WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 28, 2008

นายกฯเผยย้ายจัดงานสวนอัมพรรับเสด็จฯ ยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ


นายกรัฐมนตรี ระบุ ขอย้ายที่จัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน ไปสวนอัมพรจากเดิมจะจัดที่ทำเนียบ ยืนยันไม่ใช้กำลังสลายม็อบ-ไม่จับแกนนำ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า รัฐบาลจะไม่ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่บุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และไม่ยอมย้ายการชุมนุมออกไปตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง

ส่วนกรณีที่แกนนำและแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ ทั้ง 9 คนที่ถูกออกหมายจับนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่บุกเข้าไปจับกุมตัวเช่นกัน แต่จะให้โอกาสเข้ามอบตัว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับการจัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี"ในวันที่ 30 ส.ค.นั้น รัฐบาลจะเปลี่ยนไปจัดงานที่สวนอัมพรแทนแผนเดิมที่จะจัดที่ทำเนียบรัฐบาล


อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง เตือนม็อบ ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ตำรวจต้องจัดการ

อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง เตือน กลุ่มพันธมิตรฯ ดื้อแพ่งไม่ยอมออกจากทำเนียบรัฐบาล ถือว่าเป็นการจงใจฝ่าฝืนคำสั่งศาล และเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการตามให้เป็นไปตามคำสั่ง

นายขจรศักดิ์ สมานชาติ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง กล่าวถึงขั้นตอนภายหลังจาก ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกจากทำเนียบรัฐบาลว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศาลจะต้องนำคำสั่งศาล ที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ย้ายออกไปจากทำเนียบฯ เพื่อนำไปมอบให้กับกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ เพื่อบังคับคดีและให้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ยอมทำตามก็ถือว่าเป็นความผิด ฝ่าฝืนคำสั่งศาล ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของตำรวจแล้วว่า จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อคำสั่งดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงเช้าวันนี้ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตย ได้มอบหมายให้ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวด้วย



ตำรวจสวมมาดนิ่ง ยื่นหมายศาลให้แกนนำพธม.ออกจากทำเนียบ

ตำรวจไม่สลาย สวมมาดนิ่งปล่อยพันธมิตรฝ่อไปเอง ด้านผบก.น.1 เผย เจ้าหน้าที่ศาลแพ่ง เตรียมนำหมายศาลคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากทำเนียบ ไปให้แกนนำ 9 โมงเช้าพร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ รักษาความปลอดภัยเข้ม

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ของศาลแพ่ง ได้นำหมายศาลที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มพันธมิตรฯ ออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล ไปให้แกนนำภายในทำเนียบฯโดยจะมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยคุ้มกันเจ้าหน้าที่ศาล ระหว่างเดินทางเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลด้วย

จากนั้นในเวลา 10.00 น. ได้ประชุมติดตามสถานการณ์ โดยมี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุม ร่วมกับ พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล อย่างพร้อมเพรียงกัน ขณะที่ ด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ในช่วงเช้าได้มีการเคลื่อนรถควบคุมตัวผู้ต้องหาเกือบ 10 คัน ออกไปหมดแล้วหลังจากที่นำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อช่วงเย็นวานนี้



กองสลากลุยออกหวยออนไลน์แน่

นายณัฐศักดิ์ ทับทิมทอง โฆษกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจากศาลปกครองกลาง มีคำสั่งไม่รับฟ้อง กรณีขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับการจำหน่ายสลากเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ออนไลน์ หรือหวยออนไลน์ เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงไม่มีสิทธิยื่นฟ้อง
ดังนั้น สำนักงานสลากฯ จึงเดินหน้าออกหวยออนไลน์ต่อไป ตามขั้นตอนทุกอย่าง หลังจากมีผู้ลงทะเบียนเป็นคนเดินโพย 102,021 ราย และมีผู้เดินทางมาสมัคร 69,949 คน และได้เตรียมเปิดรับสมัครในต่างจังหวัดด้วย แต่ความชัดเจนจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง
จากนั้นในวันที่ 8-9 กันยายนนี้ สำนักงานสลากฯ และล็อกเลซ์ จีเทค มีกำหนดเริ่มนัดซ้อมใหญ่ ระบบการออกหวยออนไลน์ เพื่อให้ตัวแทนตู้ 6,000 เครื่องทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมและจะเริ่มเปิดขายจริงระหว่างวันที่ 17-30 ก.ย. การรับซื้อหวยต่อ 1 ฉบับ จะซื้อได้ 5 หมายเลข อัตราขั้นต่ำจะอยู่ที่เกมละ 40 บาท สูงสุด 1,000 บาทต่อเกมเท่ากับว่า 1 ฉบับ จะซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และสำนักงานสลากมีกำหนดให้หยุดจำหน่ายในเวลา 12.00 น. ของทุกวันที่ออกรางวัล

