าผมจะเห็น "ความไม่จริง" ที่ซ่อนเร้นอยู่ในแววตาของคนรักทักษิณ ของพวกเขา
นี่คงเป็นครั้งแรกกระมังที่ ผมไม่กล้าบอกว่าผมเป็นคนรักทักษิณ
แล้วคุณล่ะ ... คุณรักทักษิณแบบไหน
แสดงความรักทักษิณ ของคุณ ด้วยการสร้างสิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ให้ทักษิณ แทนการทำลายรัฐบาล และ พรรคการเมือง ที่เกิดขึ้นมาจากพลังแห่งความรักของคนรักทักษิณ ตัวจริง อันได้แก่ ประชาชนมากกว่าสิบสี่ล้านคนทั่วประเทศ ได้หรือไม่
อย่าลืมว่า ความรักที่มีต่อทักษิณ จึงทำให้เกิดพรรคพลังประชาชน ขึ้นมา
อย่าลืมว่า ความรักที่มีต่อทักษิณ จึงทำให้ สมัคร สุนทรเวช รับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ตามคำร้องขอของทักษิณ
อย่าลืมว่า ความรักที่มีต่อทักษิณ จึงทำให้พรรคพลังประชาชน ชนะเลือกตั้ง ได้เป็นรัฐบาล
ดังนั้น พลังประชาชน ก็คือ พลังแห่งความรักของประชาชนที่มีต่อทักษิณ นั่นเอง
การทำลายพลังประชาชน ก็คือ การทำลายความรักที่ประชาชนมีต่อทักษิณ
ผมจึงไม่อยากเชื่อว่า บัดนี้ ผู้คนที่กำลังทำลายพรรคพลังประชาชน พรรคการเมืองที่ประชาชนสร้างขึ้นมาด้วยความรักที่มีต่อทักษิณ ก็คือ ผู้คนที่ประกาศว่าเป็นคนรักทักษิณ นั่นเอง
ผมไม่กล้าอวดตัวว่าผมเป็นคนรักทักษิณ แต่ผมจะไม่เลิกรักทักษิณ ตลอดไป
ประดาบ
จาก thai-grassroots
มอมแมมแต่ยี่ห้อยังขลัง
วีรบุรุษและวีรสตรี “ของจริง” ที่ไม่ได้ยกตนแอบอ้าง ในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ นำความสุขมาให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ และก็สมกับที่เหนื่อยยากลำบากอดทนฝึกฝนกันมา ตัวเลขเงินรางวัลอัดฉีดจากรัฐบาลและสปอนเซอร์ที่จะจ่ายให้เหรียญทองคนละกว่า 20 ล้านบาท เหรียญเงินอีกคนละ 10 กว่าล้านบาท ไม่นับรายได้จากการโชว์ตัวตามรายการต่างๆ นับเงินกันไม่หวาดไม่ไหว ชีวิตพลิกผันเพียงชั่วข้ามคืน แต่ที่ผ่านปีที่ 2 ย่างเข้าปีที่ 3 แล้ว ชะตาชีวิตภายหลังถูกยึดอำนาจก็ยังพลิกไปพลิกมา กับวิบากกรรมของคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ความรวยเป็นภัยให้ต้องเจออาเพศ ล่าสุด สื่อท้องถิ่นเบอร์มิวดา รายงานว่า มีผู้พบเห็นทีมงานด้านกฎหมายของอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษ และชาวไทย ราว 2-3 คน ไปปรากฏตัวที่รีสอร์ตชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงแฮมิลตัน เมืองหลวงของหมู่เกาะเบอร์มิวดา คาดว่า กำลังมองหาลู่ทางในการซื้อบ้านพัก หรืออสังหาริมทรัพย์ให้กับอดีตนายกฯของไทย ภายหลังจากที่นายเอวาร์ท เฟรเดอริค บราวน์ จูเนียร์ นายกรัฐมนตรีของเบอร์มิวดา ประเทศหมู่เกาะในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ เปิดเผยว่า มีความยินดี หาก พ.ต.ท.