WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, September 29, 2008

ผลผลิตเผด็จการบานสะพรั่ง“ประชาธิปไตยของนายทาส”


คอลัมน์ : cover story

นพ.เหวง โตจิราการ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย เผย 2 ปีรัฐประหาร ผลผลิตของคณะเผด็จการทหารซึ่งมีอำมาตยาธิปไตยหนุนหลัง ได้ผลิช่อออกดอกแบ่งบาน จนฝ่ายประชาธิปไตยต้องเพลี่ยงพล้ำ โดยเฉพาะการรุกคืบ “การเมืองใหม่” ที่เปรียบเสมือน “ประชาธิปไตยของนายทาส” ย้ำทางแก้ปัญหามีทางเดียวคือ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” รัฐบาลใหม่อย่าทำลาย!!! “นิติรัฐ”

ถ้าเราเปรียบเทียบจากการรัฐประหาร เราจะทราบว่ามันถอยหลังไปมากๆ เราต้องตั้งต้นจากการรัฐประหารก่อน ซึ่งการรัฐประหารในครั้งนี้มันทำให้เราเห็นข้อเท็จจริงมากมาย ก่อนมีการรัฐประหารมีการสร้างเงื่อนไขให้สุกงอม เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนกองทัพ โค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายคนในกลุ่มนั้นมีชนชั้นสูง กลุ่มทุนบางกลุ่ม รวมตัวกันสร้างเงื่อนไขทางการเมือง สมาพันธ์ประชาธิปไตยของเราตั้งแต่แรกบอกชัดว่าการรัฐประหารครั้งนี้มีความมุ่งหวังสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย แทนที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งตอนนี้ระบอบอำมาตยาธิปไตยมีความแข็งแกร่งอย่างมหาศาลภายในเปลือกของประชาธิปไตย

การเมืองใหม่ ผมขอเรียกว่า การเมืองระบบเจ้าทาส ที่เหมือนในสมัยกรีก ที่เป็นยุคทาส จะไม่มีสิทธิความเป็นคน คือ ให้ทาสไปสู้กับสิงโต ถ้าแพ้ก็จบกัน ทาสไม่มีสิทธิในชีวิตของตนเอง ไม่ต้องพูดถึงสิทธิทางการเมืองเลย เสรีชนคือผู้มีสิทธิทางการเมือง คุณต้องมีม้า มีรายได้ มีภาษีอากรเท่านั้นเท่านี้จึงจะมีสิทธิในการหย่อนบัตร จำกัดเฉพาะโภคทรัพย์เยอะๆ เหนือกว่านั้นคือคนที่มีโอกาสบริหารบ้านเมืองต้องเป็นชนชั้นเจ้าทาส แวดวงอภิสิทธิ์ชน เช่น สมัยกรีกมีสำนักชิต หากสำนักไหนเป็นที่ยอมรับของประชาชน ถึงจะสามารถมาบริหารบ้านเมืองได้ นี่เข้ากันเป๊ะเลยครับ การเมืองใหม่ ถอยหลังไปกว่าพันปี ไม่ควรใช้คำว่าการเมืองใหม่ น่าจะใช้ว่าคำว่า การเมืองสมัยเจ้าทาส

แล้ววันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอประชาธิปไตยของนายทาส ประชาชนทั่วประเทศคือคนทาสที่โง่เง่าเต่าตุ่น เสนอให้เพียงอภิสิทธิ์ชนในบางประเภทเท่านั้น นี่เข้ากับ 70 : 30 ดูราวจะมีความเป็นประชาธิปไตย แต่นี้เป็นประชาธิปไตยแบบนายทาส มาสู้ประเด็นจริงๆ คือการรัฐประหารต้องการทำลายประชาธิปไตย

โดยสร้างอำมาตยาธิปไตย ในหลักปฏิบัติยุคของเผด็จการรัฐประหาร เป็นยุคของเผด็จการทรราช และในปัจจุบันเป็นยุคของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจิตวิญญาณรับใช้เผด็จการโดยจิตสำนึกต้องลาออก เก็บตัวในบ้านได้แล้ว ยุคนี้ไม่ใช่ยุคเผด็จการ ใครก็ตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากการรัฐประหารต้องมียางอาย ต้องมีจิตสำนึกทางการเมือง คุณต้องรู้ว่าพวกคุณมีจิตวิญญาณเผด็จการ คุณไม่ควรเสนอหน้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือองค์กรอิสระทางการเมือง คุณควรปลดเปลื้องตัวเองให้พ้น แต่นี่กลับตรงกันข้าม

หลายองค์กรที่เกิดจากรัฐประหาร ยังทำผิดกฎหมายของคณะรัฐประหารเอง เช่น คตส. ในคำประกาศ คปค. ฉบับ 30 ถ้า คตส. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดแล้ว และอัยการสูงสุดยังไม่ส่งความเห็นกลับมา คตส. ส่งฟ้องเองไม่ได้ แต่ปรากฏว่ามี 2 คดี อัยการสูงสุดยังไม่ส่งความเห็น เพียงแต่บอกว่าเรื่องที่ส่งมายังไม่สมบูรณ์ แต่ คตส. กลับดำเนินการฟ้องเอง นี่เป็นการทำลายหลักนิติรัฐหรือหลักทางสากล แล้วยังละเมิดการกระทำผิดของ คตส. เอง

ดังนั้นที่พันธมิตรฯ บอกว่าต้องตรวจสอบคน เอาคนที่มีคุณธรรม ผมอยากจะถามว่าทำไมไม่ไปตรวจ คตส. เสียบ้าง นอกจากนี้ยังมีเรื่องเขายายเที่ยงที่ค้างคาอยู่ ไม่มีใครตรวจสอบผู้นำรัฐประหารจดทะเบียนสมรสซ้อน นี่คือความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย คุณบอกว่าจะตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรม นี่ประเด็นนี้เห็นชัดๆ แต่คุณไม่ตรวจสอบ

ท่านทั้งหลายอย่าไปละเมอกับคำศัพท์ที่พวกเขาเนรมิตขึ้นมา สวยหรู เช่น ประชาภิวัตน์ ความจริงนี่คือความหมายที่ดี คือ ประชาชน บวก อภิวัตน์ หมายถึง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยประชาชน แต่นี่ไม่ใช่ ถ้าไปดูใน BBC CNN เขารุกใหญ่เลย ครั้งแรกเขาบอกว่า 2 หมื่น 5 พันคน ผมให้เต็มที่เลยทั่วประเทศ 1 แสนคน เมื่อเทียบกับประชาชน 63 ล้านคน เท่ากับ 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบกันไม่ได้ วันนี้ผมเรียนผ่านสื่อ ทวงถามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ท่านยังตอบไม่ได้เลยว่าเขาไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่ทำงานและรับเงินเดือน นี่คือองค์กรต่างๆ ครับ

วันที่ 23 ธันวาคม ดูราวกับมีความเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งรัฐบาลตามครรลอง แต่องค์กรอำมาตยาธิปไตยที่ได้มาตอนการแต่งตั้งรัฐประหาร ทำการยื้อแย่ง ดึงแข้งขา ถามว่ารัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจประชาธิปไตย สามารถสำแดงบทบาทได้หรือไม่

