ที่มา ไทยรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ถึงแม้ตัวเลข ส.ส. สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่นิ่ง แต่ก็มีการต่อรองกันตำแหน่งรัฐมนตรีกับพรรคที่จะมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลแล้ว โดยในส่วนของพรรคชาติไทยเดิมนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ รับข้อเสนอที่จะให้ได้โควตาเดิมที่เหมือนกับสมัยที่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน คือจะได้คุมกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหลัก ส่วนพรรคอื่นไม่ว่าจะเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม พรรคเพื่อแผ่นดิน หรือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ก็จะยึดโควตาเดิมที่เคยได้ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นหลักเช่นกัน จากนั้นสัดส่วนที่แต่ละพรรคจะเพิ่มขึ้นมาจากจำนวนเสียงของรัฐบาลที่มีน้อยกว่าเดิมนั้น จะพิจารณากันอีกครั้ง ขณะที่การต่อรองในส่วนของกลุ่มเพื่อนเนวินในเบื้องต้นจะได้รับจัดสรรเก้าอี้ รมว.คมนาคม และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอเก้าอี้ รมว.มหาดไทยด้วย ทาบ “ประวิตร” คุมกลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนการจัดสรรโควตารัฐมนตรีภายในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเคลื่อนไหวคึกคัก โดยเฉพาะบรรดา รองหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.อาวุโสต่างแสดงความประสงค์จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงการคลัง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค ได้ทาบทามนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิกรไทย มานั่งในตำแหน่ง รมว.คลัง โดยนายกรณ์จะเป็น รมช.คลัง ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ต่อสายถึง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. มานั่งเก้าอี้ รมว.คลังด้วยเช่นกัน สำหรับตำแหน่ง รมว.กลาโหมเต็งจ๋าชื่อเดียวเท่านั้นคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ทบ. ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรค ถูกวางตัวให้เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค จะไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, December 9, 2008
ปชป.เริ่มแบ่งโควตา รมต.
ต้องวัดกันถึงวันโหวต
ที่มา ไทยรัฐ
แนวโน้มมีสิทธิต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่าย
โดยอาการไม่ยอมยกธงขาวแพ้ง่ายๆ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย ประสานเสียงกับนายวิทยา บุรณศิริ อดีตประธานวิปรัฐบาล บอกให้ไปรอลุ้นกันวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในสภาฯ
ยังหวังลุ้นเกมพลิกแบบนาทีต่อนาที
ภายใต้เงื่อนไขยั่วน้ำลาย ปัจจัยพลิกผันไม่ใช่แค่เก้าอี้รัฐมนตรีล่อใจ แต่แจกโปรโมชั่นกันด้วยเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเลยด้วยซ้ำ
ล่าสุดเป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ที่ชิงจังหวะการนำไปอีกก้าว ด้วยความเก๋าของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ได้นำรายชื่อ ส.ส.ยื่นขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา
หวังปิดเกมเร็วในขณะที่ตัวเลขเสียงหนุนยังเป็นต่อ
และโดยอาการขยับรับมุกทันที นายชัยในฐานะพ่อของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน ได้รีบเรียกนายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้าไปรับเรื่องและได้กำชับให้เร่งตรวจสอบความถูกต้องโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
แบะท่า หากเป็นการตรวจสอบโดยอัตโนมัติแค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว ไม่ต้องเสียเวลารอ 3 วันตามขั้นตอนปกติ
เร่งจังหวะเอื้อลูกชายสุดที่รักเต็มที่
เพราะคิวนี้ทุ่มเดิมพันกันถึงขนาดว่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา หัวหอกกลุ่มเพื่อนเนวิน ประกาศก้อง ทางกลุ่มจะไม่กลับไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เพราะได้ยืนยันชัดเจนแล้ว
ถอยเป็นหมา เดินหน้าเพื่อชาติ
เอาลิ้นตวัดพันคอตัวเองไว้เรียบร้อย
แต่ที่ยังเผื่อทางถอยฉุกเฉินกันไว้บ้าง เซียนอย่าง “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทย ยอมรับจนถึงขณะนี้ขั้วต่างๆยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอด
ขึ้นอยู่กับว่า แกนนำทั้ง 2 ขั้วจะดึง ส.ส.ที่สนับสนุนตนเองไว้ได้อย่างไร และไม่ว่าฝ่ายใดจะจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เป็นรัฐบาลปริ่มน้ำ
แทงไพ่ ออกได้ทุกหน้า
ที่แน่ๆไม่เก็บอาการเขินอีกต่อไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เดินสายไขว่คว้าฝันที่ลอยอยู่ตรงหน้า ลงทุนแบกหน้าหอบช่อกุหลาบสีแดงไปจีบ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย ถึงบ้านถนนจรัญสนิทวงศ์
และก็คงใจชื้นขึ้นอีกหน่อย เมื่อนายบรรหารตอบรับเป็นเชิงให้ความหวัง ในฐานะคนรุ่นเก่า ต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ไฟแรง เข้ามาทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง หากมีความขยัน และอดทน ใครก็สามารถทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้
แต่ที่สุดแล้ว “บิ๊กเติ้ง” ก็ยังออกลูกเก๋า สงวนทีท่า บอกปัดคิวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าพบไม่ใช่เป็นการจับขั้วทางการเมือง แค่หารือหาทางออกวิกฤติทางการเมือง
กั๊ก ไม่แทงหวยเต็ง
โดยอาการเดียวกับ “ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง ที่ออกตัวว่า แม้จะร่วมแถลงข่าวกับพรรคเพื่อไทย แต่พรรคประชาราชยังอยู่ตรงกลางไม่จับกับขั้วไหน
เพราะต้องรอดูความชัดเจนการจับขั้วก่อน
ไล่เลี่ยๆกับคิวที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยหมาดๆ ก็เดินสายเข้าล็อบบี้ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านเมืองทองธานี
ได้รับคำมั่น จะจับขั้วกับอดีตพรรคพลังประชาชนต่อไป โดยที่ชื่อของ “ป๋าเหนาะ” ยังติดอยู่ในโผแคนดิเดตนายกฯของขั้วรัฐบาลเดิม
ภายใต้สถานการณ์ชิงเหลี่ยมพลิกขั้ว เกมไล่ล่าดึงตัว ส.ส.แบบรายหัว ไม่ใช่แค่พรรคเล็กพรรคน้อย
แค่ 1 เสียงของ ส.ส.ก็มีค่ายิ่งกว่าทองคำ
แต่ถ้าสถานการณ์ยังยื้อ ชนะกันไม่ขาด อำนาจฟันธงก็คงไหลไปตกอยู่ที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ที่เริ่มขยับออกตัวล่วงหน้า
ตั้งท่าเตรียมหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้ฝ่ายกฎหมายตีความรักษาการนายกฯมีอำนาจยุบสภาหรือไม่
หาทางล็อกดาบอาญาสิทธิ์ไว้ในมือก่อน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
มวยอีกหลายยก!