ทักษิณจะมาขอลี้ภัยที่เบอร์มิวดา พูดกันตรงๆเลยว่า ส่วนตัวแล้วมีความชื่นชมอดีตนายกฯของไทยเป็นอย่างมาก จากผลงานในการบริหารประเทศไทย นอกจากนั้น ยังเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องถูกโค่นอำนาจ และต้อง คดีความต่างๆ มากมาย เข้าใจดีว่า ความรู้สึกของ พ.ต.ท.ทักษิณในเวลานี้จะเป็นเช่นไร เนื่องจากครอบครัวของเขาก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน อ้าแขนรับ แทบจะอุ้มกันเลย ท่ามกลางกระแสกดดัน พร้อมๆกับข่าว “ทักษิณ” ตัดสินใจถอนสมอจากเก้าอี้ประธานสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลบแรงเสียดทานในฐานะผู้ต้องหาหนีศาลไทย ที่กำลังลุ้น “ลี้ภัยการเมือง” ในเมืองผู้ดีอังกฤษ คิวนี้ถือว่า “อุ่นใจ” พ.ต.ท.ทักษิณมีที่หลบภัยสำรองไว้อีกแห่งแน่ๆ แต่ที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชาก กับค่ายสำรองในนามพรรคเพื่อไทย ภายใต้การขยับออกตัวก่อนของ “เฮียเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย สายตรงลอนดอน ส่งเด็กในสังกัดย้ายไปปักหลักตั้งแต่ไก่โห่ ชิงธงนำให้กลุ่ม “เลือดแท้” ขณะที่ “แก๊งเพื่อนเนวิน” ก็ปล่อยชื่อของนายสุจริต ปัจฉิมนันท์ อดีต ปลัดกระทรวงมหาดไทย สายตรงพ่อมดเขมร มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แย่งเป็นผู้สืบทอดมรดก “นายใหญ่” ไม่รู้ใครได้ใจ “ทักษิณ” มากกว่า แต่ที่แน่ๆโดยภาวะทางใจและเงื่อนไขทางการเมือง กลุ่ม “เลือดแท้” กับ “เนวิน” อยู่ร่วมชายคาเดียวกันไม่ได้ ต้องแยกกันอยู่คนละพรรค เครือข่าย “เลือดแท้” ภายใต้แกนหลักอย่าง “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายวราเทพ รัตนากร คุมเครือข่ายภาคเหนือ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ รวมทีมกรุงเทพฯ และปริมณฑล “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รวบรวมกลุ่มดาวกระจาย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รับผิดชอบภาคกลาง ฯลฯ แยกไปวงหนึ่งต่างหากจากทีมฮาร์ดคอร์ของกลุ่ม “เพื่อนเนวิน” แต่ทั้งหมดทั้งปวง สะท้อนจากผลสำรวจของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ต่อกรณีอดีตนายกฯทักษิณ หลบหนีคดีออก นอกประเทศ พบว่าประชาชน 46 เปอร์เซ็นต์ ไม่เชื่อว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมตามที่ “ทักษิณ” กล่าวอ้าง ขณะที่ร้อยละ 38.2 เชื่อตามคำกล่าวอ้าง ที่น่าสนใจกว่านั้น โดยผลสำรวจมีความสอดคล้องกันในเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เชื่อตามคำกล่าวอ้างของ “ทักษิณ” มากกว่าไม่เชื่อ นี่แหละประเด็น เพราะมันสะท้อนว่า อีสานฐานใหญ่ยังเป็น “ของตาย” ที่ใส่แต้มล่วงหน้าได้ ไม่ว่าจะ “เสกใบขาว” อุ้มคู่แข่งให้พ้นโทษใบแดง หลุดคดียุบพรรค ก็ไม่มีผล และนี่คือคำตอบที่ “เลือดแท้” กับ “เนวิน” ต้องแย่งกันเป็นผู้จัดการมรดก “นายใหญ่” ในเมื่อชื่อ “ทักษิณ” ตีกินได้อีกยาว.