ผมสงสัยว่าเมืองไทยมีหน่วยงานความมั่นคงอยู่หรือเปล่า ผมสงสัยว่ามีหรือไม่ เพราะถ้ามีหน่วยงานความมั่นคงภายใน วันนั้นกองโจรที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จุดมุ่งหมายคือการเชื่อมสัญญาณกับเอเอสทีวี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนที่โค่นล้มรัฐบาลสมัคร ซึ่งท่านทำได้แต่ต้องตามครรลองในรัฐธรรมนูญ ในสภา ผมถามหน่อยว่า กลไกรัฐอยู่ตรงไหน ทำไมให้เรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงชาติเกิดขึ้นอย่างตำตาได้อย่างไร

ผมถามหาเจ้าหน้าที่ว่าหลังจากที่มีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นแล้ว มีข้อความชัดเจนว่าห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แล้วในทำเนียบมีกี่คน ไม่มีใครดำเนินการ กฎหมายดูไม่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีหมายจับ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายทำไมท่านไม่เดินเข้าไป หรือกลัวว่าจะไม่มีชีวิตกลับมา แปลว่ามีบางคนอยู่เหนือกฎหมาย ผมเป็นห่วงบ้านเมืองของผม

ผมฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านต้องการความสมานฉันท์ก็จริง แต่ความสงบสุขของบ้านเมืองและความสมานฉันท์ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้อง และต้องไม่สมานฉันท์โดยการทำลายหลักการความเป็นประชาธิปไตย

เราต้องเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 63 เพราะยังบังคับใช้อยู่ ถ้านายสมชายยอมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะเชิดหน้าชูคอกับอารยชนของชาวโลกได้อย่างไร ผมเห็นด้วยกับการเจรจา กับความสันติ แต่ต้องอยู่บนหลักของความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญา ผมทราบข่าวมาด้วยความไม่สบายใจ ซึ่งไม่ขอกล่าวหา แต่ว่ารัฐบาลอาจจะประนีประนอมถึงจุดที่ทำลายหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องของบ้านเมือง

ผมเตือนนายกฯ คนใหม่ด้วยความเคารพ การประนีประนอมต้องอยู่บนหลักกฎหมาย คือ 1.เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2.เคารพกฎหายทุกตัวที่มีในประเทศไทย อย่าทำจนถึงขั้นทำลายรัฐธรรมนูญ

การเสียชีวิตของ คุณณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผมดูในเอ็นบีที ถูกรุมตี ใช้ไม้ แต่คุณณรงศักดิ์ไม่มีอาวุธ มันจะบอกว่าเขาถือไปไม่ได้ เขาไม่มีอาวุธ คุณมีสิทธิ์อยู่ตรงนั้น เขาไปหาคุณได้ แต่คุณมีอาวุธ คุณล้อมเขาไว้ ดีไม่ดีเขาอาจจะยกมือไหว้ขอโทษได้ แล้วคุณคุมตัวไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่นี่ไม่ใช่ ตีจนตายคามือ แต่ผมไม่เห็นความกระตือรือร้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำคนร้าย 7-8 คนที่รุมตีเขามาลงโทษ นี่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ คนหัวเกรียนประกาศหลักการเลยว่า ใครมาให้ตีจนเข้าห้องไอซียู ให้ตีจนอาการเป็นหรือตายเท่ากัน นี่ผิดหลักการในรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกึ่งอำนาจประชาธิปไตยโดยตรง คือพอรัฐประหารแล้ว สร้างโครงสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยเพื่อรุมทึ้งจนอ่อนแรง ทั้งนี้ เราจึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยคงหมวด 1-2 ไว้ เพื่อปิดช่องทางการเมืองให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องมาปั่นป่วน

จริงๆ แล้วพันธมิตรฯ เป็นเครื่องมือของอภิชนาธิปไตย หรือ อำมาตยาธิปไตย หรือการเมืองระบบเจ้าทาสอย่างชัดเจน แต่ความเป็นจริงแก่นแท้คือต้องการให้อภิสิทธิ์ชนมาปกครองประเทศ ท่านอย่าลืมหลักการที่มนุษยชาติได้ตราไว้หลังจากที่โลกพ้นยุคมือในยุโรปแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ในการเมืองทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันหมด ฉะนั้นหลักการนี้จะลบไปไม่ได้ ไม่ว่าจะข้อเสนอ 70 : 30 หรือตอนหลังที่มีคนเสนอ 50 : 50 แต่มนุษย์ต้องมีความเป็นคนเต็มร้อย

การเมืองใหม่เป็นการดูถูกพี่น้องทั้งประเทศ เขามีแบบจำลองมากมาย แต่สรุปได้คำเดียวคืออภิชนาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องมากมาย 1.งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งถือเป็นการรัฐประหาร 2.มีรัฐบาลแห่งชาติ 3.มีรัฐบาลพิเศษ ถ้าหากต้องการคิดการเมืองใหม่ แปลว่าต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียก่อน

ตอนนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศใช้สันติวิธี แต่ต้องไม่ทำลายหลักการของกฎหมาย แม้เราต้องการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็ต้องให้ใช้รัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ต้องดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด

นักวิชาการตอกลิ่ม 2 ปีรัฐประหาร“อำมาตยาธิปไตย” กลัวคนฉลาด


คอลัมน์ : Cover story

รศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ตอกลิ่ม 2 ปีรัฐประหาร คมช. ประเทศเกิดผลเสียมากมาย ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ย้ำชัด “อำมาตยาธิปไตยกลัวประชาชนฉลาด กลัวประชาชนรู้ทัน” พลิกแพลงเกมการเมืองไปสู่มือตุลาการภิวัตน์ ชี้นำและตัดสินคดีความการเมืองในเชิงอบรมสั่งสอน ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกนี้ทำเป็นแบบอย่าง ติงการให้สิทธิการชุมนุมจนเกินขอบเขตกว่าที่สังคมโลกจะยอมรับแล้ว!!!

เรื่องที่ผมจะพูดคล้ายกับที่คนอื่นๆ พูด ก่อนอื่นผมเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะทำแต่ไม่ได้ทำคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นยังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความเสียหายจากการทำรัฐประหาร เพื่อตีแผ่ความเลวร้ายความเสียหาย ซึ่งถ้าตั้งแล้วออกสมุดปกขาว ปกเหลือง แล้วแต่ เพื่อประเมินความเสียหายด้านเศรษฐกิจ หลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อเป็นการตอกย้ำกับประชาชนว่าการทำรัฐประหารไม่ใช่หนทางในการแก้ปัญหา และเป็นการทำเพื่อตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เลวร้าย ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรดึงเอานักวิชาการ การเมืองภาคประชาชน องค์กรอิสระ ที่เป็นฝ่ายรักประชาธิปไตย เป็นคณะกรรมการ

ประการที่ 2 รัฐธรรมนูญระบอบอำมาตยาธิปไตย ผลพวงจากการยึดอำนาจ คือเราได้รัฐธรรมนูญฉบับรื้อฟื้นอำนาจของประชาธิปไตย แต่ที่ผมอยากเน้นคือ คณะกรรมาธิการสรรหา ส.ว. ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบอำมาตยาธิปไตยโดยแท้ โดยมีคณะกรรมการ 7 คน ซึ่ง 3 คนมาจากศาล อีก 4 คน เป็นคณะกรรมการจากองค์กรอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย ซึ่งผมมองว่าแม้การเลือกตั้งจะมีปัญหาในตัวมันเอง จะเป็นสภาผัวเมีย หรืออะไรตาม ต้องแก้ที่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ล้มการเลือกตั้ง และผมไม่รู้ว่าโมเดลนี้จะนำมาใช้กับการเมืองใหม่ 70 : 30 หรือ 50 : 50 นี่เป็นการตั้งโจทย์ผิดในสังคมไทย และทำให้ประชาธิปไตยถูกบิดเบือน คือมีการโจมตีการเลือกตั้งผิดว่าการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย ไม่เป็นประชาธิปไตย

