WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 30, 2008

เสร็จแล้วนโยบายรัฐ

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่างนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า การร่างนโยบายรัฐบาลมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยมีการเพิ่มเรื่องการสมานฉันท์ในชาติ ซึ่งได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คาดว่าน่าจะมีการพูดคุยกันในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้เช่นกัน

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าแต่ละกระทรวงได้เสนอแผนนโยบาย ซึ่งคล้าย ๆ กับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอให้เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ในหลักสูตร และให้เพิ่มกระบวนการเรียนภาษาที่ 2 และ 3 เพราะปัจจุบันเด็กนักเรียนน่าจะเรียนมากกว่า 1 ภาษา ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้นำเสนอให้ใช้ศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว และมีการเพิ่มนโยบายเร่งด่วน 16 ด้าน ส่วนผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐไม่ได้มีการพูดถึง

อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ปชี้ม็อบเป็นผลเสียต่อระบบปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา มีรายงานจากอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ได้วิเคราะห์การชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลนำโดยพรรคพลังประชาชน ลงจากอำนาจ จนเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มที่ต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาล มีความวิตกว่าสถานการณ์ความวุ่นวายอาจจะนำไปสู่การรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งในรายงานบอกว่า “การล้มรัฐบาลไม่ว่าจะด้วยการชุมนุมประท้วงหรือการก่อรัฐประหารจะสร้างผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตย” น.ส.รุ่งรวี เฉลิม ศรีภิญโญรัช นักวิเคราะห์ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ประจำประเทศไทยกล่าว “มันจะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทาง การเมืองที่กำลังสร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงในประเทศไทยในขณะนี้”

จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญได้พิพากษาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมาให้ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังคงเดินหน้าการชุมนุมประท้วงและเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งคณะ ลาออกและยังคงยึดพื้นที่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป ยิ่งมีการปล่อยให้การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯและรัฐบาลยาวนานมากขึ้น เท่าไร การแตกแยกทางการเมืองก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นและยากที่จะแก้ไขและอาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการก่อการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง ด้วย วิกฤติทางการเมืองในกรุงเทพฯ ได้ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและดึงความสนใจของรัฐบาลไปจากปัญหาที่ ควรได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เช่น การก่อความไม่สงบในภาคใต้ นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองยังส่งผลกระทบต่อบทบาทของไทยในฐานะ ประธานอาเซียนในปีนี้อีกด้วย

สิ่งที่สำคัญเร่งด่วนขณะนี้คือการดำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมและรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง มิใช่เพราะว่ารัฐบาลที่มา จากการเลือกตั้งนั้นสมบูรณ์และปราศจากข้อผิดพลาด หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและเสถียรภาพ ของประเทศ ชนชั้นนำของไทย ควรจะหยุดส่งสัญญาณอันคลุมเครือและแสดงการสนับสนุนรัฐบาลในการรักษาไว้ซึ่งหลักแห่งกฎหมาย กลุ่มพันธมิตรฯ ควรเลิกยึดทำเนียบรัฐบาล ผู้นำทหารระดับสูงควรเข้าไปเจรจากับพันธมิตรฯ ตำรวจควรวางมาตรการเป็นขั้นเป็นตอนในการนำพันธมิตรออกจากทำเนียบฯ โดยไม่ใช้ความ รุนแรง

สำหรับมาตรการระยะกลาง รัฐธรรมนูญปี 2550 จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพราะรธน.ฉบับนี้ร่างขึ้นโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญที่คัดเลือกโดยคณะรัฐประหารได้ให้อำนาจกับระบบราชการและศาลมากเกินไปในการระงับการดำเนินการของ รัฐบาล กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญ กล่าวคือ การหาสมดุลระหว่างการสร้างกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและการให้อำนาจกับรัฐบาลในระดับที่เหมาะสมที่จะไม่ทำให้ รัฐตกอยู่ในสภาพปฏิบัติหน้าที่แทบไม่ได้

นายจอห์น เวอร์โก้ ผู้อำนวยการโครงการเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป กล่าว “เพื่อนบ้านของไทย โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนควรที่จะส่งสัญญาณ เตือนว่าพวกเขาไม่อาจยอมรับได้ หากเกิดการรัฐประหารขึ้นอีกครั้งหนึ่ง”

ชาตินี้ได้รู้ผลแน่คดีใบแดง‘วิฑูรย์’เลื่อนอีกตุลาจบ

กกต.เลื่อนสรุปผลสอบใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” ออกไปอีกไม่มีกำหนด อ้างยังสอบพยานไม่ครบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่าไม่มีความจำเป็น ส่อจงใจยื้อช่วยพรรคการเมืองเก้าแก่ “สดศรี” เผยไม่เกินเดือนตุลาคมนี้รู้ผล ยันพิจารณาอย่างรอบคอบ ด้านอนุกรรมการฯ ที่ลาออกไป 2 คน อ้างเหตุผลจำเป็นส่วนตัว ส่วนคนที่มาแทน ที่แท้ลูกประธาน ส.ว.จากการสรรหา “ประสพสุข บุญเดช”

กรณีร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ขณะถูกร้องเรียนมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย ส.ส.อุบลราชธานี อีก 2 คน ซึ่งกรณีดังกล่าวหากมีการแจกใบแดงก็อาจนำไปสู่การยุบพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ นั้น

กรณีดังกล่าวได้ถูกดึงเรื่องมายาวนาน แตกต่างจากกรณีของพรรคการเมืองอื่นจนเห็นได้ชัดเจน จนเกิดเป็นข้อครหาว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จงใจช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่มีการมองว่าเป็นพวกเดียวกัน และเชื่อมโยงย้อนไปถึงความสัมพันธ์กับการรัฐประหารอย่างไร หรือไม่

โดยที่การสอบสวนของคณะอนุกรรมการได้ถูกเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง และเพิ่งจะมีการเลื่อนจากช่วงต้นเดือน จนมีข่าวออกมาว่าจะมีการสรุปความเห็นส่งให้กับกกต.ชุดใหญ่ ในวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา แต่ก็ต้องเลื่อนออกไปอีก โดยอ้างว่าจะรอพยานบางรายที่ยังไม่มาให้การ ทั้งที่ก่อนหน้านั้น กกต.หลายคนออกมาบอกตรงกันว่าไม่มีความจำเป็นต้องสอบเพิ่มเติมอีกแล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องรอสอบเพิ่มเติมอีก

กรณีดังกล่าว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร ว่า กกต.ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติได้ เนื่องจากนายสมบัติ รัตโน ผู้ร้อง ยังไม่มีการนำพยานมาสอบปากคำ ต่อคณะอนุกรรมการของกกต. ตามที่ยื่นเรื่องขอให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมได้ ล่าสุดยังเหลือพยานที่ยังไม่ได้สอบอีก 4 ปาก แต่จนถึงขณะนี้พยานผู้ร้องมาให้ปากคำเพียง 3 ปากเท่านั้น

ซึ่งหากคณะอนุกรรมการจะตัดพยานออก ก็ควรจะทำหนังสือแจ้งมายัง กกต. ภายในสัปดาห์นี้ หรือจะขอยืดระยะการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จเป็นเวลากี่วัน ก็ควรจะแจ้งให้ทราบด้วย เนื่องจากขณะนี้ทาง กกต. ทราบรายงานการสอบพยานเบื้องต้นจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน

ทั้งนี้หากไม่ประสงค์จะให้สอบพยานเพิ่มเติม กกต.คงจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม เพื่อจะพิจารณาตัดพยานออกไป และพิจารณาลงมติตามหลักฐานที่คณะอนุกรรมการสรุปมาก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดว่าการพิจารณาจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม นางสดศรี ยืนยันว่า กกต.จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องเป็นประเด็นทางการเมืองด้วย

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลาออกของ 2 อนุกรรมการคือ พล.ต.ต.ขรรค์ชัย อนันตสมบูรณ์ รองผบ.ตม. และนายจำนงค์ พนัสจุฑาบูลย์ ว่ามีการรายงานชี้แจ้งการขอลาออกเนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว ไม่สามารถปลีกเวลามาทำหน้าที่ตรงจุดนี้ได้

ซึ่งขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการใหม่แล้ว โดยเป็นนายตำรวจท่านหนึ่ง และอีกท่านเป็นบุตรชายของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา แต่ 2 อนุกรรมการใหม่จะไม่มีผลต่อการสอบสวนพิจารณาที่ผ่านมา แต่จะมีผลภายหลังจากการแต่งตั้ง

สตง.สอบกทม.ยุค‘อภิรักษ์’ตุกติกใช้งบ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด! ถูกเปิดหลักฐานใหม่คดีรถ-เรือดับเพลิงไม่พอ ล่าสุดโครงการ กทม. ยุค “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ยังถูก สตง. ตรวจสอบการใช้งบประมาณพัฒนาสำนักงานเขต ที่ส่อตั้งราคากลางสูงผิดปกติ แถมการปรับปรุงไม่เป็นไปตามเงื่อนไข แต่มีการเซ็นรับงานไปเป็นที่เรียบร้อย ขณะเดียวกันกรณี “โฆษณาแฝง” พ่นพิษ ลือสะพัดจ่อโดนใบเหลือง ขณะที่ประธาน กกต.กทม. แย้มมติเป็นเอกฉันท์ อีก 2-3 วันรู้ผลแน่

