ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ผู้จัดการ
23 ธันวาคม 2551
ผู้จัดการออนไลน์ กระบอกเสียงพันธมิตรได้ออกมาพาดหัวและนำเสนอข่าวปกป้องรัฐมนตรีต่างประเทศที่ส่งมาจากพันธมิตรกษิต ภิรมย์ ที่โดนเดลีเทเลกราฟ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อังกฤษนำไปตีข่าวพาดหัวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศเผยยึดสนามบินทำผู้โดยสารต่างชาติตกค้าง350,000คนเป็นเรื่อง"สนุกมาก อาหารก็ดี ดนตรีไพเราะ"
โดยพาดหัวข่าวว่า “ไอ้ตู่” อวดเบ่ง! จี้ปลด “กษิต” ฐานกวนตีน จองกฐิน “มาร์ค-ประวิตร”
โดยได้นำเสนอข่าวว่า วันนี้ (23 ธ.ค.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า การบุกยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่งดงามและถูกต้องว่า ตนเห็นว่าการสัมภาษณ์แบบนี้เป็นการท้าทายคนไทยทั้งประเทศ เพราะไม่มีใครสนุกกับความทรงจำที่เลวร้าย ดังกล่าว ซึ่งตรงนี้เป็นคำถามถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่า จะจัดการกับนายกษิต อย่างไร เพราะหากเห็นว่าสิ่งที่ นายกษิต พูดนั้น ไม่ถูกต้องก็สมควร ต้องปลดออกจากตำแหน่ง เพราะต้องถือว่านายกษิตมีพฤติกรรมกวนเท้าประชาชน อ้างว่าผ่านความสุขนี้ทั้งๆ ที่เป็นความทุกข์ของคนไทย จึงขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ปลดนายกษิตทันที แต่หากนายอภิสิทธิ์ไม่ทำอะไร ก็เท่ากับสมคบเห็นด้วยกับการยึดสนามบิน เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความเสียหายของประเทศที่มีมูลค่ามหาศาล
ทั้งนายจตุพรอ้างด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ก็มีความผิดร่วมกัน เพราะไปเอา นายกษิต มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่ถือว่าเป็นพรีเซนเตอร์ของประเทศ แต่ตัวรัฐมนตรีกลับเป็นผู้ก่อการร้าย โดยขณะนี้ได้ให้ทีมงานไปถอดเทปคำพูดของนายกษิตบนเวที โดยตนจะขอจองกฐินพูดอภิปรายกรณีของ นายกษิต และกรณีหนีทหารของ นายอภิสิทธิ์ ในวันแถลงนโยบายของสภา ขณะเดียวกันทางพรรคได้จัดทีม ส.ส.สำหรับอภิปรายรัฐมนตรีระหว่างการแถลงนโยบาย เช่น ที่ไปที่มาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กรณีการแทรกแทรงการเมืองของทหาร
“การที่ นายกษิต ออกมาพูดว่าการบุดยึดสนามบินสุวรรณภูมิฯ ของกลุ่มพันธมิตรฯในครั้งนั้นเป็นความทรงจำที่งดงาม ฟังดนตรีสนุกและอาหารอร่อย ผมก็ไม่เข้าใจว่า นายกษิต พูดออกมาแบบนั้นปัญญาอ่อนหรือไง ทำร้ายคนไทยทั้งประเทศไม่พอยังมีทำท่ายโสโอหัง ท้าทายคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะที่บอกว่าเป็นเรื่องสนุกบนความเสียหายทั้งประเทศ ประเด็นต่อมานายกษิตไม่ใช่หรือ ที่เคยประกาศว่าจะไปยึดปราสาทพระวิหารคืนมา ถามว่าตอนนี้ยังถ้ายืนยันอยู่หรือไม่แล้วจะนิ่งเฉยอยู่ทำไม อย่างไรก็ตามหากนายอภิสิทธิ์ ไม่จัดการกับคนที่มาจากพันธมิตร อีกทั้งไม่ยอมรับความจริงว่าได้สนับสนุนกลุ่มคนที่มาจากพันธมิตรฯ มาเป็นรัฐมนตรี นายอภิสิทธิก็จะไม่มีสิทธิ์จะมาเรียกร้อยความสงบของบ้านเมือง และพูดได้เลยว่า อายุของรัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะยืนยาว”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, December 24, 2008
กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายกางปีกป้องรมต.พันธมิตรสุดลิ่ม
มายก็อด!สื่อนอกตีข่าวรมต.ยึดสนามบิน"สนุกมาก อาหารดี ดนตรีไพเราะ"
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ
ถอดความ คุณBlack Propaganda บอร์ดราชดำเนิน
Bangkok airport protests were fun, says Thailand's new foreign minister
Thailand's new foreign minister has described last month's hijacking of Bangkok's main international airport as "a lot of fun".
หนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ พาดหัวข่าวว่ารัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของไทยพูดว่า การยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิในเดือนก่อน"เป็นเรื่องสนุกมันส์มาก"
นายกษิต ภิรมย์ วัย 64 ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรมว.ต่างประเทศคนใหม่ของไทย งานของเขาคือปรับภาพลักษณ์ประเทศในสายตาต่างประเทศ แต่ความจริงแล้วเขาคือผู้สนับสนุนคนสำคัญในการประท้วง และยังคงเป็นอยู่
ผู้โดยสารต่างประเทศ350,000คนต้องตกค้างอยู่ในประเทศไทยเมื่อ กลุ่มนิยมกษัตริย์หัวรุนแรงจำนวนน้อยนิด บุกเข้ายึดสนามบิน ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน นักวิเคราะห์กล่าวว่าทำให้คนในธุรกิจท่องเที่ยว ตกงานราว 1,000,000 คน
แต่กษิต ทำให้ตกตะลึง เมื่อเขาได้กล่าวกับนักการทูตต่างชาติและสื่อมวลชนต่างประเทศ เมื่อวันศุกร์ว่า เป็นการประท้วงที่สนุกมาก"อาหารดี ดนตรีไพเราะ"กษิตทำหน้าที่เป็นโฆษกประจำม็อบซึ่งช่วยโค่นรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณลง ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ของเขาได้ฟอร์มรัฐบาลผสมแทนที่ แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้การเลือกตั้งถึง 3 ครั้งในรอบทศวรรษมานี้
กษิตบอกว่า การประท้วงของพันธมิตรช่วยให้ประชาธิปไตยก้าวไปข้าง
นักวิเคราะห์เชื่อว่าผู้ชุมนุมพันธมิตรมั่นใจว่าการประท้วงของพวกเขา จะไม่ต้องได้รับการลงโทษ และสามารถโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ เพราะว่ามีผู้ให้ท้ายสนับสนุนที่มีอำนาจมากในกองทัพ และทางวัง ทั้งที่กองทัพที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัย แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ในการขัดขวางไม่ให้กลุ่มผู้ประท้วงเข้าไฮแจค สนามบินที่เป็นศูนย์กลางการบินสำคัญที่สุดในเอเซีย
มีรายงานว่า ผู้ใหญ่ในกองทัพมีส่วนในการทำให้มีการเปลี่ยนขั้ว ทำให้พรรคเขา ได้เข้ามาครองอำนาจ กษิตกล่าวว่า "ผมไม่รู้"กษิตกล่าว
อภิสิทธิ์ สัญญาว่าจะดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตร นอกจากนี้เขายังแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศที่เป็น แกนนำม็อบคนสำคัญ และหนึ่งในนั้นยังเป็น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย
ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์จุฬา กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า พันธมิตรเป็นเครื่องมือ นำพรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่อำนาจ ยังสงสัยกันอยู่ว่า เขาจะบังคับใช้กฏหมายกับ กลุ่มพันธมิตรได้อย่างไร
กษิตยังตำหนิสื่อต่างชาติ และนักการทูตตะวันตกอีกด้วย ที่ไม่เข้าข้างพันธมิตร กษิตบอกว่า คุณควรจะยินดีที่ชาวบ้านธรรมดา ออกมาร่วมกันต่อต้าน การคอรัปชั่น สังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายกันบ้าง
ส่วนการที่พันธมิตรว่าจ้างการ์ดติดอาวุธด้วยกระบอก ปืนและระเบิด กษิตโวยวายว่า พวกชาวต่างชาติวิตกจริตเกินเหต กษิตบอกว่าเมียเค้าไปชุมนุมด้วยทุกเย็น อาวุธของเธอหรือ มีแต่อาหารกับยาเท่านั้นแหละ
(ต้นฉบับภาษาอังกฤษ)
Bangkok airport protests were fun, says Thailand's new foreign minister
Thailand's new foreign minister has described last month's hijacking of Bangkok's main international airport as "a lot of fun".
By Thomas Bell in Bangkok Last Updated: 8:09PM GMT 21 Dec 2008
Kasit Piromya, 64, will be sworn in on Monday as Thailand's new foreign minister. His job of rebuilding Thailand's battered international image will not be helped by the fact that he was a prominent supporter of the protests, and still is.
More than 350, 000 travellers were stranded three weeks ago when a few thousand demonstrators from the ultraroyalist People's Alliance for Democracy (PAD) stormed the airport. Investor confidence has been badly shaken and analysts say that lost tourism business could cost 1 million jobs.
But Mr Kasit told an audience of astonished diplomats and foreign journalists on Friday that the protests were "a lot of fun".
"The food was excellent, the music was excellent," he explained.
The PAD accused the then government of corruption over its links with the exiled former prime minister Thaksin Shinawatra. Although the government was elected only a year earlier, many people in Bangkok's middle class and the old elite find Mr Thaksin's influence in politics completely unacceptable.
Mr Kasit was a regular speaker at the protests, which helped bring the pro-Thaksin government down. His Democrat Party has now formed a new coalition, although they were defeated in each of three general elections held so far this decade.
"Look at it [the PAD protests] as pushing the process of democratisation forward," suggested Mr Kasit.
Many observers believe that the PAD was able to conduct its protest with impunity, and help topple an electorally popular administration, because it enjoys backing from powerful anti-Thaksin elements in the army and the royal palace.
The army is responsible for airport security but did nothing to prevent demonstrators from hijacking one of Asia's most important aviation hubs.
It is widely reported that senior army figures were instrumental in persuading MPs to switch sides to the new coalition. Asked what role the army played in bringing his party to power Mr Kasit said, "I don't know".
The new prime minister, Abhisit Vejjajiva, has promised to bring the PAD to justice. Yet, besides his pick for foreign minister being a prominent supporter of the group, one of PAD's top leaders is a prominent MP in Abhisit's Democrat party.
Dr Pasuk Phongpaicit of Bangkok's Chulalongkorn university said, "It can't be denied that the PAD was instrumental in bringing the Democrats to government. So I think we are going to be disappointed with what this government will do about enforcing the rule of law with respect to the PAD and its activities." Foreign Minister Kasit berated Western diplomats and the foreign media for not being more sympathetic to the PAD's cause.
"You should be happy that for the first time ordinary people came out in full force to oppose corruption," he said. "If society has to be changed it has a price." The PAD employed "security guards" armed with clubs, guns and explosives but Mr Kasit criticised foreigners for dwelling on the movement's violent tendencies.
"People said we were armed," he complained. "My wife used to go every evening. What was she armed with? Only food and medicine!"
