WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, November 8, 2008

‘พันธมาร’ประกาศก้อง'ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง'

ปากบอกว่ารักชาติแต่ทำอีกอย่าง เมื่อ‘พันธมาร’ประกาศก้องไม่เปิดถนนราชดำเนิน ให้ขบวนเสด็จฯเคลื่อนพระศพ‘พระพี่นางฯ’ผ่าน พูดมาได้กลัวไม่ปลอดภัย

เหลือเวลาไม่ถึงสัปดาห์แล้ว ที่งานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในระหว่างวันที่ 14-19 พ.ย. จะมีขึ้น แต่กลุ่มก้อนแก๊งพันธมารฯยังคงประกาศศักดาว่า จะไม่ยอมเปิดพื้นที่เส้นทางบริเวณสะพานมัฆวานฯอย่างเด็ดขาด โดยกลุ่มแกนนำฯให้เหตุผลสนองความรักชาติ รักสถาบัน ว่า กลัวกลุ่มผู้ชุมนุมจะได้รับอันตรายจากการเปิดเส้นทาง

จนถึงปัจจุบันกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ นำโดย "มหา 5 ขัน" พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถึงกับต้องออกมาจากรังโจรพันธมิตรฯออกมาตอบโต้เรื่องของการเปิดเส้นทางขบวนเสด็จฯ ในงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระพี่นางฯ ว่า ทางกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯ ที่ได้หารือร่วมกันแล้ว มีมติ จะไม่เปิดเส้นทางการจราจร ถนนราชดำเนินบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ที่ตามกำหนดจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางฯวันที่ 14-19 พ.ย.นี้ โดยให้เหตุผลที่หลายคนฟังแล้วต้องอึ้งกิมกี่กันไปเลยว่า ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ โดนจ้องทำร้ายผู้ชุมนุม มีการปาระเบิดเข้ามาหลายครั้ง จึงต้องเน้นความปลอดภัยของผู้ชุมนุมมาก่อน

จากคำกล่าวอ้างของ มหา 5 ขัน ที่ระบุว่าหากเปิดเส้นทางบริเวณสะพานมัฆวานฯแล้วนั้น จะส่งผลให้ผู้ชุมนุมได้รับความไม่ปลอดภัยจากการเปิดเส้นทางดังกล่าว สรุปให้เห็นว่า กลุามพันธิมตรฯเห็นความปลอดภัยของกล่มผู้ชุมนุมมากกว่าประเทศชาติ และสถาบัน ขณะเดียวกัน มหา 5 ขัน โยนบาปให้ตำรวจ ให้ไปเตรียมเส้นทางอื่นแทน

สิ่งที่ มหา 5 ขันรายนี้กล่าวออกมาอย่างโจ่งแจ้ง แสดงให้เห็นว่าเขาคำนึงถึงของปลอดภัยชองผู้ชุมนุม มากกว่ากาลเทศะ ความเหมาะสม ว่าขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในสภาวะเช่นไร ในขณะที่งานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระพี่นางฯ กำลังจะเริ่มขึ้นในเร็ววันนี้

หลังจากที่มหา 5 ขันรายนี้ และกลุ่มแกนนำ ได้ประกาศว่าจะไม่เปิดเส้นทางขบวนเสด็จแล้ว ประชาชนผู้ที่ไม่ฝักใฝ่เสื้อสีใด ต่างสงสัยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ เป็นใคร ทำไมถึงวางกล้ามใหญ่โต และกล้าเอ่ยอ้างวาจาว่าจะไม่เปิดถนนเส้นนี้โดยเด็ดขาด แล้วจึงมีคำถามจากประชาชนว่า ทำไมตำรวจ ทหาร ถึงไม่สามารถจัดการกับการกระทำอันจาบจ้วงของกลุ่มแกนนำได้

เมื่อกลุ่มพันธิมตรฯ ไม่ยอมเปิดเส้นทางให้กับขบวนเสด็จฯแล้ว ทางออกของงานี้คือ พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ตันศรีสกุล ผู้บังคับการตำรวจจราจร ( ผบก.จร.) สรุปว่า อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จากเดิมที่มีกำหนดใช้เส้นทางถนนพระราชดำเนิน เปลี่ยนเป็นใช้เส้นทางถนนหลานหลวงเป็นหลัก โดยให้เหตุผลว่า เมื่อพันธมิตรฯไม่ยอมเปิดเส้นทาง การปรับปรุงภูมิทัศน์ และสภาพพื้นผิวจราจร ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 สัปาดาห์

นอกจากนี้คำสั่งของศาลปกครอง ที่ออกมาให้ความคุ้มครองกลุ่มพันธมิตรฯที่เบรคตำรวจห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้การจัดการกับกลุ่มพันธมิตรฯเป็นเรื่องที่ยาก ทั้งหน่วยงานตำรวจ และทหาร จึงไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยไม่จำเป็น

ที่ผ่านมา ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่างมีความพยายามที่จะให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างสันติวิธี และที่สำคัญต้องไม่นำสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ใครก็ตามที่มีความเห็นแตกต่างจากกลุ่มพันธมิตรฯแล้วนั้น ล้วนแล้วจะถูกจากโจมตีอย่างถล่มทลายจากแกนนำพันธมิตรฯทั้ง 9 อย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว อย่าง นสพ.ข่าวสด ที่โดนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาโจมตีอย่างหนัก ถึงกับประกาศกร้าวบนเวทีว่า ห้ามทุกคนสนับสนุนในหนังสือพิมพ์ในเครือมติชน รวมทั้งมีการให้นักเลงไปก่อกวนตามแผงหนังสือไม่ให้รับหนังสือในเครือมมติชน

ส่วนด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เองก็ไม่วายโดนนายสนธิถล่มด้วยถ้อยคำที่หยาบคายผิดวิสัยของคนที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี และอีกหลายๆคนที่ออกมาพูดในทางตรงกันข้ามกับพันธมิตรก็จะโดนด่าสาดเสียเทเสียอย่างชนิดไม่ลืมหูลืมตา

การชุมนุมของพันธมิตรฯกว่า 150 วันที่ผ่านมา มักจะกล่อมให้ผู้ชุมนุมฝันหวานว่า กลุ่มพันธิมตรฯคือกลุ่มที่มีความรักชาติ ศาสนา และสถาบันอย่างแท้จริง ใครที่มีความเห็นแตกต่างจากพวกตนนั้นคือ กลุ่มทรราชย์ที่ขายชาติ แต่การกระทำของพันธมิตรฯวันนี้ที่ไม่ยอมเปิดเส้นทางขบวนเสด็จนั้น มันตรงข้ามกับการพูดของกลุ่มพันธมิตรอย่างแท้จริง เชื่อว่าวันนี้ประชาชนคงจะเห็นเนื้อแท้ของพันธมิตรฯแล้วว่าใครกันแน่ของคนขายชาติ

บทสรุปของเรื่องนี้ คือ ประชาชนเท่านั้นควรพิจารณาให้รอบครอบว่า ใครคือผู้ที่รักชาติ ศาสนา และสถาบันอย่างแท้จริง!!!



‘พันธมาร’กระเหี้ยนกระหือรือ โหยหา‘รัฐประหาร’

ชำแหละจุดหมายปลายทาง‘โจรพันธมาร’สวมวิญญาณบ่างช่าวยุ ตีแผ่ซอกหลืบแห่งหายนะประเทศบนความไม่รู้ตัวของประชาชนตาดำๆที่ถูกเดินเกมแลกผลประโยชน์


มติล่าสุดของกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องการให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้น เป็นเพียง “ฝันร้าย” ที่มิอาจเป็นไปได้ เมื่อ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ออกมาย้ำนักย้ำหนาชัดแจ้งแดงแจ๋ว่า ข้อเสนอของ 5 แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯครั้งล่าสุด ที่ต้องการให้ “ทหารออกมาใช้อำนาจ” นั่นเป็นเพียงฝันกลางวัน ฝันลมๆแล้งๆ เท่านั้น

ถึงแม้ว่า ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯจะใช้ถ้อยคำที่กำกวมว่า “ขอเรียกร้องให้ทหารทำหน้าที่ของตัวเองและทำตามคำสัตย์ปฏิญาณที่ให้ไว้ต่อธงชัยเฉลิมพลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”ซึ่งการกระทำของโฆษกกลุ่มพันธมิตรฯที่มีขึ้นทุกครั้ง แม้กระทั่งการยิ้ม ทางฝั่งโฆษกกองทัพบกก็มองเห็นถึงเหงือก ทะลุปรุโปร่งไปถึงลำไส้ใหญ่กันเลยทีเดียว

แม้ว่าโฆษกกลุ่มพันธมิตรฯจะใช้ถ้อยคำที่กำกวมเช่นไร ก็มิอาจรอดพ้นสายตาและความคิดของโฆษกกองทัพบกไปได้

การเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯครั้งนี้ทหารคงไม่หลงเชื่อเหมือนอย่างยุคของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่ตัดสินใจยึดอำนาจโดยกระบวนการรัฐประหาร เมื่อครั้งวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ดังเช่นแต่ก่อน

ซึ่งปัจจัยหลักที่กลุ่มพันธมิตรฯต้องการให้เกิดการยึดอำนาจโดยการรัฐประหารนั้นมีอะไรซ่อนเร้นอยู่เป็นแน่ เพราะการระดมพลของกลุ่มพันธมิตรฯ เพียงเพื่อปูทางและสร้างเงื่อนไขให้กับรัฐประหารเท่านั้น

เนื่องจากที่ผ่านมา “มหา 5 ขัน” จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ที่เคยพ่ายแพ้มาแล้ว แม้ว่าจะออกมาชี้ชัดว่า พลพรรค มีไม่เพียงพอ จึงทำให้พลาดพลั้ง ไม่ชนะอย่างที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามภายใต้ความสำเร็จของการอยู่รอด กลับต้องมาแลกด้วยอาการหืดขึ้นคอ เพราะวิ่งแก้เกมกันไม่ทัน เนื่องจากภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวที่อ่านทะลุ คือ ความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งอาจรวมไปถึงความ “ไม่กล้า” ออกมาทำรัฐประหาร

แต่อย่ามองข้าม เพราะคำพูดของ “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ. ที่บอกว่า กำลังหาช่องทางแก้วิกฤตการเมืองอยู่ ซึ่งนั่งอาจหมายถึงมีนัยยะสำคัญอยู่

แล้วความกระเหี้ยนกระหือรือ โหยหารัฐประหารของกลุ่มพันธมิตรฯจะเป็นจริงหรือไม่

แต่กลุ่มพันธมิตรฯอย่าเพิ่งเป็นกิ้งก่าได้ทองไป ถึง “ผบ.ทบ.” จะพูดมีนัยยะสำคัญ แต่หารู้ไหมว่าสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นและท่าทีสนับสนุนของประชาชนต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มผู้ไม่สนับสนุนพันธมิตร ปรากฏว่า ลดลงจากร้อยละ 47.7 และร้อยละ 42.9 ในการสำรวจช่วงหลังเกิดเหตุ 7 ตุลาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 26.3 และร้อยละ 29.6 ในการสำรวจครั้งล่าสุด แต่กลุ่มประชาชนส่วนมากกลับไปอยู่จุดยืนทางการเมืองจุดเดิม คือ ขออยู่ตรงกลางร้อยละ 44.1

