WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 5, 2008

“สุจินดา”ชวนปชช.ใช้สิทธิ์เลือกคนดีบริหารชาติ วอน “จำลอง”ยุติบทบาท


อดีตนายกฯ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งเชิญชวนประชาชนเลือกคนดีบริหารบ้านเมือง เชื่อ พล.อ.ชวลิต เจรจาพันธมิตรฯได้ วอน พล.ต.จำลอง ยุติบทบาทเพราะอายุมากแล้ว

พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ กล่าวภายหลังออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ว่า ขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันมาก ๆ เพื่อเลือกคนดีเข้ามาบริหารงาน ทั้งนี้ได้กล่าวถึง สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ด้วยว่า การที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ จะเป็นผู้ออกไปเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เชื่อว่า สถานการณ์น่าจะดีขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย คงจะเห็นแก่ประเทศชาติ ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ก็มีบุคลิกเป็นนักประสานงานได้ดี หวังว่า คงประสบผลสำเร็จพร้อมกันนี้ ยังเห็นว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีอายุมากแล้ว น่าจะเหนื่อยเต็มทีกับการชุมนุมซึ่งสมควรจะยุติบทบาทในการชุมนุมได้แล้ว

ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วเช่นกัน ในหน่วยเลือกตั้งที่37 เขตทวีวัฒนา

รวบกบฎ"จำลอง" แล้วขณะใช้สิทธิเลือกตั้ง ตร.นำตัวขัง ตชด.


“จำลอง ศรีเมือง”แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดนตำรวจคุมตัวในขณะที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อช่วงเช้าโดยจะถูกนำตัวไปฝากขังที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จังหวัดปทุมธานี

รายงานข่าว แจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 8.00น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ถูกตำรวจจับขณะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่หน่วยเลือกตั้งโรงเรียนเศรษฐเสถียร โดยขณะนี้พล.ต.จำลอง ถูกนำตัวไปขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. ตำรวจได้จับนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ไป ก่อนที่วานนี้จะนำไปฝากขังต่อศาล ด้วยหมายจับข้อหาเป็นกบฎในราชอาณาจักร

โดยพล.ต.จำลอง ยืนยันว่าจะไม่ขอใช้สิทธิ์ประกันตัว และจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ข่าวดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยเมื่อเวลา 8.30 น. บนเวทีพันธมิตรฯ ทำเนียบรัฐบาล โดย น.ส.อัญชลี ไพรีรัก พิธีกรบนเวทีระบุว่า พล.ต.จำลองได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้เพื่ออ่านให้กันพันธมิตรฯ ฟัง โดยจะอ่านให้ฟังในเวลา 9.00น.

ขณะที่ แกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นๆ ได้แก่ นายสนธิลิ้ม ทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้เดินทางมาบนเวทีเพื่อปราศรัยถึงแนวทางจากนี้ต่อไป ที่พล.ต.จำลองโดนจับ โดยนายสนธิ ประกาศบนเวทีปราศรัยว่า ตำรวจผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโดนจับของพล.ต.จำลอง คือ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และขอให้ผู้ชุมนุมจำชื่อของพล.ต.อ.จงรัก และคนในนามสกุลของเขาเอาไว้

ด้านนายสมศักดิ์ โกศัยศุข แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีว่า กลุ่มพันธมิตรจะอยู่ขับไล่รัฐบาลนี้ออกไป และเห็นว่าการที่ พล.ต.จำลองออกไปสิทธิเลือกตั้งตามสิทธิหน้าที่พลเมือง ไม่ได้ทำความผิดอะไร

ขอให้พี่น้องน้อง อย่าตระหนกตกใจ ทั้งนี้จะได้เป็นการพิสูจน์พลังของพันธมิตรฯทั่วประเทศ ทั่วโลก พิสูจน์พลังของประชาชนหรือรัฐบาลชั่วจะเป็นฝ่ายชนะ เราสู้เพื่อชาติเพื่อบ้านเมืองเราจะไปกลัวทำไม ขอกองทัพประชาชนต้องเตรียมพร้อม มีวินัย มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว เอายังไงเอากัน เราเชื่อพลังของพี่น้องประชาชน ห่วงใยประเทศชาติ"นายสมศักดิ์ กล่าว

ในเวลาประมาณ 9.00น. น.ส.อัญชลี ได้เปิดจดหมายของ พล.ต.จำลอง และอ่านบทเวที โดยเนื้อความระบุว่า "เรียน คุณอัญชลี คุณกมลพร หรือพิธีกรคนอื่นๆ กรุณาอ่านทุกถ้อยคำ อย่าให้ตกหล่น อ่านออกสำเนียงเสียงพูด พันธมิตรทุกท่าน ในการปราศรัย เราต่างมาชุมนุมเพื่อใช้หนี้แผ่นดินและมาทำบุญ เราต่างมาทำบุญเพื่อประเทศไทย และใช้หนี้แผ่นดิน เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คน ที่เกิดมา ก่อนตายต้องชดใช้บุญคุณแผ่นดิน ไม่ว่าการณ์สิ่งใดจะเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจงจดจำไว้ว่า หน้าที่ของพลเมืองไทย คือ รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมจำลองศรีเมือง อยากย้ำเตือนคนไทยว่า เราต่างเกิดมาพร้อมหน้าที่ ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจน เรามีหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน จาก จำลอง ศรีเมือง 6 โมงเช้า"

ส่วนบรรยากาศ ภายหลังพล.ต.จำลองโดนจับ บรรดากลุ่มผู้ชุมนุมได้ทยอยเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อสบทบและฟังแกนนำปราศรัยอย่างต่อนเอง ขณะที่พันธมิตรฯตามจังหวัดต่างๆ ก็จะเดินทางมาสมทบที่กรุงเทพมหานครต่อไปด้วย

ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ถูกตำรวจับกุมเมื่อเย็นวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา และศาลอนุญาตตามที่ตำรวจยื่นคำร้องให้ฝากขัง 12 วัน ในข้อหากบฎ


Saturday, October 4, 2008

"จตุพร"เตือนสติเพื่อน ส.ส.พปช.หากคว่ำร่าง คปพร.เหมือนดูถูกปชช.