ผมคิดว่าเราต้องเริ่มต้นก่อนว่าประชาธิปไตยคือความเสมอภาค ทุกคนเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย คือความเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย คือทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน ฉะนั้นขณะนี้เราไม่ได้พูดถึงการเลือกตั้ง เราพูดถึงความเสมอภาคต่างหาก ทุกท่านไม่ว่าจะรวยจน โง่ฉลาด เราต่างมี 1 เสียงเท่ากัน การยกเลิกระบบการเลือกตั้งเป็นการลิดรอนสิทธิและเสียงของเรา ผมคิดว่าเราควรรณรงค์การเลือกตั้ง อย่าให้เขาลิดรอนสิทธิของเรา ผมว่าสังคมไทยละเลยประเด็นนี้

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องตุลาการภิวัตน์ ผมมองว่าฝ่ายอำมาตย์เริ่มฉลาดที่จะไม่มีการรัฐประหารโดยกองทัพ แต่มีการใช้กลไกทางกฎหมายมาจัดการ ตั้งแต่คดียุบพรรค ซึ่งหากมองในคำพิพากษามีข้อวิจารณ์ทางนิติศาสตร์มากมาย เช่น เรื่องการใช้กฎหมายย้อนหลังในคดียุบพรรค ปราสาทเขาพระวิหาร ที่มีการออกคำสั่งชั่วคราว รัฐบาล คุณสมัคร สุนทรเวช ปฏิบัติตามคำสั่ง น่ากลัวมาก แต่กรณีของพันธมิตรฯ กลับไม่กระทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก ตอนนี้ผมมองว่าการบังคับใช้กฎหมายเกิดการเลือกปฏิบัติ หรืออย่างกรณีของศาลปกครองกลางที่คุ้มครองเอเอสทีวี ก็น่าสงสัยว่าทำไมต้องคุ้มครอง

อย่างกรณีชิมไปบ่นไปของนายกฯ สมัคร ซึ่งหากตีถ้อยคำทางกฎหมาย มันต้องมีความหมายทางกฎหมาย คำว่า “ลูกจ้าง” ผมมองว่ามันเป็นศัพท์ทางกฎหมาย คุณต้องเข้าใจในบทตัวกฎหมาย ไม่ใช่ไปเปิดพจนานุกรม ตามความเห็นของผมนะ ผมสงสัยว่าถ้าสังคมไทยยังคงมีปัญหาในการตีความกฎหมาย คิดว่าจะต้องมีปัญหามาก

คดีปราสาทเขาพระวิหาร ในตัวบท 190 กำหนดเลยว่าหนังสือสัญญาที่จะผ่านสภาต้องเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของไทย พูดง่ายๆ ว่าหนังสือที่ทำให้มีผลของดินแดนเพิ่มขึ้นหรือลดลงต้องผ่านสภา แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองตีความว่า “อาจจะ” โดยที่ไม่แน่ใจว่าหนังสือสัญญานี้จะมีผลเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ถ้าเราไปดูในคำวินิจฉัยใช้คำว่า อาจจะ ถึง 3 ครั้ง 3 ครา ซึ่งหากอ่านอย่างละเอียดจะรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงอำนาจการทำงานของฝ่ายบริหารมาก ผมรู้สึกว่าต่อไปเราจะเห็นคำพิพากษาเป็นช่องทางการอบรมสั่งสอน การตำหนิ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของคำพิพากษา คำพิพากษาเป็นการตัดสินข้อกฎหมาย แต่ใม่ใช่ช่องทางที่อบรมว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

การเมืองภาคพลเมืองแม้จะดี แต่ผมกลัวว่าการเมืองภาคพลเมืองไม่มีขอบเขตว่าจะทำได้แค่ไหนอย่างไร โดยเฉพาะสิทธิการชุมนุม ผมคิดว่าเราต้องมีกฎหมายการชุมนุมแล้วล่ะ ทุกวันนี้การชุมนุมเป็นการอ้างมาตราเดียวแต่ละเมิดกฎหมายอื่นอีก 10 มาตรา เราต้องทำเป็นกฎหมายการวางระเบียบเงื่อนไข ข้อกำหนด กลับมาที่การเมืองใหม่ 70 : 30 ผมมองว่ามันเป็นการรื้อฟื้นระบบอำมาตย์ รู้สึกว่าเหมือนเดินกลับมาที่จุดเดิมเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ การเสนอให้งดใช้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเดิมที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จนต้องมีการทำรัฐประหาร เพื่อให้มีการเปิดสภา มีมาแล้ว สุดท้ายผมคิดว่ารัฐบาลคุณทักษิณเป็นจุดเปลี่ยนที่ให้มีประชาธิปไตย หรือสิทธิของคนต่างจังหวัด แต่ทำให้กลุ่มอำมาตยาธิปไตยเกิดความกังวล ซึ่งเกิดเหตุการณ์ 19 กันยายนขึ้น ผมสงสัยนะว่า 70 : 30 กลุ่มพันธมิตรฯ คิดเอง หรือว่าคนอื่นคิดแล้วทางกลุ่มมาเป็นกระบอกเสียงให้

ผมว่าถ้าปล่อยให้การเมืองเป็นอย่างนี้ไป ระบบอำมาตย์อาจไม่สามารถเข้ามามีอำนาจทางการเมืองได้ เพราะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งกี่ครั้ง...ก็แพ้พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย อะไรว่าไป เลยต้องมีตรงนี้มาทำลาย แล้วเป็นทัศนคติที่มองว่าคนต่างจังหวัดไม่มีวิจารณญาณ เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ซึ่งเป็นทัศนคติแบบอภิสิทธิ์ชน ซึ่งรองผู้บริหารของบริษัทโทรศัพท์แห่งหนึ่งมองว่าคนจบปริญญาตรีเท่านั้น คนเสียภาษีเท่านั้นที่ควรจะมีสิทธิเลือกตั้ง ผมคิดว่าระบบอุปถัมภ์ศักดินาเป็นปัญหารากเหง้าของประเทศไทย นี่เป็นการดิ้นรนของอำมาตยาธิปไตย ที่จะกลับมามีอำนาจแบบ 70 : 30 ซึ่งถ้าเรามาดูปูมหลัง มีกลุ่มราชนิกูลสตรีผู้สูงศักดิ์ ไม่แปลกใจ แล้วเครือข่ายอำมาตยาธิปไตยมันซึมแทรกหลายองค์กร มหาวิทยาลัย กองทัพ

ผมคิดว่าการต่อสู้นี้เพิ่งเริ่มต้น และต้องยืดยื้ออีกพักใหญ่ ซึ่งหากรัฐบาลชุดใหม่ทำการเจรจาแบบวินวิน ผมไม่เห็นด้วย ถ้าเป็นการเจรจาแบบสมานฉันท์ โดยลืมหลักกฎหมาย ผมว่าให้พันธมิตรฯ ยึดทำเนียบต่อไปดีกว่า ประชาชนจะได้เรียนรู้อะไรสนุกๆ

