WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 26, 2008

สงครามครั้งสุดท้าย ? ที่น่าสงสาร ไม่นำไปสู่อะไรเลย


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

เมื่อ พธม. ประกาศสงครามทำครั้งสุดท้าย และประกาศจะบุกยึดรัฐสภาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยให้น้ำหนักเท่าไหร่ เพราะผมคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่า แม้จะยึดรัฐสภาได้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนักต่อ "สงครามกลางเมืองระหว่างอำมาตย์กับฝ่ายประชาธิปไตย" ครั้งนี้ ก็แค่ยึดได้ตึกอีกตึกหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น

ทันทีที่ผมดูข่าวช่วงเช้าของ NBT เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับยุทธการสงครามเก้าทัพของ พธม. เห็นจำนวนคนที่กำลังเดินไปลานพระรูปฯ ผมหมดความสนใจ กับม็อบเหล่านี้ทันที เพราะผมรู้ได้จากการคำนวณคนคร่าวๆ ว่า อยู่ในระดับหลักพัน เท่านั้น คนแค่นี้ เทียบไม่ได้กับคนเสื้อแดงที่ไปชุมนุมที่วัดสวนแก้วเมื่อวันอาทิตย์ ซึ่งยังประมาณแค่ 30,000-40,000 คนเท่านั้น และยิ่งเทียบไม่ได้เลยกับการชุมนุมที่สนามรัชมังคลา ในวันที่ 1 พย. ที่ผ่านมา



ดังนั้นม็อบ พธม. เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน เลยกลายเป็นม็อบแค่หยิบมือเดียว ผลในทางสงครามก็คือทำให้กุนซือของกองทัพฝ่ายประชาธิปไตยสามารถฟันธงได้ทันทีว่า ม็อบพันธมิตร หมดสภาพและไร้น้ำยาโดยสิ้นเชิงแล้ว กองทัพแบบนี้รอวันพ่ายแพ้หรือโดนบดขยี้ให้สิ้นซากเท่านั้น

ยุทธการสงคราม 9 ทัพของ พธม. ครั้งนี้จึงไร้น้ำยาและไร้ความหมายไปโดยสินเชิง ไม่ส่งผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใด การทำให้สภาเลื่อนการประชุมออกไป ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเมืองทั้งนั้น เพราะสภาสามารถเปิดประชุมใหม่ได้อีกในวันใดก็ได้ ซึ่งหากม็อบพันธมิตร จะขัดขวางก็ต้องระดมคนออกมาอีก และอาจเจอกลศึก ลับ ลวง พราง จากฝ่ายรัฐบาลได้อีกเช่นกัน แต่การเกณฑ์คนมาของ พธม. ย่อมสิ้นเปลืองทรัพยากร รวมทั้งการต่อสู้ที่ไร้จุดหมาย ย่อมบั่นทอนขวัญและกำลังใจของประชาชนที่เข้าร่วมกับม็อบ รวมทั้งผู้สนับสนุนทางด้านเงินทองเป็นอย่างมาก

การทำศึกของ กลุ่มพันธมิตรครั้งนี้จึงไม่ได้นำไปสู่อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวม แม้ว่าจะมีการยกกำลังเข้าไปยึดที่ทำการรัฐบาลใหม่ที่สนามบินดอนเมือง รัฐบาลก็สามารถย้ายที่ประชุม ครม.ไปที่ ห้องประชุมของกองบัญชาการกองทัพไทยได้ หรืออาจเป็นที่อื่นๆ ก็ได้ ซึ่งหากพันธมิตรจะดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ ก็ต้องเกณฑ์คนวิ่งวุ่นไปทั้งเมือง โดยหามรรคผลอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็คว้าได้แต่น้ำเหลว ท่ามกลางความเบื่อหน่ายของประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมทั้งกระแสของ พธม. ที่ตกลงอย่างมาก แม้ตอนนี้ ม็อบพันธมิตรจะบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และก่อสงครามไล่ยิงฝ่ายเสื้อแดง ที่ถนนวิภาวดีซอยสาม ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นแค่อันธพาลกวนเมือง ที่ไม่มีใครกล้าปราบ เพราะม็อบพวกนี้ มีแบ็คหนุนหลังที่ดีและมีอิทธิพลมาก จนใครในประเทศนี้ก็ไม่กล้าแตะต้อง

ผมสังเกตว่า สงครามครั้งนี้ของ พธม. สังคมไทยไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก สื่อต่างๆ ก็เสนอข่าวธรรมดาเท่านั้น ประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็ไม่ได้สนใจติดตามข่าวใกล้ชิดแต่อย่างใด

ที่จริง พันธมิตรอยากยึดอะไรก็ยึดไป รัฐบาลและประชาชนคงทำอะไรไม่ได้ เพราะพันธมิตรมี "เส้น" และมี "แบ็คหนุนหลัง" ชั้นดี แต่ยิงสร้างความวุ่นวาย คนที่หนุนหลังและให้ท้ายม็อบพันธมิตร ก็ยิ่งเสื่อมเสียเกียรติยศและบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาชนต่างๆ ในประเทศ รวมทั้งสื่อต่างประเทศ ต่างก็ทราบกันเป็นอย่างดีว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเป็นใคร สื่อไทยนั้นถึงแม้จะทราบ ก็แกล้งทำเป็นหูหนวกตาบอด ไม่ทราบ ซึ่งก็คงไม่รู้จะว่าอย่างไรเหมือนกัน

สงครามกวนเมืองครั้งนี้ของม็อบพันธมิตร แม้จะไม่สร้างผลเสียต่อฝ่ายประชาธิปไตยในการต่อสู้ทางการเมือง แต่ก็ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวง การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนเครื่องบินไม่สามารถขึ้นลงได้ และทหารตำรวจก็ไม่กล้าปราบหรือจัดการแต่อย่างใด ส่งผลกระทบต่อภาพพจน์และความเชื่อมั่นของ “รัฐไทย” ต่อสายตาต่างชาติเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผลก็คือทำให้ “รัฐไทย” กลายสภาพเป็นเป็ดง่อย ที่ไม่มีฝ่ายใดสามารถทำอะไรได้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างรุนแรง และคนไทยทุกคนก็จะเป็นผู้เสีย


แต่ผู้มีบารมีที่อยู่เบื้องหลังม็อบ พธม. เป็นเจ้าของม็อบ พธม. ตัวจริง อย่าได้คิดง่ายๆ ว่า ประชาชนจะหันไปโทษรัฐบาลและต่อต้านรัฐบาลที่ไม่สามารถจัดการอะไรได้ แต่ประชาชนจะยิ่งตาสว่างมากขึ้นว่า “รัฐบาลกำลังเจออะไร” ที่ทำให้ไม่สามารถจัดการได้ คนก็เห็นใจรัฐบาล และโยนความผิดและบาปทั้งหมดไปยัง “เจ้าของม็อบ” มากกว่าจะโทษรัฐบาล สุดท้ายก็ล้มรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี

ทหารก็ไม่กล้าทำรัฐประหาร และถึงแม้จะกล้าทำก็ไม่มีใครกลัว และ “คนเสื้อแดง” ทั้งหลายที่จุดติดแล้วทั่วประเทศ ก็พร้อมที่จะออกมาสู้กับทหารทันทีหากมีการทำรัฐประหาร

เมื่อทหารทำรัฐประหารไม่ได้ การเคลื่อนไหวของม็อบพันธมิตร ก็ไม่มีผลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ก็เหมือนครั้งที่ผ่านๆ มา เช่นการยึดทำเนียบ หรือการก่อจลาจลในวันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้น

การทำสงครามที่ไร้ประโยชน์ และไม่มีจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ว่าจะมุ่งไปสู่อะไร ก็มีสภาพไม่ต่างจากกองทัพโง่ๆ มีแม้ทัพโง่ๆ ที่สนุกสนานกับการก่อความวุ่นวายเท่านั้น

สำหรับ “คนเสื้อแดงทั้งหลายนั้น ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดทั้งสิ้นที่จะไปปะทะกับม็อบพันธมิตร เพราะหากเราจะพูดเปรียบเปรยอย่างหยาบๆ แล้ว ม็อบพันธมิตร เปรียบเสมือนควายที่เจ้าของปล่อยไปกินข้าวในนาของชาวบ้าน ซึ่งเราก็รู้ว่า ควายที่กำลังกินข้าวของชาวบ้านอยู่นี้เป็นควายของใคร ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปไล่ตีกับควาย แต่เราควรระวังเจ้าของควายมากกว่า ว่าจะมาไม้ไหนอีก

สู้เราออมกำลังเอาไว้รบกับเจ้าของควายดีกว่า หากเขาจะส่ง เด็กเลี้ยงควาย มายึดไร่ยึดนาเรา


จาก thaifreenews

เหลว!อนุพงษ์กดดันรัฐบาลยุบสภา วอนพธม.สลายม็อบ หากไร้ผลจะอารยะขัดขืน ไม่มีฝ่ายไหนเล่นด้วย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2551

