23 ต.ค. - นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม ครั้งที่ 7 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-23 20:28:53

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
23 ต.ค. - นายกรัฐมนตรีและคณะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม ครั้งที่ 7 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-23 20:28:53

ประเทศไทยถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการอมาตย์มาอย่างยาวนาน จนทำให้ประชาชนไทยเข้าใจว่า การปกครองด้วยเผด็จการอมาตย์นั้น กลายเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยไป จนกระทั่งท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ได้เข้ามาบริหารประเทศ และทำให้ประชาชนชาวไทยทั้งมวลเริ่มเข้าใจว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่เป็นของประชาชนนั้น จะทำประโยชน์ให้กับประชาชนชาวไทยทั้งมวลและประเทศชาติได้อย่างไร.............
ด้วยเหตุนี้ความเป็นเผด็จการซึ่งได้สำแดงออกมาอย่างเต็มที่ ในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยการรัฐประหารรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน หลังจากนั้นประชาชนและผู้นำฝ่ายประชาธิปไตย ได้ถูกเผด็จการอมาตย์รุกไล่ จนบางคนต้องหลบหนีข้ามน้ำข้ามทะเลไปอยู่ต่างแดน, บางคนถูกต้องขังจำคุก, บางคนต้องเก็บตัวเงียบและปิดปากให้สนิท,
เผด็จการอมาตย์เริงร่าอย่างชื่นชมยินดีเมื่อดูเหมือนว่าสามารถกดดันและ รุกไล่ ฝ่ายประชาธิปไตยให้ถอยร่น และหลบหนีไปจนแทบไม่มีแผ่นดินจะอยู่ รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ที่เผด็จการอมาตย์ร่างขึ้นมา ถูกกำหนดให้เป็นกฎหมายสูงสุดสำหรับประเทศนี้ กองกำลังของเผด็จการอมาตย์ถูกกำหนดให้กระจายตัวเพื่อทำหน้าที่ เป็นกองกำลังในการปกครองประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งกองกำลังเหล่านี้อยู่ในรูปของคณะกรรมการอิสระต่าง ๆ เช่น ปปช. สตง. กกต. และยังรวมถึงกองทัพมวลชนพันธมิตร สว. บางส่วน, พรรคการเมืองบางพรรค, และแม้กระทั่งตุลาการบางท่าน ฯลฯ นี่คือกองกำลังที่เผด็จการอมาตย์พยายามดำรงเอาไว้เพื่อครอบครองประเทศนี้
แต่ข่าวดีก็คือ บัดเดี๋ยวนี้ กองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยที่ดูเหมือนว่ากระจัดกระจายถอยร่น แตกพ่าย และถูกครอบครองอยู่นั้น ได้รวมกำลังกันกลายเป็นกองทัพใหญ่ รายล้อมอยู่โดยรอบประเทศนี้เรียบร้อยแล้ว และรอคอยเพียงสัญญาณ ที่จะกำหนดเวลาเข้ามานำประชาธิปไตยกลับมาสู่ประเทศนี้อีกครั้ง หลังจากถูกกดดันทำลายมานาน ในที่สุดฝ่ายประชาธิปไตยก็ได้ชิมลางรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังให้กองทัพเผด็จการได้เห็นในวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมา ผู้คนที่สวมเสื้อแดงพากันมาร่วมชุมนุมอย่างล้นหลามที่ธันเดอร์โดมเมืองทองธานี ได้เป็นสัญญาณให้เห็นว่ากำลังฝ่ายประชาธิปไตยพร้อมแล้ว สำหรับการทวงคืนประชาธิปไตยให้กลับมาสู่ประเทศไทยอีกครั้ง
การชุมนุมคนเสื้อแดงในวันที่ 11 ตุลาคมที่ธันเดอร์โดมที่ผ่านมา ได้สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับเผด็จการอมาตย์อย่างยิ่ง จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเร่งรัดในการทำลายฝ่ายประชาธิปไตยให้ได้ในทุก ๆ วิธี ดังที่ได้เห็นในระยะที่ผ่านมา ทั้งการเปิดตัวอย่างชัดแจ้งของผู้สนับสนุนพันธมิตร, การกดดันของฝ่ายตุลาการในเรื่องการยุบพรรคอย่างเร่งรีบ, และล่าสุดสั่งจำคุกท่านนายกทักษิณกรณีที่ดินรัชฎาไปเรียบร้อย, ข่าวลือถึงเรื่องการทำรัฐประหารแม้กระทั่งผู้นำเหล่าทัพก็ออกมากดดันท่านนายกสมชายให้ลาออกด้วยตนเอง, ม๊อบ พันธมิตร เร่งเครื่องทำการชุมนุมดาวกระจายมากขึ้น ฯลฯ
ความถ่อยเถื่อนและการเร่งรัดอย่างรีบเร่งผิดสังเกตของเหล่าเผด็จการอมาตย์ ที่จะทำลายฝ่ายประชาธิปไตยให้จงได้ โดยไม่หวั่นเกรงต่อความรู้สึกของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่เฝ้าดูอยู่ เป็นสัญญาณที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่า เกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ในปัจจุบันสำหรับเหล่าอมาตย์......
การโต้กลับเป็นฝ่ายรุกของรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม โดยการสลายการชุมนุม พันธมิตรที่ไปปิดล้อมรัฐสภาผ่านมา และการรวมตัวกันของประชาชนชาวเสื้อแดงในวันที่ 11 ตุลาคมนั้น คือกองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยที่กำลังทำสงครามตีโต้การครอบครองของฝ่ายอมาตย์ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าด้วยพลังแห่งมวลชนเสื้อสีแดงที่เกิดจากความรักในประชาธิปไตย กำลังจะรวมกันกลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาล ที่จะพลิกประเทศไทยให้กลับคืนมาเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงให้ได้
ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ คือการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ของพลังแห่งประชาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งชาติ ที่สนามกีฬาราชมังคลาสถาน หัวหมาก เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าจะมีประชาชนมาจากทุกภาคส่วนของประเทศไทย ไม่น่าจะน้อยกว่า 100,000 คน (อ่านว่าหนึ่งแสนคน) ที่จะเข้ามาร่วมชุมนุม และที่เป็นไฮไลท์สำคัญก็คือ ท่านนายกทักษิณ ชินวัตร จะโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมเข้ามาแถลงข่าวแจ้งให้ประชาชนไทยทั้งชาติได้รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนี้.....