"จตุพร"แนะนำเพื่อนส.ส.พปช.อย่าคิดคว่ำร่างคปพร.ชี้เท่ากับเป็นการดูถูกประชาชน จะเกิดปัญหาตามมาแน่ พร้อมเตือนให้ยอมรับความคิดเห็นของปชช.บ้าง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน กล่าวถึงกรณีที่มีส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนจะโหวตค่ำร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.)ที่เสนอโดยนพ. เหวง โตจิราการ หากมีการบรรจุอยุ่ในวาระการประชุมสภาฯ ว่า การเสนอร่างของคปพร.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่ประชาชนเข้าชื่อเพื่อเสนอต่อสภาฯบรรจุในวาระการพิจารณา และจากการการประชุมร่วม 4 ฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าควรที่จะแก้ไขมาตรา291 เพื่อตั้งส.ส.ร.3 ขึ้นมาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากการเสนอร่างแก้ไขที่เสนอโดยประชาชนแต่ส.ส.ในสภาฯไม่รับก็ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่หากยืนยันที่จะไม่รับฟังเชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาอีกแน่นอน ดังนั้นส.ส.พลังประชาชนควรที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและคุยกัยว่าจะเดินหน้าอย่างไร และที่ตนแสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่เพราะเคยร่วมงานในฐานะนปก.มาก่อน เพียงแต่อยากให้รับฟังความเห็นคนอื่นบ้าง
นายจตุพร กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ส่วนตัวอยากฝากบอกไปถึงสมาชิกในพรรคว่าอย่าใช้คำว่าคว่ำร่าง และอย่าดูถูกน้ำใจประชาชน แต่ขอให้พิจารณาทบทวนดก่อนหากเห็นว่าร่างของคปพร. มีปัญหาก็ไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการได้ ซึ่งจะเป็นทางออกที่นุ่มนวลกว่า



Friday, October 3, 2008

ผมไม่ได้เชียร์คุณชูวิทย์หรอกครับ... แต่ยุคแห่งวิญญูชนจอมปลอมสมัยนี้ บางทีเจอแบบนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


ผมเกิดความเบื่อหน่ายการเมืองมาสองสามสัปดาห์แล้ว และไม่มีประเด็นอะไรที่จะเขียนบทความ จนเขียนไม่ออกไปเหมือนกัน ประเด็นต่างๆ มันก็กร่อยจนไม่รู้จะเอามาเขียนอย่างไรเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยเอาตามเหตุการณ์ กรณีคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ชกหน้าพิธีกรในรายการโทรทัศน์ช่อง 3 มาพูดเสียหน่อย ทำตัวให้ทันเหตุการณ์บ้างก็ดีเหมือนกัน

ตอนนี้ผมเบื่อยุคแห่งการอ้างจริยธรรมบังหน้า มือถือสากปากถือศีล ที่พวกที่ทำท่าดูดี แต่จิตใจคิดทำร้ายคนอื่นตลอดเวลา ยุคสมัยแบบนี้บางทีมันก็ต้องเจอกับคนแบบชูวิทย์บ้างก็ดีเหมือนกัน ถือว่าเป็นการปลดแอกจากพวกที่อ้างจริยธรรมบีบบังคับให้คนอื่นต้องยอมสยบใต้หน้ากากแห่งจริยธรรม ไม่มีใครกล้าหือ เมื่อเจอคนที่กล้าสู้อย่างคุณชูวิทย์ ก็สร้างความสะใจให้กับประชาชนจำนวนมากได้บ้างเหมือนกัน

วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทย สามปีที่ผ่านมานี้ สื่อมวลชนมีส่วนอย่างมากในการทำให้วิกฤตการณ์และความแตกแยกกันในหมู่ประชาชนขยายตัวมากยิ่งขึ้น สื่อเลือกข้าง ทำร้าย กดดันเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง และชูอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมสร้างความอึดอัด คับข้องใจให้กับประชาชนจำนวนมาก

ความวุ่นวายทั้งสามปีมานี้ สื่อสายเนชั่น และผู้จัดการ ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ประเทศชาติเลวร้ายลง

เมื่อมีการเรียกร้องให้สมาคมวิชาชีพของสื่อเข้ามารับผิดชอบสมาคมพวกนี้ กลับปกป้องและเข้าข้างพวกเดียวกันเอง จนประชาชนไม่มีที่พึ่งใดจะสามารถปรามสื่อที่เลวร้ายในยุคนี้ได้

ตอนนี้ผมไม่ได้กลัวจริยธรรม และศีลธรรมเสื่อมแล้วครับ เพราะศีลธรรม และจริยธรรมจริงๆ มันได้หายไปจากสังคมนี้นานแล้ว ตั้งแต่มีการอ้าง "จริยธรรม" เพื่อทำร้ายกันทางการเมือง จนกลายเป็นยุคการอ้างจริยธรรม ทำร้ายผู้อื่นมากที่สุดยุคหนึ่งของการเมืองไทย

คนอย่างนายจรัญ ภักดีธนากุล หรือ คุณหญิงจารุวรรณ เมทะกา หรืออีกหลายคนที่ "อ้างจริยธรรม เพื่อทำร้ายคนอื่น แต่เมื่อตัวเองทำผิด กระทำการอย่างเดียวกับที่ตัดสินคนอื่น กลับใช้สองมาตรฐานบังหน้า ไม่ยอมรับผิดชอบ แต่กลับอ้างจริยธรรมเพื่อให้คนอื่นต้องปฏิบัติ แต่พวกตนเองไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามจริยธรรมนั้น

บางทีคนพวกนี้เจอคนแบบนายชูวิทย์ บ้างก็ดีเหมือนกัน พวกที่ซ้อนอยู่ภายใต้หน้ากากจริยธรรม ต้องเจอกับอันธพาล ปากตรงกับใจอย่างนายชูวิทย์ มันอาจเป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม

ผมไม่ได้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน กทม. แต่อย่างใด แต่ในส่วนตัวของผม ผมก็เชียร์ เบอร์ 10 คุณประภัสร์ จงสงวน ตามหลักการของพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค

แต่กรณีของคุณชูวิทย์ ที่ชกหน้านักข่าว ก็สร้างความสะใจให้ประชาชนจำนวนมาก เขาทำให้สิ่งที่ "จิตใต้สำนึกของประชาชน" อีกจำนวนมากอยากทำ แต่ไม่มีความกล้าพอ

ผมไม่สนใจคำประณามของ สมาคมผู้สื่อข่าว ที่ปกป้องพวกกันเองตลอดเวลา ตอนนี้คำประณามของสมาคมผู้สื่อข่าว มันก็เป็นเพียงแค่กระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น

เมื่อไม่มีใจที่เป็นธรรม การประณามคนอื่นมันก็ไร้ความหมายสิ้นเชิง

ที่ผมเบื่อที่สุดคือ "พวกที่สวมหน้ากากแห่งจริยธรรม" ทั้งหลาย เช่นพวก ป. สี่เสา นักวิชาการจอมปลอม พวกผู้ดีไฮโซ สูงศักดิ์ทั้งหลาย (ผมรวมหมดทุกคนแต่ผมกลัว Lese Majestic)

พวกนี้สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ภายใต้หน้ากากจริยธรรม ไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่จิตใจ ทำร้ายคนอื่นตลอดเวลา

เรื่องการที่คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ชกผู้สื่อข่าวนี้สำหรับผมถือว่าชูวิทย์ ผิดเต็มประตูนะครับ ดังนั้น ก็ไปมอบตัวเสียค่าปรับให้เรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎหมายเสีย อย่าให้เหมือนพวกพันธมิตร ที่ไม่ยอมทำตามกฎหมาย