อนุพงษ์เสนอผ่าทางตันวิกฤตการเมือง รัฐบาลต้องยุบสภาคืนอำนาจประชาชน ส่วนพันธมิตรต้องยุติยึดสนามบินและทำเนียบ หากรัฐบาลไม่ยอมจะเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนไม่เชื่อฟังรัฐบาล น่าสังเกตว่า"สุรพล"อธิการมธ.มีบทบาทชี้นำในข้อเสนอนี้ แต่คาดทั้งรัฐบาล-พธม.ไม่เล่นด้วย เหตุฝ่ายรัฐบาลก็อยากให้จัดการพันธมิตรเด็ดขาดตามกฎหมายไม่ใช่มากดดันให้ยุบสภา ส่วนฝ่ายพันธมิตรก็ยืนกรานนายกฯสมชายต้องออกสถานเดียว ไม่ใช่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แถลงผลการประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ อธิการบดีมหาสิทยาลัย และสมาคมเอกชนว่า มีมติร่วมกันแก้ไขปัญหา ดังนี้


1.ต้องแก้ไขด้วยวิธีการประชาธิปไตย
2.ไม่แก้ไขด้วยความรุนแรง
3.จะเสนอรัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่
4.เสนอให้พันธมิตรยุติการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสถานที่ต่างๆให้ไวที่สุด

โดยจะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อรัฐบาล และพันธมิตร


เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากพล.อ.อนุพงษ์แล้ว ก็มีนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมประชุมมีบทบาทสำคัญในการร่วมแถลง และอาจเป็นผู้มีบทบาทในการเสนอทางออกนี้ด้วย

นายสุรพลนั้นมีบทบาทหนุนฝ่ายทหาร และต่อต้านประชาธิปไตยเรื่อยมาในช่วงตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร19กันยายนเป็นต้นมา และเคยได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

"ในที่ประชุมนั้นเราพูดถึงขั้นว่าหากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภาตามข้อเสนอ ก็อาจเดินหน้าต่อไปด้วยการทำCivil disobidience หรือทำอารยะขัดขืน"นายสุรพลกล่าว

ก่อนหน้านั้นพล.อ.อนุพงษ์เคยกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหา แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าให้ลาออกหรือยุบสภา แต่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่ปฏิบัติตาม

คาดว่าข้อเสนอดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะว่า
1.ฝ่ายรัฐบาลจะจี้ให้ผบ.ทบ.ทำตามกฎหมาย คือจัดการกับกลุ่มพันธมิตรที่ยึดสนามบิน และยึดสถานที่ราชการอยู่ ไม่ใช่มากดดันให้รัฐบาลยุบสภา
2.ฝ่ายพันธมิตรก็ยังยืนกรานข้อเสนอของตนเองให้นายสมชายลาออก ไม่ใช่การยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลไม่ยอมยุบสภา แต่จะแต่งตั้งให้จัดการพันธมิตรตามพรก.ฉุกเฉิน หากไม่ยอมก็จะปลดพล.อ.อนุพงษ์ แล้วหาคนอื่นมาเป็นแทน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า วิธีการรุนแรงแก้ไขปัญหาไม่ได้ และจะไม่ปฏิวัติ เพราะปัญหาไม่จบ จะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมาก

"ที่ว่าจะปลดผมนั้นมันไม่เป็นตรรกะครับ เพราะไม่เช่นนั้นผมก็ทำปฏิวัติไปแล้ว ผมจะได้ใหญ่ที่สุด แต่ปฏิวัติแล้วมันแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็เลยเสนอให้รัฐบาลยุบสภา และพันธมิตรก็ต้องเลิกการชุมนุมทันที"

สรุปแล้วไม่มีฝ่ายไหนเอาด้วย
หลังจากพล.อ.อนุพงษ์แถลงข่าว ปรากฎว่า ทั้ง2ฝ่ายได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับพล.อ.อนุพงษ์ โดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ต่างก็ออกมากล่าวตามที่คาดไว้ คือฝ่ายโฆษกรัฐบาลบอกว่าพล.อ.อนุพงษ์ทำผิดบทบาทหน้าที่ แทนที่จะไปจัดการกับม็อบที่ก่อความเสียหายให้บ้านเมือง ก็กลับมากดดันรัฐบาล

ส่วนโฆษกพันธมิตรบอกว่า ข้อเรียกร้องคือให้นายสมชายลาออก ไม่ใช่ให้ยุบสภา ดังนั้นจะยึดสนามบินสุวรรณภูมิประท้วงต่อไป

จาก thaienews

24มิถุนาเตือน"สนธิ-เตือนใจ"ระวังบ้านเหลือแต่เสา

เครือข่ายกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย กว่า 50 คน ร่วมกันสวมเสื้อแดงนำตีนตบและป้ายผ้าข้อความ "เขตปลอดพันธมิตร" ไปปักหลักชุมนุมที่บริเวณปากทางเข้าท่าอากาศยานสากลเชียงราย ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่ออารักขานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่อาจจะเดินทางโดยเครื่องบินมาลงที่ท่าอากาศยานเชียงราย พร้อมกันนี้ได้ปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรที่ปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ


น.ส.จีระนันท์ จันทวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาเชียงราย และประธานเครือข่ายเสื้อแดงอีสาน-ล้านนา กล่าวว่า การชุมชุนของกลุ่มพันธมิตรที่กรุงเทพฯ มีกระแสข่าวว่า นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เชียงราย และนายผ้าง พลชัย เจ้าของวิทยุชุมชนห้วยไคร้ ชักชวนชาวบ้านในพื้นที่ จ.เชียงราย ไปร่วมด้วย หากเป็นจริงขอให้ทั้งสองคนหยุดการเคลื่อนไหวด้วย


"หากนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตร ซึ่งมีบ้านอยู่ ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย และนางเตือนใจ มีบ้านอยู่ที่บ้านขัวแคร่ ต.บ้านดู่ อ.เมืองเชียงราย ยังไม่หยุดเคลื่อนไหวบ้านก็อาจจะเหลือแต่เสา ขณะที่บางคนแจ้งว่ากำลังสืบหาที่อยู่ของชาวเชียงรายที่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรที่กรุงเทพฯ หากกลับมาก็จะต้องโดนดีแน่นอน" น.ส.จีระนันท์กล่าว

"สมชาย" เมินป.ป.ช.เรียกรับทราบข้อหาคดีพระวิหาร

นายสุวิทย์ คุณกิตติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 1 ใน 28 รัฐมนตรีสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่ออนุกรรมการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน กรณีกระทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 จากการร่วมออกมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2551 สนับสนุนกัมพูชา ขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา โดยนายสุวิทย์อ้างกับอนุ ป.ป.ช.ว่าได้คัดค้านเรื่องนี้ในที่ประชุม ครม.แล้ว ป.ป.ช.จึงให้นำพยานมายืนยัน


น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะผู้รับผิดชอบสำนวนคดีประสาทพระวิหาร กล่าวว่า นัดนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมารับทราบข้อหาในวันเดียวกันนี้ แต่นายสมชายไม่เข้าพบ จึงจะทำหนังสือแจ้งเตือนอีกครั้ง หากยังไม่มารับทราบข้อหา ถือว่าไม่ติดใจที่จะชี้แจง

คตร.มีมติให้รัฐบาลยุบสภาฯ

กองทัพบก 26 พ.ย. - ที่ประชุม คตร. มีมติร่วมกัน 4 ข้อ ยืนยันไม่ได้กดดัน แต่เป็นข้อเสนอแนะที่หวังว่าฝ่ายบริหารจะเห็นแก่ประโยชน์โดยรวมของชาติ เรียกร้องประชาชนส่วนใหญ่ช่วยกันผลักดันมติ ขณะที่ “พล.อ.อนุพงษ์” ยอมรับหากถูกปลด

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) แถลงผลการประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการและภาคเอกชน ซึ่งใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาทุกแง่มุมของปัญหาขณะนี้ที่ส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคงและประชาชนโดยรวม จึงมีมติร่วมกัน 4 ข้อ คือ 1. จะแก้ไขปัญหาโดยใช้กรอบของหลักประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 2. จะไม่ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหา 3. จะเสนอนายกรัฐมนตรียุบสภาฯ และจัดการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด และ 4. ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยเร็วที่สุด และยุติการชุมนุมในทุกพื้นที่

พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันถึงอำนาจในการสามารถเรียกประชุมคณะกรรมการฯ และทุกภาคส่วนของสังคมในครั้งนี้ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม ที่นายกรัฐมนตรีให้อำนาจไว้ ในฐานะประธานกรรมการฯ ซึ่งข้อกำหนดดังกล่าวสามารถเชิญคณะบุคคลมาให้คำปรึกษา หรือเสนอแนะการดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ เพื่อเสนอต่อไปยังรัฐบาลได้

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า คณะกรรมการฯ จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรเสนอต่อรัฐบาล ภายในวันนี้ (26 พ.ย.) และมีกำหนดเวลาให้รัฐบาลต้องตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ สำหรับในส่วนของพันธมิตรฯ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนช่วยเผยแพร่ไปยังพันธมิตรฯ ขอให้พันธมิตรฯ ช่วยเหลือภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการเข้าปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ สามารถดำเนินการไปได้

“การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เราไม่ได้กดดันรัฐบาล แต่เป็นการเสนอแนะทางออกของประเทศชาติ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ประชาชนสบายใจ และทุกภาคส่วนร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อสู้วิกฤติที่จะมาถึงในอนาคตร่วมกัน เราพูดกันหลายมิติว่า รัฐบาลน่าจะให้โอกาสประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตด้วยการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ประชุมพร้อมร่วมกันรับผิดชอบกับมตินี้” ผู้บัญชาการทหารบก กล่าว

พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยันว่า การดำเนินการในวันนี้ไม่ใช่การยึดอำนาจเงียบหรือปฏิวัติเงียบ เพราะรัฐบาลยังมีอำนาจทุกอย่าง รัฐธรรมนูญยังบังคับใช้ และการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ เพื่อให้ประเทศชาติผ่านวิกฤติ และยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ เรามีเหตุผลในการเสนอเช่นนี้ เพราะการใช้ความรุนแรงจะทำให้เกิดปัญหามากยิ่งขึ้น การคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินนั้นดีที่สุดแล้ว ข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเกิดขึ้นได้ยาก ทุกคนต้องยอมรับตามมตินี้ และขอร้องสื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจต่อคนไทย ให้เห็นว่าแนวทางนี้แก้ไขปัญหาประเทศชาติได้ ขณะที่ต่างชาติกำลังมองการแก้ไขปัญหาของประเทศ ขอเพียงให้การดำเนินการทุกอย่างอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย แนวทางดังกล่าวจึงเป็นภาพที่ต่างชาติต้องการเห็นอยู่แล้ว

“ในบทบาทของผู้บัญชาการทหารบก ถ้าปฏิวัติได้แล้วทำให้มันจบได้ก็จะทำ แต่ย้ำว่าทำแล้วมันไม่จบ มันจะเกิดปัญหามาก ทั้งมิติของต่างชาติและเศรษฐกิจ มิติของสังคมก็จะเกิดความแตกแยก เปลี่ยนจากชุดเหลืองมาเป็นชุดแดง ทำอย่างนี้อีก มันแก้ปัญหาไม่ได้ การแก้ไขปัญหาชาติจะให้มาอยู่ที่ผมคนเดียวไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะปัญหามันซับซ้อนหลายมิติ แนวทางนี้จะเป็นหนทางให้ประเทศรอดได้” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีอะไรเสียหาย น่าจะเห็นแก่ผลประโยชน์ชาติและประชาชนโดยรวม หากดำเนินการดังกล่าว พรรคที่เป็นความนิยมของประชาชนอาจจะกลับมาได้ ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็เช่นเดียวกัน ขอให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่จะได้ร่วมกันแสดงออกทุกวิถีทางที่จะให้ข้อเสนอของเราเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลนำไปใคร่ครวญและทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชนส่วนใหญ่น่าจะช่วยกันผลักดันให้การแก้ปัญหานี้เป็นไปในทางที่ดีที่สุด โดยประเทศชาติไม่บอบช้ำมากกว่านี้ เรามั่นใจว่าปัญหาจะคลี่คลาย และเราจะช่วยกันสร้างความเข้าใจอันดีในสังคมค่อย ๆ ผ่านวิกฤตินี้ได้

เมื่อถามย้ำถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ระบุว่า หากคณะกรรมการฯ กดดันรัฐบาลให้ลาออกหรือยุบสภาฯ จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีปลดผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่การกดดันรัฐบาล เพราะไม่เห็นหนทางอื่นที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้เลย ถ้าตราบใดที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่หาทางออก ข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นความบริสุทธิ์ใจ หากจะมีการดำเนินการอย่างไร ก็พร้อมที่จะน้อมรับในส่วนนั้น

“ถ้าผมกลัวถูกปลด ผมปฏิวัติก็ได้ และผมจะใหญ่ที่สุดเลยในประเทศนี้ และสั่งการได้ทุกอย่างเลย แต่เราเลี่ยงที่จะทำเช่นนั้น เพราะถ้าผมกลัว ผมไม่ต้องเสนออย่างนี้ ผมปฏิวัติเลย อย่าเข้าใจผิดว่ากลัวจะเสียตำแหน่งหรือไม่เสียตำแหน่ง เพราะที่เสนอนี่ก็อาจจะเสียก็ได้ ผมไม่แน่ใจ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

ต่อข้อถามถึงต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีความพยายามเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ จะดำเนินการอย่างไรที่มากกว่ามติดังกล่าวที่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า อดีตนายกรัฐมนตรีต้องคำพิพากษาและถูกอายัดทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย จึงไม่สามารถทำอะไรได้ แม้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร ก็ยังมีโทษที่ต้องเป็นไปตามหลักของกฎหมาย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องมาต่อสู้คดี และต้องสร้างความเข้าใจให้ประชาชนในชาติว่า ถ้าเรายังยึดติดกับอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ ทุกคนจะได้รับผลกระทบโดยรวม

ด้านนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการฯ กล่าวว่า มติดังกล่าวเป็นความคิดเห็นที่บริสุทธิ์ใจของคนที่รับผิดชอบหลักต่อประเทศอยู่ในขณะนี้ และเชื่อว่าเป็นมาตรการเดียวที่จะทำได้ เรามีความเชื่อว่า ถ้ารัฐบาลยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน ประเด็นความชอบธรรมการชุมนุมเรียกร้องขณะที่ประชาชนได้ใช้ดุลพินิจตัดสินใจเลือกผู้ปกครองใหม่จะหมดไป และยังเชื่อว่า สิ่งที่เราเรียกว่าความชอบธรรมทางสังคม เป็นประเด็นที่พันธมิตรฯ ต้องตอบ หากรัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อเสนอแล้ว ขณะเดียวกัน มีความหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะใช้ดุลพินิจไตร่ตรองดำเนินการตามข้อเสนอ เพื่อยุติความรุนแรง

“หากรัฐบาลไม่เสนอแนวทางอื่นในการจัดการกับปัญหา ไม่ดำเนินการตามข้อเรียกร้อง และยังพยายามใช้กำลัง โดยปล่อยให้สถานการณ์ร้ายแรงคุกคามประเทศชาติเช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ ก็อาจจะไปถึงขั้นต้องปฏิเสธความชอบธรรมในการบริหารราชการของรัฐบาลต่อไป วิธีการไม่เคารพเชื่อฟังรัฐบาล เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะดำเนินการกับรัฐบาลที่ไม่สามารถดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบสุขในประเทศได้” นายสุรพล กล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-11-26 20:34:33

"สมชาย"ลงเครื่องบอกยังงง หลับๆตื่นๆ ถูกบีบให้ยุบสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะได้เดินทางกลับจากประเทศเปรู มาถึง จ.เชียงใหม่ ได้มีนักข่าวถามถึงกรณีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ มีมติให้นายกฯ ยุบสภา และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ โดยนายสมชาย กล่าวว่า "ยังไม่รู้เลย ยังไม่ตัดสินใจ ก็ยังงงๆ อยู่ ว่ามีด้วยหรือ ยังหลับๆ ตื่นๆ"

สถุน"กู้ชาติ"เหยียบขยี้กม.แผ่นดิน


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

โดย เอกฉัตร


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านการทำรัฐประหาร ฉบับวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรรายงานข่าวด้วยใจหดหู่กับกฎหมายไทยถูกกลุ่มคนที่เรียกกันว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมกันย่ำยีจนบ้านนี้เมืองนี้เหมือนไม่มีขื่อมีแป เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ยกกำลังกองทัพเถื่อนจากทำเนียบรัฐบาล บุกยึดสถานที่ราชการอย่างง่ายดาย เพราะตำรวจหวาดผวากับข้อกล่าวหา เข่นฆ่าประชาชน ไม่กล้าที่จะทำอะไร เพื่อรักษาสถานที่ราชการที่ถูกขบวนการทำลายชาติบุกยึด เพราะในการปฏิบัติงานรักษาความสงบเรียบร้อย ควบคุมฝูงชน ตำรวจมีเพียงโล่กับชีวิตที่ไร้วิญญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เพราะถูกจำกัดขอบเขตให้ปฏิบัติ

00 วันแรกของสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย เห็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจไทย อยากจะบอกว่า คงไม่สายเกินไปหรอกครับที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะออกคำสั่งใหม่ ให้ตำรวจพกผ้าขาวคนละหนึ่งผืน เป็นอุปกรณ์ในการควบคุมฝูงชน เมื่อประจันหน้ากับม็อบ จะได้ปูผ้าขาว ก้มลงกราบงามๆ บ้านเมืองจะได้สมานฉันท์ตามนโยบายของรัฐบาล ตำรวจไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัว

00 แค่อุ่นเครื่องอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญ บอกอย่างฮึกเหิม ประชาชนคนไทย ก็ เห็นกันชัดแล้วพฤติกรรมถ่อยสถุลของไอ้และอีที่มีผ้าพันคอผ้าโพกศีรษะเขียนคำว่า “กู้ชาติ” แต่การกระทำตรงกันข้าม รุมทำร้ายตำรวจบาดเจ็บ เพราะถูก ศาสดาโกตั๊บ ณ โกเต๊กซ์ เป่ากระหม่อมฝังหัวไว้ “ตำรวจเข่นฆ่าประชาชน” ทำให้เกิดสำนึกในส่วนลึก ตำรวจทุกคนคือศัตรูคนสำคัญที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารจะต้องเปิดศึกรุมทำร้ายเมื่อได้โอกาส “หมาหมู่”