Wednesday, August 27, 2008

กบฏพันธมิตรฯ


เมื่อเช้าวานนี้ คนส่วนใหญ่ออกทำภารกิจหน้าที่การงานกันตามปกติ พ่อแม่จูงลูกไปโรงเรียน พี่น้องมอเตอร์ไซค์ คนขับรถแท็กซี่ ยังทำงานรับ-ส่งผู้โดยสารเหมือนที่เคยทำมา พ่อค้า-แม่ค้ายังค้าขายสินค้าอาหารการกินกันเป็นปกติ ที่ผิดปกติคือ มีความยากลำบากเกิดขึ้นในการเดินทางสัญจรไปมา ของผู้ที่ต้องใช้รถใช้ถนน เพราะถูก “กลุ่มกบฏ” ยึดเป็นที่ชุมนุมปราศรัยโจมตีเพื่อโค่นล้มรัฐบาล กระจายไปกดดันตามสถานที่ต่างๆ
เพราะกลุ่มกบฏได้ลงมือปฏิบัติการแล้ว เป็นการปฏิเสธอำนาจรัฐโดยสิ้นเชิง
โดยเมื่อเช้ามืดวานนี้ มีกลุ่มชายฉกรรจ์ “นักรบศรีวิชัย” ซึ่งเป็นกองกำลังของการชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯ พร้อมอาวุธ ได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT มีการทำลายทรัพย์สินข้าวของของทางราชการ ตัดสัญญาณถ่ายทอดเพื่อจะดูดสัญญาณจาก ASTV มาออกอากาศแทน
พวกกบฏที่บุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ ทางตำรวจจับกุมได้ 80 คน มีทั้งอาวุธปืน มีด ใบกระท่อม ก่อนที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเสริมทัพหนุนเข้าไปอีกรอบ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่ประการใด ได้ใช้ความพยายามอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด เพราะไม่ต้องการให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน
การยึดสื่อของรัฐ เป็นวิธีการของการยึดอำนาจ ใช้ในการทำการปฏิวัติรัฐประหาร
โชคดีเมื่อช่างภาพได้บันทึกภาพในช่วงเวลาที่กลุ่มกบฏเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ไว้ได้ และมีการออกอากาศให้ประชาชนได้รับทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
แต่ทางแกนนำพันธมิตรฯ ได้ประกาศให้ปล่อยตัวกบฏที่ถูกจับกุมเหล่านี้ มิฉะนั้นจะไปปิดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นี่เป็นการวางแผนเพื่อจะได้ใช้กำลังไปปิดล้อมกดดัน สตช.
สิ่งที่เขาได้คือ 1.จะใช้ NBT ดูดสัญญาณ ASTV มาออกอากาศอีกช่องหนึ่ง และใช้กบฏที่ถูกจับกุมเป็นข้ออ้างในการต่อรองไปกดดัน “ตำรวจ” ให้ปล่อยตัว
สิ่งที่ปรากฏต้องบอกว่า มันมากกว่าการคุกคามแล้วครับ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ใช้กฎหมู่ย่ำยีกฎหมายอย่างชัดเจน
นี่เป็นการคุกคามสื่ออย่างแจ้งชัด ก็ต้องติดตามดูว่า บรรดาสมาคมสื่อต่างๆ จะออกแถลงการณ์ว่าอย่างไร
เพราะเราได้เห็นการปฏิบัติของสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งพยายามทำหน้าที่ด้วยความสำนึกในวิชาชีพ เพื่อนำความจริงมาให้ประชาชนได้รับทราบด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง กับอีกฝ่ายพยายามบิดเบือนให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้น
ต้องขอขอบคุณทุกเสียงทุกสาย ที่แสดงความเป็นห่วง และให้กำลังใจทีมงานหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ที่ยืนหยัดนำเสนอความจริงอย่างตรงไปตรงมาให้สังคมได้รับทราบต่อไป...ขอบคุณจริงๆ ครับ
การก่อการกบฏครั้งนี้ ข่าวถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก เมื่อสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธ 80 ราย ได้บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นของรัฐบาล และได้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ขณะที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกกลุ่ม 80 รายที่ก่อเหตุบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเอ็นบีทีอ้างคำกล่าวของสมาชิกกลุ่มประท้วงบางรายที่ตะโกนว่า "ออกไป ออกไป" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ของเอ็นบีทีจำนวนหนึ่งถูกล้อมกรอบอยู่ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินทางมาถึง และได้พูดคุยกับกลุ่มพันธมิตรฯ
สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้กล่าวกับกลุ่มผู้ชุมนุมใหญ่ที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีได้สำเร็จแล้ว
ขณะเดียวกัน เอเอฟพีรายงานอ้างคำพูดของ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถอ้างสิทธิที่จะชุมนุมภายใต้รัฐธรรมนูญได้ เพราะผู้ประท้วงของกลุ่มมีการติดอาวุธและบุกรุกสำนักงานของรัฐบาล
ในขณะที่พันธมิตรฯ เหิมเกริม กระทำการละเมิดสิทธิของคนอื่นอย่างย่ามใจอยู่นั้น สถาบันการศึกษาที่อยู่ใกล้กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐ ต้องปิดการเรียนการสอน เพราะไม่อยากเสี่ยงกับ “เดนมนุษย์” เหล่านี้ เนื่องจากพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้วครับ แต่แสดงท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือจะให้เกิดความรุนแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว
แม้แต่หน่วยราชการและโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาลก็ต้องปิดไปด้วยเหมือนกัน
กลุ่มกบฏได้ปิดล้อมบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ ขัดขวางการทำงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ส่วนต่างจังหวัดก็รับลูกไปปฏิบัติการ มีการปิดเส้นทางการจราจร ปิดถนนปราศรัย สร้างความเดือดร้อนไปทั่วประเทศ ภาคอีสานที่ใกล้เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ภาคใต้ที่ท่าแซะ จ.ชุมพร ภาคเหนือที่ จ.นครสวรรค์
ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอย่างนี้ อ่านไม่ยากครับ เพราะเคยใช้มาแล้วเมื่อมีการยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยที่กลุ่มคนพวกนี้จัดการชุมนุมประท้วงปลุกระดมออกข่าวว่าจะมีการเผชิญหน้า และจะนำไปสู่ความรุนแรง ในวันที่ 20 กันยายน ทำให้เป็นข้ออ้างของ คมช. หรือที่มีหลายคนแปลว่า “คนมันชั่ว” มาทำการยึดอำนาจการปกครอง และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง
อ้างว่าต้องการแก้ปัญหาการเผชิญหน้ากัน แต่ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติในทุกด้าน และปล่อยเชื้อร้ายให้กัดกินประชาธิปไตย จนเกิดการลุกขึ้นมาปฏิบัติการของกลุ่มกบฏในที่สุด
เหตุการณ์อย่างนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น และต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต จึงต้องมีการตัดไฟเสียแต่ต้นลม อย่าปล่อยให้กลุ่มคนที่ไม่หวังดีคิดร้าย ไม่ให้บ้านเมืองมีความสงบสุข
การใช้ขันติ ความอดทน อดกลั้นของรัฐบาล เพราะไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นนั้น เป็นเหตุผลที่ชอบแล้วในฐานะผู้ปกครองบ้านนี้เมืองนี้ ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อความสงบสุข ต้องสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่จะมาลงทุน
แต่...ถึงเวลาแล้ว ต้องเอา “อีแอบ” ที่ให้การสนับสนุน หรืออยู่เบื้องหลัง หรือผู้บงการกลุ่มกบฏที่บังอาจคุกคามข่มขู่อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย เผยโฉมหน้าให้คนไทยได้รับรู้ว่ามีใครบ้าง แต่ละคนมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มีการประสานงานกันอย่างไร
ไม่ว่ามันผู้นั้นจะหัวหงอก หัวขาว ฟันด่าง ฟันดำ หน้าแหลม หน้ากลม รวมทั้ง “ทหารแก่” ที่ยังติดยึดในอำนาจความรุนแรง
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องถอนเสี้ยนหนาม หรือกำจัดกากเดนเผด็จการให้หมดสิ้นไป
รวมทั้งหัวโจกแกนนำในต่างจังหวัด ที่เป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศชาติ
ไม่อย่างนั้นจะเป็นเหมือน “กรวดในรองเท้า” แม้จะสามารถเดินไปได้ แต่ก็เกิดความรำคาญ
กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ คนดีๆ ต้องมีศักดิ์ศรี มีความสง่างาม อย่าปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายอีกต่อไป
เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ “ความมั่นคง” ต้องมอบของขวัญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดให้ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ผู้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทอย่างใกล้ชิด
เพื่อสนองพระราชประสงค์ที่ต้องการให้บ้านเมืองมีความสงบ เกิดสันติสุขในบ้านเมืองให้ได้



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2551 “ณ พล” รายงานตัวทำหน้าที่ ขุดคุ้ย คุยข่าว แทน “เอกฉัตร” ที่ติดภารกิจสำคัญยิ่ง พร้อมกับปิดต้นฉบับในวันคล้ายวันเกิดคนสำคัญ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ เป็นวันที่กลุ่มพันธมิตรฯ ถือเอาฤกษ์ยามทำการก่อการร้ายในประเทศ หวังล้มล้างการปกครองของรัฐบาลที่มาตามวิถีทางประชาธิปไตย

