WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 21, 2008

หนังสือ (อดีตต้องห้าม) ที่น่าอ่าน

ช่วงนี้มีสัปดาห์หนังสือ จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมได้ไปมา และพบหนังสือที่คนไทยควรอ่านหลายเล่ม ที่น่าสนใจก็คือ มีการพิมพ์หนังสือที่ในอดีตเป็นหนังสือต้องห้าม แต่ปัจจุบันหนังสือที่ว่านี้ซึ่งอดีตถือเป็น “ของแสลงของผู้ปกครอง” นั้นกลับกลายเป็นหนังสือที่ทาง สกว. ได้ทำวิจัยและบรรจุให้เป็นหนังสือหนึ่งในร้อยที่คนไทยควรอ่าน หนังสือที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจสภาพสังคมไทยในอดีต รวมถึงสภาวการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันด้วย หนังสือที่น่าอ่านเล่มแรก พระเจ้ากรุงสยาม โดย ส. ธรรมยศ หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2495 ครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.25471 และครั้งล่าสุด พ.ศ.2551 บทที่สำคัญที่สุด (ส. ธรรมยศ เป็นผู้บอกเอง อาจจะเป็นบทที่ล่อแหลมและเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุด) ในหนังสือเล่มนี้คือบทที่ 7 หากใครต้องการทราบว่าบทที่ 7 มีเนื้อหาว่าอย่างไร คงต้องไปหาอ่านกันเอง อ่านแล้วจะรู้ว่าทำไมหนังสือเล่มนี้จึงเคยเป็นหนังสือต้องห้าม

หนังสือเล่มต่อมาคือ นิราศหนองคาย ของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งเเรกเมื่อ พ.ศ.2421 แต่ก็ถูกเผาเสียหลังจากพิมพ์ออกมาได้ไม่นาน และมีการพิมพ์อีกครั้งในปี พ.ศ.2498 โดยผู้แต่งก็ถูกลงโทษด้วยการโบย 50 ที และจำคุกอีก 8 เดือน หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่สามเมื่อปี พ.ศ.2544 หนังสือนิราศหนองคายของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี จัดเป็นหนังสือ 1 ใน 100 ที่คนไทยควรอ่าน

หนังสือเล่มต่อมาคือ โฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ หนังสือเล่มนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงให้มากความ เพราะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ปัญญาชนไทยมากที่สุดเล่มหนึ่ง มีการพิมพ์ซ้ำกันหลายครั้ง ระยะหลังมีการเผยแพร่เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ให้เป็นที่เผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับประชาชนคนทั่วไป และคงไม่มีช่วงเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่าช่วงเวลานี้อีกแล้วที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้

หนังสือต่อไปคือ เทียนวรรณ แต่งโดย คุณสงบ สุริยินทร์ แม้หนังสือเล่มนี้จะมิได้เป็นหนังสือต้องห้ามก็ตาม2 แต่ก็เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก เทียนวรรณนั้นเป็นนามปากกาของ ต.ว.ส. วรรณาโภ เป็นผู้ได้รับฉายาว่า “บุรุษรัตนของสามัญชน” ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และมีชีวิตเรื่อยมาจนถึงสมัยของรัชกาลที่ 6 ในหนังสือเล่มนี้ได้บรรยายถึงชีวประวัติและผลงานที่คัดสรรของเทียนวรรณ ซึ่งปัจจุบันหาอ่านได้ยากยิ่ง เทียนวรรณนั้นเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักกฎหมาย เทียนวรรณกล้าวิจารณ์สภาพสังคมในเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา เทียนวรรณเคยวิจารณ์ระบบทาส เจ้านาย ศาล ประเพณีที่คร่ำครึ ฯลฯ เทียนวรรณวิจารณ์หมด ทั้งๆ ที่ในยุคนั้นเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงไม่แปลกใจที่เทียนวรรณถูกจำคุกร่วม 18 ปี ที่น่าสนใจก็คือ ตอนเทียนวรรณออกจากคุกมีคนพูดเชิงสมน้ำหน้าเทียนวรรณว่า “แกมันชิงสุกก่อนห่าม”
ปัญญาชนสยามทั้ง 3 ท่าน คือ เทียนวรรณ ส.ธรรมยศ เเละ จิตร ภูมิศักดิ์ ล้วนแล้วแต่ใช้สติปัญญาผ่านคมปากกาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองและสภาพสังคมไทยในขณะนั้น โดยบุคลิกที่คล้ายกันของทั้ง 3 ท่านคือ การใช้ภาษาที่ดุดัน ตรงไปตรงมาแกมประชดเสียดสี ซึ่งย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้กับกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

ข้อสังเกตของวาทกรรมการชิงสุกก่อนห่าม
หลังจากที่เทียนวรรณออกมาจากเรือนจำ ก็มีคนตำหนิหรือด่าเทียนวรรณว่า ชิงสุกก่อนห่าม วาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional monarchy) นั้นก็ถูกวิจารณ์ในภายหลังว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่าม เนื่องจากรัชกาลที่ 7 กำลังพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนอยู่แล้ว ผมเองไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ไม่ทราบว่าหลังจากที่มีการก่อกบฏ ร.ศ.103 ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้นมีการอธิบายความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นด้วยการกล่าวว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่
จะเห็นว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านในอดีตจนถึงปัจจุบัน หากมีปัญหาเกี่ยวกับการเมืองไทยในด้านต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง การได้มาซึ่งรัฐมนตรี ปัญหาการทุจริตของนักการเมือง ฯลฯ ชุดคำอธิบายหนึ่งก็คือความพยายามที่จะอธิบายหรือโน้มน้าวให้กับประชาชนว่า “ประเทศไทยไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก” “ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ ประเพณี ประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนชาติใด ซึ่งมีนัยว่าเพราะฉะนั้นไทยควรมีระบอบการปกครองแบบไทยๆ” หรือ “คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษา ดังนั้นจึงไม่มีวิจารณญาณพอที่จะเลือกผู้แทน ซึ่งมีนัยว่าสมควรให้กลุ่มบุคคลหนึ่งมาทำหน้าที่นี้แทน”3 ฯลฯ
ชุดคำอธิบายทำนองนี้กำลังถูกนำเสนอตอกย้ำมากขึ้นทุกทีๆ หากจะสรุปสั้นๆ ก็คือว่า สังคมไทยอย่าเพิ่งชิงสุกก่อนห่ามที่จะเป็นประชาธิปไตยแบบนานาอารยประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม ตอนนี้เอา “การเมืองใหม่” ไปก่อน หากทวยราษฎร์มีการศึกษา ความเป็นอยู่ดีขึ้นมากกว่านี้ ก็ค่อยมาพูดเรื่อง ปาลิเมนต์ และก่อนที่จะนำไปสู่การเมืองใหม่ น่าจะจัดให้มีการทดลองหรือจำลองให้คนไทยรู้จักประชาธิปไตยโดยการสร้างเมืองคล้ายกับ “ดุสิตธานี” อย่างที่รัชกาลที่ 6 ทรงจัดให้มีการทดลองเกี่ยวกับการปกครองในระดับท้องถิ่น ในครั้งนี้น่าจะจัดให้มีเมือง “มัฆวานฯ” เพื่อให้ทวยราษฎร์ไทยมีความเข้าใจ “การเมืองใหม่” อย่างถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองไทยคงล้มเหลวอีกเช่นเคย