หลังจากมีการเปิดเอกสารใหม่ในการสอบสวนกรณีทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ของกทม. มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท ที่ประชิดติดตัว นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. เข้าไปมากยิ่งขึ้น และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการสอบสวน และจะรู้ผลในระยะเวลาไม่เกิน 1-2 เดือนข้างหน้า นั้น

ในวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมาก็มีการเปิดประเด็นใหม่ที่เกี่ยวโยงไปถึงนายอภิรักษ์ อีกถึง 2 เรื่องด้วยกัน ทั้งความเดิมที่มีการร้องเรียนว่านายอภิรักษ์ จงใจเอาเปรียบคู่ต่อสู้ด้วยการโฆษณาแฝงผ่านป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. และยังมีการติดป้ายหาเสียงที่มีข้าราชการ กทม. ร่วมอยู่ในภาพ ซึ่งส่อว่าจะเข้าข่ายเอาเปรียบคู่แข่งเข้าชิงตำแหน่ง โดยมีข่าวว่าอาจจะถึงกับได้ใบเหลือง

ขณะเดียวกันก็มีเรื่องการใช้งบประมาณพัฒนาสำนักงานเขต ก็ถูกสมาชิกสภา กทม. ออกมาแฉว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ได้มีหนังสือทักท้วงถึงความไม่ชอบมาพากลดังกล่าว เพราะพบว่ามีการใช้จ่ายงบอย่างผิดเงื่อนไข และยังมีการกำหนดราคากลางในการประกวดราคาไว้สูงเกินกว่าความเป็นจริง

โดยในกรณีแรกนั้นมีข่าวออกมาว่า นายอภิรักษ์ส่อโดนแจกใบเหลือง จากกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร้องเรียนต่อ กกต. และ กกต.กทม. ให้สอบสวนกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ของกทม.ยังมีชื่อของนายอภิรักษ์ ติดอยู่ว่า เป็นการโฆษณาหาเสียงแฝง รวมถึงกรณีที่มีรูปข้าราชการ กทม. ปรากฏในป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ล่าสุด มีรายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่ กกต. อาจพิจารณาให้ใบเหลืองนายอภิรักษ์ ทำให้อาจต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่อีกรอบ และนายอภิรักษ์ จะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง 158 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว อาจทำให้มีคำสั่งโยกย้ายผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ กทม. ไปเป็นผู้ตรวจราชการ และหาก กกต. สอบสวนแล้วพบว่า ข้าราชการไม่เก็บป้ายประชาสัมพันธ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายอภิรักษ์ก็อาจ มีความผิดตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษจำคุกระหว่าง1-10 ปี

อย่างไรก็ดี นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกระบวนการพิจารณากรณีนายอภิรักษ์ว่า การดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นเป็นหน้าที่ของ กกต.กทม. ที่เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาจะต้องพิจารณาหาข้อมูลและข้อเท็จจริง หากเห็นว่าการกระทำดังกล่าวผิดจริง ทาง กกต.กทม. จะยื่นรายงานสรุปมายังกกต.กลาง เพื่อพิจารณาต่อไป และถ้า กกต.กลางพบว่ามีเหตุให้ต้องสอบสวนต่อ ก็จะตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาเช่นเดียวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ หากสามารถสรุปผลตัดสินใบแดงใบเหลืองได้ก่อนมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทางกกต. กลางก็มีอำนาจวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่ต้องยื่นต่อศาล แต่ถ้าผ่านพ้นไป 30 วันหลังจากการเลือกตั้ง กกต.กลางจะต้องนำเรื่องเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณาใบเหลืองใบแดงต่อไป

ด้าน นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เปิดเผยว่ากรณีดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างคณะกรรมการสอบสวนของกกต.กทม. จำนวน 3 คน ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ ซึ่งถึงตอนนี้ผ่านพ้นไปแล้วกว่า 10 วัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 กันยายน ได้มีการติดตามผลการปฏิบัติงานกับคณะกรรมการทั้งสาม ปรากฏมีการรายงานว่าอีกประมาณ 2-3 วัน จะพร้อมนำเสนอต่อที่ประชุม กกต.กทม. เพื่อตรวจสอบว่าได้ทำการสอบสวนครบถ้วนทุกประเด็นตามที่มีผู้ร้องเรียนมาหรือไม่

จากนั้นกกต.กทม.จะส่งสำนวนรายงานไปยัง กกต.กลาง ไม่ว่าคำวินิจฉัยกรณีนายอภิรักษ์จะมีข้อสรุปว่ากระทำความผิดหรือไม่ ทั้งนี้ ไม่สามารถชี้แจงขยายความได้ว่ารูปการของคดีมีทิศทางไปทางใด

ทั้งนี้ นายพิงค์ ระบุว่า ผลการพิจารณาจะออกมาเป็นเอกฉันท์แน่นอน แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าจะเป็นใบเหลือง ใบแดง หรือใบขาว

ส่วนกรณีของงบประมาณนั้น นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ส.ก.เขตห้วยขวาง พรรคพลังประชาชน ในฐานะกรรมการประสานและติดตามงบประมาณรายจ่ายประจำปี กทม. สภา กทม. กล่าวถึงความน่ากังวลสงสัยของโครงการปรับปรุงศูนย์บริการ Bangkok Service center ระยะที่ 2 จำนวน 7 เขต ว่า เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. ได้ทำหนังสือถึงผู้บริหาร กทม. ให้ยกเลิกบันทึกสำนักงานปกครองฯ ด่วนที่สุดที่ กท. 0406/2425 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2551 เรื่องขออนุมัติคุณลักษณะเฉพาะครุภัณฑ์ ส่วนประกอบศูนย์บริการ กทม. และให้สำนักงานเขต 7 แห่ง ได้แก่ คลองเตย บึงกุ่ม บางซื่อ ประเวศ บางคอแหลม ห้วยขวาง และมีนบุรี ระงับการดำเนินการ

โดยสาเหตุที่ต้องระงับโครงการเนื่องจาก สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบการจ้างโครงการนี้ พบความผิดปกติ 2 เรื่องคือ คณะกรรมการกำหนดราคากลางประมาณราคาสูงกว่าราคาของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ และการปรับปรุงไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ และปริมาณงาน แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างได้เซ็นตรวจรับงาน จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติพัสดุ ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย

โดยโครงการนี้ ริเริ่มสมัยที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. เสนองบผ่านสภากทม. โดยขอความเห็นชอบในหลักการไม่ได้ลงรายละเอียดชัดเจน แถมโยกงบจากหน่วยงานอื่นมาสมทบ จนกลายเป็นงบ 1,300 ล้านบาท ปรับปรุง 50 สำนักงานเขต เฉลี่ยเขตละ 26 ล้านบาท เป็นการก่อสร้าง 20 ล้านบาท จัดซื้อคอมพิวเตอร์ 6 ล้านบาท

ขณะที่สมัย นายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่าฯ กทม. ใช้เงินปรับปรุงสำนักงานเขตเพียงเขตละ 2 ล้านบาทเท่านั้น ในการประชุมสภา กทม. ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ จะยื่นญัตติด่วนด้วยวาจาสอบถามข้อเท็จจริงกับปลัด กทม. เพราะพบความผิดปกติ ของโครงการโดยเฉพาะการยื่นซองประมูล ที่บริษัทเอกชน ที่ชนะการประมูลเสนอราคาสูงกว่าราคากลางเพียง รายละ 10,000-14,000 บาท

ด้าน นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม. กล่าวยอมรับว่า ได้รับหนังสือแจ้งจาก สตง. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ตรวจสอบการดำเนินโครงการดังกล่าวที่เขตบางขุนเทียน จตุจักร และบางเขน ระบุว่าคิดราคากลางไม่ถูกต้องกับตรวจรับงานไม่ตรงตามแบบ ตนได้แต่งตั้งให้ นายวัฒนา ล้วนรัตน์ ผู้ตรวจ 10 เป็นประธานการสอบฯ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คาดว่าจะสอบเสร็จราววันที่ 25 ตุลาคมนี้ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ทางด้าน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ยังยืนยันที่จะแฉโครงการทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. โดยจะแถลงในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่วนเวลาและสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้มีความพยายามจากฝ่ายตรงข้ามที่จะบล็อกและก่อกวนข้อมูลจากคนรอบข้าง เพื่อให้ได้รับข้อมูลในโครงการนี้ไม่ครบถ้วนหรือมีข้อมูลน้อย