ชั่วโมงนี้คงจะเชยแหลกเลย ถ้าไม่ได้ร่วมสดุดี 4 ฮีโร่โอลิมปิกของไทย 2 เหรียญทอง จาก “ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล และสมจิตร จงจอหอ” กับอีก 2 เหรียญเงินจาก “บุตรี เผือดผ่อง และมนัส บุญจำนงค์”
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
กุเทพ ข้องใจ ปชป.รอดตลอด
เย้ยผวาแม้แต่เงาของ “ทักษิณ” ร.ท.กุเทพยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าต่อสู้และระดมทุนเพื่อต่อสู้กับพรรคนายทุนที่อ้างถึงซึ่งไม่รู้ว่าหมายถึงใคร ทั้งที่ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์เคยระดมทุนได้มา 600 ล้านบาท ไม่รู้ว่าเวลาไม่ถึงปีทำไมเงินถึงหมดเร็วขนาดนั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์ย้ำมาตลอดว่าไม่เคยซื้อเสียง ดังนั้น เห็นว่ามีการแสดงความหวาดผวา กลัวแม้กระทั่งเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไม่เปลี่ยนแปลง แสดงว่าแผนที่ทำมาสมัย คมช.ยึดอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์กับกลุ่มพันธมิตรฯ วันนี้ยังสู้กับคนที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ จะออกไปอยู่นอกประเทศ เอาตัวรอดยังไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเล่นการเมืองที่มีกรงขังตัวเอง และการที่บอกว่าจะมีการระดมคนมาปั่นป่วนนั้น ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมีแผนระดมคนมาสร้างความปั่นป่วน เป็นความเพ้อฝันของพรรคประชาธิปัตย์ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยใช้วิธีการทำร้ายบ้านเมือง และการที่จะไปปลุกปั่นคนมาสร้างความวุ่นวายก็ไม่ใช่วิธีของพรรคพลังประชาชน แต่แปลกใจว่าสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์พูดถึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ แต่สิ่งที่มีอยู่ เช่น กลุ่มพันธมิตรฯที่ยุยงคนออกมาชุมนุมกลับไม่พูดถึง ย้ำ พปช.ส่วนใหญ่ยังไม่คิดย้ายพรรค ผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมจัดทำนโยบายการตั้งพรรคเพื่อไทย และปรากฏชื่อนายสุจริต ปัจฉิมนันท์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวหน้าพรรค ร.ท.กุเทพ ตอบว่า ถ้าเล่นพรรคใหม่ก็เล่นไป บอกไปว่าใครเป็นใครก็บอก แต่พวกเราไม่เกี่ยวข้อง ไม่รู้เรื่องด้วย ถ้าจะถาม ส.ส. พวกเรามีพรรคเดียวคือพรรคพลังประชาชน ส่วนใครจะพูดถึงพรรคเพื่อไทยอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของคนอื่นทั้งสิ้น เพราะยังไม่ได้ย้ายไปอยู่พรรคไหน วันนี้เรามีหัวหน้าชื่อสมัคร สุนทรเวช เลขาธิการพรรคชื่อ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกชื่อ ร.ท.กุเทพ คนอื่นจะไปตั้งพรรคแล้ว ไปตีฆ้องร้องป่าวว่าพลังประชาชนไปอยู่ด้วยก็เป็นสิทธิ แต่ถึงเวลาพวกเราจะไปหรือไม่ ยังไม่ได้ตัดสินใจในตอนนี้ เพราะยังไม่รู้ว่าพรรคจะถูกยุบหรือไม่ ต้องสู้คดีอีกยาว และยังไม่เคยบอกว่าได้ข้อยุติว่าจะไปพรรคเพื่อไทย บอกแต่เพียงว่า ถ้าถูกยุบ การไปอยู่พรรคไหนต้องไปด้วยกันอย่างเหนียวแน่น ถ้าจะเป็นพรรคเพื่อไทยนั้น เพราะมีชื่อสอดคล้องกับพลังประชาชน อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