วันเผด็จศึกที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2487 แต่วันเผด็จศึกที่จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการล่มสลายของเผด็จการอมาตย์ สำหรับประเทศไทยก็คือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ที่จะถึงนี้..... เราทุกคนกำลังอยู่ในภาวะสงครามระหว่างเผด็จการ กับประชาธิปไตย อะไรจะเกิดก็จะต้องเกิด ในทุกสงครามก็จะต้องมีการสูญเสีย แม้ว่าประชาชนจะสูญเสียมากเพียงใด แต่เมื่อวันเผด็จศึกมาถึงนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งความหวัง และการฉลองการเริ่มต้นแห่งชัยชนะ
การต่อสู้นั้นจุดหมายก็เพื่อชัยชนะ และชัยชนะในครั้งนี้ก็คือ ต้องนำระบอบประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยทุกคนให้จงได้ ขอให้พี่น้องชาวไทยที่รักประชาธิปไตยทั้งหลายพร้อมใจกันลุกขึ้น แสดงความรู้สึกแห่งความรักและศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่ออธิปไตยของชาติ และเสรีภาพของปวงชนชาวไทยทั้งมวล เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ของท่านก็คือเพื่อตัวท่านเองและลูกหลานของท่านในอนาคตนั่นเอง
จาก thaifreenews



ผู้การฯ พธ.จวกยับสื่อฯ เมินข้อเท็จจริงเหตุสลายม็อบถ่อยหน้ารัฐสภา ซัดสื่อไทยกลัวพันธมารตีหัว-ถลกหนัง ไม่กล้าเสนอข่าวตำรวจโดนทำร้าย โต้เผือกร้อน “หมอพรทิพย์” ระบุแก๊สน้ำตาไม่รุนแรง มีอนุภาพแค่ทำให้ระคายเคือง ยืนยันไม่สามารถทำให้คนตายได้ ชี้ที่พันธมิตรฯแขน-ขาขาด แจงมือที่ 3 ขว้างระเบิดปิงปองใส่ผู้ชุมนุม
พล.ต.ต.ภูวดล วุฑฒกนก ผู้บังคับการกองพลาธิการและสรรพาวุธ (ผบก.พธ.) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวประชาทรรศน์ โดยมีการโต้ตอบกรณีที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ออกมาระบุถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากได้รับแก๊สน้ำตาที่สั่งมาจากประเทศจีน
ในเรื่องนี้ พล.ต.ต.ภูวดล ระบุว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา เพียงเพราะต้องการให้เกิดเสียงดังและให้ผู้ชุมนุมเกิดความเกรงกลัวเท่านั้น
พล.ต.ต.ภูวดล กล่าวยืนยันว่า อนุภาพของแก๊สน้ำตาที่นำมาจากประเทศจีนนั้น ไม่สามารถทำให้คนตายได้ เพราะหากสัมผัสโดยตรงด้วยการหายใจ กลืนกิน สัมผัสกับร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือก ทางเดินหายใจ มีอาการเวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก และเจ็บตา
พร้อมกันนี้ ได้เปรียบเทียบแก๊สน้ำตาที่สั่งซื้อจากจีน กับแก๊สน้ำตาที่ประเทศตะวันตกและสหรัฐฯใช้ควบคุมฝูงชน ซึ่งจะกระจายแก๊สออกมาโดยไม่มีเสียงดัง ตกใกล้ก็ไม่ทำให้คนเจ็บ เพราะมันไม่มีสะเก็ด ฉะนั้นคนเจ็บอะไรเนี่ย ต้องไปตรวจหาสารอื่นด้วย ไม่ใช่ตรวจแต่สาร RDX เพียงอย่างเดียว เพราะสาร RDX มันจะมีกระจายไปหมด ทั้งคนเจ็บคนไม่เจ็บ เมื่อตรวจคนไหนก็จะพบสารตัวนี้มีทุกคน เนื่องจากสารระเบิดนี้จะหมดฤทธิ์ด้วยการกระจายขึ้นฟ้าเพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งด้วยสรุปว่ามันมาจากแก๊สน้ำตาของจีน
อย่างไรก็ตาม ผบก.พลาธิการและสรรพาวุธ กล่าวยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค.นั้น ไม่มีสะเก็ดที่จะไปทำร้ายใคร พยานในที่เกิดเหตุก็เห็นเยอะแยะ ซึ่งต้องดูด้วยว่ามันมาจากสารอื่นหรือเปล่า หากผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบอกว่ามันมาจาก RDX ก็พูดไม่ได้ เพราะว่าทุกคนก็มี RDX ทั้งหมด ส่วนควันมันจะกระจายเต็มไปหมดตรวจตรงไหนก็เจอ
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ภูวดล ยังตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กรณีไม่ยอมเสนอข้อเท็จจริง ว่าตำรวจถูกทำร้ายอย่างไร ม็อบพันธมิตรฯมีพฤติกรรมยั่วยุเจ้าหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งภาพเหตุกาณณืที่บันทึกไว้ในที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันได้ชัดเจนว่ามีความพยายามปลุกปั่นให้เกิดเหตุรุนแรง และมีการขว้างปาระเบิดปิงปองเข้าไปยังพื้นที่ชุมนุม
“การที่สื่อฯไม่กล้าเสนอความจริง หรือเพราะกลัวกลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้ามาตีหัว มาถลกหนัง จนไม่กล้านำเสนอข่าวตำรวจถูกทำร้ายอย่างน่าเห็นใจ” ผบก.พลาธิการและสรรพาวุธ กล่าวในตอนท้าย

หวั่นชุดพรางคิดไม่ซื่อปฏิวัติ! คนรักประชาธิปไตยอย่างนปช.อยู่เฉยไม่ได้เรียกคนเสื้อแดงชุมนุมซักซ้อมต้านรัฐประหารใหญ่ที่สนามหลวง 25 ต.ค.นี้
นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่าว่าในวันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม 2551 นี้ เวลา 17.00 -23.00 น.ทางกลุ่ม นปช.จะนัดรวมตัวเพื่อชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อปราศรัยที่ท้องสนามหลวง โดยการปราศรัยจะนำโดย อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย และนายอดิศร เพียงเกษ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม ในเวลา 20.00 น. จะทำการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมจากท้องสนามหลวงไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อเป็นการซักซ้อมวิธีต่อต้านการรัฐประหาร ขณะเดียวกันได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมชุมนุมสวมใส่เสื้อสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย
นายสมยศ กล่าวยืนยันว่า การชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีการยั่วยุผู้ชุมนุมให้ความรุนแรงหรือไปกระทบกระทั่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปักหลักชุมนุมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล
“ผู้ชุมนุมของเราจะไม่เคลื่อนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยั่วยุให้เกิดการปะทะกับพันธมิตรเด็ดขาด เพราะการชุมนุมครั้งนี้ต้องการซักซ้อมการต่อต้านหากการยึดอำนาจจากทางทหารแบบระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น”แกนนำนปช. กล่าว