ที่มา ไทยรัฐ
การพัฒนาการเมืองอันน่าประหลาดใจ”
เอาเป็นว่าฝรั่งงงก็แล้วกันครับ ในอารมณ์ของสำนักข่าวระดับโลกที่ให้นิยามสถานการณ์พลิกขั้วสลับข้าง ฉกชิงวิ่งราวแย่งกันจัดตั้งรัฐบาลของประเทศไทยภายหลังคดียุบพรรค
ไอ้ที่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ นาทีนี้ไม่มีอะไรแน่นอนทั้งนั้น
ภายใต้เกม “ปฏิวัติซ่อนปืน” ทหารไม่ขับรถถังออกมาบนถนนให้ถูกมองว่าล้าหลัง แต่กลับเป็นนักเลือกตั้งระดับหัวแถวที่มีข่าวว่า ตบเท้าเข้ารายงานตัวต่อ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ถึงในค่ายทหาร
และครั้งนี้ชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขวัญใจแม่ยก ก็ทำท่าจะถึงดวงดาวซะที
แม้จะยังไม่ชัวร์ จนกว่าจะถึงนาทีขานชื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร แต่ราคาต่อรอง ณ วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นต่อหลายช่วงตัว โอกาสแย่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเหนือกว่าพรรคเพื่อไทยแล้ว
ก็อยู่ที่ว่า “นายใหญ่” จะพลิกเกมยื้ออำนาจกันยังไง แว่วๆจะทิ้งไพ่ใบสุดท้าย
มีการพูดกันถึงคิวโฟนอินเข้ารายการความจริงวันนี้ ที่สนามศุภชลาศัย ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
มีนัดแฉชื่อเจ้าของมือที่มองไม่เห็น ที่อยู่เบื้องหลังเกมไล่ต้อนจนมุม
และภายใต้อารมณ์กดดัน อาจมีคิวหลุดพูดไปร้องไห้ไป
โดยมุกนี้ เก็งกันว่า 3 สนามหลวงก็ยังไม่พอจะรองรับประชาชนรากหญ้า แฟนพันธุ์แท้ที่จะแห่มาจากภาคอีสาน ภาคเหนือ
ซับน้ำตาขวัญใจคนจน ไม่ให้โดนรุมรังแก
และนั่นจะเป็นจุดพลิกผันให้อดีตนายกฯทักษิณตัดสินใจเปิดเกมแลกหมัดวัดดวง บินกลับเข้าประเทศไทย โดยมีม็อบเสื้อแดงเรือนแสนแห่ไปรอรับถึงบันไดเครื่องบิน แล้วก็ใช้มุกเดียวกับแกนนำม็อบพันธมิตรฯที่ใช้โล่มนุษย์เป็นเกราะกำบัง ล้อมตัว “ทักษิณ” ขวางไม่ให้ตำรวจทหารเข้าถึงตัว
จะจับ “ทักษิณ” ต้องข้ามศพชาวบ้านไปก่อน
คำถามคือ จะเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันขนาดนั้นเชียวหรือ ในเมื่อมวยยังมีอีกหลายยก
ดูอย่าง “มังกรเฒ่าไม่มีวันตาย” อดีตนายกฯบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศน้ำตาคลอเบ้าในวันปิดผ้าดำคลุมป้ายอวสานพรรคชาติไทย แม้กำหนดพ้นโทษแบนทางการเมือง 5 ปี จะมีอายุถึง 81 ปี
ก็ยังจะกลับมาเล่นการเมืองต่อไป
เทียบกับอดีตนายกฯทักษิณ วันนี้อายุอานามเพิ่งจะย่างเข้า 59 ปี
ยังไม่ถึงวัยเกษียณเลยด้วยซ้ำ.
“กำปั้นหยก”
เกมพลิกขั้ว
ที่มา ไทยรัฐ
ดูเหมือนตัวเลขของทั้ง 2 ฝ่าย จะยังไม่นิ่ง แม้ว่าประชาธิปัตย์นำ 4 พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลคือ ชาติไทยพัฒนา, เพื่อแผ่นดิน, รวมใจไทยชาติพัฒนา มัชฌิมาธิปไตย และกลุ่มเพื่อนเนวิน ขาดแต่พรรคประชาราชที่ดูเหมือน ว่าจะเกาะขบวนเก่าต่อไป
ประชาธิปัตย์บอกว่าจะตั้งรัฐบาลสำเร็จเพราะมีเสียงสนับสนุนพอเพียง โดยให้นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะเป็นนายกฯ
การเปลี่ยนขั้วการเมืองครั้งนี้ดูเหมือนว่าเป็นการตัดสินของนักการเมือง ที่เห็นว่าหากปล่อยให้พรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มอำนาจเก่าเป็นนายกฯ เป็นรัฐบาลบริหารประเทศจะเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้นมาอีก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ
กลุ่มเพื่อนเนวินที่ประกาศแยกตัวจาก “นายใหญ่” จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง
ปฏิกิริยาจากกลุ่มเพื่อนเนวินนั้นยังไม่รู้ว่าตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไรจะไป กันทั้งกลุ่มหรือแตกกลุ่มคืออยู่กับอำนาจเก่าหรือไปสังกัดพรรคการเมืองใหม่ ที่ว่าจะไปกันหมดหรือไม่นั้นประเด็นหนึ่งก็คือการเลือกตั้งครั้งต่อไป
หากไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นหรือการไปสนับสนุนประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลจะเกิดปัญหาในด้านฐานเสียง
เพราะอีสานคือฐานเสียงสำคัญที่สนับสนุน “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” รวมถึงโครงการประชานิยมที่ยังลืมไม่ลง
แต่ดูเหมือนว่านายเนวินไม่ได้สนใจตรงนี้เพราะเชื่อว่าการเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลงไป พรรคเพื่อไทยในอนาคตอาจจะไม่แจ่มใสก็ได้
ประเด็นสำคัญคือเชื่อว่า “นายใหญ่” น่าจะจบแล้ว
อย่างไรก็ดีแม้ว่าประชาธิปัตย์ที่จับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลและ กลุ่มเพื่อนเนวินประกาศจะตั้งรัฐบาลแต่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค ปรากฏว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐได้เป็นหัวหน้าไม่ใช่คนนามสกุล “ชินวัตร” แต่อย่างใด
ซึ่งนายยงยุทธได้เปิดเผยว่าภารกิจเร่งด่วนก็คือการดึงพรรคร่วมรัฐบาล ให้กลับมาสนับสนุนหรือแม้แต่กลุ่มเพื่อนเนวินก็ต้องพยายามทุกวิถีทาง และเชื่อมั่นว่าจะได้จัดตั้งรัฐบาลแน่เพราะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า
ขณะเดียวกันก็ประกาศชัดเจนคนของพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นนายกฯ แต่จะให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมไปพิจารณาร่วมกันว่าใครมีความสามารถและเหมาะสมก็เอาคนนั้น
เรียกว่าขุดบ่อล่อปลากันเต็มที่ แม้แต่ตำแหน่งนายกฯก็ยังยอมและคงไม่ต้องพูดถึงเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยที่จะให้ต่อรองกันเต็มที่
“นายเสนาะ เทียนทอง” คงจะมีความหวังก็เลยยังไม่ยอมเปลี่ยนขั้ว
อย่างไรก็ดีการตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองที่ให้มีการเปลี่ยนขั้ว นั้นต้องดูว่ามีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน อย่างพรรคชาติไทยพัฒนาคงแน่นอนแล้ว พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาก็คงจบเพราะมีเอกภาพมากกว่าพรรคอื่น พรรคมัชฌิมาธิปไตยก็น่าจะจบ
เว้นแต่พรรคเพื่อแผ่นดินที่ปัญหาภายในไม่ค่อยดีนัก และก็มีปรากฏการณ์ที่ไปสนับสนุนทั้ง 2 ฝ่าย จึงต้องดูคำตอบสุดท้ายอีกครั้ง
เช่นกันความพยายามที่จะแข่งกันตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ จะมั่นใจว่าจะชนะเพราะมีเสียงหนุนมากกว่า แต่พรรคเพื่อไทยก็พยายามที่จะชี้ให้เป็นว่าเกมพลิกขั้วครั้งนี้มี “ทหาร” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพื่อทำให้เห็นว่ามีการกลไกในลักษณะนี้เกิดขึ้นที่เรียกว่าผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง
เกมชิงตั้งรัฐบาลคงยังไม่จบง่ายๆ.