นั่นหมายความว่า ประชาชนรู้ซึ้งในเรื่อง “ผิด ชอบ ชั่ว ดี” รู้ซึ้งว่าเข้าร่วมชุมนุมก็ไม่มีประโยชน์ มีแต่รั้งจะทำให้บ้านเมืองเสื่อมเสีย เหมือนดังเช่นคำพูดของ “ดิสธร วัชโรทัย” ที่ประกาศชัดเจนว่า เป็น “ตัวจริง-เสียงจริง” ที่รับพระราชกระแสมา ขอให้ทุกคนที่รักในหลวงอยู่บ้าน ไม่ต้องออกมาแสดงพลัง

ทั้งนี้คำพูดของ “ดิสธร วัชโรทัย” ยิ่งเป็นเหมือนการสาดเลือดเข้าตา “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่ยังออกมา ฉะ แฉ แม้จะไม่ระบุชื่อ แต่ก็เป็นการตอบโต้ ที่ไม่ยอมรับความจริงอย่างไรก็ดี เมื่อตรวจสอบท่าทีของ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ไม่ได้แสดงออกถึงความต้องการ “สันติ” อยู่แล้ว

ซึ่งจากที่ดูแล้ว อาการของสองฝ่าย ยิ่งพุ่งเข้าหา ความรุนแรงเปรียบเสมือน“กลิ่นเหม็นไหม้ เหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นล้วนมีแนวโน้มไปสู่สิ่งไม่ดี”เป็นคลื่นแทรกจาก “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ออกมาจี้ให้ สมชายวงศ์สวัสดิ์ ปรับครม.เป็น “รัฐบาลแห่งชาติ” ภายใน 2 วัน แต่แล้ว ไอเดียของ “บิ๊กจิ๋ว” ก็เป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง เพราะรัฐบาลแห่งชาติจากมือของ “สมชาย” ยากที่จะเกิดขึ้นได้นอกจากวนไปสู่การโหยหาการปฏิวัติ

กระนั้น “เสธ.อู้” พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช วิเคราะห์ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ยังคงไม่เกิดขึ้นในอีก 1- 2 เดือนข้างหน้า แต่อาจจะมีผลหลังจากการตัดสินคดียุบพรรค “หากจะเกิดความรุนแรงช่วงนี้จนถึงเดือนธันวาคมคงไม่มีอะไรและคงไม่เกิดก่อนงานพระราชพิธี อย่างแน่นอน”แต่ “เสธ.อู้” ก็ทิ้งปมเอาไว้ว่า ถ้าเกิดจลาจลถึงขั้นนองเลือด จำเป็นจริงๆทหารก็ต้องออกมา

กระนั้น สถานการณ์ในขณะนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสใดบ่งบอกว่าจะมีการปะทะและขัดแย้งเกิดขึ้นอีกระหว่างกองทัพกับรัฐบาล แม้ว่าจะมีความพยายามจากบางฝ่ายทำให้เกิดขึ้นและมีขึ้นก็ตาม

เป็นอันว่ารัฐบาลชุด “สมชาย 1” ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงน่าจะผ่านเดือนพฤศจิกายน 2551 ไปได้อีก 1 เดือน



‘พงษ์เทพ’ยันอังกฤษยังไม่ยกเลิกวีซ่า‘ทักษิณ-พจมาน’


โฆษกส่วนตัวอดีตนายกฯสวนข่าวลวง‘แก๊งนักเลงทำเนียบฯ’ ยันอังกฤษยังไม่ยกเลิกวีซ่าเข้าประเทศ เชื่อ‘ทักษิณ’ชี้แจงต่างชาติเข้าใจได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีความเป็นมาอย่างไร

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ กับสำนักข่าวประชาทรรศน์ เกี่ยวกับ อีเมล์ อ้างถึง นายแอนดี้ เกรย์ ผู้จัดการฝ่ายติดต่อกิจการตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานพรมแดนสหราชอาณาจักร สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพฯ ได้ส่งอีเมล์ถึงสายการบินที่เป็นสมาชิกคณะกรรมการดำเนินงานด้านธุรกิจการบิน (Airport Operations Committee: AOC) เพื่อแจ้งเตือนให้ทราบว่า สำนักงานพรมแดนฯ ได้ยกเลิกวีซ่าเข้าสหราชอาณาจักรที่ถือโดย บุคคลสัญชาติไทยดังนี้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร หนังสือเดินทางไทยหมายเลข D215863 และ คุณหญิง พจมาน ชินวัตร หนังสือเดินทางไทยหมายเลข D206635 เพราะวีซ่าที่ประทับในหนังสือเดินทางดังกล่าวไม่สามารถใช้ได้ต่อไป จึงขอแนะนำสายการบินทั้งหลายว่าอย่าได้นำผู้โดยสารทั้งสองคนเข้าสหราชอาณาจักร ว่า เรื่องดังกล่าวหากเป็นเรื่องจริงเชื่อว่าทางประทเศอังกฤษทำตามขั้นตอนของกฎหมายภายใน แต่เท่าที่ทราบจากเลขาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้รับเอกสารชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ และถ้าข้อมูลนี้ออกมาจากทางอังกฤษจริง ก็เป็นสิทธิของประเทศอังกฤษ ที่จะเพิกถอนวีซ่าดังกล่าว ซึ่งก็คงเป็นการทำตามขั้นตอน

“ส่วนตัวเชื่อว่า ท่านคงชี้แจงให้รัฐบาลอังกฤษเข้าใจได้ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่มีความเป็นมาอย่างไร เกิดจากอะไรบ้าง และสืบเนื่องมาอย่างไร ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วง”นายพงษ์เทพ กล่าว

ส่วนจะสามารถเดินทางกลับเข้าประเทศอังกฤษได้อีกหรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า เชื่อว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ จะชี้แจงให้ประเทศอังกฤษเข้าใจได้ ก็สามารถเดินทางกลับได้ แต่สุดท้ายอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับประเทศอังกฤษ พร้อมกันนี้ นายพงษ์เทพ กล่าวอีกว่า ไม่ได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ มานานแล้ว แต่ก็ขอขอบคุณประชาชนชาวไทยที่แสดงความเป็นห่วงต่อพ.ต.ท.ทักษิณ

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น BBC CNN AP AFP หรือ หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ mirror ของอังกฤษไม่มีการรายงานข่าวเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งที่สื่อดังกล่าวเกาะติดสถานการณ์การเมืองของประเทศไทย

ด้าน นายธานี ทองภักดี รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีการเพิกถอนวีซ่า แต่ก็ได้รับทราบจากข่าวแล้ว ทั้งนี้เห็นว่า ทางการอังกฤษ มีสิทธิ์ที่จะเพิกถอนวีซ่าเป็นรายบุคคล โดยไม่ต้องชี้แจงถึงเหตุผล

"พันธมารฯ"เตรียมตัว วิบากกรรมที่ก่อรอคืนสนอง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ยึดมั่นอุดมการณ์ต้านรัฐประหาร ระบอบเผด็จการทุกรูปแบบ ประจำวันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เอกฉัตร รายงานตัว รายงานข่าวตามปกติ เจตนารมณ์ไม่เปลี่ยนแปลง สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับปีศาจคาบไปป์ ด้วยเหตุผลเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาจากปากกระบอกปืน บอนไซระบบพรรคการเมืองไม่ให้มั่นคงแข็งแรง

00 เป็นไปตามความคาดหมายของโพลสำนักต่างๆ ยกเว้นหมอดูคนไทย ชื่ออะไรจำไม่ได้ ไปทำมาหากินอยู่ที่อเมริกา ทำนายและยืนยันกับ นายชิบ จิตนิยม นักข่าวช่อง 3 ว่าหาก นายบารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต ได้เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก จะใช้หัวเดินแทนเท้า คำทำนายขี้เท่อพอๆ กับโหร คมช. ในบ้านเรา แต่นั่นแหละ คิดอีกทีก็ไม่เคยเห็นหมอดูหมอเดาคนไหนเคยมีจิตสำนึกรับผิดชอบในคำทำนายให้คนหลงเชื่อแตกตื่น มีแต่จัดงานโน่นงานนี่ หลอกลวงประชาชนไปวันๆ

00 ติดตามข่าวการเลือกตั้งชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาด้วยตาร้อนผ่าว ในความเป็นอิสระทั้งการหาเสียงเลือกตั้งจนถึงวันลงคะแนน ไม่มีข้อห้ามหยุมหยิมสารพัดให้หงุดหงิดใจ ทั้งคนลงสมัครรับเลือกตั้งและคนหย่อนบัตรในคูหา คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง ออกจากบ้านไปคูหาเลือกตั้งมีสิทธิติดคุกได้ หากทำผิดกฎหมายหยุมหยิมที่พลั้งเผลอได้

00 ส่วนผู้สมัครหนักกว่าผู้หย่อนบัตร แม้ผลการเลือกตั้งคะแนนชนะท่วมท้น แต่ใช่ว่าจะเลี้ยงฉลองชัยได้ หากยังไม่ได้รับการรับรองจาก 5 ผู้ยิ่งใหญ่ที่เรียกกันว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งเห็นกันแล้วจากผลงานที่ผ่านมา ยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนกับการชี้ขาดเรื่องที่ร้องเรียนกัน ไม่รู้ดูจากพยานหลักฐานหรือชื่อพรรคที่ผู้สมัคร ส.ส. คนถูกร้องเรียนกล่าวหา ก่อนจะชักใบเหลืองใบแดงหรือใบขาว และยังตามไปประหารชีวิตให้ตายทั้งพรรค หากคนที่ได้ใบแดงเป็นกรรมการบริหารพรรค เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปีศาจคาบไปป์ระบุไว้ด้วยคำว่า “ให้ถือว่า” แค่นี้ก็ไม่มีสิทธิดิ้นหนีตาย วันนี้ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ขึ้นเขียงรอวันประหาร แล้วอย่างนี้ยังจะขืนใช้กันต่อไปอีกหรือรัฐธรรมนูญฉบับปีศาจคาบไปป์

00 เอกฉัตร เห็นอาการ ส.ส. ในซีกรัฐบาลวันนี้ ไม่รู้ผวากับคำขู่ หรือ ต้องมนต์โกเต๊กซ์ของโกตั๊บ ที่จะประกาศสงครามครั้งสุดท้ายขึ้นมา ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ยอมรับการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. จึงดูเหมือนว่าเกิดอาการฝ่อกันไปหมด ทำท่าเห็นคล้อยตามพวกปกป้องรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลที่เกิดจากการจินตนาการ ไม่อยากให้บ้านเมืองวิกฤติ เลือดจะนองแผ่นดิน เป็นข้ออ้างฟังแล้วดูดี แต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ

00 เชื่อเหอะน่า ไม่ว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ สงครามครั้งสุดท้ายของกลุ่มพันธมิตรพันธมารจะประกาศขึ้นอีกในไม่ช้า เพื่อระดมทุนระดมคนสู้กับพลังเสื้อแดง ที่ทำให้แกนนำตกใจปากกล้าขาสั่น เมื่อเห็นภาพเสื้อแดงเต็มสนามราชมังคลากีฬาสถาน หากใครไปร่วมงานจะรับรู้พลังเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่ออกมาชุมนุม เพราะอึดอัดสุดจะทนกับพฤติกรรมการชุมนุมยืดเยื้อ เพราะยื่นเงื่อนไขไม่สิ้นสุด ละเมิดกฎหมายเห็นตำตาทุกวี่ทุกวัน พลังเสื้อแดงที่แสดงกันในวันนั้น แกนนำเริ่มรู้ชะตากรรม ภูติผีปีศาจในทำเนียบรัฐบาลคงกระซิบบอกโกตั๊บในวันที่นั่งสมาธิเห็นผีเห็นเปรต แต่ถ้าภูติผีใจร้ายไม่กระซิบบอกล่วงหน้า เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก บอกใบ้ให้รับรู้แทบทุกวัน ทำให้ทำเนียบรัฐบาลมีสภาพไม่ต่างจากคุก เพราะหัวหน้าขบวนการเจ้าอาณาจักร เกิดอาการประสาทหลอน วิตกจริตคิดว่าจะมีคนบุกยึดทำเนียบคืน รอบๆ ทำเนียบรัฐบาลจึงเป็นพื้นที่หวงห้าม เป็นเขตปลดปล่อย ใครหลงเข้าไปมีสิทธิ์ตายและเจ็บตัว เหมือนประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม จะห้ามเครื่องบินต่างชาติบินล้ำน่านฟ้า บ้าไหมครับ หรือว่าบ้าไปแล้ว ซึ่งจะเป็นผลดีกับคดีที่ดำเนินการ คนวิกลจริตถูกดำเนินคดีไม่ได้

00 ก็น่า ประสาทหลอนวิตกจริตอยู่หรอก เมื่อแกนนำปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมเปิดศึกกับตำรวจ ใส่ร้ายป้ายสีกล่าวหา ตำรวจเป็นฆาตกรฆ่าประชาชน เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย คงรู้ตัวดีจากพฤติกรรมเหิมเกริมเพาะบ่มศัตรูรอบด้าน ด่าทุกคนด้วยคำหยาบคาย หากแสดงความคิดเห็นต่างจาก เจ้าของมนต์ดำโกเต๊กซ์ที่ชื่อโกตั๊บ หรือ แม้แต่แสดงความคิดเห็นต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ ที่คนส่วนใหญ่ต้องการจะเห็น ก็ถูกด่าไม่ยั้งปากจากขุนศึกหน้าไมค์ จึงต้องขอกำลังสารวัตรทหารมาช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับเขตปลดปล่อย

00 เอกฉัตร ฟังมา ตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรพันธมารร่วมชุมนุมกันตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ห้วงเวลานี้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสบายใจที่สุด แม้จะถูกป้ายร้ายกล่าวหาฆ่าประชาชน ซึ่งเมื่อความจริงปรากฏออกมา เริ่มจะเห็นกันแล้ว ใครบงการให้ประชาชนไปตาย การปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยไม่ต้องไปอารักขาให้ความปลอดภัยกับผู้ชุมนุม ทำให้ตำรวจพ้นข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เห็นผู้กระทำผิดกฎหมายตำตาแล้วไม่ดำเนินการจับกุม แถมยังมาคุ้มครองรักษาความปลอดภัยให้อีกต่างหาก ใครร้องทุกข์กล่าวโทษขึ้นมา โดนดำเนินคดีกันระนาว เวรกรรมจึงตกไปที่บรรดาสารวัตรทหารที่มาทำหน้าที่แทนตำรวจ แม้จะพ้นข้อกล่าวหาทางคดี แต่ทำหน้าที่ด้วยความอึดอัด ไม่ต่างกับคุ้มครองโจร

00 ตีตนไปก่อนไข้ ก่อนงานครอบครัวความจริงวันนี้ สัญจร ครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้น ไม่รู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะพูดอะไรในการโฟนอินเข้ามาพูดคุยกับประชาชนคนเสื้อแเดง พอได้ฟังกันเต็มๆ ก็ตั้งวงวิเคราะห์จินตนาการอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร คำพูดเข้าข่ายหมิ่นสถาบันหรือไม่ นักกฎหมายต้องแปลความกันทีละพยางค์ ทีละประโยค จนวันวานตำรวจสันติบาลมีหน้าที่โดยตรง สรุปผลออกมาแล้ว คำพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่เข้าข่ายหมิ่นสถาบัน ฝ่ายที่จงเกลียดจงชังก็ต้องเปิดตำรากันใหม่เพื่อหาความผิดให้ได้

00 ส่วน ผู้นำเหล่าทัพที่สุมเศียรกันเพื่อวิเคราะห์คำพูดที่อดีตนายกฯ ทักษิณ โฟนอินคุยกับแฟนคลับในทันทีทันใดแค่ข้ามคืน จิตสำนึกตื่นตัวกับงานในหน้าที่ น่าจะเกิดขึ้นกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เคยสุมเศียรคุยกันจริงจังบ้างหรือยัง จะแก้ปัญหากันอย่างไรให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มกับงบประมาณที่ทุ่มลงไป ชะเอย



พรรคประชาธิปัตย์ ต้นตอ “ความวุ่นวาย” ?!!


คอลัมน์ : มารศาสนา

โดย สอาด จันทร์ดี


ความวุ่นวายทางการเมืองของประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเป็นต้นตอทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา โดยเริ่มมาจากคำพูดเพียงประโยคเดียว “ระบอบทักษิณ” หลังจากนั้น คำพูดประโยคนี้ได้ขยายความหมายที่น่าสะพรึงกลัว หาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นประธานาธิบดี?!

จากคำพูดประโยคนี้ ได้กลายเป็นอสรพิษพ่นใส่คนไทย ทำให้สังคมไทยที่กำลังจะก้าวหน้า พลันถอยหลังพังครืน การเมืองล้มระเนระนาด กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย นักการเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นคน “มีสภาพกลายเป็นควาย” อย่างไม่น่าเชื่อ พวกควายพวกนั้นไล่ฆ่าคนไทยด้วยกันเหมือนหมูเหมือนหมา หาความยุติธรรมไม่ได้

ใครเป็นคนทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน
ตอบได้เลย...หนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์!
สอง...พันธมิตรฯ และสันติอโศก!!

ทั้ง 2 กลุ่มนี้ ร่วมกันห้ำหั่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนลืมความถูกต้อง ลืมความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย กล่าวคือ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเรียกร้องให้พันธมิตรฯ ถอนตัวออกมาจากทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยเอ่ยปากห้ามปรามว่าอย่าบุกรัฐสภา

พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำหน้าที่ปกป้อง
ตรงกันข้าม มีแต่ก่นด่ารัฐบาล
ด่าแล้วด่าอีก ไม่รู้จะด่าไปถึงไหน?

ผมขอเขียนถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคประชาธิปัตย์คือเจ้าของ “ต้นตอ” ความวุ่นวาย ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร รู้แต่ว่าประเทศไทยนับวันแต่จะจมดิ่งลงสู่ความหายนะ

ความหายนะที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ได้แก่ พวกพันธมิตรฯ และสันติอโศก ประกาศกึกก้องว่าพวกเขาทำไปเพื่อการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นการอ้างเอาสถาบันเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือในการชักจูงให้คนไทยที่เต็มไปด้วยความจงรักภักดี หลงเข้าใจผิดคิดว่าสถาบันจะไม่ปลอดภัย ก็จะพากันเห็น “พวกเสื้อแดง” เป็นศัตรู ประหนึ่งมิใช่คนไทยด้วยกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น มาจากต้นตอพรรค “ปชป.”!

ผมนั่งสยองใจอยู่คนเดียว ไม่เชื่อว่า “ประชาชนที่รักทักษิณ จะแห่ทำลายสถาบันได้” ทั้งนี้ เนื่องจากพวกเขาก็รักพระเจ้าแผ่นดินประหนึ่งชีวิตของตนเองเหมือนกัน แล้วเหตุไฉน คนเหล่านั้นจึงจะกลายเป็นภัยต่อสถาบัน
ในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ไม่เคยมีพสกนิกรชาวบ้านกลุ่มใดยึดพระราชอำนาจได้ ต่อให้พสกนิกรรวมกันเป็นล้านๆ ก็ไม่อาจทำได้!

คนที่จะทำได้ ได้แก่ พวกอำมาตย์ที่มีกองกำลังอยู่ในมือ เช่น นายทหารใหญ่ แม่ทัพใหญ่ หากคิดไม่ซื่อขึ้นมาเมื่อใด ก็จะสามารถทำการปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองได้ทันที คนพวกนี้ต่างหากที่น่ากลัวมากที่สุด
ดังนั้น ในการเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพ “ท่านแม่ทัพทั้งหลาย” ต้องสาบานตนว่าจะมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เสมอด้วยชีวิต

ดังนั้น...ในแง่ของทฤษฎีแห่งความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ประชาชนคือผู้ที่ ไม่มีพิษ ไม่มีภัย ไม่มีอะไรที่จะต้องหวาดกลัวเลย

คนที่มีอำนาจสั่งกองทัพได้ต่างหาก น่ากลัว?!!

เรื่องที่น่ากลัวในวันนี้มิใช่เรื่องมือที่มองไม่เห็น ความจริงเราเห็นมือและใบหน้าอย่างชัดเจน เช่น มือของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มือของ นายชวน หลีกภัย และมือของพวก 9 แกนนำพันธมิตรฯ นอกจากมือดังว่า ยังมองเห็นใบหน้าอย่างเต็มตาอีกด้วย

พรรคประชาธิปัตย์บอกให้พันธมิตรฯ ออกไปจากทำเนียบสิครับ บอกให้หยุดการกระทำ อันบ้าบิ่นหมิ่นเหม่ที่จะทำให้คนไทยฆ่ากันเอง ขอให้พรรคประชาธิปัตย์บอกกับพวกพันธมิตรฯ อย่าเรียกร้องประชาชนให้ออกมาปกป้องสถาบันกษัตริย์

สถาบันกษัตริย์ไม่มั่นคงตรงไหน?
จึงกู่หาประชาชนให้ออกมาปกป้อง

ผมเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ ตกต่ำย่ำแย่ ไม่มีมาตรฐานของพรรคการเมืองเก่าแก่หลงเหลืออยู่เลย มันย่ำแย่เสียกระบวน จนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นพรรคที่ดีต่อไปได้

ใช่...ผมไม่เถียง พรรคประชาธิปัตย์ยังมีแฟนไม่ใช่น้อย ดังจะเห็นได้จากชัยชนะของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. และการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. อีกคนก็ชนะ นี่ย่อมหมายถึงคะแนนนิยม

แต่คะแนนนิยมที่นั่งทับความหายนะเลวทราม นั่งทับความอยุติธรรม ผมรับไม่ได้ ผมอยากบอกกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า ผมเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ปรุงอาหารถูกปลด เป็นกบฏถูกปล่อย”
“ยึดทำเนียบไม่มีความผิด” พิลึก?
“พันธมิตรฯ แทงตำรวจไม่มีโทษ” ได้ไง!

ขอถามหน่อย...พรรคประชาธิปัตย์คิดยังไง จึงหนุนพันธมิตรฯ สุดตัว หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นลูกกระจ๊อกของพันธมิตรฯ เขายึดทำเนียบร้ายแรงเพียงนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่เคยตำหนิพันธมิตรฯ เลย...! กลัวพันธมิตรฯ มากใช่ไหมครับ?!

ปชป. รู้ตัวไหมว่า ตัวเองเป็นต้นตอความวุ่นวาย!