วันที่ 24 ส.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคพลังประชาชน ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงว่า จากที่ได้ติดตามข่าวที่ผ่านมาเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดถึงพรรคพลังประชาชนในแง่มุมต่างๆ วันนี้จึงต้องพูดเพื่อส่งผ่านไปยังพรรคประชาธิปัตย์ให้เข้าใจกรณีต่างๆที่คลาดเคลื่อน ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเผชิญกับการตรวจสอบของ กกต.ที่อนุกรรมการสอบสวนได้ตัดสินให้ ใบขาวกับนายวิฑูรย์ นามบุตร ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ขอแสดงความยินดี แต่มีคำถามคาใจของประชาชนเป็นอย่างมากว่า ข้อร้องเรียนต่อพรรคประชาธิปัตย์จะผ่านไปได้ด้วยดี สามารถเอาตัวรอดทุกครั้ง คำถามจึงอยู่ที่ว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงเก่งกล้า เอาตัวรอดได้ตลอด และช่วงหลัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดชี้นำตลอดว่าพรรคจะรอด โดยนายสุเทพพูดครั้งใดจะเป็นการฟันธงได้ตลอด จึงขอให้ สังคมช่วยกันคิดว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์และนายสุเทพจึงสามารถฟันฝ่าและเอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งที่มีการตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์

จับกระแส ‘ยุบ’
แม้จะคาดเดาตัดสินกันไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ไม่วายอยากลุ้นผลการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่ในวันที่ 2 ก.ย. อยู่ดี เพราะนี่คืออีกหนึ่งวันที่ต้องบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์
การเมือง ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หากต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่งถูกยุบ! โดยเฉพาะพรรคใหญ่สายตรงอำนาจเก่าที่กลายร่างจาก “ไทยรักไทย” มาเป็น “พลังประชาชน” ซึ่งล่าสุด พลังประชาชนแทบไม่ขอรอลุ้นจะถูกยุบหรือไม่ เพราะมั่นใจชะตาไม่รอดจึงเตรียมย้ายรังใหม่กันอย่างเอิกเกริก ประหนึ่งมั่นใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุบพรรคภาค 2 แน่หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์การเมืองครั้งยุบพรรคการเมืองภาค 1 ซึ่งมีพรรคถึง 5 พรรคการเมืองที่ถูกเสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค ประกอบด้วย พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรค
พัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย2 พรรคการเมืองใหญ่ กับ 3 พรรคการเมืองเล็กวันที่ 30 พ.ค.2550 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาวินิจฉัยยุบเรียบ 4 พรรคการเมือง ยกเว้น พรรคประชาธิปัตย์ รอดเพียงลำพังณ วันนั้นต้องถือว่าพรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญมีเพียง 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ ไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์ ซึ่งงานนี้รอด 1 ตาย 1 แต่พรรคใหญ่แค่พรรคเดียว ยังทำการเมืองไทยเปลี่ยน ขณะที่การยุบพรรครอบ 2 ดูยังไงเงื่อนไขความวุ่นวายที่ต้องแก้โจทย์นั้นยากกว่าอดีตแน่นอน ทั้งจำนวนพรรคที่มีมากถึง 4 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคเพื่อแผ่นดิน
(พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการสูงสุดจะเสนอสำนวนยุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้ได้นำสำนวนกลับมารวบรวมใหม่โดยคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และอัยการสูงสุด ขณะที่พรรคพลังประชาชนรอลงมติโดย กกต. ในวันที่ 2 ก.ย. ว่า ส่งเรื่องยุบพรรคให้อัยการสูงสุดหรือไม่ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ระหว่างดำเนินการทำสำนวนส่งให้ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ชี้ขาดการให้ใบแดงเช่นเดียวกับกรณีใบแดงของนายยงยุทธ)