สัมภาษณ์ แซม ยุรนันทน์ เบอร์ 10 สมัครผู้ว่าฯ ตอน4/6
TFN HOT VDO CLIP
น้ำหน้าพระเอกหล่อๆ แบบนี้ จะมาเป็นผู้ว่ากทม. ได้รื๊อ ..ทำไมเสื้อสารพัดสีต้องเลือกแซม..อยากรู้ต้องฟังจ้า
Tuesday, December 23, 2008
ตร.คาดโทษรายการความจริงวันนี้
ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 23 ธ.ค. - ตำรวจคาดโทษผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ ที่ประกาศจัดขึ้นหน้าอาคารรัฐสภา วันแถลงนโยบายรัฐบาล หากรูปแบบรายการเป็นการยั่วยุหรือขัดขวาง จะดำเนินคดีข้อหากบฏเช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า จะต้องพิจารณารูปแบบรายการความจริงวันนี้ ที่ นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการและพวก ประกาศจะจัดที่หน้าอาคารรัฐสภา วันที่ 29 ธันวาคมนี้ ซึ่งเป็นวันแถลงนโยบายรัฐบาล ว่ารูปแบบรายการเป็นลักษณะใด หากเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และการชุมนุมปราศจากอาวุธ ก็สามารถทำได้ แต่หากรายการมีจุดมุ่งหมายเพื่อปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภา จะถือว่าเป็นความผิด ซึ่งตำรวจจะต้องดำเนินคดีและใช้มาตรฐานเดียวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยจะรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอต่อศาลขออนุมัติหมายจับในข้อหากบฏ
พล.ต.ต.อำนวย ยังปฏิเสธด้านการข่าวตำรวจไม่พบข้อมูล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 25 ธันวาคมนี้ แต่ตามกฎหมายหากเดินทางเข้าประเทศจริง ก็ต้องถูกควบคุมตัวที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิ ก่อนที่จะถูกส่งตัวเข้าเรือนจำทันที เพราะคดีถูกศาลพิพากษาแล้ว อย่างไรก็ตาม ตำรวจก็พร้อมจะดูแลความปลอดภัยให้เป็นอย่างดี.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-12-23 17:22:02
เจ้ากรมพระธรรมนูญ ชี้"ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ."จ้อการเมืองเข้าข่ายขัดข้อบังคับ กห. หลังกมธ.ทหารเชิญเข้าแจง
ที่มา มติชนออนไลน์
ส.ส.เพื่อไทยสวมบท"ปธ.กมธ.ทหาร" จี้เอาผิด"ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ."ยุ่งการเมือง เชิญเจ้ากรมพระธรรมนูญแจง ระบุขัดระเบียบข้อบังคับ เตรียมยื่นหนังสือ"รมว.กห."ให้จัดการ "สุรยุทธ์"ให้กำลังใจ"ประวิตร"คุมกลาโหม มุ่งทำงานเพื่อชาติ
"ประวิตร"พบ"สุรยุทธ์"ก่อนทำงาน
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ที่มูลนิธิรัฐบุรุษ ก่อนเข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหมเป็นครั้งแรก โดยเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม พล.อ.ประวิตร นำกระเช้าผลไม้อวยพร พล.อ.สุรยุทธ์ เนื่องในโอกาสใกล้วันเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ประจำปี 2552 ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวกับ พล.อ.ประวิตร ว่า "ขอเป็นกำลังใจในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดนี้ ขอให้ตั้งใจทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก รวมถึงการดูแลกำลังพลในกองทัพให้เกิดความศรัทธาจากประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน พร้อมกับให้ยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ต้องการให้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย"
รายงานข่าวแจ้งว่า ในวันที่ 24 ธันวาคมนี้ พล.อ.ประวิตร ถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เข้าทำงานที่กระทรวงกลาโหม และจะเข้าสักการะศาลหลักเมือง ก่อนที่เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในกระทรวงกลาโหม 5 จุด
ทั้งนี้ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมนำคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพ ประกอบด้วย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด(ผบ.สส.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ(ผบ.ทร.) พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) และนายทหารระดับสูงของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ต้อนรับ
ตั้งทหารคนใกล้ชิดนั่งฝ่ายเสธฯ
ข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับคณะทำงานของพล.อ.ประวิตร คาดว่าจะแต่งตั้งให้ พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท เป็นหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อภิชัย ทรงศิลป์ เป็นรองหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ ยังได้แต่งตั้งให้ พล.อ.นพดล อินทรปัญญา มาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วย ซึ่งทุกคนเป็นนายทหารคนใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร ตั้งแต่รับราชการในกองทัพ
รายงานข่าวแจ้งว่า พล.อ.ประวิตร สั่งการให้สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำหนังสือขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อนำ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2552 ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคมนี้ เวลา 08.00 น.
กมธ.พท.จี้เอาผิดทหารยุ่งการเมือง
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฏร พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เป็นประธานคณะกรรมาธิการ เชิญพล.อ.อภิชาติ เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหมเข้าชี้แจงข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยข้าราชการกลาโหมกับการเมือง พ.ศ. 2499 และข้อบังคับ ระเบียบกระทวงกลาโหม รวมถึงกฏระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีพล.อ.อนุพงศ์ ผบ.ทบ.พร้อมด้วยผู้นำเหล่าทัพ ให้สัมภาษณ์ในรายการเรื่องเด่นเย็นนี้โดยนายสรยุทธ สุทัศนจินดา และแสดงความเห็นต่อวิกฤตทางการเมืองเสนอให้นายกรัฐมนตรี (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) ลาออก 2.กรณีผบ.ทบ.ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) แถลงผลการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาการปิดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง และ 3.กรณีพล.อ.อ.อิทธพร ผบ.ทอ.ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นทางการเมือง
เจ้ากรมพระธรรมนูญชี้ขัดข้อบังคับ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.อภิชาติ ส่งพล.อ.สายัญห์ อรรถเกษม เจ้ากรมพระธรรมนูญ ชี้แจงแทน ซึ่งกรรมาธิการนำเทปบันทึกภาพการให้สัมภาษณ์มาเปิดพร้อมกับให้ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช กรรมาธิการอ่านข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ก่อนจะขอความเห็นจากเจ้ากรมพระธรรมนูญ และบทลงโทษกรณีที่ขัดระเบียบ ซึ่งพล.อ.สายัณห์ ชี้แจงว่า ผู้นำเหล่าทัพอาจทำไปโดยบริสุทธิ์ใจและไม่ทราบว่ามีเจตนาอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์อาจกล่าวได้ว่า เป็นการขัดหลักเกณฑ์ข้อบังคับ แต่ระเบียบดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงเพื่อให้มีความเหมาะสมทันกับยุคสมัย โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และขอบเขตที่ชัดเจนว่าข้อราชการทหารจะสามารถแสดงบทบาทในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ การพัฒนาประชาธิปไตยจะไม่ให้ข้าราชการทหารเข้ามามีส่งเสริมประชาธิปไตยเลยคงเป็นไปไม่ได้