‘พันธมาร’สันหลังหวะ! ไม่เปิดรังโจร-ขวางทางเสด็จฯ


‘จำลอง’ ยันไม่เปิดถ.ราชดำเนิน ระบุเกรงคนเข้ามาทำร้าย ย้ายยางรถ-ลวดหนามลำบาก อ้างตร.เตรียมหาเส้นทางอื่น ด้าน ผบก.จร.ยันยังไม่เปลี่ยนเส้นทาง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวถึงมติแกนนำพันธมิตรฯ ว่าจะไม่เปิดเส้นทางการจราจร ถนนราชดำเนินบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ที่ตามกำหนดจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 14-19 พ.ย.นี้ ว่า เนื่องจากที่ผ่านมา มีการจ้องทำร้ายผู้ชุมนุม มีการปาระเบิดเข้ามาบริเวณผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บหลายราย และได้มีการประสานกับตำรวจแล้ว หากเปิดเส้นทางดังกล่าว กังวลว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัย และตำรวจยังแจ้งให้ทราบว่า ได้เตรียมเส้นทางเสด็จฯ เส้นทางอื่นไว้แล้ว

ส่วนการจัดสานเสวนา เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติความขัดแย้ง เพื่อยุติความรุนแรง พล.ต.จำลอง กล่าวว่า หากมีการเปิดให้พูดคุยกันหลายๆ ฝ่าย พันธมิตรฯ คงไม่ร่วมด้วย แต่หากเป็นการเจรจาระหว่างพันธมิตรฯ กับรัฐบาล ที่เป็นคู่กรณี ก็พร้อมเจรจา

ก่อนหน้านี้ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม หัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่สามารถเปิดเส้นทางการจราจร เพื่อความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม ประกอบกับมีล้อยาง รถเมล์เก่า และรั้วลวดหนามที่พันธมิตรฯ ใช้ปิดขวางถนนอยู่จำนวนมาก ยากต่อการเคลื่อนย้าย ซึ่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะประสานไปยังสำนักพระราชวัง เพื่อให้พิจารณาปรับเปลี่ยน หรือออกหมายกำหนดการเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินใหม่ เพื่อให้เกิดความสะดวก ปลอดภัย และสมพระเกียรติต่อไป

ตร.ย้ำไม่เปลี่ยน‘เส้นทางเสด็จฯ’

ตำรวจระบุยังไม่เปลี่ยนเส้นทางเสด็จฯ ต้องรอคำตอบสำนักพระราชวัง ขณะที่พันธมารกร้าว! ไม่ยอมเปิดรังโจรให้งานพระราชพิธี เย้ยกฎหมายเป็นแค่ "เสือกระดาษ" ชี้ต้องปิดจราจร 16 เส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่ 14 พ.ย.นี้ แม้จะมีการประชุมร่วมหลายฝ่าย ระบุให้เลี่ยง "ถนนราชดำเนิน" แต่ "ม็อบถ่อย" ยังขัดขวาง!

พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ตันศรีสกุล ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยังไม่ยอมเปิดถนนราชดำเนินบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ที่ตามกำหนดจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันที่ 15 พ.ย.นี้ ว่า การเปลี่ยนเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินนั้น จะต้องรอความชัดเจนจากสำนักพระราชวัง อย่างไรก็ตาม ณวันนี้ ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ ตำรวจเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้เปิดเส้นทางต่อเนื่องทุกวัน

ทั้งนี้ ตำรวจในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องรอคำตอบจากทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ และสำนักพระราชวัง ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามเส้นทางการจราจรและเส้นทางรับเสด็จฯระหว่างพระราชพิธีได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของตำรวจจราจร 1197

พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ระบุว่า ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จะมีการปิดการจราจรในถนน 16 สาย รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่เวลา18.00 น. ของวันที่ 14 พ.ย.เป็นต้นไป

บึ้มขู่‘พันธมาร’-เสียงปืนปริศนา

เมื่อกลางดึกวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมาเกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้ง บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์และบริเวณถนนเลียบคลองผดุงกรุงเกษมในเวลาไล่เลี่ยกันจากคำบอกเล่าของการ์ดพันธมิตรฯระบุว่าขณะเกิดเหตุระเบิด พบกลุ่มควันสีขาวขนาดใหญ่และเสียงดังทั่วบริเวณ หลังจากนั้นการ์ดได้เข้าตรวจสอบพื้นที่ แต่ไม่พบความเสียหายหรือเศษสะเก็ดระเบิดแต่อย่างใดทั้งนี้เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีและต้องการสร้างสถานการณ์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังเกิดเสียงระเบิดปริศนา ตามด้วยเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดบริเวณถนนข้างสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ติดกับโรงเรียนเบญจมบพิตรด้วย จากนั้นเกิดเหตุเสียงปืนดังขึ้น 2-3 นัด บริเวณฝั่งตรงข้ามกับสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งใกล้กับจุดเกิดเหตุเดิม ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า หลังเกิดเหตุเห็นชายต้องสงสัยวิ่งหนีขึ้นรถจักรยานยนต์ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนหลบหนีไปการ์ดพันธมารโคตรใหญ่!

ปิดทางตร.สอบจุดบึ้ม

ด้าน พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต เปิดเผยถึงเหตุระเบิดดังขึ้น 2 จุด บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้าตึกอาชีวะ กระทรวงศึกษาธิการ และ ถ.เลียบคลองผดุงฯด้านข้างรั้วกระทรวงศึกษาฯเมื่อเวลาประมาณ 01.00 น.ที่ผ่านมา เกิด ในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ยอมรับ เหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ได้เข้าไปตรวจจุดเกิดเหตุ เนื่องจาก กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยอม และได้รับการยืนยันจากการ์ดพันธมิตรฯ ว่า เป็นเพียงเสียงประทัดยักษ์เท่านั้น หลังเกิดเหตุก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.สมชาย กล่าวอีกด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดจากฝ่ายตรงข้ามของกลุ่มพันธมิตรฯ เข้ามาก่อความวุ่นวายหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจาก การ์ดพันธมิตรฯไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆ เพียงแต่ระบุว่า ไม่เห็นผู้ก่อเหตุ

'ณัฐวุฒิ'ถามปชป.กล้าพอหรือยังบอกพธม.ทำผิดกฎหมาย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ยืนยันไม่เปิดเส้นทางเสด็จ ในวันพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า รัฐบาลพยายามทำดีที่สุดเพื่อจะได้จัดงานให้สมพระเกียรติ ให้สมกับคนไทยรอ ส่วนมาตรการในการดำเนินการกับพันธมิตร ขึ้นอยู่กับตำรวจว่าจะทำอย่างไร แต่เชื่อว่าตำรวจมีมาตรการจัดการอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า ตนอยากถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า กล้าพอที่จะพูดได้หรือยังว่าพันธมิตรทำผิดกฎหมาย และกล้าพอที่จะบอกให้พันธมิตรออกจากทำเนียบหรือยัง มีแต่เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก


อนาถ!ตุลาเทียมขายตัวเผด็จการ (รายปักษ์) (ฉ.2)

เช้าวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่บริเวณอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 2516 ถนนราชดำเนินกลาง มีประชาชนและนักศึกษา ตลอดจนนักสู้เพื่อประชาธิปไตยจากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ต่างเดินทางมาร่วมงานรำลึกถึงการจากไปของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจำนวนมาก

แห่ร่วมรำลึกวีรชน 14 ตุลาคับคั่ง
โดยตั้งแต่เวลา 07.00 น. ได้มีพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 35 รูป รวมถึงการวางพวงมาลาของตัวแทนองค์กรประชาธิปไตย และการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

หลังจากนั้นในเวลาประมาณ 09.00 น. ได้มีพิธีกล่าวสดุดีวีรชน จากตัวแทนฝ่ายต่างๆ เช่น นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส. สัดส่วนและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. นายสามารถ แก้วมีชัย ตัวแทนประธานสภา นายนิคม ไวรัชพานิช ตัวแทนประธานวุฒิสภา และตัวแทนญาติวีรชน ตัวแทนนิสิตนักศึกษา ร่วมกล่าวสดุดี

ขณะเดียวกันก็ได้มีการแสดงความคิดความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน และการมองในเชิงเปรียบเทียบกับเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา

อยากให้แก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิ 14 ตุลา กล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 คล้ายสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันตรงที่ประชาชนตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย แต่ 14 ตุลา มีความชัดเจนว่า ประชาชนต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหารที่มีการสืบทอดอำนาจมาหลังเปลี่ยนการปกครอง ขณะที่ปัจจุบันเป็นการต่อสู้เชิงความคิดและนามธรรม ซึ่งทางออกที่จะทำให้สังคมไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อเหมือน 14 ตุลา คือ ทุกฝ่ายต้องยึดแนวทางสันติวิธี

เช่นเดียวกับญาติผู้เสียชีวิต และวีรชน 14 ตุลา ที่อยากให้คนไทยมีสติ ใช้สันติวิธีแก้ปัญหา จะได้ไม่เกิดความสูญเสียเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม

การต่อสู้กับเผด็จการเปลี่ยนไป
นายปทุม เกิดศรี วีรชนประชาธิปไตยที่ร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลา และได้รับบาดเจ็บเป็นอัมพาตช่วงล่าง เปรียบเทียบการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2516 กับการชุมนุมทางการเมืองขณะนี้ ว่ามีความแตกต่างกัน จุดมุ่งหมายของประชาชนเดือนตุลา นั้น เป็นการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ แต่ปัจจุบันมีความแตกต่างทางความคิดของคนในสังคมเกี่ยวกับวิถีทางประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับ นางสมสุข กรมศรีประเทศ ที่สูญเสียลูกชายในเหตุการณ์ 14 ตุลา และนางกิมเตีย ฤทธิวานิช ที่สูญเสียสามีในเหตุการณ์เดียวกัน โดยทั้งสองระบุว่า เป้าหมายในการเรียกร้องทางการเมืองของวีรชนประชาธิปไตย กับปัจจุบันนั้นไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกฝ่ายยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก

คว้ารองเท้าปรี่ตบหล่อเล็ก-หล่อใหญ่
ด้านนายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทย และส่งผลต่อการเมืองการปกครองไทยที่มีการปรับรูปแบบไปสู่ประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันเกิดความแตกต่างทางความคิด ขอให้ทุกฝ่าย ยึดความสามัคคีและรู้จักการให้อภัยตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา ผ่านมาแล้ว 35 ปี แต่สังคมไทยยังมีความอยุติธรรมอยู่ในระบบการเมือง ดังนั้นเจตนารมณ์วีรชน 14 ตุลา จะต้องได้รับการสานต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเวลาประมาณ 9.30 น. ขณะที่พิธีกรดำเนินรายการ ได้มีหญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นญาติวีรชน และมาร่วมงานเป็นประจำทุกปี เกิดโทสะได้ถอดรองเท้าและเดินปรี่เข้าไปหานายอภิรักษ์ และนายอภิสิทธิ์ ที่นั่งอยู่ใกล้กัน พร้อมกับชี้หน้านายอภิรักษ์ ว่าไม่ยอมอำนวยความสะดวกในการใช้รถสุขาให้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่กลับช่วยกลุ่มพันธมิตรฯ มากกว่า แต่สุดท้ายหญิงคนดังกล่าวได้ถูก รปภ.กันตัวออกไป โดยมีนางสุนีย์ ไชยรส มาคอยกันไว้

ผ่านมา 35 ปี กลับถูกฉุดให้ถอยกลัง
ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ซึ่งไม่ได้ไปร่วมงานระบุว่าผู้จัดงานในปีนี้ เป็นผู้ที่ไม่ได้เชื่อถือหรือยึดมั่นในเจตนารมณ์ของ 14 ตุลา อยู่แล้ว การไปร่วมงานกับผู้ที่มีความเห็นตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์ของ 14 ตุลา นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้ว ยังจะเป็นการสร้างความสับสนให้กับสังคม ทั้งนี้เหตุการณ์นี้ผ่านมาถึง 35 ปีแล้ว แต่พบว่าเจตนารมณ์ยังไม่ปรากฏขึ้นจริง เพราะบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย และมีแนวโน้มที่จะถูกผลักดันให้ล้าหลังไปอีกมาก จนย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ.2475 เสียอีก