00 เอกฉัตร สงสารลูกเมียของ พ.ต.อ.พัชระ บุญสิทธิ์ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ที่ได้ดูทีวีเห็นภาพพ่อสามีถูก ไอ้อีถ่มน้ำลาย ขว้างปาสิ่งของใส่และถีบจนล้มลงแล้วรุมกันกระทืบซ้ำ ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องเข้ามาปกป้องช่วยเหลือดึงตัวออกไปจากวงล้อมของ “หมาหมู่” รอดตายหวุดหวิด เช่นเดียวกับกรณีของ จ.ส.ต.รณกรณ์ ถาวรสิน ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับจากปฏิบัติหน้าที่ ถูกหมาหมู่ดักกัดระหว่างทาง ร่างกายเจ็บไม่มากแต่ใจใครก็รู้ว่าเจ็บลึก ศักดิ์ศรีของตำรวจวันนี้หายไปไหน บิ๊กป๊อด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ช่วยตอบที หรือจะให้ประชาชนต้องรวมตัวกันทวงศักดิ์ศรีให้ตำรวจ

00 มีอย่างที่ไหน เกิดมาเพิ่งเจอ กลุ่มพันธมิตรพันธมารปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล อ้างเหตุเข่นฆ่าประชาชน และรู้เห็นเป็นใจกับคนร้ายที่ขว้างระเบิดใส่ทำเนียบ ตัดน้ำตัดไฟ ขังตำรวจไว้ในที่ตั้งนานครึ่งค่อนวัน และประกาศให้ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกมามอบตัว ดีนะที่ตำรวจใหญ่ทั้งสองท่านไม่บ้าจี้ตามคำขู่ มิฉะนั้น เอกฉัตร อาจจะต้องวิ่งหาหลักทรัพย์ประกันตัวทั้งสองคน ในฐานะที่เคารพนับถือกันเสมือนพี่

00 ใช่...ทุกคนเห็นด้วยและดีใจที่ไทยไม่ต้องฆ่าไทย ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ และเข้าใจตำรวจที่ต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดและการจับตามองของพวกจ้องถล่มทำลาย จึงปล่อยเลยตามเลย กลายเป็นว่า สงครามสุดท้ายของสุดท้ายวันแรก เป็นการเปิดสงครามข้างเดียว ไม่มีแรงต้าน ทำให้ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในห้าแกนนำประกาศชัยชนะอย่างภาคภูมิใจ แต่การปล่อยเลยตามเลยให้กลุ่มคนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ปฏิบัติการเหิมเกริม บุกยึดสถานที่ราชการ ประกาศชัยชนะได้อย่างง่ายดาย แม้แต่ทำเนียบชั่วคราว ดอนเมือง กลุ่มพันธมิตรพันธมารบุกเข้าไปปราศจากการขัดขวาง ประชาชนคนไทย ก็ทำใจลำบากเหมือนกันกับพฤติกรรมถ่อยสถุลย่ำยีกฎหมาย งัดห้องทำงานห้องประชุมของคณะรัฐมนตรี ไปนั่งเท่ถ่ายรูปกันสนุกสนานเหมือนเที่ยวงานวันเด็ก ไหนละที่บอกว่าชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ แต่สิ่งที่ไอ้อีพวกนี้พกขึ้นไปปล้นรถเมล์ เป็นอุปกรณ์กีฬาอย่างนั้นหรือ

00 รัฐบาลยึดมั่นกับคำว่าสมานฉันท์ ตำรวจทหารยึดมั่นใช้การเจรจา แต่ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานกลุ่มพันธมิตรพันธมาร พูดชัดหลังจากยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวได้สำเร็จ ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกัน ปฏิเสธที่จะเจรจากับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับมอบหมายให้วางแผนชิงทำเนียบชั่วคราวคืน

00 ไม่ได้ประมาทฝีมือของอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านศึกสู้รบผ่านงาน บู๊มากกว่างานบุ๋น แต่ถ้า รัฐบาลยึดมั่นสมานฉันท์ ตำรวจยึดมั่นการเจรจา กลุ่มพันธมิตรพันธมารยึดมั่นสงครามครั้งสุดท้ายของสุดท้าย ม้วนเดียวจบ เปิดยุทธการดาวกระจายบุกยึดสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายได้ทุกสถานที่ที่ต้องการจะไป แต่ประเทศไทยจะต้องมีรัฐบาลทำงาน บริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้การทำงานของคณะรัฐมนตรีต่อเนื่อง ข้าราชการประจำไม่ต้องหอบเอกสารหนีม็อบ คณะรัฐมนตรีไม่ต้องมุดรั้วโหนบันไดลิงหนีม็อบ ให้เกิดภาพทุเรศแพร่ไปทั่วโลก ประจานประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

00 เอกฉัตร มีข้อเสนอโดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ ให้รัฐบาลตั้งงบซื้อตู้เสบียงรถไฟ ดัดแปลงตบแต่งเป็นทำเนียบรัฐบาลเคลื่อนที่ หนึ่งตู้เสบียงรถไฟ สามารถประชุมคณะรัฐมนตรีได้ 36 คน ได้อย่างสบายๆ กลุ่มพันธมิตรฯ เปิดยุทธการดาวกระจาย รัฐบาลก็เปิดยุทธการดาวกระจุย ไม่ต้องปะทะให้เสียเลือดเสียเนื้อ ตู้เสบียงทำเนียบเคลื่อนที่สามารถพาคณะรัฐมนตรีหนีม็อบได้สบายๆ หากม็อบยังตามราวีไปทุกพื้นที่ในประเทศไทย ก็ยังขับเคลื่อนหนีไปถึงป่าหิมพานต์ยังได้ แน่นอน สัตว์ในเขาดินไม่ต้องเดือดร้อน นักเรียนไม่ต้องหยุดเรียน ในเมื่อคิดจะหลีกเลี่ยงการปะทะ วิธีการนี้จะดีที่สุดอย่างน้อยทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เบาใจ จะได้พูด “เรียบร้อยดี” ได้เต็มปากเต็มคำ ส่วนที่ประชุมสภา คงลำบากหน่อยนะครับ ปู่ชัย ชิดชอบ ประธานสภา เพราะจำนวนคนเยอะ ไม่มียานพาหนะใดที่จะดัดแปลงเป็นสภาเคลื่อนที่


ถ้าผมเป็นพันธมิตรจะเคลื่อนไหวอย่างไร จึงจะเป็นอารยะขัดขืนอย่างถูกต้อง?


คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์
คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ที่มา : ประชาไท


Civil Disobedience (ปัจจุบันบ้านเราเรียกกันว่าอารยะขัดขืน ซึ่งเป็นการสร้างศัพท์ที่เป็นปัญหา ที่จริง civil ในที่นี้มีความหมายถึงด้านพลเมือง แต่ในที่นี้จะขอข้ามไป เอาแค่นี้พอ ที่จริงเดิมเคยใช้กันว่าการดื้อแพ่ง จะมีความหมายใกล้เคียงกว่า) คือ การอ้างสิทธิพลเมืองที่จะต่อต้านกฎหมาย The Oxford Companion to Philosophy อธิบายไว้ว่า คือ

“พฤติกรรมสาธารณะที่ผิดกฎหมาย ที่ออกแบบมาเพื่ออุทธรณ์ต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมาย โดยไม่ปฏิเสธหลักการการปกครองด้วยกฎหมาย ดังนั้น มีเจตนาที่จะไม่ใช้ความรุนแรง (non-violence) และไม่ปฏิวัติ (non-revolutionary) เช่นเดียวกับที่มีความตั้งใจที่จะยอมรับการลงโทษโดยกฎหมาย”

โดยภาพรวม Civil Disobedience มีจุดมุ่งหมายเพื่อประท้วงความอยุติธรรมพื้นฐาน โดยยึดถือการประสบความสำเร็จอย่างมีเหตุผล โดยไม่สร้างความสูญเสียแก่สังคม

(ส่วนอหิงสานั้น มหาตมะ คานธี ผู้เป็นต้นคิด คือ ความกล้าเผชิญหน้ากับการใช้ความรุนแรงของอีกฝ่าย โดยไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับ และเมตตาแม้แต่ศัตรู)

Civil Disobedience จึงแตกต่างจากการประท้วงที่ถูกกฎหมาย การไม่เชื่อฟังกฎหมายโดยใช้ความรุนแรงที่ไม่ถูกกฎหมาย การปฏิเสธอย่างมีมโนธรรม –Passive Obedience (คือ ตั้งใจยอมรับการลงโทษทางกฎหมาย ยิ่งกว่าจะทำตามกฎหมายที่ไม่ยุติธรรม โดยไม่มีจุดมุ่งหมายใดที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย) การทดสอบตัวกฎหมายว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ (เช่น สงสัยว่ากฎหมายนั้นๆ ขัดกับรัฐธรรมนูญ จึงฝ่าฝืนเพื่อให้เป็นประเด็นพิจารณาชี้ขาด)