นศ.ยี้ 24 อธิการฝักใฝ่พันธมิตร

* ซัด‘ประเวศ-ระพี-ปชป.’พวกเดียวกันหมด
“นักศึกษา” ดาหน้ายี้ข้อเสนอ 24 อธิการบดี จวกแนวคิดไร้สาระ ปกป้องม็อบพันธมิตร-ขานรับการเมืองใหม่ ระบุตัวละครที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง “หมอประเวศ-ศ.ระพี-ปชป.” ล้วนมีแนวคิดไปทางเดียวกัน เป็นพวกเอียงกระเท่เร่ ทั้งสนับสนุนรัฐประหาร มีจิตใจฝักใฝ่พันธมิตรฯ ไม่มีทางสร้างสมานฉันท์ในบ้านเมืองได้สำเร็จ ชี้ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย ที่สำคัญทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ถอนหงอก! อย่าคิดว่าเป็นนักวิชาการแล้วเสียงจะดังกว่าคนอื่น “ความจริงวันนี้” อัดซ้ำเด็กนักศึกษายังมีสมองคิดได้มากกว่า น่าให้ 24 อาจารย์สลับไปเรียนหนังสือใหม่

* ถูกเด็กย้อนอธิการบดีอย่าคิดว่าเสียงดังกว่า
หลังจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยภาครัฐและเอกชนรวม 24 แห่ง ได้ออกมาเสนอทางออกวิกฤติการเมืองโดยตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองการปกครอง จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลางทางการเมืองโดยขอให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมชู นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเป็นคนกลาง ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายว่าแนวคิดดังกล่าวสอดรับกับความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ ราวกับว่านั่งโต๊ะวางแผนมาด้วยกัน

โดยที่ล่าสุดเมื่อคืนของวันที่ 28 กันยายน บนเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ออกมารับลูกว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดี โดยพันธมิตรฯ ยังมีความเห็นตรงกับแนวทางอารยะประชาธิปไตย ที่เสนอโดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เห็นว่าการปฏิรูปการเมืองใหม่ต้องเป็นแนวทางที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนา และการรณรงค์ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพันธมิตรฯ เห็นว่าแนวทางของ 24 อธิการบดี ที่ระบุว่าจะต้องมีการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นความหมายเดียวกับการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ

พล.ต.จำลอง อ้างด้วยว่า การเมืองในปัจจุบันนี้เป็นการเมืองเก่าที่ไม่มีอนาคต พร้อมขอเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูปการเมืองโดยเร็วที่สุด

ด้าน พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์รับลูกในทำนองว่าควรเร่งเจรจาในเรื่องของการเมืองใหม่และให้ได้ข้อยุติ เพราะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

ซัดแนวคิดใหม่แต่สาระเก่า
อย่างไรก็ดี รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ออกอากาศคืนวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที ได้วิจารณ์แนวคิดการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯยังคงทำการหารือเพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้นายจตุพร ได้นำเอาหัวข้อการหารือแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ระบุว่า 1. ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจบริหาร 2. นักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้ 3. ส.ส.อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเป็นตัวแทนในแต่ละสาขาอาชีพจะต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองอย่างเด็ดขาด

4 . ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยสามารถยื่นถอดถอนนักการเมืองได้โดยตรง 5. ร่วมปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด องค์กรอิสระไม่ให้มีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และให้กระบวนยุติธรรมมีการกำหนดกรอบเวลาสืบสวนสอบสวนคดีของนักการเมือง

นายวีระ ได้ทำการวิจารณ์แนวคิดดังกล่าวเป็นข้อๆ โดยระบุว่า ประการที่ห้ามมิให้ส.ส.ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับตำแหน่งบริหาร ตนบอกได้เลยว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2511 ที่มีการประกาศใช้ จากนั้นก็มีการเลือกตั้งในปีพ.ศ. 2512 ซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคสหประชาไทย คราวนั้นได้สั่งส.ส.ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง คนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็คือ จอมพลถนอม จอมพลประภาส และปลัดกระทรวงต่างๆ ที่เป็นข้าราชการประจำโดยการนำคนที่เกษียณมาร่วมด้วยเพื่อแต่งตั้ง แต่ผลสุดท้ายแนวความคิดดังกล่าวก็ล้มเหลวในระยะเวลาเพียง 2 ปี เพราะสภากับรัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องกันทำงานด้วยความยากลำบาก

ชี้ ส.ส.ไม่สังกัดพรรคแย่กว่าเดิม
นายวีระ กล่าวถึงข้อที่ 2.ที่ระบุว่านักการเมืองที่อยู่ในพื้นที่จะเข้าสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ก็ได้นั้น ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมให้มีกฎหมายมาตราแบบนี้เด็ดขาด เพราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้มาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่า นักการเมืองต้องสังกัดพรรคการเมือง ฉะนั้นถ้ามีต้องได้ยินเสียงค้านมาจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้เหตุผลว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลที่ยากลำบาก เว้นแต่ว่า ก็ได้เปลี่ยนเป็นพันธมิตรฯ ซึ่งหากมีการเมืองระบบดังกล่าวจริงสุดท้ายก็จะเป็นระบบสภาที่ไม่มีพรรคการเมือง ส.ส.อิสระก็ต้องเป็นอย่างในอดีตคือรับสินบนกันอย่างถ้วนหน้า

นอกจากนี้ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ร ะบุว่า ส.ส.ที่เป็นตัวแทนจากสาขาอาชีพ ไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง นั่นก็หมายถึงกลุ่มของตนเอง ที่ไม่ต้องการสังกัดหรือตั้งพรรคใดอยู่ตั้งแต่ต้น และข้ออ้างที่ว่าจะไม่ให้องค์กรอิสระถูกแทรกแซงจากการเมือง ตนเสนอว่าอันดับแรก ต้องมีการพิจารณาตรวจสอบบุคคลในองค์กรอิสระทุกคนว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งถ้าใครไม่ตรงตามคุณสมบัติก็ต้องพิจารณาให้ออกจากตำแหน่งไป

“แบบนี้จะเป็นระบบรัฐสภาที่ไม่มีพรรคการเมือง ผมจะบอกในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ให้ฟังว่าถ้าส.ส.ไม่สังกัดพรรคการเมือง สมมติว่ามี ส.ส. 300 คน เท่ากับมีพรรคการเมือง 300 พรรค สุดท้าย ส.ส.อิสระในอดีตเป็นยังไร จ่ายเงินกันในห้องน้ำสภาเนี่ยแหละ ให้ซองขาวกันเพราะว่าไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง มันผ่านมาแล้วทั้งนั้น” นายวีระกล่าว

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ล่าสุดที่ตนทราบแนวคิดการเมืองใหม่คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศว่าแนวคิดการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯกำลังเสนออยู่ตอนนี้จะทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์ รวมทั้งมีการอ้างอารยะประชาธิปไตยของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งดูแล้วจะเลยเถิดไปกันใหญ่ ซึ่งข้อเสนอที่กล่าวมาล้วนไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในทางปฏิบัติ โดยจากการประเมิน การเมืองใหม่ที่กำลังผลักดันนี้คือการปฏิเสธระบบพรรคการเมืองอย่างสิ้นเชิง

ชม สนนท.เลือกนายกฯตรง
อย่างไรก็ดี นายจตุพร ยังได้นำแถลงการณ์แนวทางการปฏิรูปการเมืองของสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกลุ่มประกายไฟ ที่ได้มีการนำเสนอต่อสื่อมวลชนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กันยายน พร้อมกับกล่าวคำชื่นชมแนวความคิดดังกล่าว ผ่านทางรายการว่า ตนเห็นด้วยกับแนวความคิดที่เสนอว่า ให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน ซึ่งจะคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล โดยที่ผ่านมาการเมืองระดับชาติยังไม่เป็นในรูปแบบนี้

เช่นเดียวกับนายวีระ ที่ระบุสอดคล้องกันว่า ตนเห็นด้วยทุกประการและเล็งเห็นว่านี่คือการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอในการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ระบุว่า ควรยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค โดยเน้นการรวมศูนย์จากส่วนกลาง ซึ่งจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปกครองตนเอง ผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ใส่ใจกับการพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่นนี้ให้มากขึ้น และมั่นใจว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี จะสามารถพัฒนาตรงนี้ได้ด้วยเช่นกัน เพราะนโยบายเก่าๆ ที่ท่านเคยทำไว้ น่าจะส่งผลต่อยอด รวมทั้งตนมองว่า พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น

ฉะ! อธิการกลับไปเป็นนศ.ใหม่
นายวีระ กล่าวว่า ตนสนับสนุนแนวคิดของ 3 เครือข่ายเพราะมีความคิดความอ่านที่พัฒนามากยิ่งกว่าอธิการบดี 24 สถาบันที่ร่วมกันลงนามสนับสนุนการเมืองใหม่ที่ยังคงไม่เห็นความเป็นรูปธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯเสียด้วยซ้ำ ซึ่งน่าจะให้สนนท. เป็นอาจารย์สอนอธิการบดีทั้ง 24 สถาบันมากกว่า ส่วนจะมีการรวมกลุ่มเพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองฉบับนี้หรือไม่คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่ทำการเสนอมากกว่า ซึ่งตนขอเป็นผู้ให้กำลังใจน่าจะดีที่สุด เพราะไม่อยากให้กลายเป็นประเด็น