บทส่งท้าย
ใครก็ตามที่เบื่อเรื่อง “การชุมนุมแบบนันสต๊อป” และ “การเมืองใหม่” จะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือที่แนะนำเป็นการลับสมอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็จะดีไม่น้อย ยิ่งหากอ่านควบคู่ไปกับ “แถลงการณ์ของคณะราษฎร” ก็จะได้อรรถรสดีนักแล แล้วจะรู้ว่าหากเปรียบเทียบกับแนวคิดของเทียนวรรณก็ดี ข้อวิจารณ์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ดี แนวคิดเรื่องการเมืองใหม่นั้นกลายเป็นของคร่ำครึไปเลย หากเทียนวรรณยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ ท่านคงนึกประหลาดใจอย่างยิ่งว่า เวลาผ่านไปร่วมร้อยปี แต่ความคิดหรืออุดมการณ์การเมืองไทยกำลังจะย้อนกลับไปสู่ยุคที่ท่านเทียนวรรณยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ “เกิดช้าไป” (คือน่าจะเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6) หรือพวกสนับสนุนประชาธิปไตย “เกิดเร็วไป” กันแน่ ถ้าคราวนี้เกิดรัฐประหารหรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคุณสมชาย และจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติสำเร็จ โดยฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายแพ้ และมีการยัดเยียดเรื่องการเมืองใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญสำเร็จ เห็นทีผมคงต้องพูดกับบรรดาผู้รักประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการว่า “พวกเเกมันชิงสุกก่อนห่าม”

1 ในการพิมพ์ครั้งที่สองโดยสำนักพิมพ์มติชนนี้ ปรากฏว่ามีการเก็บหนังสือมิให้มีการจำหน่ายอีกต่อไป ดังนั้นหากใครก็ตามอยากอ่านหนังสือเล่มนี้คงต้องรีบซื้อเก็บไว้
2 ผมไม่เเน่ใจว่าผลงานของเทียนวรรณเองเป็นหนังสือต้องห้ามในยุคหลังๆ หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น “ศิริพจนภาค” มีทั้งหมด 12 เล่ม เป็นการรวมผลงานของเทียนวรรณที่เขียนขึ้นก่อนถูกจำคุก และระหว่างถูกจำคุก และ “ตุลยวิภาค”
3 การสรรหาหรือแต่งตั้ง ส.ว. ชุดปัจจุบัน เป็นการสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจนที่สุด



พันธมิตรฯ ฆ่าประชาชน!

หลายคนบอกว่ายุทธการดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวไปแจกวีซีดีและหนังสือหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี กล่าวหาตำรวจเป็นผู้ร้าย ย่านใจกลางเมือง เช่น สีลม สยาม เหมือนจะเป็นการยุยง สร้างความแตกแยก เผาบ้านเผาเมือง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ พันธมิตรฯ มีจุดประสงค์เดียวคือ ต้องการปลุกระดมคนเพื่อให้เกิดการนองเลือด ต้องการให้รัฐบาลหมดความอดทน

วีซีดีและหนังสือที่แจกจ่ายไปนั้นหารู้ไม่ว่าคือการประจานตัวเองว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นคือกฎแห่งกรรม และผลพวงจากการทำตัวเหนือกฎหมาย

ผมได้อ่านคอลัมน์ส่องตำรวจที่เขียนไว้โดย คุณสหบาทในหัวข้อ "วีรบุรุษตุลาเลือด" จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 20 ตุลาคม แล้วก็อยากจะสะท้อนให้ผู้อ่านประชาทรรศน์อีกครั้งว่ายังมีสื่อมวลชนอีกจำนวนมากที่มองเห็นการกระทำที่ชั่วช้าเลวทรามของพันธมิตรฯ ที่ทำร้ายตำรวจอย่างป่าเถื่อน

คุณ “สหบาท” บอกว่า สังคมมองตำรวจในแง่ลบ แม้กระทั่งแพทย์บางคนยังออกมาแสดงความเห็นจะไม่ยอมรักษาตำรวจ ทั้งที่มีตำรวจไม่น้อยบาดเจ็บอาการสาหัสยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล

ส.ต.อ.จักรา ขันทชัย สังกัด บก.ตปพ. ถูกยิงที่คอขวา กระสุนทะลุ หลอดลมแตก หลอดอาหารทะลุ กระสุนฝังในต้องเจาะคอให้อาหารทางสายยาง ยังพูดไม่ได้

ส.ต.อ.ทวีป กลั่นเนียม สังกัด สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดนเหล็กปลายธงเสียบ สีข้างขวาทะลุกระบังลม เฉี่ยวปอดเลือดทะลัก อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องนอนรักษาตัวอยู่

จ.ส.ต.พนมไพร ทองศรี สายตรวจ สน.พญาไท โดนชายฉกรรจ์ตีที่ศีรษะ ด้านหลังบวมช้ำ อาการยังหนัก
ส่วน ด.ต.ณัฐนันท์ ศุภมงคลเจริญ สังกัด กก.2 บก.ตปพ. ถูกยิง จากด้านหลังตรงคอ กระสุนไปตุงไหล่ขวา กระดูกแตก อาการยังบวมช้ำ ยังไม่สามารถผ่าตัดเอากระสุนออกได้ เพราะต้องรอให้หายช้ำก่อน

ด้าน ส.ต.ท.พงศ์ไทย เชื้อชมสุข เพื่อนร่วมสังกัด บก.ตปพ.อีกคน ถูกรถชนซี่โครงหัก กล้ามเนื้อแขนขวาฉีก และบวมอยู่

ส.ต.ต.จักรพงษ์ แท่นทองหลาง สังกัด กก.2 บก.ตปพ. โดนยิง ทะลุโล่ถูกหลังมือซ้ายและเส้นเอ็น ด.ต.เสก ตรงเงิน สังกัดเดียวกัน ถูกยิง ราวนมขวาทะลุปอด กระสุนยังไม่ได้ผ่าตัดออก

สำหรับรายของ ร.ต.ต.เกรียงไกร กิ่งสามี รอง สวป.สน.เตาปูน ที่ถูก รถแวนสีน้ำเงินพุ่งชนทับร่าง เนื้อขาซ้ายหายไปอาการยังสาหัส

เช่นเดียวกับ ส.ต.ท.เศรษฐวุฒิ บัวทุม ตำรวจ บก.ตปพ.ที่ ถูกรถชน ศีรษะกระแทกพื้น ฟันหัก 3 ซี่
ส.ต.ท.มนตรี มุขสาร สังกัด บก.ตปพ.ถูกยิง ไหปลาร้าโดนเส้นเลือดใหญ่ ย้ายออกมาจากห้องไอซียูแล้ว แต่ต้องพักฟื้นอยู่

ส.ต.ท.ธีรเชษฐ ธราปัญจทรัพย์ อยู่หน่วยปราบจลาจล บก.ตปพ. โดนรถชน บาดเจ็บหนักไม่แพ้อีกหลายคน
เหล่านี้ คือรายชื่อตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมรัฐสภา
ผมเห็นภาพคนกรุงเทพ ที่เชื่อว่ามีการศึกษา บริเวณสีลมและเซ็นทรัลเวิลด์แย่งกันรุมเอาวีซีดีจากพันธมิตรฯ แล้วก็รู้สึกสมเพชเวทนา
คนพวกนี้ไม่สำนึกว่ากำลังเผาบ้าน เผาเมืองตัวเอง
ถ้าวันข้างหน้า บ้านเมืองวอดวายแล้วจะรู้สิ่งที่ตัวเองทำไป บาปอย่างมหันต์ !


