พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหรบกนั้น เป็นคนที่อ่านไม่ยาก และไม่ได้มีความจริงใจกับใครทั้งสิ้น เป็นคนที่ต้องการเอาตัวรอด และค่อนข้างเห็นแก่ตัว หาก พล.อ.อนุพงษ์ เล่นบทภักดีต่อใครยิ่งกว่าชีวิต ชีวิตนี้เกิมาเพื่อคนอื่น เป็นทาสรับใช้คนอื่น เหมือนหมาที่ภักดีต่อเจ้าของ สั่งอะไรก็ทำตาม ชีวิตหลังรัฐประหารของ พล.อ.อนุพงษ์ คงไม่มีความสุขสงบ มีเกียรติอย่างแน่นอน หากนายกรัฐมนตรี (เป็นใครก็ตาม) ไม่ปลด พล.อ.อนุพงษ์ ผมก็ไม่เชื่อว่า พล.อ.อนุพงษ์จะยอมขยับมาทำรัฐประหารตามคำสั่งของใคร หรือการให้สัญญาณของใครอย่างแน่นอน เพราะนั้นไม่ใช่การทำเพื่อตัวเอง หรือประเทศชาติ แต่ทำเพื่อรักษาอำนาจของใครบางคน หรือเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้น ผมจึงเชื่อว่า คนฉลาดจะไม่ทำอะไรโ่ง่ๆ โดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน เป็นแน่ และผมไม่เชื่อว่า ผู้มีบารมีคนใด จะสั่งอนุพงษ์ให้ทำรัฐประหารได้ด้วย เมื่อพล.อ.อนุพงษ์ไม่ทำรัฐประหาร คนที่มีแนวโน้มว่าจะทำรัฐประหารได้อีกคน ที่เราพอมองเห็นคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสธ.ทบ. การทำรัฐประหาร สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ในขณะนี้ จึงเป็นการเสี่ยงโดยไม่จำเป็น ผลประโยชน์มีอย่างเดียวคือ ได้เป็น ผบ.ทบ. ผมคิดว่าการวิเคราะห์การเมือง จะต้องไม่ฟังจากข่าวลือมากนัก แต่จะต้อง "ตั้งสมมุติฐานก่อน" เหมือนการวิจัย แล้วหาข่าว และข้อมูลมายืนยันสมมุติฐาน การหลงไปตามข่าวลือต่าง ๆ จะทำให้เราโดนปั่นหัวไปมา ได้โดยง่าย ตอนนี้ พล.อ.อนุพงษ์ เล่นเป็นนาย ไม่ใช่เล่นเป็นเบี้ยให้คนอื่นเดินบนกระดาน จาก thaifreenews
บทความ โดย ลูกชาวนาไทย
โดยพื้นฐานแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั้นเป็นคนฉลาด และส่วนใหญ่คนฉลาด จะไม่โดนใฝครหลอกใช้โดยง่าย และจะเห็นแก่ตัว เพราะคนฉลาด จะสามารถคาดการณ์เหตุการณ์ หรือผลลัพท์ของเหตุการณ์ต่างๆ ได้ค่อนข้างดีกว่าคนโง่ ดังนั้น จึงถูกหลอกใช้ได้ยาก แต่ แต่จะหลอกใช้คนอื่นๆ ได้ง่าย การจะใช้คนฉลาด จึงต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน เขาจึงจะทำงานให้ และการแลกเปลี่ยนต้องคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
คนฉลาดไม่ยอมตายเพื่อใครอย่างแน่นอน 
เราจะเห็นได้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เข้าข้าง คมช. ทำรัฐประหาร รัฐบาลนายกฯ ทักษิณ เพราะหากเขาอยู่ข้างทักษิณอย่างจงรักภักดีเต็มที่ คาดว่าไม่มีทางที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะได้ขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.อย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นแค่ ตท. 10 คนหนึ่งเท่านั้น และทักษิณษิณได้วางตัว พล.อ.พรชัย กรานเลิศ เป็น ผบ.ทบ. ไว้เรียบร้อยแล้ว หากไม่มีการทำรัฐประหาร พล.อ.อนุพงษ์ คงได้อย่างเก่งก็ตำแหน่ง รอง ผบ.สูงสุด หรือปลัดกระทรวงกลาโหม
เมื่อเลือกยืนอยู่ข้าง คมช. ทำรัฐประหาร พล.อ.อนุพงษ์ ก็มีโอกาสเบียดเ้ข้าชิง ตำแหน่ง ผบ.ทบ. แข่งกับ พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร เมื่อมีโอกาสได้เข้าชิงแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ก็เลือกเดินเกมอย่างฉลาด เพราะเขายังมีคู่แข่งอีกคนคือ พล.อ.สะพรั่ง เพราะสะพรั่งเลือกเล่นบทรุนแรง หากอนุพงษ์เล่นตาม ก็จะแพ้สะพรั่ง อนุพงษ์จึงเลือกบทอ่อนโยน เพื่อให้เป็นตัวเลือกว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์บานปลาย เพราะสถานการณ์ช่วงนั้น คมช. ยึดอำนาจได้แล้ว และไม่คิดว่า พรรคไทยรักไทยเดิม จะกลับมาชิงอำนาจได้อีก พวกอำมาตย์จึงเลือกวางตัว ผบ.ทบ. ที่ประนีประนอม มากกว่าคนเลือดร้อนอย่าง พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร หากพวกเขาทราบล่วงหน้าว่า พรรค พปช. จะกลับเข้าสู่อำนาจแทนทักษิณ ผมคิดว่าพวกเขาต้องเลือก พล.อ.สะพรั่ง เป็น ผบ.ทบ. อย่างแน่นอน
กลยุทธ์ของ พล.อ.อนุพงษ์ ในช่วงนั้น สถานการณ์แบบนั้นจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีและชาญฉลาด เมื่อได้ตำแหน่ง ผบ.ทบ. แ้ล้ว อนุพงษ์ก็เหมือน ได้บอลไปแล้ว การทำรัฐประหาร สำหรับอนุพงษ์ในขณะนี้ มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีทางได้ดีไปมากกว่านี้อีกแล้ว คนฉลาดอย่างอนุพงษ์ไม่เล่นเกมที่ตัวเองมีแต่เสียอย่างแน่นอน
