ที่มา ไทยรัฐ
แค่ตั้งลำก็ส่อเค้า “จุดเริ่มต้นไปสู่อวสาน”
กับปรากฏการณ์ส่งธนาณัติ 500 บาท เป็นเวลา 100,000 ปี มุก “แดกดัน” ผ่อนใช้หนี้นายทุน 80 ล้านบาทของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง
หรือคิวดับเครื่องชน “แก๊งออฟโฟร์ภาค ปชป.” ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เฉลยชื่อกันชัดๆ ไล่ตั้งแต่ “แม่เลี้ยงติ๊ก” นางศิริวรรณ ปราศจาก-ศัตรู นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายวิทยา แก้วภราดัย และนางอัญชลี วานิช เทพบุตร
บทเฮี้ยวของ “ตัวเต็ง” ที่อกหักจากเก้าอี้รัฐมนตรี
ฟาดหางกันอย่างแรง
ที่แน่ๆโดยมาตรฐานของ “สถาบันการเมือง” ยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบพรรคควบคุมกันเอง ไม่บ่อยนักที่คนในจะกล้าออกมาเปรี้ยวข้างนอก
แต่ถ้าแตกที ก็ถ่ายเลือดล้างบางกันเลย
หักดิบกันแบบ “กลุ่ม 10 มกรา” ที่ดาวรุ่งอย่างนายวีระ มุสิกพงศ์ ต้องกระเด็นออกมา หรือโซ้ยกันซึ่งๆหน้าแบบคิว “ทศวรรษใหม่” กับ “ผลัดใบ” ที่ถึงขั้นต้องลงคะแนนเลือกหัวหน้าพรรคระหว่างขั้วของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เกมทั้งลึก เหี้ยม และโหด
และจับอารมณ์ล่าสุด ทำท่าจะร้อนแรงยิ่งกว่า เพราะเปิดหน้าลุยกันแบบไม่ต้องรำมวย
ดับเครื่องชนกันตั้งแต่ยกแรกเลย
นอกจากพูดใส่หน้านายกฯอภิสิทธิ์ตรงๆว่า “ไม่มีความสุข” นายนิพิฏฐ์ยังประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล จองกฐินตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีโควตานายทุน
ออกอาการไม่รับเคลียร์
ฟอร์มเดียวกับนายเฉลิมชัย ที่ยกกองเชียร์ขู่คืนบัตรสมาชิกพรรค พร้อมขึ้นป้ายทีม ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ย้ายไปพรรคไหนก็รีบอ้าแขนรับ
พร้อมชิ่ง ทางใครทางมัน
“นิพิฏฐ์-เฉลิมชัย” รอยปริที่รอขยาย ตามสัญญาณที่พอจับได้ จากการที่นายอภิสิทธิ์ แกล้งกระเซ้านายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ต่อหน้าสื่อมวลชน เป็นทำนองหยั่งเชิงกระแสข่าวไม่แฮปปี้กับการจัดโควตา ครม. รวมไปถึงคิวโดดร่มของแกนนำและ ส.ส.ในซีกของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค ไม่เดินทางเข้าร่วมสัมมนาพรรคที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
มันมีเค้าลางให้แกะรอย
อย่างน้อยๆก็มีคนกล้าที่จะไม่รับโทรศัพท์จากนายกฯอภิสิทธิ์ที่ต่อสายเคลียร์ใจ และจะเป็นปมค้างคากันต่อไป
ทำไมถึงได้ดีเฉพาะคนใกล้ตัวของ “อภิสิทธิ์”
นี่คือระเบิดเวลาลูกใหญ่ถูกวางและตั้งนาฬิการอเวลาทำงาน เป็นการตอกย้ำภาพ “อภิสิทธิ์” ในฐานะหัวหน้าพรรคหนุ่ม มหาบัณฑิตจากออกซ์ฟอร์ด ที่ถูกลูกพรรคนินทาลับหลังอยู่เนืองๆว่า ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แม้แต่คนในพรรคเดียวกัน
เป็นคนไม่เอาพวก
ในพรรคเดียวกันยังกระเพื่อมหนัก แต่ที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า “อภิสิทธิ์” ในฐานะนายกฯ ที่ต้องแบกรับเสียง “ยี้” ตั้งแต่นาทีแรกที่ปรากฏโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี ในห้วงยังไม่ได้ ประกาศอย่างเป็นทางการ
“นายกฯหล่อกับ ครม.ขี้เหร่”
นี่คือต้นทุนติดลบที่ “อภิสิทธิ์” ต้องบริหารให้ได้กำไร
ในขณะที่เดิมพันสูงกว่า จะลืมไม่ได้เด็ดขาดว่า รัฐบาล “เส้นใหญ่” ของนายกฯอภิสิทธิ์ ตีตั๋วพิเศษเข้ามาเป็นนายกฯ ภายใต้เงื่อนไขบังคับ ระดับ “ความคาดหวัง” สูงกว่ารัฐบาลของอดีตนายกฯสมัคร สุนทรเวช และอดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์
“ขี้เหร่” แถมยังไม่มีเส้น
แต่ก็ยังไม่เปย์กันถึงขนาดที่ยอมให้ “ก๊วนพ่อมดเขมร” คว้าไปเนื้อๆไม่มีติดมัน ฟาดทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยที่กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม แถมยังแผ่มนต์ไปช่วยดันคนของเครือข่ายอดีตแก๊ง 16 เก่าให้ล็อกโควตา รมช.เกษตรฯ
ทำให้รู้กันไปเลยว่า ใครคือผู้จัดการรัฐบาล “ตัวจริง”
ขอแค่พลิกขั้วจัดรัฐบาลให้ได้ ทำเพื่อแลกกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
“อภิสิทธิ์” ทุ่มทุนจนหน้าตักติดลบเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน


“เสนาะ” จวกรัฐบาลปล้นกลางอากาศ

สำนักงาน กกต. 21 ธ.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เงินบริจาคพรรคการเมือง ในเดือนพฤศจิกายน มียอดบริจาคเข้ามาเพียง 4 พรรคการเมือง เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ มียอดบริจาคเดือนนี้เดือนเดียว จำนวน 119,673,149 บาท ซึ่งจะเห็นได้ว่ายอดของเดือนพฤศจิกายน นั้น มียอดบริจาคเข้ามาถึง 4 ครั้ง ระหว่างวันที่ 3-9 พฤศจิกายน มีจำนวน 24,090,000 ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน จำนวน 28,021,000 บาท ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน จำนวน 33,348,000 บาท และครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 24-30 พฤศจิกายน จำนวน 34,099,650 บาท ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในเดือนดังกล่าวนี้ ซึ่งเป็นเดือนที่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย อยู่ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง ทำให้ยอดบริจาคของพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มบริษัท ห้างร้าน นักธุรกิจ ทั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ธนาคาร รวมแล้วกว่า 70 บริษัท รวมยอดเงินทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับ ตั้งแต่มกราคม –พฤศจิกายน 2551 มีจำนวน 150,345,876.50 บาท 
