WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 4, 2008

ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน สมัครเข้าพรรคเพื่อไทย

ที่มา MCOT News
พรรคเพื่อไทย 4 ธ.ค.- ส.ส.กลุ่มเพื่อน เนวิน ทยอยเดินทางมากรอกใบสมัครที่พรรคเพื่อไทย เสนอ “เสนาะ” เป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อจะเป็นคนกลางแก้ปัญหาความขัดแย้งได้

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน สส.กลุ่มเพื่อนเนวิน เดินทางมาที่พรรคเพื่อไทย พร้อม กลุ่ม ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด อีก 4 คน คือ นายนิรมิตร สุจารี นายกิตติ สมทรัพย์ นายเสกสิทธิ์ ไวยนิยมพงษ์ นายฉลาด ขานช่วง โดยยืนยันว่าเสียงในกลุ่มเพื่อนเนวินไม่แตก แต่จะดูข้อเสนอของพรรคว่าจะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าจะมีความประนีประนอมสามารถจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้ชาติผ่านวิกฤติความขัดแย้งไปได้หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นคนกลางสามารถแก้ปัญหาฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมาได้ แต่หากเอานายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะเกิดความขัดแย้งของคนกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงอีก

นายชูวิทย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ถ้าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ได้ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนกลาง ประเทศชาติบอบช้ำมามาก นายกรัฐมนตรีต้องเร่งฟื้นฟู ตอนนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างกำลังเมา ถ้าเอาคนเมามาแก้ปัญหาก็จะยิ่งเมาไปใหญ่ จะเป็นนายเสนาะก็ได้ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก็ได้ แต่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็เป็นได้ แต่ก็ตอบคำถามไม่ได้ว่าจะมีเสื้อเหลืองมาประท้วงอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทุกกลุ่มภายในพรรคมีสิทธิ์ที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี แต่ท้ายที่สุดพรรคว่าอย่างไรก็ต้องเคารพมติเสียงข้างมาก.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 13:33:43

ยุรนันท์ สมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ได้เบอร์ 10

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ4ธ.ค.-“แซม-ยุรนันท์” สมัครเข้าชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. แล้วในนามพรรคเพื่อไทย ได้หมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกับ “ประภัสร์” ผู้สมัครจาก พปช. ในครั้งที่แล้ว ส่วน “ธรรณม์ชัย รุ่งจิรโรจน์” นักธุรกิจอัญมณี ได้หมายเลข 11 ตามความตั้งใจ

การสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) วันสุดท้ายที่ศาลาว่าการ กทม.เสาชิงช้า วันนี้เริ่มคึกคักมากขึ้น เมื่อนายยุรนันท์ ภมรมนตรี เดินทางมาสมัครในนามพรรคเพื่อไทย มีนายวิชาญ มีนชัยนันท์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำทีมมาสมัครพร้อม ส.ส. และ ส.ก.ที่เคยสังกัดพรรคพลังประชาชน (พปช.) มาให้กำลังใจ โดยนายยุรนันท์ เดินทางมาถึงศาลาว่าการ กทม.ตั้งแต่ 08.00 น. จากนั้น เข้าสักการะพระพุทธนวราชบพิธ พระพุทธรูปประจำศาลาว่าการ กทม. และรอเข้าสมัครในเวลา 08.30 น. เมื่อถึงเวลาไม่มีผู้สมัครรายอื่นมาพร้อมกัน จึงไม่มีการจับสลาก นายยุรนันท์ ได้หมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกับนายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครในนามพรรคพลังประชาชนเคยได้ในครั้งเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งที่ผ่านมา

นายยุรนันท์ กล่าวว่า ใช้เวลาตัดสินใจไม่นานในการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ ซึ่งตนมั่นใจในทีมงานของพรรค ส่วนการเดินทางมาสมัครวันสุดท้าย เพราะติดเงื่อนไขกรณียุบพรรคพลังประชาชนเป็นตัวแปร อย่างไรก็ตาม แอบหวังว่าจะได้หมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขที่นายประภัสร์ เคยได้ เมื่อได้หมายเลข 10 ก็รู้สึกอุ่นใจเหมือนได้มาสานต่อ เนื่องจากครั้งที่แล้ว นายประภัสร์ มีเวลาหาเสียงน้อย วันนี้ยังไม่ขอเปิดเผยนโยบายเนื่องจากเป็นวันมงคลซึ่งคนไทยทุกคนต่างรอฟังพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม

ผู้สื่อข่าวถามว่าสมาชิกที่เคยสังกัดพรรคพลังประชาชนบางส่วนบอกว่าอยากสนับสนุน ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล นายยุรนันท์ กล่าวว่า เสียงสนับสนุนเช่นนั้นเกิดจากเมื่อครั้งที่พรรคยังไม่ชัดเจนเรื่องตัวผู้สมัครซึ่งขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนแล้วว่าส่งตนมาสมัคร ดังนั้น เมื่อเป็นมติพรรคสมาชิกพรรคทุกคนจะสนับสนุนตน เชื่อว่าไม่มีปัญหา สำหรับทีมงานในการหาเสียงนั้นจะประชุมกันในวันนี้

จากนั้น นายยุรนันท์ ได้ขึ้นไปสักการะศาลเจ้าจีน ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์ของศาลาว่าการ กทม.พร้อมกล่าวด้วยว่าวันนี้มีแผนจะเดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพระแก้วและวัดชนะสงคราม

เวลาประมาณ 08.45 น. นายธรรณม์ชัย รุ่งจิรโรจน์ นักธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ เดินทางมายื่นใบสมัคร ได้หมายเลข 11 ตามความตั้งใจ เนื่องจากเมื่อวานนี้ (3 ธ.ค.) มาแล้วแต่ไม่สมัคร เพราะไม่ถูกโฉลกกับเลขศูนย์ พร้อมกล่าวว่า แม้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่เนื่องจากเป็นคนกรุงเทพฯ มองเห็นปัญหากรุงเทพฯ จึงอยากอาสาแก้ปัญหา โดยนโยบายหาเสียงจะเห็นได้เป็นรูปธรรม เช่น งานที่อยากทำงานแรกคือการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลใน กทม.ให้ทัดเทียมโรงพยาบาลเอกชน เพิ่มค่าตอบแทนให้ข้าราชการ กทม.เพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน อย่างไรก็ตาม จะเปิดตัวช้าหรือเร็ว คิดว่าไม่เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบอย่างใด เชื่อว่าฐานเสียงของตนจะเป็นคนที่มีความรู้