ถามว่าข้อดีของพันธมิตรฯ มีไหม ผมเห็นคล้ายกับ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ คือ 19 กันยายนให้ประชาชนเห็นอะไรหลายอย่าง ผมว่าจุดๆ หนึ่งต้องมีแรงประชาธิปไตยออกมาสร้างปฏิกิริยา จะเกิดการต่อสู้เรียนรู้ของประชาชน แต่ถ้ามีการเจรจาอย่างที่บอก ผมว่าประชาธิปไตยไม่ได้อะไร ผมคิดว่าถ้าจะเอาชนะอำมาตย์ อาวุธที่สำคัญคือความรู้ ปัญญา การจัดเวทีอย่างนี้ดีมากๆ มีการสื่อสารทางประชาธิปไตย พูดแต่วิชาการหนักๆ จะเป็นการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในต่างจังหวัด ถามว่าอำมาตย์กลัวอะไร ผมว่า “กลัวประชาชนฉลาด...กลัวประชาชนรู้ทัน” ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัย นี่เป็นการติดอาวุธทางปัญญาที่สำคัญที่สุด ผมอยากให้ประชาชนรวมตัวเกาะกลุ่ม และหวังพึ่งตนเอง ผมคิดว่าประชาชนบางคนมีหัวทางการเมืองดีกว่านักการเมืองบางคน อย่าท้อแท้ หรือเบื่อกันเสียก่อน

แถลงการณ์ 2 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549


คอลัมน์ : Cover story

ยุติการเมืองพันธมิตรฯ
สร้างสรรค์ประชาธิปไตย

เป็นเวลา 2 ปีเต็ม ที่คณะนายทหารในนามของ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งต่อมาคือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 โค่นรัฐบาลและรัฐสภาจากการเลือกตั้ง ประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ห้ามการชุมนุมเกิน 5 คน ฯลฯ

การรัฐประหารครั้งนั้นสำเร็จลงได้โดยการบงการของ มือที่มองไม่เห็นผู้มากด้วยบารมี และโดยความร่วมมือกันผลักดันของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นักการเมืองเกือบทุกพรรค สถาบันตุลาการ สื่อสารมวลชนแทบทุกแขนง นักวิชาการ ชนชั้นสูง ราชนิกูล องค์กรประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจอมลวงโลกทั้งหลาย ตลอดจนกลุ่มทุนในเครือข่ายของเผด็จการที่เสียประโยชน์จากการเติบโตของระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ กล่าวได้ว่า เป็นการรัฐประหารที่สามารถสร้างแนวร่วมได้กว้างขวางที่สุดเท่าที่เคยมีมา และประสบความสำเร็จในการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยได้อย่างยาวนานต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเป็นคณะรัฐประหารที่ชั่วร้ายที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาคณะหนึ่ง

ภายหลังจากยึดอำนาจ ฝ่ายเผด็จการได้พยายามสืบทอดอำนาจโดยตั้งองค์กรและสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ การขยายอำนาจและงบประมาณของกองทัพออกไปอย่างกว้างขวาง ตลอดจนองค์กรที่ใช้อำนาจกึ่งตุลาการทั้งหลาย เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่เว้นแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเคลื่อนไหวต่างๆ ก็ร่วมด้วยช่วยกันคอยเป็นแขนขาให้กับการสืบทอดอำนาจอย่างแข็งขัน นอกจากนั้นยังพยายามบั่นทอนระบบพรรคการเมืองให้อ่อนแอด้วยการยุบพรรค ตัดสิทธินักการเมืองย้อนหลัง การเข้าไปแทรกแซงบงการการตั้งพรรคการเมืองใหม่ การเข้าไปบงการจับขั้วทางการเมืองของพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ฯลฯ ที่สำคัญที่สุดคือ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อสร้างพิมพ์เขียวปรับเปลี่ยนโครงสร้างสังคมการเมืองไทยเสียใหม่รองรับการสืบทอดอำนาจ โดยอาศัยกระบวนการประชามติลวงโลก

แต่กระบวนการสืบทอดอำนาจก็มิได้ราบรื่น เพราะมีการต่อต้านเกือบจะทันทีที่มีการทำรัฐประหาร และขบวนการต่อต้านได้เติบโตเข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับ ไม่เว้นแม้แต่ในการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญเผด็จการ ก็ถูกใช้เป็นวิธีการหนึ่งในการต่อต้านเผด็จการ ดังนั้นหลังเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 กระบวนการสืบทอดอำนาจก็แทบจะสะดุดหยุดลงไป และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฟื้นฟูประชาธิปไตยก็กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

การกลับมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ครั้งใหม่ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา คือปฏิกิริยาตอบโต้เพื่อสกัดกั้นมิให้สามารถฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยได้สำเร็จ โดยใช้ข้ออ้างในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อมาได้ยกระดับเป็นขับไล่รัฐบาล และโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย โดยเสนอ “การเมืองใหม่” เพื่อสานต่อการสืบทอดอำนาจที่ยังค้างคาและชะงักงันลงชั่วคราวให้สำเร็จ เช่น ข้อเสนอแต่งตั้ง ส.ส. จากตัวแทนอาชีพ (ข้อเสนอเบื้องต้นคือ เลือกตั้งร้อยละ 30 แต่งตั้งร้อยละ 70) ข้อเสนอให้ทหารทำรัฐประหารได้ในบางกรณี เป็นต้น

การเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ แท้จริงแล้วคือรูปแบบล่าสุดของเผด็จการแบบไทยๆ ที่พยายามขจัดการเมืองของประชาชนในระบบเลือกตั้งออกไป พันธมิตรฯ รู้ดีว่าไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้งได้อย่างสิ้นเชิง จึงต้องลดทอนให้เหลือการเลือกตั้งเพียงบางส่วน เพื่อมิให้การเลือกตั้งเป็นตัวตัดสินว่าใครควรเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน นั่นคือ ถึงแม้จะยังคงมีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีอำนาจที่แท้จริง แต่อำนาจจะไปอยู่ในมือคนที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือผู้มีอำนาจที่แท้จริงก็คือมือที่มองไม่เห็นที่คอยควบคุมสมาชิกสภาจากการแต่งตั้งนั่นเอง

ในโอกาสครบรอบ 2 ปี ของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นปช. ขอประกาศว่า
1.นปช. จะสนับสนุนและปกป้องรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ รวมทั้งพร้อมตรวจสอบรัฐบาลและรัฐสภาเพื่อให้สามารถทำงานแก้ปัญหาของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
2.นปช. คัดค้านการรัฐประหารทุกรูปแบบที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งการรัฐประหารโดยใช้กำลังทหารและรัฐประหารด้วยวิธีการอื่น รวมทั้งการรัฐประหารโดยใช้กำลังมวลชนเข้ายึดอำนาจรัฐดังเช่นที่พันธมิตรฯ พยายามกระทำในเช้าตรู่วันที่ 26 สิงหาคม 2551 และ นปช. จะออกมาต่อต้านทันทีที่เกิดการรัฐประหารขึ้น
3.นปช. จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปการเมือง เพื่อกำจัดอำนาจนอกระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยให้สิ้นซาก
4.นปช. จะผลักดันให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ ตลอดจนยกเลิกผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งหมด
5.นปช. คัดค้านและจะต่อต้านการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ ตลอดจนแนวทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งการเมืองใหม่ให้ถึงที่สุด เพราะการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ คือรูปแบบล่าสุดของระบอบเผด็จการแบบไทยๆ เป้าหมายที่แท้จริงของพันธมิตรฯ คือ การสร้างระบบการเมืองที่อำนาจสิทธิ์ขาดทางการเมือง ทั้งนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ อยู่กับมือที่มองไม่เห็นผู้มากด้วยบารมีแต่เพียงผู้เดียว นปช. จะร่วมมือกับผู้รักประชาธิปไตยทั่วประเทศ หยุดยั้งพันธมิตรฯ มิให้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ตลอดจนสร้างความแตกแยกแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสังคมและหยั่งรากลึกยากเยียวยามากกว่าที่เป็นอยู่