โดยหลักการ Civil Disobedience มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องเสรีภาพพลเมือง อันได้แก่ เสรีภาพในการพูด การพิมพ์เผยแพร่ การชุมนุม และการนับถือศาสนาหรือความเชื่อของตน กล่าวคือปกป้องคุณค่าแบบเสรี (liberal virtue) (ถ้าเรียกร้องให้มีการเซ็นเซอร์เว็บไซต์ เป็นต้น ถือว่าไม่ใช่ Civil Disobedience)

Ronald Dworkin (ใน A Matter of Principle) นักนิติปรัชญาคนสำคัญในปัจจุบัน ได้ตั้งคำถามว่า เราจะแยก Civil Disobedience จากกิจกรรมทางอาชญากรรมธรรมดาที่ถูกผลักดันโดยความเห็นแก่ตัว ความโกรธแค้น ความหยาบช้า หรือความบ้าคลั่งอย่างไร

Dworkin อธิบายว่า Civil Disobedience เป็นเรื่องของผู้เคลื่อนไหวทางสังคมที่ไม่ได้ท้าทายผู้มีอำนาจในวิถีทางแบบพื้นฐาน เพราะนอกจากจะไม่ได้คิดเพื่อตัวพวกเขาเอง และไม่ได้ถามผู้อื่นให้คิดเพื่อตัวพวกเขา ยังต้องยอมรับความชอบธรรมพื้นฐานของทั้งการปกครองและของชุมชน และมุ่งปฏิบัติการเพื่อให้ได้ผล ในแง่เกิดความเป็นธรรมในเรื่องที่เคลื่อนไหว แต่ยังคงกระทำหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองต่อไป (Dworkin ยังได้จัดประเภท Civil Disobedience ออกเป็น 3 แบบ จะขอข้ามไป แต่ผมจะเขียนไว้ในบทความฉบับเต็มเกี่ยวกับเรื่องนี้)

โดยสรุป Civil Disobedience ไม่ปฏิเสธหลักการการปกครองโดยเสียงของคนส่วนใหญ่ (ไม่ปฏิวัติ) และด้วยเหตุนี้จึง “เป็น Democrat โดยหัวใจ” กล่าวคือ เคลื่อนไหวโดยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ ซึ่งถือว่าทุกคนเสมอภาคกันโดยศักดิ์ศรีและสิทธิ เบื้องหน้ากฎหมายทุกคนเสมอภาคกัน (หลักนิติรัฐ) และรัฐมีไว้เพื่อปกป้องเสรีภาพและสิทธิพลเมือง

Civil Disobedience ใช้ยุทธวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในสองรูปแบบ

แบบเชิญชวน โดยการบีบคนส่วนใหญ่ให้ฟังข้อถกเถียงแย้งกฎหมายหรือโครงการของรัฐนั้นๆ โดยคาดหวังให้พวกเขาเห็นด้วยและไม่ยอมรับกฎหมายหรือโครงการของรัฐนั้นๆ หรือมุ่งทำให้คนส่วนใหญ่เห็นว่าการสนับสนุนกฎหมายหรือโครงการนั้นๆ ผิด และไม่เป็นประโยชน์กับพวกเขาเอง

แบบไม่เชิญชวน คือ ไม่ได้มุ่งเปลี่ยนความคิดคนส่วนใหญ่ แต่ทำให้มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายในโครงการนั้นๆ โดยคาดหวังว่าคนส่วนใหญ่จะค้นพบว่าค่าใช้จ่ายของโครงการสูงเกินกว่าจะรับได้ หรือสร้างภาระให้คนส่วนใหญ่ต้องจ่าย หากจะยังคงสนับสนุนโครงการดังกล่าวต่อไป

ถ้าพันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวแบบ Civil Disobedience จริง จะต้องทำอย่างไร?
จะต้องไม่เคลื่อนไหวแบบไม่เลือกวิธีการ เพียงแค่ขอให้ได้ชัยชนะ (ซึ่งการเมืองแบบเน้นคุณธรรมไม่มีพื้นที่ให้กับแนวทางวิธีการอะไรก็ได้ขอให้ได้ชัยชนะ)

จะต้องเคารพจิตใจและวัฒนธรรมแบบประชาธิปไตยพื้นฐานที่ถือว่าทุกคนเสมอภาคกันโดยศักดิ์ศรีและสิทธิ (ไม่ใช่การเมืองแบบเชิดชูเจ้า)

จะต้องไม่เคลื่อนไหวโดยมีการพกพาอาวุธทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่าเพื่อป้องกันตนเอง หรือฝ่าด่านป้องกันของฝ่ายรัฐ

จะต้องไม่เคลื่อนไหวในแนวทางแย้งสิทธิพลเมืองโดยพื้นฐาน เช่น ไม่เรียกร้องให้เซ็นเซอร์ความเห็นแย้ง หรือควบคุมการเผยแพร่ความคิดเห็นและข่าวสารของฝ่ายอื่น

จะต้องไม่เคลื่อนไหวแบบใช้การเมืองแบบชี้นำฝูงชน โดยการโฆษณาชวนเชื่อแบบปลุกระดม แต่เน้นการคิดเป็น ความมีเหตุผลที่ดี

จะต้องไม่เคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนขั้วครอบครองอำนาจรัฐหรือแย่งชิงอำนาจรัฐ แต่ทำหน้าที่ในฐานะกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบอำนาจรัฐ และเตือนภัยต่อสาธารณะ

จะต้องไม่เคลื่อนไหวโดยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม หรือสร้างความเสียหายต่อสังคม

ทั้งแกนนำและผู้ชุมนุมจะต้องยอมรับผลจากการเคลื่อนไหวที่ฝืนกฎหมาย โดยยอมถูกจับและหากถูกลงโทษตามกฎหมาย ก็ยอมรับผลเช่นนั้นโดยไม่ขัดขืน

ยกตัวอย่าง พันธมิตรฯ จะต้องไม่แอบอ้างเอาสถาบันสูงสุด มาอ้างเพื่อกำจัดฝ่ายอื่น ไม่เรียกร้องให้เซ็นเซอร์เว็บไซต์ทางการเมือง ในการชุมนุมและการเคลื่อนขบวนต้องปลดอาวุธทุกชนิด รวมถึงไม้หรือเหล็กแท่งต่างๆ วิธีการเคลื่อนไหวจะต้องคำนึงว่าส่งผลกระทบต่อส่วนรวมหรือไม่ (ไม่ตัดน้ำ ตัดไฟ หยุดเดินรถ ปิดสนามบิน เป็นต้น)

ตอนที่แกนนำถูกหมายจับข้อหากบฏ สิ่งที่ควรทำในตอนนั้นตามแนวทาง Civil Disobedience ก็คือเข้ามอบตัวทุกคนและไม่ขอประกันตัว ผู้ชุมนุมอื่นๆ ก็พากันเข้ามอบตัว รวมทั้งอาจพากันมาสมทบมอบตัวจากต่างจังหวัด เป็นต้น จนเจ้าหน้าที่ไม่รู้จะหาสถานที่มาคุมขังได้เพียงพออย่างไร และเกิดปัญหากับงบประมาณที่จะเอามาใช้ดูแลผู้ต้องขัง

ตอนที่เคลื่อนไปชุมนุมหน้ารัฐสภา (เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา หรือในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้) ซึ่งผู้ชุมนุมทุกคนต้องไม่มีการพกสิ่งใดๆ ที่อาจใช้เป็นอาวุธติดไปด้วย อาจใช้การนั่งหรือนอนขวางที่ด้านนอกรัฐสภา แต่จะไม่ต่อต้านเมื่อเจ้าหน้าที่มาลากตัวหรืออุ้มตัวออกไปทีละคนจนหมด และหากมีการตั้งข้อหาก็พร้อมยอมถูกจับทุกคนและไม่ขอประกันตัว และพร้อมถูกขังคุก

ข้างต้นเป็นตัวอย่างของการเคลื่อนไหวในแนวทาง Civil Disobedience อย่างแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยการคิดแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่เคลื่อนไหวอะไรก็ได้ (และหากเป็นอหิงสา นอกจากต้องห้ามด่าฝ่ายอื่น หรือพูดหยาบคายใส่ ยังต้องกล่าวถึงฝ่ายอื่นอย่างให้เกียรติ โดยถือว่าต่างก็เป็นมนุษย์ที่มีมโนสำนึกทางคุณธรรมไม่ด้อยกว่าฝ่ายตนอีกด้วย ดังที่คานธีได้ปฏิบัติเป็นต้นแบบ) และที่สำคัญที่สุด คือ การเคลื่อนไหวโดยตระหนักตลอดเวลาว่าจะเดินในกรอบประชาธิปไตยพื้นฐาน ไม่ใช่การมุ่งหน้าสู่การเปลี่ยนโครงสร้างเป็นแบบถดถอยจากประชาธิปไตย (ดังเช่น การเชื้อเชิญทหารมามีบทบาททางการเมืองเกินหน้าที่กองกำลังป้องกันประเทศ ซึ่งห้ามแทรกแซงทางการเมือง หรือพยายามผลักดันแนวทางการเมืองแบบถดถอยไปสู่ระบบคัดสรรที่ให้อำนาจเฉพาะชนชั้นนำที่เรียกผิดๆ ว่าการเมืองใหม่)

แต่หากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคิดว่าแนวทางแบบ Civil Disobedience (รวมทั้งอหิงสา) ตามหลักการนั้นรับไม่ได้ ก็สมควรเลิกประกาศว่าตนเองเคลื่อนไหวในแนวทางดังกล่าว

“ขณะนี้อารมณ์ของมวลชนเหมือนทุบหม้อข้าวมา เหมือนยุทธการของพระเจ้าตาก แต่ไม่ใช่พระเจ้าตากที่สนามหลวง แต่ในวันที่ 23 นี้ เป็นอารยะขัดขืนขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นการยกระดับจากการชุมนุมใหญ่แต่เป็นการลุกขึ้นสู้อย่างถึงที่สุด”

(http://thaienews.blogspot.com) ตามที่ สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ระบุ ไม่สามารถเข้าใจเป็นอื่นได้นอกจากเป็นสิ่งบ่งชี้ชัดถึงการด้อยความเข้าใจในเรื่อง Civil Disobedience หากไม่ใช่การจงใจโกหกต่อสาธารณะเพื่อให้เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ

นอกจากนี้ หากพันธมิตรฯ จะยังห้อยชื่อกลุ่มด้วยคำว่าประชาธิปไตย ถ้าไม่ให้เป็นการโกหกประชาชน ก็จำเป็นต้องปรับหลักคิด แนวทาง และวัฒนธรรมพื้นฐานของการเคลื่อนไหวของกลุ่มตนโดยรวมด้วย!