ด้านนายวิชาญ ซึ่งเป็นอดีตผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคพลังประชาชน ให้นายประภัสร์ ช่วงการสมัครผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ผ่านมา กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเลือกนายยุรนันท์ เพราะว่าเป็นที่รู้จัก อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน และไม่แปลกที่เป็นดารา เพราะการเมืองระดับชาติ อย่างประธานาธิบดีประเทศอื่นเคยเป็นดาราก็มี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 09:57:44

บทความ: แค่คิดก็ผิดแล้ว เพื่อนเนวิน!

ที่มา Thai E-News
โดย จอร์จ บางกะปิ
4 ธันวาคม 2551

ผมอเนจอนาถกับความคิดของคนบางกลุ่มที่ต้องการจะให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ด้วยเหตุผล ไม่ต้องการให้พันธมิตรกลับมาสร้างความวุ่นวายอีกครั้ง โดยหากให้ขั้วรัฐบาลเดิมที่มีพรรคพลังประชาชนในนามพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งคณะผู้บริหาร เกรงว่าปัญหาจะไม่จบ ส่วนใหญ่คนที่คิดแบบนี้จะเป็นพ่อค้านักธุรกิจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อขั้วรัฐบาลเดิมอยู่แล้ว คนที่ออกมาโยนก้อนหินถามทางคนต่อมาคือ พลตรีสนั่น ขจรประสาท สังกัดพรรคชาติที่เพิ่งโดนยุบตามพลังประชาชนมาหมาดๆ ใครที่บอกว่าเสธ.หนั่นคบยากก็เห็นกันคราวนี้แหละ เจ้าของพรรคน้ำตาท่วมทั้งพ่อทั้งลูก แต่ตัวเองยังมีแก่ใจจะตั้งตัวเป็นผู้เพาะเลี้ยงงูเห่า และที่น่าเศร้าใจยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มเพื่อนเนวินในพรรค พปช.เดิมก็ทำแบะท่าจะเข้าไปซบ ปชป.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งความอัปยศ

ในสถานการณ์เลวร้ายขนาดนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะยังมีคนคิดอะไรที่สุดอุบาทว์เช่นที่กล่าวไปข้างต้น

ผมไม่เถียง คนในพรรค พปช. (เพื่อไทย) ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ คนต่อไป อาจจะดูไม่ดีในสายตาของนักธุรกิจ คนชั้นกลางและชนชั้นสูง แต่เมื่อเอาไปเทียบกับกลุ่มพันธมิตรแล้ว พวกเขาดีกว่าล้านเท่า อย่างน้อย นักการเมืองเหล่านี้ก็ไม่เคยไปปิดสนามบินนานาชาติที่สร้างความเสียหายนับแสนล้านและการบินไทยต้องฟ้องร้องสูงถึงสองหมื่นล้าน พวกเขาไม่เคยสั่งให้สาวกบุกสถานที่ราชการ ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบ สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ซึ่งนำมาซึ่งความจลาจลย่อยตามถนนหนทางต่างๆ มีการยิงปืนใส่ฝ่ายตรงข้ามกลางวันแสกๆ มีการทุบตีผู้ต้องสงสัยว่าฝ่ายตรงข้ามจนปางตาย และก่อความโหดเหี้ยมต่างๆ นานา

เขียนมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า นี่เขาจะตั้งรัฐบาลที่มี ปชป. เป็นแกนนำนะ ไม่ใช่ พันธมิตรฯ และหาก ปชป.เป็นรัฐบาล พันธมิตรฯก็จะไม่มารบกวนสังคมไทยอีก คนที่พูดแบบนี้ แน่ใจนะว่าเอาปากพูด!

พวกคุณลืมไปแล้วหรือ พันธมิตรฯ กับพรรค ปชป. มีความเชื่อมโยงกันแนบแน่นจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างน้อยที่สุด หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวนมหาศาลแก่ประเทศชาติ เป็น สส.ของพรรคนี้!

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เขาไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะตำหนินายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์และสมาชิกคนอื่นๆ ที่เข้าร่วมมหกรรมสังหารชาติกับพันธมิตร ทั้งๆที่ เขาควรจะแสดงความบริสุทธิ์ด้วยการเข้าไล่ สส.คนนี้ไปตั้งนานแล้ว นี่เป็นประเด็นเด่นชัดและเป็นรูปธรรมมากที่สุด และจนถึงบัดนี้ที่สังคมมองเห็นความเสียหายสุดพรรณนาโดยฝีมือของพันธมิตร นายอภิสิทธิ์ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาในประเด็นนี้ แล้วจะยังมีหน้าจะมาขอเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีก จริยธรรมของนักการเมืองผู้นี้อยู่ในระดับติดลบ!

ในหลายประเทศ เมื่อสมาชิกพรรคไปก่อการร้ายถึงระดับนี้ เมื่อไม่สามารถไล่ใครได้ ตัวเองก็ต้องลาออก

เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งมีส่วนร่วมกับการกระทำที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคม นั่นก็เท่ากับว่า ได้หมดความชอบธรรมที่จะมาเสนอหน้าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวในทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยตัวเองหรืออาศัยแนวร่วมเป็นคนชงขึ้นมา