** กลายเป็นข่าวลือกระฉ่อน! ม็อบพันธมิตรฯ เคลื่อนทัพหวังเป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิด “ป๋า” ครบรอบอายุ 88 ปี แต่...ใครจะเชื่อว่า พล.อ.เปรม ที่สู้อุตส่าห์สั่งสมคุณงามความดีมาจนถึงช่วงบั้นปลาย จะคิดลดตัวลงไปเกลือกกลั้ว เกี่ยวพันกับพวกแก๊งข้างถนน ให้เสียศักดิ์ศรี ชายแท้ ชาติทหาร

** นอกเสียจากจะถูกพวก พันธมาร แอบอ้าง เอาชื่อมาหากิน เหมือนเมื่อหลังการยึดอำนาจใหม่ๆ ที่ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานม็อบ ให้สัมภาษณ์แมกกาซีนฉบับหนึ่ง ชัดถ้อยชัดคำว่า พล.อ.เปรม อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และเป็นผู้นั่งบัญชาการด้วยตัวเองอยู่ที่บ้านสี่เสาฯ

** ดูพฤติกรรมของ พันธมิตรฯ เมื่อวันที่ผ่านมา ไม่มีคำนิยามไหนชัดเจนเท่า “กบฏ” เป็นการกระทำที่เห็นชัดว่าพยายามจะยึดอำนาจ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย การบุกเข้าทำลายทรัพย์สิน ข้าวของ ของทางราชการ บุกยึดสถานีวิทยุ โทรทัศน์ พฤติการณ์เยี่ยงนี้ ไม่ใช่วิสัยของคนรักชาติบ้านเมืองแน่ เพราะไม่ได้คำนึงแม้แต่น้อยถึงความเสียหายที่จะตามมา ไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องขายขี้หน้าชาวโลกไปมากน้อยแค่ไหน

** พันธมิตรฯ ที่อ้างสิทธิการชุมนุมโดยสงบ ตามมาตรา 63 คงจะต้องหุบปากไปได้ เพราะกลุ่มโจรชุดดำ มีผ้าปิดปาก ที่กรูเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ NBT ทำลายทรัพย์สิน และเข้าข่มขู่คุกคาม ผู้ประกาศข่าวที่กำลังดำเนินรายการทั้ง จิรายุ ห่วงทรัพย์ สร้อยฟ้า โอสุคนทิพย์ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ทั้งยังใช้อาวุธมีดจี้คอ สุคนธ์ ชัยอารีย์ ผู้จัดรายการวิทยุทาง 97.0 MHz ไม่ใช่เรื่องของสิทธิในการชุมนุม ที่สำคัญเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ไปได้ ยังพบทั้งมีด ปืน และใบกระท่อม ยาเสพติดที่แพร่หลายอยู่ในแถบจังหวัดภาคใต้อย่าง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช

** พอเป็นเรื่องชั่ว ก็รีบโยนขี้ให้คนอื่น แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธทันควัน กลุ่มคนที่ก่อการ สร้างความเสียหาย และมีการจับกุมไปคุมขังไว้ที่สำนักงานตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ทั้ง 46 คน ไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่เป็นมือที่สาม แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะเป็นเดือดเป็นร้อนทำส้น...อะไร

** คนทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พล.ต.จำลอง เป็นใคร ถึงได้หาญกล้าออกมาต่อรองกับผู้รักษากฎหมาย หากไม่ปล่อยตัว “โจร” ที่เข้าไปทำลายข้าวของใน NBT จะพิจารณาเอากำลังไปบุก สตช. ฟังแล้วขนลุกแทนตำรวจไทย ไม่รู้ทนฟังวาจาสามหาวของมหาจำลองอยู่ได้ยังไง คิดแล้วแทบไม่เชื่อว่าคนแบบนี้จะบวชเรียนถึงขั้นเป็นมหา แถมยังจบจากโรงเรียนนายร้อย จปร.

** เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น! และขัดแย้งกันเองอย่างสุดๆ ในเมื่อพันธมิตรฯ ยืนยัน โจรชุดดำ เป็นมือที่สาม แล้วทำไมจะต้องเดือดร้อนต่อรองให้ปล่อยตัวคนพวกนี้ออกมา จะว่าเป็นโคตรพ่อ โคตรแม่ ก็ไม่ใช่ งานนี้ถ้าตำรวจไทย ยอมปล่อยตัวโจรที่มียาเสพติด แถมพกมีด พกปืน ไปเที่ยวทุบทำลายข้าวของ และข่มขู่ชาวบ้าน แบบเดียวกับที่ทำให้คนไทยกังขาในความ 2 มาตรฐาน เมื่อคราวปล่อยตัว “ไอ้เจ๊กบ้า” ที่โดนแจ้งข้อหาหมิ่นเบื้องสูง เพราะถูกม็อบกดดัน ก็เห็นทีจะต้องหาปี๊บหลายๆ ใบมาแบ่งกันคลุมหัว

** คิดแล้วก็อดเห็นใจ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไม่ได้ เพราะจะต้องทำภารกิจใหญ่ถึง 2 เรื่องพร้อมกัน ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ทั้งนำความสงบสุขกลับมาให้พี่น้องประชาชน ทำบ้านเมืองให้มีกฎเกณฑ์กติกา เอาคนผิด คนชั่วมาลงโทษ ที่อยากฝากเอา ม.112 ม.113 และ ม.114 ว่าด้วยกบฏในราชอาณาจักร ไปพิจารณา กับอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ต้องรีบกู้ภาพลักษณ์ตำรวจไทย อย่าให้ประชาชนคิดได้ว่า มีอำนาจเถื่อนอยู่เหนือกฎหมาย ไม่อย่างนั้นต่อไปแค่ตำรวจที่ยืนเป่านกหวีดอยู่ตามสี่แยกไฟแดงก็จะไม่มีใครเชื่อฟัง

** ระวังให้ดี จะมีลูกชุลมุน ในขณะที่ประชาชนคนไทยกำลังสนใจกับข่าวชั่วของม็อบพันธมิตรฯ วันนี้เป็นวันนัดหมายที่ กกต. จะชี้ชะตา “วิฑูรย์ นามบุตร” อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี อีก 3 ราย ที่ถูกกล่าวหาว่าแจกตั๋วหนัง และเปิดปราศรัยหาเสียงสลับกับการฉายภาพยนตร์ ที่มีข่าวเล็ดลอดออกมาหนาหูว่าอย่างน้อยก็จะต้องฟอกนายวิฑูรย์ ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะไม่เช่นนั้นจะนำไปสู่การยุบพรรค แบบเดียวกับที่พรรคการเมืองอื่นโดนเล่นงานไปก่อนหน้า

** “ประชาทรรศน์” เปิดเอกสารให้เห็นกันจะจะ ถึงข้อสรุปพิลึกพิลั่น ของ กกต.อุบลราชธานี ทั้งกรณีแจกตั๋วหนัง ที่มีพยานหลายปากให้การชัดเจน แต่ที่สุดบางรายก็กลับคำให้การอย่างน่าสงสัย จนมีการตั้งข้อสังเกตกันว่าพนักงานสอบสวนในคดีนี้ที่เป็นหลานชาย “สุทัศน์ เงินหมื่น” รองนายกรัฐมนตรีเงา ของ ปชป. จะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรหรือไม่ ซ้ำร้ายกรณีนี้ กกต.อุบลราชธานี ยังสรุปความเห็นให้ยกคำร้อง หลังพยานกลับคำให้การเพียง 2 วัน