“สายล่อฟ้า”
“พจมาน” เปลี่ยนนามสกุลใช้ดามาพงศ์
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อเวลา 08.00 น. คุณหญิงพจมาน ชินวัตร พร้อมด้วยผู้ติดตาม 5 คน เดินทางไปที่สำนักงานเขตดุสิต เพื่อทำเรื่องขอเปลี่ยนนามสกุลจาก “ชินวัตร” เป็น “ดามาพงศ์” พร้อมกับทำบัตรประชาชนใหม่ หลังจากจดทะเบียนหย่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยคุณหญิงพจมานให้เลขานุการส่วนตัวเดินทางไปประสานกับทางเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาทำเรื่องประมาณ 5 นาที ทั้งนี้ คุณหญิงพจมานในชุดเสื้อสีส้ม กระโปรงสีน้ำตาล เข้ามาทำบัตรประชาชนเป็นลำดับแรกของวัน ขณะที่เจ้าหน้าที่เขตดุสิตให้การดูแลต้อนรับอย่างดี คุณหญิงพจมานใช้เวลาอยู่ที่เขตดุสิตประมาณ 10 นาที หลังจากที่เขตดำเนินการให้ตามระเบียบเสร็จเรียบร้อย คุณหญิงพจมานก็ขึ้นรถตู้เดินทางกลับทันที
"เนวิน"บอก"แม้ว"จบแล้วหลังดิ้นอ้อนส.ส.อย่าตีจาก ปชป.เผย240ชื่อหนุนเปิดสภา ชท.ต้าน"สมเกียรติ"นั่งรมต.
ที่มา มติชนออนไลน์
สะพัด"กลุ่มเพื่อนเนวิน และ ส.ส.จากพรรคร่วม"เดิม 30-40 คน ทำใจไม่ได้ปชป.เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามอาจงดออกเสียงหนุน"อภิสิทธิ์" อ้าง "เนวิน"บอก"ทักษิณ" จบแล้ว เข้าใจ ส.ส.นอกใจไม่ร่วม ปชป.ถูกขู่ขนเสื้อแดงล้อมบ้าน"ทักษิณ"โทรอ้อนวันละหลายรอบจนเลือกไม่ถูก ปชป.ยื่น240ชื่อเปิดสภาเลือกนายกฯ เผยมีชื่อ"เชษฐา-พล.ต.อ.ประชา"ด้วย "สุเทพ"มั่นใจเกิน100 "มาร์ค"นายกฯ ส.ส.ชท.ต้าน"สมเกียรติ"นั่งรมต.
ปชป.ยื่น240ชื่อเปิดสภาเลือกนายกฯ
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) ต่างยื่นรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อดำเนินการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ธันวาคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคชาติไทยเดิม นายไชยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม จากกลุ่มเพื่อนเนวิน (พรรคพลังประชาชนเดิม) นางพรทิวา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม และนายประเชิญ ติยปัญจนิตย์ ผู้อำนวยการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นำรายชื่อ ส.ส.จำนวน 240 คน ยื่นต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อดำเนินการให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรี
นายสุเทพกล่าวว่า รวบรวมรายชื่อสมาชิกตามมาตรา 129 คือจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้เปิดประชุมสมัยวิสามัญ สามารถรวบรวมรายชื่อส.ส.ได้ทั้งหมด 240 คน
นายชัยกล่าวหลังรับคำร้องว่า มอบให้นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบรายชื่อตามขั้นตอน ปกติจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน ถึงจะนำขึ้นกราบบังคมทูลฯขอเปิดประชุม เมื่อมีการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ตนคงหมดหน้าที่และตามมารยาทแล้วคงลาออกจากตำแหน่งประธานสภา เพื่อให้สภาเลือกผู้ที่เหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการยื่นข้อเสนอให้เป็นประธานสภาต่อจะรับหรือไม่ นายชัยกล่าวว่า "นั่นเป็นเรื่องของสภาที่จะดำเนินการ"
เผยมีชื่อ"เชษฐา-พล.ต.อ.ประชา"ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่พรรคประชาธิปัตย์ได้แจกแจงกับสื่อมวลชนถึงรายชื่อส.ส.จำนวน 240 คนนั้น แบ่งเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 163 คน พรรคชาติไทย (ชท.) เดิม 15 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) 21 คน ในจำนวนนี้มี ส.ส.จากพรรคพลังประชาชน (พปช.) เดิม 4 คน ร่วมด้วยหลังเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน (ขาดไป 7 คน) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา (รช.) 8 คน (ขาดไป 1 คน) จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย (มฌ.) เดิม 8 คน (ขาดไป 2 คน) และกลุ่มเพื่อนเนวิน 21 คน ทั้งนี้ ปรากฏว่ามีลายมือชื่อของ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง ปชป. กล่าวว่า คาดจะเลือกนายกฯเร็วที่สุดวันที่ 12 ธันวาคม หรือไม่ก็วันที่ 15 ธันวาคม เพราะต้องการให้ได้นายกฯและรัฐบาลใหม่ก่อนปีใหม่ ซึ่งช่วงระยะเวลาเปิดสมัยวิสามัญ มี 15 วัน และไม่ได้เป็นห่วงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะโฟนอินมาในวันที่ 13 ธันวาคม เพราะเชื่อว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
อ่านรายละเอียดต่อ มติชนออนไลน์
"สามเกลอ"งัด เอกสาร"ลับ"ทบ.สกัด "อภิสิทธิ์"นั่งนายกฯซัดหนีทหาร-บรรจุ อจ. รร.จปร.ขัดกฎหมาย
ที่มา มติชนออนไลน์




นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย1 ใน 3 พิธีกรรายการ"ความจริงวันนี้"ได้นำสำเนาเอกสารที่ แจกจ่ายให้สื่อมวลชนระหว่างแถลงข่าวทักท้วงการเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทยโดย อ้างว่าเป็นเอกสาร "ลับ" ที่ พล.ต.วันชัย อิทธิวิบูลย์ เจ้ากรมจเร ทหารบก (จก.ทบ.) ทำเสนอผู้บัญชาการกองทัพบก (ผบ.ทบ.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2542 เรื่อง "รายงานผลการสอบสวนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ารับราชการที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯ (รร.จปร.)" ผลสอบสวนตามเอกสารดังกล่าวระบุว่า การบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการบกพร่องและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่กำหนดโดยไม่มีการส่งตัวไปดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 ก่อน เอกสารลับดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้
----------------------- เรียน ผบ.ทบ. (ผ่าน กพ.ทบ.)