แบงก์ปลอมสะพัดม็อบพันธมิตรต้มเปื่อย!จ่ายค่าตัวร่วมการชุมนุม


พ่อค้า-แม่ค้าผวา แบงก์ปลอมสะพัดรอบทำเนียบรัฐบาล ฝีมือเนี๊ยบเกรดเอจากโรงพิมพ์ชั้นดี เชื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งในการก่อความไม่สงบและก่อการร้ายภายในประเทศ เผยจับกุมพันธมิตรฯ แทบทุกคดีต้องพบมีแบงก์ปลอมติดตัว ตำรวจจ่อขยายผลสาวถึงต้นตอ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวเตือนถึงธนบัตรปลอมใบละ 1 พันบาท ที่พบมากมายในย่านทำเนียบรัฐบาล แถมยังเป็นแบงก์ปลอมเกรดเอ และเหมือนจริงมากไม่ว่าจะเป็นเงาเมื่อยกส่องไฟหรือแสง การฝั่งแถบสีเงินที่มองดูแล้วเหมือนธนบัตรจริงทุกอย่าง รวมทั้งกลิ่นด้วย

แต่ที่ทราบว่าเป็นของปลอมเนื่องจากแถบสีเงินของธนบัตรจริงจะฝั่งไปกับตัวกระดาษ ลบยังไงก็ลบไม่ออกและไม่เกิดการสะดุดเมื่อลูบที่ธนบัตร ส่วนธนบัตรปลอมเมื่อลูบที่บริเวณแถบสีเงินจะทราบได้ทันทีว่าไม่แนบสนิทกันกับตัวกระดาษที่ใช้ผลิตธนบัตร

ซึ่งเรื่องนี้ได้หารือกับนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังติดตามหาหลักฐานเพื่อเอาผิดตามกฎหมายอยู่

“รูดแถบก็รู้ คนกลุ่มนี้ที่ใช้เวลาจับจ่ายใช่สอยมีเป็นปึก ระบาดไปทั่วร้านค้าแถวทำเนียบรัฐบาล แต่พอพูดออกรายการไป นักข่าวที่ประจำทำเนียบก็บอกว่าบรรดาแม่ค้า พ่อค้าก็ระวังมากขึ้น ก็ต้องบอกว่าให้ตรวจสอบให้ดี”

เมื่อสอบถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าธนบัตรดังกล่าวถูกสั่งจ่ายมาจากภายในกลุ่มชุมนุมพันธมิตรฯ เพื่อนำมาจ่ายให้ผู้เข้าร่วมชุมนุม นายจตุพรกล่าวว่า ธนบัตรหลุดออกมาอย่างมากมาย เป็นเรื่องเลยเถิดกันไปหมดแล้ว

ทั้งนี้ในเว็บไซต์ www.downmerng.blogspot.com ได้ลงข่าวนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ได้กล่าวเตือนประชาชนก่อนกหน้านี้วส่าขณะนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพนำธนบัตรชนิด หนึ่งพันบาท ปลอมออกมาใช้สอยกันมาก ซึ่งหากไม่สังเกตุจะไม่รู้ว่าแบงค์ไหนปลอมแบงค์ไหนจริงเพราะมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก แต่เบื้องต้นหากจะสังเกตุให้ดูที่แถบนูนด้านข้างแบงค์เพราะจะมีลักษณะที่นูนผิดปกติ ซึ่งหลังจากทราบข่าวตนก็ได้เข้าหารือ กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ว่าขณะนี้มีการลักลอบใช้ธนบัตรชนิด 1000 ปลอมกันอย่างแพร่หลาย

“นายกรัฐมนตรีได้ทราบข่าวดังกล่าวและได้สั่งการไปยังเจ้าที่ตำรวจทันที เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มา เพื่อป้องกันไม่ให้ระบาดมากขึ้น เนื่องจากประชาชนจะได้รับความเดือดร้อน” นายจตุพร กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายจตุพรยังกล่าวเตือนประชาชนให้ช่วยกันสังเกตและระมัดระวัง เพราะประชาชนจะเฝ้าระวังได้ดีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะที่ตนเป็นห่วงว่า การนำธนบัตรปลอมออกมาจำหน่ายใช้สอยจะมีนัยซ่อนเร้น แอบแฝง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจของชาติ และจะนำไปสู่ความทำลายล้าง โดยใช้ธนบัตรดังกล่าวมาเป็นอุปกรณ์สร้างความวุ่นวาย

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตคือเจ้าหน้าที่ควรเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบว่ามีการแอบหรือทำอะไรที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า เพื่อความสบายใจของประชาชน


‘นักวิชาการ’ชี้รัฐคะแนนท่วมสาวกท้อ!ม็อบชั่วปลุกไม่ขึ้น


“นักวิชาการ” เรียงหน้าฉะพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวไร้จุดหมายทำประชาชนเดือดร้อนทั่วบ้านทั่วเมือง ระบุงานนี้มีแต่เสียกับเสีย กลายเป็นกระแสตีกลับ แม้แต่คนที่อยู่ตรงกลางก็จะหันไปให้กำลังใจรัฐบาล เพราะปรากฏภาพของความเป็นผู้รุกรานชัดเจน ถ้าไม่เปลี่ยนยุทธวิธีคนเบื่อม็อบจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ขนาดบรรดาสาวกยังออกอาการท้อแท้ บอกเลิกขีดเส้นได้แล้วว่าจะชนะวันไหน เพราะไม่เคยทำสำเร็จซักครั้ง

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ประการรบครั้งสุดท้าย และเป็นการเคลื่อนไหวที่คุยเอาไว้ว่าจะจัดการรัฐบาลแบบ “ม้วนเดียวจบ” กลับกลายเป็นเรื่องโจ๊กที่ไม่สมราคาคุย ไม่ได้มีประชาชนร่วมการชุมนุมคึกคักอย่างที่ประกาศไว้ รวมทั้งท่าทีเถื่อนถ่อย ทั้งการปล้นรถเมล์ การพกพาอาวุธหนัก การทำลายข้าวของทางราชการ ก็ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเทใจมาทางด้านรัฐบาล เพราะเริ่มเห็นชัดว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเหล่านี้ แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ทำเพื่อบ้านเมือง
นายสุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าตอนนี้กระแสตีกลับเพราะภาพมันออกมากลายเป็นผู้รุกราน อย่างการปิดล้อมที่ดอนเมือง ถือว่าหมิ่นเหม่มากในสายตาของคนทั่วไป ตนมองว่าคนเป็นกลาง ที่ไม่ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ คงไม่อยากให้เกิดภาพเช่นนี้
“ในสายตาของผู้คน เงื่อนไขการชุมนุมของพันธมิตรฯก็จะหายไป เพราะที่พันธมิตรฯชูขึ้นมาคือคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลก็บอกว่าไม่แก้ ทำให้เงื่อนไขนี้หายไป ดังนั้นเงื่อนไขที่แท้จริงของพันธมิตรฯคือ ต้องการล้มรัฐบาล ตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่ต้องดูว่า คนส่วนใหญ่จะเอาด้วยหรือไม่”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังคือ มือสอดแทรก ที่ใจร้อน ทนไม่ไหว เพราะถ้าเกิดขึ้น สถานการณ์จะเปลี่ยนอีก
นายปริญญา เทวานฤมิตกุล รองอธิการอธิบดีธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ดาวกระจายทั้ง 2 วันของพันธมิตรฯ ตนมองว่าไม่เกิดผลดีต่อประเทศชาติเลย โดยเฉพาะการเดินไปประท้วงอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งทำให้คนที่กลางไม่ได้ฝักใฝฝ่ายใดมีความรู้สึกไม่ชอบพันธมิตรฯมากขึ้นเรื่อยๆ
“แม้ว่าทหารออกมาปฏิวัติก็ไม่จบ เพราะกลุ่มเสื้อแดงก็จะออกมาต่อต้านรัฐบาล ผมอยากจะเกิดการเจรจา แต่เท่าที่มองแล้วพันธมิตรฯ ก็ไม่ยอมเจรจา ดังนั้นการเมืองก็จะลากยาวกันไปแบบนี้ โดยให้ประชาชนตัดสินว่าฝ่ายไหนที่ทำลายชาติ
ด้าน รศ.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า พันธมิตรฯ ต้องคำนึงถึงการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ให้สิทธิคุ้มครอง แต่ถ้าการชุมนุมมีเหตุให้วุ่นวาย ขาดความสงบเรียบร้อยหรือทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจะทำให้พันธมิตรฯ ขาดความชอบธรรมไปในทันที
ทั้งนี้ตนมองว่าขณะนี้รัฐบาลได้ยอมถอยถึงที่สุดแล้ว เพราะจากเดิมที่ได้กำหนดประชุมครม.ที่ทำเนียบชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง แต่เมื่อพันธมิตรฯ ดาวกระจายมาปิดล้อมอีก รัฐบาลจึงเปลี่ยนไปประชุมที่กองทัพไทย แต่พันธมิตรฯ ก็บุกมาปิดล้อมอีกจึงทำให้ประชาชนมองพันธมิตรฯ ไปในทางลบทันที
“ผมมองว่าขณะนี้มันวุ่นวายกันไปหมด เพราะประชาชนที่อยู่ตรงกลาง ได้รับความเดือดร้อน จากปัญหาการจราจร บางส่วนเกิดความรำคาญ เพราะมันมากเกินไป ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ น้อยลงไปเรื่อยๆ ”
ขณะเดียวกันบนเวบไซต์ของ “ผู้จัดการ” เองก็ยังมีบรรดาสาวกไปโพสต์ข้อความตัดพ้อเอาไว้ว่าเลิกพูดเรื่องม้วนเดียวจบหรือขีดเส้นว่าจะสำเร็จวันนั้นวันนี้ได้แล้ว เพราะไม่เคยสำเร็จซักที