“สนนท.สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ และกลุ่มประกายไฟ มีความคิดเหนือกว่าอธิการบดี มหาวิทยาลัย 24 สถาบัน ยังเทียบกันไม่ติด ต้องเอาพวกนั้นมาเป็นนักศึกษาแล้วเอาพวกนี้มาสอน ผมเชียร์สุดขาดใจและจะไปอยู่กลุ่มนี้ เพราะนี่คือการปฏิรูปการเมือง รายนี้ต้องรับไว้พิจารณาเลย การกระจายอำนาจส่วนท้องถิ่น ทุกวันนี้พูดก็พูดเถอะ ไม่จริงใจกันหลอก ขยักกันไว้เรื่อย ถ้ามีโอกาสพูดกับคุณสมชาย จะบอกว่า ให้ท่านให้ความใส่ใจในการปกครองส่วนท้องถิ่น และบังเอิญเจ้าแห่งการปกครองส่วนท้องถิ่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ตอนนี้มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง ผมจะเรียนว่า นโยบายที่ท่านเคยทำไว้ ครึ่งๆกลางๆ ดำเนินการไม่เต็มที่”

สงสัยอธิการป้องพันธมิตร
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวโดยตั้งข้อสังเกตุว่า 1.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องการที่จะออกมาปกป้องกลุ่มพันธมิตรฯ หรือไม่ เพราะว่าตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังประสบปัญหาอยู่เนื่องจากกำลังถูกหมายจับในข้อหากบฏ แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเข้ามอบตัว และการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลก็เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่มีรัฐธรรมนูญใดให้การยอมรับ จะปล่อยให้คนที่ทำผิดกฎหมายมาเบี่ยงเบนเพื่อต้องการปกป้องรักษากลุ่มพันธมิตรฯ หรือเปล่า

2.อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เองก็ไปให้การสนับสนุนในช่วงของการเกิดรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549ที่ผ่านมา รวมถึงยังสนับสนุนให้มีการเกิด มาตรา 7 ในการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีด้วย ในเมื่อตัวท่านเองมีจิตวิญญาณในความเป็นพวกรัฐประหารนิยม อำนาจนิยม อำมาตยาธิปไตยนิยม เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วจะมีจิตวิญญาณในความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

ซัดหมอประเวศสุดอำมหิต
ส่วนเรื่องที่มีกระแสของการสนับสนุนให้ นพ.ประเวศ วะสี เป็นคณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครองนั้น นพ.เหวงกล่าวว่า การเสนอชื่อ นพ.ประเวศ ตนเกิดความสงสัยว่า ตั้งแต่สมัยที่เกิดคาร์บอมบ์นั้น ท่านได้เขียนบทความและตนก็ได้อ่านบทความชิ้นนั้น ท่านบอกว่าถ้าจะฆ่าก็ให้ฆ่าทักษิณแค่คนเดียว เหมือนเป็นการส่งเสริมให้คนออกมาฆ่ากัน

“ในช่วงรัฐประหารที่ผ่านมา ตัวท่านเองก็ไม่ได้ออกมาต่อต้าน หรือออกมามีความเคลื่อนไหวในเรื่องดังกล่าวเลย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ท่านคิดว่าการออกมาทำรัฐประหารจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือการที่ท่านไม่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นเพราะว่าไม่กล้าต่อต้าน เป็นการแสดงออกว่านพ.ประเวศ ไม่มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

นพ.เหวง กล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมองว่าตัวท่านคงจะไม่มีความเหมาะสม เพราะอาจจะทำให้มีความเป็นเผด็จการมากยิ่งขึ้น และไม่ว่าจะเป็นระบอบไหน ก็ย่อมมีคนดีของแต่ละในระบบ แต่คำว่า คุณธรรม ความดี ที่เรามองนั้นต้องดูว่าอยู่บนพื้นฐานของระบอบแบบไหน

จี้พันธมิตรฯ รับโทษก่อนเรียกร้อง
อย่างไรก็ตาม กรรมการ คปพร. ตั้งข้อสังเกตว่าในส่วนของการนำเสนอความเห็นของอธิการบดีมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่งนั้น ไม่ทราบว่ามีการแสดงความเห็นแบบใด เป็นการแฟกซ์ขอความเห็น ซึ่งตนสงสัยว่าที่ออกมาพูดนั้นจะเป็นมติองค์รวมของอธิการบดีฯ จริงหรือไม่

“ข้อเสนอนี้เป็นเหมือนการออกมาปกปิดความผิดและเปิดช่องทางให้กลุ่มพันธมิตร นำระบอบทาสมาครอบงำประเทศไทยหรือเปล่า ผมอยากเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ ถอนตัวออกมาจากการยึดทำเนียบฯ และให้แกนนำเข้ามอบตัวเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน ที่จะมาคิดปฏิรูปการเมือง เราต้องรักษาและนำพาให้บ้านเมืองไปสู่ความถูกต้อง เพราะว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป”

นอกจากนี้ นพ.เหวงกล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องมีความเป็นลักษณะของประชาธิปไตยยิ่งในมาตรา 309 ควรเร่งให้มีการแก้ไข และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะเสนอแนวทางเลือกเพื่อเป็นทางออกของปัญหานั้นควรที่จะนำตัวเองเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย เพื่อต่อสู้กันทางกฎหมาย มีการสลายม็อบแล้วค่อยมาพูดคุยกัน

สนนท.ถอนหงอก 24 อธิการบดี
ด้านนายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา คณะกรรมการกลางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่อธิการบดีของมหาวิทยาลัยทั้ง 24 แห่งออกมาเคลื่อนไหวนั้นทั้งอธิการบดีจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรังสิต ต่างก็เป็นคนที่เคยออกมาเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรฯ และเคยออกมาเรียกร้องให้ใช้มาตรา 7 ในช่วงของการเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

“การออกมานำเสนอคณะปฏิรูปฯ ของทางอธิการบดี เป็นเหมือนการเสนอแนวทางเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ได้มีการแถลงก่อนหน้านี้ เพราะว่าตัวอธิการบดีบางท่านก็เคยขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ และบางท่านก็เคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์”

ส่วนประเด็นเรื่องการนำเสนอชื่อ นพ.ประเวศ วะสี เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชุดดังกล่าวนั้น ตนไม่เห็นด้วย เพราะเท่าทราบที่ นพ.ประเวศได้มีการออกมาเคลื่อนไหวทั้งการสนับสนุนการเกิดรัฐประหาร และการขอพระราชทานนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 เป็นสิ่งที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นแนวทางของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยมากกว่า ที่ว่าประชาชนจะไม่สามารถเลือกผู้แทนของตัวเองได้

ทั้งนี้ พวกตนอยากเห็นแนวทางการดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนฯ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ การออกมาเสนอแนวทางเรื่องการปฏิรูปจะต้องเป็นเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“การเสนอแนวทางการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เพราะไม่รู้ว่าการนำเสนอแนวคิดนั้นอยู่บนพื้นฐานอะไร ในฐานะของประชาชน หรือในแนวทางของกลุ่มการเมืองหนึ่ง”

ยี้ข้อเสนอแฝงประโยชน์ส่วนตัว
ด้าน น.ส.สุลักษณ์ หลำอุบล นักศึกษาปี 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูประบอบการเมืองการปกครองของอธิการบดีมหาวิทยาลัย ทั้ง 24 แห่ง ต้องรอดูว่าแนวทางดังกล่าวจะเสนอรูปแบบในเรื่องใดบ้าง หรือว่าจะมีทิศทางออกมาอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าตัวท่านอธิการบดีบางท่านไม่มีความเป็นกลาง เพราะว่าบางท่านก็เคยเข้าไปร่วมในกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นกลาง 100% ส่วนประเด็นเรื่องการเสนอ นพ.ประเวศ วะสี นั้น ตนมองว่า ท่านเคยเป็นคนที่เสนอ มาตรา 7 ในช่วงของการเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แค่นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว

“การที่จะเสนอบุคคลเข้ารับตำแหน่งโดยอ้างเรื่องคุณธรรม ความดี แต่ความเป็นจริงไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประชาชน อย่างแท้จริงการที่ประชาชนเสียงไม่ดังพอ ไม่ได้หมายความจะไม่มีสิทธิ มีเสียง เพราะว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน การที่อธิการบดี จะเอาตำแหน่งของนักวิชาการ ปัญญาชนชั้นสูงมาพูดหรือเสนอเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถ้าจะคิดว่าตัวเองจะเสียงดังพอ”

ทั้งแนวทางการเสนอทางเลือก และ นพ.ประเวศ และประชาชนทุกคนต่างมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน การเกิดการปฏิรูปต้องฟังเสียงจากประชาชน เพราะว่าท้ายที่สุดแล้วแนวทางที่เสนอขึ้นมาก็อาจจะเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ชี้ต้องรู้จักฟังเสียงส่วนใหญ่
ขณะที่ ตัวแทนกลุ่มเยาวธาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวช่วงการเกิดรัฐประหาร จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การเสนอแนวทางดังกล่าว ไม่ใช่วิถีทางรัฐสภา การดำเนินการเสนอแนวทางต่างๆ ต้องเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การเสนอแนวคิดที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามกระบวนการดังกล่าว