ผมไม่เชื่อว่าคนฉลาดอย่างอนุพงษ์ที่สามารถชิงตำแหน่ง ผบ.ทบ.มาได้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ตัวเลือกของทักษิณแต่ต้น จะโง่ขนาดนั้น หรือยอมเป็นทาสรับใช้คนอื่นขนาดนั้น
การทำรัฐประหาร ไม่ว่ามองมุมใด ก็ไม่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์มีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน แต่ใครบางคนจะดีขึ้น ใครบางคนจะมีอำนาจมากขึ้น และเมื่อทำรัฐประหารแล้ว พล.อ.อนุพงศ์ก็จะสูญเสียอำนาจการต่อรองไปโดยสิ้นเชิง และจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกันกับ พล.อ.สนธิ ที่สู้หน้าสังคมไม่ได้ ต้องอยู่หลังปลดเกษียณอย่างหลบๆ ซ้อนๆ ไม่ได้มีเกียรติยศแต่อย่างใด ไม่สมกับคนที่เคยเป็นถึง รัฐฐาธิปัตย์เลย
ดังนั้น คนฉลาดอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ ผมไม่เชื่อว่าจะยอมทำตามคำสั่งของใคร โดยที่ตัวเขาเองไม่ได้ประโยชน์อย่างแน่นอน
ทำรัฐประหาร พล.อ.อนุพงษ์ ก็ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากได้เป็นก็คงอยู่ได้ไม่นานและไม่สามารถรับแรงเสียดทานจากสังคมที่วุ่นวาย ต่างชาติไม่ให้การรับรอง มีสภาพเหมือนออกจากมุม มาโดนชกอย่างเดียว ต้องออกมารับปัญหาทุกอย่างแทน กลายเป็นหนังหน้าไฟ และใช่ว่ามีอำนาจ จะสามารถแก้ปัญหาอะไรในประเทศขณะนี้ได้
ดังนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างไร หากวิเคราะห์อย่างคนมีสติปัญญา ไม่ได้เชื่อตามข่าวลือต่างๆ แต่วิเคราะห์จากตัวแปรต่างๆ แล้ว พล.อ.อนุพงษ์ไม่ทำรัฐประหารอย่างแน่นอน
พล.อ. อนุพงษ์จะทำรัฐประหารได้กรณีเดียวเท่านั้น คือ เขาจะโดนปลดจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.
ในโลกนี้มีคนปลดอนุพงษ์ได้คนเดียวคือ นายกรัีฐมนตรี
องคมนตรีหรือใคร ๆ ก็ไม่สามารถปลด พล.อ.อนุพงษ์ออกจากตำแหน่ง ผบ.ทบ.ได้ ไม่ว่าจะมีอิทธิพลหรือบารมีมากมายแค่ไหนก็ตาม หากนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามสั่งปลด ก็ไม่มีใครสามารถสั่งปลด พล.อ. อนุพงษ์ได้
แต่ พล.อ.อนุพงษ์ก็เจ้าเล่ห์ คือ ยื่นมือแตะกับทุกฝ่าย ไม่ว่าเจ้ หรือป๋า หรือนายกฯ
เขาไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่เขาทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด และทางรอดเพื่อมีชีวิตอย่างสุขสงบ มีเกีียรติคือ การไม่ทำรัฐประหาร นั่นเอง
เพราะคนๆ นี้หัวรุนแรง ตอนเป็น แม่ทัพภาค 1 ออกมาเต้นรับใช้ คมช.ตลอด ออกมาโต้รายวัน
แต่ผมเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ก็ฉลาดๆ พอๆ กับ พล.อ.อนุพงษ์ คือ สมัยเป็นแม่ทัพภาค 1 พล.อ.ประยุทธ์ มีคู่แคนดิเดทหลายคน ก็ต้องออกกำลังเพื่อให้ตัวเองโดดเด่น เป็นตัวเลือกที่จะสืบทอดตำแหน่ง ผบ.ทบ.ในอนาคต
แต่ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ถือว่าเข้ามานั่งใน 5 เสือ ทบ. รอสวมตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อจากอนุพงษ์เรียบร้อนแล้ว ไม่ทำอะไรก็ได้เป็นอย่างแน่นอน
ดังนั้น ความจำเป็นในการ "โชว์ผลงาน" เพื่อให้เ็ป็นตัวเลือกที่โดดเด่น จึงไม่มีอีกแล้ว
กลยุทธ์ที่ดีที่สุดของ พล.อ.ประยุทธ์ ในตอนนี้ คือ การเงียบ ไม่ให้โดนแรงต้านจากประชาชน ลดบทบาทลง เพื่อไม่ให้กลายเป็นเป้า
แต่ไม่ทำรัฐประหารก็ได้เป็นอยู่แล้ว ผมจึงไม่เชื่อว่า ประยุทธ์ จะโง่อีกเหมือนกัน
ผมว่า ใครบางคน ต้องไปหาทหารโง่ๆ คนอื่น ที่บังเอิญคุมกำลังและหากเสี่ยงแล้วเขาได้มากกว่าเสีย และมีสิทธิขึ้นเสียบแทน พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.อนุพงษ์
แต่เชื่อว่าหายากครับ เพราะหากคนอื่นทำรัฐประหาร ไม่่ใช่ พล.อ.อนุพงษ์ นั้น พล.อ. อนุพงษ์จะเสียประโยชน์โดนปลด ดังนั้น หากมีทหารโง่ๆ อย่างนั้นก็โดนอนุพงษ์ เล่นงานก่อนแน่นอน
การวิเคราัะห์เกมอำนาจ จะต้องมองว่าผู้เล่นคนนั้น กำลังเล่นบท บ่าวหรือนาย
หากเขาเป็นเบี้ย (บ่าว) และกำลังหาทางขึ้นเป็นนาย เขาจะต้องทำอะไรก็ได้เพื่อซื้อใจนาย อาจถึงขั้นยอมเสี่ยง เพื่อให้ได้ขึ้น
แต่หากเขาเป็นนายแล้ว เกมการเล่น หรือกลยุทธ์มันก็ต้องเปลี่ยนไป เขาไม่จำเป็นต้องซื้่อใจใครอีก แต่เขาต้องเล่นเกมอำนาจ กับ เจ้าผู้ครองแคว้นคนอื่ืน เพื่อให้เขาอยู่รอด
เกมเมื่อครั้งเป็นเบี้ย กับตอนเป็นนาย จึงใช้คนละกลยุทธ์กัน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 12, 2008