โฆษกรัฐบาลระบุชัด! หากเกิดการยึดอำนาจ ประชาชนนับแสนคนจะออกมาต่อต้านแน่นอน ส่วน‘ทักษิณ’เตรียมต่อสายตรง‘ความจริงวันนี้’ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เชื่อ 1 พ.ย.คนมาแน่นราชมังคลาฯ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ‘ความจริงวันนี้’โดยจะออกอากาศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่า ตนก็เพิ่งทราบจากข่าว และยังไม่ได้คุยกับผู้จัดรายการ ว่าจะมีการให้พ.ต.ท.ทักษิณส่งสัญญาณ โทรศัพท์มาหรือไม่
ทั้งนี้ทางผู้จัดรายการจะแถลงถึงรูปแบบการจัดงานและวัตถุประสงค์ให้สื่อมวลชนได้ทราบในสัปดาห์หน้า แต่โดยหลักการก็ต้องถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ สู่สาธารณะได้
ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะเป็นการยั่วยุฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ถือเป็นการจัดกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่มีรั้วรอบขอบชิดชัดเจน ไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน มีกำหนดเวลาเริ่มและเลิกชัดเจน เป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ ไม่มีนักรบหรือกองกำลังจากที่ใดมาคอยดูแลห้อมล้อมให้ตกใจกัน แม้จะมีการแสดงอารมณ์ความรู้สึกจากประชาชนทางด้านการเมืองบ้าง แต่ก็ถือเป็นมิติใหม่ของการชุมนุมเคลื่อนไหว และคิดว่าในวันดังกล่าวประชาชนจะมาชุมนุมเต็มสนามราชมังคลาฯ
นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกระแสการปฏิวัติว่า ตนเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการออกมาปฏิวัติของทหารจะมีประชาชนออกมาต่อต้านมากกว่า 7 หมื่นคนแน่นอน
เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของรายการ “ความจริงวันนี้” กับพล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อาจถูกมองว่าเป็นกระบวนการเดียวกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการดำเนินการร่วมกัน เพียงแต่ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อต้านการรัฐประหารทันที และเป็นความต้องการร่วมกันที่อยากจะเอาทำเนียบรัฐบาลคืนมา
ส่วนที่ พล.ต.อ.สล้างประกาศปิดล้อมทำเนียบฯ และอาจใช้อาวุธพิเศษเพื่อสลายกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงการแสดงความเห็น หากมีกรณีที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูญเสีย เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามเจรจาควบคุมไม่ให้เกิดขึ้น อยากตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนหลายกลุ่มวันนี้มีเพียงกลุ่มพันธมิตรฯกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตนเอง มีการประกาศตัวเป็นนักรบ จัดหน่วยลาดตระเวน และตั้งสน.พันธมิตรฯ ซึ่งสังคมควรจะกังวลว่าสภาพในทำเนียบฯกลายเป็นที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธไปแล้วหรือ
เชื่อ 'ทักษิณ'พร้อมคืนเครื่องราชฯตามกม.
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ อาจต้องคืนเครื่องราชอิสริยาภารณ์ เนื่องจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผุ้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2ปีในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดิน ถนนรัชดาภิเษกจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงินว่า หากระเบียบหลักเกณฑ์กำหนดไว้และ
พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดเข้าข่าย ซึ่งต้องคืนเครื่องราชฯ ก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้เมื่อพิจารณาดูจากความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เกิดจากการคอร์รัปชั่น แต่เป็นความผิดตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวพันธ์กับภริยา(พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนุญว่าด่วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542) ดังนั้นใครเปิดประเด็นและพยายามโยง เพราะต้องการจะเหยียบซ้ำพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำได้
กรุงเทพฯ 23 ต.ค. - นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อเสนอลดเวลาการทำงานของ ส.ส.ร. จาก 240 วัน เป็น 180 วัน ว่า เชื่อว่าคณะกรรมการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เวลา 180 วันถือว่าไม่มากและไม่น้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลคือขั้นตอนการสรรหา ส.ส.ร.จากภาคประชาชน ซึ่งจะเสียเวลาพอสมควรในการเลือกแต่ละจังหวัด ส.ส.ร.ที่ผ่านมาเคยใช้เวลาถึง 240 วันในขั้นตอนนี้ “ในยามที่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ผมอยากเรียกร้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด รวมทั้ง สมาชิกรัฐสภาทุกคน ก็น่าจะให้ความร่วมมือกัน เพราะบ้านเมืองของเราเวลานี้ ต้องยอมรับว่าวิกฤติจริง ๆ ดังนั้น ต้องไม่เห็นแก่ประโยชน์ฝ่ายใด และเรื่องนี้ผมมั่นใจว่า รัฐบาลไม่ไปแทรกแซงแน่นอน ส่วนที่ ส.ว.มีการแยกกันเป็น 2 ฝ่าย ไม่มีปัญหา ต้องดูเสียงข้างมาก เพราะอยู่ในระบอบรัฐสภา ถ้าเสียงข้างมากเห็นอย่างไร ต้องเคารพ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา” นายสุชน กล่าว . - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-23 13:31:12

