ที่มา MCOT News
กทม. 3 ธ.ค.- พรรคเพื่อไทยมีมติหลังประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ว่าจะส่ง “แซม” ยุรนันท์ ภมรมนตรี ลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ดังนั้น วันพรุ่งนี้จะเป็นอีกวันที่มีความคึกคักไม่แพ้กับวันแรก.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-12-03 20:16:18
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, December 4, 2008
พรรคเพื่อไทยส่ง แซม-ยุรนันท์ ลงสมัครชิงผู้ว่าฯ กทม.
เสื้อแดงยี้!นายกฯ‘เหลิม’
ที่มา ประชาทรรศน์

* ไร้ภาวะผู้นำ-หนีม็อบมือตบหางจุกตูด
“คนเสื้อแดง” ไม่เอานายกฯ “เหลิม” หลังมีข่าวเป็นแคนดิเดต ระบุเชื่อว่าบริหารงานเป็น แต่มีตำหนิมากเกินไปเกรงจะกลายเป็นเป้าให้พันธมิตรฯ โจมตีหนักยิ่งไปกว่าเก่า เพราะขนาดที่ผ่านมามีนายกฯ ที่สังคมยอมรับยังไปไม่รอด ซ้ำร้ายที่สุดยังไร้ภาวะผู้นำ เหมือนเมื่อคราวโดนม็อบมือตบโห่ไล่ที่กระบี่ถึงกับวิ่งแจ้นกลับกรุงเทพฯ ถ้าเจอเรื่องใหญ่กว่านี้จะทำงานให้บ้านเมืองได้อย่างไร ขณะที่เจ้าตัวทำมึน อ้างยังไม่ได้รับการติดต่อ แถมพอใจแล้วกับการเป็น รมว.สาธารณสุข เชื่อแทรกพิจารณานายกฯ คนใหม่ได้ในการประชุมสภาสมัยวิสามัญ 8 ธันวาคมนี้
* ชี้แทรกถกนายกฯ ใหม่ได้ในสภาสมัยวิสามัญ
ภายหลังการยุบพรรคพลังประชาชน และมีผลให้ นายสมชาย วงศ์สวสัดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยายนั้น ในกระแสการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้มีการคาดหมายตัวบุคคลไว้หลายคน ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายชัย ชิดชอบ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และนายสันติ พร้อมพัฒน์
“เฉลิม”ก็ดีแต่มีตำหนิเยอะเกินไป
โดยกระแสหลักในวันที่ผ่านมาน้ำหนักจะไปตกอยู่ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ลงทุนล็อบบี้ส.ส.สายต่างๆ ด้วยตัวเอง และยังมีความพยายามขอพบแกนนำกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเพื่อขอการสนับสนุน
อย่างไรก็ดีมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยรวมถึงคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วยกับการที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งปัญหาในเรื่องท่าที และการเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงกันข้ามที่อาจจะสร้างปัญหาให้หนักยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกระแสที่มีข่าวดังกล่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม เป็นบุคคลที่มีพรรษาทางการเมือง หรือประสบการณ์ทางด้านการเมืองมาก มีความสามารถในการบริหารจัดการ แต่ก็ยังมีข้อตำหนิอยู่มากพอสมควร
“ร.ต.อ.เฉลิม เป็นคนที่ความสามารถและประสบการณ์มากพอที่จะเข้ามาบริหารประเทศ แต่ว่าข้อตำหนิก็มีมากอยู่ ถ้าพรรคพลังประชาชนหาคนที่มีข้อตำหนิน้อยกว่านี้ได้ก็น่าจะดี“
ไม่อยากให้กลายเป็นเป้าโจมตี
นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่าการเอาคนที่มีตำหนิมาเป็นนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ตอนนี้ อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเรียกร้องชุมนุมกันอีกก็ได้ ไม่ใช่ว่าเรากลัวพันธมิตรฯ เพียงแต่ว่าเราไม่ต้องการให้บ้านเมืองต้องได้รับความเสียหาย
ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะให้ทางรัฐบาลยกเลิกขอกล่าวหาทั้งทางเพ่งและทางอาญานั้น นพ.เหวง กล่าวว่าไม่สามารถเป็นไปได้ ความผิดที่เกิดขึ้น เป็นอาญาแผ่นดิน เป็นความผิดร้ายแรงในการเข้ายึดสนามบินเข้าข่ายการเป็นผู้ก่อการร้าย และจากการกระทำผิดครั้งที่แล้วที่ได้มีการเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT เพื่อเชื่อมต่อสัญาณเข้ากับ ASTV นั้นก็เข้าข่ายกบฏ ความผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่สามารถประนีประนอมได้เลย
ไม่มั่นใจเฉลิม-ดีกว่านี้ยังอยู่ไม่ได้
ทางด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในประเด็นเดียวกันว่าจะเอาใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ณ วันนี้พูดแล้วมีปัญหาหมด ส่วนที่มีกระแสข่าวเรื่อง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นนายกฯ คนต่อไป ครั้งหนึ่งที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปว่าราชการทางภาคใต้ที่ จ.กระบี่ ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาล้อมสนามบินไว้ ทำให้ปฏิบัติราชการไม่ได้ แล้วถ้าจะมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีหน้าที่มากกว่าเดิมแล้วจะดำเนินการได้อย่างไร
“เราเคยมีนายกรัฐมนตรีที่มีบุคลิกและท้วงทำนองที่เป็นที่ยอมรับของสังคม ยังเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย แล้วการเอา ร.ต.อ.เฉลิม มาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมไม่มั่นใจว่าท่านจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้”
ส่วนประเด็นเรื่องการของยกเลิกความผิดทั้งทางเพ่งและทางอาญาของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาเรียกร้องนั้น นายวิภูแถลง กว่าวว่า เราต้องย้อนมาดูก่อนว่าวันนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในหลักนิติรัฐ อยู่ในหลักกฎหมายหรือไม่ เพราะว่าทำไมถึงได้มีการเลือกปฏิบัติกฎหมายจะเข้มงวดเหลือเกินกับกลุ่มคนประชาชนที่รักในประชาธิปไตย แต่จะหย่อนยานกับคนที่ทำผิดกฎหมายอย่างพันธมิตรฯ
แฉซ้ำไร้ภาวะผู้นำ หนี ครม.กลัวอุ้ม
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่านอกกจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะมีอาการเอาตัวรอดจนเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ถูกม็อบมือตบขับไล่ที่ จ.กระบี่ จนยอมทิ้งราชการหนีกลับกรุงเทพฯ แล้ว
เมื่อคราวประชุมคณะรัฐมนตรีที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ ร.ต.อ.เฉลิม ก็ยังไม่ยอมเดินทางไปร่วมประชุม เนื่องจากมีข่าวว่าจะมีการยึดอำนาจของทหาร ซึ่งเกรงว่าอาจจะมีการจี้จับตัวบนเครื่องบินทหารอากาศแบบเดียวกับการยึดอำนาจโดย รสช.เมื่อปี 2534 แบบเดียวกับกรณีของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี
"เฉลิม"ทำมึนถูกวางตัวเป็นนายกฯ
ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กล่าวถึงกรณีที่ถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ตอบไม่ได้ และยังไม่มีใครในพรรคมาทาบทาม หรือชักชวนให้มาทำหน้าที่
ทั้งนี้ พอใจกับการที่ได้ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งเห็นว่า บุคคลภายในพรรคล้วนมีความรู้ความสามารถอีกมาก
สมศักดิ์ " ปัดตอบเป็นแคนดิเดต
ส่วน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปฏิเสธตอบคำถาม กรณีมีชื่อเป็นหนึ่งในชื่อที่จะได้รับคัดเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้เลย เมื่อถามย้ำว่า หากได้รับการเสนอชื่อ พร้อมที่จะรับตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบอะไรเลย เพราะยังไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้
“อภิวันท์” ถ่อมตัวชี้ “มิ่งขวัญ” เหมาะ
เช่นเดียวกับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ปฏิเสธที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง หลังจากที่มีรายชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดต โดยระบุว่า ส่วนตัวแล้วไม่เคยคิดว่าจะได้รับตำแหน่งนายกฯ
ทั้งนี้ ต้องมีการพูดคุยกันภายในพรรคเพื่อไทยก่อน แต่ทั้งนี้ยังไม่ทราบว่า ในวันที่ 7 ธันวาคมนี้ ในการประชุมใหญ่ของพรรคจะได้ข้อสรุปหรือไม่ พร้อมเชื่อว่า จะไม่มีเสียงแตกหรือกรณีงูเห่าเกิดขึ้นกับการโหวตเลือกนายกฯ ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังความคิดเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นว่า นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม ก็มีความเหมาะสมเช่นเดียวกัน
“เฉลิม-มิ่งขวัญ”เข้าโค้งสุดท้าย
ทางด้าน นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.ลพบุรี เปิดเผยว่า ในส่วนของพรรคมีการพูดถึงชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ว่าเป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นกันคนละแบบ คนหนึ่งแนวบู๊ อีกคนหนึ่งแนวนักบริหาร ซึ่งการทำงานพรรคการเมืองจำเป็นต้องใช้คนที่มีคุณสมบัติและความสามารถทั้งสองอย่างเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง
อย่างไรก็ตาม นายสุชาติ กล่าวต่อด้วยว่า สำหรับเรื่องการย้ายสังกัดพรรคการเมืองนั้น น่าจะเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไร และเชื่อว่าจะไม่มี "งูเห่า" หรือการย้ายพรรคสลับขั้วเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ด้าน นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด อดีตพรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวว่าการเลือก นายกฯ คนต่อไปตามกระแสข่าวเลือกระหว่าง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่ส่วนตัวมองความเป็นไปได้อยู่ที่ นายมิ่งขวัญ มากกว่า ซึ่งขณะนี้กำลังมีการล่ารายชื่อ ส.ส. 1 ใน 3 เพื่อเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในการลงมติเลือกนายกฯ อาจจะเป็นวันที่ 8 ธันวาคมนี้
ครม.ให้ “ชวรัตน์ “รักษาการนายกฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าเมื่อตอนสายวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ยังคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นนทบุรี
ภายหลังการประชุม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุม ครม. มีมติมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล) เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการต่างๆ ดังนี้
กระทรวงการต่างประเทศมอบหมายให้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมายให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กระทรวงพาณิชย์มอบหมายให้ นายโอฬาร ไชยประวัติ และกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ซึ่งคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบของสภา และมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
เลือกนายกฯ วันที่ 8 ธ.ค.ทำได้
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังได้พิจารณาเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ติดค้างอยู่ในประเทศไทย และคนไทยที่ติดค้างอยู่ในต่างประเทศโดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปพิจารณาหามาตรการเพื่อช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็วที่สุด
สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีจะสามารถดำเนินการภายในวันที่ 8-9 ธันวาคมนี้ หรือไม่นั้นรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของสภา รัฐบาลรักษาการไม่เกี่ยว แต่เคยคุยกับประธานสภาผู้แทนราษฎรอย่างไม่เป็นทางการว่าจะใช้วันดังกล่าวเฟ้นหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสามารถทำได้ แม้ว่าเดิมจะเป็นการขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณากรอบข้อตกลงเกี่ยวกับการประชุมอาเซียนที่เข้าข่ายสนธิสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ก็ตาม
ส.ส.สัดส่วนย้ายพรรคได้
นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวถึงสถานภาพ ส.ส. สัดส่วนของพรรคพลังประชาชนและพรรคชาติไทยภายหลังคดียุบพรรค ว่า เมื่อยุบพรรคก็จะทำให้พรรคนั้นสลายไป ส่วน ส.ส.สัดส่วนที่โดนเพิกถอนสิทธิ ก็ไม่สามารถเลื่อนผู้สมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนในลำดับถัดไปขึ้นมาได้ เพราะพรรคการเมืองนั้นสลายไปแล้ว แต่สำหรับ ส.ส.สัดส่วนที่ยังอยู่และไม่โดนเพิกถอนสิทธิหลังจากคดียุบพรรค ก็สามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 60 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 106 (8) บัญญัติ
ส่วนที่มีบางส่วนทักท้วงว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เลือก ส.ส.สัดส่วนของพรรคนั้น นักวิชาการผู้นี้มองว่า การที่ ส.ส. สัดส่วนจะย้ายไปเป็น ส.ส. สัดส่วนของพรรคใหม่ อาจไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของผู้เลือก เรื่องนี้ก็เป็นประเด็น เพราะกรณีนี้เกิดเป็นครั้งแรก ตนมองว่า หากประธานสภาไม่แน่ใจ ก็สามารถส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะการประกาศเลื่อนบัญชีรายชื่อเป็นอำนาจของประธานสภาตามมาตรา 109 (2) อย่างไรก็ตาม ก็เป็นปัญหาว่า จะส่งศาลรัฐธรรมนูญโดยช่องทางใด เพราะไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติ และไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่างองค์กร
เช็กบิล! 12 ผู้นำม็อบ-บินไทยฟ้อง 2 หมื่นล.
ที่มา ประชาทรรศน์

ภายหลังแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศยุติการชุมนุม พร้อมคืนพื้นที่การชุมนุม 3 แห่ง ทั้งทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิแล้ว แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นมากมายมหาศาล หลายฝ่ายจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากแกนนำพันธมิตรฯ โดยจะละเว้นไม่ได้
แจ้งจับพธม.ก่อการร้าย
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ ประธานมูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย และนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ ประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตย พร้อมคณะ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชากุล พนักงานสอบสวน (สบ 2) บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ รวม 12 คน ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นายสำราญ รอดเพชร นายศิริชัย ไม้งาม นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายศรัณยู วงษ์กระจ่าง และนางมาลีรัตน์ แก้วก่า ในความผิดฐานก่อการร้าย กรณีนำมวลชน และกลุ่มคนสวมชุดดำมีผ้าคลุมหัวปิดบังใบหน้าบุกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะส่วนหอบังคับการบิน เหตุเกิดตั้งแต่คืนวันที่ 25 พฤศจิกายน - 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา
นพ.เหวง กล่าวว่า มาแจ้งความต่อตำรวจกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ 12 แกนนำพันธมิตรฯ กรณีที่นำคนหลายพันคนยึดสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ รวมทั้งเข้ายึดหอบังคับการบินเพื่อบีบบังคับให้รัฐบาลลาออก และสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัว และสร้างความเสียหายมากมายให้แก่ประชาชนชาวไทย ต่างชาติ รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การเมือง และเกียรติภูมิของประเทศอันประเมินค่าไม่ได้
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญา กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ การกระทำนั้นมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทยให้กระทำการหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 (2)
ยันดำเนินคดีถึงที่สุด
ด้าน นพ.สันต์ กล่าวว่า เหตุที่ต้องเข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราม เพราะได้เคยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์กฎหมายได้ดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาแล้วก่อนหน้านี้ แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แม้ว่าความผิดจะสำเร็จ และมีหลักฐานปรากฏตามสื่อมวลชนชัดเจนอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องแจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีถึงที่สุด และตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ ระบุว่าจะกลับมายึดสนามบินอีกครั้งหากมีการตั้งรัฐบาลที่ไม่ถูกใจกลุ่มตัวเอง การกระทำเช่นนี้เท่ากับสร้างความไม่สงบให้กับบ้านเมือง
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้พวกตนได้ทำหนังสือขอให้พิจารณาโทษผู้ก่อการร้ายสากลที่ยึดสนามบินนานาชาติในประเทศไทย ยื่นถึงนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ผ่านข้าหลวงใหญ่ประจำประเทศไทยไว้แล้วเพื่อที่อย่างน้อยจะได้ออกมากล่าวเตือนไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกเพราะทำให้ผู้เดินทางและนานาชาติได้รับผลกระทบ และหากสหประชาชาติไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะทำให้ประเทศอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างได้
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ นพ.เหวงไว้ในฐานะผู้ร้องทุกข์ จากนั้นจะได้รายงานผู้บังคับบัญชาทราบเพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
บินไทยฟ้อง2 หมื่นล้าน
ด้านนายสุรชัย ธารสิทธิ์พงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กล่าวว่ามติที่ประชุมบอร์ดได้ประเมินว่า บริษัทจะได้รับความเสียหายจากการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทต้องยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการในปีนี้ ประสบภาวะขาดทุน
ดังนั้น ที่ประชุมมีมติให้ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าว พร้อมทั้งดำเนินแนวทางการแก้ปัญหาในเบื้องต้นด้วยการขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องการกู้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อเสริมสภาพคล่อง ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทมีแผนที่จะกู้เงินจำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระค่าเครื่องบิน ส่งผลให้ยอดเงินกู้เพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ยังมอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปปรับแผนเงินกู้จากระยะสั้นเป็นระยะยาว เพื่อให้สามารถชำระหนี้ในระยะยาวนานมากขึ้น
ตร.เสียงแข็ง ไม่ถอนฟ้อง
พล.ต.อ.ประทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศยุติการชุมนุม ว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯยุติการชุมนุมนั้นเป็นการประสานความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เข้ามาช่วยกัน ทั้ง ทหาร ตำรวจ พลเรือน รวมทั้งผู้ว่าการการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ผลงานของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งแม้พันธมิตรฯจะยุติการชุมนุมแล้ว ตำรวจยังคงตรึงกำลัง ตั้งประจำที่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และ ทำเนียบรัฐบาล ในจำนวนเท่าเดิม หรืออาจลดกำลังลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ด้านการข่าวก็ยังจับตาแกนนำผู้ชุมนุมทุกฝ่ายว่ากำลังทำอะไรอยู่
พล.ต.อ.ประทีป กล่าวถึงการดำเนินคดีกับบรรดาแกนนำพันธมิตรฯ ว่า เรื่องคดีต้องดูเป็นกรณีๆไป ยังตอบอะไรไม่ได้ ว่า ใครจะดำเนินคดีกับใครหรือไม่จะไม่ดำเนินคดีกับใคร ต้องดูรายกรณี และยังไม่ทราบเรื่องที่ว่ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีถ้ามีการต่อรองเพื่อไม่ให้ดำเนินคดีนั้นก็ต้องดูความผิดเป็นกรณีๆ ไป แต่จะเอาในภาพรวมทั้งหมดคงต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมกันไป ซึ่งเกินอำนาจของตน ที่จะตอบได้ และตนยังไม่มีความเห็นต่อประเด็นนี้ในขณะนี้
“ในส่วนของตำรวจรับผิดชอบในเหตุที่เกิดและเป็นคดี เมื่อมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ของตำรวจ ถ้ามีคดีเกิดขึ้นยืนยันว่าผมจะยืนอยู่ตรงกลาง อยู่บนความยุติธรรม คดีไหนมีหลักฐานเพียงพอ ก็ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปตามลำดับชั้น”
งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ
ผศ.ดร.วิบูลย์พงษ์ พูนประสิทธิ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเสียหายมากมายขนาดนี้ตนอยากถามหาคนรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ซึ่งต้องกระทำอย่างตรงไปตรงมา เพราะพันธมิตรฯ จะอ้างว่า ได้คืนพื้นที่ทั้งหมดให้ภาครัฐแล้วก็ตามเพราะความเสียหายมันเกิดเป็นรูปธรรม
“พันธมิตรฯ จะอ้างว่าประท้วงเพื่อชาติบ้านเมืองแล้วเข้ายึดสถานที่สำคัญๆ และบอกว่าไม่มีความผิด แบบนี้ใช้ไม่ได้ เพราะจะมาตีความว่าตัวเองทำถูกต้อง เพราะถ้าอีกฝ่ายทำบ้างก็จะเป็นข้ออ้างของคนอื่นๆ ที่อาจทำแบบเดียวกันแล้วประกาศว่าทำเพื่อชาติ”
ผศ.ดร.วิบูลย์พงษ์ กล่าวว่า งานนี้ต้องมีคนรับผิดชอบอย่างแน่นอน หากชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้ก็ต้องติดคุกติดตารางกันไป
ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่พันธมิตรฯ จะให้ตำรวจยกเลิกข้อกล่าวหาเพราะการกระทำที่พันธมิตรฯ ก่อไว้เป็นความผิดทางอาญา ซึ่งหากหน่วยงานใดที่ได้รับความเสียหายดังกล่าวยกเว้นข้อกล่าวหาของพันธมิตรฯ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาแผ่นดิน เพราะทรัพย์สินทั้งหมดเป็นของประชาชน ถ้าพันธมิตรฯ มีความรับผิดชอบก็จะต้องออกมายอมรับข้อกล่าวหา
ตร.ค้นทำเนียบเจออาวุธอื้อ
พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล หน่วยตรวจพิสูจน์และเก็บกู้ระเบิด พร้อมสุนัขตำรวจ เข้าตรวจสอบพื้นรอบทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่จะให้ เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดของสำนักงานเขตดุสิต เข้าเคลียร์ทำความสะอาด
โดยตำรวจได้ตรวจพบ พลุจำนวน 59 แท่ง ซุกซ่อนอยู่บริเวณประตูทางเข้าทำเนียบรัฐบาล และขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่ภายในบรรจุน้ำกรด และพบขวดเครื่องดื่มชูกำลัง ที่ได้ผ่านการดัดแปลงให้มีสายฉนวนที่ทำจากเศษผ้า ขนาดความยาวประมาณ 30เซนติเมตร ผูกติดไว้ที่บริเวณปากขวดเพื่อใช้จุดไฟ
พล.ต.ต.อนันต์ กล่าวว่า อาวุธที่ผ่านการดัดแปลง ไม่ว่าจะเป็นท่อพีวีซี กระบอง ไม้กอล์ฟ น้ำกรด ใบกระท่อม เหล่านี้ค้นพบในบริเวณเต็นท์ที่พักของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมีจำนวนมากกว่าที่ผู้สื่อข่าวเห็นในขณะนี้ และอาวุธทั้งหมดจะนำไปเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป
ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวในจังหวัดนครราชสีมา ประชาชนจตำนวนมากออกมาเรียกร้องให้ตำรวจดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่สร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
นายติณณภพ ราชวงศ์ พ่อค้าย่านถนนช้างเผือก อ.เมือง กล่าวว่า ตนไม่อาจนิ่งเฉยต่อการกระทำของพันธมิตรฯ ที่กลายเป็นอาชญากรแผ่นดินตนจึงขอสาปแช่งให้บรรดาแกนนำพบความวิบัติในทุปรูปแบบ
5นักวิชาการนิติฯมธ.ห่วงศาลรธน.ไร้ความยุติธรรม
ที่มา ประชาทรรศน์

ท่ามกลางความกังวลสงสัยในท่าทีรีบเร่งและความเป็นกลางในคำวินิจฉัยยุบ 3 พรรคการเมือง ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั้น
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา 5 อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบไปด้วย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร และ อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ถึงกรณีดังกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นเบื้องต้นต่อคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องดังกล่าวเอาไว้โดยสรุปว่า
1.ความยุติธรรมเป็นคุณค่าสูงสุดที่องค์กรตุลาการจำต้องรักษาไว้ให้มั่นคงและแสดงออกให้สาธารณชนได้เห็นเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่ว่าความขัดแย้งภายในสังคมจะเป็นอย่างไร องค์กรตุลาการจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ทุกฝ่ายเชื่อมั่นได้
2.ความน่าเชื่อถือต่อองค์กรตุลาการ ตามกฎหมายแล้วเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความเคารพ แต่ตรงกันข้ามความน่าเชื่อถือก็น่าจะเกิดมาจาก ความสมเหตุสมผลในเหตุผลประกอบคำพิพากษา ความเป็นภววิสัยของเหตุผลประกอบคำพิพากษา อีกทั้งความเป็นอิสระและการดำรงตนอย่างปราศจากอคติของผู้พิพากษาเท่านั้น
3. แม้ว่ากฎหมาย จะกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีดุลพินิจในการงดไต่สวนพยานหลักฐาน หากศาลเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะวินิจฉัยก็ตาม แต่ก็มิได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญจะปฏิเสธการรับฟังพยานหลักฐานทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง เพราะจะหมายถึงผู้ถูกร้องตลอดจนผู้ได้รับผลกระทบไม่มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ตามหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
๔. ที่สำคัญแม้ศาลจะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องในคดีได้แถลงปิดคดีก็ตาม แต่ในวันที่มีการแถลงปิดคดี เมื่อผู้ถูกร้องได้แถลงปิดคดีเสร็จสิ้นแล้ว ถัดจากนั้น ด้วยระยะเวลาเพียงเล็กน้อย ศาลรัฐธรรมนูญก็อ่านคำวินิจฉัยในทันที และปรากฏความผิดพลาดในคำวินิจฉัยซึ่งทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องแก้ไขคำวินิจฉัยในขณะที่อ่าน อันเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนทั่วไป การอ่านคำวินิจฉัยของศาลโดยรีบด่วนเช่นนี้ คำวินิจฉัยที่ศาลอ่านจะเป็นคำวินิจฉัยที่ผ่านการพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบกอปรด้วยความเป็นธรรมหรือไม่
อนึ่ง คณาจารย์กลุ่มดังกล่าวได้เคยออกแถลงการณ์ เรื่องการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2551 โดยมีใจความสำคัญว่าการใช้กฎหมายเกี่ยวด้วยการยุบพรรคการเมืองนั้น พึงต้องระมัดระวังและวินิจฉัยประเด็นความชอบด้วยหลักนิติรัฐและนิติธรรมของบทบัญญัติที่นำมาบังคับใช้ และไม่ควรตีความไปตามตัวบทอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษร ทั้งนี้ ปัญหาที่เกี่ยวกับการตีความรัฐธรรมนูญซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และอาจก่อให้เกิดวิกฤติทางการเมืองตามมาได้
ตบเท้าย้ายพรรคเพื่อไทยสุดคึกคัก‘ยิ่งลักษณ์’หัวหน้า
ที่มา ประชาทรรศน์

ในส่วนของอดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนนั้น ในวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา ได้พากันเดินทางไปกรอกใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่อาคารชินวัตรไหมไทย ข้างวัดหัวลำโพงแยกสามย่านกันอย่างคึกคัก
โดยบุคคลที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษก็คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประธานคณะกรรมการ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) น้องสาวแท้ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว ท่ามกลางกระแสข่าวที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเคยมีข่าวว่า พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค
ทั้งนี้ มีรายงานว่าตลอดวันดังกล่าวได้มี ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเข้ามากรอกใบสมัครแล้ว 149 คน และจะทยอยมากรอกใบสมัครอีก ซึ่งน่าจะมีตัวเลขที่หัก ส.ส. ที่ถูกตัดสิทธิแล้วน่าจะมี 219 คน และยังมีรายงานข่าวด้วยว่าอาจจะมี ส.ส. จากบางพรรคการเมือง พากันเข้าพรรคเพื่อไทยด้วย
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย จะจัดการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งที่ 4 ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคมนี้ เพื่อพิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และพิจารณาเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทน นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รักษาการ รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนเก่า ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งไป
นายปลอดประสพ สุรัสวดี รักษาการรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีอดีต ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน และบุคคลที่มีความสนใจสมัครเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดขณะนี้ มีจำนวน 149 คน ซึ่งเชื่อว่าจะยังคงมีอดีตเพื่อนสมาชิกพรรคพลังประชาชนทยอยมาสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มเติมอีก ทั้งนี้ในวันที่ 7 ธันวาคม ทางพรรคจะจัดการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 4 เพื่อทำการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ รวมถึงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ด้วย
ขณะเดียวกัน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และ ส.ส. เขตนนทบุรี ในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทยคนใหม่ กล่าวว่า รู้สึกมีความอบอุ่นคล้ายกับตอนที่อยู่พรรคพลังประชาชน และเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีชื่อที่เป็นมงคล พร้อมเปิดเผยด้วยว่า ได้รับการติดต่อจาก ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคสนใจที่จะเข้าร่วมพรรคเพื่อไทย ซึ่งเห็นว่า ส.ส.ทุกคนเป็นมิตรแท้และยินดีที่จะต้อนรับทุกคน เชื่อว่าน่าจะมีสมาชิกต่างพรรคเข้ามาเพิ่มเติม
ในส่วนของพรรคชาติไทยในวันเดียวกันนี้มีการประชุม ส.ส.ของพรรค และทำพิธีปิดพรรคชาติไทย โดยระหว่างทำพิธีปิด นายบรรหาร ศิลปอาชา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนขอรับผิดแต่เพียงคนเดียวและขอโทษที่ไม่สามารถรักษาพรรคไว้ได้ โดยสมาชิกพรรคต่างน้ำตาคลอและกอดกันเพื่อให้กำลังใจ
“ผมขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียวที่ไม่สามารถทำให้พรรคชาติไทยอยู่ไปตลอดรอดฝั่งได้ ซึ่งหากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพราะต้องการให้พันธมิตรฯ ออกจากสนามบิน ออกจากทำเนียบ พรรคชาติไทยก็ยอมรับในชะตากรรมอันนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกัน และหลังจากนี้ 5 ปี แม้ผมจะอายุ 81 ปี ก็จะกลับมาเล่นการเมืองอีก”
ในตอนบ่าย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย เดินทางมาพร้อมกับสมาชิกพรรค นำช่อดอกไม้มอบให้กำลังใจนายบรรหาร พร้อมยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนขั้วการเมืองหรือย้ายพรรค โดยเชื่อว่าส.ส.ที่เหลืออีก 15 คน จะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาทั้งหมด และเห็นว่านายชุมพล ศิลปอาชา เหมาะสมที่จะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ขณะเดียวกันนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทย เดินทางนำแจกันดอกไม้มาแสดงความเสียใจ โดย นายจองชัย เที่ยงธรรม อดีตรองหัวหน้าพรรคชาติไทย มารับแจกันดอกไม้ พร้อมกล่าวว่า “วันนี้ไม่ใช่วันเสียใจ แต่เป็นวันช้ำใจ และเชื่อว่านายบรรหารจะให้อภัยและไม่ติดใจกับสิ่งที่ผ่านมา”
ทางด้านนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคร่วมรัฐบาลจะเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาลว่า ตนได้ยินข่าวเหมือนกัน แต่ยังไม่มีการพูดคุยที่ชัดเจน เพราะต้องยอมรับว่าพรรคมัชฌิมาธิปไตยมีเสียงน้อย
ทั้งนี้ ยืนยันว่ามีการหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเสมอ ส.ส.พรรคมัชฌิมาธิปไตยยืนยันจะย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และจะไม่ย้ายไปอยู่พรรคอื่น ส่วนคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น ยังไม่ขอเปิดเผย แต่ส่วนตัวเห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดโทษกับกรรมการบริหารพรรคไว้รุนแรง อาจทำให้คนมีชื่อเสียงไม่อยากมาเป็นกรรมการบริหารพรรค
นักข่าวร้องลูกสมุน "ปชป."ทำร้ายจี้ กกต.ตรวจสอบ ส.ส.แจกแว่นตาช่วยเลือกตั้ง
ที่มา ประชาทรรศน์

นายฐากูร ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการ ซึ่งได้รับการร้องเรียนให้ติดตามและตรวจสอบความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ หลังได้รับข้อมูลจากพลเมืองดีว่าในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2551 จะมี นางนันทพร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และทีมงาน
ลงพื้นที่ดังกล่าวเพื่อแจกจ่ายแว่นตาให้กับชาวชุมชน ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพราะทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้เตรียมส่งผู้สมัคร คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ตนจึงเข้าไปสังเกตการณ์ตามหน้าที่สื่อมวลชนและได้พบเห็นภาพ ส.ส.หญิงคนดังกล่าวพร้อมทีมงานกำลังแจกจ่ายแว่นตาให้กับชาวชุมชน จึงได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อบันทึกภาพขณะที่บันทึกภาพอยู่ได้มีทีมงานโวยวายห้ามไม่ให้ถ่าย และแย่งโทรศัพท์มือถือผมไป เอาภาพไปลบออก ส่วน ส.ส.หญิงก็ได้หยิบโทรศัพท์ส่วนตัวของตนเองขึ้นมาถ่ายภาพหน้าตนไว้ขณะเกิดเหตุชุลมุน ได้มีคนขับรถโตโยต้ายาลิส สีขาวป้ายแดงมาจอดตรงจุดแจกจ่ายแว่น แล้วลงจากรถวิ่งเข้ามาแย่งโทรศัพท์มือถือ และชกต่อยรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บใบหน้าและลูกนัยน์ตา ตนพยายามหนีขับรถออกมาหน้าปากซอยตากสิน 34 เพื่อโทรศัพท์รายงานข่าวให้กับหัวหน้าข่าว ขณะนั้นก็ได้มีชายฉกรรจ์ 3 คน วิ่งเข้ามารุมชกต่อยอีกระลอก และประกาศศักดาข่มขู่ว่าจะยิงทิ้ง จนต้องวิ่งหนีสุดชีวิตเพื่อเอาตัวรอดก่อนมาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน เพื่อให้ตำรวจติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป
นายฐากูร เปิดเผยต่ออีกว่า อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ ตนจะนำเรื่องการแจกแว่นตาของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าสอบถามกับทาง กกต.ว่ามีความผิดหรือไม่ เพื่อมานำเสนอข่าวให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป
ด้าน พ.ต.ท.สุรศักดิ์ เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวขณะนี้ตนรอภาพสเกตช์ของคนร้ายเพื่อจะดำเนินการต่อไป
"ขอโทษจากหัวใจคนไทยทุกดวง"

"ขอโทษจากหัวใจคนไทยทุกดวง"
โดย : ชะเอมเทศ
ข้อความดังหัวกระทู้นี้ตัดมาจากพวงกุญแจที่การท่องเที่ยวนำไปแจกให้กับชาวต่างชาติที่รอขึ้นเครื่อง "กลับบ้าน" ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา แสดงให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีหัวใจอยู่และเป็นหัวใจที่เข้าถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
อารยชนนั้นไม่ต้องวัดกันที่คำพูดจาหรือป้ายไร้สาระที่ชูไว้บังหน้า หากทว่าอยู่ที่พฤติกรรมการแสดงออกต่อเพื่อนมนุษย์หรือเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน การแอบอ้างเรื่องที่อ่อนไหวหรือพูดเอาแต่ได้ว่ากลุ่มก้อนของตนสามารถละเมิดกฎหมายได้ทุกข้อ หรือว่าละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้ตลอด เหล่านี้ถูกพิสูจน์โดยสังคมไทยแล้วว่าเรื่องแบบนี้ "สารเลว"
คนที่รวมอยู่กับกลุ่มก้อนดังกล่าวนี้สามารถพูดโกหก เพ้อเจ้อ เอาแต่ได้ฝ่ายเดียวได้ชนิดว่าหน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย เมื่อตักตวงผลประโยชน์จากความโง่ของคนอื่นได้และได้สนองความต้องการของตนเองที่แต่ก่อนทำไม่สำเร็จได้แล้ว ก็ทำหน้าด้านเรียกร้องการไม่ถูกดำเนินคดีอีกด้วย
แล้วก็จบกันไป ที่เหลือคือการล้างเช็ดปัดกวาดความฉิบหายวายวอดที่พวกสารเลวกลุ่มนี้ได้ก่อไว้ โดยคนที่ไม่มีความผิดและไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆทั้งสิ้น คนเหล่านี้ก็ต้องเข้ามาแบกรับภาระหนักหน่วงและทุกข์ยาก แต่ว่าคนเหล่านี้ก็ยอมเอาบ่าเข้าแบกภาระนั้นเพราะพวกเขาทราบดีว่าแม้บ่าจะหนักอึ้งแต่มันก็หนักเพราะเป็นประเทศของเราทุกคน เป็นดินแดนแผ่นพื้นที่พวกเราเหยียบเดินและเติบโต ทุกคนทำงานด้วยหัวใจที่คิดเสมอว่า พันคนทำลายได้ อีกล้านคนก็สร้างกลับมาใหม่ได้เช่นกัน
การทำลายประเทศหนึ่งให้ย่อยยับนั้นง่าย ใช้คนเลวไม่กี่คนนำหน้ารวมกับคนโง่อีกหยิบมือคอยซ้ายหันขวาหัน แสดงพฤติกรรมอันธพาลทุกเวลา ปฏิบัติเยี่ยงโจรทุกโอกาส แค่นี้ก็หมดแล้วครับประเทศไทย
ไม่ต้องถามว่าเมื่อไหร่ที่เราจะเปิดใช้สนามบินได้เต็มรูปแบบ ไม่ต้องถามว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไปเท่าไหร่ คำถามแรกคือเราจะเยียวยาหัวใจของคนที่นั่งหลับเฝ้ากระเป๋าเดินทางในมือกำตั๋วเครื่องบินที่เอามาเช็ดน้ำตาไม่ได้นับหมื่นคนอย่างไร ทำอย่างไรที่อย่างน้อยที่สุดเมื่อพวกเขากลับถึงบ้านเกิดแล้วจะพูดกับพี่น้องของเขาถึงประเทศเราในทางที่เลวน้อยที่สุด อย่าไปถามว่าเขาจะกลับมาอีกหรือเปล่าเพราะไม่มีประโยชน์ที่จะถามครับ
ตอนนี้ประเทศไทยเราพังไปแล้วเรียบร้อย พม่าที่ปิดประเทศแต่ว่าเขารับนักท่องเที่ยวให้บินไปเที่ยวได้ เขมรก็มีนักท่องเที่ยวไปกันเรื่อยๆไม่ขาด มีแต่บ้านเราที่ทะเลาะกันเองแล้วพาลไปปิดสนามบินตีแบตกันเล่น สิงคโปร์รู้ข่าวก็หัวเราะฟันหักว่ามีแค่นี้แค่นจะมาแข่งกับเขา ความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้นี้ไม่ต้องคำนวณว่าเป็นตัวเลขเท่าไหร่เพราะคนที่ต้องรับผิดชอบนั้นคงไม่จ่ายเพราะไม่มีปัญญาและจะรู้ตัวหรือเปล่าว่าต้องจ่ายก็ไม่ทราบ
ห้วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศไทยเรานี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่หัวใจของคนไทยทุกดวงต้องมุ่งไปในทางเดียวกัน คือการสร้างประเทศนี้กลับมาใหม่ กู้เศรษฐกิจของไทยกลับขึ้นมาใหม่ และร่วมกันก่อร่างสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกลับมาอีกครั้ง
บทเรียนของประเทศไทยเราที่ได้รับครั้งนี้ บอกกับเราทุกคนที่ได้เห็นและสัมผัสเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้รู้ว่า เราต้องไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเพราะว่าความเสียหายเลยจากเรื่องส่วนตัวไปมากมาย คนโง่เขลาถูกชักใยให้ทำลายประเทศอย่างรุนแรงและอุกอาจ เน้นอีกครั้งให้แน่ใจว่า "เราต้องไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก"
โปรดฟังอีกครั้ง....
"ขอโทษจากหัวใจคนไทยทุกดวง"
เหตุเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม
ที่มา thaifreenews
โดย Philip Bowring
ที่มา International Herald Tribune
*อ่านบทความเกี่ยวเนื่อง THE THAI CRISIS:History repeats itself
หมายเหตุ: เมื่อ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบกับราชบัลลังก์"โดยเตือนกลุ่มการเมืองที่กำลังนำสถาบันกษัตริย์มาอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน และนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองว่า สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพรักของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพวกที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบันอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี
ม็อบและราชบัลลังค์(The crowd and the crown)
เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?
ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย ภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "ที่เคารพรัก" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติและถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอด
แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเอง เมื่อราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกันหรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับสาธาณรัฐ
มันเป็นการควรที่คำนึงถึงกษัตริย์ Birendra ของเนปาลที่ได้รับการสักการะและเคารพในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยลูกชายที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2001 เขาก็ได้ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย King Gyeandendra ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2005 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคม
เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน
กษัตริย์ภูมิพลโดยปกติ จะถูกนำเสนอให้เห็นว่าทรงอยู่เหนือการเมือง จะเข้ามาแทรกแซงก็ต่อเมื่อต้องการจะยุติความขัดแย้งหรือ
ทำให้อำนาจทหารและการเมืองกลับสู่สภาวะสมดุลย์
แต่โดยแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์ไม่ใชจะง่ายอย่างที่คิด โดยรวมแล้วก็ได้เห็นด้วยเป็นนัยๆต่อการรัฐประหารที่อ้างเสถียรภาพและความสะอาดของรัฐบาล
แต่ในเหตุการณ์นี้การนิ่งเงียบของกษัตริย์ในช่วงโกลาหลที่เกิดจากกลุ่มพันธมิตรนั้น มันดูเหมือนจะเป็นการบอกอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นการสัญญาณเป็นนัยๆว่าเป็นการสนับสนุนการชุมนุม หรือไม่ก็ได้ ด้วยพระชนม์มายุ 81 พรรษา และพระพลานัยที่ไม่แข็งแรงนักและกำลังไว้ทุกข์ให้แก่สมเด็จพระพี่นางฯ พระองค์จึงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดราชบัลลังก์

อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กลุ่มพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางโดยสถาบันที่เกี่ยวกับข้าราชการ ระบบความยุติธรรม และกองทัพที่เกี่ยวข้องกับองคมนตรี ซึ่งนำโดยอดีตนายกฯเปรม ติณสูลานนท์ซึ่งอายุ 88 ปี การสนับสนุนโดยราชวงศ์
ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่พระราชินีได้เสด็จไปร่วมงานศพของฝ่ายพันธมิตรที่อ้างว่าเสียชีวิตจากระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
กองทัพไม่สามารถที่จะนำความสงบกลับคืนมา หรือหยุดปัญหาโดยทำรัฐประหารอีกครั้ง เพราะครั้งก่อนก็ล้มเหลวและไม่มีแผนรองรับที่ดีหลังรัฐประหารด้วย
.jpg)
"พันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย"ก็เป็นการตั้งชื่อที่ผิดด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มาจากชนชั้นสูง หรือการสนับสนุนทางการเงินโดยชนชั้นสูงที่เกลียดและกลัวอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกขับไล่จากตำแหน่งโดยการรัฐประหารปี 2006 พวกเขาไม่ไว้ใจระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลที่สุจริต
ทักษิณแน่นอนได้ใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยต้องการผลประโยชน์ทางการเมืองและการเงิน และเขาก็สมควรที่จะถูกลดอำนาจลง แต่สิ่งที่ศัตรูของเขาไม่พอใจคือการกุมอำนาจ และการที่เขาพึ่งคะแนนเสียงจากกลุ่มคนในชนบท กลุ่มที่ไม่พอใจกับข่องว่างของรายได้
ที่กว้างระหว่างพวกเขากับชนชั้นกลาง
กลุ่มคนที่สนับสนุนระบอบการปกครองแบบกษัตริย์มีความต้องการอย่างมากที่จะให้ทักษิณหมดอำนาจระหว่างที่จะมีการสืบทอดพระราชบัลลังก์ มกุฎราชกุมารได้รับความนิยมน้อยกว่าพระราชบิดา และบทบาทไนอนาคตของราชวงศ์รวมทั้งราชินีก็ไม่มีความแน่นอน
ทักษิณไม่ใช่นักนิยมสาธารณรัฐ แต่เหมือนกับผู้นำที่แข็งแกร่งในทศวรรษที่ 50 และ 60 อย่างจอมพลป.พิบูลสงคราม ที่พึงพอใจจะให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงการรักษาสัญลักษณ์ของธรรมเนียมปฎิบัติมากกว่า และไม่ต้องการที่จะให้สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจ ชนชั้นสูงต้องการเพียงที่จะใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อเกื้อหนุนสถานะภาพของตนเอง เหมือนที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ผ่านทางพันธมิตร
แต่นี่อาจจะลงเอยด้วยการเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่าไม่ใช่การช่วยเหลือเลย และถ้ากลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณได้เปรียบในการต่อสู้ชิงอำนาจครั้งนี้ พวกเขาจะสร้างความไม่พอใจให้กับราชวงศ์ที่ไม่สามารถดึงดูดความเคารพรักที่ให้แก่กษัตริย์ภูมิพล และความสำเร็จของชนชั้นสูงนั้นก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากทางกองทัพด้วย ซึ่งบุคคลที่มีอำนาจในกองทัพอาจปรากฏออกมา และลดบทบาทของกษัตริย์องค์ใหม่
ดังนั้นคนไทยที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ควรศึกษาประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้ และอันตรายของการใช้ฝูงชนประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
อ่านเพิ่มเติม
THAILAND''S POLITICAL MAZE – A BEGINNERS GUIDE
Posted: Wednesday, November 26, 2008 1:07 PM
By Ian Williams, NBC News correspondent
History repeats itself
International Herald Tribune
By W. Scott Thompson Published: December 1, 2008
Q+A-Thailand''s intractable political crisis
Reuters
Thu Nov 27, 2008 4:35am EST
LA STAMPA
29/11/2008
Thai protesters gird for a crackdown
International Herald Tribune
By Thomas Fuller Published: November 28, 2008
Welcome to Bangkok airport - no passport needed
By Ed Cropley - Reuters
Sat Nov 29, 2008 4:03am EST
Asia Sentinel: Democracy Threatened at Bangkok International Airport
Written by Giles Ji Ungpakorn
WEDNESDAY, 26 NOVEMBER 2008
บทบรรณาธิการนสพ.ญี่ปุ่น: กรณียึดครองสนามบินที่ประเทศไทย
จากหนังสือพิมพ์ไมนิจิ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.2008
Analysis: dark rumours around Thai monarchy and PAD victoryRichard Lloyd Parry
From The Times
December 3, 2008
No happy ending to Thai power struggle
The Malaysian Insider
BANGKOK, Nov 29
ที่มาข่าว Thai E-News.com
เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..เราชนะแล้ว.....
ที่มา thaifreenews
เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..
เราชนะแล้ว
โดย : คุณก็รู้ว่าใคร
วันพุธที่ 3 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551

เปิดเผย เบื้องหลังสลายการก่อการร้ายทั้ง 3 จุด....และหยุดระบอบอมาตยาธิปไตยได้สำเร็จ..เราชนะแล้ว
หลังจากที่การก่อการร้ายทั้ง 3 จุดที่เกิดจากน้ำมือขบวนการจ้องล้มล้างประชาธิปไตย นำโดย สนธิ-จำลองซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้ายพร้อมพวกพ้องอีกจำนวนหนึ่ง ได้อุบัติขึ้นและยืดเยื้อไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดได้นั้น ทางฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้สถานการณ์นี้ได้คลี่คลายไปโดยเร็วที่สุดมิฉะนั้นประเทศชาติจะล่มจมและเสียหายไปยิ่งกว่านี้แน่นอน
ได้มีการสั่งการไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทหารและตำรวจ แต่ก็มิได้มีการปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเลย ในการแก้ปัญหาของประเทศชาติบ้านเมือง เพราะว่าขบวนการก่อการร้ายชุดนี้ได้ส่งพรรคพวกของตนเองเข้าแทรกซึมไปทุกวงการมานานแล้ว ตั้งแต่ฝ่ายทหารก็มีจ่าทายาทอสูรเป็นหัวหน้าแก๊งค์คุมกำลัง ฝ่ายตำรวจ..หลังจากปลดจ่าหัวหน้าที่เพิกเฉยออกไป1 คนก็ยังเหลือจ่าตำรวจที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของหัวหน้าโจรก่อการร้ายเป็นกำลังหลักอีกคนหนึ่ง แถมหน่วยตำรวจที่ดูแลสุวรรณภูมิก็โดนจับแม่ยายเป็นตัวประกันอยู่ด้านในสนามบินด้วย
แถมพวกอมาตยาธิปไตยก็กำลังรุกคืบดำเนินการในเชิงลับที่จะเข้ามายึดครองอำนาจเพื่อกดขี่ข่มเหงประชาชนไม่ให้โงหัวขึ้นมามีกำลังอีกต่อไปโดยให้การสนับสนุนในทางลับทั้งเสบียงและยุทโธปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการก่อการร้าย
เมื่อรัฐบาลได้ทราบเรื่องดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นจึงได้มีการวางแผนตระเตรียมที่จะหยุดอำนาจเถื่อนของพวกก่อการร้ายทั้งหลาย ทั้งหมดได้มีการปรึกษาหารือว่า เราจะไม่ยอมก้มหัวให้พวกเผด็จการและอมาตย์ที่ก่อการร้ายทั้งหลาย เราจะไม่ยอมลาออกไม่ยุบสภา โดยการกดกันของพวกก่อการร้ายเป็นอันขาด และค้นหาวิธีที่จะช่วยประเทศไทยให้พ้นมิคสัญญีนี้ได้
วิธีหนึ่งที่มีการเสนอกันมาและน่าสนใจคือการใช้วิถีทางประชาธิปไตยเอามาขับไล่อำนาจเถื่อนทั้งหลายให้หมดไปได้ นั่นคือ ช่วงนี้มีทั้ง 3 พรรค ที่อยู่ในข่ายที่จะถูกยุบพรรคโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แต่ง
ตั้งกันมาโดยพวกอสูร โดยที่ปกติการวินิจฉัยคดีจะมีการยื้อออกไปถึงปลายเดือนธันวาคม ก็มีการล็อบบี้จากรัฐบาลให้ขยับมาเร็วขึ้นที่สุดซึ่งก็ได้วันที่กำหนดคือวันที่ 2 ธ.ค. ..และจากแหล่งข่าววงใน ว่าจะมีการตัดสินให้ทั้ง 3 พรรคร่วมรัฐบาลหลุดพ้นจากความผิดที่ถูกกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีทางออกทางประชาธิปไตยทางอื่นอีก บ้านเมืองก็จะเกิดกลียุคต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด.และก็จะเข้าทางพวกอมาตย์ชั่วร้ายและพวกก่อการร้ายทั้งหลายที่จะใช้โอกาสนี้เข้ามายึดและเปลี่ยนระบบการปกครองประเทศจนได้
จากแหล่งข่าวกล่าวว่า ฝ่ายรัฐบาลมีการรวบรวมเงินจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะนำไปซื้ออาหารหมาเร่ร่อนและทำบุญทำทานให้กับสัมภเวสี พวกเปรตทั้งหลาย นำมาเพื่อใช้ในการล็อบบี้ให้คำพิพากษา..พลิกกลับ..!มาเป็นทั้ง 3 พรรค โดนตัดสินยุบพรรคทั้งหมด โดยขอให้แถลงปิดคดีช่วงเช้าและตัดสินกันในช่วงบ่ายทันที...
เริ่มแผนแรกโดยการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการอำพรางเพื่อใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำ....นั่นแน่...เสือไม่มามีแต่หมาจ่าท.บ.แก่ๆออกมาแสดงตนทันที...พร้อมเพลงเปิดตัว ป๊อกช่าป๊อก ..ป๊อกช่าป๊อก..สมชายไม่อยู่จับหนูไม่ได้หร๊อก....ป๊อกช่าป๊อก...เพลงจบก็มาออกแขกโดยการให้ทุกหน่วยทุกเหล่า..สงบ อยู่นิ่งกลับที่ อยู่ในที่ตั้งทั้งหมด.....นั่นแน่ ..หมายหัวไว้อีก 1 แกนนำรุ่น 3
แผนสอง..ให้ศาลประกาศไม่รับการไต่สวนเพิ่มแล้ว ให้แถลงปิดคดีวันที่ 2 ช่วงเช้าและตัดสินบ่ายเลย...นั่นแน่..อาหารหมาได้ผล..
แผนสาม..ส่งไส้ศึกโยนขี้ให้หมางับ..แลกยุบสามพรรค กับย้ายและสลายชุมนุมทุกจุด.....นั่นแน่.....สนธิ-จำลอง ผและผู้ร่วมก่อการร้ายทั้งหมด...งับขี้เข้าเต็มๆ..
แผนสี่..หลังจากยุบพรรค...ย้ายพรรคใหม่ตามที่วางไว้..เพราะยังไง สมชายก็เป็นเพียงนายกขัดตาทัพอยู่แล้ว..ทัพใหญ่เตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ ..ส่งแนวร่วมแบบฮาร์ทคอมาเป็นนายก..เอาไว้รับเรื่องเดินเกมทางกฎหมายกับพวกผู้ก่อการร้ายที่ตกหลุมพรางสลายชุมนุมออกมาเองโดยที่ฝ่ายเราม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ มีแต่ฝ่ายมันที่เสียเกือบทุกวัน ต้องยกความดีความชอบให้กับ พี่เอ็ม...และพี่แดง อ้าว..โทษทีพี่แดงเป็นแค่หมอดูพยากรณ์อ่ะ แกฟันธงถูกตลอด……
แล้วให้รัฐบาลใหม่เดินเรื่องแก้รัฐธรรมนูญโดยด่วน รวมทั้งมาตรา 339 ด้วย ไม่ต้องกลัวมันแล้ว เลยจุดกลัวมาแล้วโว้ย..จ่าทั้งหลาย.....
..เดินเรื่องขออภัยโทษ โดยล่ารายชื่อทูลเกล้า...
แก้เสร็จ ยุบสภา เลือกตั้งใหม่.........เพื่อไทย เต็มสภา.....แดงเต็มเมือง..เหลืองโดนตอนหมดแล้ว สูญพันธ์หมดสิ้น ทายาทอสูร
..และนี่คือเบื้องหลังการประกาศ เราชนะแล้ว ของคนเสื้อแดง.....
ต่อไปเหลือจัดการเช็คบิลกับพวกผู้ก่อการร้ายทีละคน ..ทีละคน..จนหมดสื้น...ทั้งทางแจ้งและทางลับ
ปลดจ่าอสูรทีละคน เอาไปดองให้หมด.....ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง....จับเดินเกียร์หน้าไปสามจังหวัดชายแดนให้หมด
ฝ่ายอมาตยาธิปไตยต้องอกแตกตาย..เพราะนายกคนต่อไป.....อาจจะได้ ทักษิณกลับมาอีกครั้งก็ได้...ใครจะไปรู้..อิอิ
อ้อ..ฝากปลดจ่ากองทัพอากาศด้วยนะครับ ที่ออกมาผิดคิววันประกาศคำตัดสินเมื่อวันที่ 2 ..บอกว่าให้ไปที่สนามบิน ดันมึนๆมาทำท่าทำทางถือปืนเป็นหนูน้อยหมวกแดงอยู่แถวศาลปกครอง..เกือบผิดแผนแน่ะ..เพราะได้ข่าวมาว่า พวกก่อการร้ายจะส่งมาฆ่าให้หมดทั้งศาลตุลาการเลย..ถึงเตรียมอาวุธกันมาพร้อมกะอาศัยช่วงชุลมุน..โห..นี่หรือเมืองพุทธ..
หมายเหตุ เรื่องราวทั้งหมดมาจากแหล่งข่าวเดียวกัน ที่เป็นคนไทยที่หัวใจบอบช้ำมาพอสมควรและจะสู้ต่อไป.
สู้เค้า..ไอ้มดแดง...ฮายาโตะ..
ฝ่ายอมาตยาธิปไตยต้องอกแตกตาย..เพราะนายกคนต่อไป.....อาจจะได้ ทักษิณกลับมาอีกครั้งก็ได้...ใครจะไปรู้..อิอิ
รัฐบาลแห่งชาติ เล่ห์กลอีกอันหนึ่งของพวกอำมาตย์
ที่มา thaifreenews
ตอนนี้ฝุ่นเริ่มหายตลบแล้ว เพราะพรรคการเมือง 3 พรรคก็โดนยุบไปแล้ว พันธมิตร ก็ประกาศสลายการชุมนุมแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ทุกฝ่ายได้มีเวลาและโอกาสสงบอกสงบใจ ครุ่นคิดว่าจะเดินเกมต่อไปอย่างไร หลังวันเฉลิมพระชนม์พรรษานี้
แต่สงครามยังไม่จบสิ้น พวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยังไม่คิดวางมือที่จะปล้นประชาธิปไตยไปจากประชาชน เพียงแต่การรบยกนี้ พวกเขาบอบช้ำเสียหนักเท่านั้น

ใครเป็นคนบ้าที่วางแผนยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อบีบรัฐบาลให้ถึงทางตัน ผมเรียกว่าเป็น "ยุทธการสิ้นคิด" ครับ แม้ว่าจะประกาศชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เป้าหมายที่แท้จริงในการโค่นล้มระบอบทักษิณ และการยึดอำนาจรัฐ ยังไม่บรรลุผลแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามในทางการเมือง แม้ฝ่ายทักษิณจะโดนยุบพรรค แต่ในแง่ของฐานเสียงสนับสนุน ไม่ได้เสื่อมทรามลงไปแม้แต่น้อยนิด พลังของฝ่ายทักษิณยังคงแข็งแกร่งอยู่เหมือนเดิม
ส่วนเป้าหมายของ พธม. ในการยับยั้งการแก้ไข รธน. นั้น ถือว่าประสบความสำเร็จแค่ชะลอเวลาออกไปเท่านั้น แต่สุดท้าย ฝ่ายที่ครองเสียงข้างมาก ก็จะสามารถแก้ไขได้อยู่ดี จะยื่นเมื่อไหร่ก็ได้ รอให้ พธม. อ่อนล้าลง ก็ยื่นแก้ไขได้เลย และเสียงสนับสนุนก็มีมากพอที่จะทำให้มันสำเร็จภายในหนึ่งเดือนเท่านั้น
เกม "ยึดสุวรรณภูมิ" ของพวกอำมาตยาธิปไตยครั้งนี้ พวกเขาบอบช้ำกลับไปอย่างน่าดูทีเดียว พร้อมกับชนักติดหลังเรื่อง "ผู้ก่อการร้ายสากล" ซึ่งทั้งแกนนำและผู้สนับสนุน อาจโดน Blacklist ห้ามเข้ายุโรปหรือสหรัฐอเมริกา หรืออาจโดนยึดทรัพย์ในต่างประเทศก็เป็นได้ เพราะเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อร้ายแรงที่สุด
ตอนนี้พวกอำมาตย์คงไปเดินเกมสร้างกระแส "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้น ซึ่งผมไม่ได้คิดว่าเป็นรัฐบาลแห่งชาติแต่อย่างใด เพราะมันคือ "ตัวแทนของฝ่ายศักดินาอำมาตยาธิปไตย" อย่างแท้จริงทีเดียว เป็นรัฐบาลศักดินาอำมาตย์ล้วนๆ ไม่มีคนของประชาชนปนเลยแม้แต่น้อย รายชื่อนายกรัฐมนตรี ที่เสนอมา เช่น นายพลากร สุวรรณรัฐ ก็คือ พวกอำมาตยาธิปไตยนั่นเอง

ตอนนี้คงหลอกประชาชน หากินต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะเขียนบทให้ใครพูดอย่างไรในวันสองวันนี้ก็ตาม เพราะ "ศรัทธาถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองจนไม่เหลือหลอแล้ว "การโฆษณาชวนเชื่อ นั้นมันเสื่อมมนต์ขลังลงไปแล้ว
อีกอย่างหนึ่ง แม้ว่าจะมีผู้บารมีออกมาสนับสนุนอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันก็ไปไม่ได้อยู่ดี เพราะประชาชน "เสื่อมศรัทธากับผู้ใหญ่ลำเอียง" ในประเทศไทยไปหมดแล้ว จะให้ ป.สี่เสา หรือประเวศ หรือแม้แต่ สุเมธ ออกมาสร้างกระแสก็ไม่มีใครเอาอีกแล้ว
จะให้นักวิชาเกินวิชาการทั้งหลาย ที่ออกมาจุดกระแสสีขาวที่ล้มไปไม่เป็นท่านั้น ออกมาสร้างกระแสอีก ก็คงไม่ได้ผล เพราะนักวิชาการไทย "ทำลายชื่อเสียงเกียรติยศ" ของตนเองไปหมดสิ้นแล้ว หรือแม้แต่ให้สื่อมวลชนออกมาสร้างกระแส ยุคนี้ พ.ศ. นี้ไม่มีใครเชื่อสื่ออีกต่อไปแล้ว มีแต่จะไล่กระทืบสื่อกันทั้งสองฝ่าย
สื่อมวลชนไทย ได้ทำลายความน่าเชื่อถือ หรือบทบาทชี้นำในสังคมของตนเองไปจนหมดสิ้นแล้ว
กระแสรัฐบาลแห่งชาติคงไม่มีใครเอาด้วย และเดี้ยงเหมือนกับกระแสกดดันให้รัฐบาลยุบสภานั่นแหละครับ
ก็เป็นแค่เล่ห์กลอีกอันหนึ่งของพวกศักดินาอำมาตยาธิปไตย ที่ทำลายศรัทธาของตนจนไม่เหลือหลออีกต่อไปแล้ว
ยุคนี้ประชาชนไม่ได้โง่ และที่สำคัญประชาชนกลับตาสว่างกันจนหมดสิ้น มนต์สะกดคลายความขลังไปเรียบร้อย แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่ กลับพยายามร่ายมนต์ จนดูเหมือนพวกเขากลายเป็นตัวตลกยังไงยังงั้น คนดูได้แต่เอือมระอากันแทบทั้งสิ้น แต่กลับไม่รู้ตัวเองอีก พวกเขาได้สูญเสียอำนาจในการควบคุมสังคมไปแทบหมดสิ้นแล้ว
การท่องบ่นคาถา คุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ มันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะคนพูดเองกลับไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตนทั้งสิ้น กระบวนการยุติธรรมก็ลำเอียงอย่างหน้าด้านๆ แล้วจะสร้างความศรัทธา เรียกร้องความศรัทธาจากประชาชนได้อย่างไรกัน เพราะทำเรื่องหน้าด้านๆ ต่อหน้าประชาชน ยังคิดว่าประชาชนเขาโง่กันนักหรือ
ยุคนี้ คาถาศักดิ์สิทธิ มันต้อง เสรีภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง กินดีอยู่ดี เข้าถึงทุน เจ็บป่วยได้รับการรักษา มีเงินส่งลูกหลานเรียนเป็นต้น
คาถาเก่าๆ มันไม่ทำให้ประชาชนเขาอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เราไม่ต้องการพวกคุณธรรมจอมปลอมทั้งหลายเหล่านี้ มาเป็นรัฐบาลแห่งชาติ เราต้องการคนที่รู้ปัญหาชาวบ้าน รู้ปัญหาของคนรากหญ้า ช่วยเหลือคนรากหญ้า มาเป็นรัฐบาลของเขา
เราต้องการรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรี ที่เราเลือกเองกับมือ เราไม่ต้องการให้สวรรค์ชั้นฟ้าที่ไหนส่งมาให้
แม้พวกเราจะเป็นกบ เราก็ขอเลือกนายในหมู่กบด้วยกันเอง เราไม่ต้องการอ้อนวอนให้สวรรค์ส่งนายมาให้เรา
ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราคนรากหญ้าต้องการอะไร มากกว่าพวกเราด้วยกันเอง
เอารัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยัดลงตุ่มไปเสียเถอะครับ