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นคนเห็นแก่ตัว เอาตัวรอด เขาไม่ทำรัีฐประหารอย่างแน่นอน
Saturday, October 11, 2008
'บิ๊กจิ๋ว' เฉลยหมดเลย
จากคิวยื่นใบลาออกจากรองนายกรัฐมนตรี สละเรือโดดหนีในห้วงนาทีหัวเลี้ยว หัวต่อ โดยอ้างความรับผิดชอบกรณีตำรวจทุบม็อบ ทั้งๆที่เพิ่งได้รับมอบหมายจากมติ ครม.ก่อนหน้านั้นแค่คืนเดียว ให้คุมเกมรับมือม็อบพันธมิตรฯยึดสภาฯ
และเพิ่งประชุมร่วมกับบิ๊กตำรวจในช่วงเช้ามืดก่อนเกิดเหตุสลายผู้ชุมนุม
แค่นี้คนในรัฐบาลก็เอะใจเกม “เจาะยาง” ของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แล้ว
ล่าสุด มีการเปิดบทสัมภาษณ์ของ “บิ๊กจิ๋ว” ให้สัมภาษณ์พิเศษกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม เรียกร้องให้ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล้าตัดสินใจเข้าคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง
ด้วยการยึดอำนาจจากรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี
จากนั้นให้งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้สามารถนำคนนอกมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชั่วคราวได้ โดยนำคนนอกรวมทั้งการนำพรรคการเมืองจากพรรคต่างๆ เข้ามาร่วมบริหารประเทศ
โดย “บิ๊กจิ๋ว” เชื่อว่า การเข้าแทรกแซงของฝ่ายทหาร เป็นหนทางเดียวจะแก้ไขปัญหาวิกฤติทางการเมือง รวมทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ไม่ควรกังวล หากตัดสินใจเข้ายึดอำนาจ แต่ต้องถอนตัว และคืนอำนาจให้ประชาชนหลังการยึดอำนาจ
“หากปล่อยให้มีการยุบสภาเกิดขึ้น ก็ไม่ช่วยแก้ไขปัญหาทางการเมือง เพราะปัญหาที่เป็นอยู่สามารถแก้ไขได้ ผ่าน 3 สถาบันหลักของชาติ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง ในขณะที่รัฐบาลลอยตัวเหนือปัญหา
จึงเหลือเพียงทหาร ที่ได้ประกาศว่า จะไม่เข้าแทรกแซงทางการเมือง แต่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ พล.อ.อนุพงษ์ต้องกล้าตัดสินใจเข้าคลี่คลายปัญหา”
เฉลยตัวตนกันชัดเจนเลย
ก็ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมนาทีแรกที่รู้ข่าว นายกฯสมชายถึงไม่รู้สึกตื่นตระหนกตกใจกับการชิงยื่นใบลาออกของ “บิ๊กจิ๋ว” ตอบคำถามนักข่าวแบบนิ่มๆ ไม่มีผลกระทบอะไร
เพราะยังไม่มีการแบ่งงานสำคัญให้
โดยรูปการณ์ที่สะท้อนเชิงกันออกมา เหมือนกับจะระแวงแคลงใจกันอยู่แล้ว
เอาเป็นว่า แกะรอยกันตั้งแต่ “บิ๊กจิ๋ว” ต่อสายเจรจาส่งภาษากับน้องรักในฐานะ “ลูกรักป๋า” ก่อนส่งลูกน้องคนสนิทไปคุยกับ “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯถึงกลางวงม็อบในทำเนียบรัฐบาล
ก่อนที่ “มหาจำลอง” จะออกจากถ้ำมาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ล่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมแต่โดยดี โดยไม่ดิ้นรนขอประกันตัว และก็เป็น พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนรักร่วมรุ่น จปร.7 ที่ออกมาแฉไต๋ เป็นแผนระดมคนร่วมม็อบ
ถึงนาทีนี้ต่อจิ๊กซอว์ได้เป็นฉากๆเลย
แท็กทีม “เจาะยาง” กันยังไง
แต่คนที่กระอักกระอ่วนสุดยามนี้ ก็คือ “บิ๊กป๊อก” คนที่หมอดูทำนายทายทักว่า โหงวเฮ้งดี มีวาสนาเป็นใหญ่ได้ ถ้าอยากจะเป็น
เป็นแล้วก็เหมือนทุกขลาภต้องแบกภาระหนักและเหนื่อย
และที่เห็นๆเปลืองตัวตั้งแต่ยังไม่ทันขยับอะไรเลยด้วยซ้ำ
จากที่โดนด่าแบบไม่เผาผีจากเวทีม็อบพันธมิตรฯ กราดเกรี้ยวฐานที่ “อนุพงษ์” ไม่ยอมขับรถถังออกมาอยู่ข้างม็อบประชาชน แต่เลือกไปยืนอยู่ข้างหลังนายกฯสมชาย
ไม่หือไม่อือกับเกมยั่วปฏิวัติ
ล่าสุดเจอเขี่ยปมใหม่ แกนนำม็อบพันธมิตรฯพลิกมุกแฉเป็นแผนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการให้ทหารออกมาปฏิวัติ และจะเข้ามาสอดแทรก ทำให้เกิดความสมานฉันท์ในบ้านเมือง
เพื่อจะนำไปสู่การยกเลิกข้อกล่าวหาทั้งหมด
พร้อมขู่ขึงขัง การที่ทหารออกมาปฏิวัติ หากทำเพื่ออดีตนายกฯทักษิณ ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน วันนั้นก็เป็นวันนองเลือด
สรุปโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
ต่อให้เสี่ยง “ปฏิวัติ” แล้ว “อนุพงษ์” ก็ยังต้องเหนื่อยเคลียร์ ให้ชัดเจนอีกช็อตว่า เป็นการทำรัฐประหารเพื่อม็อบพันธมิตรฯ หรือซ้อนแผนช่วย “ทักษิณ” กันแน่
แค่คิดยังเหนื่อยเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กลุ่มคนไทยให้กำลังใจตำรวจที่ \"กล้า\" ปฏิบัติหน้าที่
วิเคราะห์ข่าวจากหนังสือพิมพ์
17:16 น.