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า เมื่อเกิดการต่อสู้ในวันที่ 14 ต.ค.2516 คือการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เคลื่อนไหวให้เศรษฐกิจพัฒนามากขึ้น แต่ขณะนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เผด็จการ มีแนวคิดตรงข้ามการเคลื่อนไหว 14 ต.ค.ชัดเจน เพราะมีแนวทางแบบอนาธิปไตยและคณาธิปไตย คือไม่มีความเคารพในกติกาทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป ทำให้รัฐบาลใดๆไม่สามารถบริหารประเทศได้ คนไม่กี่คนสามารถกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ชี้นำให้คนในสังคมต้องทำตาม และมีการใช้กำลังและมีอาวุธเข้าล้มล้างรัฐบาล ขัดขวางการทำงานของรัฐบาล และรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง มีการสร้างเงื่อนไข ที่จะทำให้เกิดความรุนแรง และใช้สถานการณ์เป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญ

“จาตุรนต์”ปลุกต่านรัฐประหาร
นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯมีข้อเสนอการเมืองใหม่ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นแนวทางที่ล้าหลังอย่างยิ่ง ไม่เคารพเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพ ดูถูกประชาชน โดยเรื่องการเมืองใหม่ ไม่มีทางปรากฏขึ้นได้ ยกเว้นจะเกิดการรัฐประหารขึ้นก่อน เพราะฉะนั้นพันธมิตรฯจึงสร้างเงื่อนไข ที่จะให้เกิดความรุนแรง เพื่อนำไปสู่การรัฐประหาร แต่มีคนอ้างว่าเป็นกลาง แสดงความเห็นว่าถ้านองเลือด ต้องมีนายกฯคนกลาง ซึ่งหมายถึงรัฐบาลนี้ต้องออกไป และฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นการเคลื่อนไหวอย่างล้าหลัง และคนในสังคมวิตกว่า วิกฤติที่เกิดจากการยึดทำเนียบฯ การบุกปิดรัฐสภา การจะไปล้มสถานที่ราชการ ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความรุนแรง และเป็นวิกฤติที่ให้กลไกตามระบอบประชาธิปไตยทไงานไม่ได้

นายจาตุรนต์ ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายออกมาต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เพราะจะทำให้ประเทศอ่อนแอ ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ไข เพราะฉะนั้นการตั้งส.ส.ร.3 ควนเดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ต้องสร้างรัฐบาลและสภาให้เข้มแข็ง แต่ตตรวจสอบได้ และอำนาจตุลากร ควรเชื่อมโยงกับประชาชนให้มากขึ้น และตรวจสอบได้โดยประชาชน ลดบทบาทการของอำนาจตุลาการ เพราะตุลาการเข้ามาจัดการกับการเมืองมาก ทั้งที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่เข้ามาตัดสินฝ่ายบริหาร

“อดิศร”จวกคนเดือนตุลาลืมกำพืด
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และอดีตนักศึกษาในยุคเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ช่วงปี 2516-2519 กล่าวถึงคนเดือนตุลาว่า วันนี้ทำให้ตนได้ทราบความจริงว่าคนเดือนตุลาคมบางคนเป็นอย่างไร ถือว่าเข้ากับสุภาษิตที่ระบุว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ตอนนี้ชัดเจนแล้ว เพราะหลังจากเหตุการณ์ 19 กันยา ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหาร แต่กลับมีคนเดือนตุลาไปเห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งผิดจากอุดมการณ์เดิมที่ต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตย

นายอดิศร กล่าวว่า คนเดือนตุลาที่ไปรวมหัวกันต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นถือว่าน่าเกลียด และสมเพชเวทนามาก คนเหล่านี้อยากมีอำนาจอยากมีตำแหน่ง แต่ไม่อยากเลือกตั้ง ดังนั้นจึงไปแฝงตัวอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ เพื่อทำให้ตัวเองมีราคาและมีอำนาจโดยอาศัยรัฐธรรมนูญทหารเป็นเกาะกำบังไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งที่ตนเองต้องการ

“ผมอยากบอกพี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์ในอดีตที่กล่าวถึงคนเดือนตุลานั้นมีเพียงวันเดียวคือ 14 ตุลา ส่วนวันอื่นๆ ถือว่าลอกเลียนแบบหมด ไม่ใช่ของแท้ เพราะคนเดือนตุลาของแท้ต้องสู้กับเผด็จการ คนเดือนตุลาไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจทหาร ไม่เสียศักดิ์ศรีไปก้มหัวให้ทหาร ดังนั้นพวกที่ทำตัวเท่ห์ที่ชอบอ้างว่าเป็นคนเดือนตุลาจึงไม่ใช่ตัวจริง”

ทั้งนี้ ในอดีตคนเดือนตุลาต้องสู้กับเผด็จการโดยใช้มือปล่าวสู้กับทหาร ต่อมาประชาชนได้รับชัยชนะ จึงทำให้เกิดสัญลักษณ์ที่คนรุ่นหลังจดจำได้ดีคือประชาธิปไตย ซึ่งตนรู้สึกว่ายิ่งนานวันเท่าไหร่ก็ทำให้อุดมการณ์ของคนเดือนตุลาเปลี่ยนไป ดังนั้นตนจึงอยากฝากไปถึงคนเดือนตุลาที่ลืมกำพืดตนเองว่าขอให้ไปกราบวิญญาณวีรชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาด้วย

“หมอเหวง” อัดพวกทรยศวีรชน
นายแพทย์เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ กล่าวว่า จิตวิญญาณที่แท้จริงของคนเดือนตุลาคือโค่นล้มเผด็จการ เชิดชูการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคนเดือนตุลาได้ยึดถือปฏิบัติมาตลอด 35 ปี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะหลังกลับมีคนเดือนตุลาจำนวนหนึ่งทรยศหักหลังทำลายเจตจำนงค์เดิมของวีรชนคนกล้าที่ยอมตายเพื่อปกปักษ์รักษาประชาธิปไตย พวกเขาเหล่านี้ยอมตายเพื่อประเทศชาติ แต่อีก 35 ปีต่อมาปรากฏว่าคนเดือนตุลาทรยศหักหลังพวกเขาถือเป็นความเจ็บปวดและเป็นวิกฤติครั้งร้ายแรงสำหรับกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยในไทย

นายแพทย์เหวง กล่าวด้วยว่า ตอนนี้มีพวกที่ชอบโฆษณาโอ้อวดตัวเองว่าเป็นคนเดือนตุลา โดยสร้างภาพตนเองว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่กลับไปยืนอยู่ในม็อบพันธมิตรฯ ที่ประกาศล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยการสร้างการเมืองใหม่ที่ สส.มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่น่าประณามและเหยียดหยามอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นการทำลายอุดมการณ์ดั้งเดิมและบิดเบือนเจตนารมย์ของวีรชนอย่างน่าละอาย

“ผมขอเตือนคนเดือนตุลาบางคนว่าอย่าเหยียบซากศพวีรชนเพื่อไปสนองตัณหาตัวเอง เพียงเพราะอยากมีชื่อเสียง หรือเพียงเพื่ออยากมีอำนาจอยากมีราคาจึงไปร่วมเวทีพันธมิตรฯ วันนี้พวกคุณกลับเนื้อกลับตัวมายืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยยังทัน ประชาชนคงจะให้อภัย”

อย่าเอา7ตุลาเทียบประวัติศาสตร์
ด้านนายสันติสุข โสภณศิริ กรรมการจัดงานฝ่ายพิธีกรรมและผู้ร่วมเหตุการณ์ 14 ตุลาคม กล่าวภายหลังพิธีรำลึก 14 ตุลาว่า บรรยากาศเป็นเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา เท่าที่ทราบหรือได้รับจดหมายเชิญงาน 14 ตุลาคือชัยชนะร่วมกันของผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ปกติจะเชิญนายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายรัฐบาลที่มาจาการการเลือกตั้ง ผู้นำฝ่ายค้าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ญาติของเหล่าวีรชน และประชาชนทั่วไป

แม้ครั้งนี้นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้เดินทางมาร่วมพิธี แต่มีตัวแทนมา รองประธานสภาคนที่ 1 ผู้นำฝ่ายค้าน และส.ส.อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย ผู้คนมากันครบถ้วนและหนาแน่นพอสมควร

นายสันติสุขกล่าวต่อไปว่า นับมาถึงวันนี้ 35 ปีแล้วจากเหตุการณ์ 14 ตุลา บ้านเมืองยังเป็นอยู่ในแง่บรรยากาศที่ไม่แย่ไปจากเดิมก่อนช่วงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 โดยตอนนั้นเหล่าประชาชนขยับอะไรไม่ได้เลย ทหารที่เข้ามาดูแลบ้านเมืองช่วงนั้นต้องบอกว่าเป็นทรราช เพราะถ้าไม่ใช่ทรราช ประชาชนก็คงไม่ลุกฮือขึ้นมาเช่นนี้

หากเทียบกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองตอนนี้ ในแง่ของปริมาณการเคลื่อนตัวบนท้องถนนถือว่ายิ่งใหญ่สุดๆ เนื่องจากต้องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และขณะนั้นก็ยังไม่มีรัฐธรรมนูญด้วย เทียบไม่ได้กับเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาเลย

คนตุลาต้องอยู่ข้างปชต.-ไม่ขายตัว

กรณีสังคมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์คนเดือนตุลาว่าเป็นตุลาเทียม มีบางคนที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กลับเปลี่ยนไปยืนอยู่ข้างเผด็จการในวันนี้นั้น นายสันติสุข กล่าวว่าตนเคารพทุกฝ่าย เมื่อก่อนทุกคนต่อต้านเผด็จการทหารซึ่งเป็นทรราช แต่ยุคปัจจุบันคนเดือนตุลาแยกออกเป็น 2 พวก คือคนที่เป็นเดือนตุลาแท้ๆ และยังยึดมั่นยืนยันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าอย่างไรก็จะเลือกยืนอยู่ข้างรัฐบาลที่มาด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่พบว่ามีคนเดือนตุลากลุ่มหนึ่งปกป้องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อครั้งปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าอาจจะมีการได้รับตำแหน่งหรือของกำนัลอะไรก็แล้วแต่เป็นการตอบแทน แต่ตนเองยังคงเป็นคนเดือนตุลาที่ไม่ขายตัว และไม่ถูกซื้อโดยคมช.