ส่วนเรื่องนักข่าว พิธีกร สมควรโดนชกหรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนเราหากเป็นคนดี มีธรรม มีจริยธรรมสูงส่งจริง ก็คงไม่มีใครบันดารโทสะ ชกเอาซึ่งหน้าหรอกครับ จะมาอ้างตัวว่ามีการศึกษา ไม่ป่าเถื่อนคงไม่ได้ เพราะการทำร้ายคนอื่นด้วยวาจา มันก็คือ วีทุจริตเหมือนกัน เป็นการทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อทำกรรม ก็ย่อมได้รับผลกรรมที่ทำไว้นั่นแหละครับ แม้ไม่ได้ทำกรรมด้วย กายกรรม แต่วจีกรรม มันก็ร้ายแรงพอๆ กัน

จาก thaifreenews

‘ชาย’ กะ ‘ป๋า’คุยอะไรกัน





คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ข่าว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าพบ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ว่าจะด้วยคารวะ หรือเพื่อการเจรจาความทางการเมืองใดๆ ก็ตามแต่ ย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปเป็นวงกว้างแน่นอน
และคงเกิดเป็นคำถามคล้ายๆ กันว่าไปพบกันด้วยเรื่องใด ทำไมนายกรัฐมนตรี ถึงได้ “อมพะนำ” ทำเป็นความลับได้มากมายถึงขนาดนั้น

หากไปพบเพียงเพราะ พล.อ.เปรม เป็นอดีตนายกฯ ที่เคยบริหารบ้านเมืองมายาวนานถึง 8 ปี หรือเพียงเพราะ พล.อ.เปรม เป็น “ผู้เฒ่า” ที่ลูกหลานพึงเข้าไปขอพร ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องปิดบัง

เว้นแต่ว่าเรื่องที่พูดคุยกันนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนรับรู้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าฟัง หรือเป็นเรื่องที่คนพูดเองอาจจะเกิดความอับอาย

แต่เดาอย่างไรก็เดาไม่ออกว่าจะเป็นการพูดจาเรื่องอะไรกันแน่

เพราะหากเป็นปัญหาในบ้านเมือง ก็คงมีอยู่ไม่กี่เรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล และทำผิดกฎหมายสารพัดเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะเป็นเรื่องที่ยังมีคนติดใจและอยากจะโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว

ถ้าเป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ การเข้าพูดคุยกับ พล.อ.เปรม จะช่วยอะไรได้

พล.อ.เปรม จะไปสั่งให้พันธมิตรฯ ถอยร่นออกจากทำเนียบได้อย่างนั้นหรือ เพราะดูท่าทีแล้วคนพวกนี้ไม่คิดจะฟังใคร และทำท่าว่าจะฟังแต่คำสั่งคนที่อยู่เบื้องหลังมาตั้งแต่การเคลื่อนไหวเมื่อปี 2548 ต่อเนื่องจนเกิดการปฏิวัติรัฐประหารเท่านั้น

แล้ว พล.อ.เปรม ที่นายทหารใหญ่-น้อย ให้ความนับถือ คนที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เคยทำหนังสือขออนุญาตเพื่อไปขึ้นเวทีม็อบ จะสามารถสั่งโจรดื้อพวกนี้ได้หรืออย่างไร

หรือถ้าหากเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดจากันว่าอย่างไร

เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องคาใจคนขี้สงสัย และบรรดาผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่ผมเองก็อยากจะรู้

ท่านนายกฯ สมชายจะมาเล่าขานให้ฟังกันหน่อยปะไร

เพราะเบื่อพวกรู้ไม่จริงมานั่งวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็หาว่าท่านไปเจรจาช่วยหาทางลงให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ แลกกับการรับเงื่อนไขการเมืองแบบม็อบ ม็อบ ที่ยังไงก็มีแต่เสียเปรียบ

หรือจะเป็นการเจรจาที่แลกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับสิ่งที่ต้องหวานอมขมกลืน

ที่สำคัญหากท่านนายกฯ ไม่ออกมาพูดจาเล่าขานกันให้ชัด งานนี้ทำท่าจะเสียหายไปถึงรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

เพราะเกิดเป็นคำถามง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบสุขทำไมต้องไปหา “ป๋าเปรม”

หรือกลับกัน...ถ้าไม่ไปหา ไม่ไปคุยด้วยบ้านเมืองจะไม่สงบสุขอย่างนั้นหรือ

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า พล.อ.เปรม สั่งพันธมิตรฯ ได้ แล้วที่ผ่านมาที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยอ้าง “ผู้ใหญ่” หมายถึงใคร อย่างไรกัน

หรือถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลังการรัฐประหารที่ สุริยะใส กตะศิลา ให้สัมภาษณ์หนังสือ IMAGE เสมือนว่า พล.อ.เปรม นั่งบัญชาการอยู่เมื่อคราวมีการปฏิวัติ

รวมทั้งการระบุว่า พล.อ.เปรม เป็นเสมือนตัวแทน “อำมาตย์” จะเกี่ยวพันเกี่ยวโยงกันอย่างไรหรือไม่

และเมื่อพูดถึงการเข้าพบกับ “ป๋า” ก็อดนึกถึงการเปิดเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้

ผม คงอยากให้ข้อคิดเหมือนที่ใครต่อใครพูดไปแล้วว่า หากรัฐบาลอยากจะเจรจาก็ลองดู แต่ผมมีความเชื่อดังนี้
1. คนพวกนี้พูดจาภาษาคนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่เช่นนั้นคงพูดจากันเข้าใจไปนานแล้ว
2. คนพวกนี้ไม่เคารพกฎหมาย เพราะทุกวันนี้ก็ยังหนีคดี ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อหมายจับ
3. คนพวกนี้ขี้ขลาดเกินกว่าจะรับความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่อาศัยชายกระโปรง เอา
ผู้หญิง คนแก่บังหน้า ป้องกันการถูกจับกุม
4. คน (ชั่ว) พวกนี้ไม่รักชาติ รักแผ่นดิน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของพี่น้องคนไทย เพราะ
ไม่อย่างนั้นคงไม่ก่อกวนจนบ้านเมืองเสียหายขนาดนี้

และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คนพวกนี้เป็นคนทำผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่คนพวกนี้ต้องทำคือมอบตัวแล้วสู้คดีตามกฎหมาย

มีคนที่ติดตามการเมืองจนเบื่อหน่ายบอกว่า เจรจากับ พล.อ.เปรม แล้วก็พันธมิตรฯ ก็เป็นเรื่องดี ปัญหาจะได้จบ ความวุ่นวายจะได้หมด บ้านเมืองก็จะได้สงบสุขเสียที

ขณะที่อีกคนแย้ง ต้องพูดจาให้เหมาะสมว่า...เจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อหยุดความปั่นป่วนวุ่นวาย และหารือ พล.อ.เปรม เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข

ใครจะเห็นต่างอย่างไรผมไม่แน่ใจ...แต่สำหรับผมแล้วเห็นเป็นอย่างเดียวกัน...!!