จาก thaifreenews
พบกับรายการ 'ความจริงวันนี้' (นอกรอบ) เสาร์ 11 ตค.51 ที่เมืองทองธานี
วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม 2551 เวลา 12.00 -18.00 น.
พบกับ คุณวีระ มุสิกพงศ์
พร้อมแขกรับเชิญ อาทิ
ในรายการ “ความจริงวันนี้” (นอกรอบ)
ณ อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี
จอมปลวก >> ประดาบ
นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เขียนหนังสือ แต่ก็ได้ยินว่ามี ประดาบ มาแวะเวียนอยู่บ้าง ประปราย ครั้งสองครั้ง ใน ประชาไท และ พันทิพย์ แล้วก็จากหายไปเฉยๆ
ที่ผ่านมา แม้จะมีเรื่องราวมากมายที่อยากเขียน แต่ก็ไม่ได้เขียน เพราะเห็นว่ามีเพื่อนร่วมทางจำนวนมาก เพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนไม่น้อย นำเสนอความคิดเห็นได้ตรงกับใจ ตรงกับที่ผมอยากจะเขียน อยู่แล้ว ผมก็เลยขันอาสาเป็นผู้อ่าน เป็นผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความคิดเห็น และนำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อให้แง่มุมความคิด มุมมองความเห็นของพวกเราขยายตัวกว้างไกลออกไปให้มากที่สุด
ที่น่าชื่นใจอีกประการหนึ่งก็คือ นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในโลกไซเบอร์ ขยายจำนวนเป็นทบเท่าทวีคูณ ในเวลาอันรวดเร็ว มีผู้เสียสละเงินทอง ทรัพย์สินส่วนตัว มาสร้างเวปไซต์เผยแพร่อุดมการณ์ประชาธิปไตย มากมายหลายเวปไซต์ ซึ่งผมขอแสดงความคารวะด้วยหัวใจมา ณ ที่นี้
อันที่จริง เรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่พวกเราหลายคนได้แสดงความห่วงใยกันแล้ว แต่แม้จะมีหลายเสียงทักท้วงแล้ว ผมก็ยังคงอยากจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ร่วมออกแรงทักท้วงด้วย
นั่นก็คือ เรื่อง การหวังดีประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวขบวนใหญ่ของพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ที่กำลังเหิมเกริมอย่างหนักอยู่ในเวลานี้
การหวังดีประสงค์ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นพันธกิจทางใจที่ยังคงดำเนินไปข้างหน้าโดย ไม่มีหยุดพัก และไม่มีลังเลแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
สถาบันพระมหากษัตริย์ ตกเป็นเครื่องมือของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และถูกใช้เป็นอุบายเพื่อทำลายล้างผู้อื่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับแต่วันแรกเคลื่อนไหวจนถึงวันนี้ และจะดำเนินเช่นนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากผู้คนรอบข้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนหนึ่ง รู้เห็นเป็นใจและสนับสนุนการเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกทั้งยังยุยงแนะนำให้นายสนธิ แอบอ้างและใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นบุคคลที่ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ แบ่งแยกคนในชาติออกเป็นสองฝ่าย ใช้ความจงรักภักดีต่อในหลวง เป็นลิ่มตอกแผ่นดินไทยให้แตกแยกแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
มิพักต้องสืบสาวราวเรื่องหาเหตุว่า ทำไมวันนี้คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงมีคำถามและข้อสงสัยอันมิบังควรอยู่ในหัวใจ แต่มิกล้าเอ่ยปากถามใคร เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
คำตอบก็คือ เพราะคำกล่าวอ้างและการแอบอ้างของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งโดยวาจา พฤติกรรม การแต่งกาย สิ่งของสื่อสัญญลักษณ์หลายสิ่งหลายประการ ประกอบกับพฤติกรรมของคนแวดล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ออกมายืนเคียงข้างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่อยมา
4 ปีที่ผ่านมา สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ในสถานะที่ถูกทำให้เข้าใจไปต่างๆ นานา นับแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล โดยที่มิอาจจะชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อแก้ไขข้อครหา ความเข้าใจผิดที่บังเกิดขึ้นในหัวใจของประชาชน ได้
แม้ศาลจะเคยวินิจฉัยว่าการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเครื่องมือทางการเมือง และทำให้ประชาชนแตกแยก ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศชาติ แต่ก็เป็นเพียงคำวินิจฉัยของศาลในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่การสื่อสารทางตรงจากสถาบันพระมหากษัตริย์
จะมีก็แต่ครั้งหนึ่งที่ สำนักราชเลขาธิการ เคยทำหนังสือทักท้วงนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่ากล่าวหาให้ร้าย นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ด้วยความเท็จ มีเจตนาที่จะทำให้สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสีย โดยไม่สนใจค้นหาและตรวจสอบความจริง
คำตอบของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ต่อหนังสือของสำนักราชการเลขาธิการ ที่ถูกส่งไปถึงนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ในครั้งนั้นก็คือ “อย่าคิดว่าผมจะกลัวคุณ” หรือ “กูไม่กลัวมึง” นั่นเอง
แม้หนังสือของสำนักราชเลขาธิการ จะอ้างสถานะของตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่คำตอบของนายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความยำเกรง ความตระหนัก หรือ สำนึกผิดต่อพฤติกรรมของตนเองที่กล่าวหาให้ร้ายราชเลขาธิการ แม้แต่น้อย