ยิ่งมาบอกว่า ถ้าพรรคนี้ได้เป็นแกนนำรัฐบาล พันธมิตรจะหยุดความเคลื่อนไหว มันจึงเป็นตรรกะที่สุดเลวร้าย “เมื่อคุณกลัวโจรจะเข้าบ้านอีกครั้ง คุณก็เลยเอาพรรคพวกของโจรมาเป็นเจ้าของบ้าน” ดังนั้น บ้านนี้เมืองนี้จึงกลายเป็นของโจรไปโดยปริยาย และสิ่งที่โจรได้กระทำการลงไปทั้งหมด ก็จะกลายเป็นความชอบธรรม การบินไทยที่ฟ้องร้องพันธมิตรสองหมื่นล้าน นอกจากจะไม่ได้คืนสักบาทแล้ว คนฟ้องอาจจะโดนโจรจับขังไปเลยก็ได้ หมอเหวง หมอสันต์ที่ไปยื่นเรื่องต่อยูเอ็นและฟ้องพันธมิตรเป็นผู้ก่อการร้ายก็จะกลายเป็นผู้ผิดโดนจองจำไปจนตาย

เราต้องพิจารณาให้จงหนัก เรากำลังต่อสู้กับผู้การที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติหลายแสนล้านบาท ทั้งทรัพย์สินและภาพพจน์ และเราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อจับโจรมาลงโทษเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนไทยและคนทั่วโลกว่า สังคมเรายึดมั่นในความเป็นนิติรัฐ-นิติธรรม ทุกฝ่ายกำลังสำรวจความเสียหายเพื่อสรุปข้อกล่าวหาในการดำเนินคดีกับโจร แต่บางคนกลับมาบอกว่า ไม่เอาแล้วล่ะ โจรมันไปแล้วก็ปล่อยมันไป อย่าให้มันกลับมาอีก ฉะนั้น เอาพรรคพวกของโจรมาเป็นผู้นำ เผื่อมันจะเกรงใจไม่บุกเข้ามาเป็นครั้งที่สองที่สาม

บางคนที่ผมกำลังพูดถึง ถือว่าเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว หรือไม่ก็เป็นพรรคพวกของโจรเช่นกัน ลำพัง ปชป. และกลุ่มพ่อค้าหน้าเลือด ผมยังทำใจได้ แต่ตัวแทนของเราบางกลุ่มกลับทำยึกยักจะโดดเข้าร่วมกระบวนการกับโจรด้วยนี่ซิ มันช้ำใจที่สุด

เพียงเพื่อการต่อรองอะไรบางอย่าง เพียงเพื่อคนที่จะเป็นนายกฯ ไม่ถูกใจท่าน ท่านก็จะยอมกลายร่างจากคนดีไปเป็นโจรเลยหรือ...อย่าให้เขาตราหน้าว่า นักการเมืองไทยมันก็เท่านี้ ผิดชอบชั่วดี ไม่สนใจ ขอแค่ได้สิ่งต้องการเป็นพอ

ในความคิดของผม นายกฯในสถานการณ์ที่เราจะต้องจับโจรมาลงโทษจะต้อง “กล้าและเก่ง” กล้าที่จะต่อสู้กับโจรที่มีเบื้องหลังที่น่าครั่นคร้าม และเก่งที่จะหาช่องหางเอาผิดกับพวกมันได้ ส่วนเรื่องความสามารถในทางเศรษฐกิจผมว่า น่าจะเป็นเรื่องรอง เพราะความเสียหายครั้งนี้ ยากจะแก้ไขได้ภายในสองสามเดือน เก่งแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะมันเกินขีดความเลวร้ายที่สุดไปแล้ว อย่างดีก็แค่ประคองตัวไม่ให้ทรุดหนักเท่านั้น อีกประการหนึ่ง ความพินาศทางเศรษฐกิจเกิดจากพันธมิตรฯโดยตรง คุณจะต้องจัดการที่ “ต้นเหตุ” โดยการลดความน่าเชื่อถือของคนกลุ่มนี้ด้วยการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดก็น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยอ้อมด้วย เพราะเมื่อพันธมิตรต้องคดีร้ายแรงมากมาย พวกเขาจะมีชนักติดหลังจนเคลื่อนไหวไม่สะดวก

อย่ามักง่ายคิดแต่ว่า เอาคนที่โจรต้องการหรือคนที่โจรเกรงใจมาเป็นผู้นำประเทศ มันไม่มีประโยชน์ใดๆ กับประเทศชาติหรอกครับ เพราะประเทศไทยไม่ใช่รัฐโจรที่จะยอมจำนนกับโจรอย่างง่ายดายเช่นนี้...คนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่โจรและยอมตายเสียดีกว่าที่จะถูกตราหน้าเป็นโจรหรือสนับสุนนพวกโจร แม้เราจะยากจนข้นเค้นขนาดไหน เราก็ไม่คบกับโจรเพียงเพื่อให้ตัวเองรอด

เราจะต้องสู้กับโจร จับโจรและขจัดโจร มิใช่ ยอมโจร เพราะหากยอมมันวันนี้ เราจะมีหลักประกันอะไรว่ามันจะไม่มาอีก
โจรมันไม่ทำมาหากินอะไร เมื่อมันหิวหรือมีความต้องการอะไรบางอย่างมันก็จะกลับมาใหม่

อย่างน้อยที่สุดจะต้องไม่ลืมว่า “สัจจะไม่มีในหมู่โจร”

'กลุ่มเพื่อนเนวิน'ทยอยสมัครเข้าพรรคเพื่อไทยแล้ว

ที่มา ประชาทรรศน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐสภา วันนี้(4ธ.ค.) นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวเปิดเผยว่าขณะนี้ได้มีสมาชิกส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ได้ทยอยเดินทางไปกรอกใบสมัครเพื่อเป็นส.ส.ในสังกัดพรรคเพื่อไทยจำนวนมากแล้ว พร้อมทั้งระบุอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นส.ส.ที่ไม่เคยขวางลำใคร แต่เป็นกลุ่มก้อนที่คอยให้คำชี้แนะตักเตือนบางประเด็นให้เกิดความเหมาะสมมากกว่า

'แซม'ซิวเบอร์ 10 ชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.

ที่มา ประชาทรรศน์

บรรยากาศการลงสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. วันนี้(4ธ.ค.) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายนั้นเป็นไปอย่างคึกคัก โดยนายยุรนันท์ ภมรมนตรี อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาลงสมัครรับเลือกตั้ง ในสังกัดพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายปลอดประสพ สุรัสวดี กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย นายวิชาญ มีนชันนันท์ รักษาการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน ร่วมเดินทางเพื่อให้กำลังใจ โดยนายยุรนันท์ได้หมายเลข 10 ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกันกับนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.