สุดท้ายนี้ นปช. และพี่น้องประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ณ สนามหลวงแห่งนี้ ขอน้อมรำลึกถึงวีรชน นวมทอง ไพรวัลย์ และ ณรงศักด์ กรอบไธสง 2 ชีวิตที่สูญเสียไปจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และมวลชนผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบชีวิตมา ณ โอกาสนี้ และขอเป็นกำลังใจให้กับมวลมหาประชาชนที่ยังมีจิตใจต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยทุกคน พวกเราจะยังคงยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันต่อไปจนกว่าระบอบประชาธิปไตยจะได้ชัยชนะ และจนกว่าอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชนทุกคน

2 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ร่วมกันกำจัดพันมิตรฯ-ยุติการเมืองใหม่ สร้างสรรค์ประชาธิปไตย

แถลง ณ สนามหลวง

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

19 กันยายน 2551

เทิดภูมิ ใจดี กบฏผิดเวลา ผิดที่ หนีไม่พ้น (คอลัมน์ : เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ)

คอลัมน์ : เราต่างมาจากทั่วทุกสารทิศ

เป็นไปได้ไหมว่า เทิดภูมิ ใจดี เคยผ่านการเลือกตั้ง เคยทั้งได้รับเลือกตั้งและไม่ได้รับเลือกตั้ง คงรับไม่ได้เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เขาเข้าร่วมด้วย ประกาศระบอบการเมืองใหม่ 70 : 30 เปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นอยู่ กลับสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย เป้าหมายการต่อสู้ถอยหลังเข้าคลองเกินกว่าจะรับ

เทิดภูมิ ใจดี คนเคยผ่านป่าเขา ควรจะคิดได้ว่า คนอย่าง สนธิ-จำลอง จะเป็น “ผู้นำ” ที่น่าเชื่อกว่า “สหายนำ” ในอดีตได้หรือไม่ เพราะ “สหายนำ” มิได้นำโดยอัตตาตนเอง หากแต่นำตามแนวทางและนโยบาย “การนำรวมหมู่ของพรรค” ที่ประกาศชัดแจ้งเปิดเผย ต้องการยึดอำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นอะไร แม้เห็นว่าผิดพลาด ไม่ถูกต้องอย่างไร ไม่เห็นด้วยเมื่อใดก็สามารถเสนอความขัดแย้งด้วยท่าทีของสหาย หรือกระทั่งถอนตัวออกจากความร่วมไม้ร่วมมือ ไม่ต่อสู้ปฏิวัติต่อไปก็ทำได้ มีตัวอย่างคนละเลิก ถอนตัวออกไปปรากฏในขบวนเป็นระยะๆ ทว่า เทิดภูมิ ใจดี กลับมิสามารถถอนตัวจากพันธมิตรฯ ได้เพราะเหตุใด ระยะหลังเขาเงียบหายไป มีข่าวว่าเขาอึดอัด อยากออกจากทำเนียบรัฐบาล (สถานที่ที่ถูกพันธมิตรฯ ยึดครอง) มีคำถามว่า ทำไมผู้สื่อข่าวไม่สามารถนำเสนอภาพและข่าวของเขาออกมาได้เลย

เทิดภูมิ ใจดี ย่อมไม่เกี่ยวอันใดกับ ธงชัย ใจดี นอกเหนือไปจากการมีนามสกุลเหมือนกัน โดยอาจมิได้เป็นญาติกัน หรือเป็นญาติห่างๆ กันก็ตามแต่ วันนี้เทิดภูมิไม่ดังเท่าธงชัย แต่หากย้อนอดีตไป 35 ปีก่อน เทิดภูมิ ใจดี โด่งดังกว่าธงชัยหลายขุม ชื่อของเขาปรากฏเป็นข่าวหัวไม้หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทุกฉบับ ในฐานะผู้นำกรรมกร คู่กับ ประสิทธิ์ ไชโย การชุมนุมประท้วงความไม่เป็นธรรมกรณีต่างๆ ที่มีนักศึกษาประชาชนเข้าร่วม ดำเนินไปอย่างดุเดือด เข้มข้นในช่วง 3 ปีตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 ถึง 6 ตุลาคม 2519 ท่ามกลางการลอบฆ่าลอบสังหารผู้นำฝ่ายประชาชนคนแล้วคนเล่า เช่น แสง รุ่งนิรันดรกุล ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง อ.บุญสนอง บุญโยทยาน เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย นิสิต จิรโสภณ ผู้นำนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนผู้นำกรรมกรชาวนาอย่าง สำราญ คำกลั่น พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง จนถึงรายล่าสุดแขวนคอสองช่างไฟฟ้านครปฐม ก่อนฆาตกรรมครั้งใหญ่ 6 ตุลา มหาโหด

การข่มขู่คุกคาม ไล่ล่าฆ่าสังหารผู้นำฝ่ายประชาชนดำเนินไปอย่างรุนแรงเปิดเผย แต่ละศพไม่เคยจับตัวคนร้าย คนถืออาวุธจัดการสังหารพวกเรามาลงโทษได้ โดยที่คนถืออาวุธพวกนี้ก็นั่งปกครองบ้านเมืองอยู่เสมือนว่าบ้านเมืองอยู่ในเหตุการณ์ปกติ การเคลื่อนไหวของพวกเราเวลานั้นถูกประกบติดตามทุกวิถีทาง ทั้งส่งสายลับสอดแนม ดักฟังโทรศัพท์ กระทั่งข่มขู่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ขับรถเฉี่ยวชน ส่งคนไล่ล่า รุมทำร้าย ฯลฯ สารพัดวิธีการ แม้พวกเราจะกระจายกันอยู่ เช่าบ้านแยกกันไปคนละทิศละทางก็ไม่สามารถเร้นรอดกองกำลังลับ และหูตาตำรวจสันติบาลของพวกเขาไปได้ เพื่อป้องกันตัวเอง ผู้นำนักศึกษา ผู้นำกรรมกรต้องหาปืนพกติดตัว เพื่อความอุ่นใจ พวกเราพยายามไม่เดินทางไปไหนตามลำพังคนเดียว ต้องมีเพื่อนไปด้วย และต้องสังเกตระมัดระวังว่ามีใครประกบติดตามเรามาหรือไม่ สถานการณ์ช่วงนั้นตึงเครียดขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นที่บางคนไม่สามารถอยู่สู้ในเมืองต่อไปได้ หากดื้อดึงที่จะอยู่อาจจบชีวิตลงแบบเดียวกับที่พวกพ้องเราโดน

เทิดภูมิ ใจดี และ ประสิทธิ์ ไชโย ตัดสินใจเดินทางเข้าป่าพร้อมกับ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หมอเหวง โตจิราการ จิรนันท์ พิตรปรีชา สมาน เลือดวงหัด เป็นคณะแรกๆ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเส้นทางเดินอ้อมออกไปนอกประเทศทางยุโรปก่อนผ่านเข้าจีนแล้วเข้าสู่แนวหลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่สำนัก A30 แขวงอุดมชัย ประเทศลาว คนกลุ่มนี้ผ่านโรงเรียนการเมืองการทหาร ภายใต้การดูแลของสหายไหม สหายเพชร อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนแยกย้ายกันเดินทางสู่แนวหน้า ทิ้ง สมาน เลือดวงหัด