บิ๊กโบ๊ต



อย่าลดตัวไปเจรจากับกบฏ !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

บ้านนี้เมืองนี้ กลับตาลปัตรไปกันหมด รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ถูกต่อรองด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่เล่นการเมืองนอกสภา ทำลายประชาธิปไตยไทยเสียหายย่อยยับสร้างความอับอายไปทั่วโลก

แทบไม่น่าเชื่อว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะยอมลดตัวลงไปเจรจากับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ และผู้ต้องหาคดีกบฏ

ทั้งๆ ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจให้เป็นตัวแทนแก้ไขปัญหาต่างๆ

วันนี้บ้านเมืองกำลังประสบความวุ่นวายเพราะคนเพียงแค่กลุ่มเดียวก่อเหตุสร้างความรำคาญให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

แต่รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามารับใช้ประชาชน ไม่ได้ทำงานเพื่อตอบสนองพวกเขาเลย เพราะปล่อยให้ม็อบอันธพาลประท้วง เผาบ้านเผาเมืองจนเสียหายมหาศาล

เท่านั้นยังไม่พอยังลดตัวลงไปเจรจากับคนที่สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศชาติด้วย ขณะนี้ชาวบ้านต่างก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแคร์คนกลุ่มนี้ด้วย

กลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือที่ชอบอ้างว่าเป็นภาคประชาชนทั้งหมดนั้น หลายฝ่ายก็ออกมายืนยันแล้วว่าเป็นการแอบอ้างโดยใช้สื่อในเครือข่ายของตัวเองกระพือข่าวสร้างกระแสให้ดูตื่นเต้น

แก๊งอันธพาลกลุ่มนี้ไม่ใช่ทางเลือกของภาคประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากหลักการสำคัญของการเมืองภาคประชาชนที่แท้จริงนั้น มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ต้องสร้างสรรค์พัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ไม่ปฏิเสธการเมืองระบบรัฐสภา เคารพในความเสมอภาคของประชาชนทุกคนตามหลักหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง ไม่ใช่เคลื่อนไหวสู่การรัฐประหาร ระบอบอำมาตยาธิปไตย หรือระบอบเผด็จการอำนาจนิยมแบบใหม่

วันนี้ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ไม่พอใจกับท่าทีรัฐบาล แม้จะเห็นด้วยในแนวทางสมานฉันท์ เพราะทุกคนก็หวังดีต่อประเทศชาติเหมือนกันหมด

แต่การจะไปยอมให้ผู้ต้องหาคดีกบฏมีอำนาจต่อรองนั้นไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะอย่าลืมว่าคนกลุ่มนี้ทำลายประเทศชาติให้เสียหายแค่ไหน

ความเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2548 ที่แก๊งอันธพาลก่อความวุ่นวายแบบเอาเป็นเอาตาย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี น่าจะจำได้ดีนะครับ

พวกเรานักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จำได้ดีตลอดมา เพราะแต่ละคนก็มีภารกิจหลักคือไม่ยอมให้คนพวกนี้เข้ามาทำลายระบบ

ระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ และการเมืองก็ต้องแก้ด้วยการเมือง

ซึ่งการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมือง ต้องเป็นไปตามกลไกระบอบรัฐสภา ต้องฟังเสียงสะท้อนจากกลุ่มองค์กรต่างๆ อย่างรอบด้าน

วันนี้ภาคประชาชนส่วนใหญ่ก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระ หรือจะเป็นคณะกรรมการในรูปใดๆ ก็แล้วแต่จะตั้งขึ้นมา

เนื่องจากการยอมรับข้อเสนอแบบนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง

รวมทั้งเป็นการเปิดช่องทางให้กลุ่มอภิสิทธิ์ชนเข้ามามีอำนาจโดยปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชน

แนวทางดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหลักสากลในนานาอารยประเทศ

ดังนั้นอยากเตือนรัฐบาลนายสมชายให้แก้ไขปัญหาด้วยสติ อย่าลดตัวลงไปเจรจากับกบฏ

เพราะไม่มีนักสู้เพื่อประชาธิปไตยคนไหนยอมรับแน่

ถ้าเขาไม่ยอมรับ นอกจากบ้านเมืองจะไม่สงบสุขแล้ว

ประชาธิปไตยของไทยก็จะถูกประณามว่าเป็นประชาธิปไตยที่ไร้ศักดิ์ศรีที่สุดในโลก !

ลวดหนาม

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2551 ทั่วโลกกำลังหาทางกู้วิกฤติเศรษฐกิจ แต่ประเทศไทยต้องเสียเวลาแก้ปัญหาการเมือง เพราะคนแค่หยิบมือเดียวก่อการกบฏขึ้นมา แล้วยังสะเออะเสนอหน้ากำหนดทิศทางการเมืองไทย

00 อีก 2 วัน วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม คนกรุงเทพ จะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพลหลายสำนักยังให้แชมป์เก่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์ ยังนำห่าง

00 แต่อย่าลืมว่า คนกรุงเทพชอบลองของใหม่ ทำให้ นายประภัสร์ จงสงวน จากพรรคพลังประชาชน อุตส่าห์ลาออกจากผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อทำงานที่ท้าทายรับใช้คนกรุงเทพ น่าจะได้รับความเห็นใจ และ ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ถ้าได้แรงหนุนจาก พลังเงียบที่เบื่อหน่ายกับกลุ่มผู้สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏ ซึ่ง อดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ ถูกมองด้วยสายตา เคลือบแคลงสงสัย อำนวยความสะดวกให้กับกบฏมากกว่าชาวบ้าน

00 เพราะฉะนั้น ในโค้งสุดท้าย หาก คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ออกแรงแสดงพลังเหมือนเมื่อวันคว่ำ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี นายประภัสร์ ก็มีสิทธิ์แซงเข้าป้ายในโค้งสุดท้ายได้เหมือนกัน

00 ส่วน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซุ่มทำการบ้านมาอย่างดี รู้ปัญหาของกรุงเทพฯ แทบทุกซอกทุกมุม ป้ายหาเสียงทยอยออกมาเป็นชุดๆ หลายรูปแบบ ตามสไตล์นักการตลาด ทำให้ได้รับการต้อนรับจากประชาชนทุกที่ที่ไปหาเสียง แต่คะแนนจะดีหรือไม่ เจ็บปวดกันมาเยอะแล้ว พวกเสียงดีแต่ไม่มีคะแนน

00 มาตามนัด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าบ้านสี่เสา คารวะ ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงได้แหลงใต้ กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตามที่พูดไว้เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก่อนจะบินไปเชียงใหม่ เมื่อค่ำวานซืน เอกฉัตร เชื่อว่าหลายคนแสดงอาการ หายใจโล่งอก พอจะเห็นทางสว่างปลายอุโมงค์ วิกฤติการเมืองถึงเวลาคลี่คลาย หลังจากหาทางออกไม่ได้ ตั้งแต่กลุ่มกบฏบุกยึดทำเนียบรัฐบาล โดยใช้วันคล้ายวันเกิด ป๋าเปรม วันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่าน เอาฤกษ์เอาชัย