“ผมมองว่าถ้าออกมาในลักษณะนี้ ดูจากกระแสการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาในช่วง 19 กันยายน 2549 ทั้งกลุ่มพันธมิตร ฯ กับการเสนอรัฐบาลแห่งชาติของ นพ.ประเวศ วะสี เป็นเรื่องที่มีความสอดคล้องกัน”

อย่างไรก็ตาม การที่จะมีแนวคิดในการเสนอคณะกรรมการดังกล่าวก็จะต้องฟังเสียงส่วนใหญ่จากประชาชน แต่โดยส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสมเพราะว่ากระบวนการดังกล่าวจะต้องมาจากการเลือกตั้ง

เผยการเมืองไม่ได้สุญญากาศ
ทางด้านนายคณิต กำลังทวี เลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ภาคอีสาน กล่าวว่า การนำเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากตอนนี้การเมืองไม่ได้อยู่ในภาวะสุญญากาศที่จะต้องที่จะมีคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง ยังมีคณะรัฐบาลที่บริหารประเทศ

ส่วนแนวคิดของการนำเสนอ นพ.ประเวศ วะสีมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนั้น แนวคิดที่บอกว่าใครมีความดี ความชอบธรรมที่มาจากการแต่งตั้งนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องของนามธรรม และไม่มีความชอบธรรมด้วย นอกจากนี้ทางกลุ่มยังคงเดินหน้าในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนภาคการศึกษามหาวิทยาลัยทั้ง 8 แห่งในภาคอีสานด้วย



ปัญหาพรรคการเมืองไทย

กรุงเทพฯ 29 ก.ย.- กระแสการเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำลังโยนหินถามสังคม ทั้งระบบเลือกตั้ง, จำนวน ส.ส. ส.ว. รวมถึงคำถามที่ตามมาว่าการเมืองไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองหรือไม่ โจทย์เหล่านี้เป็นเพียงแค่การแสดงความเห็นและยังไม่เป็นรูปธรรม

แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือระบบการเมืองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบฯ ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ประเด็น มีการนำต้นแบบมาจากประเทศเยอรมนี ด้วยเหตุนี้ กกต.จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพรรคการเมืองของเยอรมนี มาให้ความรู้ว่าพรรคการเมืองที่ดีควรเป็นรูปแบบใด ติดตามจากรายงาน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย




สู้ยิบตา

สู้ยิบตา

27 กันยายน 2551

นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นประชาธิปไตยเทียม ประชาชนจะแสดงออกได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและความเห็นชอบของคนเพียงคนเดียว ประชาธิปไตยของไทยได้ถูกครอบงำโดยอีกระบอบหนึ่งโดยสมบูรณ์เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ คนไทยได้ถูกสะกดให้ยอมรับการครอบงำนี้ด้วยสงครามข้อมูลข่าวสารหรือการโฆษณาชวนเชื่อที่จงใจยัดเยียดให้คนไทยเสพทางโทรทัศน์และวิทยุทั้งก่อนและหลังข่าว 2 ทุ่มมาตั้งแต่เกิดเริ่มจำความได้จนบางคนสิ้นอายุขัย จากคำว่า “ไม่” เริ่มกลายเป็น “ไม่แน่ใจ” แล้วก็กลายเป็น “ใช่และเทิดทูน” ไปในที่สุด มีน้อยคนที่จะรู้เท่าทันเล่ห์กลนี้ เช่นเดียวกับสาวกพันธมิตรฯ ที่มีต้นกำเนิดมาจาก ASTV จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนไทยผู้รักประชาธิปไตยจะปลดแอกตนเองออกจากระบอบครอบงำนี้ได้ ถ้าไม่สู้ยิบตาเยี่ยงชาวบ้านบางระจันบรรพบุรุษผู้ให้กำเนิดตำนานการต่อสู้ของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนของแท้เป็นครั้งแรกและยังคงเป็นเพียงครั้งเดียวของไทย

นาทีทองประชาธิปไตยของไทยเคยมีอยู่จริงเพียงช่วงสั้นๆ คือ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่คณะราษฎร์สามารถยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 ได้สำเร็จและสิ้นสุดลงเมื่อวันที่นายปรีดีฯ ได้เดินทางออกนอกประเทศเพื่อลี้ภัยทางการเมือง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาประชาธิปไตยของไทยกลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่สามารถหลอกได้เพียงคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในสายตาของชาวต่างชาติ ประเทศไทยยังคงถูกปกครองด้วยระบอบเดิมเพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบและวิธีการ การเรียกร้องประชาธิปไตยทุกครั้งที่ผ่านมา เป็นเพียงแผนการหนุนหลังของคนบางคนที่ต้องการทำให้ฝ่ายทหารอ่อนกำลังลงเพื่อปกป้องอำนาจการครอบงำการปกครองของตัวเองให้ยังคงอยู่เท่านั้น

อดีตสอนให้ผู้กำอำนาจครอบงำประเทศรู้และเข้าใจว่า การรักษาไว้ซึ่งอำนาจของตัวเองให้คงอยู่ต้องมีปืนของทหารเป็นพวก การมุ่งสร้างฐานอำนาจด้วยระบบอุปถัมภ์ข้าเก่าเต่าเลี้ยงในกองทัพจึงถูกดำเนินเรื่อยมาอย่างช้าๆ ตั้งแต่รัฐบาลปรีดีฯ สิ้นสุดลงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนานกว่า 70 ปี ใครนามสกุลไม่คุ้นหูหรือไม่มีเส้นสายอย่าได้หวังว่าจะได้เจริญรุ่งเรื่องในหน้าที่การงาน ซึ่งมันได้ผลรัฐบาลใดๆ ก็ไม่สามารถสั่งทหารซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งของรัฐบาลประชาธิปไตยให้ทำการใดๆได้ แม้ว่าคำสั่งนั้นจะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการก็ตาม กองทัพไทยจึงเป็นเครื่องมือของผู้กำอำนาจครอบงำระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เครื่องมือของรัฐบาลไทย

ความเจริญของประเทศ ความฉลาด และความรู้คุณค่าสิทธิเสรีภาพของตัวเองคือก้างขวางคอชิ้นใหญ่การดำรงอยู่ของระบอบครอบงำ รัฐบาลใดมีแนวโน้มจะทำให้ประเทศไทยเจริญแบบก้าวกระโดดจึงถูกโค่นอำนาจลงด้วยการปฏิวัติเสียทุกครั้ง ครั้งล่าสุดคือรัฐบาลทักษิณฯ ของคนจน ทักษิณฯ คือนายกรัฐมนตรีคนที่สองที่กล้าประกาศกร้าวว่าคนจนในประเทศไทยจะหมดไป แต่ก็เป็นได้เพียงฝันครั้งที่สองของคนจน

สงครามนี้ต้องสู้ยิบตาอย่างชาวบางระจัน ตียันไว้ให้ได้เพื่อยืดเวลาให้ข้าศึกผู้เฒ่าอ่อนล้าสิ้นหวังจนยอมแพ้หรือตายไปเองเพราะสิ้นอายุขัย ชาวบางระจันยันไว้ได้ไม่นานนักเพราะกำลังมีน้อย แต่พวกเราชาวประชาธิปไตยซึ่งมีอยู่กว่าค่อนประเทศทำไมจะไม่ชนะ แต่ชนะไม่ง่ายเพราะฝ่ายตรงข้ามมีทหารค้ำอยู่ สงครามจึงยืดเยื้อจนทำให้หลายๆคนเกิดการท้อแท้เพราะไม่รู้ความเป็นไปของสงคราม เมื่อท้อแท้ก็จะท้อถอยและยอมแพ้ไปในที่สุด แม้รัฐบาลของประชาชนจะถูกถอดถอนจนหมดก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่ทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการต่อสู้ครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย กำลังใจและรู้เท่าทันสถานการณ์ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดผลแพ้ชนะของสงครามนี้ โปรดระลึกไว้เสมอว่า ถ้าท่านยอมแพ้แล้วใครจะสู้ ลูกหลานจะพ้นคำว่า “ไพร่” เพราะท่านไม่ใช่เพราะลูกหลานของเขา เรามาช่วยกันนับสองต่อจากบรรพบุรุษชาวบ้านบางระจันกันเถิด