อ้างถึง อนุมัติ ผบ.ทบ.ท้ายหนังสือ กสร.ทบ.ลับ ที่ กห 0426/654 ลง 8 มี.ค. 2542 เรื่องตรวจสอบข้อมูลการตรวจเลือกฯ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิ่งที่ส่งมาด้วย รายงานผลการสอบสวนพร้อมเอกสารประกอบ จำนวน 292 แผ่น
1.ผบ.ทบ.สั่งการตามอ้างถึงให้ จบ.(จเรทหารบก)สอบสวนข้อเท็จจริง กรณี กสร.ทบ.(กรมการกำลังสำรองทหารบก )ตรวจพบว่า นายอภิสิทธิ์ ขาดการตรวจเลือกฯ ปี 2530 และการบรรจุนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการทหารเป็น อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.อาจใช้หลักฐานทางทหารไม่ถูกต้อง
2.จบ.แต่งตั้งให้ พ.อ.สมบูรณ์ เมฆประยูร และ พ.ต.สมโชค ไกรศิริ เป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน มีข้อเท็จจริงโดยละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย สรุปได้ดังนี้
2.1 การบรรจุบุคคลพลเรือนเข้ารับราชการของ ทบ.ต้องปฏิบัติตามระเบียบ ก.พ.ว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ.2524 ประกอบกับอนุมัติ ผบ.ทบ.เรื่องหลักเกณฑ์การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการของ ทบ. เมื่อ 28 พ.ย. 2528 และอนุมัติ ผบ.ทบ.เรื่องหลักฐานการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการฯ เมื่อ 7 ม.ย. 2522 ซึ่งมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันสรุปว่า บุคคลพลเรือนประเภทชายที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการทหารได้แบ่งคุณลักษณะไว้ 2 พวกคือ ผู้ที่อายุยังไม่ครบเกณฑ์ทหารโดยมีอายุระหว่าง 18-20 ปี หลักฐานทางทหารที่ใช้ประกอบการบรรจุได้แก่ใบสำคัญ (สด.9) และผู้ที่ต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้วโดยมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไปหลักฐานทางการต้องใช้ใบสำคัญ (สด.9) และใบรับรองผลฯ (สด.43) ประกอบกับหลักเกณฑ์ของ ทบ.เรื่องนี้ โดยเฉพาะอายุของผู้ที่จะบรรจุเข้ารับราชการกำหนดไว้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497
2.2 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการเป็น อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการบรรจุประกอบด้วย รร.จปร.เป็นหน่วยขอรับการบรรจุ, สบ.ทบ.(กรมสารบรรณทหารบก)และ กพ.ทบ.(กรมกำลังพลทหารบก)เป็นหน่วยตรวจสอบหลักฐานการบรรจุ ปรากฏว่า
2.2.1 นายอภิสิทธิ์ มีอายุเกิน 21 ปี ขณะสมัครเข้ารับราชการทหารที่ รร.จปร.โดยมีอายุ 21 ปี จึงมีคุณลักษณะของการเข้ารับราชการโดยต้องผ่านการตรวจเลือกทหารแล้วหรือมีสิทธิผ่อนผัน ซึ่งต้องใช้หลักฐานทางทหารคือใบสำคัญ (สด.9) และใบรับรองผลฯ (สด.43) ประกอบกับเท่านั้น แต่เมื่อ 7 เม.ย. 2530 นายอภิสิทธิ์ ได้หลีกเลี่ยงขัดขืนไม่เข้าทำการตรวจเลือกฯ ปี 2530 และเป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ ที่มีความผิดตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 27 และ 45 นายอภิสิทธิ์จึงไม่มีหลักฐานทางทหารเพื่อประกอบเอกสารการบรรจุ
2.2.2 รร.จปร.ดำเนินการทำหลักฐานขออนุมัติบรรจุนายอภิสิทธิ์ โดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์ของ ทบ.ดังกล่าวไว้ในข้อ 2.1 และส่งเรื่องให้ สบ.ทบ.ตรวจสอบ แต่หลักฐานการบรรจุที่ รร.จปร.ดำเนินการ ไม่มีหลักฐานทางทหารประกอบการบรรจุซึ่ง รร.จปร.ทำหนังสือขออนุมัติบรรจุถึง สบ.ทบ.เมื่อ 18 มี.ค. 2530 สบ.ทบ.ตรวจสอบและทำหนังสือทักท้วงถึง รร.จปร.เมื่อ 31 มี.ค. 2530 ให้ รร.จปร.แก้ไขเอกสารและเพิ่มเติมหลักฐานทางทหารหนังสือผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร
รร.จปร.ได้แก้ไขเอกสารตามการทักท้วงโดยไม่มีหลักฐานทางทหารเนื่องจากนายอภิสิทธิ์เป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ เมื่อ 7 เม.ย. 2530 และส่งเรื่องขออนุมัติบรรจุให้ สบ.ทบ.จนกระทั่ง กห.มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร
2.2.3 สบ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานและเอกสารประกอบการบรรจุโดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์ของ ทบ.ดังกล่าวไว้ในข้อ 2.1 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ สบ.ทบ.ได้มีหนังสือทักท้วงเมื่อ 31 มี.ค. 2530 ว่า รร.จปร.ต้องแก้ไขหลักฐานการบรรจุและส่งเอกสารหลักฐานทางทหารเพิ่มเติมได้แก่หนังสือผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร
ภายหลัง รร.จปร.ได้ส่งหลักฐานการบรรจุนายอภิสิทธิ์ที่ได้แก้ไขโดยไม่มีหลักฐานทางทหารเพิ่มเติมไปให้ สบ.ทบ. ไม่ปรากฏว่า สบ.ทบ.ได้ทำการทักท้วงความไม่ถูกต้องครบถ้วนของเอกสารหลักฐานทางทหารแต่อย่างใด จนกระทั่งกระทรวงกลาโหม (กห.) มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร
2.2.4 กพ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐานการบรรจุนายอภิสิทธิ์ โดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์ของ ทบ.ดังกล่าวไว้ในข้อ 2.1 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อ สบ.ทบ.ส่งหลักฐานการขออนุมัติบรรจุให้ กพ.ทบ.ซึ่งไม่มีหลักฐานทางทหารไม่ปรากฏว่า กพ.ทบ.ตรวจพบหรือทักท้วงหลักฐานการบรรจุนายอภิสิทธิ์ ที่ไม่มีหลักฐานทางทหารและดำเนินการต่อไปจน กห.มีคำสั่งให้นายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการและแต่งตั้งยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร
2.3 การขอใบแทนใบสำคัญ (สด.9) ภายหลังการตรวจเลือกฯ ปี 2530 ของนายอภิสิทธิ์ เมื่อ 8 เม.ย. 2531 ปรากฏว่า พ.ต.ทองคำ เดชเร หัสดีเขตพระโขนง (ปัจจุบันลาออกจากราชการ) ดำเนินการเพื่อออกใบแทนใบสำคัญ (สด.9) ให้กับนายอภิสิทธิ์ จน.ผช.ผอ.เขตพระโขนง ลงนามในใบแทนใบสำคัญ (สด.9) และมอบให้กับนายอภิสิทธิ์ โดยไม่ส่งตัวนายอภิสิทธิ์ดำเนินคดีฐานหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่เข้าทำการตรวจเลือกฯ ตั้งแต่ 7 เม.ย. 2530 และ 7 เม.ย. 2531 ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2457 มาตรา 27 และ 45
3.จบ.พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า
3.1 กรณีการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เป็น อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.