ม็อบโกเต็กซ์ทำจราจรป่วน
สำหรับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในวันที่ 25 พ.ย. เริ่มต้นที่เวลา 04.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยทำเนียบรัฐบาล ประกาศปลุกผู้ชุมนุมให้เก็บข้าวของบางส่วน และเคลื่อนย้ายไปขึ้นรถยนต์ 6 ล้อ ที่ทางพันธมิตรฯเตรียมไว้ไปรวมตัวกันที่บริเวณสนามม้านางเลิ้ง ถนนพิษณุโลก เพื่อเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ท่าอากาศยานดอนเมือง
ทั้งนี้มีนายพิภพ ธงไชย และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข 2 แกนนำพันธมิตร ฯ คอยประสานงานดูแลการระดมพลที่บริเวณด้านหน้าสนามม้านางเลิ้ง โดยรถยนต์หัวขบวนตั้งแถวอยู่บริเวณทางด่วนยมราช รอให้ผู้ชุมนุมขึ้นรถเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะขึ้นทางด่วนยมราชไปยังดอนเมือง โดยได้มีการเจรจากับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่าจะให้รถยนต์ของพันธมิตรฯทุกคันขึ้นทางด่วนไปยังดอนเมืองฟรี โดยไม่เสียค่าผ่านทาง เพราะนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ประกาศย้ำกับผู้ที่ขับขี่ยานพาหนะที่นำพาผู้ร่วมชุมนุมไปด้วย ให้นำรถขึ้นทางด่วน เนื่องจากเกรงว่า หากใช้เส้นทางตามปกติ จะไม่ได้รับความปลอดภัย
จากนั้นเวลาประมาณ 04.50 น. รถยนต์หัวขบวนได้เริ่มทยอยขึ้นทางด่วน ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก รถยนต์ที่จะแล่นผ่านบริเวณใกล้เคียง เช่น ถนนนครสวรรค์ ไม่สามารถเลี้ยวขวาผ่านแยกนางเลิ้งเพื่อเข้าสู่ถนนพิษณุโลกได้
อย่างไรก็ตาม ภายในทำเนียบรัฐบาลก็ยังคงมีผู้ชุมนุมบางส่วนที่ยังเฝ้าฐานที่มั่นอยู่ เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่บุกยึดคืน

บุกเคลื่อนปิดกองทัพไทย
ต่อมา เวลา 13.50 น. ภายหลังที่แกนนำพันธมิตรฯ ประกาศเคลื่อนประชาชนไปล้อมกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อปิดกั้นไม่ให้คณะรัฐมนตรีประชุมได้นั้น ได้มีประชาชนเดินทางไปสมทบพันธมิตรฯ ที่กองบัญชาการกองทัพไทยกว่า 1,000 คน
จากนั้นเวลา 14.23 น.มีรายงานว่า คณะรัฐมนตรีได้ยกเลิกการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทยโดยกองทัพไทยได้แจ้งว่าไม่มีการจัดการประชุมหรือแถลงข่าวแต่อย่างใด ขณะที่ทหารได้ตรึงกำลังเข้ม เนื่องจากเกรงว่าพันธมิตรฯ จะบุกเข้าไปในทำเนียบฯ
ขณะที่บนเวทีพันธมิตรฯ ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล และที่ทำเนียบชั่วคราว ดอนเมือง ได้ประกาศอย่างต่อเนื่องว่าจะยังเคลื่อนกำลังไปยังกองบัญชาการฯ โดยแกนนำพันธมิตรฯ ได้มอบหมายให้นายสุชาติ ศรีสังข์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม เป็นแกนนำในการนำทัพประชาชน

เคลียร์ “อู่ตะเภา” รับนายกฯ
เวลาประมาณ 15.30 น.ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มประชาชนประมาณ 1,000 คน พร้อมมือตบเดินทางไปปิดล้อมทางเข้าสนามบินสุวรรณทางด้านมอเตอร์เวย์ เพื่อเตรียมประท้วงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่มีกำหนดเดินทางกลับจากการร่วมประชุมเอเปกที่ประเทศเปรู ถึงไทยในเวลาประมาณ 12.55 น.วันที่ 26 พ.ย.
อย่างไรก็ตาม ได้เกิดปัญหาเครื่องลากจูงเครื่องบินลำที่นายสมชายจะโดยสารกลับขัดข้อง ทำให้เครื่องบินต้องออกล่าช้ากว่ากำหนด
มีรายงานว่า เครื่องบินการบินไทยที่นายสมชายจะเดินทางกลับได้ออกจากกรุงลิมา เมืองหลวงของเปรูแล้ว และจะลงเติมนำมันที่เมืองซูริก สวิตเซอร์แลนด์ ในเวลา 2 ทุ่ม ตามเวลาท้องถิ่น (ประมาณตี 2 ตามเวลาในไทย) แต่เนื่องจากเครื่องบินขึ้นช้ากว่ากำหนด ทำให้คาดว่าน่าจะถึงไปถึงเมืองซูริกหลังเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่น (ประมาณ 06.00 น.ตามเวลาในไทย) จากนั้นจึงจะบินเข้ามาในไทย ซึ่งตามกำหนดเดิมจะถึงไทยในเวลา 12.55 น. แต่ถ้านับชั่วโมงที่เครื่องบินออกช้า น่าจะช่วงถึงในช่วงเย็นๆ
ต่อมาเมื่อเวลา 16.30 น.มีรายว่า รัฐบาลได้สั่งให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เตรียมพื้นที่สนามบินอู่ตะเภา ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และสนามบินเชียงใหม่ ไว้รองรับ หากเที่ยวบินที่นายสมชายเดินทางมาไม่สามารลงที่สนามบินสุวรรณภูมิได้


“จตุพร” ฉะ “ยะใส” พวกโง่
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน แถลงตอบโต้กรณีนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาระบุว่าในการประชุมสภาวันที่ 26-27 พ.ย.นี้ อาจจะมีการหมกเม็ดพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ ว่า รัฐธรรมนูญ ม.291 ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นการประชุมร่วมสองสภา แต่การประชุมวันที่ 26-27 พ.ย.นี้เป็นการประชุมสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฎร ถ้านายสุริยะใสจะแสดงความโง่ก็ไม่ควรพาประชาชนไปโง่ตาม
ส่วนที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ อ้างว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร. ทำลายสถาบันองคมนตรีมาปลุกปั่นผู้ชุมนุมนั้น นายจตุพร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงก็คือส่วนที่ว่าด้วยองคมนตรี อยู่ในหมวดของพระมหากษัตริย์ ซึ่งร่างคปพร.เขาไม่แตะต้อง แต่ไปยกจากรัฐธรรมนูญ 2550 มาใช้เหมือนเดิมทั้งหมด แต่เมื่อกลุ่ม 40 ส.ว.และแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ไปอ่านตัวร่างแล้วไม่เห็น ก็เข้าใจผิดว่าตัดหมวดองคมนตรีออกไป จึงมาบิดเบือนปลุกระดมกันใหญ่
“นอกจากนี้ยังมีการสร้างจินตนาการเสื้อแดงออกมาปลุกระดมผู้ชุมนุม แต่ผมบอกว่าวันนี้เสื้อแดงยังไม่ออก วานนี้ที่มีบางคนไปขัดขวางกลุ่มพันธมิตรฯย่านวิภาวดีนั้น ก็เพื่อปกป้องสถานวิทยุชุมชนแท็กซี่ เพราะกลัวว่าระหว่างที่พันธมิตรฯไปดอนเมืองจะมาบุกรุกสถานที่ แต่คนเสื้อแดงจะยังไม่ออกมา จะดูจนกว่าว่ากลุ่มพันธมิตรฯไปปิดล้อมวังสวนจิตรฯในวันที่ 4 ธ.ค.จริงตามที่ประกาศหรือไม่ ซึ่งจะรอดูด้วยว่าพล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.จะมีปัญญาจัดการหรือไม่ ส่วนที่กลุ่มพันธมิตรฯประกาศไปชุมนุมปิดล้อมบ้านคนนั้นคนนี้นั้น บ้านผมและบ้านแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯหลายคนก็อยู่ใกล้กัน ถ้าบ้านผมไฟไหม้ บ้านมันก็ไฟไหม้เหมือนกัน ที่พูดเพราะผมไม่อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯไปข่มขู่คนอื่น”นายจตุพรกล่าว