จาก thaifreenews


ขอเสนอของ 24 อธิการบดี คือ การทำรัฐประหารยึดอำนาจคนรากหญ้า


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมเห็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย 24 แห่ง ออกมาเข้าชื่อกัน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมา เพื่อรื้อระบบการเมืองแล้ว ผมรู้สึกสิ้นหวัง "คนที่ได้ชื่อว่านักวิชาการ เมืองไทยจริง ๆ ครับ เพราะข้อเสนออย่างนี้ ก็คือ ก็คือ การเอาอำนาจของประชาชน ไปมอบใส่มือให้ คณะกรรมการอิสระ นั่นเอง มันไม่ต่างจากการทำรัฐประหารแต่อย่างใด เพราะกรรมการพวกนี้ ก็คงจะร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นนี้ คงไม่พ้นที่จะ ลดทอนอำนาจของประชาชน ลงไป แล้วมีการตั้งองค์กรพิเศษ หรือ มีการ ตั้งผู้แทน เข้าไปในสภา โดยผู้แทนกลุ่มนี้คงไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่อย่างใด อธิการบดีพวกนี้คือ แนวรบอีกปีกหนึ่งของพวกอำมาตยาธิบไตย ซึ่งใช้ พธม. เป็นแนวรบเพื่อหาเหตุในการทำรัฐประหารมาครั้งหนึ่งแล้ว ตอนนี้ใช้ข้อ้างเพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง (ที่ตนเองอยู่เบื้องหลัง) เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่



กรรมการอิสระที่ตั้งขึ้นมา ก็คงไม่แคล้วที่จะเลือกขึ้นมาจาก กลุ่มนักวิชาการ ซึ่งคนพวกนี้ก็เป็น ตัวแทนของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตยอยู่แล้ว แทบจะขานชื่อได้เลยว่าเป็นใครบ้าง คงไม่พ้น จากนักร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 18 ฉบับที่ผ่านมา เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประเวศ วะสี สุเมธ ตันติเวชกุล หรือมีชัย ฤชุพันธ์ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้ก็มีการขานรับกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย เหมือนได้เตี้ยมกันมาแล้ว

เราแทบจะเห็น และเดาล่วงหน้าได้เลยว่า ข้อเสนอของกรรมการอิสระนี้ จะมีอะไรบ้าง

ผมไม่เชื่อว่า นักวิชาการในประเทศไทย หรือกรรมการอิสระทั้งหลายที่ตั้งขึ้นนี้ จะค้นพบ "ทฤษฎีการเมืองใหม่" ที่ทันสมัยที่สุดในโลก ไม่มีเคยมีนักวิชาการใด หรือ ปราชญ์ ปรัชญาเมธี คนใดในโลกนี้เคยค้นพบมาก่อน การเมืองใหม่ที่ว่านี้จะนำพาประเทศไทยให้่เจริญก้าวหน้าทันสมัยที่สุดในโลกไปได้ มันคงไม่พ้นระบอบการเมืองที่จะคงอำนาจของพวก ศักดินาอำมาตยาธิปไตยเอาไว้อย่างแน่นอน

โลกนี้ไม่มีประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ หรือระบบการเมืองที่เป็นการเมือง แบบยูโทเบีย อย่างแน่นอน ไม่มีสังคมในฝันที่พวกบ้าตำรวทั้งหลาย ร่ำร้องเรียกหาอย่างแน่นอน การเรียกร้องหาผู้ปกครองที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมในอุดมคตินั้นมันเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่าลืมว่า ผู้ปกครองในอุดมคติที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมนั้น ควรจะเป็นผู้ปกครองที่ไม่มีทรัพย์สินและครอบครัวที่จะเป็นสาเหตุของความโลภ โกรธ หลงได้ เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นต้นเหตุของการสูญเสีย ธรรมะ ของผู้ปกครองไปในที่สุด




ผมเห็นแต่ผู้ปกครองทั้งหลายในโลก ที่โฆษณาว่าเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม แต่กลับมีทรัพย์สมบัติที่มากมายมหาศาลเป็นมหาเศรษฐีมีเงินหลาย Billions ด้วยกันทั้งสิ้น แต่กลับกล่าวหา ด่าว่าคนอื่นไร้คุณธรรม ในขณะที่ตนเองก็มีพฤติกรรมที่ยิ่งกว่าเสียอีก



ในโลกนี้ไม่มีประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ มากกว่าที่เป็นกันอยู่ในโลกเวลานี้ ไม่มีระบอบใดที่ปฎิเสธ "อำนาจของประชาชน" แล้วเรียกว่าประชาธิปไตยไปได้ ไม่มีระบอบที่ลดทอนอำนาจของประชาชน แล้วได้รับการยกย่องว่าเป็นระบอบการเมืองที่ดีในอุดมคติไปได้

ดังนั้น ข้อเสนอการรื้อระบบการเมืองของนักวิชาการพวกนี้ จึงไม่มีอะไรพิสดารไปกว่า "การปฎิเสธิอำนาจประชาชน" แล้ว "สรรหาวิธีคิดที่จะมีผู้แทน" จากกลุ่มชนชั้นสูง กลุ่มผู้ปกครองขึ้นมา" ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม ขึ้นมาเป็น "ผู้แทน" โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน" แต่ให้อำนาจผู้แทนเหล่านี้ ทัดเทียมกับผู้แทนของประชาชน เหมือนกับที่เราเห็น สว.สรรหา ที่เป็นกาฝากของระบอบประชาธิปไตยในขณะนี้นั่นเอง

ผมคิดว่าตอนนี้ คนชั้นสูง" หรือ พวกผู้มีอำนาจบารมีนอกระบบ ทั้งหลาย กำลังอับจนสิ้นหนทางที่จะหาทางคงอิทธิพลทางการเมืองของตนไว้แล้ว เพราะในขณะนี้พวกเขาไม่สามารถทำรัฐประหารได้อีกแล้ว เพราะจะถูกประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อต้านอย่างแน่นอน พวกนี้ใช้ตุลาการภิวัฒน์ ทำลายล้างพรรคการเมือง รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งของประชาชน แต่ ตุลาการภิวัฒน์ ก็ไม่สามารถทำให้พวกเขาเอาชนะทางการเมืองได้



ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้มีอย่างเดียวคือ "เสนอการร่างรัฐธรรมนูญ จากคนที่ไม่ได้มาจากประชาชน หรือพรรคการเมือง แต่มาจาก นักวิชาการสายตรง ของพวกอำมาตยาธิปไตย แล้ว "นักร่างรัฐธรรมนูญทั้งหลาย" ก็คงไม่พ้นหน้าเดิม ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 18 ฉบับ มาก่อน พวกนี้ก็จะหาหนทางในการดัดแปลงเอาระบบ 70/30 มาใช้ ด้วยชื่อพิสดารอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างแน่นอน

ซึ่งมีวิธีนี้วิธีเดียวเท่านั้น ที่พวกเขาจะสามารถ "คงอำนาจคนชั้นสูง" เอาไว้ได้

ไม่อย่างนั้น "ระบอบประชาธิปไำตยแบบมวลชน" จะทำลายคนพวกนี้ออกไปจากอำนาจทางการเมืองทั้งหมดอย่างแน่นอน เมื่อพวกเขาไม่มีฐานจากประชาชน ระบอบการเลือกตั้ง จึงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะให้ความเชื่อมั่นในการคงอิทธิพลทางการเมืองเอาไว้ได้

ตอนนี้ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องคิดระบบการเมืองใหม่ให้วุ่นวาย กลุ่มพันธมิตร เป็นเพียง ม็อบจัดตั้ง จากระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่ดันให้พวกนี้ก่อความวุ่นวายขึ้นมา เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการ สร้างระบอบการเมืองใหม่ ที่ ลดทอนอำนาจของประชาชน เหมือนกับที่เขาใช้เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารเมื่อปี
2549

ตอนนี้พวกนี้ใช้สื่อ ที่เป็นกระบอกเสียงของระบอบอำมาตยาธิปไตย ส่งเสียงขานรับ และประโคมระบอบการเมืองใหม่ และให้นักวิชาการในอาณัติ ประสานเสียง เพื่อที่จะได้สิ่งที่พวกเขาต้องการ



ระบอบประชาธิปไตย ไม่จำเป็จต้องคิดใหม่ เพราะมันมีตัวอย่างชัดเจนจากทั่วโลกอยู่แล้ว มีรูปแบบที่ชัดเจน ไม่คลุมเครือ มีตัวอย่าง มีข้อพิสูจน์มากมายแล้ว

ตอนนี้ พวก "ศักดินาอำมาตยาธิปไำตย" กำลังดิ้นเต็มที่ ตา่มอายุไข ที่กำลังจะหมดไป

จาก thaifreenews

Monday, September 29, 2008

2ปีรัฐประหารคนไทย..ตาสว่าง! (คอลัมน์ : Cover story)



คอลัมน์ : Cover story

“หมอสันต์” ล้อมคอก ‘อำมาตย์’
รู้เช่นเห็นชาติใครทำลาย ปชต.

ศ.เกียรติคุณ นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวเปิดการเสวนา "2 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549" ส่งผลร้ายต่อสังคมไทย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เสียหายนับแสนๆ ล้านบาท ระบุ “รัฐประหาร” ครั้งล่าสุด เปิดโฉมหน้า “อำมาตยาธิปไตย” ที่หนุนหลังเผด็จการทุกยุคทุกสมัยคือใคร? และจุดยืนที่เปลี่ยนไปของคนที่เคยออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยคือใคร? ทำให้สังคมไทยตาสว่าง!!!