3.3.1 รร.จปร.ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของระเบียบ กห.ว่าด้วยการบรรจุ การโอน และการบรรจุกลับเข้ารับราชการ พ.ศ.2429 แต่ขัดต่ออนุมัติ ผบ.ทบ.เรื่องหลักเกณฑ์การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเมื่อ 31 พ.ค. 2522 โดยทำหลักฐานเพื่อบรรจุนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะขัดต่อหลักเกณฑ์ของ ทบ.ที่สามารถบรรจุเข้ารับราชการได้ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ไม่ผ่านการตรวจเลือกฯ และไม่มีหลักฐานทางทหารนำมาส่งมอบประกอบเอกสารการบรรจุเพราะเป็นคนขาดการตรวจเลือกฯ เมื่อ 7 เม.ย. 2530 หากจะดำเนินการบรรจุเข้ารับราชการต้องภายหลังนายอภิสิทธิ์ ถูกส่งตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 ตามมาตรา 27 และ 45 พร้อมกับส่งตัวเข้ากองประจำการจนครบกำหนดก่อน
แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กำลังพล รร.จปร.เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามอนุมัติ ผบ.ทบ.ดังกล่าวข้างต้น แม้ว่า สบ.ทบ.จะได้ทักท้วงแล้วถือได้ว่า เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่กำลังพลในขณะนั้นคือ พ.อ.สมศักดิ์ พุ่มนิคม รอง ลก.บก.ทหารสูงสุด(รองเลขานุการกองบัญชาการทหารสูงสุด) ขณะเป็น ทก.กกพ.รร.จปร., (กองกำลังพล รร.จปร.)ส่วน พล.อ.เผด็จ วัฒนะภูติ ขณะเป็น รอง ผบ.รร.จปร.ซึ่งรับผิดชอบงานด้านกำลังพล และ พล.อ.นิยม ศันสมาคม ขณะเป็น ผบ.รร.จปร.บุคคลทั้งสองปัจจุบันเกษียณอายุราชการ ซึ่งจะต้องควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานของ รร.จปร.ทั้งหมด
3.1.2 สบ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานขออนุมัติบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและเอกสารประกอบของนายอภิสิทธิ์ที่ รร.จปร.ส่งเรื่องมาโดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตรวจสอบเช่นเดียวกับ รร.จปร. และการที่ สบ.ทบ.มีหนังสือทักท้วง รร.จปร.ขอให้แก้ไขและส่งเอกสารเพิ่มเติมโดยเฉพาะหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธิ์ ซึ่ง รร.จปร.ก็จะต้องส่งหลักฐานตามที่ สบ.ทบ.ได้ทักท้วง
เมื่อ สบ.ทบ.ได้รับเอกสารแล้วต้องตรวจพบว่า ขาดหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ สบ.ทบ.ก็จะต้องทักท้วงทำให้ไม่สามารถบรรจุนายอภิสิทธิ์ได้
แต่เมื่อ กห.มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์ เป็นนายทหารสัญญาบัตร แสดงให้เห็นว่า สบ.ทบ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบกพร่องต่อหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารการบรรจุในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ พ.อ.คง หงษ์ทอง ขณะเป็น หน.แผนกบรรจุฯ กคว.สบ.ทบ., พ.อ.ประหยัด คล้ายทอง หก.กคว.สบ.ทบ.,พล.ท.มานิต ทรัพย์สกุล ขณะเป็น รอง จก.สบ.ทบ. และ พล.อ.วีระ เสวิกุล ขณะเป็น จก.สบ.ทบ. บุคคลเหล่านี้ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ
3.1.3 กพ.ทบ.มีหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานขออนุมัติบรรจุบุคคลเข้ารับราชการและเอกสารประกอบของนายอภิสิทธิ์ที่ สบ.ทบ.ส่งเรื่องมาโดยต้องยึดถือหลักเกณฑ์การพิจารณาตรวจสอบเช่นเดียวกับ รร.จปร.และ สบ.ทบ. เมื่อ กพ.ทบ.ได้รับเอกสารแล้วต้องตรวจพบว่า ขาดหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ กพ.ทบ.ก็จะต้องทักท้วงทำให้ไม่สามารถบรรจุนายอภิสิทธิ์ได้
แต่เมื่อ กห.มีคำสั่งแต่งตั้งให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารสัญญาบัตรแสดงให้เห็นว่า กพ.ทบ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบกพร่องต่อหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารการบรรจุในครั้งนี้ ซึ่งได้แก่ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ.ขณะเป็น หน.แผนก กจก.กพ.ทบ., พล.ต.ณรงค์ สารรักษ์ ผทค.ทบ.ขณะเป็น หก.กจก.กพ.ทบ., ส่วน พล.อ.ชัยวุฒิ ศรีมาศ ขณะเป็น รอง จก.กพ.ทบ. และ พล.อ.ประเสริฐ สารฤทธิ์ ขณะเป็น จก.กพ.ทบ.ปัจจุบันเกษียณอายุราชการ
3.2 หน่วยสัสดีเขตพระโขนง เป็นหน่วยที่รับผิดชอบการลงบัญชีทหารกองเกินและการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2487 และคำสั่ง ทบ.ที่ 1173/2528 ลง 25 ธ.ค. 2528 โดยมี พ.ต.ทองคำ เดชเร เป็นสัสดีเขตพระโขนงในปี 2530 ภายหลังที่นายอภิสิทธิ์เป็นคนขาดการตรวจเลือกตั้งแต่ 7 เม.ย. 2530 ซึ่งในขั้นตอนการตรวจสอบก่อนออกใบแทนใบสำคัญ (สด.9) ให้ พ.ต.ทองคำต้องตรวจพบว่านายอภิสิทธิ์ เป็นคนขาดการตรวจเลือกและต้องสั่งตัวดำเนินคดีตามความผิด แต่ พ.ต.ทองคำ ไม่ส่งตัวนายอภิสิทธิ์ดำเนินคดี แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ทองคำละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มีมูลความผิดทางอาญา
3.3 บุคคลที่บกพร่องต่อหน้าที่ในการดำเนินการบรรจุนายอภิสิทธิ์ เข้ารับราชการในครั้งนี้บางนายได้เกษียณอายุราชการ, บางนายรับราชการนอกสังกัด ทบ. และบางนายเป็นนายทหารชั้นนายพลซึ่งไม่สามารถรับทัณฑ์ทางวินัยได้ คงมีบุคคลที่จะต้องได้รับทัณฑ์เพียงผู้เดียวคือ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ.ขณะปฏิบัติหน้าที่ หน.แผนก กจก.กพ.ทบ.
4.ข้อเสนอ เห็นควรดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้องดังนี้ 4.1 ลงทัณฑ์ทางวินัยต่อ พ.อ.หญิง สายไสว มาสมบูรณ์ ประจำ กพ.ทบ. 4.2 ดำเนินคดีอาญาต่อ พ.ต.ทองคำ เดชเร จึงเรียนมาเพื่อกรุณาพิจารณา หากเห็นสมควร กรุณาอนุมัติในข้อ 4
เชือด!นายทุนหนุนพันธมิตร
ที่มา ประชาทรรศน์

* กว่าร้อยบริษัทเจอข้อหาหนุนก่อวินาศกรรม
“จงรัก” สั่งเชือดนายทุนหนุนหลังม็อบพันธมิตรฯ ส่อเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน โทษถึงขั้นยึดทรัพย์แถมโทษอาญาติดคุกอีก 10 ปี เผยชงเรื่องให้ ปปง. ไปแล้วกว่า 100 บริษัท ขณะที่ สน.ดุสิต ไล่เช็กบิลคดีย้อนหลังที่ม็อบชั่วสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านตลอดการชุมนุมที่ผ่านมา รวมกว่า 400 คดี เช่นเดียวกับ สภ.ราชาเทวะ เจ้าของพื้นที่สุวรรณภูมิ ที่เตรียมแถลงข่าวคดีและความเสียหายวันนี้ ส่วนทำเนียบรัฐบาลเปิดใช้งานวันแรก หลังถูกยึดนาน 192 วัน เจ้าหน้าที่ช่วยกันทำความสะอาดพร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย เตรีมพร้อมแจ้งความดำเนินคดี
* สน.ดุสิตไล่เช็กบิล400คดีม็อบชั่วกวนเมือง
แม้ว่าม็อบชั่ว! พันธมิตรฯ จะยุติการชุมนุมลงเป็นการชั่วคราว แต่ร่องรอยความเสียหายที่ได้สร้างเอาไว้ทั้งที่สนามบินทั้ง 2 แห่ง และที่ทำเนียบรัฐบาลก็มากจนไม่สามารถประเมินค่าได้
โดยในวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำเนียบรัฐบาลได้เปิดทำการตามปกติเป็นวันแรกนับตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกเข้ายึดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เป็นเวลา 192 วัน แต่ก็ยังมีข้าราชการมาทำงานบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากบางส่วนราชการยังคงทำงานอยู่ภายนอก
ซึ่งการเข้าทำงานในทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเพียงการสำรวจความเสียหาย เพื่อเตรียมสรุปข้อมูลฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำม็อบ และขณะเดียวกันก็เป็นการทำความสะอาดสถานที่ เนื่องจากถูกทิ้งมานาน และบางส่วนก็ยังมีการเข้าไปสร้างความเสียหาย
ในส่วนของตึกบัญชาการ 1 และ 2 จะพบว่ามีความเสียหายมากที่สุด จนไม่สามารถเริ่มใช้งานได้ จึงได้แต่เพียงให้ข้าราชการสำรวจความเสียหาย และบันทึกสิ่งของที่เสียหายไว้ประกอบการดำเนินคดี ส่วนมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัย ได้มีการอนุญาตให้เข้า-ออก เฉพาะในส่วนของประตู 5 ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น เพื่อดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวก
ทั้งนี้ ได้มีการขอการสนับสนุนจากกรุงเทพมหานคร และกำลังทหารจากกองพันทหารพัฒนา มาช่วยในการเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ อาทิ บังเกอร์ทราย และยางรถยนต์ โดยตัวเลขความเสียหายอย่างเป็นทางการนั้น จนถึงขณะนี้เจ้าหน้าที่แจ้งว่ายังไม่สามารถสรุปได้
ขณะเดียวกันในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้นำหน่วยประดาน้ำ เข้าตรวจดูใต้น้ำคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างทำเนียบรัฐบาลด้วย
โดยพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ในฐานะกำกับดูแลกองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่านักประดาน้ำจากศูนย์ ปฏิบัติการกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดใต้น้ำ จากกองทัพเรือได้ตรวจค้นสิ่งของในคลองผดุงกรุงเกษม ที่เชื่อว่าอาจมีอาวุธที่กลุ่มพันธมิตรฯโยนทิ้งในคลองก่อนสลายการชุมนุม
ซึ่งจากการตรวจสอบในคลอง พบขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุนำมัน 2 ขวด บันไดเหล็กและมือตบเท่านั้น ส่วนวัตถุระเบิดไม่พบแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ได้มีการสรุปผลการตรวจสิ่งของที่พบภายในทำเนียบรัฐบาลว่า มีระเบิดชนิดต่างๆ ทั้งระเบิดปิงปอง ระเบิดขวด 110 ลูก ระเบิดเพลิง ประทัดและพลุ รวม 280 อัน อุปกรณ์ประกอบระเบิด 55 ชิ้น ปุ๋ยแอมโมเนียที่ใช้ ทำระเบิด 10 ถุง
กระสุนปืน .38 จำนวน 105 นัด น้ำกรด 75 ขวด ท่อนเหล็ก 312 ท่อน ท่อนไม้ 150 ท่อน ไม้กอล์ฟ 55 อัน หนังสติ๊ก 16 อัน ลูกเหล็ก ลูกแก้ว หิน นอต ใช้สำหรับยิง 497 อัน หมวกนิรภัย 24 ใบ สารเสพติด 4 คูณ 100 รวม 33 ขวด ใบกระท่อม 12 ถุง โล่ 5 อัน สนับแขน 183 อัน ท่อพีวีซี ที่เป็นกระบอกฉีดน้ำ 81 อัน และมีด 1 เล่ม
ขณะเดียวกันบริเวณประตู 5 ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมประมาณ 100 คน จากผู้ประกอบการ โอท็อป ทั่วประเทศ เดินทางมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อความวุ่นวายจนต้องยกเลิกการจัดงาน มิดไนท์โอทอป ที่เมืองทองธานี กลางเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สมาชิกทั่วประเทศต้องขาดทุนร่วม 100 ล้านบาท จึงขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ เตรียมจัดงานให้ใหม่ พร้อมขู่จะต้องมีคำตอบภายใน 48 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้น จะเดินทางกลับมาชุมนุมใหม่อีกครั้ง
พล.ต.อ.จงรัก กล่าวด้วยว่าตำรวจเตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มพ่อค้าและแม่ค้า รวมถึงห้างร้านต่างๆ ในความผิดฐานก่อการร้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในมูลฐานความผิดตามกฎหมาย ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ ในเหตุการณ์ชุมนุมและปิดสนามบิน โดยตำรวจสันติบาลเตรียมส่งรายชื่อให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป ซึ่งหากพิสูจน์ความผิดได้ จะต้องถูกยึดทรัพย์และจำคุก 10 ปี
“ความผิดฐานก่อการร้ายมีอนุสัญญาภาคีระหว่างประเทศที่ระบุว่า หากบริษัทห้างร้านใด ใช้เงินสนับสนุนช่วยเหลือทางการเงินในการก่อการร้าย ยึดสนามบินประเทศนั้น สามารถห้ามการนำเข้าสินค้าของบริษัทห้างร้านดังกล่าวได้”
ทั้งนี้แหล่งข่าวระบุว่าขณะนี้มีกว่า 100 บริษัทแล้ว ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเรื่องให้ ปปง.
ผู้สื่อข่าวรายงานพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์การชุมนุม แถลงผลการประชุมในวันนี้ (8 ธ.ค.) ซึ่งมี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมว่า ในที่ประชุมได้กำชับให้ตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1 ดำเนินคดีกับแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ กรณีการบุกยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ
พร้อมสั่งตำรวจภูธรทั่วประเทศให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่มีการรวมตัวกันในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด แล้วรายงานให้ตำรวจสันติบาลรับทราบ เพื่อให้ตำรวจสันติบาลสืบหาความเชื่อมโยงของแต่ละกลุ่ม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรวมตัวเป็นม็อบขนาดใหญ่ขึ้นได้อีก
ส่วน สน.นางเลิ้ง ที่มีคดีความพันธมิตรฯ อยู่มากมายหลายคดี พ.ต.อ.วิบูลย์ยุทธ สันทัดเวช ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่าการดำเนินคดีที่มีผู้ร้องเรียนแจ้งความดำเนินคดีกรณีที่พันธมิตรฯชุมนุมและสร้างความเดือดร้อนทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสรุปแบ่งแยกชนิดคดีตามที่พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเอาไว้เป็นชนิดของคดีแพ่งและคดีอาญาจากทั้ง 400 คดี โดยในส่วนของคดีอาญาเจ้าหน้าที่จะรับหน้าที่ในการสอบสวนเพื่อสรุปสำนวนส่งยื่นฟ้องให้กับอัยการต่อไป ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอย่างเร็วที่สุดและรอบคอบเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
โดยในส่วนของคดีอาญาและความเสียหาย ที่ต้องทำการตรวจสอบเพื่อหาหลักฐาน ที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่นอกเหนือจากเขตพื้นที่สน.นางเลิ้ง คงต้องให้ทางเจ้าของพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการนั้นคือ สน.ดุสิต จะเข้ามาตรวจสอบและดำเนินการต่อไป ส่วนสำหรับเรื่องการเรียกร้องให้ชดเชยความเสียขึ้นอยู่ที่สน.ดุสิตจะสรุปเรื่องอย่างไร
อย่างก็ตามทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบสำนวนตามที่มีการร้องเรียนของเจ้าทุกข์อย่างเร่งด่วน และยืนยันว่าจะเอาผิดกับทางกลุ่มพันธมิตรฯอย่างแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น
แป่ววว‘หนีทหาร’ไม่ใช่สาระสำคัญ!