เมื่อ “ฟ้าหม่น” ประชาชนก็ฝันร้าย

ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่ควรระวังครับ ถือเป็นช่วง “อันตราย” วันใด “ฟ้าใส” วันไหน “ฟ้าหม่น” มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนเราแตกต่างกันเป็นอย่างมากครับ เพราะวันที่ “ฟ้าใส” อะไรๆ ดูสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวา ถือเป็นเรื่อง “ดูดี-มีความสุข” ครับ แต่ถ้าเกิดเหตุให้ “ฟ้าหม่น-ฟ้ามัว” ความสลัวก็เข้ามาเยือน ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปเป็นหดหู่ วังเอง ว้าเหว่...ออกไปทางนั้นครับ
สถานการณ์ของบ้านเมืองวันนี้ ถ้าจะใช้คำว่า “กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก” ก็เห็นจะได้ครับ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยนั้นทางกายภาพถือว่าโชคดีที่สุดที่ธรรมชาติสรรสร้างแหล่งท่องเที่ยวเอาไว้มากมาย นี่ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศชาติ ไม่อาจหาดูได้จากที่ไหน มีพิธีกรรมความเชื่อซึ่งได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องเสมอมาในเฉพาะถิ่นเฉพาะท้องที่
มี “อะไร” ที่บ้านเมืองอื่นไม่มี แต่ถึงจะมีก็ไม่เหมือนครับเมื่อบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ใครหน้าไหนจะมีอารมณ์อยากมาเที่ยว มาลงทุน
ในเมื่อ “สื่อสามานย์” อย่าง “เอเอสทีวี” ของกลุ่มพันธมาร ออกอากาศไปทั่วโลกทั้งวันทั้งคืน พยายามประโคมข่าวตอกย้ำความแตกแยก ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อประจานรัฐบาลว่าไม่มีน้ำยา ขาดความชอบธรรมที่จะบริหารงานของประเทศชาติต่อไป ซึ่งเขาจะได้นำ “การเมืองใหม่” มาใช้เสียที ซึ่งนั่นจะเป็น “ฝันร้าย” ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
หากว่า...ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมา
ผมสงสารบ้านเมืองจริงๆ ครับ ถ้าบ้านเมืองพูดได้ คงพูดว่า จะบ้ากันไปถึงไหน รู้ไหม...บ้านเมืองบอบช้ำเข้าขั้นวิกฤติแล้วเพราะมีหลายเรื่องหลายราวที่ประดังกันเข้ามาในยามที่บ้านเมืองบอบช้ำหนักหนาสาหัสไม่เว้นแม้แต่ทหารใหญ่ก็ออกมาพูดเสียงแปร่งๆ เรื่องที่จะให้รัฐบาลรับผิดชอบกรณีเกิดเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งทหารเองก็ถูกขอร้องให้ออกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หลังจากตำรวจถูกพันธมิตรฯ ทำร้ายอย่างป่าเถื่อนเหี้ยมโหด จนบาดเจ็บสาหัสไปตามๆ กัน ทั้งๆ ที่ฝ่ายทหารก็รู้อยู่เต็มอกว่า ทางรัฐบาลได้แสดงความรับผิด มีการตั้ง “กรรมการอิสระ” ขึ้นมาตรวจสอบเพื่อหาความจริงแล้ว และย้ำให้ว่าไปกันตามเนื้อผ้า แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ กลับออกมาค่อนขอด จะไม่ยอมรับ “ผล” ที่ออกมา เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็น “ต้นเหตุ” ความอัปยศในครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงที่แกนนำพันธมารเคยต้องข้อหา “กบฏ” เป็นกลุ่มคนที่ใช้กำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ออกอาการเหิมเกริมยิ่งขึ้น
ประหนึ่งได้ “น้ำทิพย์” ชโลมใจก็ไม่ปาน
สำแดงอำนาจบาตรใหญ่ เร่งเดินเกมเดินหน้าจัดการกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่ยึดมั่นปกป้องประชาธิปไตยอย่างเอาเป็นเอาตาย ประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ คมช.ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ การประกาศของ “แป๊ะลิ้ม” ว่าอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทุ่มเงินล้มสถาบัน ทำไมถึงกล้าบังอาจเหิมเกริมอย่างนี้ได้ เห็นทีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้อง “จัดการ” โดยเร็ว อย่าให้เหลิงลามปามไปมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้านี้ “แป๊ะลิ้ม” เคยถูกศาลสั่งไม่ให้พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเสียหายมาแล้ว
ตำรวจสู้ๆๆ นะครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครหนุนหลังอยู่ หรือจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหนก็ตาม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่เคยประกาศว่าจะเข้ายึดทำเนียบคืนจากกลุ่มพันธมาร แต่ดันมาติดอยู่ที่ความเกรงใจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ...มีนัยอะไรที่จะบอกกล่าวอะไรไปถึงใครหรือไม่อย่างไรหรือเปล่าในขณะที่รัฐบาลประกาศยืนยันไม่ยุบ ไม่ลาออก ไม่กลัวคำขู่ของทหาร เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย และเป็นตัวแทนของประชาชน รัฐบาลจะทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยที่รัฐบาลไม่มีทางทำงานเพื่ออำนาจ เพราะทุกคน รวมทั้งรัฐบาล ต้องเคารพกฎหมาย และต้องไม่สนับสนุนคนที่ทำผิดกฎหมาย
การเดินทางไปที่ จ.อุบลราชธานี งานนี้ผมว่านายกรัฐมนตรีได้ “กำลังใจ” กลับมาอีกมากโข เพราะมีรายงานว่า มีประชาชนสวมเสื้อสีแดงจำนวนมากได้ถือดอกกุหลาบมามอบเพื่อให้กำลังใจมืดฟ้ามัวดิน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการบ้านการเมืองครับ แน่นอนว่าจะต้องจบลงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด...ปลงเสียเถะแม่จำเนียรเอ๋ย แต่หากจะปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองคาราคาซัง เหมือนคนไข้รอวันตายนั้น มันทรมานและเจ็บปวดยิ่งนักผมมั่นใจว่าคนไทยจำนวนมากภูมิใจกับเมืองไทย ดีใจที่เกิดเป็นคนไทย
แม้แต่ชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยในวันที่ “ฟ้าใส” ได้เก็บเกี่ยวความรู้สึกที่ดีๆ กลับไปบอกเพื่อนพ้องน้องพี่ และคงจะได้ชักชวนกันมาเมืองไทยอีกว่า คนไทยเขามีอัธยาศัยดี มีไมตรีดีกว่าประเทศไหนๆ นะ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน น่าศึกษาชื่นชม และคนรุ่นหลังได้รักษาความภูมิใจนี้เอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
ประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้เลือกตามรสนิยม และความต้องการทุกรูปแบบแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในช่วงที่ “ฟ้าหม่น” สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ ที่ได้เห็นได้สัมผัส มีอันต้องถูกลดทอนลง สิ่งที่เห็นว่าสดสวยดีงามดูสง่า กลับดูพร่ามัว ด้อยค่าลงไปในทันที...เพราะวันที่ “ฟ้าหม่น” จิตใจคนก็ย่อมห่อเหี่ยว วังเวง ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบานอย่างวันที่ “ฟ้าใส” เป็นแน่แท้
“ฟ้าใส” กับ “ฟ้าหม่น” มันต่างกันจริงๆ...ไย “ฟ้า” จึงต้องทำให้หมองให้หม่นด้วย รู้ไหมว่าเป็น “ฝันร้าย” ของผู้คนเชียวนะ


ค้านตะพึด!!

ถ้าเป็นสมัยโบราณ แม่คุณพ่อคุณเอ๋ย...เขาต้องเอ่ยและกล่าวประชดประชันกันเยี่ยงนี้ “มือไม่พาย ยังเอาเท้าราน้ำ” อีกหรือ (วะ)!!