ซึ่งสุขภาพไม่ดีตกค้างอยู่ A30 จนได้พบกับนักศึกษารุ่นต่อไปซึ่งมี ธีรยุทธ บุญมี ประสาร มฤคพิทักษ์ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย วิสา คัญทัพ และเพื่อนพ้อง ที่ตามเข้าไปเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2519 และเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สำนัก A30 ก็ได้ต้อนรับนักปฏิวัติจากเมืองมากหน้าหลายตา ทั้งนักคิดนักเขียน นักการเมือง ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ ทยอยเข้าร่วมประกาศการต่อสู้หนุนเนื่องเป็นระยะๆ

ผมไม่ได้พบ เทิดภูมิ ใจดี เพราะไปถึง A30 เทิดภูมิก็เดินทางไปที่อื่นแล้ว แต่ในอดีตผมกับเทิดภูมิสนิทสนมกันพอควร สำนักงานทนายความธรรมรังสี คือแหล่งพำนักพักพิงของพวกเรา ก่อนเผด็จการจะครองเมือง เรากินนอนกันอยู่ที่นั่น ผูกพันกันแน่นเหนียว ยังจำภาพเพื่อนเราคนหนึ่งเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นแก่หน่อยเพราะเรียนหลายปียังไม่จบ ชื่อจริงผมจำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ชื่อเล่นเพราะชื่อประหลาด ไม่เหมือนใคร ชื่อ “ตื้ด” ครับ ต. อือ ตือ ตือ ด. ใส่ไม้โทลงไปเป็น “ตื้ด” ถูกต้องครับ ตื้ดชอบมายืนกอดอกให้เพื่อนเตะก้น เขาบอกว่ามันช่วยให้เขาคลายเมื่อย ใครเตะก็ไม่ได้น้ำหนักพอดีเท่ากับให้เทิดภูมิเตะ เทิดภูมิกับตื้ดจึงเป็นคู่ซี้ที่สนิทสนมกันมาก เทิดภูมิจะรู้เรื่องราวละเอียดของตื้ดดี ทั้งมีหน้าที่ที่จะต้องเตะก้นตื้ดทุกวันที่เจอกัน ในท่ามกลางการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อบ้านเพื่อเมือง เรื่องราวชีวิตอย่างนี้ก็มีเกิดขึ้นให้ย้อนรำลึกได้มากมาย เพียงแต่ว่าจะหยิบเรื่องใดมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น

เพื่อนเราที่อยู่ในพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยร่วมกิน ร่วมอยู่ ร่วมสู้รบ ในอดีตด้วยกันมามีหลายคน ด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง ด้วยความเคารพและนับถือในความคิดเห็นที่แตกต่าง ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเขาจะพากันเดินทางไปถึงจุดหมายมุ่งอันใด เขายอมรับการนำเบ็ดเสร็จของ สนธิ ลิ้มทองกุล และ จำลอง ศรีเมือง ได้โดยสุดจิตสุดใจเยี่ยงนั้นหรือ เขาเห็นด้วยกับระบบการเมืองใหม่ 70 : 30 ทั้งต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองกลับสู่ยุคอำมาตยาธิปไตย จะเอากันอย่างนั้นหรือ ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นไปแล้ว เพราะพวกเขาเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารอย่างเปิดเผย ซึ่งปรากฏขึ้นแล้วเมื่อ 19 กันยายน 2549 และก็ชัดเจนยิ่งนักเมื่อพวกเขาพากันเงียบเฉย ไม่มีใครออกมาตำหนิติเตียนคณะผู้ก่อการรัฐประหาร มิหนำซ้ำยังนิยมชมชอบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่คลอดออกมาจากครรภ์เผด็จการ ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนนิยมชมชื่นและโอนเอียงไปทางพันธมิตรฯ โชคดีที่ประเทศไทยยังมีผู้ใหญ่ที่หนักแน่น มั่นคงในหลักการประชาธิปไตยหลงเหลืออยู่บ้าง

พี่คำสิงห์ ศรีนอก (ลาวคำหอม) นักเขียน นักสู้เพื่อสังคมธรรม ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย เป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น ที่ยืนหยัดปฏิเสธการชักชวนให้เข้าร่วมแนวทางพันธมิตรฯ ครั้งแรกกระทำการชักชวนโดย ประสาร มฤคพิทักษ์ และครั้งหลัง มีการชักชวนจาก เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อีกเป็นคำรบสอง ทว่าได้รับการปฏิเสธอีก จึงไม่ปรากฏชื่อนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ “ลาวคำหอม” ในรายชื่อของบรรดาศิลปินแห่งชาติที่สนับสนุนพันธมิตรฯ นี่เท่ากับเป็นกำลังขวัญ และกำลังใจอันสำคัญให้ประชาชนที่ต้องการปกป้องระบอบประชาธิปไตย ยังมีนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ที่ยืนหยัดวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาโดยไม่เลือกข้างอีกหลายคน วิพากษ์ทั้งฟากฝั่งรัฐบาลและพันธมิตรฯ อันกอปรด้วยเหตุผล อย่างเช่น สุชาติ สวัสดิ์ศรี นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสถียร จันทิมาธร สุจิตต์ วงษ์เทศ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ คอลัมนิสต์อย่าง พญาไม้ วงค์ ตาวัน หนุ่มเมืองจันท์ คำผกา เป็นต้น ซึ่งนี่เท่ากับเป็นเสมือนหยาดฝนอันชื่นใจจากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ช่วยกระตุ้นเร้าให้คนที่ไม่กล้าเปิดเผยตัวออกมาขัดแย้งกับพันธมิตรฯ ลดความหวาดกลัวลงไปได้บ้าง และรู้สึกว่าตนไม่โดดเดี่ยว

“กลัวพันธมิตรฯ” นี่เรื่องจริงนะครับ กลัวเขาจะเอาชื่อไปด่าใน ASTV หรือบนเวทีปราศรัย ขอไม่เห็นด้วยอยู่เบื้องหลังแบบไม่เปิดเผยตัวดีกว่า ขนาดท่านอุทัย พิมพ์ใจชน นักการเมืองอาวุโส ยังกระซิบบอกกับผมเป็นการส่วนตัวในครั้งหนึ่งว่า มีคนถามว่าทำไมท่านเงียบไป ไม่แสดงความคิดความเห็นทางการเมืองเลย ท่านอุทัยตอบว่า จะให้ผมพูดอะไร บ้านเมืองเวลานี้เขาไม่ได้พูดด้วยเหตุด้วยผล ไม่ได้พูดเอาถูกเอาผิด แต่พูดเพื่อจะฟังว่าเอ็งพวกใครเท่านั้น พูดถูกมันก็ว่าผิดได้ อยู่เงียบๆ ไม่แสดงความเห็นก็ไม่เปลืองตัว อันนี้ผมพูดเองครับ เข้าทำนอง กลัวพันธมิตรฯ จะกระทืบเอานั่นแหละ