23 ต.ค. - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมชี้แจงผ่านกิจกรรมของรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน หลังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ว่าในเบื้องต้นทราบว่ายังไม่มีความชัดเจน หรือมีการหารือกับคณะผู้จัดรายการว่า จะมีการเปิดโอกาสให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชี้แจงผ่านทางรายการหรือไม่ แต่โดยหลักแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนไทยคนหนึ่ง มีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ออกสู่สาธารณชนได้ “ผมได้ทราบจากคณะผู้จัดรายการความจริงวันนี้ว่า จะมีการชี้แจงเรื่องการจัดงานให้ประชาชนทราบในต้นสัปดาห์หน้า ว่าจะมีการโทรสายตรงจากลอนดอน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีการทาบทามแต่อย่างใด” นายณัฐวุฒิ กล่าว เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ออกรายการ จะเป็นการเร่งให้สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าการ จัดรายการความจริงวันนี้ จัดอยู่ในสถานที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด และกำหนดเวลาที่ชัดเจน ไม่มีการเคลื่อนขบวน ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมก็ไปด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ จึงไม่เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์เกิดความวุ่นวายขึ้นได้ นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ว่าไม่เกี่ยวกับการจัดรายการความจริงวันนี้ แต่ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ รวมถึงมีความต้องการเอาทำเนียบฯ กลับคืนมาเป็นของประชาชน นี่คือวัตถุประสงค์ร่วมกันเพียง แต่วิธีการอาจจะแตกต่างกันไปเท่านั้น .- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-23 12:26:54


โดย แทง แทนไท
** พบกันอีกครั้งกับหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ทำหน้าที่รับใช้ท่านผู้อ่านมาจนถึงฉบับที่ 267 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท ประจำฐานปฏิบัติการคัดค้านการกระทำใดที่จะนำประเทศไปสู่หนทางที่จะเปิดประตูให้พวกคณะทหารเผด็จการเข้ามายึดครองอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย พวกเราจะยอมสู้ตายกันในคราวนี้ ปฏิวัติรัฐประหารปุ๊บ ไปเจอกันปั๊บ ที่ท้องสนามหลวง ท้องทุ่งแห่งประชาธิปไตย
** มาแล้วหลังจากกั๊กเอาไว้นานหลายสัปดาห์ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรอง อ.ตร. แกนนำกลุ่ม “กู้วิกฤติชาติ” ประกาศเตรียมขนสรรพอาวุธชนิดใหม่ ในการเข้าปราบฝูงชนกว่า 20 ชนิด เพื่อเข้าไปปราบ ม็อบชั่ว ม็อบถ่อย ม็อบสถุล ที่บังอาจยึดทำเนียบรัฐบาลเอาไว้หลายเดือนแล้ว และมีทีท่าจะทำตัวเป็น ผู้ก่อการร้ายสากล เพราะไป “ยึดสนามบิน” และ “ยึดรถไฟ” ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจึงพรั่งพรูเข้ามาให้การช่วยเหลือ เมื่อรู้ว่ามีอดีตนายตำรวจ จะเข้าทำการ ปราบกบฏ และ ปราบผู้ก่อการร้าย ... แทง แทนไท ให้กำลังใจสุดตัว
** เท่าที่ฟัง พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค บอกกล่าวเล่าสิบ ถึงแนวทางในการสลายการชุมนุม ท่านย้ำชัดๆ ว่า ไม่บุกเข้าไปให้โง่หรอก แค่ปิดล้อม ไม่ให้ไปส่งอาหาร ไม่ให้ไปส่งน้ำ แค่นี้ก็ชักดิ้นชักงอ กันแล้ว มันจะกินอะไร (เติมให้ว่า มันก็กินพวกเดียวกัน ตัวตะกวดในทำเนียบไงละท่าน!!!) ส่วนใครจะมาคิดสู่รบปรบมือ งานนี้มีต่างชาติบริจาคของปราบม็อบ แบบนุ่มนวล เอาไว้เพียบ ท่านยกตัวอย่างมา 2 ชนิด ก็หนาวแล้ว “สตันท์บอมบ์” และ “สตัฟฟ์โฟม” เหมือนในหนังเจมส์บอนด์ไม่ผิดเพี้ยนเลย คงไม่ใช่แค่ขู่ เพราะก่อนท่านพูดคงจะต้องเห็นของมาก่อน
** หลายคนสงสัยสิ่งที่ท่าน พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค พูดมาแต่พูดไม่หมด คือเรื่องราว “ฉาวกาม” ของ “สตรีชั้นสูง” เป็นชู้กับ “นักการเมือง” !!! ...ตะลึง !! ตึง !! ตึง !!...ท่านบอกว่ามีหลักฐานชัดๆ แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร แต่ถ้าจะให้เดา ฝ่ายการเมือง คงเดาไปทางอื่นไม่ได้ ต้องไปที่ พรรคที่มีประวัติ มั่วกาม – เสพเซ็กซ์ (เจาะไข่แดงเมียเพื่อน เจาะไข่แดงเมียหัวหน้า เจาะไข่แดงเมียลูกน้อง) มั่วๆ นัวๆ กันไปหมด ไม่น่าจะคาดการณ์ผิด ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ ไข่นุ้ยใบเบ้อเริ่ม จากดินแดนสะตอใต้ สุ-ราด นั่นเอง... ส่วนอีกคนที่เป็นฝ่ายหญิง เขาร่ำลือกันหนาหู ชื่อพ้องที่คนมักเรียกนักแสดงในวงการบันเทิงว่า ดา...อะไรนะ ดา...อะไรนะ แหม...เรื่องเมาท์กันสนั่นเมืองแบบนี้คงต้องไปถามแวดวง ไฮโซ-ไฮซ้อ-สตรีผู้สูงศักดิ์ น้ำลายไหลเอื๊อกๆ ...ชะ...เอิง...เอย... ใช่ไม่ใช่ พี่น้อง
** แทง แทนไท คิดว่า พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ตอบโจทย์ใหญ่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ 63 ล้านคนได้ถูกต้อง เพราะอะไร...ปัญหาประเทศ อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเวลานี้ หากไม่แก้ไขปัญหานี้เป็นอันดับแรก อย่าไปหวังว่าประเทศไทยของเราจะแก้ไขปัญหาอะไรได้ รัฐบาลอยู่ในสภาพที่เป็นรัฐมีอำนาจ แต่พิกลพิการใช้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่การปกครองในวิถีทางประชาธิปไตย อับอายขายขี้หน้าชาวโลกไปทั่วแล้ว ไหนว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไหนว่าประเทศไทยเป็นอารยประเทศ วันนี้หาก พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค สร้างวีรกรรมยึดทำเนียบคืนสำเร็จ ผู้คนทั่วโลก และคนฝั่งฝาประชาธิปไตย ในประเทศไทย จะปรบมือดังๆ ให้กับท่าน
** มาดูเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลผลิตของซากเดนเผด็จการ คมช. ได้กระทำย่ำยีบีฑากับปวงชนชาวไทย ได้เวลาต้องแก้ไขให้กลับคืนมาสู่ความเป็นประชาธิปไตย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แนวทาง ตั้ง สสร.3 เป็นแนวทางหนึ่งที่กำลังลุ้นกันอยู่ ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ในบทบาทฝ่ายค้าน กลับใช้วิธี ตีรวน บอยคอต ตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งที่ปากเคยพ่นบอกกับประชาชนเอาไว้ว่า “รับๆ ไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง”!!! แต่มาวันนี้กลับบิดพลิ้ว สมควรไหมที่จะถูกแจ้งความให้ยุบพรรค เพราะโกหกประชาชน 63 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่พวกเขารับมานั่นแหละ???