** เช่นเดียวกับอีกข้อร้องคัดค้าน เรื่องการจัดมหรสพประกอบการหาเสียง ทีมสอบสวนของ กกต.อุบลฯ ก็สรุปเอาง่ายๆ ให้ยุติเรื่อง เพราะหลักฐานไม่พอ...แต่ทั้ง 2 กรณี โดน “สุทธิพล ทวีชัยการ” ตอกกลับหน้าหงาย ด้วยความเห็นว่ากรณีแรกมีพยาน-หลักฐานมากพอที่จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ ส่วนกรณีหลังต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมอีกหลายประเด็น

** ขณะที่ 29 สิงหาคมนี้ อนุกรรมการสอบสวนคดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ของดีเอสไอ จะมีการประชุมกันอีกครั้งหลังจากข้อมูลมีความเข้มข้นมากขึ้น คงใกล้จะมีคำตอบว่าทำไม 2 บริษัทที่แบ่งกัน “ได้งาน” จึงมีการเสนอราคาไขว้อย่างน่าฉงน และจะได้มีคำตอบกันเสียทีว่าบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินไปถึง 40-50 ล้านใบ ไปอยู่ที่ไหน เพราะแค่ท่าทีอ้ำอึ้งที่ผ่านมาของ กกต. ก็ชวนให้ไม่สบายใจเสียแล้ว ไม่ว่าจะเพราะข้อสงสัยไม่มีการพิมพ์บัตรจริง หรือกังวลว่าบัตรจะถูกนำไปใช้อย่างผิดที่ผิดทาง ก็ตามที

** ย้อนกลับมาตบท้ายด้วยปัญหาความไม่สงบในบ้านเมือง ประชาชนคนไทยหายห่วงได้เปลาะหนึ่ง เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยืนยันหนักแน่น “ไม่มีปฏิวัติ” ทหารอยู่ในระเบียบวินัย ไม่เหยียบย่ำประเทศชาติให้เลวร้าย ย่ำแย่ ไปกว่าเก่า ขณะที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ก็นับ 1 ถึง 10 ย้ำอยู่บ่อยๆ ว่าจะอดทนให้ถึงที่สุด แปลง่ายๆ หากเกิดอะไรขึ้น ก็หมายถึง “สุดทน” และเกินกว่าจะยอมให้ประเทศชาติเสียหายได้อีกต่อไป...เท่านั้นเอง...!!


สิทธิของชาวบ้านตามโครงการหมู่บ้าน (SML) (1)


ผมคงเหมือนท่านผู้อ่าน ได้ยินได้ฟัง ได้รู้การดำเนินนโยบายกองทุน 1 หมู่บ้าน 1 ล้านบาท ของรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร สมัยแรก ทั้งด้านดี ผลสำเร็จ และข้อบกพร่องอย่างนั้นอย่างนี้ ต่อมา รัฐบาลทักษิณ สมัยที่ 2 คิดนโยบายทำนองเดียวกันนี้คือ โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) นัยว่าเป็นการเพิ่มเติม เพราะนโยบายกองทุนหมู่บ้านละล้าน มีลักษณะเป็นกองทุนให้ชาวบ้านกู้ยืมไปทำมาหากิน อันเป็นนโยบายให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่โครงการ SML เป็นการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละหมู่บ้านตามขนาด เล็ก กลาง และใหญ่ ดำเนินโครงการพัฒนาหมู่บ้านโดยรวม
ตอนนั้นผมรู้สึกว่าดี แต่ไม่รู้รูปธรรม เมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมคิดว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ของระบอบเผด็จการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ คงเลิกนโยบายนี้ แต่ไม่ใช่ ยังมี ทว่าเปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการอยู่ดีมีสุข” ให้กรมการปกครองดำเนินการ ผมเพิ่งมารับรู้อย่างเป็นระบบ เมื่อได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 4 เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว ในฐานะที่ปรึกษา
คณะกรรมการชุดนี้มี นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน กรรมการมีจำนวน 25 คน คณะรัฐมนตรีลงมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2551 ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยมีเป้าประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มศักยภาพการหารายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพแก่ประชาชน สร้างโอกาสให้หมู่บ้านและชุมชนสามารถแก้ปัญหาของหมู่บ้านและชุมชนด้วยตนเอง และพัฒนาโครงการที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน พัฒนาสินทรัพย์ของหมู่บ้านและชุมชน อนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านและชุมชุน คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่จัดสรรงบประมาณโดยตรง ตามขนาดของประชากรในหมู่บ้านและชุมชน ให้ครบทุกหมู่บ้านและชุมชน
ตามความรับรู้และเข้าใจของผม โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) มาจากแนวความคิดและความเชื่อว่า ประชาชนเป็นผู้มีศักยภาพ มีความสามารถในการคิดเชิงสร้างสรรค์ และมีความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนา กล่าวในแง่สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของประชาชนในการพัฒนา ซึ่งสหประชาชาติได้ออกปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา ค.ศ.1986 (UN Declaration on the right to development 1986) เรียกร้องให้รัฐภาคีถือเอาประชาชนเป็นเป้าหมาย เป็นศูนย์กลาง และมีสิทธิและบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม
กลับมาที่การดำเนินโครงการ SML คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการและงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเลขานุการได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ 5,000 ล้านบาทในเดือนต่อมา หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศได้จัดประชุมประชาคมเสนอโครงการจะทำอะไร เพื่ออะไร และใช้เวลาเท่าไรให้อำเภอและจังหวัด จากนั้น คณะกรรมการได้อนุมัติ แล้วเร่งส่งเงินงบประมาณลงไปผ่านธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2551 จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 4,448,050,000 บาท ให้แก่หมู่บ้านและชุมชนจำนวน 15,270 แห่ง รวม 28,716 โครงการ
ดูตัวเลขทั้งจำนวนหมู่บ้านและงบประมาณ ผมเห็นว่า ในช่วง 3 เดือนแรกของโครงการ รัฐบาลได้กระจายเงินให้หมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการพัฒนาเป็นจำนวนค่อนข้างมาก ซึ่งคงช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน วางโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาส่งเสริมการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมการพัฒนาของชาวบ้านมากน้อยแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ แม้จะประสบวิกฤติทางการเมือง ถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ ถูกสื่อมวลชนถล่มเช้าเย็น และถูกฝ่ายค้านและศาลตรวจสอบไม่เว้นแต่ละวัน ยังคิดถึงประชาชนชาวบ้าน คนยากคนจน จึงยืนหยัดดำเนินนโยบายดังกล่าว
สำหรับในงวดต่อไป คณะกรรมการได้อนุมัติจัดสรรงบประมาณจำนวน 4,972,500 ล้านบาท แก่หมู่บ้านและชุมชนอีก 21,483 หมู่บ้าน ก็ถือว่าไม่น้อยเช่นกัน
ตอนหน้าจะเขียนรายละเอียดของโครงการนี้