ต้องการฝากไปถึงยังคนเดืนอตุลาว่า ไม่ควรให้ทหารเข้ามามีอำนาจอีก แต่สนับสนุนโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจเป็นของประชาชน และได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 100% แม้ไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ไม่มีประเทศไหนที่ปกครองระบอบประชาธิปไตยแล้วไม่มีการเลือกตั้งรัฐบาล 100%

แก๊สน้ำตาปราบม็อบที่แท้...”จิ๋ว”ซื้อในรัฐบาล “ชวน” (รายปักษ์) (ฉ.2)

17 ตุลาคม 2551
ประเด็นปัญหาที่ยังต่เนื่องกับเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 นอกไปจากความพยายามที่จะกล่าวหาตำรวจแล้ว ก็ยุงมีเรื่องของแกสน้ำตา ที่ฝ่ายพันธมิตรฯ อ้างว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คนแขน-ขาขาด

นายณัฐวุฒิ ได้ตั้งคำถามถึงเรื่องดังกล่าวว่าคำเมื่อรัฐบาลได้แสดงความรับผิดชอบเบื้องต้นโดยการตั้งกรรมการอิสระ 2 ชุดนี้ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว วันนี้ในสังคมเราต้องคุยกันด้วยไหมว่า สำหรับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกปลุกกระแสความวุ่นวายให้เกิดขึ้น จนทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตาย และการใช้อาวุธปืน มีด หรือแม้กระทั้งขับรถยนต์ไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมีหลักฐานเด่นชัด แล้วแกนนำจะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วยหรือไม่ อย่างไร

พันธมิตรฯ เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง หรือว่าการดาวกระจายเพื่อไปปิดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คือการแสดงความรับผิดชอบอย่างนั้นหรือ ถ้าเป็นแบบนี้คิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองมันไม่จบแน่ เพราะว่ามันมีการพูดข้อมูลเพียงด้านเดียว เหมือนกับคนบางพวกพยายามทำลืมว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เป็นฝีมือของแกนนำพันธมิตรฯ

นายวีระ เสริมว่ายอมไม่ได้เด็ดขาดที่มีจะความพยายามทำเป็นลืม แล้วมานำตัดสิน ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุการณ์มันต่อเนื่องมาตลอด

นายจตุพร มองว่าพันธมิตรฯต้องตอบคำถามด้วยอีกว่า รถที่บรรทุกระเบิดมานั้น เอามาทำไม มีเป้าหมายอย่างไร จึงต้องเป็นความจริงให้มันกระจ่าง

นายวีระ ยังย้ำว่าที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ อย่ามั่วเหตุการณ์แล้วมาสรุป อย่ามาพูดเอาง่าย ๆ ว่าตำรวจ เป็นผู้สั่งฆ่าประชาชน หรือว่ารัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ต้องย้อนกลับดูด้วยว่าผู้ที่เสียชีวิตนั้น เสียชีวิตมาจากที่ไหนและเมื่อไร อย่าลืมว่าการสลายม็อบเกิดขึ้นตอนเวลา 6-7 โมงเช้า

แต่ว่าน้องโบว์ ที่เสียชีวิตนั้นอยู่ในเหตุการณ์ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการสลายม็อบหน้ารัฐสภา ดังนั้น 2 ชีวิตที่สูญเสียอย่ามั่วมาพูดว่าเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไปปิดล้อมรัฐสภา แล้วโดนตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ และเสียชีวิต โปรดอย่ามั่วแบบนั้น

มันเกิดขึ้นคนละที่ และต้องไปหาสาเหตุที่แท้จริงทางนิติวิทยาศาสตร์ โปรดเข้าใจให้ตรงเสียก่อน
อยากขอฝากแสดงความคิดเห็นตรงส่วนนี้ด้วย

อย่าลืม!พวกล้อมสภาก็คือกบฎ
อีกอย่างที่ลืมไม่ได้โดยเด็ดขาดก็คือว่า ทั้ง 2 กรณี ซึ่งต่อเนื่องกันห้ามแยกจากกัน นั้นคือการยึดทำเนียบฯ มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าเป็นกบฏ เพราะการยึดทำเนียบฯ ถือเป็นการขัดขวางการบริหารประเทศ โดยใช้กำลังหวังประทุษร้าย และประกาศชัดเจนว่าในวันที่ 6 ตุลาคม จะเดินทางไปปิดล้อมรัฐสภา ซึ่งก็เข้าข่ายข้อกฎหมายว่า ขัดขวางไม่รัฐบาลแถลงนโยบายก็ถือว่าเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหมือนกัน เพราฉะนั้นผู้ที่ไปชุมนุมหนีไม่พ้นข้อเป็นกบฏด้วยเช่นกัน

นี่เป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยที่ ผบ.เหล่าทัพทั้งหลายออกมานั่งเรียงแถวให้สัมภาษณ์กันในเรื่องดังกล่าวกับสื่อมวลชน ทำให้ต้องมีการติดตามสถานการณ์กันต่อไป
เมื่อคณะรัฐมนตรีก็มีจุดยื่น

นายจตุพร กล่าวว่าตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา ร่วมกระทั้งมีความชัดเจนขึ้น มีพี่น้องประชาชนหลายคนได้สอบถามมาว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นอีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้ที่พสกนิกรชาวไทยและเป็นผู้ที่รักในประชาธิปไตย ก็มีจุดยื่นร่วมกันว่าไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งถ้ามีการยึดอำนาจเกิดขึ้นแล้วละก็ ขอเรียนไปยังพล.อ.อนุพงษ์ว่า หากยึดอำนาจทันทีจะจับพวกเราไปที่ไหนก็แล้วแต่ จะมีพี่น้องประชาชนใส่เสื้อแดง ได้นัดร่วมใจกันไว้แล้วว่าจะไปที่ท้องสนามหลวง และคำพูดที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ว่า ถ้าท่านได้อยู่ตำแหน่งที่เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ และมีประชาชนออกมาขัดขวางการยึดอำนาจ ท่านก็จะเจอคำตอบเดียวกันที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีเจออยู่ในขณะนี้

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าผมมีประเด็นที่เป็นข้อมูลอยู่บ้างว่า น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บและเสียชีวิตของผู้เข้าร่วมชุมนุม ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บหรือเสียชีวิตอย่างไรมีภาพเป็นหลักฐานชัดเจนเพียงแต่ว่าไม่มีใครพูดถึงเท่านั้นเอง

แต่ว่ากรณีของผู้ชุมนุมมีประเด็นเรื่องแก๊สน้ำตา ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลมาว่าแก๊สน้ำตาที่ใช้อยู่นั้น มีบางชุดที่ซื้อมาจากประเทศจีน ซึ่งจากข้อมูลที่ปรากฏอยู่ตามสื่อว่า มีการเบิกมาจากคลังสรรพาวุธของกรมตำรวจ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นชนิดที่สามารถทำให้เกิดการระเบิดแขนขาขาด หรือเสียชีวิตได้ แต่ว่าข้อเท็จจริงนี้ยังไม่ได้ข้อยุติ

ซึ่งอุปกรณ์ที่กำลังเป็นประเด็นกันอยู่ก็คือลูกกระสุนแก๊สน้ำตาขนาด 38 มม. เป็นลูกกระสุนแก๊สน้ำตา ที่สั่งซื้อมาพร้อมกับสรรพาวุธอื่น ๆ รวม 7 รายการ โดยสั่งซื้อมากับรัฐบาลจีน ซึ่งสั่งซื้อมา 40,800 นัด ใช้งบประมาณเป็นเงิน 1.2 ล้าน ดอลล่าสหรัฐฯ หรือประมาณ 30 ล้านบาท อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลล่า ต่อ 25 บาท

“จิ๋ว”อนุมัติซื้อในรัฐบาล “ชวน”
ผู้อนุมัติสั่งซื้อในคราวนั้นคือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้กำกับดูแลกรมตำรวจอยู่ในขณะนั้น และทำการอนุมัติในวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ.2536 ซึ่งรัฐบาลที่บริหารงานในขณะนั้นคือ รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย

ที่สำคัญอำนาจอธิบดีกรมตำรวจอนุมัติได้ไม่เกิน 25 ล้าน แต่การสั่งซื้อครั้งนั้น อยู่งบประมาณ 30 ล้านบาท ผู้จัดซื้อคือ พล.ต.ต.จำนรร จันทร์ประทีป ผู้บังคับการสรรพาวุธลงนามเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ.2536 ผู้เสนอคือพล.ต.ท.มีชัย นุกุลกิจ ผู้บัญชาส่งกำลังบำรุง เป็นผู้เสนอขออนุมัติ และอธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นคือ พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ ให้จัดซื้อด้วยวิธีพิเศษ โดยวันรับของคือ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2536

ประเด็นก็คือหลังจากมีการจัดซื้อยังไม่ปรากฏหลักฐานว่า กรมตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันจัดซื้อเครื่องมือชนิดนี้เข้ามาอีก

ส่วนประเด็นที่ 2 คือตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 มีการแจกจ่ายกระสุนดังกล่าวไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเอาไว้ใช้ในราชการซึ่งข้อมูลระบุว่าส่วนใหญ่จำหน่ายในการฝึกซ้อม ยังไม่เคยมีการใช้ปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้นในรัฐบาลชุดนั้น ที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯและพล.อ.ชวลิต เป็นรมว.มหาดไทยที่จัดซื้ออุปกรณ์ชนิดนี้มา

คำถามก็คือว่ามีการทดสอบตรวจสอบการใช้งานหรือไม่อย่างไร ประเด็นที่ 2 ตนได้รับข้อมูลว่ามีเว็บไซต์บริษัทในประเทศจีน ที่ผลิตอุปกรณ์นี้ได้ออกมาชี้แจงว่า อุปกรณ์ของบริษัทไม่มีผลร้ายแรงถึงขั้นแขนขาขาดหรือเสียชีวิตได้แต่อย่างใด

ยังมีอีกข้อสงสัยเป็นข้อสะดุดใจที่ว่า พล.อ.อนุพงษ์ แสดงความเห็นในเรื่องที่ว่าหากเป็น นายกฯเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจะลาออกทันที ตรงนี้ไม่ได้ติดใจเอาความอะไรมากเพราะเป็นสิทธิที่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ส่วนที่ออกมากล่าวยืนยันว่าจะปฏิวัติรัฐประหาร และจะยืนอยู่ข้างประชาชน ตรงนี้ก็เป็นเรื่องน่าชื่นชมด้วย ปกติแล้วเป็นคำพูดที่ฟังดูดี

เพียงแต่ว่า วันนี้ต้องตั้งคำถามว่าขณะนี้ที่สังคมประชาชนมีการแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ผบ.ทบ.จะเลือกยืนอยู่ข้างประชาชนอย่างไร และข้างไหนระหว่างประชาชนฝั่งที่ทำผิดกฎหมาย หรือประชาชนที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย

ตนจึงอยากที่เสนอความคิดว่า เมื่อประชาชนแบ่งแยกชัดเจน การที่ออกมากล่าวว่าจะยืนเคียงข้างประชาชนนั้นยังไม่พอ แต่ยืนอยู่ข้างหลักการ และกฎหมายด้วย ซึ่งกฎหมายจะต้องบังคับใช้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน บ้านเมืองถึงจะไปได้ แต่ถ้าหลักการมีปัญหา ท่านต้องเลือกที่มาอยู่ข้างประชาชน



พันธมิตรฯแปลงสาส์นอ้างศาลปกครองห้ามปราบม็อบ (รายปักษ์) (ฉ.2)

13 ตุลาคม 2551
เรื่องราวจากวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ยังคงมีประเด็นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องคำสั่งศาลปกครอง ที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามนำไปตีความเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์

นายวีระ กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวอีกครั้งว่าพวกเราต้องขอสดุดีตำรวจผู้เสียสละและปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ไม่ว่าใครจะประณามตำรวจในสถานการณ์วันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นผู้ร้ายอย่างไรก็ตาม รายการความจริงวันนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจที่ทำหน้าที่ปราบปรามผู้ร้ายอย่างเข้มแข็ง เพราะหน้าที่ที่พวกท่านได้ปฏิบัติเป็นหน้าที่ที่สำคัญเป็นอย่างมาก