ที่มา ประชาทรรศน์

การพลิกขั้วการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นที่ถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง ทั้งจากบรรดาพรรคการเมืองด้วยกันเองและประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประเด็นของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่หากเป็นขั้วพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ในขณะที่เสียงคัดค้านนายอภิสิทธิ์ ก็หนาหูเช่นเดียวกัน ทั้งจากข้อกังวลสงสัยถึงจุดยืนประชาธิปไตย และท่าทีทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่พบว่ามีสมาชิกของพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมผิดกฎหมายดังกล่าว โดยที่นายอภิสิทธิ์ กลับไม่เคยมีทีท่าว่าไม่เห็นด้วย หรือตักเตือนลูกพรรคเลย
ใส่ชุดทหารก็ผิดกฎหมาย
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน สมาชิกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์นำรูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใส่ชุดทหารมายืนยันไม่ได้หนีทหารว่า ขั้นตอนที่นายอภิสิทธิ์ใส่ชุดทหารนั้นผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีที่นายอภิสิทธิ์ไปสมัครเป็นอาจารย์โรงเรียนนายร้อยจปร.ก็ผิดกฎหมาย
ทั้งตัวนายอภิสิทธิ์และผู้ที่รับเข้าเป็นทหาร จะเห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีใบสด.43 เหมือนชายไทยทั่วไปที่ผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว ซึ่งวันนี้ตนได้นำเอกสารรายงานผลการสอบสวน กรณีนายอภิสิทธิ์เข้ารับราชการโรงเรียนนายร้อยจปร. มาเพื่อเตรียมยื่นให้นายสมชาย เพศประเสริฐ ประธานคณะกรรมาธิการทหาร รวมทั้งคาดว่าจะยื่นต่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ด้วย
“หากคุณอภิสิทธิ์สามารถชี้แจงเรื่องการหนีเกณฑ์ทหาร และมีใบสด.43 มายืนยัน ผมก็พร้อมจะยกมือโหวตให้คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯอีกคนหนึ่ง” นายจตุพร กล่าว
ต้องแจงสังคมเพื่อความสง่างาม
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าการตรวจสอบ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะตอนที่คนอื่นขึ้นเป็นรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังตรวจสอบเลย ดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์จะได้ขึ้น ก็ต้องมีการตรวจสอบกัน
คนอื่นเวลาชี้แจงปัญหาไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยกล่าวหา คราวนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องชี้แจ้งให้ได้ ส่วนที่มีการออกมาพูดกันอย่างกว้างขวางเรื่องของวุฒิภาวะ และวัยวุฒิของนายอภิสิทธิ์นั้น มองว่าเรื่องอายุไม่น่าจะมีปัญหา เพียงแต่ดูว่าช่วงที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ท้วงติง ตำหนิคนอื่นไว้มาก พอมาตอนนี้ปัญหาต่างๆ ก็จะกลับมาหาตัวเองจากคนอื่นบ้าง
ด้านวุฒิภาวะจะพอไม่พอก็ขอให้ดูกันตอนนี้ ว่าสามารถอธิบายเรื่องการหนีเกณฑ์ทหารให้ประชาชนฟังได้อย่างไร และเป็นที่แน่นอนเรื่องของความสง่างามของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าใครทำผิดกฎหมายแล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีความสง่างาม
นายสุทินกล่าวต่อไปว่า การเกณฑ์ทหารนั้น เป็นการวัดความเฉลียวฉลาดของชายไทย เป็นการวัดใจความเสียสละเพื่อชาติ ฉะนั้นนายอภิสิทธิ์ต้องอธิบายต่อสังคม
นายกฯต้องไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย
ทางด้านนายสุทธิชัย จรูญเนตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีเดียวกัน ว่าในแง่ของคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ถือว่าต้องไม่กระทำผิดกฎหมาย การเกณฑ์ทหารก็เป็นข้อหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีหรือส.ส.ต้องทำให้ถูกต้อง
ทั้งนี้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ กล่าวว่าไม่ทราบข้อมูลเรื่องการหนีเกณฑ์ทหารของนายอภิสิทธิ์ จึงไม่สามารถออกความเห็นได้ ส่วนเรื่องการที่นายอภิสิทธิ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่มีความแน่ชัด อาจจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็นก็ได้
“ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อได้นั้น กฎหมายระบุว่าต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นถ้าใครมีคุณสมบัติก็มีสิทธิเสนอชื่อเป็นนายก และถ้าเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็ได้เป็นนายก คุณอภิสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อแต่อาจจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้” นายบุญจงกล่าว
ในขณะเดียวกัน เมื่อถามไปยังส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินถึงเรื่องนายอภิสิทธิ์ละเว้นการเกณฑ์ทหาร ซึ่งอาจจะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ได้กล่าวปฏิเสธความเห็น โดยนายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ ส.ส.กาฬสินธุ์ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าตนไม่ทราบเรื่องราวและข้อมูลทั้งหมด จึงไม่ขอตอบ
เช่นเดียวกับนายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ส.ส.บุรีรัมย์ จากพรรคเดียวกันที่กล่าวว่าตนเป็นเพียงส.ส.เล็กๆ ไม่ขอวิจารณ์เรื่องดังกล่าวดีกว่า นอกจากนี้ นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ก็ได้ปฏิเสธให้ความเห็นในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน
ต้องเอาสด.43ออกมาโชว์ให้ชัด
นพ.เหวง โตจิราการ หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องแสดงเอกสาร สด.43 ให้ประชาชนพี่น้องชาวไทยได้รับทราบ แต่ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่มีหลักฐานดังกล่าว ก็แสดงว่า มีความน่าสงสัยที่ว่านายอภิสิทธิ์ได้มีการหลบเลี่ยงการคัดเลือกทหาร
“ทางสัสดีเขตพระโขนงได้มีการออกหมายเลขเพื่อเข้ามาทำการคัดเลือกทหาร คุณอภิสิทธิ์ต้องออกมาแสดงความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏว่าเรื่องที่มีการถูกกล่าวอ้างเป็นเรื่องจริงหรือว่าแค่ถูกกล่าวอ้างเท่านั้น แต่ถ้าเรื่องกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นเรื่องจริง ผมถือว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความสง่างามในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี”
นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่าการเกณฑ์ทหารถือว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทย การที่ออกมาพยายามเบี่ยงเบนประเด็นมีส่วนของนายอภิสิทธิ์ ที่เคยเป็นอาจารย์พิเศษ ไปสอนที่ จปร. นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทาง จปร. ต้องสรรหาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถมาเป็นอาจารย์ แต่นี่มันคนละประเด็นกันกับเรื่องที่จะออกมาแสดงหลักฐานว่าเคยผ่านการเกณฑ์ทหารมาหรือไม่
ถูกกล่าวหาตลอดว่าหนุนม็อบ
ส่วนประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชาชาชีวะที่จะมาเป็นพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ไม่มีความสง่างามในการที่จะมาจัดตั้งรัฐบาล เพราะถูกโจมตีมาโดยตลอดว่าเป็นพรรคที่มีความใกล้ชิดกับกลุ่มพันธมิตรฯ นพ.เหวงกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า "โดยความเห็นส่วนตัวผมมองว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ มีความผิดฐานที่ไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ต้องแสดงท่าทีว่าการกระทำดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ มีความผิด ร่วมถึงการที่ สมาชิกของพรรค นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ที่เป็นส.ส.ระบบสัดส่วนเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ ทางพรรคเองไม่เคยมีการแสดงท่าทีหรือตำหนิติเตียนการกระทำของนายสมเกียรติเลย ทำให้ตีความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ถึงแม้ว่าทางพรรคจะไม่ให้การสนับสนุนแต่ก็ไม่เคยออกมาปฏิเสธแต่อย่างไร วันนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอบในท่าทีดังกล่าวได้แล้ว
แฉ!ติดยศแต่ก็หนีสอนตลอด
ด้านพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกให้สัมภาษณ์กรณีเรื่องการหนีทหารของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า เมื่อครั้งที่ตนย้ายจากเสนาธิการกรมทหารม้าที่1รักษาพระองค์เข้ามาที่โรงเรียนนายร้อยจปร. ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ก็ได้เข้ามาบรรจุเป็นอาจารย์สอนนักเรียนนายร้อยจปร.โดยใช้ปริญญาโท รับยศร้อยโทแต่ไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เป็นการบรรจุเข้ามาเพื่อให้ได้รับยศทางทหาร และไม่ต้องเข้าคัดเลือกรับราชการทหารตามหมายเกณฑ์เท่านั้น เป็นการบรรจุเข้ามาแล้วก็ลาออกไป
อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญก็คือการเข้ารับราชการทหารของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนั้น เมื่อไม่ได้มีการติดยศ และไม่ได้มาอบรมตามขั้นตอนของกระบวนการที่ถูกต้อง จึงถือว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีสิทธิ์ที่จะยกเว้นการเข้าคัดเลือกรับราชการทหารตามหมายเกณฑ์
ทางด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงการตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ว่า เรื่องนี้เป็นเรืองของกรมสารบรรณ ซึ่งต้องไปสอบถามในส่วนนั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตนมองว่าเป็นการเล่นเกมการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“ยกเว้ณเขาขอโทษประชาชน ว่าที่ผ่านมาเขาได้มีจุดยืนมีความคิดเห็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่หลายเรื่อง กลับตัวกลับใจ ก็พอคุยกันได้”
อย่าวัดรักชาติที่การเกณฑ์ทหาร
ด้าน นายโคทม อารียา นักวิชาการ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้คนทั่วไปมองนายอภิสิทธิ์ มีจุดด้อยในเรื่องไม่ผ่านการเกณฑ์ทหาร เพราะในสถานการณ์แบบนี้ต้องมองถึงความตั้งใจในการเข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองมากกว่าการขุดคุ้ยเรื่องในอดีตที่ไม่เป็นเรื่องสำคัญขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อทำลายความชอบธรรมของฝั่งตรงข้าม
“ความรักชาติของคนเราไม่ได้วัดกันที่เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว ผมก็ไม่ได้เกณฑ์ทหารเพราะมีความจำเป็นต้องไปเรียนต่างประเทศ แต่ผมก็สามารถทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ ดังนั้นขอร้องอย่านำเรื่องนี้ไปโจมตีกันทางการเมืองเลย”
นายโคทมกล่าวด้วยว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ตนมองว่าไม่สามารถลดความขัดแย้งไปได้ เนื่องจากฝ่ายเสื้อแดงจะออกมาต่อต้านเหมือนที่เสื้อเหลืองกระทำทุกประการ ซึ่งจะทำให้ความขัดแย้งสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ
ไม่หวั่นไหวถูกแฉหนีทหาร
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยืนยันเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล โดยกล่าวถึงความชัดเจนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า ตนคิดว่าได้มีการยืนยันจากทุกพรรคและทุกกลุ่มที่มีการแถลงข่าวไปแล้ว ฉะนั้นเราจะเดินหน้าในการดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่รู้สึกหวั่นไหวหลังถูกออกมาแฉเรื่องหนีทหาร
“มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้ แม้จะมีความพยายามอย่างหนักที่จะกดดันในทุกรูปแบบ เพื่อให้กลุ่มส.ส.ที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์หันกลับไปสนับสนุนพรรคเพื่อไทย แต่ยังมั่นใจในจิตสำนึกของส.ส.ว่าจะทำเพื่อชาติ”
เมื่อถามถึงโควตาคณะรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "โดยหลักเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลผมก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกพรรคที่เข้ามาร่วมในการทำงานร่วมกัน คงไม่มีปัญหาอะไร สำหรับพรรคประชาธิปัตย์คงไม่มีเรื่องของโควตาว่าใครมี ส.ส. เท่าไรหรือมีตำแหน่งอะไรเพราะพรรคไม่มีระบบนี้ พรรคจะพิจารณาจากบุคคลที่มีความเหมาะสมกับงานต่างๆ ที่พรรคจะรับผิดชอบ ซึ่งถือเป็นแนวทางของพรรค"
ถกแกนนำเพื่อนเนวินวันนี้
เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่ว่าในวันเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีจะมีการเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่มเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเร็วเกินไปที่จะไปคาดการณ์ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ โดยเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องที่จะดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งนี้ใครจะใช้สิทธิ์ชุมนุมตามรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ โดยเจ้าหน้าที่คงมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย
ขณะที่ในวันเดียวกันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินสายพบแกนนำพรรคการเมืองหลายพรรค ไม่ว่าจะเป็นนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย นายสมศักดิ์ และนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน แห่งพรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิม และยังมีข่าวว่าในวันที่ 9 ธันวาคม จะเดินสายไปพบแกนนำพรรครวมใจไทยฯ ในเวลา 12.00 น. จากนั้นเวลา 14.00 น. จะไปพบแกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน
“เทพเทือก” มั่นใจมาร์คถึงฝั่ง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นอกจากจะรวบรวมเสียงได้เกิน 260 คนแล้ว ยังเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยไม่กล้ายุบสภา เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมายหลายอย่าง ทั้งประเด็นของพรรคที่ ส.ส.เข้าไปสังกัดใหม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง หรือเคยส่ง ส.ส.ลงเลือกตั้งหรือไม่ ประเด็นระยะเวลาสังกัดพรรคของ ส.ส.ใหม่เท่าใด
รวมทั้งสถานภาพของ ส.ส.สัดส่วน จะสิ้นสุดตามการยุบพรรคด้วยหรือไม่ ซึ่งเป็น 3 เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยไม่กล้ายุบสภา ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะชิงความได้เปรียบในการยื่นขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมั่นใจว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 และไม่ห่วงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะปิดล้อมรัฐสภา
‘เสื้อแดง’ต้านรัฐบาลปชป.จ่อขอนายกฯพระราชทาน
ที่มา ประชาทรรศน์

ผลพวงจากการสลับขั้วทางการเมืองเพื่อแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นเรื่องที่หลายกลุ่มหลายฝ่ายยังรับไม่ได้ โดยมีรายงานถึงปฏิกิริยาต่อเรื่องดังกล่าวจากหลายจังหวัด อาทิ ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร เอฟเอ็ม 97.50 เมกะเฮิรตซ์ สนามทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี
ประชาชนชมรมคนรักอุดรจำนวน ประมาณ กว่า 500 คน ได้รวมตัวเรียกร้องให้อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน จำนวน 32 คน กลับไปรวมกับพรรคเพื่อไทยและอย่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
ทั้งนี้ กรณีของนายเชิดชัย วิเชียรวรรณ อดีต ส.ส.อุดรธานี พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชมรมคนรักอุดรขู่นายเชิดชัยว่า ถ้าหากยังสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะทำการถอดถอนออกจากการเป็น ส.ส.อุดรธานี
นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ประกาศทางสถานีวิทยุคลื่น FM 97.50 MHz เรียกสมาชิกชมรมคนรักอุดรมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังพร้อมทั้งแถลงการณ์จุดยืนของชมรมเพื่อ ปกป้องประชาธิปไตยและประชาชน ตั้งกองทัพประชาชนเอาไว้ต่อต้านรัฐประหารและเพื่อปกป้องประชาธิปไตยให้คงอยู่คู่ประเทศชาติต่อไป
ทั้งนี้นายทองดี มะลิสาน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.อุดรธานี ได้เดินทางมาร่วมพูดปราศรัยให้ประชาชนคนรักอุดรได้รับฟังถึงจุดยืน และยังมีนายอุทัย แสนแก้ว ประธานกลุ่มปกป้องประชาธิปไตยอุดรธานี ซึ่งเป็นน้องชายอดีตรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางมาพบปะพูดคุยกับสมาชิกชมรมฯเกี่ยวกับความรู้สึกของตัวเองในขณะนี้หลังจากที่ติดตามข่าวว่ามีส.ส.พรรคพลังประชาชนเปลี่ยนขั้วทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ไม่อยากให้ประชาชนด่วนสรุปลงโทษส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนเพราะอาจจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ต้องรอติดตามข่าวไปก่อน
ส่วนอีกหนึ่งความรู้สึกของหงษ์ทองดาวอุดรหนึ่งในแกนนำกลุ่มชมรมคนรักอุดรได้ประกาศว่ารู้สึกสับสน และวอนขอให้นักการเมืองอย่าทิ้งประชาชน ขอให้ยึดหลักความถูกต้องเป็นหลักและต้องดูแลประชาชน นำนโยบายต่างๆมาสานต่อโดยเร็วและกลับมาต่อสู้เคียงข้างประชาชน
ขณะที่ จังหวัดนครราชสีมา นายสุพจน์ พิริยะเกียรติสกุล แกนนำพันธมิตรฯ ได้ออกล่ารายชื่อประชาชนเพื่อขอนายกพระราชทาน ในกรณีหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามที่มีกระแสข่าวออกมาว่าพรรคร่วมจะเปลี่ยนขั้วการเมือง
เช่นเดียวกับที่ จ.เชียงราย ตามสภากาแฟ มีการวิพากษ์วิจารณ์การเมื่องไปต่าง ๆ นานา ส่วนหนึ่งเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เนื่องจากมีหลายกลุ่มให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามบรรดา ส.ส.ในพื้นที่ จ.เชียงราย ยังคงเลือกอยู่ข้างพรรคเพื่อไทยทั้งหมดและมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการรวมตัวของกลุ่มเสื้อแดงที่ จ.เชียงราย อีกครั้ง และถ้าหากได้รับสัญญาณอย่างไรและจะมีการเคลื่อนไหวเสื้อแดงเชียงรายเตรียมลุกฮือค้านรัฐบาล ปชป.