เทวทัต ต้นตำรับเจ้าลัทธิมังสวิรัติ (1)

บทความชิ้นนี้เป็นบทความจากผู้อ่านที่กรุณาเขียนส่งมาให้ นสพ.ประชาทรรศน์ เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ที่มีผู้นำเอาสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาไปใช้อย่างน่าวิตกว่าจะก่อให้เกิดความสับสน ไม่เข้าใจว่าผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเหล่านั้น ความจริงคือใคร มีเจตนาอย่างไรกันแน่ เหตุใดจึงแสดงบทบาทท่าทีเหมือนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองเสียเอง แทนที่จะวางตนอยู่เหนือการเมือง และให้สติแก่ผู้คน พร้อมทั้งช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง ทว่าไม่
จึงขอเสนอบทความเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ในลักษณะการมองย้อนไปในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอดีตอันยาวนาน ช่วงที่ยังมีพระพุทธเจ้าอยู่ แล้วชักชวนให้ตรึกตรองถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน
*******************************
เทวทัตเป็นใคร มีเหตุจูงใจอะไรในการประกาศลัทธิไม่กินปลาและเนื้อ (มังสวิรัติ) ตลอดชีวิต เกิดผลสืบเนื่องอย่างไรต่อพุทธศาสนาในขณะนั้น และพระพุทธเจ้าทรงแก้ปัญหาอย่างไร คือประเด็นที่จะได้กล่าวไปตามลำดับ แต่ก่อนจะตอบคำถามดังกล่าว ขอนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้มาใหม่ในแวดวงพุทธศาสนาได้ใช้ประกอบการพิจารณา ดังนี้
เทวทัตเป็นพระราชโอรสในราชวงศ์ศากยะ เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ออกบวชตามพระพุทธองค์ พร้อมด้วยพระราชกุมาร 6 พระองค์ คือ ภัททิยราชกุมาร อนุรุทธราชกุมาร อานนทราชกุมาร ภคุราชกุมาร กิมพิลราชกุมาร และเทวทัตราชกุมาร ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมคำสอนเป็นที่ประจักษ์ มีผู้เลื่อมใสเข้าบวชเป็นพระสาวกจำนวนมาก จนกลายเป็นกระแสทางเลือกใหม่ของสังคมในขณะนั้น
ในจำนวนพระราชกุมารทั้ง 6 ที่บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ส่วนใหญ่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์หมดสิ้นกิเลส โลภ โกรธ หลง ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีเพียงพระอานนท์ที่บรรลุธรรมขั้นโสดาบัน (ละกิเลสได้เพียงบางส่วน ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์) ส่วนพระเทวทัตได้ฌาณสมาธิที่ทำให้มีฤทธิ์เดช สามารถแปลงร่างเหาะไปไหนมาไหนได้ เป็นอำนาจพิเศษที่เกิดจากการปฏิบัติสมถกรรมฐาน บำเพ็ญสมาธิเช่นเดียวกับฤๅษีชีไพรทั้งหลาย หรือนักบวชนอกพุทธศาสนาอื่นๆ ที่เกิดได้และเสื่อมได้ เพราะเป็นฤทธิ์ของปุถุชนผู้ยังมีกิเลส ซึ่งหากพระรูปใดยึดติดไม่ปล่อยวาง ก็จะถลำลึกทำตนเป็นดั่งฤๅษีเจ้าอาคมมนต์ดำ หยุดชะงักการปฏิบัติลงเพียงเท่านั้น ไม่สามารถบรรลุธรรมที่สูงขึ้นไปอีกได้ แม้แต่ระดับโสดาบัน
พุทธศาสนาในช่วงนั้นถือเป็นกระแสใหม่ที่มาแรง การสนทนาโจษขานเกี่ยวกับพุทธศาสนาแพร่สะพัดไปทั่ว โดยเฉพาะการกล่าวขวัญถึงพระที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จำนวน 80 รูป ที่เรียกว่า อสีติมหาสาวกนั้น ถือว่าเป็นประเด็นร้อนแรงแห่งยุคสมัย ทั้งหญิงชายต่างมุ่งหน้าไปนมัสการกราบไหว้ ถวายข้าวของเนืองแน่น พระภัททิยะอยู่ไหน พระอนุรุทธะอยู่ไหน พระอานนท์อยู่ไหน พระภคุอยู่ไหน ฯลฯ คือบรรดาสุ้มเสียงถามไถ่ของผู้คน ทว่าปราศจากสุ้มเสียงที่เอ่ยถามถึงพระเทวทัต ทั้งที่เป็นกษัตริย์ราชวงศ์เดียวกัน มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แต่ลาภสักการะคำชื่นชมกล่าวขวัญที่ควรจะได้รับกลับไม่มี
เมื่อเป็นเช่นนั้น พระเทวทัตจึงคิดหาวิธีทำให้ผู้คนเลื่อมใสตนเอง และก็ไม่มีวิธีใดที่จะได้ผลดีไปกว่าการกระทำสิ่งเหนือวิสัยที่คนทั้งหลายจะกระทำได้ ท่านแปลงร่างเป็นเด็กชายมีงูพันตามแขนและขาข้างละตัว หนึ่งตัวพันคอ หนึ่งตัวพันรอบศีรษะ และอีกตัวพาดเฉวียงบ่า เหาะลงไปนั่งบนตักอชาตศัตรูราชกุมาร ราชโอรสพระเจ้าพิมพิสาร แห่งกรุงราชคฤห์ พระองค์ตกพระทัยแทบสิ้นสติ ร้องถามได้ความว่าเป็นพระเทวทัต จึงผ่อนคลายความหวาดกลัว พระเทวทัตกลายร่างกลับเป็นพระภิกษุเช่นเดิม สร้างความประหลาดพระทัยเลื่อมใสในฤทธิ์เดช ถวายการอุปถัมภ์บำรุงด้วยลาภสักการะเป็นอย่างดี กระทั่งส่งผลให้พระเทวทัตเกิดความลำพองเหิมเกริม คิดจะบริหารปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า