แม้จำนวนพรรคน้อยกว่าภาคแรกไป 1 แต่อย่าลืมว่าแต่ละพรรคที่เข้าชิงครั้งนี้ ล้วนอยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสิ้น! แถมยังมีพรรคที่ถือเป็นสถาบันการเมืองอย่างพรรคชาติไทยของ “ผู้เฒ่าการเมือง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย รวมอยู่ด้วยคดียุบพรรคครั้งนี้จึงเล็กไม่ได้แล้ว ยิ่งเมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดปัจจุบัน ภายใต้กฎหมายใหม่ที่ทั้งเข้มทั้งงวดกว่าอดีต โดยเฉพาะมาตราสังหารอย่าง 237 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เมื่อนำมาประกอบกับกรณีพลังประชาชนที่ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษาว่าการกระทำของ นายยงยุทธ
ติยะไพรัช อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน มีความสัมพันธ์กับพรรคและให้ประโยชน์กับพรรคชัดเจน ดังนั้น การกระทำดังกล่าวพรรคต้องร่วมรับผิดชอบ
น่าจับตาสุดอีกประเด็น คือ ทีท่า กกต. ตั้งแต่ต้นกระทั่งปัจจุบัน มีทิศทางเดียวกันตลอดว่าไม่มีสองมาตรฐาน ดูตัวอย่างการตัดสินจากพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยได้ จับกระแสยุบพรรคภาค 2 บรรดานักฟันธงทั้งหลายจึงเห็นว่า น่าจะโดนกันถ้วนหน้า ขณะที่สถานการณ์ของนักการเมืองเดาว่าอาจไม่เดือดร้อนมากมายอย่างที่คิด โดยเฉพาะพรรคใหญ่อย่างพรรคพลังประชาชน ซึ่งแสดงตนไม่สนมติ กกต. เพราะได้วางแผนเตรียมการล่วงหน้าเกินผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วด้วยซ้ำ
คิดการรอบคอบ ข้ามช็อตไปกันขนาดนี้ เพื่อเหตุผลเดียว คือ ป้องกันการเมืองสะดุด อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีเพียงพรรคพลังประชาชนที่ออกตัวเคลื่อนทัพหน้าไปก่อน ขณะที่พรรคขนาดย่อมลงมายังนิ่ง แต่คงเห็นอาการขยับอย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อสถานการณ์จวนตัวกว่านี้สังเกตจากคำเปิดใจของนายบรรหารเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 76 ปี วันที่ 19 ส.ค. เมื่อมีคำถามถึงการเตรียมรับมือยุบพรรคเช่นเดียวกับพลังประชาชนไว้หรือไม่“ยัง แต่ตรงนี้ถือเป็นวิถีทางที่ถูกต้องเขาต้องเตรียมการไว้ก่อน ซึ่งพรรคชาติไทยคงต้องเริ่มคิดว่าต้องทำอย่างไร มันหนีไม่พ้นหากมีการถูกยุบ ในรัฐธรรมนูญเขาก็ให้ย้ายก็คงต้องหาที่ไป”
และเมื่อถามว่า ได้เตรียมพรรคสำรองไว้หรือให้ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น
“ยังไม่เริ่มคิด ผมก็ยังไม่รู้ แต่อะไรที่ดีกว่าก็คงจะเอาอย่างนั้น”ถือว่าเริ่มตื่นตัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนเมื่อถึงสถานการณ์จริงแล้วจะลุกขึ้นสู้หรือไม่ หรือเลือกสู้แบบไหน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่ออย่างน้อยการที่พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคใหญ่นำร่องเตรียมการไปก่อน ก็ทำให้พรรคขนาดย่อมลงไปนอนใจได้บ้างว่า สุดท้ายหากไม่มีตัวเลือกจริง การย้ายสังกัดพรรคไปอยู่ร่วมกันก็เป็นโอกาสที่รัฐธรรมนูญเปิดทางรอดไว้ให้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็น 1 ในกรรมการบริหารพรรค ไม่ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี สามารถไปเริ่มชีวิตใหม่โดยย้ายสังกัดภายใน 60 วัน หลังต้องคำพรรคถูกยุบพรรค
ล่มจม
“ขอบใจที่เหน็ดเหนื่อยเรื่องการเงินซึ่งเป็นงานหนัก และสามารถปฏิบัติเรื่องการเงินเป็นที่เรียบร้อยไม่ให้บ้านเมืองล่มจม แม้ตอนนี้ใกล้ล่มจมแล้ว ซึ่งอาจใช้เงินไม่ระวัง เพราะใช้เงินไม่ระวัง”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ธนาคารชาติ