การเมือง คือ การปกครองที่มีมานานที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากประกอบกันขึ้นเป็นชาติ มีความอยู่ดีกินดี มีความสุข มีความรัก ความสามัคคีกัน ถ้าการเมืองมีความหมายเช่นนี้ ทุกคนจะรู้ในทันทีว่า “ก้าวหน้า” หรือ “ถอยหลัง” เพราะ 3 ปีที่ผ่านมาเราไม่มีความสงบ มีแต่ความแตกแยกในแผ่นดิน เศรษฐกิจในชาติพังพินาศเป็นแสนล้าน ถ้าบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้แปลว่าเราถอยหลังด้วยเช่นกัน พวกเราประชาชนที่ปกติยุ่งแต่การทำมาหากินเลี้ยงตัวเอง เรามักเป็นเหยื่อของชนชั้นปกครองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรียกว่านักการเมือง หรือพวกอำมาตย์ก็ตาม คือนักปกครอง ซึ่งถ้าปกครองดีเรา มีความสุข ถ้าไม่ดี เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ที่จริงผมเป็นเหยื่อตั้งแต่เป็นนิสิตนักศึกษาแพทย์ปี 2 มีการเลือกตั้งสกปรกขึ้นในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม พวกเราเดินขบวนมายังทำเนียบรัฐบาล และสามารถพังประตูเข้าไปได้แล้ว จอมพล ป. ออกมาพบ และสัญญาว่าจะให้มีการเลือกตั้งใหม่ เราแยกย้ายกันกลับบ้านไป ปรากฏว่าเราเป็นเหยื่อของผู้บงการที่อยู่ข้างหลังที่เราไม่เห็นมืออย่างชัดเจน ซึ่งต่อมาเราเห็นว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกโค่น แล้ว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมาปกครองประเทศ เป็นเผด็จการยิ่งกว่าสมัย จอมพล ป. หลายเท่า

จากนั้นมีเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่พวกเราได้ร่วมในการต่อสู้เพื่อที่จะฟื้นระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาอีก ปรากฏว่าเราได้ทำการสนับสนุนพรรคการเมืองที่เรียกว่า พรรคเทพ จนเขาได้รับการเลือกตั้ง แล้วได้พรรคเทพขึ้นมาปกครอง แล้วพรรคเทพทำกับเราแทบล่มจม เพราะเราเปิดระบบเสรี โดย คุณชวน หลีกภัย และให้ประเทศเข้าสู่ความล่มจม ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งๆ ที่เรื่องเกิดตั้งแต่รัฐบาลสมัยคุณชวน กับรัฐบาล คุณอานันท์ ปันยารชุน

จะเห็นได้ว่านักปกครองที่ทำให้เรากลายเป็นเหยื่อ พวกเราต้องประสบชะตากรรมอย่างทุกวันนี้ เมื่อเราเลือก ส.ส. ของพรรคเทพขึ้นมา เขาสัญญากับเราอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน แต่พอเข้าได้มาเป็นผู้แทนในสภา เขาไม่ได้ทำสิ่งนั้นเลย นี่คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้

ผมว่าการมีกลุ่มพันธมิตรฯ หรือพันธมารอยู่นี้เป็นผลดีกับประเทศไทย คือประเทศไทยจะมีจิตวิญญาณแห่งความถูกต้องชอบธรรมมากขึ้น เพราะแม้แต่ในกรรมการบริหารสมาพันธ์ประชาธิปไตย ที่ก่อตั้งขั้นเมื่อ 14 พฤษภาคม 2535 ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งมี 7 คนด้วยกัน คือ ผม นพ.เหวง โตจิราการ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล บัดนี้เห็นชัดเจน ถ้าเราไม่มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เราไม่รู้จิตใจของพวกเขาที่แท้จริงว่ามีความรู้สึกเบื้องหลังอย่างไร ตอนนั้นเราร่วมกันต่อสู้รัฐบาลเผด็จการที่สืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหาร ทุกคนบอกว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือ ส.ส. แต่ตอนนี้เขาเปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องการนายกรัฐมนตรีที่ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง

หลายสิบปีที่เราทำงานร่วมกันมา เราไม่รู้จักพวกเขาเลย จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์พันธมิตรพันธมารขึ้น ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ประชาชนรู้สึกแล้วว่าที่เราเติบโตช้ากว่าประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ทั้งที่เมื่อ 50 ปีก่อน เขาแพ้ประเทศไทย แต่ขณะนี้เขาก้าวหน้าไปกว่าเรามาก และเรารู้ว่าอะไรอยู่เบื้องหลังที่ทำให้บ้านเราไม่เจริญก้าวหน้า และการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เปิดมือมืดที่อยู่ข้างหลังนี้ ที่ทำให้บ้านเมืองของเราไม่เติบโต ประชาชนไม่ได้อยู่ดีมีสุข นี่คือเรื่องที่ดีที่เราได้รับจากการรัฐประหาร เราสามารถรู้ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังมือมืดต่างๆ ที่อยู่หลังเหตุการณ์ตั้งแต่ 2500 ตุลาคม 2516 ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้เราได้ตาสว่างว่าอะไรที่ทำให้เราไม่ก้าวหน้า ทำให้เราได้รู้ว่าในภายหน้าเราต้องปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงการปกครองของเราต่อไป เพื่อให้ประชาชนของเราอยู่ดีมีสุขมากขึ้น


ผลผลิตเผด็จการบานสะพรั่ง“ประชาธิปไตยของนายทาส”


คอลัมน์ : cover story

นพ.เหวง โตจิราการ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ประชาธิปไตย เผย 2 ปีรัฐประหาร ผลผลิตของคณะเผด็จการทหารซึ่งมีอำมาตยาธิปไตยหนุนหลัง ได้ผลิช่อออกดอกแบ่งบาน จนฝ่ายประชาธิปไตยต้องเพลี่ยงพล้ำ โดยเฉพาะการรุกคืบ “การเมืองใหม่” ที่เปรียบเสมือน “ประชาธิปไตยของนายทาส” ย้ำทางแก้ปัญหามีทางเดียวคือ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550” รัฐบาลใหม่อย่าทำลาย!!! “นิติรัฐ”

ถ้าเราเปรียบเทียบจากการรัฐประหาร เราจะทราบว่ามันถอยหลังไปมากๆ เราต้องตั้งต้นจากการรัฐประหารก่อน ซึ่งการรัฐประหารในครั้งนี้มันทำให้เราเห็นข้อเท็จจริงมากมาย ก่อนมีการรัฐประหารมีการสร้างเงื่อนไขให้สุกงอม เพื่อนำไปสู่การเคลื่อนกองทัพ โค่นล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายคนในกลุ่มนั้นมีชนชั้นสูง กลุ่มทุนบางกลุ่ม รวมตัวกันสร้างเงื่อนไขทางการเมือง สมาพันธ์ประชาธิปไตยของเราตั้งแต่แรกบอกชัดว่าการรัฐประหารครั้งนี้มีความมุ่งหวังสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย แทนที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งตอนนี้ระบอบอำมาตยาธิปไตยมีความแข็งแกร่งอย่างมหาศาลภายในเปลือกของประชาธิปไตย

การเมืองใหม่ ผมขอเรียกว่า การเมืองระบบเจ้าทาส ที่เหมือนในสมัยกรีก ที่เป็นยุคทาส จะไม่มีสิทธิความเป็นคน คือ ให้ทาสไปสู้กับสิงโต ถ้าแพ้ก็จบกัน ทาสไม่มีสิทธิในชีวิตของตนเอง ไม่ต้องพูดถึงสิทธิทางการเมืองเลย เสรีชนคือผู้มีสิทธิทางการเมือง คุณต้องมีม้า มีรายได้ มีภาษีอากรเท่านั้นเท่านี้จึงจะมีสิทธิในการหย่อนบัตร จำกัดเฉพาะโภคทรัพย์เยอะๆ เหนือกว่านั้นคือคนที่มีโอกาสบริหารบ้านเมืองต้องเป็นชนชั้นเจ้าทาส แวดวงอภิสิทธิ์ชน เช่น สมัยกรีกมีสำนักชิต หากสำนักไหนเป็นที่ยอมรับของประชาชน ถึงจะสามารถมาบริหารบ้านเมืองได้ นี่เข้ากันเป๊ะเลยครับ การเมืองใหม่ ถอยหลังไปกว่าพันปี ไม่ควรใช้คำว่าการเมืองใหม่ น่าจะใช้ว่าคำว่า การเมืองสมัยเจ้าทาส

แล้ววันนี้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอประชาธิปไตยของนายทาส ประชาชนทั่วประเทศคือคนทาสที่โง่เง่าเต่าตุ่น เสนอให้เพียงอภิสิทธิ์ชนในบางประเภทเท่านั้น นี่เข้ากับ 70 : 30 ดูราวจะมีความเป็นประชาธิปไตย แต่นี้เป็นประชาธิปไตยแบบนายทาส มาสู้ประเด็นจริงๆ คือการรัฐประหารต้องการทำลายประชาธิปไตย