อย่างไรก็ตามภายในการรับสมัครเลือกตั้งยังปรากฎนางลีนาจังจรรจา ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. เบอร์ 3 มาให้กำลังใจกันอย่างหนาแน่น ขณะที่ นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้เดินทางมาสมัครผู้ว่าฯ กทม.แล้วเช่นกัน ในนามอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมือง ได้เบอร์ 12 พร้อมกันนี้ นายแก้วสรร เตรียมแถลงเปิดนโยบาย ในเวลา 10.00 น.

จ่อเชือด'เลดี้ดั๊ก'นปช.พร้อมแฉโครตเงิน62ล.!!

ที่มา ประชาทรรศน์

'เลดี้ดั๊ก'ถึงคิวเชือด นปช.แฉข้อมูลลึก- หลักฐานจริง เงินปริศนา 62 ล้านเข้าบัญชีคนสนิท พร้อมเปิดโปงเฒ่าแก่อยากเด็ก ป.ป.ช.คนดังโกงอายุ หวังนั่งเก้าอี้ซิวคนตามใบสั่ง คู่ด้วยตุลาการสร้างภาพปลูกบ้านหลังงามด้วยไม้เถื่อน!! เสาร์นี้รู้กัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ได้สร้างความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในอีกไม่ช้า เร่งดำเนินคดีทางแพ่งและอาญา ต่อกลุ่มพันธมิตรฯทันที ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องเด็ดขาดในการตัดสินใจต่างๆ

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องพิจารณากรณีของพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) แสดงแนวคิดต่อสาธารณะที่แตกต่างจากรัฐบาลมาตลอด เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็อ่อนโอนให้กับทหารเหล่านี้มาตลอด ขณะเดียวกันรัฐบาลที่มาใหม่ต้องถือการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ เราจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 6 ธ. ค.นี้ โดยอาจจะเป็นที่ท้องสนามหลวง

นอกจากนี้ ในการชุมนุมครั้งใหม่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเปิดโปงกรณีที่ตุลาการบางคนที่สร้างบ้านโดยใช้ไม้เถื่อนทั้งหลัง และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บางคนโกงอายุ แล้วมาทำหน้าที่ รวมถึงจะแฉว่ามีการโอนเงินจำนวนกว่า 62 ล้านบาท เข้าบัญชีของคนใกล้ชิดคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน โดยนายณัฐวุฒิมีสลิปการโอนเงินอยู่ในมือพร้อมแล้ว

อย่างไรก็ตามตนยืนยันว่าในการประชุมสภาผู้แทนราาฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจะไปชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเพื่ออารักขาให้สภาฯสามารถเปิดประชุมเพื่อเลือกนายกฯคนใหม่ได้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้

'พรรคสะตอ'ปาดมัน!แบะท่าจัดตั้งรัฐบาล

ที่มา ประชาทรรศน์

ปชป.กระเหี้ยนกระหือรือ!ฟุ้งพร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 'เทพเทือก'อ้างต้องคำนึงถึงบ้านเมือง ด้าน'ศิริโชค'รู้ธงประเทศชี้ตั้งรบ.ใหม่ไม่ยืดต้องยุบสภาทิ้ง

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า ช่วงนี้ถือว่าเป็นเวลาที่ ส.ส.ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนจะได้คำนึงถึงสถานการณ์รวมของประเทศ หากร่วมมือกันได้ก็น่าเป็นทางออกของบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนขั้วเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งนี้จะเป็นอย่างไรก็ต้องรอให้เพื่อนส.ส.แต่ละพรรคหารือกันก่อน ส่วนกลุ่มเพื่อนนายเนวิน ชิดชอบ นั้น ไม่มีการพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวแต่พรรคก็พยายามสื่อสารถึงเพื่อนส.ส.แต่ละพรรค

เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนี้ก็ต้องคุยกันบ้างหากมีการสอดคล้องกันในเรื่องนโยบาย รวมทั้งอาจมีคนนอกเข้าช่วยแก้ปัญหา ยอมรับว่ามีปัญหาวิกฤติ ทางออกต้องร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลดึงคนดีมีฝีมือช่วยกันทำงาน ต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และเป็นความต้องการของประชาชนรวมทั้งให้เป็นที่ยอมรับ

ขณะที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และโฆษกรัฐบาล(เงา) เดินทางมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ'มองรัฐสภา' ของสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ผ่านทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที โดยเป็นตัวแทนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ติดภาระกิจประชุมคณะรัฐมนตรี(เงา)

นายศิริโชค กล่าวถึงความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่า จำนวนส.ส.ของพรรคมี 165 เสียง ก็มีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ทั้งคู่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระแสของสังคมที่จะตอบรับ ซึ่งหากสังคมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดก่อนแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่ก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ หรือแม้จะมีรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับแต่ก็มีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล ก็แล้วแต่จะมอง แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยันว่าหากยุบสภาจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพื่อเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหากมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็คงอยู่ได้ไม่นานแล้วก็ถึงคราวยุบสภาอยู่ดี เพราะสังคมตอนนี้มีความแตกแยก และต้องมองความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล

พร้อมกันนี้ส.ส.สงขลากล่าววว่า ไม่ควรที่จะมีการรีบแร่งในการคัดเลือกบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้ และอยากให้ทุกพรรคการเมืองคิดตรงอให้หนัก ว่าจะกำหนดชะตาของประเทศชาติอย่างไร เนื่องจากประเทศอยู่ในกำมือของส.ส.ทุกคน

เฉลิมพระเกียรติ81พรรษา:บทเรียนล้ำค่าจากเนปาล

ที่มา Thai E-News


สายสัมพันธ์2พระราชวงศ์-พระราชวงศ์เนปาลกับพระราชวงศ์ไทยมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยทั้ง2ราชวงศ์มีความยาวนานใกล้เคียงกันคือเนปาล 239 ปี ส่วนพระราชจักรีวงศ์ 226 ปี แต่ตอนนี้พระราชวงศ์ของเนปาลมีอันปลาสนาการไปเสียแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ธันวาคม 2551

บทความเฉลิมพระเกียรติ81พรรษา:ด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันฯ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ยินยอมให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยซ้ำรอย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์ ทรงสถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปตลอดกาล



สื่อฝรั่งเตือนพันธมิตรอย่านำสถาบันเป็นเครื่องมือการเมือง ให้ดูบทเรียนผิดพลาดจากเนปาล

บทความของเฮอรัลด์ทรีบูนตั้งคำถามว่า..เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?



หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบและราชบัลลังก์"โดยเตือนม็อบพันธมิตร ที่กำลังนำสถาบันกษัตริย์มาอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน และนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองว่า สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูน ของพสกนิกรไทย ต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพันธมิตร ที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบันอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี

บทความระบุว่า เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?

ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย ภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "ที่เคารพรัก" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติและถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอด

แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเอง เมื่อราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกันหรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับสาธาณรัฐ

พึงตระหนักให้มากว่ากษัตริย์พิเรนทราของเนปาลที่ได้รับการ"สักการะและเคารพ"ในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยลูกชายที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2001 เขาก็ได้ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย King Gyeandendra ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2005 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคมปีนี้

เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน

ประเด็นที่เฮอรัลด์ทรีบูนได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจต่อคำเตือนนี้อย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...

สิ้นราชบัลลังก์-กษัตรยิ์คเยนทราแห่งเนปาลกับพระราชินีของพระองค์ทรงพยายามที่จะรักษาพระราชวงศ์เอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงแค่การนำแพะมาเชือดบูชายัญเจ้าแม่กาลีตามพิธีกรรมความเชื่อของฮินดู ขณะที่เสียงโห่ร้องขับไล่ใกล้วังเข้ามา ในที่สุดรัฐสภาเนปาลลงมติในเดือนพฤษภาคมปีนี้ให้ยกเลิกระบบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

ทำไมราชวงศ์ชาห์อันเป็นศูนย์รวมใจเนปาลทั้งชาติถูกโค่นล้มลงไป

ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง


ฉากสุดท้ายของพระราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลเป็นไปอย่างอัปยศ รัฐบาลใหม่ของเนปาลเตือนให้กษัตริย์คเยนทราต้องออกจากพระราชวังในวันที่ 28 พฤษภาคม2551 หลังสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นการสิ้นสุดทั้งราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 239 ปี และระบอบกษัตริย์ในประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน

พระองค์ทรงมีพระราชขัตติยะมานะ เพราะเลยเส้นตายของรัฐบาลสาธารณรัฐล่วงไปถึง 11 มิถุนายน 2551 กษัตริย์คยาเนนทราจึงพร้อมด้วยพระราชินีของพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปประทับ ณ พระตำหนักนิรมาลนิวาส พระตำหนักส่วนพระองค์ โดยมีชาวเนปาลที่ต่อต้านพระองค์มากลุ้มรุมส่งเสียงโห่ไล่ และเต้นรำเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง

ราชวงศ์ชาห์ ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ชาวเนปาลเคยนับถือดั่งเทพเจ้าของศาสนาฮินดู ได้กลายเป็นตำนาน หลังสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศให้เนปาลเป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ ในการประชุมนัดแรกในวันที่ 28พฤษภาคม 2551

ชะตากรรมของอดีตกษัตริย์คเยนทราหลังจากนั้นก็คือ การไฟฟ้าของเนปาลได้จัดส่งบิลไปเก็บค่าไฟฟ้าที่คิดค้างไว้ราว 40 ล้านบาท โดยบอกว่าทรงติดไว้นับแต่ปี2548เป็นต้นมา

และไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะถูกล้มล้าง พระองค์ได้ไปปรากฎตัวต่อสาธารณชนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยครั้ง โดยทรงเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งทางใต้ของกรุงกาฏมาณฑุ เพื่อทำพิธีเชือดแพะบูชายัญ หวังจะต่ออายุพระราชวงศ์ ทว่าไม่เป็นผลใดๆ

มีรายงานว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ถูกปลดออกจากฝาตามร้านรวงต่างๆ รวมทั้งถูกถอดออกจากธนบัตร ขณะที่คำว่า "Royal"ก็ถูกลบออกจากชื่อของกองทัพ รวมทั้งสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาลได้งดจ่ายเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของพระองค์ปีละ 3 ล้าน 1 แสนดอลลาร์ และยึดวัง 10 แห่งของราชวงค์คืน


กษัตริย์คเยนทรา ทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา คือกษัตริย์พิเรนทรา ที่ถูกเจ้าชายทิเพนทรา มกุฎราชกุมาร ปลงพระชนม์พร้อมด้วยพระราชวงศ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 แต่ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง และให้คำมั่นว่าจะบดขยี้กลุ่มกบฎลัทธิเหมาด้วยพระองค์เอง แต่ถูกกระแสต่อต้านจากประชาชนจนต้องทรงยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนในที่สุด

แต่ชาวเนปาลกลับไปไกลกว่านั้น คือให้ล้มเลิกระบบกษัตริย์ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐแทน


ซุบซิบกันว่าสังหารพระเชษฐาเพื่อฮุบราชสมบัติ และทรงมีพระราชโอรสเพลย์บอย


บัลลังก์เลือด-กษัตริย์คเยนทราเป็นสมมุติเทพตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระองค์ทรงเข้ารับราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาที่สวรรคตในเหตุนองเลือดในพระราชวัง มีเสียงลือซุบซิบในหมู่ผู้ต่อต้านว่าพระองค์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น่าสพรึงนี้

จู่ๆเฉพาะการเข้าแทรกแซงการเมือง คว่ำรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน คงไม่น่ามีผลสะเทือนให้พระราชวงศ์ที่ยืนยาว240ปีต้องถึงกาลอวสาน แต่มันมีเรื่องซุบซิบอื่นๆในเรื่องพระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์ และข่าวอัปมงคลต่างๆที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของสาธารณชนด้วย 2ในข่าวซุบซิบนั้นเป็นเรื่องเล่าลือกันว่าอาจทรงเกี่ยวพันกับการสังหารพระเชษฐาเพื่อหวังในราชสมบัติ กับทรงมีพระโอรสที่เป็นเพลย์บอย ไม่เป็นที่นิยมของพสกนิกรชาวเนปาลอีกด้วย


ตามคติความเชื่อดั้งเดิมของฮินดู ทรงเป็นสมมติเทพมาปราบยุคเข็ญ ชาวเนปาลเชื่อว่าแท้จริงแล้วกษัตริย์คือปางอวตารของวิษณุเทพ อันเป็นคติแต่โบราณของผู้คนในชมพูทวีป


อดีตกษัตริย์คเยนทราประสูติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของชาวคริสต์ในเมืองดาจีลิง (Darjeeling) ประเทศอินเดีย พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544 ต่อจากกษัตริย์พิเรนทรา (King Birendra Bir Bikram Shah Dev) ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 2515 ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544 ที่เจ้าชายดิเพนทราพระโอรสซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายได้กราดยิงพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์จนสิ้นพระชนม์ก่อนที่เจ้าชายดิเพนทราจะปลงพระชนม์ตัวเองตาม


โดยพื้นฐานทางการเมืองของเนปาลเองปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นเวลายาวนาน ก็เพิ่งจะมีประชาธิปไตยหลังจากขบวนการ ‘จัน อันโดลัน’ (Jan Andolan Movement) หรือแปลเป็นไทยว่าขบวนการประชาชน ได้บีบให้กษัตริย์พระองค์ก่อนคือพิเรนทรายอมปฏิรูปการเมือง และพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2534 ทำให้เนปาลมีรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีกิริยา ปราสาท กัวราลา (Girija Prasad Koirala) จากพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่การเมืองเนปาลก็เข้าสู่สภาพไร้เสถียรภาพ เพราะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาล กับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมานำโดยสหายประจันดา (Prachanda) ที่จับอาวุธสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนฝ่ายกบฏมีฐานที่มั่นอยู่ใน 50 จังหวัดจาก 75 จังหวัดของเนปาล และสงครามกลางเมืองก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,500 ราย

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) และกษัตริย์คเยนทราทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2544 การเมืองเนปาลก็ยิ่งไร้เสถียรภาพเข้าไปอีก เพราะพระองค์อ้างเหตุความไม่สงบในเนปาลเข้าแทรกแซงการเมืองระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อาทิทำการปลด และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองรวม 5 ครั้งช่วงปี 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก่อนที่พระองค์จะยึดอำนาจการปกครองของเนปาลมาอยู่ที่พระองค์เองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยพระองค์อ้างเหตุผลการยึดอำนาจว่าเพราะนายกรัฐมนตรีคนก่อนบริหารราชการแผ่นดินบกพร่องในเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง และไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาในบ้านเมืองได้ โดยพระองค์สัญญาว่าจะคืน “ความสงบเรียบร้อยและประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ” ภายในเวลา 3 ปี

นอกจากนี้พระองค์ยังตัดสินพระทัยจำกัดเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงเสรีภาพในการนำเสนอของสื่อมวลชน มีการจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างจากพระองค์ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาธิปไตยในประเทศกังวลต่อสถานการณ์ในเนปาลโดยเฉพาะกับนักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของเนปาล แต่กษัตริย์คเยนทราก็ทรงตอบโต้องค์กรต่างประเทศเหล่านั้นว่า “ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นน้อยกว่าการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ!”

นอกจากความไม่พอใจในตัวกษัตริย์เนปาลจะเกิดเพราะการเข้ายึดอำนาจของกษัตริย์คเยนทราแล้ว สิ่งที่ช็อกความรู้สึกชาวเนปาลอีกประการหนึ่งคือการที่คณะลูกขุนของรัฐบาลตัดสินว่าเจ้าชายดิเพนทรา (Prince Dipendra) พระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อน ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิต ได้เป็นฆาตกรสังหารพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์สังหารโหดในพระราชวังปี 2544 ครั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นการยากที่จะให้ชาวเนปาลทำใจเชื่อได้ แถมกบฏลัทธิเหมายังกระพือข่าวว่ากษัตริย์คเยนทราผู้สืบราชสมบัติต่อนั่นแหละเป็นตัวการในการสังหารโหดครั้งนั้น


กระแสข่าวทางลบในลักษณะนี้ต่อกษัตริย์คเยนทรา ยังคงแพร่กระจายไปทั่วเนปาล ผู้คนต่างตั้งคำถามว่ากษัตริย์คเยนทราหนีออกจากพระราชวังได้อย่างไรในวันที่เหตุฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และพระราชโอรสพระองค์เดียวของพระองค์ คือเจ้าฟ้าชายพาราช (Prince Paras) หลบออกจากพระราชวังไปได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน!?


และยิ่งเจ้าฟ้าชายพาราช ผู้จะสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ชาห์กลับมีนิสัยชอบขับรถซิ่ง และความเจ้าสำราญที่ชาวเนปาลขนานนามพระองค์ว่า “The playboy” ยิ่งทำให้ความนิยมของประชาชนต่อเจ้าชายพาราชผู้สืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ชาห์ และทำให้กษัตริย์คเยนทราไม่เป็นที่นิยมชนิดร้าวลึก

ประมาณการณ์ผิดเป็นเหตุให้ถึงกาลอวสานอย่างอัปยศ



ทรงสำคัญผิด-การยึดกุมอำนาจในกองทัพไว้ได้ และมีผู้นำเหล่าทัพที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย กอรปกับการประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ประชนได้เห็นแต่ด้านดีของระบบกษัตริย์ทำให้พระองค์ทรงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

พันธมิตรแห่งแนวต้านอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

การที่พระองค์ประมาณสถานการณ์ผิดว่าสามารถยึดกุมกองทัพเอาไว้ ถึงขั้นล้มรัฐบาลหลายคณะ และที่สุดรวบพระราชอำนาจมาไว้ที่พระองค์เสียเอง กับเชื่อมั่นว่าการประชาสัมพันธ์แต่ด้านบวกให้พสกนิกรชาวเนปาลเทิดทูนก็เพียงพอแล้ว และหวังว่าจะทำสงครามเอาชนะพวกกบฎคอมมิวนิสต์ได้ พระองค์ก็จะกลายเป็นวีรบุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ราชวงศ์เดินทางมาถึงจุดจบ..เพราะสิ่งที่พระองค์ไม่ได้นำมาประเมินเลยก็คือ พลังของประชาชนผู้กระหายประชาธิปไตย และการปกครองโดยประชาชน


ท่ามกลางอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ในประเทศ ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองเของเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรบันทึกข้อตกลง 12 ประการเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านการปกครองของกษัตริย์คเยนทรา ซึ่งทำให้เกิดฝ่ายต่อต้านการปกครองของกษัตริย์ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ

การต่อต้านพระราชอำนาจได้ถึงจุดปะทะเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองจัดการชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องประชาธิปไตย และคว่ำบาตรการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กษัตริย์คเยนทราได้จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงมายาภาพที่แสดงให้เห็นว่านี่เป็นก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพระองค์ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี

โดยรัฐบาลพยายามสกัดการชุมนุมของประชาชนด้วยการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในยามวิกาลในเขตเมืองหลวงและบางพื้นที่ของเนปาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และคุกคามผู้ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้การชุมนุมเลื่อนจากวันที่ 20 มกราคม มาเป็นอีกวันหนึ่ง


โดยในวันที่ 21 มกราคม มีการเดินขบวนท้าทายอำนาจของกษัตริย์ครั้งใหญ่โดยประชาชนหลายพันคน ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์คเยนทราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้นำพรรคการเมือง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้นำแรงงาน นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายร้อยคน ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจและทหาร พร้อมเผายางรถยนต์เป็นเครื่องกีดขวาง ซึ่งการปราบปรามครั้งนั้นทำให้การชุมนุมต่อต้านกษัตริย์ปะทุไปทั่วประเทศ



การประท้วงใหญ่เดือนเมษายน และการสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

ในเดือนเมษายน 2549 ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) และกบฏลัทธิเหมาได้มีการต่อต้านครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจากกษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และจัดการชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงวันที่ 8 เมษายน ตามด้วยการดื้อแพ่งด้วยการหยุดจ่ายภาษี เช่นเดียวกับการประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวห้ามไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม แต่การชุมนุมประท้วงกลับขยายตัวไปตามเมืองใหญ่ๆ ตลอดทั้งเดือน ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมกระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จำนวนผู้ออกมาประท้วงเฉพาะในเมืองหลวงพุ่งสูงกว่า 300,000 - 500,000 คน

และในวันที่ 21 เมษายนกษัตริย์คเยนทราได้มีพระราชดำรัสว่าจะทรงคืนอำนาจบริหารให้แก่ประชาชน และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด รวมทั้งขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน

กระทั่งเที่ยงคืนของวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์คเยนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า พระองค์จะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ เพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพของชาวเนปาล ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดีต่อชัยชนะของประชาชนตามท้องถนน

ตลอดการประท้วงใหญ่ 19 วัน มีการปราบปรามโดยกองกำลังรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน และผู้บาดเจ็บนับพันคน ด้วยเหตุนี้ระหว่างประท้วงจึงทำให้มวลชนตามท้องถนนเผาหุ่นของกษัตริย์และประณามกษัตริย์คเยนทราว่าเป็น “ฆาตกร”


ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ


จุดพลุไล่-ชาวเนปาลออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองการที่รัฐสภาลงมติยกเลิกระบบกษัตริย์ สิ้นสุดราชวงศ์ชาห์อายุยาวนาน 240 ปี และเปิดศักราชใหม่ของระบบสาธารณรัฐ เมื่อ28พ.ค.2551


ภายหลังจากที่สภาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นายกิริยา ปราสาท กัวราลา อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคคองเกรสเนปาล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยเขาสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชน

ต่อมาอดีตรัฐมนตรี 5 คนที่ทำงานให้กษัตริย์คเยนทราก็ถูกจับกุม และสอบสวนกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรยังได้ดำเนินการลดทอนพระราชอำนาจอย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะของสถาบันกษัตริย์เนปาลกลายเป็นประมุขของประเทศแต่ในทางพิธีกรรม (Ceremonial Monarchy) เท่านั้น เช่น ห้ามมิให้กษัตริย์มีอำนาจสั่งการกองทัพอีกต่อไป ทั้งนี้กองทัพเคยมีบทบาทในการช่วยกษัตริย์คเยนทรายึดอำนาจด้วยการกราบบังคมทูลเชิญกษัตริย์คเยนทราขึ้นสู่อำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การจับนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้น มีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)

แถมเพลงชาติเนปาลซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นต้นในทำนองว่า “ขอพระบารมีปกเกล้า, เป็นขวัญอธิปไตย เธอชาวเนปาลผู้กล้า มีมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์ของเรา...” ก็ถูกเปลี่ยนอีกด้วย

ที่สำคัญหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนก็ทำให้กษัตริย์คเยนทราก็ไม่ค่อยปรากฏพระองค์ในสถานที่สาธารณะ รถนำขบวนพระราชวงศ์ซึ่งการเสด็จครั้งหนึ่งต้องปิดถนน และทำให้รถติดในเมืองหลวงเป็นกินนานหลายชั่วโมง รวมทั้งการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังชนบทด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกยกเลิก

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการโดดเดี่ยวกษัตริย์คเยนทรา ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ก็ไม่มีเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก มาร่วมงานฉลองเหมือนอย่างเคย แถมรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว

ที่สุดแล้วรัฐสภาเนปาลได้ประกาศยกเลิกระบบกษัตริย์ลงอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ และยื่นคำขาดให้อดีตกษัตริย์ทรงออกจากพระราชวัง เพื่อนำไปทำเป็ฯพิพิธภัณฑ์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวเนปาล

ในที่สุดนายคเยนทรา อดีตกษัตริย์เนปาลได้ออกจากพระราชวังในวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โดยนั่งมากับนางคเยนทรา ภรรยาของเขา โดยมีชาวเนปาลที่โกรธแค้นกรูเข้าไปห้อมล้อมรถ ที่ไม่มีขบวนนำยาวเหยียดออกจากพระราชวังไป โดยทหารมากั้นไว้พอเป็นพิธี และให้รถยนต์คันนั้นเคลื่อนออกไปได้

และจะไม่ได้กลับมาในพระราชวังกาฎมัณฑุอีก...ตลอดกาล.


ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทย


ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทยก็คือ เรามีพระราชจักรีวงศ์ อันทรงคุณประเสริฐมาแล้วกว่า 226 ปี มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระราชอัจริยภาพ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ มีพระบรมราชวงศ์อันเป็นที่รักเทิดทูนทุกพระองค์ล้วนแต่มีพระอัจริยภาพ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ทรงเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย

ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง และด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์สถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วฟ้าดิน

ตลอดกาล.

ด่วน เอกสารรั่ว ถวายฎีกาเพื่อตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ที่มา prachataiwebboard

โดย : Birdy

เห็นในพันทิปตอนหัวค่ำ แต่กระทู้โดนอุ้มไปแล้ว เจอในฟดก. ช่วยกระจายด้วยค่ะ

[b]ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ปวงข้าพระพุทธเจ้าพสกนิกรชาวไทยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารผุ้มีรายนามข้างท้ายนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทูล

เกล้าทูลกระหม่อมถวายฎีกา พึ่งพระบรมเดชานุภาพเป็นที่ดับร้อน ผ่อนเย็นให้แก่บ้านเมืองและพสกนิกรทั้งปวงที่อยู่ในภาวะตึงเครียด

สับสน และหวาดวิตก ให้เหตุการณ์บ้านเมืองยุติวิกฤตและความรุนแรงลได้ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าฯ

ปวงข้าพระพุทธเจ้าเห็นด้วยเกล้าฯ วิกฤตที่ยังความเสียหายให้เกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวง ทั้งแก่ชีวิต เลือดนื้อ ทรัพย์สินที่ผ่าน

มา มีสาเหตุหนึ่งจากการที่รัฐบาลที่ผ่านมา ไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ เพราะขาดความเชื่อถือของ

ประชาชน และข้าราชการผุ้มีหน้าที่รักษากฎหมาย เนื่องจากทำตนเป็นตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ต้องโทษอาญาและหลบหนี

แต่ยังคงบงการอยู่ ทั้งรัฐบาลซึ่งควรเป็นผู้ระงับความขัดแย้งระหว่างประชาชน กลับกระทำการตรงข้าม คือเป็นคู่กรณีของความขัดแย้งเอง โดยใช้สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจัดรายการตอบโต้กลุ่มประชาชนผุ้ประท้วงกระจายความขัดแย้งไปทั่วประเทศ ทั้งยังปล่อยให้คนสำคัญของรัฐบาล เช่น โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแกนนำ ชักนำประชาชน อีกกลุ่มหนึ่งมาชุมนุมสนับสนุนรัฐบาล และต่อต้านกลุ่มประท้วง และทำหใม้เกิดการปะทะกันขึ้นแล้วในอดีต

ดังนั้น หากยังปล่อยให้พรรคการเมืองซึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ เพื่อรับช่วงต่อจากพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ยังคงมีมติให้สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรของตนจับขั้งทางการเมือง จัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีพรรคการเมืองเดิมที่ถูกยุบไป บ้านเมืองก้จะกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤติร้ายแรง ก่อเกิดความเสียหายมหาศาลขึ้นอีกครั้งเป็นแน่
ปวงข้าพระพุทธเจ้า ผู้ตองการให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาของพระบารมีเป็นที่พึ่ง โดย
1. ขอพระราชทานชะลอกากรพระราชทานพระราชกฤษฎีกาประชุมรับสภา หรือพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภา เป้นการประชุมสมัยวิสามัญ ซึ่งรัฐบาลหรือประธานรับสภาทูลเกล้าถวายไว้ก่อน จนกว่าการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะแถลงต่อสาธารณชนให้เป็นที่พอใจว่าจะไม่กระทำการใด ๆ อันนำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ มิฉะนั้น สมาชืกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองแกนนำรัฐบาลเดิม ก้จะรวบรัดลงมติให้จับขั้วทางการเมืองแบบเดิม

2. ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกผุสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคแกนนำของรัฐบาลเดิม ซึ่งถูกยุบไปแล้ว ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอพระมหากรุณาธิคุณทรงชะลอการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งไว้ก่อน เพื่อมิให้วิกฤตครั้งใหม่เกิดขึ้นอีก

จึงขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาของพระบรมเดชานุภาพเป็นที่พึ่งสุดท้าย หากการมิบังควรประการใด ก้ขอพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ และพระขันติคุณเป็นที่พึ่งแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้าทั้งปลาย พสกนิกรผู้จงรกภักดี การะจมิควรประการใดสุดแต่จะทรงพระกรุณาโรดเกล้าฯ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ[b]

นิติบริการทั้งหลาย กำลังตามล่ารายชื่อหางเครื่อง สนับสนุนโดยเร็วพลัน
ที่มา
http://www.sameskybooks.org/board/index.php?s=b608af6012d00908216db190df107251&showtopic=17086

ดอนเมืองเปิดบริการแล้ว ประเดิมนกแอร์ 3 เที่ยวบิน/นปช.หยุดชุมนุม 3 วัน

ที่มา MCOT News
ดอนเมือง, ลานคนเมือง 4 ธ.ค.-ท่าอากาศยานดอนเมืองเปิดให้บริการแล้ว สายการบินนกแอร์ประเดิมขึ้นบินเมื่อเวลา 06.00 น.ที่ผ่านมา จำนวน 3 เที่ยวบิน กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช, กรุงเทพฯ-อุดรธานี จำนวนผู้โดยสารยังบางตา

ด้านการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่ลานคนเมือง แกนนำประกาศเลิกการชุมนุม 3 วัน รวมพลอีกครั้ง 7 ธ.ค.หน้ารัฐสภา "วีระ มุกสิกพงศ์" เชื่อกลุ่มเพื่อนเนวินไม่เปลี่ยนขั้วจับมือพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-12-04 06:40:03