สังคมไทยต้องไม่ยอมแพ้พธม.
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ออกแถลงการณ์ ถึงกรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯว่า ไม่ใช่การใช้เสรีภาพในการชุมนุมที่สงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการกระทำที่ใช้กำลังความรุนแรง ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น อันเป็นการขัดต่อกฎหมายบ้านเมือง
นายจาตุรนต์ ทั้งๆที่ทราบดีอยู่แล้วว่า การประชุมรัฐสภาที่จะมีขึ้นไม่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับใช้เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหว ที่ลุกลามบานปลายมากกว่าการขัดขวางการประชุมรัฐสภาไปอีกมาก แม้จะมีการเลื่อนประชุมรัฐสภาออกไปแล้ว การเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมายนี้ยังไม่ได้ลดน้อยลง จนเห็นได้ชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การขัดขวางการทำหน้าที่ของรัฐ ทั้งฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ทำให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพปกครองไม่ได้ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เพื่อจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการที่ผู้มีอำนาจทางทหารจะทำรัฐประหาร ล้มล้างประชาธิปไตย แล้วสร้างระบบการปกครองที่เป็นเผด็จการภายใต้ชื่อที่เรียกว่า “การเมืองใหม่”
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้ ไม่ต่างอะไรจาก “การรัฐประหารอีกรูปแบบหนึ่ง” ที่ยังไม่สำเร็จสมบูรณ์ และยังต้องอาศัยการสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมให้พัฒนาไปสู่การรัฐประหารอย่างเต็มรูปแบบนั่นเอง
การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคต่อการที่รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมกลุ่มประเทศอาเซียนบวกหกเท่านั้น แต่การขัดขวางการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภา การเคลื่อนไหวที่เป็นอนาธิปไตยนี้กำลังทำลายภาพพจน์และความเชื่อมั่นที่นานประเทศมีต่อประเทศไทย ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้เลวร้ายหนักยิ่งขึ้นไปอีก
หากกลุ่มพันธมิตรฯไปชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิในวันที่ 26 พ.ย.นี้จริง จะยิ่งทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหายยับเยินหนักเข้าไปอีก
กรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯที่สามารถสร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรงต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆนี้ เกิดขึ้นได้เพราะไม่มีการรักษากฎหมาย เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจบังคับใช้กฎหมายเพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดการปะทะ และจะถูกนำไปเป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร ซึ่งจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก นี่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบยุติธรรมของประเทศ สังคมไม่ยึดหลักนิติธรรม ระบอบประชาธิปไตยยังอ่อนแอ ยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการรัฐประหารยึดอำนาจได้ทุกขณะ

กองทัพยันไม่ปฏิวัติ
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า ต้องแยกเป็น 2 ส่วนในการทำให้สังคมสงบเรียบร้อย ส่วนหนึ่งเราจัดกำลังรวมกับตำรวจที่มีหน้าที่หลักไปรวมดูแลความสงบเรียบร้อย เดิมกองทัพดูอยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุม ซึ่งจัดจุดที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยเพิ่มอีกหลายจุดรวมกับตำรวจ กองทัพเรือ กองทัพอากาศ อีกส่วนคือการดูแลกรณีที่จะมีกลุ่มพลังความเห็นต่างกันมาปะทะกัน เรามีแผนเตรียมไว้รองรับ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิด แต่เราให้กำลังเตรียมพร้อมไว้แล้ว
เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ว่าพันธมิตรฯ ยั่วยุตำรวจจนเจ้าหน้าที่หมดความอดทน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าตำรวจจะไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการลงไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานมีความประนีประนอม อะลุ้มอล่วย ส่วนผู้ชุมนุมก็ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งสองฝ่ายไม่มีสัญญาณหรือสิ่งบอกเหตุว่าจะมีความรุนแรง ดังนั้น ตำรวจคงไม่ต้องอดทน เพราะทำงานตามปกติ เราเป็นประชาชนเหมือนกัน เมื่อถามว่าส่วนตัวอยากให้กระแสสังคมตัดสินการชุมนุม แต่กองทัพอยู่เฉย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ก็ดี เพราะหากเราไปตัดสินไม่เป็นฉันทามติและจะไม่จบ

กองทัพยังเชื่อไม่รุนแรง
ต่อข้อถามที่ว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพจะดำเนินการอย่างไร เพราะพันธมิตรฯ ประกาศจะไปล้อมกองทัพไทย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพมีการพูดคุย เมื่อเช้าวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้มีการพูดคุยและประเมินว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ยืนยันว่าสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในสถานะที่เป็นการแสดงความคิดเห็นไม่มีความรุนแรง
“จุดยืนกองทัพเห็นตรงกันว่า 1.ทหารทุกเหล่าทัพจะดูแลประเทศชาติบ้านเมือง โดยมีแนวคิดดูแลสถาบันหลักของชาติ และประชาชนไว้ให้ได้ 2.ส่วนเรื่องประกันว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ผบ.เหล่าทัพเห็นตรงกันว่าจะใช้มาตรการและศักยภาพทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อไม่ให้คนมาปะทะกันทำให้เกิดความสูญเสียขึ้น และ 3.ยึดแนวทางกระบวนการยุติธรรม หรือกฎหมายเป็นหลักในการช่วยกันแก้ไขปัญหาสถานการณ์บ้านเมือง” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม พล.อ.อนุพงษ์ ได้ตอบคำถามเรื่องทหารจะไม่ใช้การปฏิวัติตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องว่า ทุกเหล่าทัพเห็นตรงกันว่าการปฏิวัติเป็นแนวทางอื่นที่ยังไม่น่าที่จะแก้ไขปัญหาประเทศได้ ซึ่งทุกส่วนและทุกเหล่าทัพเห็นตรงกันว่าจะยึดแนวทางหลัก 3 ประการ เพื่อประคองให้สถานการณ์ประเทศชาติ ผ่านวิกฤตไปได้

ตำรวจลั่นอดทนอดกลั้น
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ในฐานะ รองโฆษก บช.น.กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยรักษาความสงบเรียบร้อยพื้นที่ กทม.ภายหลังกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบรัฐบาลชั่วคราวในท่าอากาศยานกรุงเทพ (สนามบินดอนเมือง) ว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาปิดสถานที่ราชการต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ นั้นเป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจน ไม่ใช่การชุมนุมที่สงบตามสิทธิรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 เพราะเมื่อที่ 24 พ.ย. เจ้าหน้าที่ก็สามารถจับกุมกลุ่มคนที่พกอาวุธมาร่วมชุมนุมดำเนินคดีที่ สน.นางเลิ้ง รวมทั้งการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ทำร้ายร่างกาย พ.ต.อ.พชร บุญญสิทธิ์ รอง ผบก.น.4 จนได้รับบาดเจ็บและแม้ล้มลงกับพื้นก็ยังตามลงไปทำร้ายซ้ำอีก ถือเป็นความผิดชัดเจน สั่งการให้ดำเนินการคดีต่อทุกคนที่มีส่วนร่วม รวมถึงแกนนำที่นำประชาชนออกมาชุมนุม หากการตรวจสอบจากวิดีทัศน์พบว่ามีว่ามีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินคดีด้วย
รอง โฆษก บช.น.กล่าวอีกว่า ในส่วนของพื้นที่ดอนเมืองนั้น ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผบก.น.2 ดำเนินคดีต่อกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำร้ายร่างกายรอง ผบก.น.4 ส่วน 6 ชายฉกรรจ์ที่ยึดรถเมล์สาย 53 และตรวจพบอาวุธทั้งปืนและระเบิดนั้นได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.นางเลิ้ง ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด ซึ่งจะเห็นได้ว่าการชุมนุมของพันธมิตรฯ นั้นไม่ใช่การชุมนุมที่สงบเพราะเป็นการสร้างความวุ่นวายในบ้านเมือง
“แต่ส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจนั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.ได้เน้นย้ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ใช้ความอดทนอดกลั้นถึงที่สุด แต่หากกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการใช้ความรุนแรงใดๆ ขอให้มาลงที่ตำรวจ ขอให้ตำรวจเป็นที่รองรับอารมณ์นั้นแทนพี่น้องประชาชน เพราะเราเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น สีทนได้” พล.ต.ต.อำนวย กล่าวติดตลก