** พรรคประชาธิปัตย์ หากจะทำตัวเหมือน ไม้หลักปักขี้เลน ไม่เป็นโล้ ไม่เป็นพาย “วันหนึ่งพูดอย่าง แต่อีกวันทำอีกอย่าง” หรือ “ต่อหน้าพูดอย่าง ลับหลังทำอีกอย่าง” ในวันนี้ประชาชนคนไทย สื่อสารมวลชนไทย เขารู้ เขาเห็น ยิ่งทำมากๆ ธาตุแท้ ยิ่งเปิดเผยออกมา ไหนว่ารักชาติ รักประเทศ แล้วทำไมจึงไม่หาทาง แก้ไขวิกฤติชาติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างกติกาที่เป็นธรรม หรือ กติกานี้เอื้อให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ทำลายพรรคคู่แข่ง ตามบันได 5 ขั้นของ คมช. ใช่ไม่ใช่ก็บอกมา หวังลมๆ แล้งๆ แล้วจะหวังขยายฐานการเมืองสร้างคะแนนสนับสนุน ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ได้อย่างไร วันนี้ชาวบ้าน รากหญ้า เขาไม่โง่ !!!
** วันก่อนเห็นแกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เดินทางไปที่ กองปราบปราม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในข้อหา “แต่งกายเลียนแบบ ป.ป.ช.” เอ้ย... ไม่ใช่ ข้อหา.. “ป.ป.ช.ชุดนี้กระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ป.ป.ช. ขาดคุณสมบัติแต่ต้นในการดำรงตำแหน่ง เพราะไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ” เรื่องนี้ตำรวจต้องรีบเร่งสะสางคดี...
** ช่างเหมาะสมกับวันเวลา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกมาพิพากษาคดี ที่ดินรัชดาฯ ซึ่งท่านพิพากษาชัดเจนว่า กฎหมาย ป.ป.ช.ยังไม่สิ้นสภาพในวันทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 !!! หมายความว่า พ.ร.บ. ป.ป.ช. มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องมา ดังนั้นใครกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้อยู่ โปรดระวัง !!! จะเข้าข่าย แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะเข้าข่าย แอบอ้างใช้อำนาจโดยไม่มีอำนาจให้ใช้ หลายมาตรา หลายกระทง กันล่ะทีนี้ ไม่รู้ต่อมสำนึก ต่อมจริยธรรม ที่ไปเรียกร้องกับคนอื่น ทีเรื่องของตัวเองหดหายไปไหนกันหมด

โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
1.สภาวะความแตกต่างหลากหลายทางความคิด อุดมการณ์ และผลประโยชน์ปัจเจกของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลสายสกุลต่างๆ ไม่ใช่สภาวะเดียวกับสภาวะความเป็น “สถาบัน” ของพระมหากษัตริย์ไทย
สถาบันพระมหากษัตริย์มีปัจเจกบุคคล พระองค์ และท่านต่างๆ เป็นสมาชิกที่มีการจัดโครงสร้างสถานภาพและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ทั้งอย่างเป็นทางการเชื่อมโยงกับระบบกฎหมาย และอย่างไม่เป็นทางการเชื่อมโยงกับจารีตปฏิบัติในสังคมไทยปัจจุบัน
ภาวะปัจเจกของบุคคลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ ทำให้การดำเนินวิถีชีวิต อาชีพการงาน เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ความคิดและอุดมคติทางสังคมของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลแต่ละท่าน (แม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน) มีความหลากหลายผันแปรแตกต่าง และไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากอาจคาดหวังกันไปเอง (ด้วยความคิดที่ต้องการความสมบูรณ์แบบเชิงอุดมคติแต่มองข้ามความจริงทางสังคม) ว่าแนวทางการดำเนินชีวิต รวมทั้งความคิดทางการเมืองและการแสดงออกของสมาชิกราชนิกูลในสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องเป็นแบบอย่างเดียวกัน คือ แบบอย่างองค์พระประมุขของปวงชนชาวไทย
เราสามารถมองเห็นการแสดงออกที่แตกต่างกันของบุคคล พระองค์ และท่านต่างๆ ในเครือข่ายสังคมสถาบันได้ตลอดเวลาว่ามีความหลากหลาย สอดคล้องกันบ้าง หรืออาจมีนัยให้ตีความว่าขัดแย้งกันเองบ้าง แต่ความหลากหลายในรายละเอียดการแสดงออกที่แตกต่างกัน สอดคล้องกันบ้าง หรือมีนัยให้ตีความว่าขัดแย้งกันบ้างดังกล่าวนั่นเอง ที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ยืนยันว่าองค์รวมของ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ไม่ได้ลำเอียง เลือกข้างหรือเข้าข้างพสกนิกรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือรังเกียจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง พสกนิกรชาวไทยที่ขัดแย้งกันต่างหากที่มักเป็นผู้ “เลือกข้าง” คือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งและรังเกียจอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง พสกนิกรเหล่านี้อาจจำเป็นต้องเรียนรู้ความหมายของ “ความเป็นกลางทางการเมือง” (โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอุดมคติทางการเมืองที่ถูกต้องชอบธรรม) และอาจต้องฝึกฝนพัฒนา “ความใจกว้าง” ทางความคิดของตนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน (ผู้เขียนสังเกตว่าประชาชนผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ จำนวนมากโกรธเมื่อได้ทราบข่าวการพระราชทานคำสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนรัฐบาลและ นปช. จำนวนมากก็โกรธที่ได้ทราบข่าวพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นต้น)