ยื่นเรื่อง รมว.กห. สอบเอาผิดได้
พล.อ.สายันต์ กล่าวว่า ส่วนบทลงโทษ ประมวลกฏหมายอาญาทหารมาตรา 32 บัญญัติว่า หากมีการกระทำที่ขัดต่อระเบียบข้อบังคับของกระทรวงกลาโหมสามารถดำเนินคดีเอาผิดได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หากเห็นว่าเป็นความผิดรุนแรงสามารถดำเนินคดีได้ แต่หากเห็นว่าเป็นความผิดเล็กน้อยก็จะไม่จำเป็นต้องดำเนินคดี
ภายหลังการชี้แจง พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า กรรมาธิการฯ จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันที่ 24 ธันวาคม เพื่อให้พิจารณาสอบสวน โดยกรรมาธิการฯเห็นว่าการขัดข้อบังคับถือเป็นคดีอาญาทหารซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากนี้ กรรมาธิการฯ จะทำหนังสือถึงกรรมาธิการทหารของประเทศในระบอบประชาธิปไตยเพื่อชี้ให้เห็นว่ากองทัพไทยมีผู้นำบางคนที่แทรกแซงการทำงานของข้าราชการการเมืองอยู่ ทั้งนี้กรรมาธิการฯ ไม่ได้อยู่ซีกหนึ่งซีกใดทางการเมือง โดยหากไม่ดำเนินการอย่างใดบทบาทของกองทัพก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป
"วันนี้ถึงเวลาที่ทหารจะกลับที่ตั้งและสร้างภาพพจน์ที่ทำให้เกิดความศรัทธาจากประชาชน เป็นกองทัพของประชาชนอย่างแท้จริง ผมเชื่อว่ารมว.กลาโหมจะดำเนินการตั้งขั้นตอน" พ.ต.ท.สมชาย กล่าวและว่าวันที่ 24 ธันวาคม กรรมาธิการจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 190 ถึงกรณีการจัดซื้ออาวุธ เครื่องบินรบกริพเพนด้วย
“ภัย” ในเมืองสุราษฎร์ธานี (1)
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ภัยแผ่นดิน
โดย ชัยอารีย์
ระหว่างที่นักการเมืองซีก ประชาธิปัตย์ เขาไปร้องรำทำเพลง ฉลองความสำเร็จทางการเมืองแบบลูกทุ่ง อย่างสนุกสุดเหวี่ยง อยู่บนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
ผมก็อยู่แถวๆ นั้นเหมือนกัน...แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมวงสนทนา แสดงความยินดียินร้ายกับใครเขาหรอก เนื่องจากอยู่กันคนระดับ
ผมแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ...เดินทางไปไหนมาไหนก็อาศัยการคมนาคมระบบขนส่งทางรถไฟ
ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง รู้สึกเป็นธรรมชาติที่ไม่เกินตัว และมีโอกาสได้ยินเสียงสนทนาภาษาชาวบ้านอย่างใกล้ชิดได้มากมาย ที่พอจะนำมาสะท้อนให้ผู้อ่านพิจารณาตามไปด้วย
โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างชนชั้น...ความรู้สึกของชาวบ้าน กับอาการของนักการเมือง ณ วันนี้ มีอะไรที่แยกแยะให้เห็นว่า ชนชั้นใด คือผู้ที่ทำให้สังคมเกิดความสับสน และขัดแย้งกันด้วยเหตุผลใดบ้าง
ผมทำหน้าที่แยกความคิดเหล่านี้ ออกมา เป็นช่องทางหนึ่งที่ชาวบ้านก็เลือกรับรู้ได้ นักการเมืองที่มีแนวกว้างทางความคิด ก็จะคิดได้ว่า อะไรคือความยั่งยืน ที่ยืนอยู่ในความถูกต้อง
อะไรคือ....ผลประโยชน์ที่ได้รับการตอบแทนไปสู่สังคมส่วนรวมในท้องถิ่น ที่ทำให้คนระดับชาวบ้าน เขาอยู่ดีมีสุข หรือตกทุกข์ได้ยากแค่ไหน ที่พอจะนำพาให้เขาได้หลุดพ้นได้บ้าง... ในฐานะตัวแทนประชาชน
ไม่ใช่หลงระเริงอยู่กับอำนาจ ที่มีราชรถมาเกย คึกคะนองกับการใช้บารมีเพื่อล้มล้างเส้นทางขวางกั้นผลประโยชน์...เหมือนที่เคยเป็นกันมา ที่พวกเราประชาชนเบื่อหน่าย กับสิ่งที่เห็นจำเจ และซ้ำซาก
ไม่อยากจะให้ความชั่วร้ายที่เกาะกลุ่มอยู่กันคนละซีกสายการเมือง...เปลี่ยนขั้ว รุมยำทำร้ายประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำอีก
ที่เมืองคนดี สุราษฎร์ธานี ชาวบ้านร้านตลาด เขาก็ชื่นชมพรรคการเมืองที่เขาชอบ ได้ขยับขึ้นมาเป็นฝ่ายรัฐบาล...เป็นธรรมดาของมนุษย์ ที่หลงการเมืองอยู่คนละมุม
นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นความรู้สึกของชาวบ้านทั้งหมด!
ผมใช้เวลานั่งคุยกับชาวบ้าน กับคนที่แสดงอาการให้เราเห็นว่า พอที่จะยืนพูดอยู่ตรงกลาง มองซ้ายมองขวา พิจารณาได้ว่า อะไรผิด อะไรถูก...อะไรคือความจริง อันไหนคือความเท็จ
ก็คงมีโอกาสได้มองพร้อมๆ กันไป และเห็นกว้างออกไปอีก...การต่อสู้ของพี่น้องประชาชน มีโอกาสที่จะได้มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์กันได้บ้าง
ถ้าคิดว่าการต่อสู้เพื่อนำไปสู่การเปิดทาง ที่พวกเขาปิดกั้นเอาไว้ จะรับรู้ได้จากระบอบประชาธิปไตย ในหลายหัวข้อ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ และความชอบธรรม ที่อยู่บนพื้นฐานภายใต้กฎหมายบ้านเมืองฉบับเดียวกัน
ถ้ายังถูก “อำนาจ” อื่นๆ ที่ใกล้ชิดกับ “อำนาจการเมือง” ใช้เป็นเส้นทางผ่านการทำธุรกิจ นับพันนับหมื่นล้าน บนความเจ็บปวดของชาวบ้าน พวกเราก็อย่าปล่อยให้คนร้ายเหล่านั้นลอยนวลบนความเจ็บปวดของเราต่อไป
โดยเฉพาะ..รากฐานที่ยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ที่ถูกกระหน่ำทำลายอย่างเมามัน ก่อตัวขึ้นมาเป็น “ภัย” ที่มองเห็น...มากมายหลายเรื่อง
ที่เมืองสุราษฎร์ธานี เท่าที่ผมพบและเห็นมา มีหลายปัญหา หลายเรื่อง ผมจะนำมาร้อยเรียงจากนี้ไป เพื่อให้ท่านผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแผ่นดิน ได้ยื่นมือ ส่ายตา เข้าไปช่วยเหลือโดยด่วนด้วย
เนื่องจากเป็น...ภัยที่มองเห็น เป็นจุดอันตรายต่อแผ่นดิน ต่อพี่น้องชาว จ.สุราษฎร์ธานี โดยตรงครับ
สิ่งที่ผมไปพบไปเห็นมา และอยู่ในสายตาชาวบ้าน ที่ได้แต่มองตาปริบๆ ยังไม่สามารถเรียกร้องหรือต่อสู้รักษาธรรมชาติ ให้รอดจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล ที่มีนักการเมืองแบบทุกระดับได้
มีทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ เข้าไปยึดสมบัติของชาติแห่งนั้นไว้ในกำมือหมดแล้ว
เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า เข้าไป “ปล้น” ทรัพยากรธรรมชาติ ประเภท “แร่ยิปซั่ม” จนกระทั่ง ต้นไม้ ภูเขา บนพื้นที่เขาลาดชัน ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติด้วยซ้ำ ยังทำลายกันได้น่าตาเฉย
อยู่ตรงจุดไหนบ้าง...ผมเชื่อว่าทีมงานของ ท่าน รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ คงรู้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้ายังไม่รู้ก็ไม่เป็นไรครับ ตามผมไปดูด้วยกันเลย
ทำให้เหมือนพูด
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ
โดย ปฏิญา ยอดเมฆ
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยท่านหนึ่ง เคยถูกโจมตีว่าเป็นนักการเมืองแบบนักการตลาด หรือนักสร้างภาพ...