ซึ่งถ้าหากว่าไม่มีใครคอยทำหน้าที่เช่นนี้แล้วก็จะกระทบต่อสถาบันที่สำคัญของบ้านเมือง ที่เด่นชัดที่สุดมีอยู่ 2 สถาบัน 1.คืออำนาจฝ่ายบริหาร 2.อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ เรื่องนี้คงต้องย้อนความกลับไปสู่เหตุการณ์ วันที่ 7 ตุลาคม ที่กลายเป็นข้อพิพาทว่า ต้นเหตุที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยคือ สื่อสารมวลชนที่มีเจ้าของ หรือเลือกข้าง ดังนั้นเวลาที่มีการนำเสนอข่าวออกมา ถ้าสื่อมีการโอนเอียงแล้ว ผู้ที่คิดไม่ดี จะนำเอาประเด็นนั้นลากเข้าสู่ฝ่ายของตัวเอง และปกปิดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เอาไว้ ทำให้น้ำหนักของข่าวเอียงไป

ยกตัวอย่างกรณีที่มีผู้บาดเจ็บทางฝ่ายพันธมิตรฯ 6 ราย ที่ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง โดยผู้ที่ถูกฟ้องคือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นนิติบุคคล

โดยเนื้อหาของรูปคดีนี้คือ ผู้บาดเจ็บของพันธมิตรฯ ร้องขอให้มีมาตรการคุ้มครองผู้ชุมนุมหรือบรรเทาทุกข์ชั่วคราว หรือกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ ของผู้บาดเจ็บ เรื่องดังกล่าวได้ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้ามาแล้ว เมื่อศาลปกครองได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม สั่งให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่ารุนแรง เป็นทำนองเสมือนหนึ่งว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลกับตำรวจเป็นฝ่ายผิด ประชาชนที่บุกปิดล้อมรัฐสภานั้นเป็นฝ่ายถูก

ศาลปกครองเป็นกลางแต่ถูกบิดเบือน
แต่ว่าเมื่อเอาคำสั่งของศาลปกครองมาอ่านโดยละเอียด จะพบว่า คำสั่งของศาลปกครองที่ออกมาเป็นกลาง น่าชื่นชม เพียงแต่ว่าสื่อนำเอามาบิดเบือนไปจากที่ควรจะเป็น

โดยจะขออ่านให้ฟังจากตรงนี้

“ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 ได้มีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่ง หรือกำหนดให้มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 และเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 3 และเจ้าหน้าที่อื่นใด ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการใช้สิทธิเสรีภาพการชุมนุมของผู้ฟ้องคดี ทั้ง 6 และประชาชนทั่วไป ใช้อาวุธสงคราม หรือวัตถุระเบิดหรืออาวุธทั่วไป

รวมตลอดถึงการใช้ความรุนแรงใดๆ ในการสลายชุมนุมของผู้ฟ้องทั้ง 6 และประชาชนทั่วไปที่ร่วมชุมนุมกับผู้ฟ้องคดี ไว้เป็นการชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีนั้น มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับ2550 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรค 1 กระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ตามข้อเท็จจริง ในคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีหมายเลข 1 ให้ถ้อยคำว่า ขณะที่ตนเองได้ร่วมชุมนุม ได้ร่วมกับคนอื่นๆ ลุกขึ้นยื่นแสดงเจตนาไปรัฐสภา เพื่อไม่ให้มีการประชุมรัฐสภา ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดย การล้อมรัฐสภา ในระหว่างการปิดล้อมประตูรัฐสภาทุกด้าน เพื่อไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้าไปได้

มีผู้ควบคุ้มอยู่บนเวทีรถกระจายเสียง เป็นผู้แจ้งบอกให้ ผู้ร่วมชุมนุมดำเนินการ และผู้ฟ้องที่ 5 ได้ให้การว่า ในช่วงเวลา ในการชุมนุมของประชาชนที่ บริเวณรัฐสภา ได้มีการปิดล้อมประตู เพื่อไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาเข้าออกบริเวณรัฐสภา และเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าฝ่ายชุมนุมได้ใช่รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ขวางกั้นถนนไว้

การกระทำดังกล่าวของผู้ชุมนุม มีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่า จะเกิดอันตราย ต่อชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพ จนไม่กล้าเข้าไปในรัฐสภาหรืออกจากรัฐสภา

อันเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพต่อบุคคลอื่นดังนั้น การชุมนุมนั้น หรือที่บริเวณหน้ารัฐสภาดังกล่าว จึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครอง ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550”

ดังนั้นวันนี้ จะเห็นชัดว่าศาลปกครองจะชี้ชัดว่า “การชุมนุมปิดล้อมรัฐสภานั้น ไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 63 ศาลปกครองยังได้ระบุไปอีกว่า อีกทั้ง การปิดกั้นรัฐสภาในวันดังกล่าว เป็นไปเพื่อไม่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันจะทำให้คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ ตามมาตรา 176 (1) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2551

ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน และให้บริการแก่สาธารณะเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีอำนาจหน้าที่ ที่จะเข้าสลายการชุมนุม เพื่อแก้ไขปัญหาการกระทำของผู้ชุมนุมได้” และนี้คำสั่งศาลปกครองที่บรรยายเอาไว้ และมีลักษณะยึดตัวบทกฎหมายเป็นกลางไม่ได้ลำเอียงเข้าข้างใคร

และในตอนท้ายยังระบุกอีกว่า “แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อการสลายการชุมนุมต้องกระทำเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมมีลำดับขั้นตามหลักสากลทั่วไป เจ้าหน้าตำรวจไม่อาจใช้กำลังตามอำเภอใจได้ อาศัยเหตุดังกล่าวขั้นต้น ศาลจึงมีคำสั่งมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 โดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องที่ 3 หากดำเนินการใด ๆ ต่อผู้ชุมนุมต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็น

โดยคำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนที่ใช้ตามหลักสากล ในการสลายการชุมนุมให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติตามมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง”

ซึ่งเห็นชัดว่าคำสั่งศาลปกครอง เป็นกลางและยุติธรรม แต่ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมเป็นต้นมา ประชาชนทั้งหลายจะได้เสพสื่อว่า ศาลปกครองได้สั่งว่าไม่ให้ทำการใด ๆ กับผู้ชุมนุม

นายจตุพร เสริมว่าเพราะว่ามันเคยมีกรณี ศาลแพ่งได้สั่งคุ้มครองทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนินและถนนพิษณุโลก จนมีการกระทบกระทั่งกัน ท้ายที่สุดศาลแพ่งได้ยกเลิกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวลงไป หรือแม้แต่กระทั่งแกนนำพันธมิตรฯ ได้ถูกหมายจับในข้อหากบฏและอีก 4 ข้อหาหนัก พันธมิตรฯ เองก็ไม่เคยได้ปฏิบัติตาม จนกระทั่งแกนนำจึงได้ไปมอบตัว

ทำผิดกฎหมายยังไงก็จับได้
ทุกสิ่งทุกอย่างมันแวดล้อมจนทำให้ประชาชนไม่ได้อ่านรายละเอียดในคำวินิจฉัยของศาลปกครอง เพราะว่าฝ่ายพันธมิตรฯ เองก็ได้ไปตีปีกว่า ศาลปกครองได้มีคำสั่งคุ้มครองไม่ให้ตำรวจทำอะไรกับฝ่ายพันธมิตรฯ ซึ่งถ้าตราบใดที่พันธมิตรฯ ยังกระทำสิ่งใดที่เป็นการละเมิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ก็มีสิทธิดำเนินการกับพันธมิตรฯได้ตามกฎหมาย

เพียงแต่ว่าทุกอย่างที่เป็นกระบวนการในเวลานี้ มันถูกจูงใจจนเชื่อกันว่าพันธมิตรฯเป็นบุคคลพิเศษในบ้านในเมืองในเวลานี้ ที่กฎหมายอาญาทั้งแผ่นดินไปแตะต้องไม่ได้ และใครแตะต้องก็มีอันเป็นไป ซึ่งตอนนี้ตำรวจกลายเป็นจำเลย

ซึ่งทุกวันนี้พันธมิตรฯได้ออกหนังสือที่เป็นภาพด้านเดียวกันหมด จึงอยากที่จะเรียกร้องให้สตช.หรือผู้ที่รักความเป็นธรรม ได้แสดงให้เห็นภาพอีกด้านให้เป็นการคู่ขนานกันไป นำภาพการกระทำอันป่าเถื่อนของพันธมิตรฯ ที่บุกทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะใช้ปืนยิง ด้ามธงแทงคอ ขับรถไล่ชน สารพัดความเลวที่กระทำกับเจ้าหน้าผู้รักษาความสงบ มาเปิดเผยต่อสาธารณะชน

การกระทำของพันธมิตรฯไม่เคยมีความบริสุทธิ์ใจเลยทั้งสิ้น ซึ่งการเอาผ้าดำไปปิดตามกล้องวงจรปิด ก็เป็นการแสดงให้เห็นการกระที่ต้องการแฝงเร้นถึงความคิดที่ไม่ประสงค์ดี

ส่วนความพยายามที่จะเปลี่ยนประเด็นว่า ทำไม่มีการย้ายไปประชุมสภาที่อื่น ซึ่งความจริงถามว่า แล้วพันธมิตรฯจะบุกมาทำไม อีกทั้งพยายามที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ มีการตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นป.ป.ช. สตช. กรรมการสิทธิมนุษยชน แต่ประเด็นที่สำคัญหากสาระความจริงยัง ไม่ครบถ้วนก็อย่างเพิ่งนำออกมาแถลง

ใครผิดก็ว่ากันตามกระบวนการทางกฎหมาย รัฐบาลได้แสดงความรับผิดชอบไปแล้วพันธมิตรฯก็ควรแสดงความรับผิดชอบที่นำประชาชนไปบาดเจ็บล้มตายเช่นเดียวกัน

นายวีระ กล่าวเพิ่มเติมว่าใครจะสอบใครแล้วสรุปว่าใครใช้กำลังก่อน หรือแม้แต่ระเบิดเป็นของใครก็แล้วแต่ แต่ต้องอย่าแกล้งลืมว่าใครที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด

นายก่อแก้ว ยังแสดงความแปลกใจว่า ทั้งในทำเนียบและรัฐสภา พฤติกรรมชัดเจนว่าเป็นกบฏ แต่ก็มีพรรคการเมืองไปให้ท้ายทั้ง ส.ว.และ ส.ส. ต่างไปสนับสนุน ซึ่งกำลังสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ว่าใครก็สามารถเรียนแบบพันธมิตรฯ และอ้างว่าเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 โดยไม่มีใครขัดขวางได้



หยุดให้ร้าย ‘ตำรวจ’ยกระดับม็อบถ่อย (รายปักษ์) (ฉ.2)

ป้ายขี้ตำรวจ
8 ตุลาคม 2551

เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาลและนำไปสู่การสลายการชุมนุม ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกย้อนกลับมากล่าวหาตำรวจราวกับเป็นจำเลย

นายวีระ กล่าวว่าวันนี้คงอดที่จะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาไม่ได้ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไร คงต้องรอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการอิสระ

แต่ว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่างได้พิพากษากันไปหมดแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น มีการเชิญนักวิชาการออกมาถล่มกันไม่มีชิ้นดี ตำรวจก็มีความผิด รัฐบาลก็ผิด ไม่ต้องฟังเหตุผลไม่ต้องดูหลักฐาน