00 ไม่ทราบว่าเป็น ความบังเอิญ หรือ ตั้งใจของกลุ่มกบฏ ที่ใช้ฤกษ์วันเกิด ป๋าเปรม บุกยึดทำเนียบรัฐบาลแต่ถ้าย้อนไปอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ นายสุริยะใส กตะศิลา กบฏฝ่ายผู้ประสานงาน ระบุว่า ป๋าเปรม อยู่เบื้องหลังการทำรัฐประหารเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะงั้น เมื่อ นายกรัฐมนตรี กับอดีตนายกรัฐมนตรี แหลงใต้เหมือนกัน นอกจากนั้น หัวขบวนกบฏ ในทำเนียบรัฐบาล ชื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้ง ป๋าเปรม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงถูกขึ้นบัญชีเป็น ลูกป๋า คนหนึ่งเหมือนกัน

00 ประสาคนแหลงภาษาเดียวกัน ของ คนคอน กับ คนสงขลา นักข่าวรายงานว่าบรรยากาศชื่นมื่น เจ้าของบ้านเดินออกมาส่งแขกผู้มาเยือน เจอกองทัพนักข่าว นายกฯ สมชาย ไม่พูดอะไรยังดีกว่าบอกนักข่าวว่า ไปขอคำแนะนำในการบริหารงาน ใครได้ฟังก็เชื่อพอๆ กับที่บอกว่าปิดห้องจัดโผคณะรัฐมนตรีคนเดียว

00 บรรยากาศย่ำค่ำวานซืน ต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อปีที่ผ่าน ในวันที่แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. ยกขบวนกันไปเยือนบ้านสี่เสาเมื่อปีที่ผ่าน ปรากฏว่าแกนนำตกเป็นผู้ต้องหากันถ้วนหน้า ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันแทบทุกคืนทางจอทีวีรายการ ความจริงวันนี้ ทางโทรทัศน์เอ็นบีที คือ นายหัววีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แต่คนหลังได้ข่าวว่า ยอมสงบปากสงบคำเพื่อรอกลับทำเนียบ เอ้ย ดอนเมือง ใหญ่กว่าเดิมเป็นโฆษกรัฐบาล ขอให้สมหวัง

00 เขียนถึง รายการความจริงวันนี้ รายการยอดฮิตเรตติ้งสูง ทั้งคนเกลียดและคนรักต้องถ่างตาดู วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม ที่จะถึง เชิญแฟนคลับพบปะสังสรรค์กันที่เมืองทองธานี ตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป มีรายการต่างๆ มากมาย แต่ที่ยังรับประกันไม่ได้ รายการความจริงวันนี้ จะออกอากาศถึงวันที่พบแฟนคลับหรือไม่ น่าหวาดเสียวนะขอรับนายหัว

00 แค่ข่าวแพลมออกมา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะขยับเป็น โฆษกรัฐบาล หลายคนอิจฉาตาแดงก่ำ ตั้งข้อกล่าวหาจะสร้างปัญหาให้กับ นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สวนทางกับนโยบายสมานฉันท์ แต่สำหรับ เอกฉัตร เชียร์สุดตัว มั่นใจ นายณัฐวุฒิ จะเป็นกันชนช่วยผ่อนแรงปะทะให้กับ นายกฯ สมชาย ได้มากทีเดียว

๐๐มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว เมื่อครั้ง ป๋าเปรม เป็นนายกรัฐมนตรี นักข่าวตั้งฉายา “เตมีย์ใบ้” นานๆ ดอกพิกุลจะร่วงสักดอก ไม่ต่างกันมากนักกับ นายกฯ สมชาย ถึงจะพูดมากกว่า ป๋าเปรม แต่ยังไม่ใช่การพูดสไตล์นักการเมือง ต้องใช้โฆษกสายเหยี่ยวไว้ชนแทนถึงลูกถึงคน

00 ป๋าเปรม เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี ใช้โฆษกหลายคน แต่ที่จำกันได้แม่นยำคือ ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ลาออกจากอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นโฆษกรัฐบาล แถลงข่าวด้วยเสียงทองแดงตัวจริงเสียงจริง ซึ่ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นอีกคนหนึ่งที่หน่วยก้านลำหักลำโค่น และเลียนเสียงทองแดงของ ดอกเตอร์สามสี ได้เหมือนตัวจริง คงเป็นเกียรติกับคนเมืองคอน หากนายกฯ คนอำเภอฉวาง จะตั้งคนอำเภอสิชลเป็นโฆษกรัฐบาล

00 เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ เปิดประตูต้อนรับหันหน้าเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติ ถึงเวลาแล้วกลุ่มคนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาพึงจะสำนึก มีความผิดถูกศาลออกหมายจับข้อหากบฏ ยังเสนอหน้ายื่นเงื่อนไขต่างๆ นานา ไม่บ้าก็เมา สำหรับคนที่ไปรับเงื่อนไขข้อเสนอของกบฏในทำเนียบรัฐบาล เพราะงั้น เอกฉัตร ขอเป็นหนึ่งเสียงที่จะคัดค้านไม่ให้ นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เจรจาสมานฉันท์กับกลุ่มกบฏ สิ่งที่ นายกฯ สมชาย ควรจะทำเป็นเรื่องแรกหลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในสัปดาห์หน้า ในฐานะเป็นอดีตผู้พิพากษาคือ ทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดซึ่งหน้า ลอยหน้าลอยตาด้วยความสะใจ เมื่อได้ตะโกนด่านายกรัฐมนตรี “ขายชาติ”

เอกฉัตร


อันธพาล: ก่อกวนไม่เลือกที่


คอลัมน์ : ขอดเกล็ดการเมือง

สังคมประชาธิปไตย เป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันของผู้คนที่มีความคิดเห็นที่เหมือนกัน และมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน คนสองจำพวกดังกล่าวสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขได้ ไม่ขยายวงแห่งความขัดแย้งไปสู่การรบราฆ่าฟันกัน แต่พวกเขาสามารถอยู่ด้วยกันได้ เพราะสังคมประชาธิปไตยมีกฎกติกาที่พวกเขาจะต้องเคารพ นั่นก็คือ กฎหมายของบ้านเมือง

ประชาธิปไตย เขาถือว่า อำนาจเป็นของประชาชน ประชาชนจะใช้อำนาจนั้นเอง หรือว่าจะมอบให้ผู้ใดไปใช้อำนาจแทนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกติกาของบ้านเมืองกำหนดไว้เป็นประการใด

เมื่อกฎกติกาประชาธิปไตยใช้ “การเลือกตั้ง” เป็นวิธีการเลือกสรรบุคคลเข้าไปทำหน้าที่แทนประชาชน นั่นย่อมต้องมีการแข่งขันกันในคราวเลือกตั้ง

เมื่อทุกคน ทุกพรรคการเมือง เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นประการใดทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ
คนที่ชนะก็เข้าไปทำหน้าที่ คนที่ได้คะแนนน้อยกว่าก็ถือว่าเป็นผู้แพ้ เมื่อรวมคะแนนเสียงทั้งหมด ใครได้มากกว่า คนนั้น ฝ่ายนั้น ก็เข้าไปทำหน้าที่บริหาร ควบคุมเสียงข้างมากในสภาเอาไว้ อีกฝ่ายที่ได้คะแนนน้อยกว่าถือเป็นเสียงข้างน้อย มีไว้คอยควบคุมฝ่ายเสียงข้างมาก