โจมตีกระทั่งนโยบายที่ใช้หาเสียงและปฏิบัติได้จริงว่าเป็น “ประชานิยม” หรือมุ่งเอาใจประชาชนจนไม่เล็งเห็นผิดถูก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมามีลักษณะที่แสน “ย้อนแย้ง” นั่นคือ แม้แต่บรรดาผู้ที่โจมตีและแสดงความรังเกียจ “การตลาด-ประชานิยม” ก็ยังปรากฏว่าหยิบกลยุทธ์เดียวกันนี้มาใช้เรียกคะแนนของตัวเองบ้าง
นโยบายแทบทุกพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเมื่อปลายปีที่แล้ว ล้วนแล้วแต่อยู่บนฐานการโฆษณาประชาสัมพันธ์ว่าจะ “ทำอะไร” เพื่อเอาใจประชาชนทั้งสิ้น...
พลิกมุมการเมืองแบบใหม่โดยมุ่งเน้นสัญญาใน “ผลงาน” มากกว่าขายชื่อพรรคหรือสัญญาว่าจะเป็นคนดี (ซึ่งวัดผลได้ยาก)
หรือแม้แต่เร็วๆ นี้ ก็ยังมีกลยุทธ์การตลาดจากนักการเมืองที่สร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศ ได้แก่ เอสเอ็มเอสจากนายกฯ คนใหม่นั่นเอง...
“แหวนยายเนียม” นั่นก็ใช่...เอาใจคนอีสานและคนเฒ่าคนแก่แบบสุดๆ
สิ่งเหล่านี้ไม่มีดีหรือเสีย เพราะผลของมันคือทำให้ประชาชนหันมาฟังและให้ความสนใจ แต่สิ่งสุดท้ายก็อยู่ที่ตอน “ลงมือ” ว่าจะทำได้จริงสมดังที่ “ตั้งท่า” มาหรือเปล่า
“ทำได้จริง” สิ่งนี้แหละคือความแตกต่างที่เคยทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งกลายเป็นนายกฯ ระดับตำนานที่ครองหัวใจประชาชนได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด และทำให้พรรคการเมืองพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งได้ถล่มทลายเป็นประวัติการณ์
ไม่ใช่แค่เพราะ “การตลาด” หรือนโยบายขายฝันไปวันๆ เป็นแน่...
ถึงวันนี้ ใครต่อใครที่เคยโจมตีว่าสร้างภาพ โจมตีว่าขายฝัน แต่เมื่อถึงคราวตัวเองก็ยังอุตส่าห์เดินตามรอยเป๊ะๆ
จะทำก็ทำไป ไม่มีใครว่า แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าความแตกต่างมันไม่ได้อยู่ที่เปลือก...
แต่หากอยากเข้าไปครองพื้นที่ในหัวใจได้เหมือนที่อีกคนหนึ่งเคยทำ...ก็แค่ “ทำ” ให้ได้อย่างที่ “พูด” เท่านั้นเอง...