วันนี้ยังไม่มีการพิสูจน์เรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงอยากจะขอร้องว่าอย่าเพิ่งไปวิจารณ์ในสิ่งที่ยังไม่มีผลพิสูจน์ที่ออกมาชัดเจน ขอความเป็นธรรมให้แกทางเจ้าหน้าที่บาง อย่าทำเหมือนกับนายแพทย์ประจำโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

นายก่อแก้ว เสริมว่ารองผบ.ชน.ได้ออกมาแถลงข่าวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้แจ้งว่าภาพของชายโดนระเบิดที่แขนขวาขาด และมือซ้ายได้กำระเบิด สิ่งนี้ท่านชี้แจ้งว่าไม่ได้เป็นผลจากการยิงแก๊สน้ำตา

นายจตุพร กล่าวเช่นเดียวกันว่ากลุ่มพันธมิตรฯจะตอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่ออีกมือหนึ่งของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมีระเบิดอยู่ในมือ จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด นอกจากนั้นทางโมเดิร์นไนท์ทีวีได้นำเสนอภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกทำร้าย

พธม.ไม่มีทางจงรักภักดีเท่าตำรวจ
9 ตุลาคม 2551
นายวีระ ยังคงกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม โดยบอกว่า 2-3 วันมานี้ผมตำรวจถูกนักวิชาการ ถูกสื่อสารมวลชน กลุ่มพันธมิตรฯ กับถูกพรรคประชาธิปัตย์ รวม 4 กลุ่มรุมถล่ม เพราะว่าทั้ง 4 กลุ่มไม่เห็นมีใครพูดว่าตำรวจเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้างเลย ไม่เห็นคุณประโยชน์ของตำรวจเลยแม้สักคนเดียว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคมผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าถ้าไม่มีตำรวจแล้วสังคมไทยจะเป็นอย่างไร ผมเห็นว่าตำรวจที่ทำหน้าที่ในวันนั้นควรได้รับการเห็นใจ ใส่ใจ ไม่ให้ด้อยกว่าฝ่ายอื่นๆ
13 ตุลาคม 2551

นายวีระ พูดถึงตำรวจอีกครั้งในโอกาสวันตำรวจถึงกรณีที่พันธมิตรฯพยายามปั่นเรื่องเพื่อใส่ร้ายตำรวจ จนทำให้ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกลายเป็นจำเลยของสังคมไปแล้ว ต้องขอบอกว่าพันธมิตรฯไม่ได้มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน เท่ากับทหาร ตำรวจ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มาเป็นอย่างดีตลอดชีวิต กลับถูกกล่าวร้าย ซึ่งตรงกันข้ามพันธมิตรฯบางรายเคยเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นเสมือนโจร ซึ่งสิ่งที่ตนต้องการคือ ให้ทุกฝ่ายสามัคคีกันเอาไว้
15 ตุลาคม 2551

นายจตุพร เปิดประเด็นว่าคือผมเองเห็นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการในวันนี้พาดหัวด้วยความไม่สบายใจ อยากให้ท่านทั้งหลายได้ดู “ร่วมงานไว้อาลัยสารวัตรจ๊าบแน่นวัด แม้วทุ่มเงินล้มสถาบัน” และก็มีพาดหัวรองบอกว่า “สนธิชี้ระบอบทักษิณใช้เงินทุ่มซื้อบิ๊กทหาร-ตำรวจ เป้าหมายล้มล้างสถาบันเบื้องสูง”

นายสนธิได้ปราศรัยเมื่อคืนนี้ในทำเนียบรัฐบาลบอกว่า ที่มันเอาเงินไปซื้อรากหญ้า ไปซื้อตำรวจและทหารที่มีอำนาจบางคน ซึ่งตอนนี้เรารู้แล้วว่าเป็นใคร เพราะแม้แต่ประชาชนถูกฆ่า มันก็ไม่ออกมา เห็นเกมของพวกมันแล้วหรือยัง จำได้หรือไม่ที่เคยบอกว่า ราชบัลลังก์มีแต่พวกเราเท่านั้นที่คอยป้องปก ถ้าพวกเอ็งไม่ยอมรับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไสหัวออกไปจากประเทศไทย เพราะพวกเราต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์และปกป้องชีวิต

นายสนธิยังระบุอีกว่า นี่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าเป็นการต่อสู้ที่เอาพระมหากษัตริย์กับฝ่ายที่ไม่เอาพระมหากษัตริย์ ให้เลือกเอาและนี่คือสงครามครั้งสุดท้าย เราถอยไม่ได้แม้แต่เพียงก้าวเดียว...

นายวีระ เสริมว่าฟังคำพูดของบุคคลนี้แล้ว ทำให้ผมสงสัยเป็นอย่างยิ่ง คืออยากให้แพทย์ได้ตรวจสอบสภาพจิต ตรวจสอบสภาพการทำงานของสมอง เพราะผมไม่เชื่อเลยนะครับว่าคนที่มีจิตใจปกติหรือมีสมองปกติ จะไม่สามารถนำคำพูดเหล่านี้มาพูดในที่สาธารณะ

ผมไม่อยากจะกล่าวว่า ที่คุณกล่าวมาทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมด ก็เพื่อปกป้องตัวคุณเองให้พ้นจากคุกตะราง ที่คุณทำผิดอยู่ ใครจะทำอย่างไรไม่ว่า ไม่ทราบ ผมก็จะกล่าวของผมว่า การที่ตำรวจตั้งข้อหาไปเบื้องต้นว่าคุณก่อการกบฏนั้น เรื่องนี้ยังไม่จบถึงแม้ว่าศาลอุทธรณ์จะถอนหมายจับ แต่เมื่อคืนนี้ผมก็ได้อ่านให้พี่น้องประชาชนได้ฟังแล้วว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 เขียนไว้ว่าอย่างไร

ผมเอากฎหมายมาอ่านเพราะไม่ต้องการที่จะมาพูดเอาเอง แล้วก็จะเห็นชัดเชียวว่าใครใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขู่เป็นเหตุให้รัฐบาลบริหารแผ่นดินไม่ได้ หรือใช้กำลังประทุษร้ายข่มขู่เป็นเหตุให้รัฐสภาทำงานไม่ได้ ทั้งสองกรณีนี้ถือว่าเป็นกบฏแล้ว คุณว่าผิดกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ความเป็นจริงไม่ได้เล็กน้อยหรอกครับ การละเมิดโดยการล่วงล้ำเข้าไปในสถานที่ราชการอย่างทำเนียบรัฐบาลแล้วยึดอยู่กันมาเป็นเวลาแรมเดือนนั้น คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติหรือครับ

หยุด!อ้างสถาบันทำลายตร.-ทหาร
ผมขอเรียนกับท่านผู้ชมว่า สิ่งที่น่าห่วงในเวลานี้คือการหยิบยกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาทำลายทหาร ทำลายตำรวจ มาทำลายคนอื่นที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับตัวเอง เป็นเรื่องที่ไม่สมควร และเราก็ได้มีการอธิบายความกันมาว่าตั้งแต่เราเรียกร้องควรจะถอดเสื้อสีเหลืองออกมาจากกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะว่าเสื้อสีเหลืองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความจงรักภักดี

เวลานี้นายสนธิกำลังจะแบ่งแยกพี่น้องประชาชน ไอ้นี่แหละครับคือการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เลวร้ายที่สุด ผมจึงบอกกับประชาชนว่าวันนี้เราต้องตั้งสติ พันธมิตรฯ เขาพยายามบอกว่าเขาเป็นพวกเดียวเท่านั้นที่มีความจงรักภักดี ปกป้องราชบัลลังก์ นายทหาร นายตำรวจที่เขาต้องปฏิญาณตน ต้องดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยาในความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ในสายตาของนายสนธิกลายเป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

กลายเป็นว่านายทหาร นายตำรวจเป็นผู้ล้มล้างราชบัลลังก์ ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น

อยากให้จำไว้เป็นพื้นฐานว่าก่อนที่ตำรวจเขาจะสลายม็อบนั้น เป็นม็อบที่กระทำความผิดแล้วความผิดโทษฉกรรจ์ ไม่ใช่ธรรมดา เพราะว่าการไปล้อมรัฐสภา ขัดขวางมิให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ได้ อันนี้เข้าข้อหากบฏ และบังเอิญวันที่ 7 ตุลาคม เป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐสภาทำงานไม่ได้ รัฐบาลแถลงนโยบายไม่ได้ ก็เท่ากับว่าขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ให้รัฐบาลบริหารแผ่นดินไม่ได้ ก็เป็นอีกข้อ เป็นกบฏอีก

เพราะฉะนั้นเมื่อพื้นฐานเป็นเช่นนี้แล้ว ตำรวจก็มีความจำเป็นต้องสลายม็อบ การสลายของเขาจะผิดหรือถูก ต้องสอบสวนกันต่อไป ไม่ใช่พิพากษากัน เพราะฉะนั้นจะไปดูว่าใครต้องการจะบี้ตำรวจกันกี่คน ดูแล้วว่าเข็มมุ่งไปที่ ป.ป.ช.

ชิ้นแรกที่ได้มา นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการขึ้นไต่สวน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณหน้ารัฐสภาโดยใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ จนเป็นเหตุให้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บ

บอกว่าขณะนี้ ป.ป.ช.ยังไม่ได้สรุปว่าตำรวจทั้ง 3 นาย มีความผิดชัดเจนอย่างที่สื่อมวลชนเสนอไป แต่ว่าเป็นการมีข้อเท็จจริงและหลักฐานเบื้องต้นว่ามีส่วนร่วมในการสั่งการสลายการชุมนุม ซึ่งสามารถตั้งกรรมการไต่สวนได้ แต่ยังไม่ใช่การชี้มูลความผิด เพราะฉะนั้นนายวิชาบอกว่าในวันที่ 15 ตุลาคม จะเร่งหาตัวคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน

ผู้สื่อข่าวได้ถามไปไกลว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาให้ถ้อยคำด้วยหรือไม่ นายวิชาตอบว่าขึ้นอยู่กับความเห็นของอนุกรรมการ แต่ใครที่เกี่ยวข้องต้องออกมาให้ถ้อยคำทั้งหมด และใครที่ให้การเป็นประโยชน์ก็จะกันไว้เป็นพยาน เรื่องนี้ผมจะต้องให้ความเห็นกันเสียก่อน คนที่ออกมาเต้นเรื่องนี้คือ นายวิชา มหาคุณ คุณจตุพรพอจะยืนยันได้มั้ยละครับว่าที่เราพูดเรื่องคุณสมบัติที่จะดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.นั้น จะต้องไม่เป็นลูกจ้างใคร และถ้ามีหลักฐานปรากฏว่าไปเป็นลูกจ้างใครเข้า คำว่าลูกจ้างนั้นเอาตามความหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนตัดสิน

หลังจากนั้น ป.ป.ช.ก็รับลูกจากพรรคประชาธิปัตย์ทันที วันนี้ นายวีระ สมความคิด ก็ตามเข้าไป ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็แต่งตัวรอเหมือนกัน ก็มีการตั้ง นายวิชา มหาคุณ รับลูก ประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้ ผมจึงบอกว่าการตั้งโจทย์เดียวในการสอบ คือการเอาตำรวจ เอารัฐบาลมาเป็นจำเลยซะก่อน แทนที่จะหาข้อเท็จจริงก่อน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

ผมมองว่าคนที่จะมาสอบตำรวจคราวนี้ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพราะไปเป็นลูกจ้าง เราได้พูดเรื่องนี้กันมานานแล้ว เราก็มีหลักฐานมายืนยัน