สำหรับ เทิดภูมิ ใจดี วนเวียนอยู่รอบนอกพันธมิตรฯ อยู่นาน ไม่รู้ว่าใครไปชักชวน และเข้าไปสายไหน อย่างไร ทันทีที่เห็นหน้าเทิดภูมิปรากฏบนเวทีทางทีวี ผมรู้สึกเสียดาย เสียดายที่ไม่ได้คุยแนวคิดทางการเมืองกับเขา ทั้งๆ ที่ระยะหลังๆ เขาโทร.มาพูดคุยขอให้ผมช่วยเขียนอะไรบางอย่างเพื่องานประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งของเขา ก็ใครจะไปคาดคิดว่าคนที่วนเวียนอยู่กับการเลือกตั้ง อยู่กับประชาชน อยู่ในกฎกติกาประชาธิปไตย สู้มาหลายสมัยจนโชกโชนอย่างเทิดภูมิ จะหลุดขั้วจากความเชื่อเดิมไปได้สุดโต่งขนาดนี้ แต่อย่างว่านั่นแหละ

เมื่อเห็นภาพเอาการเอางานของสหายหญิงจากเทือกเขาภูพาน มาลีรัตน์ แก้วก่า ก็ย่อมปรากฏเงาร่างของ เสี่ยอ๋า ธัญญา ชุนชฎาธาร เจ้าสำนัก “ธรรมรังสี” คนสำคัญ มากันเป็นครอบครัวพร้อมบุตรหนุ่ม แสงธรรม ชุนชฎาธาร Young PAD และยังอีกหลายคนที่วนเวียนอยู่เบื้องหลังเวทีพันธมิตรฯ ย่อมเป็นแม่เหล็กดึงดูด วัตถุที่มีประจุไฟฟ้าในตัวเองอย่าง เทิดภูมิ ใจดี ได้ เสียใจก็ตรงที่เพื่อนเข้าไปทีหลังแต่กลับต้องรับชะตากรรมหนักโดนข้อหากบฏ เป็น 1 ในกลุ่ม 9 แกนนำพันธมิตรฯ ด้วย ได้รับเกียรติสูงส่งกว่าผู้ชักชวนอีกหลายคน แม้จะเข้าร่วมขบวนทีหลังเขา เป็น “กบฏผิดเวลา ผิดที่ หนีไม่พ้น” จำเป็นต้องร่วมหัวจมท้ายไปจนถึงที่สุด

ผมยังคิดไม่ออกจนถึงเดี๋ยวนี้ว่า ทำไมกบฏคนที่เก้าจึงเป็น เทิดภูมิ ใจดี แทนที่จะเป็นคนอื่นซึ่งมีบทบาทมากกว่า

วิสา คัญทัพ



กินเจ

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

เทศกาลกินเจเดือน 9 ของจีน เริ่มแล้วเมื่อวานนี้ (28 ก.ย.) และไปสิ้นสุดวันที่ 7 ตุลาคม ธงเหลืองปักกันให้พรึบแทบทุกร้านอาหาร เป็นเหลืองแบบเจๆ นะพี่น้อง ดูให้ดี อย่าเข้าใจผิดพาลไม่เดินเข้าร้านเขาล่ะ

คนที่ไม่มีเชื้อสายจีนหลายคนก็ใช้โอกาสนี้ในการถือศีลกินผักไปด้วย นั่นหมายความว่าไม่เพียงแต่รักษาร่างกายให้สะอาด ผ่านการอาหารที่เลือกสรรและรับประทานเข้าไป ยังรักษาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์เท่าที่จะทำได้ เป็นช่วงละเว้นจากการทำผิดคิดร้ายต่อสรรพชีวิตทั้งปวง

ในความเข้าใจของฉัน การกินมังสวิรัติคงต่างจากการกินเจก็ตรงนี้ เพราะมังสวิรัติอาจไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับการภาวนาถือศีลใดๆ เป็นเรื่องของสุขภาพ เราจึงเห็นทั้งคนไทยและต่างชาติเป็นมังสวิรัติกันมากมาย ยิ่งถ้าเป็นในต่างประเทศ ชุดอาหารมังสวิรัติจะมีไว้บริการเสมอ ในร้านฟาสต์ฟู้ดก็ยังต้องมีเมนูนี้ให้เลือก บนเครื่องบินก็ต้องมี ต่างจากไทยที่ใครกินมังสวิรัติก็ต้องขวนขวายเอาหน่อย เพราะคนไทยกินหมูกินเนื้อเป็นอาจิณ เห็นใครกินมังสวิรัติเป็นได้ถูกถามว่า “แก้บนเหรอ...” ทุกทีล่ะ

สำหรับการกินเจนั้น ทุกครั้งในช่วงเทศกาลก็จะมีนักโภชนาการออกมาเตือนเรื่องอาหารเจกันเป็นพิเศษ เพราะส่วนมากเป็นของทอด ผัด ใช้นำมันเป็นพิเศษ น้ำหนักจึงขึ้นฮวบฮาบได้ง่าย เช่นเดียวกันกับเส้นหมี่ชนิดต่างๆ ที่ทานมากๆ ติดๆ กัน ก็จะทำให้ท้องผูกเพราะไปดูดน้ำในลำไส้ หรือโปรตีนเกษตรที่หากแปรรูปเป็นอาหารแห้ง เช่น ผัด ก็จะทำให้ท้องผูกได้เช่นกันเพราะดูดน้ำ การกินเจจึงควรเน้นที่การ “กินผัก” มากกว่า “กินแป้ง”

แต่เรื่องอาหารก็ยังง่ายกว่าระวังรักษาจิตใจหลายเท่า เพราะจิตมนุษย์นั้นเบาหวิว ล่องลอยตีฟูให้สุขทุกข์ได้ง่ายดาย จึงควรใช้สติเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของจิตใจกันให้ดีเป็นพิเศษ อย่างน้อยๆ ก็ช่วงเวลานี้

ถ้ากลัวทำได้ไม่ดี ก็หยุดอ่านหนังสือพิมพ์ หยุดฟังวิทยุ หยุดดูข่าวโทรทัศน์กันไปเลย เพราะเดี๋ยวเห็นหน้าใครไม่พึงประสงค์ออกจอแล้วเผลอด่า จะไม่สมกับที่ใส่ชุดขาวช่วงเข้าเจกันนา...อิอิ

ปฏิญา ยอดเมฆ



“ไพจิตร” โต้แทน “ยุทธตู้เย็น-เจ๊แดง” เบื้องหลังชักใยตำแหน่ง

ไพจิต ศรีวรขาน ออกโรงโต้แทน “ยุทธตู้เย็น-เจ๊แดง” อยู่เบื้องหลังจัดสรรโคต้าตั้งรัฐบาล สมชาย 1 อ้างทั้ง 2 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.สนครพนม .กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งในพรรคพลังประชาชน(พปช.) ภายหลังต้อนรับ นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ว่า ขณะนี้แกนนำพรรคพลังประชาชน และส.ส.พรรค กำลังพูดคุย ปรับความเข้าใจกันอยู่ และจะไม่ให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีก

ส่วนการแต่งตั้งเลขาฯและที่ปรึกษารัฐมนตรี ที่มีกระแสข่าวว่า นายยงยุทธ ติยะไพรัช และ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยอยู่เบื้องหลังนั้น ตนไม่ต้องการให้มีการพูดถึง เนื่องจากว่าทั้ง 2 คน ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว จึงเป็นเรื่องของกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งตนมั่นใจว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีการคำนึงว่าใครใกล้ชิดใคร

ส่วนเรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบแน่นอนส่วนกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ระบุพรรคแตกและคณะกรรมการบริหารพรรคถูกลอยแพนั้น เป็นความเห็นส่วนตัวที่ไม่ได้ทำให้พรรคเสียหาย พรรคพลังประชาชนยังเป็นหนึ่งเดียว