รัฐธรรมนูญ : พันธมาร-ประชาธิปัตย์
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
โดย *อัฐศิริ*
ได้เห็นฤทธิ์เดชของรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการกันมาแล้ว การบริหารงานบ้านเมืองมีปัญหา พรรคการเมืองถูกยุบเอาง่ายๆ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็น ขวากหนามของเผด็จการ จึงต้องทำลายกลไกของรัฐธรรมนูญไปให้หมด เพื่อสร้าง “การเมือง” ใหม่ขึ้นมาแทน
คนที่รักประชาธิปไตยเห็นตรงกันว่า ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ 2550 ให้เป็นประชาธิปไตย หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ เอารัฐธรรมนูญ 50 คืนไป เอารัฐธรรมนูญปี 40 กลับมา
เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการพูดกันมาตลอด มีการอธิบายความว่าได้เกิดผลกระทบอย่างไร และจะต้องแก้อย่างไร
ตั้งท่ากันมานานแล้วครับ สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งมีการล่ารายชื่อประชาชนเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มาอย่างท่วมท้นและได้ส่งร่างไปพิจารณาที่สภาแล้ว
แต่ท่าทีของ “ม็อบพันธมาร” ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้แก้ไขโดยเด็ดขาด
ถ้ามีการเคลื่อนไหวเมื่อไรก็พร้อมจะต่อต้านคัดค้านจนถึงที่สุด ถึงขนาดจะเป็น “สงคราม” รอบใหม่
เห็นไหมครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มันไม่ง่ายเลย เพราะฝ่ายที่คัดค้านต่อต้านนั้น มีผู้หนุนหลังที่ไม่ธรรมดา ยังเหนียวแน่น
ปัญหามีไว้ให้แก้ อยู่ที่เราจะคิดแก้ปัญหา หรือ จะตัดปัญหา
ผมมีโอกาสพูดคุยกับคอการเมือง ระดับที่มีความรอบรู้เรื่องการเมือง เห็นการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย มีประเด็นที่น่าสนใจ น่าสนใจมากเสียด้วย สำหรับทางออกหนึ่งในเรื่องนี้
เขาย้ำว่า การเมืองก็คือการเมือง เป็นเรื่องที่มองกันยาวๆ และต้องมองให้เห็น “แก่น” ไม่ใช่เห็นแค่ “กระพี้”อย่างฉาบฉวย แล้วมาทึกทักเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต โดยไม่ได้พินิจพิจารณาอย่างรอบด้าน
เพราะสิ่งที่เห็น อาจไม่ใช่อย่างที่เห็นก็ได้ หรือสิ่งที่คิดว่าจะเป็น อาจไม่เป็นอย่างที่คิดก็ได้
การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ ต้องมีข้อมูล ถ้าเพียงแค่ฟังเขาเล่าว่าหรือ เขาบอกมา แล้วมาคิดเอาเอง ออกมาพูดเป็นตุเป็นตะ ตีโพยตีพาย ใส่อารมณ์โกรธแค้นฉุนเฉียว โดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วคืออะไร มีความมุ่งหมายอย่างไร
ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับวัวควาย ที่ยินยอมพร้อมใจให้เขาจูงจมูก
เรื่องนี้ต้องระวังให้ดี ต้องสำนึก และพึงสำเหนียกให้ดี
ที่ผมพูดคุยกับผู้รู้ทางการเมืองนี้ ขอสรุปคร่าวๆ มาบอกเล่ากัน ดังนี้
ถามว่า วันนี้ พรรคเพื่อไทย จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ไหม คำตอบคือ ขอได้ครับ แต่จะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างยาก เพราะต้องเผชิญหน้ากับ “กลุ่มพันธมาร” ที่มีกองโจรอยู่ในมือ และพร้อมจะทำในสิ่งที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นได้
คนพวกนี้ทำได้ทั้งนั้นครับ แม้ว่าทำไปแล้ว ประเทศชาติต้องพบกับความหายนะป่นปี้มากมายมหาศาล ก็เคยทำมาแล้ว ทำผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ทำมาแล้ว
จะเป็นไปได้ไหม ถ้ามาคิดในทางกลับกันว่า เมื่อมีความจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ทางพรรคเพื่อไทยแก้ไม่ได้ ก็ให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ได้ไหม
คำตอบคือได้ และ มีทางสำเร็จด้วย
เพราะพรรคประชาธิปัตย์ กระสันหมายมั่นจะเป็นรัฐบาล ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ ถึงขนาดวิ่งราวตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ในสภาก็เคยทำมาแล้ว
ก็ให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นหัวหอกเป็นเจ้าภาพในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไหม
คำตอบคือ ได้ แต่นั่นต้องให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเต็มตัว
ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นรัฐบาลเต็มตัวได้อย่างไร เพราะเสียงมี 160 กว่าเสียงคำตอบคือ ต้องมีเสียงไปเพิ่ม เพื่อทำให้พรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่า สามารถเป็นรัฐบาลได้ โดยมีความเสี่ยงน้อยที่สุด
เมื่อจะให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ เป็นหัวหอกในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีพรรคการเมืองอื่นมาร่วมด้วย ซึ่งก็มีพรรคร่วมรัฐบาลเก่า กลับลำไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ อย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว
แต่จำนวนเสียงยังไม่น่าไว้ใจ จะต้องเอาเข้าไปเพิ่มอีก จนเกินไป แต่ให้มีจำนวนมากพอ ที่จะมีกำลังต่อรองได้ ตัวเลขจะอยู่ที่ 30-40 เสียง
ถามว่ามีกลุ่มไหน ก๊วนไหนที่จะไปร่วมชะตากรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ ที่สำคัญ ใครจะเป็นคนนำเสียงเหล่านี้เข้าไป ซึ่งคนคนนี้ต้องไม่ธรรมดา
คนคนนี้ต้องมีศักยภาพ มีความสามารถ เป็นที่ยอมรับ ตลอดจนมีชั้นเชิงลูกเล่น รู้ทันเล่เหลี่ยมรู้ทันการเมือง ต้องมองเกมการเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ ยืนกันคนละมุม การจะยกโขยงกันไปร่วม เพื่อจัดตั้ง “รัฐบาลแห่งชาติ” นั้น เป็นการผิดหลักการประชาธิปไตย เพราะจะไม่มีฝ่ายที่จะมาทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เป็นหูเป็นตาแทนประชาชนที่เลือกมาได้เลย
ยิ่งกว่านี้ การมีรัฐบาลแบบนี้ไม่แตกต่างไปจากรัฐบาลเผด็จการ จะแตกต่างกันก็เพียงเป็นเผด็จการของคนกลุ่มที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อข่าวปรากฏออกมาว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการสนับสนุนจาก “กลุ่มเพื่อนเนวิน” จึงก่อให้เกิดความแปลกประหลาดใจแก่คอการเมืองทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทุกท่านคงจะเข้าใจได้ ถ้าย้อนไปนึกถึงสัจธรรมทางการเมือง ถึงมิตร และศัตรูทางการเมือง ในตอนนี้พรรคเพื่อไทย จะมีใครบ้างที่สามารถจะ “เอา” คนในพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่ได้
เพราะรู้กันดีว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์นี้ไม่ธรรมดา และยิ่งมีคนที่เคยเป็นระดับผู้จัดการตั้งรัฐบาลไปร่วมด้วย ยิ่งต้องคิดหนัก
เมื่อเข้าไปแล้ว ทำอย่างไร ไม่ให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ขี่คอเอาได้ง่ายๆ
มีใครในพรรคเพื่อไทย ที่จะทำงานนี้ได้สำเร็จบ้าง ยิ่งพวกประเภทชอบทำตัวเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ เจ้ากี้เจ้าการ จนพรรคถูกยุบ จะรับมือไหวไหม
แน่นอนเหลือเกินว่า ใครก็ตามที่รับงานนี้ ต้องบอกว่า “งานเข้า” ทันที
คนคนนั้นจะต้องถูกสับอย่างไม่มีชิ้นดี ถูกดุด่าว่ากล่าวอย่างเสียๆ หายๆ ชนิดไม่มีความดีอะไรหลงเหลืออยู่เลย
เพราะฉะนั้นคนที่จะ ”จัดการ” ในเรื่องนี้ได้ ต้องมีความจริงใจ ประเภท ใจถึง พึ่งได้ ยอมรับสภาพที่เกิดขึ้นได้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องประสบกับอะไรบ้าง
เพราะเรื่องบางเรื่องพูดไม่ได้ บางเรื่องไม่มีความจำเป็นต้องบอกต้องอธิบายความให้ใครรับรู้ด้วยเหมือนกัน เพราะพูดไป ถ้าเข้าใจก็ดีไป ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ต่างอะไรกับการสีซอให้ควายฟัง
ในเมื่อมองแล้วไม่เห็นใคร เพราะฉะนั้นคนที่จะมาจัดการเรื่องนี้ ต้องทำอย่างที่นักตะกร้อพูดกันว่า ต้อง “ชงเองกินเอง” ไม่ใช่เก่งอย่างเดียว แต่จะต้องกล้าด้วย
ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ นั่นคือความภูมิใจ ที่สามารถปลดโซ่ตรวนของเผด็จการที่ผูกมัดประชาธิปไตยได้ มันยิ่งกว่าการปิดทองหลังพระเสียอีก
ถามว่าเมื่อ “ม็อบพันธมาร” ไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ประกาศเอาไว้ มีการออกมาต่อต้าน จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์จะต้องจัดการเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ในฐานะแกนนำรัฐบาล กับ ”ม็อบพันธมาร” ที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ จะต้อง ”วัด” กันเอง เพราะรัฐบาลได้ประกาศ ให้ประชาชนรับรู้โดยทั่วกันแล้วว่า จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องคอยดูกันต่อไป แต่ดีกว่า...พอจะอ้าปากว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มีพวกที่ต่อต้านออกมาเต็มถนนแล้ว ไม่ใช่หรือ
10 มกรา’ ภาค 2
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
โดย เอกฉัตร
รวดเร็วฉับไว ทันอกทันใจกองเชียร์ดีแท้กับคณะรัฐมนตรี ที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี จะรูปหล่อ สวยสดงดงาม หรือ ขี้เหร่ เป็นเรื่องแล้วแต่มุมมองของใครของมัน แต่วันนี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดปฐมฤกษ์ ซึ่งเป็นการปฐมฤกษ์ของคณะรัฐมนตรีและปฐมฤกษ์ในการใช้ทำเนียบรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรี หลังจากที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กรุณาคืนให้กับประเทศไทย ได้ใช้เป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครองอีกครั้ง หลังจากที่เข้าไปยึดครองเป็นอาณาจักรใหม่ซ้อนกับราชอาณาจักรไทย 100 วัน โดยที่ไม่มีการเผาจริง ตามที่มีข่าวมาตลอด
การคืนทำเนียบรัฐบาลให้กับประเทศไทย ถือว่าเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ที่คนไทยจะต้องไม่ลืม เมื่อเวลาทำบุญทำทาน จะต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ทุกครั้ง
รวมทั้งตำรวจ จะต้องเตรียม “ผ้าขาว” ไว้เป็นอุปกรณ์แทนการใช้แก๊สน้ำตา กระบอง และโล่ ในการรักษาความสงบเรียบร้อย หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นึกครึ้มอกครึ้มใจเป่านกหวีดเรียกระดมคนมาประท้วงยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อหาเงินบริจาคค่าเช่าดาวเทียมโทรทัศน์
หากว่างเว้นการประท้วงนานๆ คนดูเอเอสทีวีเหงาหู แกนนำเหงาปาก ไม่ได้ขึ้นเวทีพ่นน้ำลายด่าคนโน้นคนนี้ด้วยคำหยาบๆ คายๆ
การปฐมฤกษ์การใช้ทำเนียบรัฐบาลประชุมคณะรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์” นัดปฐมฤกษ์วันนี้ จะเป็นการประชุมเพื่อวางแนวทางการกำหนดนโยบายของรัฐบาล
แต่ที่ยังคุยกันไม่เลิก คงจะเป็นเรื่องการจัดคณะรัฐมนตรี โดยฝีมือของผู้จัดการรัฐบาลคนใหม่ แต่เก๋าเกมระดับเก๋ากึก ที่ชื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใครต่อใครมักจะเรียกว่า “เทพเทือก”
หน้าตาของรัฐมนตรีที่มาจากพรรคร่วมรัฐบาล อันประกอบด้วยพรรคชาติไทยพัฒนา (ชาติไทย) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคภูมิใจไทย (มัชฌิมาธิปไตย) พรรคเพื่อแผ่นดิน และ กลุ่มเพื่อนเนวิน หลายคนมองว่า ยังหล่อไม่เข้าตากรรมการ ไม่ได้ดั่งใจที่อุตส่าห์ตั้งหน้าตั้งตารุมเชียร์กันมานาน
หากมองด้วยใจเป็นธรรม ก็ต้องให้อภัยกัน เพราะคนดี-เด่น-ดัง ของพรรคร่วมรัฐบาลและหนึ่งกลุ่มการเมือง ถูกขังคุกการเมือง ตามคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัฌชิมาธิปไตย ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้รัฐมนตรีที่ไม่ได้จัดอยู่ในอันดับดีหนึ่งประเภทหนึ่งของแต่ละพรรค แต่พอประแป้งแต่งหน้าไปวัดไปวาได้ก็บุญโขแล้ว อย่าคิดมาก
ที่ต้องติดตามดูคงจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งว่างเว้นจากการเป็นรัฐบาลมานาน 8 ปี ซึ่งไม่แน่ว่าจะอยู่ในสภาพ “อดอยากปากแห้ง” เหมือนที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เคยพูดไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ทำให้ ส.ส. ในพรรคเพิ่มความอาวุโสหมักหมมมากขึ้น ไม่ได้สลับสับเปลี่ยนกันเป็นรัฐมนตรีเหมือนที่ผ่านๆ มา
ซึ่ง ส.ส. อาวุโส พรรษาการเมืองแก่กล้า ก็ต้องคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นรัฐมนตรีได้แล้ว เมื่อหลุดโผรัฐมนตรี ก็ต้องเกิดอาการน้อยใจ หากคนใดเก็บอาการไม่ได้ ก็ต้องโวยวายเรียกหาความยุติธรรมให้กับตัวเอง อย่างที่เกิดขึ้นเวลานี้
เหตุการณ์เรียกร้องหาความเป็นธรรมและความยุติธรรมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ทำให้เกิดความแตกแยกชัดเจน จนเกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์
“กลุ่ม 10 มกรา” เกิดขึ้นมาจากการจัดโผรัฐมนตรี สมัยที่ นายพิชัย รัตตกุล เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มี นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินราชการความจริงวันนี้ เป็นเลขาธิการพรรค และได้ร่วมรัฐบาลที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยในการจัดโผคณะรัฐมนตรีในครั้งนั้น นายวีระ ซึ่งเป็นคนเจรจาดึง ส.ส.กลุ่มวาดะห์ ที่มีนายเด่น โต๊ะมีนา เป็นหัวหน้ากลุ่มอยู่ในขณะนั้น มาเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้มีจำนวน ส.ส.มากขึ้น นายวีระ จึงเสนอให้นายเด่นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีประกาศออกมา ไม่มีชื่อของนายเด่น กลับมีชื่อ นายพิจิตต รัตตกุล ลูกชายของนายพิชัย ซึ่งไม่มีชื่อในโผมาก่อน ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
สร้างความไม่พอใจให้กับนายวีระเป็นอย่างมาก จากความไม่พอใจก็ขยายเป็นความขัดแย้งและความแตกแยกกันขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ และมาจบลงเมื่อมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ในวันที่ 10 มกราคม โดยมีการแข่งขันกัน 2 ทีมๆ แรกเสนอนายพิชัย หัวหน้าพรรคคนเก่า มี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ขณะนั้นเป็น ส.ส. ที่มีความใกล้ชิดกับ นายชวน หลีกภัย ซึ่งขณะนั้นเป็นรองหัวหน้าพรรค เป็นหัวหอกในการล็อบบี้สนับสนุน อีกทีมเสนอ นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ มีนายวีระ เป็นเลขาธิการพรรคคนเก่า
ผลการเลือกตั้งทีมของนายพิชัยชนะทั้งหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ทำให้เกิด “กลุ่ม 10 มกรา” ขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ และต่อมาเมื่อ พล.อ.เปรม ยุบสภา สมาชิกกลุ่ม 10 มกรา ต้องเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์
วันนี้ความไม่เป็นธรรม ไม่มีความยุติธรรม ในการจัดตั้งรัฐมนตรีได้เกิดขึ้น เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ถ้ายังไม่รีบดำเนินการใดๆ น่าเป็นห่วงว่า จะเกิดฝ่ายค้านขึ้นในรัฐบาล น่ากลัวกว่าฝ่ายค้านในสภาที่ยังเป็นมือใหม่หัดขับอย่างพรรคเพื่อไทย ที่ยังหาผู้นำฝ่ายค้านในสภาไม่ได้
ไอ้ทูต 3 ต. !
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต
โดย ลวดหนาม
กรณี นายกษิต ภิรมย์ รมว. ต่างประเทศ คนใหม่ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมเข้ามอบนโยบายให้กระทรวงการต่างประเทศ
จากนั้นจะมีการตรวจสอบข้อมูลการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยว่าได้มีการดำเนินการถึงระดับใดแล้ว
คำให้สัมภาษณ์ของนายกษิต ไม่เพียงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงรู้สึกโกรธแค้นแล้ว ผมในฐานะที่ต้องเขียนวิพากษ์วิจารณ์เหตุบ้านการเมืองก็รู้สึกไม่ดีไปด้วย
สถานการณ์ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังต้องการการฟื้นฟู เยียวยา ผู้ที่กำลังเบื่อหน่ายความวุ่นวายก็กำลังจะกลับสู่ความสงบ เรียบร้อย เดินหน้าทำมาหากินต่อไป
แต่จู่ๆ รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ “ท้าทาย” ประชาชนด้วยการตั้ง นายกษิต เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งๆ ที่คนคนนี้ เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการก่อการร้ายของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำผิดกฎหมายหลายอย่าง
การแต่งตั้ง นายกษิต ก็ไม่แตกต่างจาก นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เพราะประกาศจะจัดการ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่ไก่โห่
การประกาศตัวเพื่อจำกัด พ.ต.ท.ทักษิณ แบบนี้ทำให้ผมมองว่าประชาชนคงต้องรับเวรรับกรรมต่อไป “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ก็จะออกมารบราฆ่าฟันกันอีกรอบ
หลายคนคงจำได้ดีว่าครั้งหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เคยพูดคำว่า "ไอ้ทูต 3 ต. " ที่ชอบกล่าวโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ตลอดเวลา
“ไอ้ทูต 3 ต.” ในความหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผมไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่ช่วงนั้นทูตที่จ้องกล่าวหาโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ มีอยู่เพียง 3 คน
ประกอบไปด้วย 1. นายอัษฎา ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก
2. นายกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำวอชิงตัน ดี.ซี. และ 3. นายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตประจำกระทรวง
ทั้ง 3 คนนี้ พูดกลางเวทีพันธมิตรฯ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยย่ำแย่
เป็นการกล่าวหาที่ “บิดเบือน” และจ้องทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างถึงที่สุด โดยไม่ได้ให้ข้อมูลเลยว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองไว้แค่ไหน
คุณงามความดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สร้างไว้มาตลอดช่วงการเป็นรัฐบาล โดนพันธมิตรฯ ทำลายให้ล่มจมเพียงแค่ไม่กี่เดือน
ทุกคนทราบดีว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ร่วมนำผู้ชุมนุม กลุ่มพันธมิตรฯ เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งนายกษิต ก็ขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ บ่อยครั้งและมีรายงานข่าวว่าให้ความเห็นไปในทางสนับสนุนการยึดสนามบิน
ดังนั้น ประชาชนจำนวนมากเกิดความสงสัยใน การกระทำของพันธมิตรฯ และคนในพรรคประชาธิปัตย์
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ รมว. ต่างประเทศ คนใหม่ อาจจะทำให้ชาวต่างชาติ ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะไม่มีการบุกยึดสนามบินอีก
เพราะรัฐมนตรีเคยเป็นผู้ร่วมสนับสนุนด้วยตัวเอง !