ใกล้ล่มจมแล้ว..ที่พระองค์ตรัสนั้น..คงไม่มีใครในประเทศนี้ แผ่นดินนี้ จะไม่รู้สึกดังที่พระองค์ตรัสพสกนิกรแห่งพระองค์ท่านประชาชนแห่งแผ่นดินไทย..มองเห็นความล่มจมที่เด่นชัดอยู่ข้างหน้า แต่ทว่าไร้หนทางที่จะหลีกลี้เงินของแผ่นดินถูกยื้อยุดฉุดหายไปกับอภิมหาโปรเจกต์ของผู้รับเหมา ที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล..หมื่นล้านแสนล้านของหนี้สินที่คณะรัฐมนตรีช่วยกันก่อช่วยกันสร้างอะไรจะสำคัญกว่ากัน..รถบัสแก๊ส 6,000 คันของคนกรุงเทพฯ ราคาแสนล้าน..กับการหาน้ำหาดินให้ประชาชนไปปลูกพืชน้ำมันพืชพลังงาน เอาไว้ใช้และขายให้กับประเทศอื่นๆ
อะไรจะสำคัญกว่ากัน 30,000 ล้าน เพื่อสร้างรัฐสภาใหม่..ทั้งๆ ที่ของเก่าก็ยังใช้ได้..อีกหลายหมื่นล้านสำหรับเครื่องบินขับไล่และรถเกราะล้อยาง..ที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำสงครามกับใคร..และรบไม่ชนะสักทีกับโจรใต้ที่มีแต่มอเตอร์ไซค์กับระเบิด
พระวิหารกับเขาพระวิหารอยู่กับไทยมาแต่โบร่ำโบราณ..แทนที่จะใช้ปืนต้าน มันกลับเอาปืนนั้นย้อนกลับมาจี้หัวคนไทยจะเช่าก็เช่า จะซื้อก็ซื้อ..แต่มันกลับทำเป็นเช่าซื้อให้บริษัทการบินไทยขาดทุนอื้อ ได้ดีแค่ผู้ซื้อคนลงนามจ่ายบ้านเมืองจะไม่ล่มจมอย่างไรไหว..ซีอีโอใหญ่..ประกาศว่า..ขาดทุนไป 5,000 ล้าน กับอัตราแลกเปลี่ยน..
บ้านเมืองจะไม่ล่มจมอย่างไรไหว..เขาซื้อหารถ-เรือดับเพลิงราคาเป็นหมื่นล้าน จ่ายเงินครบไม่ขาดงวดแต่เอามาจอดไว้ไม่กล้าใช้..มีคดีติดกายแต่ยังมาใหญ่ได้ถึงอภิมหาเสนาบดีบ้านเมืองจะไม่ล่มจมอย่างไรไหว..แค่ 8 เดือนของปี..ม็อบกาลี..ทำบ้านเมืองป่นปี้ มันหอบเงินแสนล้านหนี จากนี้อีกไม่นาน เงิน 40 บาทจะแลกได้ไม่ถึงดอลลาร์ พาตลาดหุ้นล่มจมที่ไหนเอ่ย..เอาประเทศเป็นหนูตะเภา..เผาเงิน 800,000 ล้านเป็นเถ้า..ขอโทษแผ่นดินสักคำยังไม่มีขอพระบารมีปกเกล้า..เหล่าข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พ้นทุกข์พ้นยากจากภาวะบ้านเมืองล่มจม..ขอเดชะพระสยามเทวาธิราช..บ้านจะล่มเมืองจะจม..เพราะสงครามของคนชั่วกับคนชั่ว..ที่อ้างตัวว่าแสนซื่อและแสนดี
พญาไม้

พันธมิตรฯ ยันพรุ่งนี้ไปให้กำลังใจนักเรียนโยธินบูรณะ
บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์คืนนี้ (24 ส.ค.) คึกคักเป็นพิเศษ มีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนมาก แกนนำอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นเวทีประกาศกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่าวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. พันธมิตรฯ จะไปรวมตัวกันที่แยกเกียกกายเพื่อเดินทางไปให้กำลังใจเด็กนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะเวลา 10.00 น. ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ตั้งแต่วันศุกร์ ซึ่งวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางไปเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะเตรียมกำลังพลไว้ชุมนุมใหญ่วันอังคาร (26 ส.ค.) อย่างไรก็ตาม พล.ต.จำลอง เรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนราชดำเนินตลอดทั้งเส้น ถนนอู่ทองใน ราชวิถี ศรีอยุธยา พิษณุโลก และถนนสามเสน เนื่องจากพันธมิตรฯ จะใช้เป็นสถานที่ชุมนุม ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันอังคาร ถึง 12.00 น. ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพจราจรในช่วงเวลาดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย
กรุงเทพฯ 24 ส.ค. - แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันพรุ่งนี้จะไปให้กำลังใจนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะตามกำหนดการเดิม แต่จะไปไม่มาก และจะวางกำลังไว้ชุมนุมใหญ่วันอังคารนี้
อัพเดตเมื่อ 2008-08-24 22:15:28