เห็นอยู่เต็มสองลูกนัยน์ตา บรรยากาศบ้านเมืองเรา “ขาดความสามัคคี” กะรุ่งกะริ่งไม่มีชิ้นดีอะไรให้เห็นอีกแล้ว??
แทนที่พรรคประชาธิปัตย์ของ “หนุ่มมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็น “ตัวช่วย” เพื่อประคับประคองให้สถานการณ์กลับมาปรองดองดีกันดังดุจเดิม...

นี่กลายเป็นว่า ท่านเที่ยวเตะขา หาเรื่องเขาไปได้ตลอดศก
ถามว่า การตั้ง “สสร.3” ขึ้นมาแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ใครเป็นคน “จุดพลุ” ...ใครเป็นเจ้าจำนำขาเก่าที่มีความคิดนี้ อันดี๊ดีนี้ขึ้นมา

ถ้าสมองไม่เสื่อม “อัลไซเมอร์” ไม่รับประทาน แล้วล่ะก็!!
คงจำกันได้อย่างแม่นยำว่า “พรรคประชาธิปัตย์” เป็น “ต้นคิด” ที่ “ขายไอเดีย” นี้ขึ้นมา
ท่ามกลาง “คนไทย” แตกขั้ว เป็นฝั่ง เป็นฝ่าย แทบหาความสามัคคีในหมู่คนไทยไม่เจอนั่นปะไร
และในการขายความคิด การตั้ง “สสร.3” ขึ้นมา ก็ไปได้สวย ด้วยแรงผลักดันของ “พรรคประชาธิปัตย์” เสียด้วยล่ะท่านผู้ชม

เพราะได้การขานรับจาก “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ได้รับลูก และชงเรื่องใส่พาน ดำเนินการตามความประสงค์ของ “พรรคประชาธิปัตย์” ทุกขั้นตอน ในการเรียกร้องโดยเห็นว่านี่น่าจะเป็น “ยาขนานเอก” ในการแก้ปัญหาวิกฤติได้ชะงัดนักแล??

แต่เชื่อหรือไม่?พอ ส.ส. 6 พรรคร่วมรัฐบาล ขมีขมัน ร่วมมิตร มีกะจิตกะใจในการจัดตั้ง “สสร.3” ขึ้นมา...
แทนที่ “พรรคประชาธิปัตย์” จะเห็นงามตามสะเด็ด กับความคิดของตนเอง ที่ทางรัฐบาลรับไปทำอย่างไม่มีเงื่อนไข!!
กลายเป็นว่าในเรื่องนี้ “ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”...ผู้ที่ไม่เคยผ่านการเกณฑ์ทหาร?...แต่กลับหลังหันได้เก่ง เกินกว่า 180 องศา เสียด้วย...โดยไม่เห็นด้วย และไม่คล้อยตามต่อการที่จะมี “สสร.3”

หนำซ้ำ พูดบิดตระกูด ไปนอกเรื่องนอกราวว่าการตั้ง “สสร.” เป็นการยืดอายุรัฐบาล และเป็นการช่วยเหลือ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ไปนู่นเสียฉิบ!!

ถือเป็นการปิดประตูแก้ปัญหาของชาติด้วยฝีมือ “พรรคประชาธิปัตย์” กันอีกเรื่องหนึ่งทั้งที่ตัวเองเป็นฝ่ายปิ๊ง ชิงเสนอเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป??

ครั้นมาถึงเรื่องที่ประธานวุฒิสภา “ประสพสุข บุญเดช” เป็นต้นคิดในการดึงคน 4 ฝ่าย เข้ามาหาทางออกให้กับประเทศ

โดยมีทั้ง “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผู้นำฝ่ายค้าน “ท่านชัย ชิดชอบ” ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ “ท่านประสพสุข บุญเดช” ประธานวุฒิสภา ร่วมประชุมโต๊ะกลม เพื่อหาทางออกของประเทศในรอบใหม่...
นัดแรกปรากฏว่า บุคคลทั้ง 4 ฝ่าย ต่างเฮโลสาระพาไปร่วมประชุมกันอย่างพร้อมหน้าโดยมิได้ขาด!!
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ไปปั้นจิ้มปั้นเจ๋อ เอ้อเล่อเอ้อเต๋อ กับเขาด้วยจนหลายคนพากันเคลิ้ม เริ่มมีคำขวัญในการแก้ปัญหาของชาติขึ้นมาบ้าง!!

แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องการเรียกประชุม 4 ฝ่าย ของประธานวุฒิสภา “ท่านประสพสุข บุญเดช” ที่ยอมเปลืองตัวลงมาเป็นเจ้าภาพนั้น..ปรากฏว่า ไม่เป็นที่พอใจของทางกลุ่มและฝ่าย “พันธมิตรฯ” ที่เป็นอันธพาลยึดครองทำเนียบในขณะนี้
พอทางนั้นส่งเสียงดิสเบรก...กึก มาเท่านั้นแหละ!!

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็สวมวิญญาณเป็น “ไอ้เสือถอย”...คอยรับคำสั่งจากพันธมิตรฯ กันทันที?
และล่าสุด เมื่อเข้าตรู่วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร “คุณปู่ชัย ชิดชอบ” ในฐานะชาวพุทธ เห็นเรื่องในบ้านเมืองมันยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อจึงจัดงานทำบุญเลี้ยงพระตามประเพณีไทยอันดีงามซึ่งก็เป็น “งานบุญ” ไม่มี “การเมือง” เข้ามาเป็นสีสันเกี่ยวข้อง นักการเมืองที่มีใจกุศลย่อมไม่น่าที่จะพลาดงานนี้ จริงไหมทุกท่าน
แต่เชื่อกันมั้ยล่ะ...งานนี้ ซึ่งเป็น “งานบุญล้วนๆ”...ทาง “พรรคประชาธิปัตย์” กับปฏิเสธเยื่อใยไมตรีที่จะร่วมเดินทางมาร่วมประกอบพิธีด้วย

เห็นพฤติการณ์พรรคประชาธิปัตย์ ดูแล้วท่านจะเล่นการเมืองไปหมดเสียทุกเรื่อง ไม่รู้ว่า งานไหนงานบุญ??
ก็เพราะมีพรรคฝ่ายค้านอย่างนี้...ประเทศชาติจึงไม่สงบสักทีไงล่ะพ่อคุณ?????




ความจริงกำลังปรากฏ

"ประชาธิปไตย” ที่ฮึกเหิมลำพองใจขนาดหนัก ออกมาปะทะกับสื่อในเครือประชาชื่นอย่างรุนแรงในเวลานี้ ถึงขนาดประกาศปลุกระดม ยุยงให้ผู้คนในกลุ่มของพวกเขาเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับในเครือ หลังจากหนังสือพิมพ์หัวสีอาชญากรรม นำเสนอข่าวๆ หนึ่ง ทำให้ไม่เป็นที่พอใจของพวกเขา และกล้าบังอาจแปลงสารนี้ไปอย่างผิดๆ เพี้ยนๆ เพื่อเข้าข้างตนเองและพวกพ้อง

ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ!!! ว่าเกิดอะไรขึ้นในวงการสื่อสารมวลชนอีกล่ะ? เพราะก่อนหน้านี้สื่อค่ายนี้แสดงท่าทีเป็นปี่เป็นขลุ่ยกันมาตลอด ภายหลังจากเจ้าของบริษัทเอ็นเตอร์เทนเมนต์ค่ายดังเข้าเทกโอเวอร์ธุรกิจในเครือด้วยความไร้เดียงสา

วันนี้เราจะเห็นสื่อค่ายประชาชื่น ได้นำบทบรรณาธิการที่น่าสนใจมานำเสนอ นั่นคือ กรณีการแฮร์คัตหนี้ ซึ่งสื่อในเครือบางนา (เมื่อก่อนเป็นคู่แข่งกันกับสื่อในเครือพันธมารธิปไตย ปัจจุบันเป็นยิ่งกว่าคอหอยกับลูกกระเดือก ตกอยู่ใต้อิทธิพลเพาะเชื้อชั่วร้าย) ยื่นเรื่องเสนอสอบสวน เพราะเห็นความไม่ชอบมาพากลระหว่างเจ้าของสื่อ และผู้บริหารธนาคารรัฐแห่งหนึ่ง ที่ผลาญงบประมาณชาติไปกว่า 6 พันล้านบาท!!!

สื่อค่ายประชาชื่นพยายามบอกว่า แกนนำพันธมารธิปไตย ในวันนี้ เมื่อก่อนร่วมสุงสิงกับ อดีตผู้นำที่ต้องระหกระเหินหนีภัยไปต่างประเทศ ชนิดที่ว่ายิ่งกว่าเพื่อนซี้ ไปไหนไปด้วย (ช่วย 2 บาท) ตลอดเวลา แต่เกิดความไม่พอใจบางอย่าง ขอแล้วไม่ได้!!! จึงเกิดเงื่อนปมความขัดแย้งขึ้นมาในเวลานี้

แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องในอดีต ซึ่งเป็นสาระสำคัญในวันนี้ ที่คนไทย 63 ล้านคนควรจะรับรู้ วันที่เขาจะหันมาบู๊ล้างผลาญกัน แกนนำ “พันธมารธิปไตย” พยายามที่จะปกปิด ซ่อนเร้น ปิดบังความเลวความชั่วของตัวเองเอาไว้ ไม่ให้คนที่ปลุกระดม ยุยง ปลุกปั่น ได้รับรู้รับทราบในเรื่องเหล่านี้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นความเสียหายแก่รัฐ แต่คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตรวจสอบสมัยเผด็จการ คมช. กลับไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่กระบวนการแต่อย่างใด ภาษีประชาชน 6,000 ล้านบาท เอาไปให้คนพวกนี้ผลาญกัน เสพสุขกันอย่างหน้าด้านๆ ตามสโลแกน “มีแต่ไม่จ่าย” สุดท้ายคนพวกนี้ลอยนวล

บทความชิ้นนี้ระบุด้วยว่า พรรคเก่าแก่ได้พยายามตรวจสอบการกระทำดังว่า เพราะพบเงื่อนงำในการนำเงินจาก “ธนาคารรัฐ” มาอุ้มชูธุรกิจในเครือนี้อย่างหน้าด้านๆ ไม่อายฟ้า ไม่อายดิน แต่มาวันนี้พวกเขากลับไปเข้าข้างกัน เลิกพูดเรื่องเก่าๆ ความเลวระยำที่ผู้บริหารสื่อในเครือ “พันธมารธิปไตย” ได้ทำเอาไว้ในสมัยเก่าก่อน เพราะสมประโยชน์กันในทางการเมืองเท่านั้นเอง

วันนี้ประชาชนคนที่ไปร่วมกับ พันธมารธิปไตย ตาสว่างหรือยัง? สื่อค่ายต่างๆ เริ่มไม่เอาด้วยแล้วกับระบบพันธมาร เพราะข่มขู่คุกคามสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน จะเอาการเมืองนอกระบบ ไม่เป็นประชาธิปไตย เพื่อผลประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เห็นไหมว่าที่สุดแล้ว สังคมประชาธิปไตยมันหลีกหนีความจริงไปไม่พ้น สื่อที่อวดอ้างตัวว่าเป็นสื่อกระแสหลัก ต้องกลับมาทำหน้าที่รายงานความจริงแท้เหล่านี้ ไม่ต้องไป กลัวเขาข่มขู่ แฉโน่นแฉนี่ หรือเอาคนมาปิดโน่นปิดนี่ บ้านเมืองมีขื่อมีแป มีกฎหมาย

สำหรับฝ่ายประชาธิปไตย คงจะมีความยินดีปรีดาที่สื่อในเครือประชาชื่นได้เวลาหูตาสว่างเสียที!!! (ถ้าพวกเขาไม่แอบไปเจรจากันนะ) กล้าที่จะทำหน้าที่สื่อด้วยความเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ อย่าไปกลัวเลย ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ จะปกปิด บิดเบือนอย่างไร ปิดไม่พ้น เหมือนที่สื่อสำนักใหญ่ไปพูดจาในสมาคมวิชาชีพ “ความกลัวทำให้เสื่อม”


‘สพรั่ง’แนะปฏิวัติเพื่อขจัดปัญหาบ้านเมือง

ลั่นอย่ามัวเลี้ยงไข้! อดีตผู้ช่วยคมช.ยุส่ง ชี้ต้องขจัดความเลวออกก่อน ความสงบจึงจะเกิด

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ คมช. กล่าวว่า ทหารทุกคนมีศักดิ์ศรีและเป้าหมาย มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะต่อสู้ปกป้องในฐานะที่รับผิดชอบองค์กร กองทัพต้องปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขณะที่นักการเมืองปกป้องพรรคของตนเอง ปกป้องฐานเสียง และคะแนนเสียงของตน

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าทหารจะออกมายึดอำนาจ พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผลกระทบ และเหตุผลของผู้รับผิดชอบ ซึ่งเหตุผลเป็นตัวตัดสินว่ามีผลกระทบต่อความเสียหายของชาติบ้านเมืองหรือไม่ เหตุที่ไม่สงบเพราะคนเลวทำให้ไม่สงบ ดังนั้นจะหยุดเลยคงไม่ใช่ เพราะต้องขจัดความเลวออกไปก่อน ความสงบจึงจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อการเมืองและการทหารขัดแย้งกันจะกระทบต่อประเทศชาติ ประชาชนต้องพิจารณาด้วยจิตที่นึกถึงส่วนรวม

พล.อ.สพรั่ง กล่าวถึงทางออกในการแก้ปัญหาดังกล่าวว่า เหมือนคนไข้ไม่รู้จักรักษาโรค มัวแต่หวง อย่าไปผ่าตัดกลัวเจ็บ หากเราผ่าเลยก็จบ แต่ไม่ใช่ว่าจะไปทำแรงๆ เพื่อให้จบ แต่ต้องทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ประชดประชันใคร แต่คนที่ฟังอยู่ต้องรู้ว่าตนกำลังสื่ออะไรออกไป

"ไม่ได้พูดว่าไม่จำเป็นต้องปฏิวัติ แต่เมื่อสองฝ่ายเผชิญหน้าให้พูดกันด้วยเหตุผล หากเหตุผลกระทบต่อชาติบ้านเมืองเกิดแน่ สมัยที่ผมเป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. นักข่าวถามว่าจะปฏิวัติหรือไม่ ผมบอกว่าอย่าถามผล แต่ต้องถามเหตุ ถ้าเหตุมีไม่ต้องถามผล เพราะผลเกิดจากเหตุ เหตุมีผลก็มี"อดีตผู้ช่วยเลขาธิการคมช. กล่าว



ยังไม่พบกลุ่มใด ๆ มาเคลื่อนไหวที่ศาลฎีกา

ศาลฎีกา 21 ต.ค. - อีกประมาณ 2 ชั่วโมง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษาคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน แต่ยังไม่พบว่ามีกลุ่มใด ๆ มาเคลื่อนไหวบริเวณรอบๆ ศาลฎีกา.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-21 12:19:31


ที่ศาลฎีกา มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด

ศาลฎีกา 21 ต.ค. - วันนี้ ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดีทุจริตที่ดินรัชดา ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นจำเลย ขณะเดียวกันก็มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยบริเวณศาลฎีกาอย่างเข้มงวด

คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญเพราะเป็นคดีแรกที่จะมีการตัดสิน หลังยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้เป็นที่สนใจของประชาชนรวมทั้งสื่อมวลชนที่มาเฝ้ารอฟังคำพิพากษา ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้นเป็นไปอย่างเข้มงวด หลังมีกระแสข่าวว่า จะมีประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ที่จะมาติดตามความเคลื่อนไหว โดยมีการนำแผงเหล็กมากั้นบริเวณทางเท้าตั้งแต่ถนนราชดำเนินในไปจนถึงศาลหลักเมือง และก่อนประตูทางเข้าศาลฎีกา ตรวจตรารถเข้าออก แลกบัตรประจำตัวก่อนเข้าภายในบริเวณศาล นอกจากนี้ มีการนำป้ายประกาศเตือนห้ามส่งเสียงรบกวนการพิจารณาของศาลเนื่องจากจะเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลได้.

ขมรายลายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-21 11:20:00




หากินกับศพ กรณีน้องโบ วีรสตรี พธม.

บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ก็ยังเป็นที่คลุมเครือสงสัยกันค่อนข้างมากว่า น..อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ น้องโบ ตามที่สื่อเรียกขานกัน เสียชีวิตในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เวลาประมษร 18.30 -19.00 น. ในช่วงที่ กลุ่มพันธมิตร ทุ่มกำลังมวลชนเข้าบุก กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจได้ใช้แก้สน้ำตายิงสลายฝูงชนที่พยายามบุกเข้าไป บชน.

ศพที่สองของวันที่ 7 คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หัวหนัาการ์ดพันธมิตร นายตำรวจนอกราชการ น้องเขยนายการุณ ใสงาม อดีต สว. บุรีรัมย์ รายนี้เสียชีวิตจากการระเบิดในรถเชอโรกีที่หน้าที่ทำการพรรคชาติไทย ซึ่งรถคันนี้ขนระเบิดมา และคาดว่าผู้ตายเป็นคนนำมา




หลังจากเหตุการณ์วันนั้นแล้ว ฝ่ายพันธมิตร นักวิชาการแนวร่วมพันธมิตร สื่อทั้งหลาย รวมทั้งกลุ่มชนชั้นนำต่างๆ ที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลต่างก็พยายามออกมาสร้างกระแสว่า "ตำรวจฆ่าประชาชน" รัฐบาลมือเปื้อนเลือด รัฐบาลฆ่าประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงในการสลายม็อบ และแก้สน้ำตา ทำให้มีคนบาดเจ็บขาขาดจำนวนมาก รวมทั้งมีผู้เสียชีวิต

คนกลุ่มนี้ หากจะเรียกให้ถูกคือ พวกอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง พวกนี้หาประโยชน์จากคนตายทั้งสองคน เพื่อใช้เป็นชนวนสำหรับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างเต็มที

คนพวกนี้ จงใจที่ปิดตาข้างหนึ่งโดยไม่ยอมมองในมุมอื่น พยายามที่จะชักนำสังคมให้ได้ว่า ผู้ตายทั้งสองคนเป็น วีรชนของชาติ ป้องป้องราชบัลลังค์ ทั้ง ๆ ที่ ความตายของคนทั้งสองนั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และเข้าข่ายก่อการจลาจลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะกรณี พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นั้นตายจากการระเบิดของรถยนต์ที่ขนระเบิดมา ไม่มีใครในกลุ่มนักวิชการ พรรคฝ่ายค้านถามสักคนเดียวว่า พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี ขนระเบิดจำนวนมากมาทำไม เขามีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการขนระเบิดมาในภาวะวิกฤตเช่นนั้น เขาจะนำเอาระเบิดไปทำอะไร ?



หากถามคำถามเหล่านี้ เราก็จะรู้ทันทีอย่างผู้มีปัญญาว่า คนๆ นี้ไม่ใช้วีรชนแต่อย่างใด แต่เข้าข่าย ตรงกันข้ามเลยทีเดียว

กรณี น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ผู้เสียชีวิตอีกคนหนึ่งนั้น ก็ไม่ได้เสียชีวิต จาการเข้าสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในตอนเช้าวันที่ 7 ตุลาคม ที่ ตำรวจจำเป็นต้องใช้แก้สน้ำตา เพื่อเปิดทางเดินให้ ผู้แทนของประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา แต่ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ นั้นเสียชีวิต ในตอนเย็นวันนั้นคือ เวลาระหว่าง 18.00 -19.00 น. ช่วงที่ม็อบพันธมิตร บุก บชน. ซึ่งมีผู้บันทึกเทปแกนนำได้ว่า ม็อบกลุ่มนี้ต้องการบุกข้าไป เผากองบัญชาการตำรวจนครบาล จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก้สน้ำตายิงสลายผู้ก่อการจลาจลกลุ่มนี้

จากเหตุการณ์ข้อเท็จจริง ทั้งสองคนที่เสียชีวิต ไม่ใช่วีรชนแต่อย่างใด แต่เป็นผู้ที่จงใจก่อความไม่สงบ และต้องการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อเปิดทางให้ทหารมาทำรัฐประหาร




ไม่จำเป็นต้องพูดว่า แก้สน้ำตา ทำให้คนตายได้หรือไม่ เพราะกรณีนี้มีภาพ และคลิปวิดีโอจำนวน มากที่อาจคิดได้ว่า มีการนำระเบิดปิงปองเข้าไปเพื่อใช้ก่อจลาจล คนบาดเจ็บล้มตาย มาจากอาวุธของ พธม.ทั้งสิ้น

ซึ่งวลายิ่งนาน ความจริงยิ่งปรากฎ มากขึ้นเรื่อย ๆ

สังคมไทยยุคนี้เป็น "สังคมสามานย์" สื่อสามานย์ นักวิชาการเลว เป็นสังคมที่ไม่ต้องการพูดความจริง หรือพูดเฉพาะส่วนที่ตัวเองได้ประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น กรรมการสิทธิมนุษยชน นักวิชการ สื่อ และฝ่ายค้านทั้งหลาย พวกนี้ พูดความจริงเฉพาะส่วนที่ใช้เป็นประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น สังคมโกหกหลอกลวงเช่นนี้ ยังจะมากล่าวอ้างว่าเป็นสังคมแห่ง คุณธรรมจริยธรรม ได้อย่างไม่อายปากเลย

พวกนี้วางแผนอย่างเหี้ยมโหดที่ใช้ชีวิตของประชาชน เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังจากที่มีศพเกิดขึ้น คนเหล่านี้ก็ใช้กระบวนการทางสื่อ สร้างภาพ ป้ายสีว่ารัฐบาลฆ่าประชาชน ซึ่งหากเรามีสติสักนิด และพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล เราก็จะเห็นช่องโหว่มากมาย ในคำกล่าวหาของ พันธมิตร และพวกอำมาตยาธิปไตยนี้

เมื่อพวกเขาจงใจที่จะบิดเบือนความจริง แต่โลกยุคดิจิตอล มีเทคโนโลยีมากมาย ที่จะนำความจริงสู่ประชาชน การสร้างกระแสของคนเหล่านี้จึงไม่ส่งผลอะไรมากนัก ไม่มีองค์กรระหว่างประเทศ หรือสื่อต่างประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศรัฐบาลใด ที่ประณามรัฐบาลไทยว่าใช้ความรุนแรงในการสลายม็อบ ประชาคมโลกต่างรู้ว่าความจริงคืออะไร สื่อต่างชาติจำนวนมาก สามารถถ่ายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ได้ค่อนข้างชัดเจน จนสื่อต่างชาติทั้งหลาย สรุปว่า ม็อบเหล่านี้ติดอาวุธ และไม่ได้เป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่อย่างใด

ตำรวจและรัฐบาลจึงมีความชอบธรรมอย่างเต็มเปี่ยมที่จะสลายการก่อจลาจลของฝูงชนที่บ้าคลั่งเหล่านี้

ไม่มีวีรชนในวันที่ 7 ตุลาคม มีแต่ผู้เคราะห์ร้าย และผู้ที่บาดเจ็บจากการก่อจลาจล


ลำดับเหตุการณ์ก่อจลาจลของกลุ่มพันธมิตรวันที่ 7 ตุลาคม 2551


6 ต.ค.2551


18.20 น. แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มประกาศเชิญชวนประชาชนในทำเนียบรัฐบาลขยายพื้นที่ ชุมนุม ไปหน้ารัฐสภา ขณะนั้นผู้ชุมนุมบริเวณทำเนียบประมาณ 6,000 คน

19.55 น. กลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 4,000 คน เดินทางถึงหน้ารัฐสภา 4,000 คน ปิดล้อมทั้งด้านถนนอู่ทองใน และถนนราชวิถี

7 ต.ค.2551

01.30 น. นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศจะขัดขวางไม่ให้มีการประชุมรัฐสภา ผู้ชุมนุมบริเวณทำเนียบ 4,500 คน, รัฐสภา 1,700 คน

06.15 น. กำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล 12 กองร้อย เข้าปฏิบัติการตามแผนโดยนำกำลังเข้าทางด้านถนนราชวิถีแยกการเรือน, ถนนพิชัย แยกขัตติยานี เพื่อนำ กำลังเข้ารักษาความปลอดภัยภายในรัฐสภา

08.25 น. นาย สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัย บนเวทีทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้แรงงานรัฐวิสาหกิจหยุดงาน เพื่อ ออกมาร่วมชุมนุมกันที่หน้ารัฐสภาให้มากที่สุด โดยขอให้ผู้ชุมนุมรวมตัวกัน เดินทางไปยังแยกพิชัย เพื่อปิดกั้นเส้นทางของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเข้า บริเวณประตูปราสาทเทวฤทธิ์ ด้านข้างรัฐสภา ถนนราชวิถี

08.30 น. เกิดเหตุไฟดับภายในอาคารรัฐสภา โดยมีกระแสข่าวว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ได้ตัดสายไฟบริเวณด้านนอกรัฐสภา ทำให้บริเวณภายในรัฐภา ไฟดับบางส่วน อย่างไรก็ตาม ภายในอาคารรัฐสภาได้ใช้ไฟสำรองจากเครื่องปั่นไฟ แทน ซึ่งไฟฟ้าสำรองดังกล่าวจะสามารถใช้ได้เพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

09.27 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ออกจากบ้านพัก คาดว่า จะเดินทางมาที่รัฐสภา ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม ถูกส่งไปยัง โรงพยาบาลรามาธิบดี

10.54 น. กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณลานพระ บรมรูปทรงม้า ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมหนีกระเจิง อย่างไรก็ตาม พันธมิตรฯ ได้ล้อม สภาทุกจุดแล้ว

11.00 น. ตำรวจได้เสริมกำลังควบคุมสถานการณ์บริเวณรอบนอกรัฐสภา โดยเฉพาะ ถนนพิชัย ที่เป็นทางเดียวที่เปิดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรีเข้า ไปแถลงนโยบายในรัฐสภา แต่ทางด้านพันธมิตรฯ ยังไม่ยอมเปิดทาง

11.25 น. ผู้บัญชาการทหารบก เรียกประชุม 5 เสือ ทบ. ติดตามและประเมินสถานการณ์ ความวุ่นวาย ขณะ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกสรศุกร์ เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ บ้านสี่เสาเทเวศร์

11.59 น. พันธมิตรฯ กลับมายึดพื้นที่ถนนอู่ทองในตัดกับถนนราชวิถีได้แล้ว โดยผลักดันกำลังตำรวจได้สำเร็จ

12.00 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ระดมปาขวดน้ำบรรจุน้ำปัสสาวะเต็ม ขวดข้ามเข้ามาในรั้วสภา และอีกส่วนหนึ่งกำลังช่วยกันพลิกคว่ำรถขังผู้ต้องหาของ ตำรวจจนคว่ำลงไป

12.05 น. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เข้าปิดล้อมอาคารรัฐสภาอีกครั้ง หลังจาก ที่ ถูกเจ้าหน้าที่ใช้กำลังเปิดทางเข้ารัฐสภาในช่วงเช้า โดยเจ้าหน้าที่ได้ปิดประตูฝั่ง ถ.ราชวิถี จากนั้น พั นธมิตรได้ใช้แผงเหล็กกั้นแล้วนำโซ่มาล่ามประตูและล็อกกุญแจหลาย ชั้นเพื่อ ไม่ให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่อยู่ภายในอาคารออกมาได้

12.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวโจมตีนายกรัฐมนตรีว่า เป็นคนที่ไร้เกียรติ ไม่จริงใจ ไม่ทำตามที่ตกลงไว้ สภาทนายความออกแถลงการณ์ ให้ตำรวจยุติการใช้ความรุนแรง

12.59 น. ตำรวจเจ็บ 2 นาย จากการที่ปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ บริเวณหน้ารัฐสภา ซึ่งตำรวจ 1 ใน 2 นายนี้ โดนด้ามธงเสียบท้องทะลุหลังด้วย และถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า

13.00 น. การะประชุมแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาได้สิ้นสุดลง นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้ปิดการประชุม ขณะที่ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภา ยังไม่สามารถออกจากอาคารรัฐสภาได้

15.00 น. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยึดรถกระบะเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคัน นำมาปิด ถนนนครราชสีมา หน้า มหาวิทลาลัยราชภัฏสวนดุสิต พร้อมทั้งขนยาง รถยนต์สกัดแนวกั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรงทางแยกขึ้นสะพานซังฮี้ จำนวนหลายกองร้อย

15.00 น. ด.ต.ทวีป กลั่นเนียม สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 6 จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งถูกผู้ชุมนุมพันธมิตรใช้ด้ามธงปลายแหลมแทงเข้าที่ซี่โครงทะลุปอด

15.47 น. เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่บริเวณหน้าพรรคชาติไทย โดยจุดที่ระเบิดเป็นรถจี๊ปเชโรกี ทะเบียน พต 4755 กทม. ตัวรถฉีกขาดทั้งหมด และมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อภายหลัง คือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อดีตข้าราชการตำรวจ ปัจจุบันเป็นแกนนำกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินของ พ.ป.ป.ใน จ.บุรีรัมย์

18.00 น. พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน และเพื่อนร่วม รุ่น จปร.7 กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร เผยว่าเหตุการณ์พันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปะทะตำรวจเป็นแผนของ พล.ต.จำลอง เตรียมไว้แล้ว เมื่อ พล.ต.จำลอง ถูกจับ ก็ให้คนเข้ามาในกรุงเทพฯ และเข้ามายึดรัฐสภา โดย พยายามสร้างสถานการณ์ให้เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่ขณะนี้ไม่มีคนนำ ทำ ให้เหตุการณ์ไม่จบแบบนั้น

18.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานรถพยาบาล เพื่อเข้ามารับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่ถูก ยิงบาดเจ็บ จากการสาดกระสุนใส่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแต่รถพยาบาล ไม่สามารถเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ตำรวจได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรก ที่ได้รับ บาดเจ็บ จากการถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา มีการใช้มีดผ่าลูกกระสุนออก ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่ง ที่ถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา ยังอยู่ในอาการ อันตราย หน่วยพยาบาลจึงพยายามปฐมพยาบาลและประสานรถพยาบาล ให้เข้าไป รับตัว

18.38 น. กองทัพภาคที่ 1 ส่งทหารเสนารักษ์ เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ ขณะโฆษกกองทัพบกยืนยัน ทหารไม่ได้เลือกข้าง

18.55 น. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา-สวนดุสิต ประกาศหยุดการเรียนการสอน ซึ่งรวมทั้งโรงเรียนสาธิตด้วย ระบุ รอดูสถานการณ์การเมืองก่อน

18.57 น. พันธมิตรยกทัพจากรัฐสภา กลับเข้าทำเนียบ หวั่นมือที่สามสร้างสถานการณ์

19.06 น. ลำเลียงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย ที่ถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาที่โรงพยาบาล ขณะผู้ชุมนุมขับรถกระบะเข้าชนรองสารวัตร ที่แยกอู่ทองใน

19.25 น. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทุก ฝ่ายยุติความรุนแรง และใช้สติแก้ปัญหาทางออกอย่างสันติ เตือนนักข่าวปฏิบัติ หน้าที่อย่างระมัดระวัง

19.28 น. ตำรวจและผู้ชุมนุมกว่าร้อยนายตรึงกำลังที่ ถนนศรีอยุธยา หน้ากองบัญชาการ ตำรวจนครบาล

20.02 น. ยังคง มีกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์พันธมิตร ที่นำผ้าปิดพรางใบหน้า และนำ เครื่องขยายเสียงมาปราศรัยโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ บช.น.เป็นระยะ ๆ ด้วย

20.18 น. ทหารตรึงกำลังเข้มหน้ากองทัพบก และแยก จปร.รอเสริมทัพตำรวจ หาก สถานการณ์ชุมนุมบานปลาย

21.00 น. สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และกลุ่ม พ.ป.ป.กลับเข้ารวมตัวในบริเวณทำเนียบ รัฐบาลทั้งหมด

21.30 น. ตำรวจเริ่มตั้งแถวตรึงกำลังบริเวณระหว่างหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล กับ ลานพระบรมรูปทรงม้า เนื่องจากมี พ.ป.ป.กลับมารวมตัวเป็นระยะ ๆ

----------------------------

จาก thaifreenews

Monday, October 20, 2008

นักวิชาการหยั่งท่าทีกองทัพ! รุมกินโต๊ะ‘อนุพงษ์’ปฏิวัติเงียบแหกม่านประชาธิปไตย

นักวิชาการหยั่งท่าที ผบ.เหล่าทัพ รุมจวก “อนุพงษ์” จ้อผ่านสื่อฯ จั่วหัวกองทัพ “ปฏิวัติเงียบ” เพื่อกดดันรัฐบาล ระบุผิดหลักการประชาธิปไตย ย้ำไม่มีประเทศไหนในโลกทำกัน หวั่นประเทศไทยถอยหลังลงคลองซ้ำรอยรัฐประหารปาหี่เมื่อปี 49

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังวุ่นวาย จากกลุ่มคนที่ออกมาให้ร้ายรัฐบาล ขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดินและทำตัวเย้ยกฎหมาย ทั้งยังปลุกระดมผู้คนผ่านกระบอกเสียงในมือนั้น เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่าจะนำไปสู่ความรุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเริ่มมีประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมชั่วดังกล่าวมากขึ้นทุกวัน และมีการรวมกลุ่มรวมตัว จนเป็นที่มาของข่าวลือว่าจะถูกนำเป็นข้ออ้างในการ...ปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่วางตัวไม่เป็นกลาง ไม่เหมาะสมแก่บทบาทของตัวเอง อย่าง 5 นายพลที่ออกโทรทัศน์กดดันการทำงานของรัฐบาล

โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่เคยมีท่าทีน่าชื่นชมในการออกมาย้ำตลอดเวลาว่าไม่คิดปฏิวัติ ก็ทำเอาประชาชนทั้งประเทศผิดหวัง และมีการนำเอาไปเปรียบเทียบกับท่าทีเมื่อคราวได้รับมอบหมายให้ดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ไม่สามารถแก้ปัญหา ไม่สามารถหยุดยั้งพวกทำผิดกฎหมายยึดสถานที่ราชการได้ แต่กลับมาทำเข้มกับรัฐบาลซึ่งมีที่มาถูกต้องตามวิถีทางประชาธิปไตย

จากข่าวลือปฏิวัติที่มีการรับลูกกันเป็นขบวนการ มีการปล่อยข่าวผ่านสื่อในเครือผู้จัดการ รวมไปถึงการออกโทรทัศน์ของผู้นำเหล่าทัพ ผ่านรายการของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการติติง และวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

ต่อเรื่องดังกล่าว ผศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประชาชนจะรู้อะไรมากน้อยแค่ไหนก็มาจากสื่อ ตนเองก็ทราบข่าวสารเท่าที่ได้อ่านจากสื่อมวลชนป้อนมาเท่านั้น ไม่รู้ลึกขนาดว่าการที่สื่อผู้จัดการรายงานเรื่องการปฏิวัติจะมีมูลความจริงหรือไม่ แต่ก็ยอมรับว่ากระแสข่าวเรื่องการปฏิวัติค่อนข้างเสียงดังมากในตอนนี้

“หากมองข้ามข่าวลือเรื่องนี้ไป แต่เกิดเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ผศ.ดร.นวลน้อย ย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติ ไม่ว่าจะครั้งไหนก็ตาม แม้บ้านเมืองขณะนี้มีความขัดแย้งอย่างมาก”

ส่วนกรณีที่มีนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพเรียงหน้ามาให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ซึ่งสร้างกระแสให้สังคมว่าเป็นการปฏิวัติเงียบ กล่าวได้ว่า ไม่ใช่เรื่องปกติที่มีนายทหารออกมาแสดงท่าทีอย่างนี้ ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนทำกัน แต่ประเทศไทยก็มีข้อแตกต่างกันอยู่มากบนสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลเองทำอะไรได้ก็ควรจะทำ ไม่น่าจะปล่อยให้ยืดเยื้อ

ทางด้าน รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้นำเหล่าทัพต่างก็ตระหนักดีว่าการยึดอำนาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่หากยึดอำนาจจะสร้างปัญหามากขึ้น จึงเกิดปรากฏการณ์รัฐประหารหน้าจอ

ไม่ใช่รูปแบบใหม่ เพียงแต่เป็นการกดดันรัฐบาลในที่เปิด จากสมัยก่อนกดดันโดยมองไม่เห็น ก็เปลี่ยนมากดดันกันตรงๆ ผ่านสื่อ เมื่อรัฐประหารยึดอำนาจไม่ได้ ผู้นำเหล่าทัพหันมาใช้แรงกดดันต่อรัฐบาล

เมื่อทหารยืนยันสัญญาผ่านหน้าจอขนาดนี้ว่าไม่ยึดอำนาจ และเสนอรูปแบบกดดันรัฐบาลไปแล้วก็คงไม่มีการเคลื่อนกำลังหรือเกิดความรุนแรง เพราะม็อบรุนแรงมากกว่าอยู่แล้ว ดังนั้นย่อมมีสัญญาณอีกด้านออกมา

“เดาท่าทีรัฐบาลไม่ออกว่าจะทำอย่างไร หรือถ้าไม่ทำอะไรแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครตอบได้ชัดเจน ต้องรอดูหน้าจอเช่นกันว่าใครจะออกทีวี ออกมาพูดว่าอย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างอาศัยสื่อเป็นตัวกลางในการรับส่งสัญญาณการเมืองขณะนี้ ดูแล้วเหมือนการเมืองอเมริกันที่มีการดีเบตกัน” อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