ไม่เพียงเฉพาะข้อเท็จจริงระดับสูงสุดภายในราชวงศ์เท่านั้นที่แสดงความหลากหลายตามธรรมชาติทางสังคม ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ (เช่น องค์พระประมุขไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเสนอขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 รัฐธรรมนูญ 2540 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง วันที่ 7 ตุลาคม 2551 และทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประทานคำสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับการกระทำของพันธมิตรฯ) ข้อเท็จจริงจากการแสดงออกทางการเมือง ความคิด รวมทั้งการดำเนินชีวิต การงาน เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและรสนิยมทางสังคมวัฒนธรรมของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลสายสกุลต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่เช่นปัจจุบันก็แสดงความหลากหลายแตกต่างกันบ้าง ขัดแย้งกันเองบ้าง และสอดคล้องกันบ้างตามภาวะธรรมชาติทางสังคมและภูมิหลังประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล และประวัติศาสตร์ครัวเรือนของแต่ละท่าน หรือแต่ละพระองค์
หากเราไม่ใช้ความลำเอียงส่วนตัวของตนเองปกปิดความจริงอีกด้านหนึ่ง หรือปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่ง เราจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นในข้อเท็จจริงว่า แม้แต่ในแวดวงผู้มีเชื้อสายราชนิกูลลำดับรองลงมาก็มีทั้งท่านที่ไปร่วมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และท่านที่สนับสนุนรัฐบาลและ/หรือ นปช. เป็นต้น
2.ความสำคัญของ“ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อสังคมไทยปัจจุบันและอนาคต
ถ้าหากเรามองเห็นและ “เข้าใจ” ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาวะหลากหลายแตกต่างของบุคคลขั้นปัจเจกที่ผสมผสานรวมกันเป็นภาวะ “ความเป็นกลาง” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งการเมืองในปัจจุบัน และถ้าเรามีความมั่นใจในหลักการสำคัญว่าสถาบันกษัตริย์มีสถานะองค์รวมสูงสุดที่ปวงชนชาวไทย (เจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการเมือง) ต้องร่วมกันพิทักษ์รักษาปกป้องมิให้ถูกทำลายหรือถูกแทนที่โดยระบบการเมืองใหม่ที่มิใช่ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เรายิ่งต้องมี “สติ” ประกอบ “ปัญญา” ไตร่ตรองวินิจฉัยโดยไม่ด่วนสรุปคล้อยตามไปกับกระแสข่าวลือ ข่าวปลุกปั่นยุยงความโกรธชัง ความตื่นกลัว หรือแม้แต่ความท้อถอย วางตนนิ่งดูดายในสถานการณ์ความขัดแย้งถึงที่สุดที่ล่อแหลมต่อการลุกลาม ทำลาย รื้อ ล้างโครงสร้างสถาบันสังคมของไทยแทบทุกส่วนเช่นในภาวการณ์ปัจจุบัน
ถ้าหากปวงชนชาวไทยเชื่อมั่นกันอย่างจริงจังว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นระบบการเมืองที่อำนวยประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวมอย่างเป็นธรรมกว่าระบอบเผด็จการทหาร เผด็จการกรรมาชีพ เผด็จการอภิชนาธิปไตย หรือระบอบคณาธิปไตยรูปแบบต่างๆ ฯลฯ ปวงชนชาวไทยเหล่านี้ควรต้องทำความกระจ่างกับตนเองและเครือญาติ มิตรสหาย ด้วยว่าสถาบันกษัตริย์ของไทยในปัจจุบันก็มีความเชื่อมั่นอย่างเดียวกับปวงชนชาวไทย ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสและทรงงานในแนวทางหลักการประชาธิปไตยให้ปรากฏชัดเจนหลายครั้ง สถาบันกษัตริย์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ดำเนินผ่านประสบการณ์ทางการเมืองภายใต้การใช้อำนาจกดทับของระบอบคณาธิปไตยโดยอำมาตย์และเผด็จการทหารอย่างยาวนาน รวมทั้งการจับกุมคุมขังปราบปรามสมาชิกราชนิกูลโดยกองทัพอำมาตยาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2476 (กรณีที่ตำราอำมาตยาธิปไตยสายวิชาการธรรมศาสตร์และการเมือง หลัง พ.ศ.2477 เรียกว่า “กบฏบวรเดช”) ประสบการณ์ภายใต้ “ระบอบเผด็จการ” (เช่น กรณีระบอบเผด็จการจอมพลถนอม) เปรียบเทียบกับประสบการณ์ภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตย” (เช่น กรณีที่ตำราคณาธิปไตยสายวิชาการธรรมศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”) ทำให้ประชาชนที่มีชีวิตผ่านระบอบทั้งสองสามารถประเมินได้ด้วยตนเองว่า ต้องการดำรงชีวิตของตนอยู่ในระบอบการเมืองแบบใด (นี่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมกับ นปก. และ นปช. จำนวนมากเป็นผู้มีอายุเกิน 50 ปี ที่เคยผ่านการรับรู้ประสบการณ์ภายใต้ระบอบจอมพลถนอมมาก่อนระบอบทักษิณ)
การเรียนรู้ประสบการณ์เปรียบเทียบระหว่างการดำรงชีวิตอยู่ใน “ระบอบจอมพลถนอม” กับ “ระบอบทักษิณ” ดังกล่าว น่าจะทำให้ปวงชนชาวไทยกับสถาบันกษัตริย์ไทยสมัยใหม่ได้บทสรุปความคิดสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยมีคุณค่าต่อตนเองสูงกว่าระบอบเผด็จการ ถ้าเป็นเช่นนั้น ปวงชนชาวไทยที่ต้องการ “ระบอบประชาธิปไตย” ก็คือแนวร่วมทางการเมืองของ “สถาบันกษัตริย์” ในสังคมไทยสมัยใหม่ที่ไม่ต้องการถูกกดทับโดยอำนาจของระบอบอื่น หรือการเมืองรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ในฐานะทรงเป็น “ประมุขของปวงชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตย” จึงเป็นความมั่นคงของปวงชนชาวไทยที่ต้องการรักษาหรือสร้างสรรค์ “ระบอบประชาธิปไตย” ด้วยเช่นกัน