นายไพจิต ยังกล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคลื่อนไหวขับไล่นายกรัฐมนตรี ในที่ต่าง ๆ ว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ อาจจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ซึ่งตนเชื่อว่ามีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง

"บิ๊กจิ๋ว"เผยเหตุรีเทิร์นหลังได้รับการร้องขอเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การหวนกลับคืนสู่เวทีการเมืองเพื่อรับตำแหน่งในรัฐบาลสมชาย 1 เนื่องจากได้รับการขอร้องให้เข้ามาทำงานเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ แม้จะเป็นการเข้ามาทำงานเพียงวันเดียวก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การที่เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เพราะเป็นคนเก่ง แต่เห็นว่าขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแตกแยกทางการเมือง ปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ปัญหาความยากจน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูแลแก้ไขต่อไป

ส่วนการทำหน้าที่เป็นคนกลางเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยังไม่ได้ต่อสายหารือ แต่ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันมาตลอด และเชื่อว่าจะสามารถเจรจากับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ เนื่องจากเป็นพี่เป็นน้องกันแทบจะพูดได้ว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน

ศาลสั่งจำคุก'รังสรรค์'25ปีสั่งฆ่า อดีตประธานศาลฎีกา

รังสรรค์ ต่อสุวรรณศาลอาญากรุงเทพใต้ สั่งจำคุก "รังสรรค์ ต่อสุวรรณ" นักธุรกิจและสถาปนิกชือดัง เป็นเวลา 25 ปี คดีจ้างวานฆ่าอดีตประธานศาลฎีกา ขณะที่ทีมมือปืน เจอ 16 ปี 8 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริงกรุง ว่า ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาคดีลอบสังหาร นายประมาณ ชันซื่อ อดีตประธานศาลฎีกาเหตุเกิดเมื่อปี 2535-2536 ซึ่งคดีนี้พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมพร หรือ หมา เดชานุภาพ, นายเณร มหาวิไล, นายอภิชิต อังศุธรางกูร หรือ เล็ก สตูล และนายรังสรรค์ ต่อสุวรรณ นักธุรกิจและสถาปนิกชื่อดัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ตามลำดับในความผิดฐานใช้ จ้าง วาน และก่อให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าคนตาย

โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก นายรังสรรค์ และนายอภิชิต เป็นเวลา 25ปี และยังได้มีคำพิพากษาให้จำคุก นายสมพร หรือหมา เดชานุภาพ นายเณร มหาวิไล ซึ่งเป็นทีมมือปืน เป็นเวลา 16 ปี 8เดือน

สำหรับคดีนี้ศาลได้พิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ได้มีการสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก โดยให้การสอดคล้องต้องกัน พยานจำเลย ยากที่จะเป็นสร้างเรื่องขึ้นมา ส่วนคำเบิกความการต่อสู้คดีของจำเลย ทั้ง 4 ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหลักล้างพยานหลักฐานได้ จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งหมดกระทำความผิดฐานจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเหตุการยังไม่สำเร็จผล ตามกฎหมายให้ลงโทษผู้กระทำความผิดรับโทษ 1 ใน 3 ของโทษประหารชีวิต โดยเมื่อเทียบโทษประหารชีวิต คือ จำคุก 50 ปี ดังนั้น อัตราโทษ 1 ใน 3 ของ โทษจำคุก 50 ปี คือจำคุกคนละ 25 ปีสำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 ได้ให้การรับสารภาพในการชั้นสอบสวน ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 16 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 และ 4 จำคุกคนละ 25 ปี


'สมพงษ์' ปัดแถลงนโยบายที่ยูเอ็น หวั่นผิดรัฐธรรมนูญ

"รมว.ต่างประเทศ"ระบุรัฐบาลยังไม่แถลงนโยบาย จะไม่เหมาะ อาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติได้ เหตุหวั่นผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกฯ และรมว. ต่างประเทศ กล่าวก่อนจะเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 63 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 28 กันยายน ตามเวลาท้องถิ่น หรือช่วงเช้าเวลาในไทยว่า ได้ตัดสินใจที่นายดอน ปรมัตถ์วินัย เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ในนครนิวยอร์ก เป็นผู้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติแทนตน

เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ตนไม่ควรเป็นผู้ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง ด้วยสิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับนโยบาย แม้ว่าถ้อยแถลงที่ตระเตรียมไว้ จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายใดๆเป็นการนำเอาแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มาขยายให้ประชาคมโลกรับทราบ รวมถึงความเป็นไปของบ้านเมืองไทย เพราะอยากให้ประชาคมโลกเห็นว่า ประเทศไทย ไม่ได้เป็นกลียุค อยากที่เขาคิด

"ผมคิดไปคิดมาแล้ว เห็นว่าผู้ที่จะหยิบยกเรื่องที่รัฐบาล ยังไม่ได้แถลงนโยบาย แล้วรัฐมนตรีต่างประเทศมาขึ้นกล่าวที่ประชุมสหประชาชาติ แล้วนำไปวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา คงไม่ได้คิดหรอกว่าเนื้อหาที่จะกล่าว เป็นเรื่องใด แต่รู้เพียงว่าขึ้นกล่าวก็ผิดแล้ว ดังนั้นผมจึงระมัดระวัง จะไม่ทำในส่วนนี้" นายสมพงษ์ กล่าวและว่า

จริงๆ แล้ว ที่ไม่ขึ้นกล่าว ก่อนเดินทางมานครนิวยอร์ก ตนได้หยิบยกเรื่องนี้หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ วันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา รัฐมนตรีทุกคนเห็นว่า การร่วมประชุมมีความจำเป็น อนุญาตให้เดินทางมา เมื่อมาถึง จึงต้องระมัดระวังการดำเนินการที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดไว้ แม้ว่าครม.จะรู้สึกว่าทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า หากมีภารกิจเร่งด่วนที่มีความจำเป็น ซึ่งไม่เกิดความเสียหายต่อชาติ บ้านเมือง ย่อมกระทำได้ แต่ตนเห็นว่าต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก


กกต.ยืนยันให้ความเป็นธรรมพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง วิฑูรย์ นามบุตร


ว่า พร้อมให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.ประชาธิปัตย์ หลังพยานมาสอบปากคำไม่ครบตามที่ร้องขอ

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง กำกับดูแลกิจการพรรคการเมือง ระบุว่า กกต. พร้อมพิจารณาว่าจะให้มีการสอบพยานเพิ่มในคำร้องคัดค้านผลการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.และกรรมการบริการพรรคประธิปัตย์ หลังอนุกรรมการสอบสวนส่งผลการสอบพยานในวันนี้ ซึ่งการสอบพยานไม่ครบทั้ง 7 ปาก ตามที่มีการร้องขอให้สอบพยานเพิ่ม เนื่องจากพยานไม่มาให้การ ซึ่งส่วนตัวมองว่าต้องให้ความเป็นธรรม เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

ก่อนหน้านี้ นางสดศรี เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องการเงินและบัญชีของพรรคการเมือง โดยได้เตือนพรรคการเมืองที่จดทะเบียนกับ กกต.ไว้ ว่าในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ จะครบกำหนดที่พรรคการเมืองจะต้องหาสมาชิกและสาขาพรรคให้ครบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีพรรคการเมือง 34 พรรค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพรรคที่จดทะเบียนใหม่และพรรคเล็ก ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้และเข้าข่ายอาจต้องยุบพรรค.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-09-29 12:13:17