โดยสร้างอำมาตยาธิปไตย ในหลักปฏิบัติยุคของเผด็จการรัฐประหาร เป็นยุคของเผด็จการทรราช และในปัจจุบันเป็นยุคของประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีจิตวิญญาณรับใช้เผด็จการโดยจิตสำนึกต้องลาออก เก็บตัวในบ้านได้แล้ว ยุคนี้ไม่ใช่ยุคเผด็จการ ใครก็ตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากการรัฐประหารต้องมียางอาย ต้องมีจิตสำนึกทางการเมือง คุณต้องรู้ว่าพวกคุณมีจิตวิญญาณเผด็จการ คุณไม่ควรเสนอหน้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือองค์กรอิสระทางการเมือง คุณควรปลดเปลื้องตัวเองให้พ้น แต่นี่กลับตรงกันข้าม

หลายองค์กรที่เกิดจากรัฐประหาร ยังทำผิดกฎหมายของคณะรัฐประหารเอง เช่น คตส. ในคำประกาศ คปค. ฉบับ 30 ถ้า คตส. ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดแล้ว และอัยการสูงสุดยังไม่ส่งความเห็นกลับมา คตส. ส่งฟ้องเองไม่ได้ แต่ปรากฏว่ามี 2 คดี อัยการสูงสุดยังไม่ส่งความเห็น เพียงแต่บอกว่าเรื่องที่ส่งมายังไม่สมบูรณ์ แต่ คตส. กลับดำเนินการฟ้องเอง นี่เป็นการทำลายหลักนิติรัฐหรือหลักทางสากล แล้วยังละเมิดการกระทำผิดของ คตส. เอง

ดังนั้นที่พันธมิตรฯ บอกว่าต้องตรวจสอบคน เอาคนที่มีคุณธรรม ผมอยากจะถามว่าทำไมไม่ไปตรวจ คตส. เสียบ้าง นอกจากนี้ยังมีเรื่องเขายายเที่ยงที่ค้างคาอยู่ ไม่มีใครตรวจสอบผู้นำรัฐประหารจดทะเบียนสมรสซ้อน นี่คือความไม่ศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย คุณบอกว่าจะตรวจสอบคุณธรรมจริยธรรม นี่ประเด็นนี้เห็นชัดๆ แต่คุณไม่ตรวจสอบ

ท่านทั้งหลายอย่าไปละเมอกับคำศัพท์ที่พวกเขาเนรมิตขึ้นมา สวยหรู เช่น ประชาภิวัตน์ ความจริงนี่คือความหมายที่ดี คือ ประชาชน บวก อภิวัตน์ หมายถึง เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยประชาชน แต่นี่ไม่ใช่ ถ้าไปดูใน BBC CNN เขารุกใหญ่เลย ครั้งแรกเขาบอกว่า 2 หมื่น 5 พันคน ผมให้เต็มที่เลยทั่วประเทศ 1 แสนคน เมื่อเทียบกับประชาชน 63 ล้านคน เท่ากับ 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทียบกันไม่ได้ วันนี้ผมเรียนผ่านสื่อ ทวงถามคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ท่านยังตอบไม่ได้เลยว่าเขาไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่ทำงานและรับเงินเดือน นี่คือองค์กรต่างๆ ครับ

วันที่ 23 ธันวาคม ดูราวกับมีความเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง มีการจัดตั้งรัฐบาลตามครรลอง แต่องค์กรอำมาตยาธิปไตยที่ได้มาตอนการแต่งตั้งรัฐประหาร ทำการยื้อแย่ง ดึงแข้งขา ถามว่ารัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนอำนาจประชาธิปไตย สามารถสำแดงบทบาทได้หรือไม่

ผมสงสัยว่าเมืองไทยมีหน่วยงานความมั่นคงอยู่หรือเปล่า ผมสงสัยว่ามีหรือไม่ เพราะถ้ามีหน่วยงานความมั่นคงภายใน วันนั้นกองโจรที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย จุดมุ่งหมายคือการเชื่อมสัญญาณกับเอเอสทีวี ซึ่งเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนที่โค่นล้มรัฐบาลสมัคร ซึ่งท่านทำได้แต่ต้องตามครรลองในรัฐธรรมนูญ ในสภา ผมถามหน่อยว่า กลไกรัฐอยู่ตรงไหน ทำไมให้เรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงชาติเกิดขึ้นอย่างตำตาได้อย่างไร

ผมถามหาเจ้าหน้าที่ว่าหลังจากที่มีการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นแล้ว มีข้อความชัดเจนว่าห้ามชุมนุมเกิน 5 คน แล้วในทำเนียบมีกี่คน ไม่มีใครดำเนินการ กฎหมายดูไม่ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีหมายจับ เจ้าหน้าที่ทั้งหลายทำไมท่านไม่เดินเข้าไป หรือกลัวว่าจะไม่มีชีวิตกลับมา แปลว่ามีบางคนอยู่เหนือกฎหมาย ผมเป็นห่วงบ้านเมืองของผม

ผมฝากถึงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านต้องการความสมานฉันท์ก็จริง แต่ความสงบสุขของบ้านเมืองและความสมานฉันท์ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้อง และต้องไม่สมานฉันท์โดยการทำลายหลักการความเป็นประชาธิปไตย

เราต้องเคารพความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 63 เพราะยังบังคับใช้อยู่ ถ้านายสมชายยอมทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แล้วเราจะเชิดหน้าชูคอกับอารยชนของชาวโลกได้อย่างไร ผมเห็นด้วยกับการเจรจา กับความสันติ แต่ต้องอยู่บนหลักของความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญา ผมทราบข่าวมาด้วยความไม่สบายใจ ซึ่งไม่ขอกล่าวหา แต่ว่ารัฐบาลอาจจะประนีประนอมถึงจุดที่ทำลายหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องของบ้านเมือง

ผมเตือนนายกฯ คนใหม่ด้วยความเคารพ การประนีประนอมต้องอยู่บนหลักกฎหมาย คือ 1.เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2.เคารพกฎหายทุกตัวที่มีในประเทศไทย อย่าทำจนถึงขั้นทำลายรัฐธรรมนูญ

การเสียชีวิตของ คุณณรงศักดิ์ กรอบไธสง ผมดูในเอ็นบีที ถูกรุมตี ใช้ไม้ แต่คุณณรงศักดิ์ไม่มีอาวุธ มันจะบอกว่าเขาถือไปไม่ได้ เขาไม่มีอาวุธ คุณมีสิทธิ์อยู่ตรงนั้น เขาไปหาคุณได้ แต่คุณมีอาวุธ คุณล้อมเขาไว้ ดีไม่ดีเขาอาจจะยกมือไหว้ขอโทษได้ แล้วคุณคุมตัวไปส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่นี่ไม่ใช่ ตีจนตายคามือ แต่ผมไม่เห็นความกระตือรือร้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในการนำคนร้าย 7-8 คนที่รุมตีเขามาลงโทษ นี่ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ คนหัวเกรียนประกาศหลักการเลยว่า ใครมาให้ตีจนเข้าห้องไอซียู ให้ตีจนอาการเป็นหรือตายเท่ากัน นี่ผิดหลักการในรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้นระบอบอำมาตยาธิปไตยกึ่งอำนาจประชาธิปไตยโดยตรง คือพอรัฐประหารแล้ว สร้างโครงสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตยเพื่อรุมทึ้งจนอ่อนแรง ทั้งนี้ เราจึงต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยคงหมวด 1-2 ไว้ เพื่อปิดช่องทางการเมืองให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องมาปั่นป่วน

จริงๆ แล้วพันธมิตรฯ เป็นเครื่องมือของอภิชนาธิปไตย หรือ อำมาตยาธิปไตย หรือการเมืองระบบเจ้าทาสอย่างชัดเจน แต่ความเป็นจริงแก่นแท้คือต้องการให้อภิสิทธิ์ชนมาปกครองประเทศ ท่านอย่าลืมหลักการที่มนุษยชาติได้ตราไว้หลังจากที่โลกพ้นยุคมือในยุโรปแล้ว มนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน ในการเมืองทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันหมด ฉะนั้นหลักการนี้จะลบไปไม่ได้ ไม่ว่าจะข้อเสนอ 70 : 30 หรือตอนหลังที่มีคนเสนอ 50 : 50 แต่มนุษย์ต้องมีความเป็นคนเต็มร้อย

การเมืองใหม่เป็นการดูถูกพี่น้องทั้งประเทศ เขามีแบบจำลองมากมาย แต่สรุปได้คำเดียวคืออภิชนาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องมากมาย 1.งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา ซึ่งถือเป็นการรัฐประหาร 2.มีรัฐบาลแห่งชาติ 3.มีรัฐบาลพิเศษ ถ้าหากต้องการคิดการเมืองใหม่ แปลว่าต้องมีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียก่อน

ตอนนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศใช้สันติวิธี แต่ต้องไม่ทำลายหลักการของกฎหมาย แม้เราต้องการแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็ต้องให้ใช้รัฐธรรมนูญนี้เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ต้องดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด