WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 9, 2008

วาง"โลงศพ-โยนบึ้ม" ใส่บ้านพักแกนนำ "เพื่อนเนวิน" "เสื้อแดง"ขู่ตามรอย พธม.ขวาง"มาร์ค"นั่งนายกฯทุกทาง

ที่มา มติชนออนไลน์

วาง"โลงศพ-โยนบึ้ม" ใส่บ้านพักแกนนำ "เพื่อนเนวิน" "จตุพร"ขู่ปลุกเสื้อแดงตามรอยพันธมิตรต่อต้าน"มาร์ค"นั่งนายกฯ กั๊กล้อมสภาสกัดโหวตนายกฯ ถาม"อนุพงษ์"ยุ่งการเมืองทำไม ชี้นักการเมืองน้ำตาตกถูกบังคับสลับขั้วแลกแลกไม่"ปฏิวัติ" "แม้ว" ใช้โฟนอินแฉหมดเปลือก เสื้อแดงบุรีรัมย์โทรต่อว่าไม่เข้าใจส.ส.ทิ้ง"แม้ว" อุดรฯ สกัดส.ส.ซบปชป.

รายงานความเคลื่อนไหวพรรคเพื่อไทยหลังพรรคร่วม-ส.ส.ในพรรคเปลี่ยนใจไปอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายเชื่อมสัมพันธ์พรรคร่วมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หลังจากรวบรวมรายชื่อส.ส.กว่า 240 เสียง ยื่นประธานรัฐสภาเปิดประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม

วาง"โลงศพ-โยนบึ้ม" ใส่บ้านพักแกนนำ "เพื่อนเนวิน"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา เกิดเหตุมือมืดนำโลงศพ 2 โลง ไปวางบริเวณหน้าบ้านของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 11 จ.นครราชสีมา เลขที่ 333 บ้านบึงทับช้าง หมู่ที่ 4 ต.โชคชัย อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา นอกจากนี้ คนร้ายไม่ทราบจำนวน ขว้างระเบิดเอ็ม 26 เข้าไปในบ้านหลังดังกล่าวด้วย แต่เคราะห์ดีที่ระเบิดด้าน ล่าสุดพ.ต.อ.สว่าง วงศ์จงสมชัย ผู้กำกับการ สภ.โชคชัย เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วนแล้ว

ขู่ใช้วิธีพันธมิตรย้อนเกร็ดปชป.


นายจตุพร นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรี แต่หากพรรคประชาธิปัตย์เลือกนายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล ก็จะต้องได้รับการปฏิบัติจากคนเสื้อแดงเช่นเดียวกับที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยปฏิบัติกับรัฐบาลจากพรรคพลังประชาชน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ต้องถามไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ว่าการเมืองไม่เคยเข้าไปยุ่งกับกองทัพแล้วกองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองทำไม

"นักการเมืองหลายคนต้องน้ำตาตกใน และหลายคนถูกบังคับให้สลับขั้วการเมือง เพราะโดนคำขู่ต่างๆ นานาว่าหากไม่สลับขั้วจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เท่ากับว่าเป็นการรัฐประหารอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้คนเสื้อแดง ที่ต่อสู้เพื่อรักษาประชาธิปไตยมานานนั้นน้ำตาตกใน เมื่อทหารบีบ ส.ส.ให้ไปปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร คนเสื้อแดงก็คิดว่าก็ไม่ควรมี ส.ส.คนใดผ่านคนเสื้อแดงเข้าไปทำอะไรในสภาผู้แทนราษฎรได้" นายจตุพรกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าคนเสื้อแดงจะไปปิดล้อมอาคารรัฐสภาในวันที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายจตุพรกล่าวว่า มั่นใจว่าการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นจะไม่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 13 ธันวาคม อย่างแน่นอน และที่ผ่านมาคนเสื้อแดงน้ำตาตกในกับสิ่งที่เกิดขึ้น


"แม้ว" ใช้โฟนอินแฉหมดเปลือก


นายจตุพรกล่าวถึงการชุมนุมใหญ่ครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร วันที่ 13 ธันวาคม ที่สนามศุภชลาศัยว่า การชุมนุมใหญ่ของครอบครัวความจริงวันนี้ยังเป็นกำหนดการเดิมและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็ยังจะโฟนอินมาพูดคุยกับคนเสื้อแดงแน่นอน และอยากให้ทุกคนติดตามฟังการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้บอกกับพวกเราในการหารือกันครั้งล่าสุดว่าจะเป็นการพูดอย่างหมดเปลือก เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างมาสุดทางแล้ว


"มาร์ค" ปากแข็งไม่กังวล


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ชี้แจงไปหลายครั้งแล้วว่าช่วงนั้นไปศึกษาอยู่ในต่างประเทศ จากนั้นก็มาสอนหนังสือที่โรงเรียนนายร้อย จปร. จนติดยศร้อยตรี จึงไม่กังวลว่าเรื่องดังกล่าว จะเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรี


กั๊กล้อมสภาสกัดโหวตนายกฯ


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศเตรียมจะชุมนุมใหญ่เพื่อสกัดไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล หลายคนหวั่นว่าจะใช้รูปแบบเดียวกับของกลุ่มพันธมิตรว่า คนเสื้อแดงคงไม่มายึดทำเนียบรัฐบาลหรือสนามบินอย่างที่กลุ่มพันธมิตรทำ ขณะนี้เสื้อแดงยังไม่ออกมา มีแต่สีเขียวเพ่นพ่านเต็มไปหมด รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาควรสง่างามทางการเมือง ไม่ใช่อ้างเข้ามาบริหารบ้านเมือง เพราะสีเหลือง สีแดงทะเลาะกัน แต่ให้สีเขียวอุ้มเข้ามาทำงานในทำเนียบ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ


ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มเสื้อแดงจะยกคนไปล้อมสภาในวันที่จะมีการเลือกนายกฯหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ยังไม่มีการกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวดังกล่าว เพราะวันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเสียงอันดับ 1 ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมารยาทแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรตั้งรัฐบาลแข่ง ควรรอให้พรรคอันดับ 1 ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้จึงค่อยตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผู้ใหญ่ในพรรคพยายามเจรจากับผู้ใหญ่ในพรรคที่เปลี่ยนขั้วการเมือง คิดว่าวันนี้คณิตศาสตร์การเมืองยังไม่นิ่ง แม้บางคนจะเปิดไวน์แสดงความยินดีแล้ว แต่ก็นับได้แค่ขวดไวน์ ไม่ใช่จำนวน ส.ส.


เมื่อถามว่า ขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง นปช.กับนายเนวิน ชิดชอบ เป็นอย่างไร นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ส่วนตัวยังนับถือนายเนวิน ถือเป็นพี่ชายคนหนึ่ง ถือเป็นการตัดสินใจโดยชอบของนายเนวิน แต่หากพรรคเพื่อไทยต้องเป็นฝ่ายค้านก็ไม่เป็นไร ตนจะเลือกอยู่ข้างพรรคเพื่อไทย ถ้านายเนวินกับพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านก็ได้ แต่กับนายเนวินยังเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิม


เสื้อแดงบุรีรัมย์โทรต่อว่าไม่เข้าใจส.ส.ทิ้ง"แม้ว"


นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.เขต 3 บุรีรัมย์ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า กลุ่มคนเสื้อแดงใน จ.บุรีรัมย์ ที่สนับสนุนกลุ่มเพื่อนเนวิน ยังศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โทรศัพท์เข้ามาต่อว่าด้วยความไม่เข้าใจในเจตนารมณ์ของกลุ่มเพื่อนเนวินที่ร่วมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อได้ชี้แจงถึงเหตุผลว่าไม่ต้องการให้ประเทศชาติเดินเข้าสู่ทางตันอีก ทำให้ชาวบุรีรัมย์เข้าใจและยอมรับการตัดสินใจ


"ผมเชื่อว่าในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์จะไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านการตัดสินใจย้ายขั้วของกลุ่มเพื่อนเนวินอย่างแน่นอน" นายสนองกล่าว


เสื้อแดงอุดรสกัดส.ส.ซบปชป.

เวลา 11.00 น. ที่สนามทุ่งศรีเมืองอุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และนายอุทัย แสนแก้ว น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน นายทองดี มนิสสาร ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน พร้อมสมาชิกชมรมฯกว่า 200 คน สวมเสื้อแดงโพกศีรษะด้วยผ้าแดงข้อความ "รักทักษิณ" เปิดแถลงพร้อมถ่ายทอดผ่านวิทยุชุมชน ว่ามี ส.ส.บางคนโดยเฉพาะ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" 37 คน หนึ่งในนั้นคือ นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี เขต 1 พรรคพลังประชาชน เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอให้กลุ่ม ส.ส.พรรคพลังประชาชนสำนึกบุญคุณของ พ.ต.ท.ทักษิณ และชาวอุดรธานีที่เลือกเข้ามาเป็น ส.ส.โดยเฉพาะนายเชิดชัยที่ได้เป็น ส.ส.เพราะเกาะกระแสพรรคไทยรักไทย ขอให้นายเชิดชัยกลับมาร่วมกับพรรคเพื่อไทย หากไม่กลับมาชมรมจะรวมตัวต่อต้าน

ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดง ประมาณ 50 คน เดินทางไปที่สำนักงานนายเชิดชัย ถ.เลี่ยงเมือง จนผู้ดูแลต้องปิดสำนักงาน นอกจากนี้ เวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วาสะศิริ ผกก.สภ.หนองแสง จ.อุดรธานี นำกำลังตำรวจกว่า 30 นาย มาดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณฟาร์มลิลลี่ ที่ อ.หนองแสง จ.อุดรธานี ของนายเชิดชัย หลังมีกระแสข่าวคนเสื้อแดงจะรวมตัวชุมนุม แต่ปรากฏว่าไม่มีกลุ่มเสื้อแดงเดินทางไป


ตร.รับมือม็อบล้อมสภา


ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงผลการประชุมติดตามความเคลื่อนไหวกลุ่มผู้ชุมนุม ก่อนเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ตำรวจนครบาลเตรียมทำแผนเพื่อเผชิญเหตุหากเกิดมีการชุมนุมประท้วง โดยตำรวจจะนำประสบการณ์จากการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมที่ผ่านมา และที่ตำรวจถูกตำหนิที่ปล่อยให้ยึดสถานที่ราชการได้โดยไม่ทำอะไรเลย เพื่อเป็นบทเรียนมาปฏิบัติงาน เชื่อว่าการทำแผนจะมีความรอบคอบขึ้นโดยจะวางกำลังเพื่อดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อให้การเปิดประชุมสภาเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย

'สดศรี'ปูด40ส.ว.ไม่มีสิทธิยื่นศาลรธน.ชี้ขาดส.ส.สัดส่วนโหวตนายกฯ

ที่มา ประชาทรรศน์

กกต. ด้านกิจกรรมพรรคการเมือง เผย 40ส.ว.ไม่มีสิทธิยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ ส.ส.สัดส่วนพรรคถูกยุบ โหวตนายกรัฐมนตรี ระบุ เป็นคนละสภา


นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีส.ส.ระบบสัดส่วนที่ย้ายจากพรรคที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ ยังมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ว่า แม้กลุ่ม 40 ส.ว.จะยื่นเรื่องให้ศาลวินิจฉัย แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็จะต้องวินิจฉัยว่า อีกว่า กลุ่ม ส.ว.ดังกล่าวมีสิทธิยื่นเรื่องต่อศาลหรือไม่เพราะถือว่าเป็นคนละสภา

"ตนมองว่าผู้มีสิทธิคัดค้านสิทธิของส.ส.สัดส่วน คือ ส.ส.สภาเดียวกัน โดยยื่นเรื่องผ่าน กกต. หรือเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก่อนยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ" นางสดศรี กล่าว

กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวอีกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาเรื่องดังกล่าวไว้แล้วจะมีผลให้การโหวตนายกรัฐมนตรีชะงักลงหรือไม่นั้นอยู่ที่การตีความตามรัฐธรรมนูญปี 50 เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน

นางสดศรี เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้กกต.มีมติ เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบพรรครวม 29 คน ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน 13 คน และพรรคชาติไทย 16 คน ซึ่งกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิโหวตนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่มี ส.ส.สัดส่วน 4 คน จาก พปช. 1 คน และ พรรคชาติไทย 3 คน ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ต้องตีความเรื่องนี้กันต่อไป และยังเป็นปัญหาที่ความสับสนในเรื่องของจำนวนส.ส.ของขั้วการเมืองต่างๆ ที่จะจัดตั้งรัฐบาล

'เทพเทือก'หน้าละห้อยเตรียมรับสภาพนั่งฝ่ายค้าน

ที่มา ประชาทรรศน์

'เทพเทือก'ใจไม่สู้ดี รับปากสั่นเสียงส.ส.ไม่นิ่ง อ้างการเปลี่ยนขั้วโดนยั่วเย้า ทำใจดวงไม่ถึงพร้อมนั่งเก้าอี้ฝ่ายค้านอีกสมัย อ้อนซ้ำยังเชื่อในอุดมการณ์เพื่อนฝูง 'มาร์ค'ยังไม่ตื่น โวซ้ำพร้อมจัดตั้งรัฐบาล เตรียมดอดพบพรรครวมใจไทย-เพื่อแผ่นดิน 'เฮียชู'แขวะซ้ำอยากนั่งนายกฯตัวสั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้( 9ธ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับกับผู้สื่อข่าวว่า จำนวนเสียงของ ส.ส. ที่ได้รวบรวมเพื่อการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ยังไม่แน่นอน เนื่องจากมีการพยายามทุกวิถีทางที่จะดึง ส.ส. กลับไปร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ทั้งการเสนอเงินและตำแหน่ง ขณะที่ยังเชื่อในอุดมการณ์ของเพื่อน ส.ส. ในแต่ละพรรคและกลุ่มต่างๆ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการหารือกันมานาน และทุกคนต้องการช่วยกันหาทางออก

ทั้งนี้หากสมาชิกจะเปลี่ยนใจเพราะสิ่งก็ไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งจากการประเมินคาดว่าหากทางพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็น่าจะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ไม่เกิน 225-226 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งมาเพียง 5-6 เสียง ทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ อย่างไรก็ตามหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็ยังมั่นใจว่าจะมีกลุ่มเพื่อนเนวินร่วมเป็นฝ่ายค้านด้วยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ยังกล่าวถึงการเชิญนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลด้วยว่า จากการโทรศัพท์พูดคุยกัน ได้ทราบว่านายเสนาะขออยู่นิ่งๆ สักระยะ ซึ่งคงต้องรอให้ใจเย็นกว่านี้ แล้วตนจะเข้าพบอย่างเป็นทางการ

'มาร์ค' ฝันเฝื่องโวพร้อมตั้งรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว ว่า ในขณะนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ประสานงานกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีปัญหาอะไรและยังเชื่อมั่นว่าทุกพรรคยังเปิดโอกาสให้พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามาบริหารประเทศ ส่วนกรณีที่ นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวต่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ว่าหักหลังจะให้เป็นรัฐบาลร่วมกันนั้น ตนเห็นว่าไม่มีการหักหลังแต่อย่างใดแต่น่าจะเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะเดินทางลงพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานได้เพราะไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร และในช่วงเที่ยงและช่วงบ่ายวันนี้จะเดินทางไปพบพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคเพื่อแผ่นดิน

ชูวิทย์'หยัน'มาร์ค'อยากนั่งนายกฯตัวสั่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา นายชูวิทย์ กลมวิศิษฏ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคชาติไทย แถลงข่าวถึงความพยายามจับขั้วตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า การที่นักการเมืองเดินสายเพื่อแย่งอำนาจทางการเมือง มีการตั้งนอมินี ทำให้ได้เห็นทาสแท้ของนักการเมืองที่มีความต้องการที่จะผสมพันธุ์การเมืองทำนั้น ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่กลับออกมาเสนอหน้าทางทีวี ไม่เคยเคารพกติกาบ้านเมือง

“ประชาธิปัตย์อยากเป็นนายกรัฐมนตรีจนตัวสั่น แต่ดันได้เป็นฝ่ายค้านนานไปหน่อย เมื่อก่อนวางมาดเป็นผู้ดี แต่ตอนนี้กลับไม่รักษาอาการ เดินสายพบคนนั้นคนนี้ เพียงของให้เขามาเป็นพวกทุกคนก็กลายเป็นคนดีหมด แม้แต่กลุ่มเพื่อนเนวิน ตอนนี้ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ พฤติกรรมอย่างนี้มันทุเรศและบัดซบที่สุด อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าการเมืองใหม่ มันน่าภาคภูมิใจนักหรือ” นายชูวิทย์ กล่าว

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า ก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตีกันเกือบตาย ประเทศชาติเสียหายไปเท่าไร ไม่เห็นพรรคประชาธิปัตย์จะออกมาแสดงที่ท่า ไม่ออกมาเสนอหน้า แต่วันนี้ต้องการจัดตั้งรัฐบาลจนตัวสั่นก็ออกม‮ ตนอยากให้ประชาชนคอยจับตาดูให้ดี นักการเมืองพวกนี้ไม่มีจุดยืน ไม่มีอุดมการณ์ เพียงเพื่อต้องการอำนาจทางการเมืองจึงทำได้ทุกอย่าง มองเห็นประชาชนเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น

'แอมเนสตี้'ยกเลิกแถลงการณ์ถือหาง"ม็อบเถื่อน"

ที่มา ประชาทรรศน์

คณะกรรมการองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยกเลิกแถลงการณ์ ฉบับที่ 2/2551 ลงวันี่ 29 สิงหาคม 2551 มีเนื้อหาทำนองให้ท้ายกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมระบุ ขัดต่อหลักการการทำงานและความเป็นกลาง

คณะกรรมการองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ส่งจดหมายเวียนแสดงการตัดสินใจยกเลิกการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2/2551 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2551 เรื่อง "ความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน” โดยระบุเหตุผลที่ต้องยกเลิกว่า การเผยแพร่แถลงการณ์ดังกล่าวขัดต่อหลักการทำงานในประเทศของตน และไม่ได้รักษามาตรฐานหลักความเป็นกลางซึ่งหลักการทั้งสองเป็นหลักการการทำงานขององค์การ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งคำแถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณทำเนียบรัฐบาล และ บริเวณสะพานมัฆวาน ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช โดยผู้ลงนามลงท้ายคำแถลงการณ์คือนายบุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์ ผู้อำนวยการ องค์การ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ในขณะนั้น ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวแล้ว

เนื้อหาคำแถลงการณ์ที่ คณะกรรมการองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ยกเลิก

คำแถลง ฉบับที่ 2/2551

เรื่อง ความห่วงใยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง


องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ติดตามสถานการณ์ทางสังคมการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา และรู้สึกห่วงใยต่อความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มประชาชนในนามพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนอาจนำมาสู่การสูญเสีย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางดังที่เคยเกิดขึ้นมาครั้งแล้วครั้ง เล่าในประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยและประเทศอื่น ๆ

ท่าทีของรัฐบาล ที่ไม่ลดละในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ด้วย มาตรการต่าง ๆ ทั้งทางกฎหมาย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนของรัฐ และด้วยกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่คุกคามข่มขู่ประชาชนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ภาพของความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนินในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทุบที เหยียบย่ำ และทำร้ายร่างกายประชาชนไม่เว้นแม้แต่เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุที่มีเพียงสองมือเปล่า เป็นสิ่งที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่งต่อสายตาสาธารณชนและประชาคมโลก เป็นการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และละเมิดต่อพันธกรณีที่มีต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ที่รัฐบาลไทยได้ให้สัตยาบันต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2539

เพื่อมิให้สถานการณ์ลุกลามขยายตัวไปไกล กว่าที่เป็นอยู่ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จึงขอแสดงจุดยืน และมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1. ขอประณามความรุนแรงทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะโดยทางวาจา หรือการกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นจากภาครัฐในการจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างแข็ง กร้าว ขอให้ยุติการใช้กำลังในการปราบปรามการชุมนุม สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมถือเป็นสิทธิมนุษยชนสากลที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก

2. ในขณะที่นายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช ได้แถลงเมื่อวานนี้ว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามผู้ชุมนุม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯ ถนนราชดำเนิน จะให้ผู้รักความเป็นธรรมทั่วประเทศและทั่วโลกเข้าใจได้อย่างไร มีหลักประกันเพียงใดที่จะไม่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่อีก นายกรัฐมนตรี และผู้สั่งการจะต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น ประชาชนผู้เสียหายย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการฟ้องร้องเอาผิด และเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลเองจะต้องสรุปทบทวนพฤติกรรมของตนว่ามีส่วนในการก่อ ปัญหาและทวีความรุนแรงของปัญหาอย่างไร

3. กระบวนการยุติธรรม: เป็นที่กังขาว่าคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง และให้มีการบังคับคดี ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการทุบตีประชาชน โดยเฉพาะสตรีและผู้สูงอายุ มีการรื้อข้าวของ ยึดและทำลายทรัพย์สิน รวมถึงการเอาอาวุธปืนจ่อศีรษะประชาชนด้วยหรืออย่างไร หรือว่าเป็นการแอบอ้างคำสั่งศาลเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองในการคุก คามประชาชนหรือไม่ ในขณะเดียวกันผู้ต้องหาก็ย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ได้รับการประกันตัว และปฏิบัติด้วยดีเฉกเช่นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดว่าได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา

4. บทบาทของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ถูกต้อง และเหมาะสม ควรจะเป็นอย่างไร บทบาทของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดี จะต้องยึดมั่นในเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเที่ยงธรรม และสุจริตธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้สมกับการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่เข้าเกณฑ์มาตรฐานสากล มีความเป็นมืออาชีพ มิใช่เป็นเพียง “กลไก” หรือ “มือเท้า” ของรัฐในการเถลิงและจรรโลงอำนาจที่ไม่ชอบธรรม อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียและตกต่ำของสถาบันตำรวจ

5. บทบาทของสื่อมวลชน มีความสำคัญยิ่ง จะต้องแสดงบทบาทที่เป็นกลางอย่างแท้จริง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน ทันสถานการณ์ ในขณะที่ทุกฝ่ายต้องให้ความเคารพในสิทธิเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารของ สื่อมวลชนเช่น เอ็นบีที เครือข่ายวิทยุโทรทัศน์ ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ แต่การแสดงบทบาทที่มีลักษณะยั่วยุ ขาดความเป็นกลาง เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ ขาดความเป็นมืออาชีพ จนเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจของกลุ่มประชาชน นำมาสู่กรณีการบุกรุกสถานีวิทยุโทรทัศน์นั้น ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญของทุกฝ่าย เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมโดยรวม จึงขอให้ทุกฝ่ายให้โอกาสสื่อมวลชนในการดำเนินการโดยอิสระ ปราศจากอคติ และยึดมั่นในจริยธรรมแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครัด

6. บทบาทของกองทัพ สมควรที่จะอยู่ในที่ตั้งจนถึงที่สุด ไม่เข้าแทรกแซงทางการเมืองด้วยวิธีการใด ๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย จนก่อวิกฤตอันส่งผลให้ประชาธิปไตยถดถอยดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าในอดีต

7. ปฏิบัติการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และสร้างเสริมสมรรถนะด้าน สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยของประชาชน หากยึดมั่นในหลักการสันติวิธีอย่างเคร่งครัด

8. ขอให้ทุกฝ่ายใช้สติในการดำเนินภารกิจของตน โดยยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี มีเหตุมีผล หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ หรือ โทษะ และโมหะจริต เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ เพื่อให้สังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคสมัยแห่งสังคมที่อภิวัฒน์ เป็นธรรม และการพัฒนาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอย้ำว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนในการกำหนดเจตจำนงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญ และหลักการแห่งสิทธิมนุษยชนสากล กระบวนการยุติธรรมจึงต้องเอื้อต่อการเข้าถึงสิทธิ ให้ความคุ้มครองสิทธิ และยืนยันสิทธิของประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องให้ความเคารพ และตอบสนองต่อการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลเอง

ยุติความรุนแรง ยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาชน
ยุติการแทรกแซงและครอบงำสื่อมวลชน เพื่อสันติสุขแห่งสังคม

ขอให้กำลังใจแก่ทุกคนที่มุ่งหวังในการสร้างความดีงาม และผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติ

บุญแทน ตันสุเทพวีรวงศ์
ผู้อำนวยการ องค์การ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

29 สิงหาคม 2551

ผลงาน

ที่มา ประชาทรรศน์

"ม็อบถ่อย"ผลาญเงินชาติ สำนักปลัดฯ ของบ 100ล้านซ่อมอาคาร ระบุเตรียมแจ้งดำเนินคดี หลังพบเครื่องใช้สำนักงานข้าวของเจ้าหน้าที่สูญหายเพียบ!!!


นายนที เปรมรัศมี ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเข้าตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ภายในอาคารสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ภายในทำเนียบรัฐบาล ว่า ได้มีการตรวจสอบพร้อมเก็บลายนิ้วมือแฝงไว้เป็นหลักฐาน คาดว่าต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพื่อซ่อมทั้งในส่วนของการปูหญ้าใหม่ี ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ

"ในวันนี้ จะนำเอกสารความเสียหายต่าง ๆ ภายในทำเนียบรัฐบาลเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อของบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ ซึ่งจะต้องเปิดซองประมูลเพื่อหาบริษัทเอกชนเข้ามาซ่อมแซม" นายนที กล่าว

นายนที ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ แต่เนื่องจาก อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานและข้าวของส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ได้รับความเสียหาย และสูญหาย คาดว่าจะมีการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีเพิ่มกับกลุ่มพันธมิตรฯ

ด้านนายวชิระ เพ่งผล ผู้ตรวจการสำนักนายกฯ กล่าวว่า จากนี้จะให้แต่ละหน่วยงานของสำนักงานปลัดฯ รวบรวมความเสียหายเพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดี รวมถึงทรัพย์สินส่วนบุคคลที่สูญหายด้วย ทั้งนี้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า ข้าราชการสำนักงานปลัดฯ บางส่วนจะทยอยเข้ามาทำงานได้ แต่จะเริ่มเปิดทำการอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 ธันวาคมนี้

ทั้งนี้ตำรวจประจำทำเนียบฯได้ตรวจพบปะทัดยักษ์ 2 ลูก ซึ่งมีการนำก้อนหินมาผูกติดไว้เป็นสะเก็ดระเบิด ซุกซ่อนอยูในลิ้นชักโต๊ะทำงานของข้าราชการประจำสำนักนายกฯ ที่บริเวณชั้น 1 ตึกบัญชาการ 2 นอกจากนี้ที่บริเวณหลังเวทีภายในตึกสันติไมตรี ก็ตรวจพบระเบิดปิงปองอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ในวันนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร เข้ามาพ่นยากันยุงลายตามท่อระบายน้ำภายในทำเนีบบฯทั้งหมด

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานนิติวิทยาศาตร์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าสำรวจความเสียหายภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก ภายหลังได้ตรวจสอบความปลอดภัยและเก็บกู้วัตถุระเบิดไปแล้ว โดยพบร่องรอยการงัดและรื้อค้นสิ่งของตามลิ้นชักโต๊ะต่างๆ ไม่เว้นกระทั่งห้องผู้อำนวยการส่วนงาน ที่แม้จะล็อคประตูห้องไว้อย่างแน่นหนา แต่ก็ถูกงัดฝ้าเพดานเข้าไปกวาดทรัพย์สินทั้งหมด โดยเฉพาะห้องนายเยี่ยมศักดิ์ คุ้มอินทร์ ผู้อำนวยการส่วนงานวินิจฉัยอุทธรณ์ สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ที่อยู่ชั้น 2 มีทรัพย์สินสูญหายกว่า 4 แสนบาท ซึ่งเป็นพระเครื่อง สร้อยคอทองคำ แหวนเพชร และทองคำแท่ง ขณะที่ห้องรองปลัดสำนักนายกฯอีก 2 ห้อง ก็มีร่องรอยงัดฝ้าเพดานเข้าไป แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบความเสียหายภายในได้ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจเก็บลายนิ้วมือแฝง และจดรายละเอียดทรัพย์สินที่เสียหายเบื้องต้น ก่อนให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาคารสำนักงานปลัด สำนักนายกฯ ได้รับความเสียหายน้อยกว่าอาคารอื่นๆในทำเนียบฯ โดยข้าราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ บางคนที่ได้รับอนุญาตจากการ์ดพันธมิตรฯให้เข้ามาเก็บสิ่งของ เปิดเผยว่า เมื่อครั้งที่เข้ามาเอาสิ่งของในช่วงที่พันธมิตรฯยังชุมนุมในทำเนียบฯ พบว่าสิ่งของตามห้องทำงานต่างๆ กระจัดกระจายมากกว่านี้ จึงเชื่อว่าน่าจะมีการเข้ามาเก็บความเรียบร้อยก่อนที่พันธมิตรจะเคลื่อนย้ายออกจากทำเนียบฯ

การเมืองไทยยุคหลังปี 2551 ไม่มีอนาคตและที่ยืนให้กับ สส.ที่ทรยศต่อประชน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมไม่ได้ตกใจกับข่าวการทรยศของ สส.กลุ่มเนวิน โดยหันไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เท่าใดนัก เพราะหากพวกเขาทรยศจริงๆ พวกเขาก็ไม่ได้ทรยศต่อทักษิณ แต่เป็นการทรยศต่อประชาชนที่ลงคะแนนให้พวกเขาในวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ต่างหาก เมื่อพวกเขาทรยศต่อประชาชน สำหรับยุคนี้ที่ประชาชนคนรากหญ้ามีการตื่นตัวทางการเมืองสูงมากแล้ว การเช็คบิลของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็คงตามมา และคงเป็นการล้างบางทั้งยวง ยิ่งกว่าคำพิพากษาตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ ศาลรัฐธรรมนูญเลยทีเดียว

ยุคศตวรรษที่ 21 ไม่มีที่ยืนให้กับนักการเมืองที่ทรยศต่อประชาชนหรอกครับ ชะตากรรมของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุวิทย์ คุณกิติ คงมีให้เป็นเป็นตัวอย่างอยู่อย่างชัดเจน

คนทรยศไม่ว่าสมัยใดของประวัติศาสตร์ไม่มีทางเจริญหรอกครับ

หากใครสังเกตพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน ตั้งแต่การเลือกตั้งใหญ่หลังปี 2540 เป็นต้นมา จะเห็นแนวโน้มได้อย่างชัดเจนว่า "พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป" และเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เรียกภาษาวิชาการว่า เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ เลยทีเดียว คือ หลังจากปี 2540 เป็นต้นมา ประชาชนจะมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรค มากกว่าเลือกตัวบุคคล ซึ่งหากเราดูผลการเลือกตั้งใหญ่ ปี 2544, 2548,2549 และ 2550 จะเห็นได้ว่าประชาชนเลือกพรรคมาโดยตลอด โดยเฉพาะเขตภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ มีเพียงบางจังหวัดในภาคกลาง เช่นสุพรรณบุรี อ่างทอง เท่านั้น ที่ประชาชนยังนิยมเลือกตัวบุคคลมากกว่าพรรค

การทรยศของ สส.กลุ่มเพื่อนเนวิน นั้นตั้งอยู่บนความหวังของพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน ก่อนปี 2540 ที่คนจะเลือกเป็นตัวบุคคลมากกว่าเลือกพรรค และพวกเขาคิดว่า เขาสามารถคุมเสียงของคนอีสานได้ พวกเขาคิดว่าคนอีสานเลือกตัวบุคคล ไม่สนใจพรรค นโยบายพรรค พวกเขาก็จะสามารถเอาเงินไปฟาดหัววันเลือกตั้งได้ จ่ายหัวละ 1,000 บาท หิ้วเงินไปทุ่มวันเลือกตั้งก็ชนะแล้ว

หรือไม่พวกเขาก็ใช้แบบจำลองของ “สุพรรณบุรีโมเดล” เพื่อดึงคนที่นิยมเลือกพรรคไปแล้วให้กลับมาเลือกตั้งบุคคล โดยพัฒนาจังหวัดแบบสุพรรณบุรี แบบเดียวกับนายบรรหาร ศีลปะอาชา

นับว่าเป็นความคิดที่ย้อยหลัง ทวนเข็มพัฒนาการทางการเมืองอย่างยิ่ง และยึดติดกับสภาพของสังคมยุคก่อนปี 2540 และมองว่า “มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์โลกที่มีการปรับตัวเร็วที่สุด” จะไม่มีการเปลี่ยนพฤติกรรมเลย ซึ่งความเชื่อนี้ ขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีการเรียนรู้ตลอดเวลา และมนุษย์นั้นเมื่อเรียนรู้ไปแล้ว พฤติกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร

ก็ลองดูครับว่าทฤษฎีผมจะผิด หรือเปล่า และผมเชื่อว่า "บารมีของนายเนวิน ชิดชอบต่อคนอีสานนั้น ต่ำกว่าบารมีของนายบรรหารต่อคนสุพรรณบุรีมาก" โอกาสที่จะรักษาฐาน แบบคนศรัทธาตัวบุคคลมากกว่า พรรคนั้นน้อยมาก

สาเหตุที่คนเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกตั้งนั้นอธิบายไม่ยาก ส่วนหนึ่งมาจากการเรียนรู้เอง หลังปี 2540 ที่ รัฐบาลของนายกฯทักษิณ ชินวัตร สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ทำให้คนศรัทธา เลือกพรรคไทยรักไทยจนเกินครึ่งหนึ่ง และหลังจากนั้นคนก็เรียนรู้ว่า การลงคะแนนเป็นพรรคนั้น ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ และอำนาจต่อรองของเขาเป็นอย่างยิ่ง คนรู้ว่า หนึ่งคะแนนเสียงของพวกเขานั้นมีคุณค่า สามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเขาได้ เมื่อพวกเขาออกเสียงแบบเดียวกันทั้งภูมิภาค รัฐบาลก็จะทำทุกอย่างตามที่พวกเขาต้องการ และ สส.ในส่วนตัวบุคคลนั้นมีความหมายน้อยกว่าพรรคมาก เพราะ สส.โดยตัวบุคคลไม่สามารถผลัดดันนโยบายอะไรที่เป็นรูปธรรมได้ ผลประโยชน์จากการเลือก สส.รายบุคคล ก็แค่เงินวันไปเลือกตั้ง กับ ถนนหนทางเล็กน้อยเท่านั้นเอง ซึ่งปัจจุบัน มี อบจ./อบต. ตอบสนองไปหมดแล้ว

ชาวบ้านต้องการสวัสดิการสังคม เช่น การรักษาพยาบาล กองทุนหมู่บ้าน หรือนโยบายประชานิยมต่างๆ แบบรัฐบาลของนายกฯทักษิณ ชินวัตรมากกว่า ซึ่งการจะได้นโยบายแบบนี้ต้องเลือกเป็นพรรค ไม่ใช่ตัวบุคคล

ประการที่สองที่ทำให้พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน เปลี่ยนไปคือ ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ในปี 2550 นั้นไม่ใช่ประชากรกลุ่มเดียวกับ ประชากรปี 2520-2540 อีกต่อไปแล้ว คนส่วนใหญ่ในสังคมยุคนี้ เกิดหลังจากปี 2500 ซึ่งหากพวกเขาเกิดในปี 2500 จนถึงวันนี้ พวกเขาก็อายุ 50 ปีแล้ว และกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมในทุกจังหวัดไปแล้ว

คนที่เกิดหลังปี 2500 ในชนบท จะมีโลกทรรศน์ที่แตกต่างจากประชากรที่เกิดก่อนหน้านี้ เพราะพวกเขาจะเข้าเรียนในระบบโรงเรียนสมัยใหม่ ที่เกิดขึ้นและขยายตัวเข้าไปถึงทุกหมู่บ้าน หลังยุคแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2504 ในรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ ธนะรัช ระบบโรงเรียนสมัยใหม่ แยกเด็ดขาดจากวัด ทำให้โลกทรรศน์ของคนชนบทยุคใหม่ เจือจางแนวคิดแบบดังเดิมไปมาก พวกเขามีความคิดใกล้เคียงกับคนชั้นกลางในเมืองมากกว่า

ความหวังหนึ่งของ สส.กลุ่มเพื่อนเนวิน คือ หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถอยู่ได้ 3 ปี พวกเขาก็สามารถเจือจางศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณลงไปได้ คนก็จะไปเลือก ตัวบุคคลมากกว่าพรรค เหมือนเดิม ผมว่าช่างเป็นความคาดหวังที่โง่เขลาอย่างยิ่ง

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่มีทางที่จะเรียนแบบนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยได้เลย ถึงจะเรียนแบบบางอย่าง ก็เป็นประชานิยมจอมปลอม ที่หลอกลวงคนรากหญ้าที่ฉลาดขึ้นมากแล้ว

ทำไมผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถดำเนินนโยบายประชานิยมได้ ผมไม่คิดว่าจะเกี่ยวกับความสามารถหรือไม่ใช่ความสามารถของพรรคประชาธิปัตย์ แต่มันเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “อุดมการณ์ทางการเมือง” ของประชาชนที่เป็น “ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์” ต่างหาก

ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นฐานเสียงที่สำคัญคือ คนชั้นสูง/คนชั้นกลาง ที่ต่อต้านนโยบายประชานิยม คนเหล่านี้ ไม่ชอบนโยบายประชานิยม อาจเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่ดีอะไรก็แล้วแต่ และพวกเขาก็ต่อต้านพรรคไทยรักไทย ที่ใช้นโยบายนี้ ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์จะดำเนินนโยบายประชานิยม เพื่อเอาใจคนรากหญ้าที่เป็นฐานคะแนนของ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” นั้นเป็นไปได้น้อยมาก อย่างมากเขาก็อนุมัติงบประมาณให้กลุ่มเนวิน พัฒนาจังหวัด เช่น ถนนหนทางเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของคนรากหญ้า

คนรากหญ้าต้องการนโยบายประชานิยม

ดังนั้น รัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่มีทางที่จะเอาใจคนทั้งสองกลุ่มนี้ โดยไม่เสียคะแนนนิยมไปอย่างแน่นอน อีกอย่างนโยบายประชานิยม ต้องหาเงินเข้าคลังเก่ง แต่ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ปชป. ไม่มีทางทำได้แน่นอน และสุดท้ายก็มุ่งที่จะรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจอยู่ จนไม่มีนโยบายอะไรใหม่ออกมากที่จะทำให้ กลุ่มเพื่อนเนวินรอดพ้นจากการถูกสังหารหมู่ทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้

คนรากหญ้าที่โดน สส. กลุ่มเพื่อนเนวินทรยศ จะไม่มีทางยอมให้อภัยและผ่อนปรนให้กับ กลุ่มเพื่อนเนวินที่ทรยศต่อพวกเขา หันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้เป็นนายกฯอย่างแน่นอน คนอีสานนั้นเกลียดพรรคของคนใต้ เข้ากระดูกดำ เหมือนที่คนใต้เกลียดพรรคไทยรักไทย เข้ากระดูกดำ การที่ สส.ของคนอีสานหันไปสนับสนุนพรรคที่เขาเกลียด ย่อมเป็นความคลั่งแค้นอย่างที่ยากที่จะมีอะไรไปทัดทานผ่อนปรนลงไปได้

อีกอย่างพรรคเพื่อไทย ที่เป็นทายาทตัวจริงของพรรคไทยรักไทย ของนายกฯทักษิณ ชินวัตร ต้นตำรับประชานิยมตัวจริงก็ยังอยู่ และก็จะหาเสียงย้ำโจมตี กลุ่มเนวินที่ทรยศตลอด สุดท้ายพวกทรยศก็คือ ซากทางการเมืองดีๆ นี่เอง

ไม่ว่าจะคิดแค่ระยะกลางหรือระยะยาว การกระทำของ สส.กลุ่มเพื่อนเนวิน คือ การฆ่าตัวตายทางการเมืองชัดๆ อนาคตทางการเมืองได้จบลงไปแล้ว พวกเขาไม่มีที่ยืนในเวทีการเมืองในอนาคตอีกต่อไปแล้ว

หากพวกเขาอยากไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ พรรคที่คนอีสานเกลียดเข้ากระดูกดำ พวกเขาควรเรียกค่าตัวให้สูงเข้าไว้ สูงกว่าตัวเลขที่ผมได้ยินคือ 40 ล้าน กินคำเดียวให้ใหญ่พอ เพราะต่อไปนี้ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี บารมี ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างหนึ่งนอกจากเงินตรา ก็ได้สูญสิ้นไปอย่างแน่นอนแล้ว เงิน 40 ล้าน แลกกับเกียรติภูมิ หากคิดว่ามันคุ้ม ก็เชิญตามสบาย

ประชาชนอย่างพวกผม ก็จะได้ล้างบาง ส.ส. แบบนี้ให้หมดสิ้นไปเสียที เรามีคนอื่นๆ ในเขตเลือกตั้งที่พร้อมจะเป็นตัวแทนของพรรคคนรากหญ้าอีกเยอะครับ

"เขมร" จี้รบ.ไทยเสียสละ เจ้าภาพจัดการประชุมอาเซียน

ที่มา มติชนออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ว่า สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลสิงคโปร์ ที่ต้องการให้ประเทศไทยสละการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมของสมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ที่แต่เดิมกำหนดให้มีขึ้นในกลางเดือนธ.ค.นี้


นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวว่า ตนเข้าใจความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ประเทศไทยก็ควรเข้าใจว่า ประเทศสมาชิกอื่นๆ ของอาเซียนอีก 9 ประเทศไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จึงเห็นว่า ข้อเสนอของนายลี เซียน ลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เพื่อจัดการประชุมขึ้นในอินโดนีเซียจึงเป็นทางที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหานี้

“เนวิน” คุมเข้มล็อกตัว 20 ส.ส. กันเปลี่ยนใจ

ที่มา มติชนออนไลน์

เมื่อเวลา 20.00 น. คืนวันที่ 8 ธันวาคม ที่โรงแรมพูลแมน ถนนรางน้ำ นายเนวิน ชิดชอบ เรียกประชุม ส.ส.ในกลุ่มจำนวนประมาณ 20 คน เพื่อหารือถึงสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาล โดยบริเวณข้างโรงแรมมีรถตู้สีขาวทะเบียนบุรีรัมย์หลายคันจอดเรียงรายอยู่ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่โรงแรมเห็นผู้สื่อข่าวมาสังเกตการณ์ ก็กันผู้สื่อข่าวไม่ให้ถ่ายภาพ พร้อมทั้งแจ้งให้ ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินทราบ นายเนวินจึงสั่งย้ายสถานที่หารือไปที่โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์ ย่านสามเสน ชั้น 23 แทน

รายงานข่าวแจ้งว่า การรวมตัวครั้งนี้เป็นการเช็กยอด ส.ส.ในกลุ่มเพื่อนเนวิน พร้อมทั้งกำชับไม่ให้รับโทรศัพท์จากคนของพรรคเพื่อไทย ที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้กลับไปสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลขั้วพรรคเพื่อไทย

จุดยืนของขบวนการประชาธิปไตย

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย


นับตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย และตัดสิทธิทางการเมืองของคณะกรรมการบริหารทั้งสามพรรค โดยเฉพาะ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงทำให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีของท่านสิ้นสุดลง และกำลังมีการช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีข่าวคราวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนนี้ กลุ่มนั้นจากพรรคพลังประชาชน กลุ่มโน้นจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ บรรดาผู้รักประชาธิปไตยที่เข้าร่วมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่การต่อต้านรัฐประหาร มาจนถึงการปกป้องรัฐบาลประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่พอใจ ผิดหวังกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว ผมเห็นใจและเข้าใจ แต่ใคร่ขอแสดงความคิดเห็น ทรรศนะและท่าทีต่อสถานการณ์นี้สองสามประการ

ก่อนอื่น คงต้องตอกย้ำอีกครั้งว่า การสั่งยุบพรรคการเมือง 3 พรรคของศาลรัฐธรรมนูญมิใช่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หากเป็นรัฐประหารโดยตุลาการ (judicial coup) ซึ่งผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้มาหลายครั้งแล้ว รัฐประหารแบบนี้เคยทำกับรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช ผมคาดว่าต่อไปจะเกิดขึ้นอีก จึงขอให้ติดตาม ศึกษา ค้นคว้าลักษณะและสภาพของรัฐประหารโดยตุลาการ เพื่อจะได้คัดค้าน ต่อต้านอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ด้วยรัฐประหารดังกล่าวไม่ค่อยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การคัดค้าน ต่อต้าน จะยากลำบากค่อนข้างมาก เพราะสังคมโดยทั่วไปมักเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ ความถูกต้องของกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

ต่อมา การจัดตั้งรัฐบาล เป็นไปสิทธิ อำนาจ และหน้าที่ของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามกระบวนการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ประชาชนย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น วิพาษ์วิจารณ์การจัดตั้งรัฐบาล เช่น บุคคลใดควรเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รัฐบาลควรมีนโยบายอะไร ยิ่งสถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยังเป็นวิกฤติที่หนักหน่วงรุนแรง ประชาชนผู้รักชาติรักประชาธิปไตยยิ่งต้องเสนอความคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลให้มากยิ่งขึ้น กล่าวเฉพาะการเมือง สถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นการต่อเนื่องของความขัดแย้งและการต่อสู้ทางความคิดทางการเมืองระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยและอำมาตยาธิปไตย ซึ่งฝ่ายหลังยังคงมีชัย สามารถยุบพรรครัฐบาล 3 พรรค ล้มรัฐบาลประชาธิปไตย 2 ชุดได้ และกำลังแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาลทั้งลับและเปิดเผย จุดยืนของขบวนการประชาธิปไตยจะต้องต่อต้านอำมาตยาธิปไตยทุกกลุ่มทุกระดับให้มากขึ้น แล้วหากรัฐบาลใหม่แม้จะมาจากพรรคการเมืองซึ่งมีที่นั่งในสภาและนายกรัฐมนตรีมาจากการคัดเลือกของสภาผู้แทนราษฎรมีโฉมหน้าและนโยบายโน้มเอียงไปทางอำมาตยาธิปไตย ขบวนการประชาธิปไตยจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งคัดค้าน ต่อต้าน และประท้วง

สุดท้าย ขอตอกย้ำจุดยืนของนักประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเคยต่อสู้มายาวนานหรือช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน จุดยืนพื้นฐานของเรา คือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อให้มีระบอบ หลักการและกระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง มิใช่ต่อสู้เพื่อบุคคล กลุ่มนักการเมืองใด และพรรคการเมืองใด เฉพาะหน้า คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ได้ทำกันมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551 โดยเผยแพร่ความคิดเห็น และรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนกว่า 7 หมื่นคน จนเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 255) ต่อรัฐสภาเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม แต่เนื่องจากถูกต่อต้านจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาสรรหา และเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง รัฐสภาจึงยังมิได้พิจารณา ฉะนั้น ไม่ว่าพรรคใดมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี ขบวนการประชาธิปไตยโดยเฉพาะ “พลังสีแดง” จะต้องเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นนโยบายทางการเมืองประการหนึ่ง หากรัฐบาลใหม่ไม่มีนโยบายนี้ ขบวนการประชาธิปไตยจะต้องเคลื่อนไหวเรียกร้องและผลักดันรัฐสภาให้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวมาพิจารณา แล้วเราจะต้องถือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ เป็นชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาธิปไตย

นอกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว ขบวนการประชาธิปไตยยังมีจุดยืนเพื่อต่อต้านรัฐประหาร ประการหลังนี้ถือว่าสำเร็จ เพราะจนขณะนี้กลุ่มนายทหารที่จะทำรัฐประหารยังไม่กล้า

นี่คือ จุดยืนที่คงเส้นคงวาของขบวนการประชาธิปไตย อย่าหวั่นไหวกับการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองและนักการเมืองใดเลย

ชัยชนะของพันธมิตรฯ บนค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

โดย ศรัทธา สารัตถะ
ที่มา : ประชาไท


สื่อ โดยเฉพาะพวกอ้างว่าเป็นสื่อสาธารณะ ที่ชอบเปิดพื้นที่ให้นักวิชาการ ราษฎรอาวุโส ส.ว. ลากตั้ง รวมถึงโจรปล้นชาติทั้งหลายแก้ตัว ว่าการยึดสนามบินสุวรรณภูมิของกลุ่มพันธมิตรฯ “เป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ก็น่าเห็นใจ” เพราะทำเพื่อประโยชน์ของชาติ ควรหุบปากได้แล้ว!!

ความจริงแล้ว ท่านที่อ้างว่ารักชาติทั้งหลาย ควรจะเสนอให้มีการศึกษาผลกระทบของการยึดสนามบินทั้งสองแห่งทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม และเพื่อหาข้อยุติให้กับขอบเขตที่เหมาะสมในการใช้สิทธิชุมนุม น่าจะเป็นประโยชน์กว่าการยึดสนามบินนานาชาติเปรียบเสมือนการปิดประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่พูดแบบมักง่ายว่า “คืนให้แล้ว ก็แล้วกันไป” อย่างที่ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายกำลังแถในเวลานี้

สนามบินนานาชาติอย่างสุวรรณภูมิเป็นพื้นที่พิเศษ เพราะเป็น hybrid space ซึ่งผู้คน ทุน สินค้า บริการ ความรู้ ความคิด วัฒนธรรมและสัญลักษณ์จากที่ต่างๆ ทั่วโลกเดินทางมาพบปะและแลกเปลี่ยนกัน สนามบินนานาชาติจึงเป็นประตูเชื่อมต่อประเทศหนึ่งๆ กับอีกภูมิภาคหนึ่ง ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม เพราะเหตุนี้ประเทศต่างๆ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สนามบิน เพราะรู้ดีว่าการมีสนามบินที่ดี มีระบบการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีความมั่นคงปลอดภัย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศ ความเชื่อมั่นไว้วางใจเป็นพื้นฐานสำคัญของการแลกเปลี่ยน การค้า และการลงทุน

จริงอยู่ที่ว่าในทางกายภาพ สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า การปิดหรือเปิดสนามบินขึ้นอยู่กับอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยเท่านั้น ดังที่กลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อครั้งที่ปิดสนามบินในภาคใต้เคยอ้างว่า การปิดสนามบินนานาชาติภูเก็ตและหาดใหญ่เป็นการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองเพื่อประท้วงรัฐบาล ความคิดดังกล่าวมองข้ามความจริงว่า สนามบินเป็น hybrid space เป็นพื้นที่ทับซ้อนของอำนาจหลายระดับ ซึ่งอยู่เหนืออำนาจการควบคุมของอำนาจในรัฐไทย

การชุมนุมของพันธมิตรฯ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากชุมนุมประท้วงของภาคประชาชนที่ผ่านมา เพราะก้าวข้ามหลักการอันชอบธรรม 3 ประการ ได้แก่ การใช้สิทธิตามจารีตประเพณี การใช้สิทธิตามกฎหมาย และการใช้สิทธิตามข้อตกลงร่วมของสังคม การประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ หลายครั้งละเมิดสิทธิของคนอื่นโดยตรงและโดยอ้อม แต่สังคมส่วนใหญ่กลับเพิกเฉย เพราะเกรงอิทธิพลที่หนุนหลังพันธมิตรฯ หรืออาจเป็นเพราะความไม่ชัดเจนระหว่างการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองกับการปฏิบัติตามกฎหมาย คนในสังคมบางกลุ่มถึงกับให้ท้ายการกระทำของพันธมิตรฯ อย่างไม่แยกแยะ ปฏิกิริยาของสังคมจึงมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพันธมิตรฯ

การที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ย่ามใจประกาศทำสงครามม้วนเดียวจบด้วยการยึดสนามบินเป็นตัวประกันนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากอำนาจนอกระบบ และคำขู่เรื่อง “อย่าใช้ความรุนแรง” ที่เปล่งเสียงประสานจากบรรดาหางเครื่องพันธมิตรฯ อย่างไรก็ดี การปิดสนามบินสองแห่ง พร้อมกับยึดเครื่องบินและผู้โดยสารในสนามบินเป็นตัวประกัน เท่ากับปิดกั้นสิทธิในการเดินทาง และละเมิดสิทธิของผู้โดยสารที่ตกค้างทั้งในและต่างประเทศนับแสนคน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการก่อการร้ายสากลอย่างยากจะปฏิเสธ

ความต้องการเพียงชัยชนะอันรวบรัดตัดตอน สร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึงให้แก่สังคมโดยรวม ความเสียหายที่เกิดขึ้นทันที คือประเทศไทยสูญเสียรายได้กว่าแสนล้านบาท โดยจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาว เมื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการส่งออกได้รับผลกระทบ ยังไม่รวมถึงการสูญเสียความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก จากการที่ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่อันตรายลำดับ 7 ของโลก

แม้พันธมิตรฯ ประกาศชัยชนะในช่วงแรกที่ยุติการปิดสนามบิน แต่ในเวลาต่อมา เมื่อมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์สูง สุริยะใส กตะศิลา แก้ข้อกล่าวหาว่า “ในช่วงเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานฯ ที่เข้ามาเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อเปิดสนามบินก็รับทราบและยืนยันว่า จะไม่มีการดำเนินคดีเรื่องนี้ถ้าเสียหายจริงก็คงไม่สามารถเปิดสนามบินทั้ง 2 แห่งได้รวดเร็วขนาดนี้ การเตรียมฟ้องเรียกค่าเสียหายจากพันธมิตรฯ หลายหมื่นล้านบาทจากบอร์ดการบินไทย และบอร์ดการท่าฯ จึงเป็นการผิดสัจจะวาจา…ทำให้คุณค่าของการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากทั้งสององค์กร ถ้ามีความขัดแย้งในรอบหน้า อาจทำให้การเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองไม่มีความหมายอีกต่อไป”

ทั้งที่แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันว่าการยึดสนามบินหนึ่งสัปดาห์สร้างความเสียหายไม่มาก ทว่าปฏิกิริยาของสังคมโลกกลับเป็นไปในทิศทางตรงข้าม การยึดสนามบินอย่างง่ายดาย ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับอิทธิพลที่หนุนหลังพันธมิตรฯ เช่น บทบาทของสหภาพการบินไทย ซึ่งเป็นคนในที่รู้ทางหนีทีไล่ในสนามบินเป็นอย่างดี กับการสนับสนุนพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน หรือการที่สหภาพรัฐวิสาหกิจใช้อำนาจขู่ตัดน้ำตัดไฟ เพื่อต่อรองทางการเมือง ยังมีคำถามเกี่ยวกับการพยายามควบคุมมวลชนและความพยายามในการหยุดยั้งการกระทำที่ผิดกฎหมายของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ความประหลาดใจเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนต่างชาติพยายามหาคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย

กล่าวได้ว่า การยึดสนามบินนานาชาติของกลุ่มพันธมิตรฯ ประสบความสำเร็จในการยกระดับการจราจลในประเทศให้กลายเป็นปัญหาการก่อการร้ายสากล เพราะความรู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตและสวัสดิภาพของผู้โดยสารต่างชาติ ความไม่แน่ใจของนักลงทุนต่างชาติต่อธุรกิจและการลงทุนของพวกเขาในประเทศไทย ทำให้การฟ้องร้องต่อประชาคมโลกดำเนินไปอย่างกว้างขวาง

สหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ตำหนิการชุมนุมที่ทำให้ผู้โดยสารติดค้างอยู่ในสนามบินว่าเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของไทยอย่างรุนแรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในประเทศไทยหาทางแก้ไขวิกฤติ โดยเคารพกฎหมายและสถาบันประชาธิปไตย ทูตหลายประเทศเรียกร้องให้ไทยคืนสู่การเป็นนิติรัฐ องค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ และองค์การแอมเนสตี อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้รัฐบาลไทยตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระเพื่อสอบสวนความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการกระทำของทุกฝ่ายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และให้นำตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อความรุนแรงเหล่านั้นมารับผิด

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ รายงานว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ สนับสนุนอำนาจนอกระบบให้เข้าแทรกแซงทางการเมือง จึงเป็นการบ่อนเซาะระบอบประชาธิปไตย ขณะที่หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทรีบูน เตือนพันธมิตรฯ ว่ากำลังเล่นเกมอันตราย เพราะนำสถาบันมาอ้าง เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันต้องระคายเคือง ในแนวทางใกล้เคียงกันกับ หนังสือพิมพ์รอยเตอร์ส เดอะไทมส์ เอ็นบีซีนิวส์ อีโคโนมิคส์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปิดกั้นและบิดเบือนข่าวสาร รวมถึงการใช้กฎหมายหมิ่นฯ ของไทยที่มีความเข้มงวด แต่กลับมีลักษณะคลุมเครือ เปิดโอกาสให้มีการตีความเพื่อใช้แสวงหาประโยชน์และกลั่นแกล้งทางการเมืองอย่างกว้างขวาง ผลของกฎหมายหมิ่นฯ ทำให้สังคมไทยปิดกั้นตนเองจากโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ทำให้ยากที่ประชาชนส่วนใหญ่จะมีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกที่เป็นไปได้โดยสันติ

การประกาศชัยชนะที่เกิดขึ้นอย่างรีบร้อนของกลุ่มพันธมิตรฯ ภายหลังการรวบรัดตัดสินคดียุบพรรคการเมือง กลายเป็นประเด็นคำถามตามมาว่า พันธมิตรฯ เล่นบทกลุ่มกดดันนอกสภา เพื่อปูทางให้กับการใช้อำนาจนอกระบบ เพื่อเข้าแทรกแซงการเมืองในระบบหรือไม่? คำถามต่อมา การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองรอบใหม่ในขณะนี้ เป็นความพยายามล้างไพ่เพื่อช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้สนับสนุนให้พ้นจากการรับผิด โดยเฉพาะความเสียหายจากการยึดสนามบินหรือไม่?

แม้แกนนำพันธมิตรฯ จะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อการยึดสนามบิน แต่สิ่งที่สะท้อนผ่านจากสื่อทั่วโลก กลับยืนยันความผิดที่ยากจะปฏิเสธ ความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากจะประเมินค่า ทว่าความเสียหายที่เกิดกับภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลก กลับเป็นเรื่องมองเห็นได้ยาก และประเมินค่าความเสียหายได้ยากกว่า

สังคมทุกแห่งในโลกมีกฎระเบียบและอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของตน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนในสังคมหนึ่งจะสามารถใช้สิทธิเหนือดินแดนอย่างไร้ขอบเขต การที่สังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่เคลื่อนไหว (mobile society) มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ภายใต้เงื่อนไขการเดินทางข้ามพรมแดนของความรู้ ข่าวสาร ผู้คน ทุน สินค้า บริการ ความคิด และวัฒนธรรม ความพยายามที่จะปิดกั้นพื้นที่ การเดินทาง รวมถึงการเข้าถึงความจริง นอกจากจะไม่ประสบผลสำเร็จแล้ว กลับสร้างผลกระทบที่คาดไม่ถึงในลักษณะเดียวกับการขว้างบูมเมอแรง

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งท้าทายระเบียบรัฐและไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม กำลังยื่นโจทย์ที่ท้าทายให้กับประชาคมโลกเกี่ยวกับปมปัญหาที่แท้จริงของความขัดแย้งการเมืองไทย ภาพสะท้อนของไทยในสายตาสื่อนอกหลังการยึดสนามบิน ไม่เพียงขัดแย้งกับภาพลักษณ์กลมกลืนของสังคมไทยในอดีต แต่ยังเผยให้เห็นความแย้งระดับลึกของกลุ่มและอำนาจในสังคมไทย ซึ่งในทางเศรษฐกิจดูเหมือนเป็นทุนนิยมเสรี ในทางการเมืองดูเหมือนเป็นประชาธิปไตย แต่เนื้อในกลับเป็นอนุรักษนิยม ศักดินานิยม และอำนาจนิยม