แม้แต่ ราชเลขาธิการ ยังถูกกระทำจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมิได้นำพาว่า ราชเลขาธิการ เป็นผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วนับประสาอะไรกับข้าราชการตำรวจ ทหาร ทุกระดับชั้นยศ ที่จะถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ชี้หน้าด่ากราด เป็นคนไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ข้อกล่าวหาไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดที่ข้าราชการตำรวจ ทหาร ซึ่งถวายชีวิตเป็นราชพลี ไม่อาจจะพึงรับได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำรวจอย่าง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะทหารเสือราชินี เป็นที่รับรู้กันในแวดวงตำรวจทหาร ว่า ตระกูลวงษ์สุวรรณ คือตระกูลที่ถวายชีวิตเป็นข้าในพระ องค์มาช้านาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทหารอย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ทหารเสือราชินี ที่ถวายชีวิตเป็นราชพลี และปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี นาถ ด้วยความจงรักภักดี มาตลอดชีวิตการรับราชการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อดีตผู้บัญชาการตำรวจตระเวณชายแดน อย่าง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ และ ตำรวจตระเวณชายแดน ที่ทำหน้าที่ถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จย่า ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ และ ถวายงานโรงเรียนตำรวจตระเวณชาย แดน มาตั้งแต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการอาชญากรเศรษฐกิจ ด้วยซ้ำไป
ตำรวจตระเวณชายแดน พี่น้องของ ผู้กองแดน และ ผู้หมวดตี้ ที่ถวายอารักขาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จแปรพระราชฐาน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องเสียชีวิตจากการลอบสังหารของผู้ก่อการร้าย ต้องถูกชี้หน้าด่ากราดก่นประณามว่า เข่นฆ่าทำร้ายประชาชน เป็นทรราช ทั้งๆ ที่พวกเขาทำหน้าที่คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รักษาเอกราชของชาติ ปกป้องอธิปไตยของประเทศ มาโดยตลอด
แต่เมื่อพวกเขาต้องปฏิบัติหน้าที่นำความสงบกลับคืนสู่บ้านเมือง ด้วยการเผชิญหน้ากับพันธ มิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล พวกเขาก็ถูกสร้างภาพว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่พวกเขาเพิ่งได้รับคำชื่นชมจากสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ว่าเป็นผู้เสียสละได้แม้กระทั่งชีวิตเพื่อชาติ
แม้จะเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่อาจจะพึงรับได้ แต่ทั้งตำรวจ ทหาร เหล่านี้ก็จำต้องก้มหน้า เก็บความขมขื่นไว้ในใจ ไม่ปริปากพูด หรือ โต้ตอบ เพียงเพราะต้องการให้ประเทศชาติสงบเรียบร้อย
ข้อกล่าวหา ไม่รักชาติ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่พุ่งเป้าไปยัง พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ หากออกจากปากบุคคลอื่น ที่มิใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็อาจจะทำให้ต้องหยุดคิดว่า ทำไม 2 ท่านนี้จึงถูกกล่าวหา และ คนที่กล่าวหาเคยแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีมากกว่า 2 ท่านนี้ มากน้อยเพียงใด หรือไม่
แต่เมื่อคนกล่าวหาเป็นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกศาลชี้ว่าเป็นผู้ที่แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำลายผู้อื่น และ เป็นผู้ที่ใช้ความจงรักภักดีแบ่งแยกประชาชนของพระองค์ท่าน เป็นสองฝ่าย ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อีกทั้งยังมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ติดตัวอยู่ด้วย จึงมิพักต้องหยุดคิด หรือใช้วิจารณญาณเลยว่า คำกล่าวหาของนายสนธิ จะเป็นจริงหรือเป็นเท็จ หรือ มีเนื้อหาสาระที่ชวนให้ต้องคิดตามหรือไม่
เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ คนผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยแม้แต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้า สักครั้งในชีวิต จะบังอาจ และกล้าหาญถึงขีดสุด กระทั่งชี้หน้าด่าว่า คนผู้หนึ่งซึ่งได้รับพระราช ทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นข้าในพระองค์ ถวายงาน ถวายอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ มาเป็นเวลาต่อเนื่องยาว นานเกือบ 40 ปี ว่า เป็นผู้ไม่จงรักภักดี
แต่เรื่องน่าประหลาดนี้ กลับบังเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญสูงสุด และต้องเป็นบุคคลที่ได้ รับการพิจารณาคัดสรรเป็นอย่างดีที่สุดว่ามีความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ ว่าเป็นผู้ไม่จงรักภักดี
เพื่อให้ข้อกล่าวหาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดูดีมีน้ำหนัก สามารถหลอกประชาชนให้หลงเชื่อได้ จึงมีผู้คนบางคนที่กระทำการโดยแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดำเนินการบางประการให้ประชาชนเห็นและหลงเชื่อว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล และการกระทำของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่ทรงโปรด และทรงให้การสนับสนุน อาทิ...