กติกาประชาธิปไตยมีไว้ให้ทุกคนเคารพ ไม่ใช่มีไว้ให้คนละเมิดกฎหมาย มีไว้ให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่มีไว้เพื่อละเมิด เพื่อดื้อแพ่ง

เมื่อเป็นรัฐบาล มีตำแหน่งแห่งหนในคณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เมื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ประเทศประชาธิปไตยจะต้องให้ความเคารพ ไม่ละลาบละล้วง ทำอะไรเป็นการดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยาม นั่นคือการไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพการเลือกตั้ง ไม่เคารพทุกอย่างที่ก่อให้เกิดตำแหน่งเหล่านี้ขึ้นมา

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปทำภารกิจที่ จ.นครศรีธรรมราช มีกลุ่มคนที่เรียกว่า พันธมิตรฯ มาต่อต้าน จนไม่สามารถทำการทำงานได้

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้คนทั่วประเทศ ว่าเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร

นายชัย ชิดชอบ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ มาจากสภาผู้แทนราษฎรเลือกตั้ง จึงดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้
ถ้าไม่ชอบ นายชัย ชิดชอบ เป็นการส่วนตัว ก็ไม่มีความชอบธรรมที่จะขับไล่ เพราะตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ

คนใต้เองก็เคยดำรงตำแหน่งนี้อย่างน้อย 2 คน คือ นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคราว 2 คนนี้ดำรงตำแหน่ง ท่านจะไปไหนมาไหนทำหน้าที่ของท่านทั่วประเทศไทย ไม่มีใครหน้าไหนออกมาขับไล่ เพราะ คนไทยเขาทราบดีว่าตำแหน่งนี้มีเกียรติ จะเป็นใครก็ตาม เมื่อมาดำรงตำแหน่งนี้แล้วต้องให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

ไม่เข้าใจว่าขณะนี้บ้านเมืองเราเป็นอะไรไปแล้ว ความก้าวร้าวเกะกะระราน แผ่ซ่านไปทั่วแผ่นดินไทย การกระทำของคนเพียงไม่กี่คนทำให้คนไทยมองไปยัง “นครศรีธรรมราช” มองไปยังภาคใต้ ด้วยความรู้สึกหดหู่ รู้สึกสมเพชเวทนากับการกระทำที่แสดงถึง “ความเป็นอันธพาล” ก่อกวนไม่เลือกที่ แสดงถึงภูมิปัญญาที่ต่ำทรามของพวกเขา ผมไม่อยากเห็นพี่น้องคนไทยไม่ว่าภาคไหนจังหวัดไหน มีพฤติกรรมเช่นนี้ มันอับอายเขา

ถ้ามีคนคิดว่า ถ้าภาคใต้ทำได้ หากนักการเมืองภาคใต้ไม่ว่าผู้ใดขึ้นไปทำงานภาคอีสาน ทางเหนือบ้าง แล้วเจอการต่อต้านเช่นนี้ ท่านจะมีความรู้สึกอย่างไร ไม่ใช่ว่าความรู้สึกนี้จะไม่เกิดขึ้น อาจจะเกิดขึ้นเป็นการตอบแทนก็ได้

สงครามแบ่งพรรคเป็นเรื่องธรรมดา แต่สงครามแบ่งภาคมันไม่ใช่เรื่องธรรมดา

จึงขอเรียกร้องให้คนใต้ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ ออกมาปฏิเสธว่า นั่นไม่ใช่การกระทำของคนใต้ทั้งหมด

และอยากขอถาม ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ทุกคนว่า ท่านเห็นด้วยกับการกระทำของพวกอันธพาลพันธมิตรฯ หรือไม่

หรือว่าท่านจะนิ่งเสีย ไม่เดือดร้อนอะไร

หากไม่ตอบคำถามนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะต้องรับกรรม เพราะภาคนี้เป็นของพวกท่าน ท่านสามารถควบคุมได้

ท่านจะไม่รู้เลยหรือว่าใครเป็นคนทำ

หรือว่าท่านไม่กล้าพูด เพราะเรื่องมันจุกอยู่ในคอท่าน

ไม่กล้าพูด ไม่ว่าอะไร แต่อย่าอยู่เบื้องหลังเสียเองล่ะ...


คนจนถูกซื้อเสียงหรือซื้อเสียงคนจนไม่ได้


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ฟัง นายสุริยะใส กตะศิลา เสนอระบบการเมืองใหม่ โดยใช้ระบบ ส.ส. 70 : 30

ทีแรกคิดว่าเป็นเพียงการพูดเล่นๆ ของเด็กช่างพูด แต่ปรากฏภายหลังว่าไม่ใช่เช่นนั้น

เป็นแนวทางที่เรียกได้ว่าเตรียมจัดทำพิมพ์เขียว ที่ฝ่ายพันธมิตรฯ และเหล่าอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังได้กำหนดไว้ เพื่อรองรับการเมืองในอนาคต ภายหลังกลุ่มตนสามารถยึดอำนาจรัฐได้ด้วยวิธีการต่างๆ ตามขั้นบันไดที่ได้ดำเนินการกันมา

มีการรับลูกจากบรรดาเหล่าตัวแทนอำมาตย์ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ขุนทหาร นักธุรกิจบางคน ต่างดาหน้าออกมาขานรับโดยพากันสร้างเหตุผลขึ้นมารองรับว่า “ปัญหาการเมืองไทยหลักๆ วันนี้อยู่ที่การศึกษาของพลเมืองไทย ตราบใดที่ยังมีการซื้อเสียงกันอยู่ ปัญหาต่างๆ จะไม่ได้รับการแก้ไข”

ถึงกับมีผู้บริหารสื่อมือถือบางค่ายเสนอความเห็นว่า “ให้คนจบปริญญาตรีเท่านั้นมีสิทธิเลือกตั้ง”

ความหมายของเหล่าอำมาตย์ที่สำคัญว่าพวกตนเป็นคนชั้นสูง เป็นคนฉลาด มีจริยธรรมสูง ย่อมมีวิจารณญานในการเลือก ส.ส. ได้ดีกว่าชนชั้นอื่น โดยเฉพาะคนจน คนรากหญ้า ที่นอกจากไม่มีวิจารณญานในการเลือก ส.ส. แล้ว ยังถูกซื้อเสียงได้ด้วย

คนจนถูกซื้อเสียงเป็นปัญหาหลักของการเมืองไทยจริงหรือ?

ย้อนหลังไปประมาณ 40 ปี แทบไม่มีการเสนอข่าวสาร หรือพูดคุยกันเกี่ยวกับการเมืองเรื่อง ส.ส. ซื้อเสียง ชาวบ้านขายเสียงกันเลย

เป็นการเลือกตั้งที่เรียบร้อย บริสุทธิ์ยุติธรรมใช่หรือไม่?