หากยอมรับความเป็นไปได้ตามข้อสังเกตจากการวิเคราะห์ข้างต้น ปวงชนชาวไทยที่เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถอำนวยประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ตนเองได้มากกว่าระบอบการเมืองอื่น หรือ “ระบอบการเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็อาจต้องใช้ “สติ” ประกอบ “ปัญญา” ไตร่ตรองกันอย่างระมัดระวังรอบคอบมากยิ่งกว่าเดิมว่า ตนเองควรหรือไม่ควรตั้งข้อรังเกียจ ตั้งข้อปฏิเสธ ตั้งประเด็นนินทากล่าวหาว่าร้าย หรือชักชวนกันละทิ้งความเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ (ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความละทิ้งเชิงสัญลักษณ์ เช่น ละทิ้งพระบรมฉายาลักษณ์ หรือการแสดงออกด้วยวาจาและการกระทำอย่างท้าทายต่อต้าน) เพราะการละทิ้งดังกล่าวทั้งในเชิงสัญลักษณ์และการปฏิบัติต่างๆ ล้วนมีผลในทิศทางเดียวกันคือ การแยก “ปวงชนชาวไทย” ออกจาก “สถาบันกษัตริย์” ในการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่ท่องกันขึ้นใจทั่วทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว) การแยกปวงชนชาวไทยออกจากสถาบันกษัตริย์ หรือการแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากปวงชนชาวไทย คือความหวังอันสูงสุดของกลุ่มผู้พยายามก่อตั้ง “ระบอบการเมืองใหม่” ที่คณะของตนสามารถควบคุมและส่งคนเข้าไปใช้อำนาจเป็นประโยชน์เพื่อคณะของตน แทนที่ระบอบประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย กลุ่มแกนนำมวลชน (เช่น บางกลุ่มที่แทรกตัวแฝงเร้นอยู่หลังเวที นปช. และหลายกลุ่มที่แทรกตัวอยู่ในคณะ “นักรบ” ของพันธมิตรฯ) ที่ดำเนินความพยายามชักชวนปลุกเร้ากันในแต่ละฝ่ายให้แสดงการละทิ้งสถาบันข้างต้นดังกล่าว น่าจะเป็นทั้ง “แนวร่วมสายตรง” และ “แนวร่วมมุมกลับ” ของกลุ่มผู้วางแผนดำเนินกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งในกรณีที่ว่านี้เป็นการแบ่งแยกปวงชนชาวไทยออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลในการปกครองทั้งประชาชนและสถาบันกษัตริย์ที่จะถูกกดทับจากอำนาจคณาธิปไตยต่อไป เหมือนกรณีที่ต้นตำรับอำมาตยาธิปไตยคณะแรกของไทยเคยกระทำได้สำเร็จหลังเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้น
หากกลยุทธ์ “แบ่งแยก” ประชาชนออกจากความเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวประสบผลสุกงอมทางการเมืองเพียงพอในสายตานักดำเนินกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังวิกฤติความขัดแย้งปัจจุบัน การรัฐประหารครั้งใหม่ย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งในทางปฏิบัติและในโครงสร้างความคิดความต้องการอำนาจสูงสุดของกลุ่มนักนิยมคณาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย ซึ่งปรากฏตัวตนออกมาจากแวดวงวิชาชีพวิชาการชั้นสูงหลายประเภท ผสมปนเปกับผู้นำและอดีตผู้นำระดับสูงในระบอบราชการประจำทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
3.ความสำคัญของอำนาจปวงชนชาวไทย และ “กระบวนการประชาภิวัตน์แท้” ต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
ความขัดแย้งทางการเมืองและการดำเนินกลยุทธ์ปฏิเสธ ดื้อแพ่ง ละเมิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่าย (รวมทั้งผู้วิเคราะห์เอง) คาดว่าโอกาสที่เป็นจริงในการเจรจายุติความขัดแย้งอย่างสมานฉันท์เพื่อร่วมกันสร้างชาติต่อไปโดยยึดถือระบอบประชาธิปไตย คงเป็นโอกาสที่ลดลงทุกขณะและเหลืออยู่น้อยที่สุดในปัจจุบัน
ถ้าหากการเจรจาสมานฉันท์ภายใต้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้บงการวางแผนกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ (ซึ่งประกาศความมุ่งหมายจะนำ “การเมืองใหม่” มาใช้แทนที่) ปวงชนชาวไทยผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่แยกตัวออกไปจากสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นประมุข ก็แทบไม่เหลือทางเลือกมากนักในการสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในอนาคต
ทางเลือกที่ถูกบีบรัดให้จำกัดน้อยลงนั้นทางหนึ่ง (ซึ่งยังคงเป็นวิถีทางประชาธิปไตย) คือการเตรียมความพร้อมในการแสดงพลัง “ประชาภิวัตน์แท้” ต่อสู้ตอบโต้กับขบวนการ “ประชาภิวัตน์เทียม” (มวลชนดื้อแพ่ง ฝูงชนละเมิดกฎหมายรวมหมู่ การแอบอิงสืบทอดอำนาจเผด็จการเพื่อใช้อำนาจจากตำแหน่งในองค์กรการเมืองตามรัฐธรรมนูญแบบเลือกปฏิบัติ ขัดหลักนิติธรรม ฯลฯ)
การเตรียมความพร้อม รวมทั้งความตั้งใจจริงในการสร้างพลัง “ประชาภิวัตน์แท้” เพื่อต่อสู้ตอบโต้กับการบิดเบือนทางการเมืองต่างๆ นานา ที่ปรากฏท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งตลอดเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สามารถจะเป็น “อาวุธทางการเมือง” ที่มิใช่อาวุธสังหารของระบอบเผด็จการ แต่จะมีพลานุภาพในการช่วยเหลือเกื้อหนุนพลังทางสังคมและพลังทางการเมืองส่วนอื่นๆ ในการร่วมพิทักษ์รักษาทั้ง “ระบอบประชาธิปไตย” และ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ให้ดำรงอยู่คู่กันอย่างมีคุณค่าเท่าเทียมกันในการเมืองไทยและสังคมการเมืองโลกต่อไปในระยะยาว

ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้ เป็นผลมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมองการณ์ไกล เพื่อนำประเทศไปสู่อารยะ ด้วยการ “เลิกทาส” นั่นหมายความว่า ต้องให้คนไทยทุกคน มีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิ มีเสียง มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน
จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาแล้ว 134 ปี แต่ยังมีคนไทยบางคนบางกลุ่ม ที่ยินยอมพร้อมใจที่จะยอมตนเป็น “ทาส” รับใช้ โดยยินยอมให้ “เขา” บงการชีวิตอย่างเต็มใจ แม้ว่าจะถูกใช้มาเป็น “ตัวประกัน” และร่วมกันกระทำผิดกฎหมายก็ตาม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า “ทาส” คืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ
เพราะการมีทาสเป็นการส่งเสริมให้คนไม่รู้จักทำมาหากินและไม่รู้จักการแก้ปัญหาในทางที่ถูก
นอกจากนี้การมีทาสยังเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของบ้านเมือง และเป็นเหตุของความหายนะได้เพราะพลเมืองที่เป็นทาสนั้นไม่มีโอกาสจะได้รับการศึกษาเล่าเรียน
จึงเป็นบุคคลที่ไม่อาจจะนำมาใช้ประโยชน์แก่บ้านเมืองและทำให้ประเทศไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้
และด้วยสัจธรรมของพระองค์ที่ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำนุบำรุงประชาราษฎร์ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกหลานให้ได้รับความสุขสมบูรณ์ มีสิทธิเสมอภาคกัน ทุกคนในผืนแผ่นดินไทยควรมีสิทธิในผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จึงจะยุติธรรม การเป็นทาสควรสิ้นสุดลง มิใช่ว่าจะต้องเป็นทาสกันจนตลอดชีวิตอันไม่ใช่วิสัยของอารยชน
พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้ “เลิกทาส” โดยทรงดำเนินกุศโลบายอย่างสุขุมรอบคอบและเป็นไปตามลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปมิให้คนทั้งหลายเดือดร้อนและเกิดความเสียดายแก่ผู้เป็นเจ้าของทาสทั้งปวงจนไม่รู้สึกว่าได้มีการเลิกทาสเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาเตรียมตัว
ด้วยการประกาศใช้ พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุ ทาส ลูกไทย ในวันที่ 21 สิงหาคม 2417 และค่อยกำจัดความเป็นทาสของไทยทีละน้อยด้วยการออก พระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทร์ศก 124 ในที่สุดได้ประกาศให้บรรดาลูกทาสเป็นไทยทั้งหมดด้วย พระราชบัญญัติลักษณะทาสรัตนโกสินทร์ศก 130 ตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2454 ซึ่งเป็นวันที่ทาสได้ถูกยกเลิกหมดสิ้นจากราชอาณาจักรไทย คงเหลือไว้แต่เพียงประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยไถ่ถอน และพระราชทานทุนทรัพย์เพื่อให้ลูกทาสได้ทำมาหากินต่อไปและพระองค์ยังทรงคำนึงถึงความก้าวหน้าที่จะให้ลูกทาสได้มีความรู้เมื่อพ้นการเป็นทาส จึงได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับลูกทาสขึ้นมา พระองค์ทรงมีพระอุตสาหะเพียรพยายามเพื่อ “เลิกทาส” เป็นเวลาถึง 37 ปี จึงได้บรรลุผลสมดังพระราชประสงค์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเป็นเวลานานแล้ว แต่พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญตลอดรัชสมัยของพระองค์นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยอยู่เป็นนิจนิรันดร์
เมื่อถึงวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระองค์ท่าน และถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาติ คือ “วันปิยมหาราช” ประชาชนชาวไทยต่างนำพวงมาลามาสักการะพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นอนุสรณ์ที่มีความหมายอันล้ำลึกต่อคนไทยทั้งชาติ
หยุดเป็น “ทาส” ของอำนาจ “นอกระบบ” กันได้หรือยัง บ้านเมืองยังบอบช้ำไม่พออีกหรือ
ล้อมกรอบ
สมัยที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น ประเทศไทย มี ทาส เป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมือง ของประเทศ เพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทาสกันตลอดชีวิต พ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อๆ กันเรื่อยไป
กฎหมาย ที่ใช้กันอยู่ในเวลานั้น ตีราคาลูกทาสในเรือนเบี้ย ชาย 14 ตำลึง หญิง 12 ตำลึง แล้วไม่มีการลด ต้องเป็นทาสไปจนกระทั่ง ชายอายุ 40 หญิงอายุ 30 จึงมีการลดบ้าง คำนวณการลดนี้ อายุทาสถึง 100 ปี ก็ยังมีค่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตำลึง หญิง 3 บาท แปลว่า ผู้ที่เกิดในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว ก็ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่า เมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปี ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง
พอถึงปี พ.ศ.2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “ พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ” (พ.ศ.2448) เลิกเรื่องลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด
การเลิกทาสเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ ทรงพระอุตสาหะจัดการในเรื่องนี้เป็นเวลานานกว่าสามสิบปี จนบรรลุผลสมดังพระราชประสงค์ โดยมิได้ทรงท้อถอย ทรงรอบคอบ มองการณ์ไกลเป็นเลิศ พระองค์ทรงดำเนินการได้เรียบร้อย โดยมิได้เสียเลือดเนื้อหรือเกิดการเดือดร้อนประการใด เยี่ยงการเลิกทาสในนานาประเทศ พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ย่อมยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยและประเทศชาติเป็นอเนกประการ
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51