การให้ข่าวสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระราชทานเงิน 1 แสนบาทให้แก่ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำไปบิดเบือน ว่าเป็นเงินพระราชทานช่วยเหลือพันธมิตรฯ และทรงรับผู้บาดเจ็บทุกคนไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ โดยมิได้กล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิง ถูกแทง ถูกรถชนโดยการกระทำของกลุ่มพันธมิตร แม้แต่น้อย
การให้ข่าวดังกล่าวนี้ ผู้ให้ข่าวมีความตั้งใจที่จะแสดงให้ประชาชนได้พึงรับทราบประหนึ่งว่าทรงเลือกข้างแล้ว ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น ทรงมีพระเมตตาแก่ประชาชนผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเท่าเทียมกัน ทรงพระราชทานเงินให้แก่โรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บแก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างทั่วถึง ไม่มีการแบ่งแยกว่าประชาชนคนใดเป็นฝ่ายใด หากแต่ประชาชนทุกคนเป็นประชาชนของพระองค์ท่านเสมอมา มิเคยเปลี่ยนแปลง จะมีก็แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ให้ข่าว และผู้บังอาจบิดเบือนพระราชประสงค์ของพระองค์ท่านเท่านั้น ที่มีเจตนาจะแบ่ง แยกประชาชน และทำให้คนในชาติแตกแยก โดยใช้ความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อพระองค์ท่าน เป็นอุบาย
ข่าวดังกล่าวนี้ แม้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกของประชาชนผู้จงรักภักดีอย่างมาก แต่ก็ยังไม่มากเท่ากับที่ส่งผลกระทบต่อตำรวจ และ ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยถวายชีวิตเป็นราชพลี เพื่อปกป้องรักษาราชบัลลังก์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ จนเรียกได้ว่าอยู่ในภาวะหัวใจสลาย และบอบช้ำทางจิตใจยิ่งนัก ทั้งยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมจากผู้คนในสังคมที่หลงเชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาสร้างความสำคัญให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล เสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีเหนือกว่าตำรวจ และ ทหารทั้งแผ่นดิน
ความจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับกันก็คือว่า ตำรวจและทหาร เป็นเสาหลักในการปกปักรักษาและค้ำราชบัลลังก์ เป็นสถาบันหลักที่ทำหน้าที่รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มานับแต่มีราชอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี และ รัตนโกสินทร์ จวบจนถึงทุกวันนี้ สถาบันตำรวจ ทหาร มิเคยอยู่ห่างจากสถาบันพระมหากษัตริย์ และมิเคยตกอยู่ในสภาพที่ถูกทำร้าย ทำลาย กัดกร่อน อย่างหนัก ด้วยข้อหาร้ายแรงเช่นที่ประสบพบเจออยู่ในขณะนี้ ด้วยปากของนายสนธิ ลิ้มทองกุล
ความจริงประการหนึ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ เสาหลักที่ค้ำราชบัลลังก์ กำลังถูกฝูงปลวก รุมกัดกินจนแทบจะซวนเซและทรุดลง โดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจดูแลสภาพของเสาว่ายังคงแข็งแรงอยู่หรือไม่ หากแต่ไปสนใจว่าฝูงปลวกที่มารุมกัดกินเสา ยังมีความสุขดีอยู่หรือ ขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่ จะได้นำไปช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ฝูงปลวก ให้อุดมสมบูรณ์
ปลวกฝูงนี้ นำโดย พญาปลวกที่ชื่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งสถาปนาตนขึ้นเป็นพญาปลวก หลังจากที่ใช้ลีลาวาจาโวหารนำเสนอความเท็จ จนประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อ เดินเข้ามาอยู่ในรังปลวก และพร้อมที่ปฏิบัติตามที่พญาปลวก สั่งให้กัดกิน ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า และไม่เป็นที่พึงพอใจ ขัดความต้องการของพญาปลวก
จากปลวกธรรมดาตัวหนึ่งที่กัดกินนักการเมืองเป็นเหยื่ออาหาร ก็กลายเป็นพญาปลวกขึ้นมาในเวลาไม่นานนัก เมื่อมีผู้หลงเชื่อนำผ้าแพรหลากสีมาผูกไว้ที่รังปลวก พร้อมกับนำธูปมากราบไหว้ทุกวันๆ ส่งผลให้รังปลวกธรรมดารังหนึ่ง ย่านถนนพระอาทิตย์กลายเป็นจอมปลวก ขนาดใหญ่ และมีการขยายอาณาจักรปลวก กัดกินทำลายเรื่อยไปทุกสถาบัน ทุกองค์กร ทุกคนที่ไม่ทำตามความต้องการของพญาปลวก จนในที่สุดก็มาถึงวันที่พญาปลวก นำฝูงปลวกที่หลงเชื่อมากัดกินเสาหลักค้ำราชบัลลังก์ ด้วยข้อหาไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่พญาปลวกตัวนั้นต่างหากที่มีเจตนาแอบแฝงอยู่ในใจ โดยที่สามารถคาดหมายได้อยู่แล้วว่า หากวันใดที่เสาค้ำราชบัลลังก์ ถูกกัดกินจนหมดสิ้นไป และหักโค่นลงมา ราชบัลลังก์จะอยู่ในสถานะใด
พญาปลวก กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะนำจอมปลวกหรืออาณาจักรของตัวเอง ไปทำหน้าที่แทนเสาค้ำราชบัลลังก์ อย่าง ทหาร และ ตำรวจ
นายสนธิ ลิ้มทองกุล กำลังใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะแสดงให้ประชาชนหลงเชื่อว่าม็อบพันธมิตร มีความสามารถและเหมาะสมที่จะเข้าไปทำหน้าที่รักษาราชบัลลังก์ แทนกองทัพ และ ตำรวจ ได้ เนื่องจากมีความจงรักภักดีมากกว่า
หากวันใดที่ เสาค้ำราชบัลลังก์ถูกกัดกินจนหักโค่น ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ต่อไป พญาปลวกที่ผลักดันตัวเองมาทำหน้าที่แทนเสา จะทำหน้าที่ค้ำราชบัลลังก์ดังปากว่า หรือ กัดกินราชบัลลังก์ดังใจหมาย คงไม่ยากเกินไปที่จะทำนายหรือคาดเดา
เพราะพญาปลวก อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นที่เลื่องลือและรับรู้กันทั่วทุกวงการว่า กัดกิน หากินไม่เลือก และไม่รู้จักอิ่ม อยู่แล้ว