เปล่าเลย! เพราะมีข่าวคราวในยุคนั้นเล่าถึงหลายหน่วยเลือกตั้งที่ทหารเข้าคิวกันยาวเหยียด มีการเวียนเทียน หย่อนบัตรเลือกตั้ง โดยมีนายทหารถือปืนกำกับอยู่ คำ “พลร่ม” “ไพ่ไป” ถูกนำมาใช้สำหรับการเลือกตั้งยุคนั้น ถึงกระนั้นก็ยังมีการนับคะแนนกันนานถึง 7 วัน 7 คืน ทั้งๆ ที่จำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งมีจำนวนน้อยกว่ายุคปัจจุบันมาก

แน่นอน พรรคที่ทหารหนุนหลังคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ชนะขาด ยุคนี้จึงไม่มีความจำเป็นเสียเงินซื้อเสียงให้โง่

มายุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 ประชาธิปไตยทำท่าจะเบ่งบาน ภายหลังประชาชนพากันลุกขึ้นเพื่อทวงอำนาจคืนจากคณะเผด็จการทหารได้สำเร็จ

แต่ประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งตามครรลองก็ชะงักงัน ภายหลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

คณะทหารเริ่มแฝงตัวเข้ามามีอำนาจอีก แต่ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และโจ่งแจ้งเช่นก่อน โดยอาศัย ส.ส. ที่ผ่านการเลือกตั้งเข้ามาเป็นฐานรองรับความชอบธรรม โหวตเลือกขุนทหารที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในยุคนั้น จะเห็นได้ว่า ส.ส. ส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของนายกรัฐมนตรีที่มาจากทหาร และแน่นอนว่านายกรัฐมนตรีดังกล่าวต้องเป็นกลุ่มอำมาตยาธิปไตย

คำถาม: การเลือกตั้ง ส.ส. ในยุคนั้นมีการซื้อสิทธิขายเสียงหรือไม่
คำตอบ: มีการซื้อเสียงกันอย่างมโหฬาร เอิกเกริก และโจ่งแจ้ง

เมื่อประมาณ 30 ปีมานี้ ผู้ที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองคงยังจำกันได้ดีที่เกิดเชื้อโรคใหม่ขึ้นในประเทศไทย นั่นคือ โรคร้อยเอ็ด ซึ่งต่อมาโรคดังกล่าวได้ระบาดไปทั่วภาคอีสาน และรุกรานไปทั่วภูมิภาคของประเทศในเวลาต่อมา

พวกเรายังจำกันได้ กรณีนายทหารใหญ่ เชี่ยวชาญแกงเขียวหวานไก่ใส่บรั่นดี หิ้วกระเป๋าใบเดียว (แต่ใหญ่มาก ภายในกระเป๋าอัดแน่นไปด้วยธนบัตร) เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปสมัครเป็น ส.ส. ที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยที่ไม่เคยมีความผูกพันใดๆ กับ จ.ร้อยเอ็ด มาก่อน ปรากฏว่าสอบผ่าน ได้เป็น ส.ส. สมใจนึก จึงกลายเป็นที่มาของ “โรคร้อยเอ็ด” ดังกล่าว

ต่อมาจึงมีพ่อค้าวาณิชย์ นายธนาคาร และข้าราชการ พากันดำเนินตามร้อยเอ็ดโมเดล ยอมถูกประณามว่าเป็น “หมาหลง” หิ้วกระเป๋าเงินจากกรุงเทพมหานครไปสมัคร ส.ส. ในจังหวัดต่างๆ ของภาคอีสาน และภาคอื่นๆ โดยอาศัยคนท้องถิ่นมาร่วมทีมด้วยช่วยกัน

เมื่อทีมอื่นพรรคอื่น ทราบว่าพรรคนั้น ทีมนั้น ขนเงินมาซื้อเสียง ก็เป็นธรรมดาของผู้สมัครแข่งขันการเลือกตั้งที่ไม่มีฝ่ายใดปรารภว่าเป็นผู้แพ้ จึงมีการทุ่มเงินซื้อเสียงชนิดไม่มีใครยอมใคร

ชาวบ้านร้านตลาดไม่ว่าจนหรือไม่จน ต่างได้รับการหยิบยื่นเสนอผลประโยชน์ขณะที่นอนเล่นอยู่บ้าน อย่างไม่เคยมีมาก่อน ทั้งยังมีคนจำนวนมากที่ตกกระไดพลอยโจน หรือตามน้ำไปด้วยก็มี

ประการสำคัญ ประชาชนต่างซึมซับว่า ทุกๆ ส.ส. ทุกๆ พรรคการเมือง ทุกๆ รัฐบาล ล้วนเหมือนกันหมด คือดีแต่พูดตอนมาหาเสียง รับปากตอนหาเสียง แต่ไม่เคยแก้ปัญหาใดของประชาชน เลือกไปก็เท่านั้น

จึงนำไปสู่ “เงินไม่มา กาไม่เป็น”

ถือเป็นความผิดของประชาชนเป็นด้านหลักหรือ?

แล้วบรรดา ส.ส. พรรคการเมือง ผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ที่ใช้วิธีแข่งกันทุ่มเงินซื้อเสียงเพียงเพื่อหวังชัยชนะ และได้เป็นรัฐบาล ไม่มีส่วนผิดเลยหรือ

และวิธีการที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมือง มีโอกาสประสบชัยชนะในการส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งคือ ไปเชิญชวนขอร้องเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนั้นๆ เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค และขอให้ส่งบุตรหลาน หรือบุคคลที่เป็นตัวแทนของเจ้าพ่อลงสมัคร ส.ส. และมักจะได้รับความร่วมมือ เพราะได้ประโยชน์ร่วมกัน

เจ้าพ่อบางรายสามารถบันดาลให้ผู้สมัคร ส.ส. ในจังหวัดได้รับชัยชนะโดยการใช้กลยุทธ์ 3G คือ
G ที่ 1 คือ Gold คือ ทุ่มเงินซื้อเสียงไม่อั้น เพราะสามารถถอนคืนได้ง่าย
G ที่ 2 คือ Goon คือ ใช้นักเลงข่มขู่ กรณีใช้เงินซื้อเสียงไม่สำเร็จ
G ที่ 3 คือ Gun คือ หากชาวบ้านไม่รับเงินซื้อเสียง และไม่กลัวเกรงต่อการข่มขู่ของนักเลง ทำตัวเป็นอุปสรรคต่อกลุ่มเจ้าพ่อ ก็อาจโดนกระสุนได้

จะเห็นได้ว่า ตลอดเวลากว่า 20 ปี หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ปัญหาหลักของการเมืองไทยก็ได้ดำเนินมาในลักษณะนี้คือ มี ส.ส. จำนวนหนึ่ง อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นจำนวนมากด้วย ที่ได้รับการเลือกตั้งจากวิธีการเหล่านี้ “ซื้อเสียงหรือใช้นักเลงข่มขู่”

ทำไมพวกเขารู้สึกช้าจัง?