เพียงแต่เกิดความคิดขึ้นเท่านั้น ฤทธิ์เดชที่เป็นของปุถุชนธรรมดาของพระเทวทัตก็เสื่อมสูญลงทันใด ทว่าก็ยังไม่หยุดยั้งความคิด ไม่หวั่นเกรงที่จะเข้าไปกราบทูลตามตรง แม้จะโน้มน้าวว่าพระองค์ชราภาพแล้ว ควรปล่อยให้ท่านดูแลปกครองสงฆ์แทน พระองค์ก็ไม่ทรงยินยอม พระเทวทัตไม่พอใจ ทั้งยังผูกอาฆาต พระพุทธองค์ได้จัดให้มีการประชุมทำพิธีปกาสนียกรรมในเมืองราชคฤห์ ให้พระภิกษุและผู้คนได้รับรู้ถึงการกระทำอันไม่เหมาะไม่ควรของพระเทวทัต ถึงกระนั้น ท่านก็ยังไม่หยุดยั้ง ได้เริ่มแผนการใหม่ด้วยการยุยงให้อชาตศัตรูกุมารจับพระราชบิดาคุมขัง แล้วขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แทน ต่อมาก็รุกคืบให้พระองค์จัดหานักยิงธนูฝีมือดีไปลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แต่ไม่สำเร็จ จึงลงทุนขึ้นภูเขาคิชฌกูฏกลิ้งก้อนหินลงมา หมายสังหารพระองค์ในวันหนึ่ง ทว่าก้อนหินแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกกระทบพระบาทเพียงแต่ห้อโลหิตขึ้นมา ท้ายที่สุดจึงปล่อยช้างนาฬาคิรีตกมันอาละวาดพุ่งเข้าหาพระพุทธองค์ แต่พระอานนท์ก็ขวางเอาไว้เสียอีก
แผนการสังหารที่ล้มเหลวไปถึง 3 ครั้ง เป็นที่รับรู้โจษขานไปทั่วเมือง กระทั่งถึงพระกรรณพระเจ้าอชาตศัตรู พระองค์เกิดความละอายที่เผลอไปสมคบพระเทวทัต กระทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง จึงทรงงดการอุปถัมภ์ดูแลพระเทวทัตและบริวารตั้งแต่นั้นมา
พระเทวทัตตกที่นั่งลำบาก ต้องคิดแผนการแก้ไขสถานการณ์อีกครั้ง ด้วยการสู้ทนบากหน้าเข้าไปขอให้พระพุทธองค์ประกาศสนับสนุนข้อปฏิบัติอันเคร่งครัดอุกฤษฏ์ 5 ประเด็นคือ อยู่ป่า บิณฑบาต ครองผ้าบังสุกุล อยู่ใต้โคนต้นไม้ และไม่ฉันปลาและเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต พระพุทธองค์ไม่ทรงยินยอมรับข้อเสนอนั้น ด้วยพิจารณาเห็นปัญหาความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก ทรงอนุญาตให้ปฏิบัติไปตามความประสงค์ของพระสงฆ์สาวกแต่ละรูป ซึ่งอาศัยอยู่ในท้องถิ่นภูมิประเทศ และวิถีชีวิตที่แตกต่าง มีชีวิตที่อิงแอบแนบชิดอยู่กับประชาชน
เมื่อเห็นพระพุทธองค์ปฏิเสธ พระเทวทัตรีบฉวยโอกาสป่าวประกาศท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ให้เลือกข้างทันที พระรูปใดปรารถนาจะปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดอุกฤษฏ์ให้ไปอยู่กับตน พระภิกษุบวชใหม่ด้อยการศึกษาจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ พากันออกติดตามพระเทวทัตไป กระทั่งพระพุทธองค์เรียกพระเทวทัตมาตรัสถามในวันหนึ่งว่า จะทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกันหรือ พระเทวทัตยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้านว่าเป็นความจริง แม้พระพุทธองค์จะทรงชี้แนะว่า นั่นเป็นบาปกรรมอันหนักหนา (อนันตริยกรรม คือบาปอันมีผลอเนกอนันต์เหลือคณานับ) แต่ก็มิได้นำพา ทั้งยังกล่าวย้ำกับพระอานนท์ขณะบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ว่า ตนเองและบริวารจะทำอุโบสถและสังฆกรรมใดๆ โดยปราศจากพระพุทธองค์และพระสงฆ์ฝ่ายพระองค์
พระพุทธเจ้ารับทราบคำประกาศของพระเทวทัตอย่างสังเวชและปริวิตกว่า พระเทวทัตจะกระทำการอันเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง มีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อตนเองและผู้ที่ศรัทธาในข้อปฏิบัติทั้ง 5 ข้อ โดยเฉพาะการทำให้คณะสงฆ์ต้องแตกสามัคคี (สังฆเภท) ซึ่งต่อมาพระเทวทัตได้ประกาศแยกตัวออกไปอย่างเด็ดขาด ตั้งสำนักตนเองขึ้นที่ตำบลคยาสีสะ
พระพุทธองค์ต้องส่งพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตร ติดตามไปเทศนาสั่งสอนในโอกาสต่อมา สามารถนำพาพระภิกษุส่วนใหญ่กลับมาได้สำเร็จ พระเทวทัตรับรู้อย่างผิดหวัง ซ้ำยังถูกพระโกกาลิกะทำร้ายเพราะโกรธที่มัวเผลอไผลปล่อยให้บริวารตีจากไป ต้องล้มป่วยมาเป็นเวลา 9 เดือน ก่อนตัดสินใจเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ในวันหนึ่ง ทว่าเมื่อเดินทางมาใกล้ถึงและหยุดพักที่ริมฝั่งสระน้ำใกล้วัดเชตวันมหาวิหาร เพียงแต่หย่อนเท้าลงจากเตียงที่บริวารช่วยกันแบกหามมาเท่านั้นเอง แผ่นดินก็แยกออกสูบร่างพระเทวทัตจมลงไปทีละน้อย กระทั่งกระดูกคางแตะพื้นดิน จึงเอ่ยคำสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าด้วยสำนึกผิด
เรื่องราวที่กล่าวมานี้ถูกบันทึกไว้ในหนังสืออรรถกถาธรรมบท เล่มที่ 1 หน้า 179-202 จากเหตุการณ์ที่เรียบเรียงมา ให้คำตอบต่อคำถามข้างต้นได้ ดังนี้

(1) พระเทวทัตคือใคร คำตอบคือ
1.ท่านเป็นญาติที่ใกล้ชิดพระพุทธองค์ แต่กลับมีความคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธองค์ คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน ที่เรื่องราวยุ่งยากทั้งหลายมักเกิดจากคนใกล้ตัว หรือคนในแวดวงเดียวกัน ที่ขาดความเข้าใจ ละเลยผลประโยชน์ส่วนรวมหรือองค์กร แสวงหาแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก เพราะภาวะแห่งการพัฒนาจิตสำนึกของผู้คนเติบโตได้ไม่พร้อมเพรียงกัน และถึงอย่างไรก็ไม่อาจทำให้เกิดขึ้นครอบคลุมครบถ้วนเท่าเทียมกันได้ทุกคน เพราะความจริงคือ คนมีความแตกต่าง พัฒนาไปได้ไม่เท่าเทียมในขณะเวลาเดียวกัน นี่กล่าวในแง่ความจริงตามธรรมชาติ ยังไม่กล่าวถึงปัญหาการปิดบัง บิดเบือน และสร้างการเรียนรู้ในทางที่ผิด ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม
2.พระเทวทัตไม่ได้บรรลุธรรมขั้นสูง ท่านปฏิบัติธรรมบรรลุผลเพียงระดับฌาณสมาธิ ซึ่งทำให้มีสถานะเป็นเพียงพระสงฆ์ปุถุชนที่มีกิเลสรูปหนึ่ง จึงมีความปรารถนาใฝ่ฝันอย่างผิดๆ เกิดขึ้น เพียงเพราะน้อยใจที่ตนเองไม่ได้รับความสนใจ เช่นเดียวกับพระอนุรุทธะหรือพระอานนท์ที่บวชพร้อมกัน ซ้ำยังไม่ยอมละเลิกความคิดจะหาทางยกระดับตนเองให้ทัดเทียมพระอรหันต์ ในแนวทางที่ไม่บังควร ทั้งยังเพียรพยายามอย่างไม่รับรู้ถึงความผิดถูกในสิ่งที่กำลังดำเนินการอยู่ นั่นเป็นเพราะพระเทวทัตเป็นเพียงพระปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส จึงไม่อาจจะซาบซึ้งดื่มด่ำในรสพระธรรมคำสอน ความเกรงกลัวและความละอายต่อบาปจึงไม่มี ท่านคิดถึงแต่ความยิ่งใหญ่ ลาภสักการะ และความเคารพนับถือ ที่จะได้จากผู้คนที่ขาดวิจารณญาณ ในการรับฟังคำอวดอ้างว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดกว่าพระรูปใด แม้กระทั่งพระพุทธเจ้า
3.พระเทวทัตยกตนเหนือพระพุทธเจ้า การประกาศตนว่าเคร่งครัดกว่าพระสงฆ์กลุ่มที่อยู่ในสังกัดพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นการยกตนเองว่าดีเลิศกว่าพระพุทธเจ้า ซ้ำยังประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับพระพุทธเจ้า แยกตัวออกไปตั้งสำนักเป็นเอกเทศ นับเป็นที่สุดของการยกตนข่มท่าน ซึ่งวิญญูชนทั้งหลายมิอาจยอมรับได้ ทว่าก็ต้องยอมรับ เพราะว่านั่นเป็นการกระทำของพระที่ความจริงคือปุถุชน ซึ่งไร้ญาณทรรศนะที่จะล่วงรู้ผิดถูก ท่านมีเพียงความรู้ระดับสัญญา คือรู้เพราะฟังเขาว่ามาแล้วจำได้ มิใช่ความรู้ที่เกิดจากใจอันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและการกระทำ เทวทัตไม่มีความรู้ส่วนนี้เลย หากวิเคราะห์จากพฤติกรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะชี้แนะและให้โอกาสกลับตัวกลับใจสักเพียงใดก็ตาม กระทั่งต้องประกาศไม่ยอมรับแนวความคิดของพระเทวทัตต่อที่ประชุมสงฆ์ (ปกาสนียกรรม) เป็นที่รับรู้ในหมู่มหาชน แต่ท่านก็ยังดึงดันที่จะเดินหน้าแยกตัวออกไปอย่างไม่ลังเล แม้ว่าพระเจ้าอชาตศัตรูจะยุติการให้ความอุปถัมภ์ดูแลแล้วก็ตาม แสดงว่าแม้เพียงจริยธรรมคุณธรรมพื้นฐานก็ไม่มีในใจท่านเช่นกัน
4.เทวทัตขาดจากความเป็นพระแล้ว เพราะท่านได้ทำให้พระสงฆ์แตกแยกกัน ถึงแม้จะเป็นเพียงอาบัติสังฆาทิเสส แต่เพราะเป็นความผิดทางธรรมที่มีฐานแห่งความผิดรุนแรง เท่าเทียมการละเมิดวินัยขั้นร้ายแรง คือปาราชิก ที่มีโทษสูงสุดเทียบเท่าโทษประหาร จึงต้องขาดจากความเป็นพระสถานเดียว จะทำพิธีสึกหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ จะบวชอีกก็ไม่ได้ ถือว่าได้ถูกประหารจากความเป็นพระตลอดชีวิตไปแล้ว เช่นเดียวกับความผิดเรื่องการประกาศตนว่าบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ทั้งที่ไม่ได้บรรลุอะไรเลย ซึ่งมีโทษปาราชิกเช่นกัน
ประเด็นความจริงที่สาธารณชนมักไม่เข้าใจก็คือ พระปุถุชนนั้นมีกิเลสจึงอาจพลาดพลั้งทำความผิดได้ ขึ้นอยู่กับจังหวะ โอกาส และเหตุปัจจัยที่เอื้ออำนวย สิ่งที่ต้องศึกษากันทั้งพระและประชาชนทั่วไปคือ สิ่งใดบ้างเป็นเงื่อนไขสนับสนุนทำให้เกิดการปฏิบัติผิด และจะร่วมมือกันแก้ไขได้อย่างไร ที่ว่าปฏิบัติเคร่งนั้น จริงหรือไม่ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ หรือเป็นเพียงการสร้างกระแส เพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝงอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบรรลุธรรม นำไปสู่การมีพฤติกรรมสงบระงับเป็นสมณะอย่างแท้จริง นี่คือประเด็นที่ควรตรึกตรองตรวจสอบ โดยไม่ต้องกลัวบาป เพราะนี่คือหน้าที่ของชาวพุทธ ที่ต้องดูแลซึ่งกันและกัน เพื่อความสงบสุขของคณะสงฆ์และสังคมโดยรวม แต่สิ่งที่เป็นปัญหาน่าหนักใจในปัจจุบันคือ ผู้ที่ทำความผิดมักดื้อด้าน ขัดขืน ไม่ยอมรับว่าทำผิด เพราะโทษแห่งการฝ่าฝืนนั้นเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำให้สำนึกหรือหยุดยั้งพฤติกรรมผิดๆ นั้นได้
5.เทวทัตเอาแต่ได้ ไม่เคารพสิทธิผู้อื่น เห็นได้จากการเสนอแนวความคิดเรื่องวัตถุ 5 โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขสังคมหรือข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเป้าหมายแห่งการเสนอแนวความคิดนั้น ท่านต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างความสงบสุข ฟุ้งซ่าน แตกแยก และความยิ่งใหญ่
เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เสรีภาพทางความคิดนั้นจำเป็นต้องมี แต่การเสนอความคิดของตนฝ่ายเดียว กระทั่งผลักดันให้บัญญัติความคิดนั้นขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม ซึ่งส่งผลให้มีการกำจัดสิทธิผู้อื่น และก่อให้เกิดความยุ่งยากวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นนั้น ย่อมมิใช่ทรรศนะพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย ที่มีความรับผิดชอบ ใส่ใจต่อทุกข์สุขของผู้คนร่วมสังคมเดียวกัน ไม่เลือกว่าพระหรือประชาชนผู้ที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาอาศัยอยู่ในปริมณฑลของสังคมเดียวกัน
การเสนอแนวความคิดใดๆ ย่อมต้องดำเนินไปอย่างตระหนักถึงคนส่วนใหญ่ และสถานการณ์ของโลก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่โลกและสังคมถูกบีบให้แคบลงด้วยเทคโนโลยีสื่อสารไร้พรมแดน ความเสียหายและดีงามแพร่กระจายไปได้รวดเร็ว แต่ส่งผลแตกต่างกัน แล้วแต่ว่าแนวความคิดใดจะถูกส่งผ่านออกไป โดยมักอ้างว่าประชาชนจะตัดสินเอง ปล่อยให้สาธารณชนใช้วิจารณญาณเอาเอง ซึ่งอาจไม่พอเพียงจะสร้างสรรค์สังคมที่ดีได้ หากผู้ส่งสารไร้ความรับผิดชอบ และผู้เกี่ยวข้องต่างเพิกเฉยไม่นำพา
การที่พระเทวทัตยื่นข้อเสนอให้พระพุทธเจ้าประกาศเรื่องวัตถุ 5 ว่าเป็นข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดของตน เท่ากับเป็นการยืมพระโอษฐ์ของพระองค์มารับรองความสามารถ ความถูกต้องชอบธรรมของตนเอง เพื่อแสวงหาลาภผลและพรรคพวกซึ่งเป็นประโยชน์ส่วนตน มากกว่าจะปรารถนาประกาศข้อปฏิบัติเพื่อลดละเลิกกิเลสอย่างแท้จริง พฤติการณ์ทั้งหลายของพระเทวทัตที่ปรากฏตั้งแต่ต้น ชี้ชัดว่าท่านมิได้นำพาต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เลย ไม่มีความจริงใจเลยก็ว่าได้ ข้อเสนอ 5 ประเด็นนั้น ความจริงก็คือข้อปฏิบัติที่พระสงฆ์ส่วนใหญ่ปฏิบัติกันอยู่แล้วในขณะนั้น ที่เรียกว่า นิสสัย 4 ประกอบด้วย บิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล อยู่อาศัยใต้โคนต้นไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ท่านเพียงแต่เพิ่มข้อ 5 เข้ามา คือ ไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต
การเพิ่มข้อ 5 เข้ามานั้น ไม่อาจวิเคราะห์เป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากเป็นการชี้ให้เห็นว่า ท่านต้องการสร้างกระแสความนิยมเลื่อมใสในตัวท่านเองและกลุ่มของท่าน ขณะเดียวกันก็เป็นการปฏิเสธในทีว่า กลุ่มของพระพุทธองค์ปฏิบัติย่อหย่อน เคร่งครัดสู้กลุ่มตนเองไม่ได้ ผู้คนจะได้หลั่งไหลไปนับถืออย่างมืดฟ้ามัวดิน เป็นผู้นำทางศาสนาที่เป็นดั่งทางเลือกใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเทวทัตมีความคิดไม่ยอมรับในพระปัญญาการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เพราะท่านมีความรู้เพียงระดับสัญญาดังได้กล่าวแล้ว