ขณะเขียนบทความเรื่อง จอมปลวก มีข่าวชิ้นหนึ่งที่ยืนยันถึงความหวังดีประสงค์ร้าย ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้ามาพอดิบพอดี ข่าวชิ้นนี้มาจากสำนักข่าวเอพี ตีข่าวมาเป็นภาษาอังกฤษ แปลความเป็นภาษาไทยได้ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี พระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับผู้ประท้วงขับไล่รัฐบาลในประเทศไทยว่า “ไม่คิดว่าคนเหล่านี้ทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่แอบอ้าง คนพวกนั้นทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อตัวเขาเอง”
พระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานแก่สื่อมวลชนต่างประเทศ เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เห็นได้ว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนเช่นไร เป็นบุคคลที่อันตรายเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และราชบัลลังก์ มากเพียงใด
ความมุ่งหมายที่จะใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นอุบายแสวงหาอำนาจทางการเมืองแก่ตนเองและพวกพ้อง ยังคงเดินหน้าไม่หยุดยั้ง ไม่รั้งรอ และไม่ลังเลที่จะดำเนิน การเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเร็วที่สุด โดยมิได้คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อสถาบันพระ มหากษัตริย์ ประเทศชาติ ประชาชน แต่มุ่งหมายที่จะแสวงหาประโยชน์แก่ตนเป็นสำคัญที่สุด
เป็นที่ทราบกันดีว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ จะไม่ทรงยุ่งเกี่ยว หรือแสดงความเห็นทางการเมือง หรือเหตุการณ์ที่มีผลกระทบทางการเมือง เนื่องจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงอยู่เหนือการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอความเห็นต่อสาธารณะหรือสื่อมวลชน เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เว้นแต่จะเป็นภาวะวิกฤตของบ้านเมืองที่ไม่สามารถหาทางออกได้แล้ว พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานคำแนะนำให้ผู้มีหน้าที่นำไปปฏิบัติ ซึ่งทุกครั้งก็สามารถยุติเหตุการณ์ได้ในเร็ววันและทันที และภาวะวิกฤตของบ้านเมืองก็จะมลายหายสิ้นไปโดยพลัน ความสมานฉันท์กลับคืนสู่ประชาชนคนไทยโดยถ้วนทั่ว
พระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่มีต่อสื่อมวลชนต่างประเทศในคราครั้งนี้ จึงเป็นพระดำรัสที่ประชาชนคนไทยผู้จงรักภักดี พึงรับรู้และพิจารณา เพื่อที่ผู้ยังไม่หลงผิดจะได้ไม่หลงผิด และผู้ที่หลงผิดไปแล้ว จะถือโอกาสกลับตัวกลับใจ ไม่มัวเมาอยู่ในอุบาย “จงรักภักดีเหนือผู้อื่น” ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อีกต่อไป
บัดนี้ ประชาชนผู้จงรักภักดี พึงจะได้ประจักษ์ความจริงแก่ใจแล้วว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นผู้จงรักภักดีเหนือกว่าผู้อื่นจริงหรือไม่ เป็นผู้ที่จะทำหน้าที่เสาค้ำราชบัลลังก์แทนกองทัพ และตำรวจได้จริงหรือไม่
ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่แอบอ้างว่าทำเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระดำรัสว่า เขามิได้ทำเพื่อพระมหา กษัตริย์ เขาทำเพื่อตัวเขาเอง
คนไทยทั้งชาติทั้งแผ่นดิน จะเชื่อผู้ใด
คำถามนี้ คงไม่ยากเกินไปที่จะตอบ สำหรับผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาชนผู้งจงรักภักดี
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยทั้งประเทศ จะช่วยกันทำลายจอมปลวก ที่ถูกขบวนการแอบอ้าง
สถาบันพระมหากษัตริย์ หลอกลวงต้มตุ๋นประชาชน ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กำลังกัดกินทุกสถาบัน ทุกองค์กร ทุกคน ไม้เว้นแม้กระทั่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้ได้รับความเสียหาย และเสื่อมเสีย
มีข่าวมาถึงหูผมว่า เหตุที่ข่าวของสำนักข่าวเอพี ชิ้นนี้ไม่ถูกนำเสนอทางสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ และ สื่อสิ่งพิมพ์ในประเทศไทย ในขณะที่สื่อทั่วโลก นำเสนอกันอย่างกว้างขวาง เป็นเพราะว่ามีโทรศัพท์จากขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่อยู่ในสำนักพระราชวัง ไปยังสำนักข่าวทุกแห่งในประเทศไทย มิให้นำเสนอพระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่พระราช ทานสัมภาษณ์แก่สำนักข่าวเอพี
ไม่น่าเชื่อว่ากระทั่ง พระดำรัสของเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงเป็นที่รักเคารพเทิดทูนของคนไทยทั้งชาติ ยังถูกปิดกั้น ทั้งๆ ที่พระราชทานแก่สำนักข่าวต่างประเทศ และเผยแพร่ข่าวนี้ไปทั่วโลก แต่คนไทยกลับมีโอกาสได้รับทราบน้อยมาก นี่ย่อมจะแสดงให้เห็นว่าขบวนการแอบอ้างสถาบันพระมหา กษัตริย์ สร้างความสำคัญให้แก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่มพันธมิตรประชาชนปล้นประชาธิปไตย เป็นขบวนการใหญ่เพียงใด และเป็นขบวนการที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
เหตุการณ์ครั้งนี้ คนไทยผู้จงรักภักดีย่อมจะตระหนักได้ถึงอันตรายร้ายแรงของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และภัยของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งมีเครือข่ายแทรกซึมอยู่ทั่วทุกวงการ ทุกอาชีพ ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ที่กำลังคืบคลานเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างน่าหวาดกลัว
เภทภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และ เสาหลักที่ค้ำราชบัลลังก์มาช้านานกว่า 700 ปี ก่อตัวขึ้นมาแล้วและกำลังจะพัดโ*****่างรุนแรง เพื่อทำลายล้างให้สิ้นซาก หากว่าพวกเรานิ่งเฉย ประเทศไทยหลังพายุร้ายพันธมิตรพัดผ่าน จะเป็นเช่นไร สถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา จะดำรงอยู่อย่างไร ในวันที่กองทัพถูกกัดกร่อน
เพื่อป้องกันเภทภัยที่จะกรายกล้ำเข้าใกล้สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของเรา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่คนไทยผู้จงรักภักดีจักต้องร่วมมือร่วมใจกันทำลาย กลุ่มพันธมิตรและเครือข่ายให้สิ้นซาก ซึ่งต้องใช้ความไม่กลัวเป็นที่ตั้ง ใช้ความกล้าเป็นธงนำ และต้องลงมือทันที โดยมิรอช้าให้เวลาผ่านเลยไปอีกแล้ว
การทำลายกลุ่มพันธมิตรและเครือข่าย ไม่ต่างจากการทำลายจอมปลวกที่มีผ้าแพรหลากสีผูกล้อม และมีธูปปักไว้เหนือกองดิน หากเราเห็นเภทภัยของปลวก มากกว่าอวิชชาที่บดบังปัญญาของเรา ก็เพียงทุบทำลาย และพ่นยาฆ่าปลวก ก็เป็นอันเสร็จสรรพ
แต่หากเราหลงเชื่อว่าจอมปลวกเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถูกอวิชชาครอบงำว่ากองดินเป็นสิ่งวิเศษมีพลังลี้ลับ จะทำลายล้างเราได้ด้วยวิชาอาคม บ้านของเราทั้งหลัง ก็คงไม่พ้นจะต้องถูกทำลาย เพราะปลวกกัดกินจนถล่มทลายลงมาเป็นกองดิน และเป็นอาหารของฝูงปลวก เป็นแน่แท้
คนไทยผู้จงรักภักดีทุกคน โดยเฉพาะ ตำรวจ ทหาร คงไม่มีใครอยากเห็นสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องตกเป็นอาการหรือเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือ ของฝูงปลวกที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่ายพันธมิตร
ภารกิจนี้เป็นของคนไทยทุกคน และต้องเร่งรัดกระทำโดยเร็ว ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
จาก www.prachatai.com
Friday, October 10, 2008
สลายฝูงชนตามหลักสากล
กรุงเทพฯ 10 ต.ค.-ปฏิบัติการที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม จนทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ นำเรื่องไปยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรีและผบ.ตร.ต่อศาลปกครองกลาง กระทั่งศาลมีคำสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทำการใด ๆ ต่อผู้ชุมนุมเท่าที่จำเป็น คำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน นำมาซึ่งคำถามที่ว่าวิธีการของตำรวจรุนแรงหรือเกินกว่าเหตุหรือไม่ และขั้นตอนสลายการชุมนุมตามหลักสากลเป็นอย่างไร.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-10 19:48:32

กอ.รมน.ตั้งวอร์รูมคุม‘ม็อบถ่อย’

กอ.รมน.ตั้ง “วอร์รูม” ประเมินสถานการณ์ม็อบถ่อย พธม. ปัดไม่มีส่วนร่วมในการควบคุม “พื้นที่สีแดง” ชี้เป็นกลไกของตำรวจ ย้ำมีหน้าที่คนละส่วนงาน
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กล่าวถึงการติดตามสถานการณ์การชุมนุมว่า กอ.รมน.มีการตั้งวอร์รูม เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุม ซึ่งในทุกวันจะมีการรายงานสถานการณ์เข้ามายังห้องติดตามสถานการณ์ โดยจะมีการนำเรียนผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กอ.รมน.ยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ เพราะยังไม่มีการประกาศพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย จึงถือว่ายังเป็นกลไกของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดำเนินการ ส่วนเรื่องด้านการข่าว ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทัพบก กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) และหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในกองทัพ ซึ่งขณะนี้เราทำงานได้เพียงประสานเพื่อให้ข้อมูล แต่ยังไม่มีการปฏิบัติการ
เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ยอมรับว่ามีหน่วยข่าวแจ้งว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะมีการก่อเหตุในช่วง 1-2 วันนี้ พ.อ.ธนาธิป ชี้แจงว่า กอ.รมน.ไม่มีการนำข่าวมาแปลงเป็นข่าวกรอง เพียงแต่ติดตามข้อมูลเท่านั้น หน้าที่หลักคงเป็นหน้าที่ของ ผบ.ทบ. เพราะถือเป็นประธานดูแลเรื่องนี้อยู่ ทั้งนี้สิ่งที่ กอ.รมน.ดำเนินการมีเพียงรับทราบข้อมูล และรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ต่างๆ เพราะการชุมนุมครั้งที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรได้ขยับเข้ามาถึงบริเวณหน้า กอ.รมน.
นายกฯสมชายอุดรูรั่วโครงการ'ฝนหลวง'

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคของการทำฝนหลวง ในโครงการตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปัจจุบันหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงมีปัญหาเรื่องบุคลากรและเครื่องบินไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องนำของเอกชนมาใช้ ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 1 แสนบาท เป็น 3 แสนบาทต่อวัน
นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยยูเรียที่ใช้ในกระบวนการทำฝนหลวง เพราะปุ๋ยมีราคาเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก 1-2 เท่าตัว ดังนั้นรัฐบาลจึงอนุมัติให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินฝนหลวง 2 ลำ พร้อมทั้งตั้งงบประมาณสำรองเพิ่มในแต่ละปี และยังมีแนวโน้มที่จะสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยยูเรียในประเทศไทย โดยจะประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สานต่อโครงการนี้กับเอกชนต่อไป