พวกเขาที่ว่านี้คือ บรรดาชนชั้นสูง นักวิชาการ ขุนทหาร และนักธุรกิจบางคน ที่ออกมาแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นว่า ปัญหาหลักการเมืองไทยนั้นเป็นเพราะ ส.ส. ไร้คุณภาพ อันเนื่องมาจากประชาชนโดยเฉพาะในระดับรากหญ้าไร้คุณภาพ จึงขาดวิจารณญาณในการเลือก ส.ส. ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้ได้รัฐบาลไทยรักไทย สืบมาจนถึงพรรคพลังประชาชน
พวกเขาเหล่านี้ (เหล่าอำมาตยาธิปไตย) คิดช้าจริงหรือ?

คงเป็นไปไม่ได้ เพราะพวกเขาล้วนเป็นชนชั้นที่มีการศึกษาสูง มีสติปัญญาเป็นเลิศ มีคลังข้อมูลประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจของประเทศอย่างพร้อมมูล

ส่วนความเป็นไปได้ ที่พอจะวิเคราะห์ได้จากข้อเท็จจริงก็คือ ภายหลังพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้บริหารประเทศตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้ จนประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมีรัฐบาลที่ผ่านมาทำได้

เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคไทยรักไทยจึงได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นอีก สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาก่อน ด้วยเหตุผลสำคัญและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คือ ประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศรอบสองก็เพราะประชาชนพอใจในผลงาน ซึ่งแม้แต่พรรคตรงข้ามก็นำนโยบายประชานิยม (ทั้งๆ ที่เคยโจมตี) มาเป็นนโยบายของตนในการหาเสียงแข่ง

นั่นหมายความว่า พรรคไทยรักไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในครั้งนั้น เป็นผลมาจากนโยบายและผลงานตลอด 4 ปีที่บริหารประเทศมา หาใช่มาจากการซื้อเสียงตามที่เหล่าอำมาตยาธิปไตยกล่าวหาไม่

ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่พรรคการเมืองแบบเก่า และผู้สนับสนุนเหล่าอำมาตยาธิปไตย ที่เคยให้ตัวแทน “หิ้วกระเป๋าใบเดียว” ใช้เงินซื้อเสียงได้ จึงหมดโอกาสดังอดีต

จึงมีหนทางเดียวคือ ไปผลักดัน ส.ส. แบบสัดส่วน 70 : 30 หรือต่อมาเป็น 50 : 50 มาใช้เพื่อกรุยทางให้กลับมามีอำนาจรัฐได้อีกครั้ง แต่แทนที่จะพูดความจริงว่าตน “ไม่สามรถซื้อเสียงจากคนจนได้” กลับมาหาเหตุ “คนจนถูกซื้อเสียง” โยนบาปให้ประชาชนที่เป็นคนรากหญ้าแทน อนิจจา สังคมไทย!

โดม แดนดิน


แอบขาย...


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

วงการโฆษณามีคำศัพท์คำหนึ่งว่า “แอดเวอร์ทอเรียล” หมายถึง ประเภทการโฆษณาที่เหมือนไม่โฆษณา หรือทำให้ดูไม่ตั้งใจเป็นการโฆษณา ยกตัวอย่างที่เราอาจพอคุ้นหูคุ้นตา เช่น ในนิตยสาร เราจะเห็นบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของดารา หรือคนดัง เกี่ยวกับเรื่องสัพเพเหระ ก่อนเขา/เธอจะตบท้ายด้วยชื่อสินค้าอะไรสักอย่าง (ที่ดาราหรือคนดังบอกว่าเขา/เธอใช้สินค้าตัวนี้เป็นประจำ) ถ้าคนอ่านรู้ไม่ทันก็จะเข้าใจว่าเขา/เธอใช้สินค้าตัวนี้จริงๆ เพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่สินค้ามากกว่าจงใจโฆษณาตรงๆ แต่แท้ที่จริงมันก็คือโฆษณาตัวหนึ่งนี่แหละ เพียงแต่ใช้วิธีที่ “เนียน” มากกว่าเท่านั้น

เมื่อก่อนอาจมีคำถามเรื่องจรรยาบรรณต่อนักโฆษณาว่า โฆษณาแบบเนียนๆ นี้มันดู “ไม่จริงใจ” ดูไม่ซื่อเกินไปหรือเปล่า (เพราะคนดูไม่รู้ตัวว่ากำลังดูโฆษณาอยู่) แต่ดูเหมือนว่าเรื่องนั้นจะไม่สำคัญอีกต่อไป เพราะทุกวันนี้เราเห็น “แอดเวอร์ทอเรียล” เกลื่อนกลาดทั้งในหนังสือ นิตยสาร และรายการโทรทัศน์ แม้แต่ในรายการทอล์กโชว์ก็ยังมีการใส่เข้ามาอย่างจงใจ (เช่น ถามแขกรับเชิญว่าใช้ครีมอะไรทำไมสวยจัง เธอก็จะตอบชื่อยี่ห้อออกมาอย่างฉาดฉาน พร้อมบรรยายสรรพคุณอย่างละเอียดราวกับควักขวดออกมาอ่าน)

จะว่าคนดูสมัยนี้รู้ไม่ทันก็คงไม่ใช่แล้ว เพราะต่อให้ไม่เคยเรียนวิชาโฆษณา แต่ลักษณะเช่นนี้ก็สังเกตเอาได้ หรือไม่หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคทั้งหลายก็มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ผู้บริโภครู้เท่าทันสื่อโฆษณาอยู่แล้วเสมอ ดังนั้นเรื่องที่ว่าเขากำลัง “หลอกขายของ” ให้เรา จึงไม่น่าเป็นปัญหาใหญ่ในยุคที่ผู้บริโภคฉลาดขึ้นอีกต่อไป แต่ปัญหามันกลายเป็นเรื่องของความรำคาญเสียมากกว่า

เห็นโฆษณาแฝงแบบนี้บ่อยๆ ก็ชักเอือมและเอียน แม้แต่คนที่ไม่ได้ปฏิเสธระบบทุนนิยมก็ยังอดคิดไม่ได้เลยว่า “มากเกินไปหรือเปล่า” จะขายของแบบโจ่งแจ้งกันก็ทำได้เลย ใช้วิธีวางสินค้าให้โชว์สลากยี่ห้อแบบในละครซิตคอมก็ยังไหว แต่โฆษณากะให้เนียนแต่ไม่เนียนแบบนี้ ดูมากไปก็เริ่มจะรู้สึกว่า “เขา” มันงอกออกจากหัวบ้างแล้วเหมือนกัน

จะซื้อหรือไม่ซื้อสินค้ามันเป็นเรื่องของวิจารณญาณ แล้วก็เข้าใจหัวอกคนขายด้วยว่าต้องเสนอแต่ข้อดีเพื่อให้ขายได้มากที่สุด บอกความจริงครึ่งเดียวตามหลักโฆษณานั้นพอเข้าใจได้ แต่ให้ “จริงใจ” กว่านี้หน่อยเถอะว่าคุณกำลังขายของให้เรา

ถ้าจริงใจแล้วไม่เนียน...ดัดจริตไปเลยก็อาจยังเข้าท่ากว่าด้วยซ้ำไป

ปฏิญา ยอดเมฆ