นายกฯ สั่งสลายม็อบ พธม.พ้นทำเนียบรัฐบาลก่อนตะวันตกดิน


โฆษกรัฐบาลเผยนายกฯ สั่งสลายม็อบ พธม.พ้นทำเนียบรัฐบาลก่อนตะวันตกดิน จากนั้นให้ปรับเร่งฟื้นฟูสภาพภูมิสถาปัตย์ให้คืนกลับสู่สภาพปกติ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกจากทำเนียบรัฐบาลภายในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการจัดงาน"จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี"ในวันที่ 30 ส.ค.นี้

"วันนี้ก่อนพระอาทิตย์ตกดินจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่หลายพันนายผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล...นายกฯบอกว่าวันนี้ต้องจบ ไม่จบไม่ได้"

สำหรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะใช้ในการเคลียร์พื้นที่ครั้งนี้ประกอบด้วย ตำรวจ 191, หน่วยอรินทราช, ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธร

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เบื้องต้นจะใช้วิธีการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาลก่อน หากมีการขัดขืนและใช้อาวุธต่อสู้ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปฏิบัติการตามขั้นตอน แต่ยังเชื่อว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรง แต่หากมีการวางเพลิงหรือทำลายทรัพย์สินภายในทำเนียบรัฐบาลทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด หลังจากสลายการชุมนุมได้แล้วจะเร่งฟื้นฟูสภาพภูมิสถาปัตย์ให้คืนกลับสู่สภาพปกติ และให้หน่วยสรรพาวุธเข้ามาตรวจสอบวัตถุระเบิดทุกตารางนิ้ว


ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตร ข้อหากบฏ

ศาลอาญาอนุมัติหมายจับ 9 หัวโจก แก๊งพันธมิตรแล้ว ด้วย 4 ข้อหาฉกรรจ์ ส่อเข้าข่ายจงใจล้มล้างการปกครอง สะสมผู้คนก่อความวุ่นวาย ทำตัวเป็นกบฏในราชอาณาจักร โทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต

ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 16.00 น. วันนี้ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ก็ได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับ 5 แกนนำพันธมิตรฯ พร้อมด้วย 1 ผู้ประสานงาน และ 3 ตัวแทน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกสัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูรณ์ นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตร นายสุริยะใส กตะศิลา นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี ตามที่พนักงานสอบสวนขออนุมัติ

โดยทีมพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ตั้งแต่เวลา 7.00 น. วันนี้ เพื่อยื่นคำร้องขอหมายจับ 9 แกนนำดังกล่าว และได้มีการไต่สวนฉุกเฉินที่ห้องพิจารณาคดีที่ 714

สำหรับความผิดที่ถูกดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 4 มาตราคือ

มาตรา 113 ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง ประทุษร้าย เพื่อ


(1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

(2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่ง รัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ

(3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใด แห่งราชอาณาจักร

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของ แผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฎหรือรู้ว่ามีผู้จะเป็น กบฏแล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี

มาตรา 215 ผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิด การวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความ ผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้า หรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการ กระทำความผิดนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 216 เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิด ตาม มาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โดยพนักงานสอบสวนได้นำพยานขึ้นไต่สวน 1 ปากคือ พ.ต.ท.มานะ ผ่องช่วย พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ขึ้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ การชุมนุมของพันธมิตรฯที่มีผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นแกนนำ ตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่เรียงมาจนไปปักหลักชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

จนมีการฟ้องร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยคณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต ก่อนจะย้ายกลับมาชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯจนถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่กลุ่มพันธมิตร บุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และสถานที่ราชการต่างๆ

รวมทั้ง บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลโดยผู้ชุมนุมประกาศจะไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และไม่เสียภาษี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามที่ขออนุมัติหมายจับกุม พร้อมกับยื่นหลักฐานเป็น วีซีดี บันทึกภาพ และภาพนิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณา

โดยพนักงานสอบสวนได้นำพยานขึ้นไต่สวน 1 ปากคือ พ.ต.ท.มานะ ผ่องช่วย พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ขึ้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ การชุมนุมของพันธมิตรฯที่มีผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นแกนนำ

ตั้งแต่การชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ไล่เรียงมา จนไปปักหลักชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และสะพานชมัยมรุเชษฐ์ ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล จนมีการฟ้องร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยคณะครู นักเรียน โรงเรียนราชวินิต ก่อนจะย้ายกลับมาชุมนุมที่สะพานมัฆวานฯจนถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่กลุ่มพันธมิตร บุกเข้าไปในสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และสถานที่ราชการต่างๆรวมทั้ง บุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลโดยผู้ชุมนุมประกาศจะไม่จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และไม่เสียภาษี ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตามที่ขออยุฒัติหมายจับกุม พร้อมกับยื่นหลักฐานเป็น วีซีดี บันทึกภาพ และภาพนิ่ง เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณา