ที่มา MCOT News คลิ้กที่รูปชมรายละเอียด
กรุงเทพฯ 7 ม.ค.- ย่ำไปทุกพื้นที่แล้วก็ว่าได้สำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เมื่อถึงช่วงเวลานี้ บางคนอยากให้คนกรุงเทพฯ ตั้งสติคิดให้ดีก่อนจะเลือกใคร.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-01-07 19:27:22
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, January 7, 2009
ลุยสนามตามหาผู้ว่า คนใหม่ : ตั้งสติคิดให้ดีก่อนจะเลือกใคร
รอง ผบช.น.ฟ้อง 9 ป.ป.ช.ไม่หยุดไต่สวนข้อเท็จจริงปราบม็อบ 7 ต.ค.
ที่มา MCOT News
ศาลอาญา 7 ม.ค. - รอง ผบช.น. ฟ้อง 9 ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ยอมหยุดไต่สวนข้อเท็จจริงปราบม็อบ 7 ต.ค.51 ทั้งที่กฎหมายห้าม เพราะตำรวจถูกชาวบ้านฟ้องเรื่องเดียวกันอยู่แล้ว
ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันนี้ (7 ม.ค.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มอบอำนาจให้นายบัญชา ปรมีศณีภรณ์ ทนายความโจทก์ฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คือ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายกล้านรงค์ จันทิก นายใจเด็ด พรไชยา นายประสาท พงษ์ศิวาภัย นายภักดี โพธิศิริ นายเมธี ครองแก้ว นายวิชา มหาคุณ นายวิชัย วิวิตเสวี และ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ เป็นจำเลยที่ 1-9 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยโจทก์ระบุฟ้องสรุปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติแต่งตั้งนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการกรณีสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมพื้นที่หน้าบริเวณรัฐสภา ถนนอู่ทองใน และบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
โดยระหว่างการไต่สวนดังกล่าว ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2551 นายสิทธิพร โพธิโสดา เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เป็นจำเลยที่ 1 พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.เป็นจำเลยที่ 2-5 ต่อศาลอาญาคดีหมายเลขดำที่ อ.4142 /2551 ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องที่ศาลอาญารับคำฟ้องในประเด็นเดียวกับข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ
ซึ่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 86 บัญญัติไว้ ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับหรือยกคำกล่าวหาตาม มาตรา 84 เกี่ยวกับเรื่องที่ศาลรับฟ้องในประเด็นเดียวกัน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลหรือที่ศาลพิพากษา หรือมีคำสั่งเด็ดขาดแล้ว แต่ปรากฏว่า จำเลยทั้ง 9 คนไม่ได้ยุติการไต่สวน จึงย่อมมีความผิดตามมาตรา 157 จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามความผิดด้วย
ศาลรับคำฟ้องไว้และนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ในวันที่ 2 มีนาคม 2551 เวลา 13.30 น.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-01-07 19:23:20
ศาลฎีการับคำร้อง ส.ส.เพื่อไทย ตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เอาผิด ชัย-อภิสิทธิ์-กษิต
ที่มา MCOT News
ศาลฎีกา 7 ม.ค. – ศาลฎีการับคำร้อง 2 ส.ส.เพื่อไทย ร้องตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เอาผิด “ชัย-อภิสิทธิ์-กษิต” สั่งย้ายที่ประชุมแถลงนโยบาย อ้างขัด รธน.– ข้อบังคับประชุมสภาฯ–สร้างประเพณีปฏิบัติขัดระบอบประชาธิปไตย ขณะที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุหากศาลไม่รับคำร้อง พร้อมยื่นอัยการสูงสุด- ป.ป.ช.อีก
ศาลฎีกา สนามหลวง วันนี้ (7 ม.ค.) เวลา 15.30 น. พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 275 และ 276 เพื่อไต่สวนนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ถูกร้องที่ 1-3 กระทำผิดต่อหน้าที่
โดยคำร้องระบุว่า หลังจากที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ซึ่งบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันที่เข้ารับหน้าที่ โดยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ทำหนังสือถึงผู้ถูกร้องที่ 1 เรื่องการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา แจ้งว่า มีความพร้อมที่จะแถลงในวันที่ 29 ธันวาคม 2551 และเมื่อผู้ถูกร้องที่ 1 ได้รับหนังสือแล้วมีคำสั่งให้นายพิฑูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการรัฐสภา ทำหนังสือแจ้ง ส.ส.และ ส.ว.นัดให้เข้าร่วมประชุมในวันดังกล่าว แต่เมื่อถึงวันนัดประชุม ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 แจ้งไปยัง ส.ส. และ ส.ว.ให้เลื่อนประชุมไปเป็นเวลา 14.00 น. และ 17.00 น. ตามลำดับ โดยอ้างเหตุมีประชาชนจำนวนหนึ่งมาชุมนุมปิดล้อมนอกอาคารรัฐสภา ซึ่งการชุมนุมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีการปิดกั้นขวางการประชุมในการแถลงนโยบาย ขณะที่ พ.ต.ท.สมชาย และนายประเสริฐ ผู้ร้องที่ 1-2 สามารถเดินเข้าไปได้ภายในรัฐสภาโดยไม่มีอันตราย แล้วภายหลังก็ให้เลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2551 อีก
การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท โดยผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา มีเจตนาจงใจที่จะเปลี่ยนแปลงที่ประชุมโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญข้อบังคับ และปราศจากเหตุผล ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 มีคำสั่งไปยัง ส.ส.และ ส.ว.ผ่านโทรศัพท์มือถือ และการส่งข้อความ SMS ว่าเปลี่ยนสถานที่ประชุมจากอาคารรัฐสภา ไปที่กระทรวงการต่างประเทศของผู้ถูกร้องที่ 3 และผู้ถูกร้องที่ 2 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้ร่วมกระทำความผิดกับผู้ถูกร้องที่ 1 และที่ 3 โดยสั่งการให้ผู้ถูกร้องที่ 3 จัดสถานที่กระทรวงการต่างประเทศให้พร้อม เพื่อใช้เป็นสถานที่การประชุมของรัฐบาล ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ยินยอมร่วมมือสั่งการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่จัดสถานที่ประชุม การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ จงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2551
โดยการเปลี่ยนสถานที่ประชุมจากอาคารรัฐสภา ไปประชุมสถานที่อื่นไม่อาจทำได้ เพราะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และในวันดังกล่าวมีประชาชนมาชุมนุมปิดล้อมอาคารรัฐสภาจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 ในฐานะประธานรัฐสภา ย่อมทราบดีว่าคณะรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องที่ 2 สามารถแถลงนโยบายได้ภายใน 15 วันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง ดังนั้นในวันสุดท้ายที่คณะรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายได้ จึงไม่ใช่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 แต่สามารถเลื่อนระยะเวลาออกไปได้อีก การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ยินยอมให้เปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม โดยผู้ถูกร้องที่ 2 และที่ 3 ยินยอม ทำให้ผู้ร้องทั้งสอง ซึ่งมีความตั้งใจในการอภิปรายท้วงติงและแสดงความคิดเห็นต่อ นโยบายของรัฐบาลอันเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญของผู้ร้องทั้งสองได้รับความเสียหาย ซึ่งการประชุมรัฐสภาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ โดยการกระทำดังกล่าวของผู้ถูกร้องทั้งสามจะเป็นการสร้างประเพณีปฏิบัติที่ก่อเกิดความเสียหายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การที่ผู้ถูกร้องที่ 1-3 แบ่งหน้าที่กันทำในการเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม ย่อมทำให้การแถลงนโยบายของรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขาดความชอบธรรมตามกฎหมาย ทำให้ประชาชน ข้าราชการไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำสั่งหรือนโยบายของรัฐบาลได้ เพราะการเข้าสู่ตำแหน่งไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจดำเนินไปได้ ซึ่งผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 จึงขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 276 เพื่อให้ไต่สวนข้อเท็จจริง และถ้าคดีมีมูลแล้ว ขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาส่งเรื่องให้มีการถอดถอนผู้ถูกร้องที่ 1-3 ออกจากตำแหน่ง และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาอาญานักการเมืองเพื่อมีคำพิพากษาต่อไปด้วย
ศาลฎีกา รับคำร้องไว้เพื่อเสนอที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะมีคำสั่งรับคำร้องและแต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระหรือไม่
ภายหลังการยื่นคำร้อง นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นไปตามมติพรรคเพื่อไทย ที่เห็นว่านายชัย นายอภิสิทธิ์ และนายกษิต สมคบกันเพื่อหลบหลีกเปลี่ยนแปลงสถานที่ประชุม ซึ่งการส่ง SMS ผ่านโทรศัพท์มือถือ ส.ส.และ ส.ว.บางคนไม่ได้รับ ทำให้ไม่มีโอกาสได้เข้าประชุมเพื่ออภิปรายและการเปลี่ยนสถานที่ เป็นการปฏิบัติไม่ชอบตามกฎหมาย หากปล่อยให้ดำเนินการต่อไปจะเป็นกรณีตัวอย่างที่จะสามารถจัดประชุมที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ซึ่งการประชุมดังกล่าวสามารถเลื่อนออกไปได้อีก 1 สัปดาห์ ซึ่งการยื่นคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ เพราะเห็นว่าเป็นช่องทางแรกที่จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาคดีได้ แต่หากถูกปฏิเสธ ยังสามารถยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้อีก. -สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-01-07 19:21:20
'วิชิต'จ่อฟันแพ่ง-อาญาไล่บี้'มาร์ค' แบหลักฐานจ้างล็อบบี้ยิสต์ ไม่เกิน7วัน
ที่มา ประชาทรรศน์

'ทีมนายทักษิณ' ปัดจ้างล็อบบี้ยิสต์ แถลงไล่บี้'นายกฯมาร์ค'แจงหลักฐานด่วนภายใน 7 วัน จ่อเล็งดำเนินคดีแพ่ง-อาญา เชื่อ'หมอท็อป'ไม่ผิดเดี่ยว เผย'ทักษิณ'รับไม่ได้อย่างแรง แขวะรบ.ต่างตอบแทนไม่จริงใจ พฤติกรรมสวนทางหลอกเจรจาสมานฉันฑ์
จากกรณีที่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์หลายแห่งเพื่อทำลายความเชื่อมั่นประเทศไทยนั้น ขณะเดียวกันวันนี้ (7 ม.ค.) ที่โรงแรมสยามซิตตี้ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวตอบโต้กรณีดังกล่าวโดยยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า พ.ต.ท.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อทำลายความเชิ่อมั่นประเทศไทย และสถาบันเบื้องสูง เป็นการกล่าวหาและใส่ความของโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้พำนักอยู่ต่างประเทศและไม่มียศหรือตำแหน่งสำคัญใดๆในประเทศไทย จึงไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องว่าจ้างบริษัทต่างประเทศเพื่อทำลายความเชื่อถือแต่อย่างใด
นายวิชิต กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ตนเชื่อว่าโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำผิดแต่เพียงผู้เดียวดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เร่งออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของนพ.บุรณัชย์ โดยเร่งนำหลักฐาน สัญญาว่าจ้างบริษัทต่างประเทศ และรายละเอียดรายจ่าย และขั้นตอนการดำเนินงานที่ได้กล่าวอ้างมา ทำการชี้แจงต่อสาธารณะชนภายใน 7 วัน เพื่อสร้างความกระจ่างต่อคำกล่าวอ้าง โดยหากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเพิกเฉยไม่นำหลักฐานออกมาชี้แจงตามที่กล่าวมาในข้างตน จะถือว่าพรรคประชาธิปัตย์โกหกหลอกลวงประชาชน และทางทีมทนายความจำเป็นต้องดำเนินคดีทางกฎหมายต่อโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งทางแพ่งและทางอาญาฐานหมิ่นประมาท
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณในกรณีดังกล่าวแล้วหรือไม่ นายวิชิตกล่าวว่า ตนได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณในกรณีดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเองก็รับไม่ได้ กับข้อกล่าวหาโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อกล่าวหาว่าท่านต้องการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันเบื้องสูง ซึ่งหากเป็นการโจมตีเพื่อเกมการเมืองนั้นยังคงพอรับได้ แต่ข้อกล่าวหานั้นรุนแรงถึงสถาบันเบื้องสูงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
ต่อข้อถามว่าได้มีการพิจารณาพฤติกรรมที่สวนทางของนายกรัฐมนตรีที่เคยกล่าวว่าจะมีการเจรจากับพ.ต.ท.ทักษิณ นายวิชิตกล่าวเสริมว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความชำนาญด้านเกมการเมือง ซึ่งที่รัฐบาลได้เคยกล่าวไว้เป็นการสวนทางกับคำพูดของตนเองโดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจ ซึ่งนายอภิสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบโดยการแสดงออกหรือไม่นั้น เป็นวิจารณญาณของนายกรัฐมนตรีเองว่าจะรับผิดชอบโดยวิธีใด และให้สังคมจะเป็นผู้ตัดสิน
นักกม.จวก'ถาวร'โชว์อำนาจขู่ขรก.ผิดหลักรบ.ที่ดี
ที่มา ประชาทรรศน์

นักกฎหมายชี้'ถาวร'ข่มขู่ขรก.'ระวังตัว' ผิดหลักบริหารราชการที่ดี แต่ทำใจเกิดขึ้นทุกสมัยรบ. ยันส่งสัญญาณล้างบางอำนาจเก่า 'ชวน' โยนเผือกร้อนใส่หน้านายกฯ จี้ล้างบางตำรวจนอกรีต เมินเอาผิดม็อบป่าไข่
จากกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาตักเตือนการทำงานของผู้ว่าราชการจ.ลำพูน และจ.ลำปางว่าให้ระวังตัว ภายหลังจากเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง 51 ปาไข่ไก่สดใส่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานนี้(6 ม.ค.) ระหว่างช่วยลูกพรรคหาเสียงในพื้นที่ภาคเหนือ
นายอัครเดช สีผึ้ง ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา อาจารย์ประจำประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนจอห์น กล่าวว่า การข่มขู่ในลักษณะเช่นนี้เข้าข่ายเป็นการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ เนื่องจากหลักการบริหารราชการที่ดีนั้น การโยกย้ายข้าราชการหรือข่มขู่ข้าราชการ เหตุอันเนื่องมาจากไม่สามารถสนองความต้องการของรัฐบาลได้ ตามหลักการก็คือห้ามโยกย้าย แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าในทุกรัฐบาลได้กระทำการโยกย้ายราชการมาตลอดทุกสมัย จึงไม่ทราบว่าจะกล่าวอย่างไร
ทั้งนี้หากสาเหตุที่ทำให้ข้าราชการในพื้นที่จ.ลำพูน และลำปางต้องโยกย้าย เนื่องจากการไม่สามารถควบคุมการชุมนุมของกลุ่มที่แตกต่างทางความคิดเห็นทางการเมือง ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะการปาไข่ใส่บุคคลอื่น หรือบุคคลสำคัญเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเช่นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงอาจเข้าข่ายละเลยการปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าทางรัฐบาลจะดำเนินคดีความกับกลุ่มผู้กระทำความผิดหรือไม่
เมื่อถามว่าเป็นความพยายามล้างบางข้าราชการของรัฐบาลระบอบทักษิณ หรือไม่ นายอัครเดชกล่าวว่า ลักษณะดังกล่าวอาจยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นล้างบางระบบข้าราชการในยุคของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่มองว่าเป็นการเริ่มต้นส่งสัญญาณมากกว่า
ชวนโยนเผือกร้อนโยน'มาร์ค'สั่งล้างบาง
ขณะที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางดำเนินการกับข้าราชการในท้องที่จ.ลำปาง และจ.ลำพูน ที่เพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นเหตุให้กลุ่มคนเสื้อแดงลำปาง 51 ก่อกวนและปาไข่ไก่ใส่ ขณะตนช่วยลูกพรรคหาเสียง โดยระบุว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกรีต แตกแถว ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติกฎหมาย ก็ควรที่จะถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ แต่อำนาจการตัดสินในกรณีดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจ
อย่างไรก็ตามรายละเอียดจากกรณีดังกล่าวนั้น นายถาวร กล่าวยืนยันว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเร่งรัดหาผู้กระทำผิดกรณีผู้ชุมนุมเสื้อแดง ปาไข่ใส่ นายชวน แม้นายชวนจะไม่เอาความก็ตามแต่ เพราะบ้านเมืองมีกฎหมาย และถือเป็นหน้าที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องรับผิดชอบในการดูแลความเรียบร้อย นอกจากนี้ ผู้ที่สั่งการ หรือ ผู้ให้การสนับสนุน ก็ถือว่ามีความผิดด้วย อย่างไรก็ตาม นายถาวร ยืนยันว่า ไม่ได้กดดันการทำงาน แต่หากผู้ว่าราชการจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไร้ประสิทธิภาพ ก็จะต้องถูกนำมาพิจารณาความดีความชอบ แต่ไม่ใช่การล้างบางขั้วอำนาจเก่า
ขณะเดียวกันในวันนี้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงข่าวตอบโตพฤติกรรมของนายถาวรที่ออกมาตักเตือนการทำงานของบรรดาข้าราชการที่กล่าวมาในข้างต้นว่าให้ระวังตัว โดยเรียกร้องให้ รมช.มหาดไทย คำนึงถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ที่ระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทำการใดที่บัญญัติไว้ในมาตรา 266 ไม่ได้ ซึ่ง มาตรา 266 ระบุไว้ชัดเจนว่า การให้ข้าราชการซึ่งมีตำแหน่ง หรือเงินเดือนประจำ หรือไม่ใช่ราชการ เป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ้นจากตำแหน่งถือเป็นความผิดตาม มาตรา 266
พร้อมกันนี้นายสุรพงษ์กล่าวเสริมว่าหากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลชุดนี้ สามารถร้องเรียนมยังตนเอง ในฐานะที่เป็นพรรคฝ่ายค้านได้ ตนยินดีรับใช้ และจะนำความยุติธรรมมาสู่ท่าน
ครม.เทแสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบเดินหน้าต่ออายุ6มาตรการประชานิยม
ที่มา ประชาทรรศน์

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียวผ่านงบกลางปีแสนล้าน กระตุ้นทั้งองคาพยพ กระจายเม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่รากหญ้ายันภาคเอกชน เทงบพยุงภาคเอกชนสกัดปัญหาคนตกงาน ชงเร่งเบิกจ่ายยอดคงค้าง อปท. ต่ออายุ "6 มาตรการ 6 เดือน" แต่ยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน พร้อมเน้นบูมท่องเที่ยว ผลักดันเอสเอ็มอี คาดดีเดย์เบิกจ่าย 1 เม.ย.นี้
วันนี้ (7 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมเพื่อหามาตรการแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยภายหลังการประชุม นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นเวลา 6 เดือน โดยการเสนองบประมาณเพิ่มกลางปีงบประมาณ 2552 วงเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะเสนอเข้าที่ประชุมครม.สัปดาห์หน้าเพื่อจัดทำรายละเอียดของงบประมาณและเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาได้ภายในวันที่ 28 ม.ค.นี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดไว้ 7 กลุ่มและนายกรัฐมนตรีได้ขอให้เพิ่มอีก 2 รายการ รวมทั้งหมดเป็น 9 กลุ่ม
ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจประกอบด้วย 1.ภาคการเกษตร 2.กลุ่มแรงแรงงานที่อยู่นอกภาคการเกษตร 3. กลุ่มผู้ปกครอง เกี่ยวกับมาตรการเรียนฟรี 4.กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อย เกี่ยวกับ 6 มาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายเดิมจากรัฐบาลที่ผ่านมา 5.กลุ่มผู้สูงอายุในเรื่องของเบี้ยยังชีพผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 6.กลุ่มธุรกิจภาคเอกชน เพื่อชะลอการเลิกจ้างงาน 7.กลุ่มภาครัฐ โดยการเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินคงค้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มียอดคงค้างกว่า 8 หมื่นล้านบาท จากงบประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งการเบิกจ่าย และจะมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 9 ม.ค.นี้ โดยงบประมาณกว่า 60 % เกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย และอีก 40 % เป็นงบลงทุน
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้เสนอเข้ามาอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพในการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยให้ทั้งหมดไปพิจารณาในเรื่องของงบประมาณในการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยให้ทั้งหมดทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่จะให้เน้นในเรื่องของการทำประชาสัมพันธ์ประเทศไทยด้วย และให้หามาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้ประจำแต่มีรายได้น้อย ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาแนวทางว่าจะมีมาตรการอย่างไร นอกจากนี้ ในงบประมาณ 1 แสนล้านรัฐบาล ยังมีโครงการก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น ซึ่งจะลงทุนประมาณ 100-1,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการจ้างงานและได้โครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชนด้วย โดยยืนยันว่างบก่อสร้างถนนก้อนนี้จะไม่ก่อให้เกิดงบผูกพันข้ามปี
"คาดว่ากลุ่มเป้าหมายทั้งหมดจะได้ข้อสรุปเกี่ยวกับงบประมาณที่จะจัดสรรลงไปภายในการประชุมครม.สัปดาห์หน้าเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมสภาปลายเดือนนี้ โดยในวันที่ 27 ม.ค.จะเป็นการประชุมร่วมรัฐสภาในกรอบความร่วมมืออาเซียน และวันที่ 28 ม.ค.จะเป็นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยหลังจากที่สภาอนุมัติแล้ว งบประมาณทั้งหมดจะต้องเข้าระบบภายใน 3-4 เดือน" นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับ 6 มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่จะครบกำหนดในวันที่ 1 ก.พ.นี้ ส่วนใหญ่ยังคงเดิมและที่จะยกเลิกคือ การยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิต เช่น ราคาน้ำมัน เพราะถือว่าเป็นรายได้ที่นำเข้ารัฐ ส่วนที่เหลือนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ครม.เศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดเกี่ยวกับการโดยสารฟรี ส่วนเรื่องค่าไฟฟ้าและน้ำประปาฟรี จะมีการปรับโดยการขอความร่วมมือให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงานช่วยกันเพื่อให้เหมาะสมกับผู้มีรายได้น้อยจริงๆ โดยค่าไฟฟ้าจากเดิม ใช้ไม่เกิน 100 หน่วย จะไม่ต้องจ่ายค่าไฟ แต่ที่ประชุมได้พิจารณาหามาตรการช่วยผู้ใช้ไฟน้อยจริงๆ โดยจะมีการปรับลดซึ่งจะอยู่ในช่วง 80-100 หน่วย ส่วนค่าน้ำประปาจากเดิมกำหนดไว้ที่ 50 ยูนิตไม่ต้องจ่าย แต่จะมีการพิจารณาให้อยู่ในช่วง 30-50 ยูนิต ซึ่งจะเป็นมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนได้ประหยัดพลังงาน ทั้งหมดนี้จะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า
"งบประมาณที่จะถึงมือประชาชนอย่างแท้จริงที่จะเริ่มในวันที่ 17 พ.ค.นี้ คือ งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาทเกี่ยวกับโครงการเรียนฟรี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ปกครองกว่า 12 ล้านคน และอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทเกี่ยวกับโครงการฝึกอบรมแรงงานที่ว่างงานกว่า 5 แสนคน โดยจะมีการฝึกอบรม 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง และอาจจะมีการจ้างงานต่ออีก 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกร นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งการแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีเงินเหลือกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ธกส.ได้รายงานให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังได้รับทราบว่างบประมาณก้อนนี้เพียงพอกับโครงการแทรกแซงราคา โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ไปดูในเรื่องของราคาพลไม้ ปาล์มน้ำมันและยางพาราเพิ่มเติม ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วัน" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้ นายกอร์ปศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการจะเน้นธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กหรือเอสเอ็มอี ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นมาตรการการลดภาษี นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้กำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมหทรัพย์ โดยมอบหมายให้ รมว.คลังเข้าไปดูแลโครงการก่อสร้างบ้านและคอนโดมีเนียมที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างและสร้างเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ออกเพื่อแก้ปัญหาการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)
ด้าน นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้กำชับให้ดูแลเรื่องอสังหาริมทรัพย์และกีฬา กระทรวงพาณิชย์ ไปคำนวณตัวเลขทั้งหมดให้ชัดเจน ในส่วนของการหามาตรการช่วยเหลือภาคเอกชนนั้น ได้มีการพูดถึงการให้สินเชื่อโดยหามาตราการลดดอกเบื้อเพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีสภาพคล่อง ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวที่เตรียมหามาตรการเข้าไปดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคาร ซึ่งอาจจะเข้าไปดูแลในอัตรา 2-3 % อย่างไรก็ตาม ก็ต้องให้ ครม.พิจารณาอีกครั้งว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน ส่วนผู้ประกอบการด้านส่งออกรัฐบาลได้เตรียมหาแนวทางค้ำประกันการส่งออก สำหรับธุรกิจเอสเอมอี เตรียมออกมาตรการค้ำประกันเงินกู้
"สำหรับมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ได้กำหนดให้มารวมศูนย์ที่สำนักนายกรัฐมนตรี และมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรมไปพิจารณาแยกรายละเอียดความเหมาะสมกับการฝึกอบรมและการจ้างงานจำนวน 5 แสนคนเฉลี่ยในกระทรวงต่างๆ และจะได้ข้อสรุปในการประชุมครม.สัปดาห์หน้า โดยแผนกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาลจะต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจภายใน 6 เดือน โดยงบประมาณทั้งหมดจะต้องเบิกจ่ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2552" นายพุทธิพงษ์ กล่าว
'มาร์ค'ผวาเสื้อแดงป่วน!สั่งย้ายที่ประชุมอาเซียนไปหัวหิน
ที่มา ประชาทรรศน์

'อภิสิทธิ์'หวั่นคนเสื้อแดงขัดขวาง!ซ้ำรอยวันแถลงนโยบายรัฐบาล เคาะย้ายที่ประชุมอาเซียน ซัมมิทจากกรุงเทพฯไปหัวหิน ขณะที่'เพื่อไทย'โต้กลับนปช.เคลื่อนไหวเป็นสิทธิ์ตามรธน. ยันพร้อมให้ความร่วมมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลภายหลังหลังการประชุมการเตรียมจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ในวันนี้ (7 ม.ค.)โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่าการประชุมจะจัดออกเป็น 2 ช่วงโดยช่วงแรก ที่ประชุมมีมติ ย้ายสถานที่จัดการประชุมจากเดิมเป็นศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นอ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
อย่างไรก็ตามในส่วนของกำหนดการวันประชุมจะเป็นวันที่ 27 -28 ก.พ. และวันที่ 1 มี.ค. 2552 และช่วงที่ 2 จะจัดในช่วงปลายเดือนเมษายนปีเดียวกัน โดยนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลของการย้ายสถานที่จัดการประชุมว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัย
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า กล่าวต่อว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้หากรัฐบาลยืนยันจะจัดการประชุมที่กรุงเทพฯก็สามารถทำได้ แต่การชุมนุมต่างๆ โดยเฉพาะการประกาศขัดขวางการประชุม รัฐบาลจึงไม่อยากให้เกิดปัญหา เหมือนกับกรณีย้ายสถานที่แถลงนโยบายระหว่างวันที่ 29-30 ธ.ค.2551
ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า การหารือกับผบ.ตร.ครั้งนี้หารือกันในเรื่องการเตรียมการประชุมผู้นำอาเซียน โดยย้ำให้ผบ.ตร.มาดูแลด้วยตัวเอง เพราะเรื่องนี้ถือว่าเป็นหน้าตาของประเทศต้องทำให้เรียบร้อยให้ประเทศเกิดความมั่นใจและมีความสุข
เมื่อถามถึงสาเหตุการย้ายสถานที่จัดประชุมไปที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายสุเทพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลแต่เหตุผลที่สำคัญคือการประชุมผู้นำอาเซียนที่แล้วมาจะจัดขึ้นที่เมืองตากอากาศเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลจึงคิดว่ามีหลายเหตุผลที่หัวหินมีความเหมาะสม ซึ่งการย้ายสถานที่นั้นในที่ประชุมก็เห็นตรงกัน
ต่อข้อถามว่าสาเหตุหนึ่งเพราะจะได้สะดวกที่จะนำผู้นำต่างประเทศเข้าเฝ้าหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯไม่ควรนำมาใช้อ้างอย่างไรก็ตามยอมรับว่าที่เลือกหัวหิน จ.ประจวบฯ มาจากกลุ่มเสื้อแดงด้วย เพราะรัฐบาลไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในบ้านเมืองแต่จะพยายามคลี่คลาย จึงคิดว่าหากไปจัดงานในสถานที่จะไม่เกิดปัญหาการเผชิญหน้าและสามารถป้องกันได้ จึงเลือกที่หัวหิน
เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่ากลุ่มเสื้อแดงจะไม่ติดตามไปประท้วงที่หัวหิน นายสุเทพ กล่าวว่า มีหลายเหตุผลที่สมควรและไม่สมควรพูด ทั้งนี้ในส่วนของกำลังเจ้าหน้าที่ๆจะใช้ดูแลความปลอดภัยนั้นตนให้เป็นหน้าที่ของผบ.ตร.มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือจะประสานกับกระทรวงกลาโหมโดยตนจะไม่เข้าไปสั่งการแต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีปัญหาก็สามารถมารายงานให้ตนทราบได้
ต่อข้อถามว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาการชุมนุมกดดันของกลุ่มเสื้อแดงอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า การประชุมเตรียมการวันนี้พูดเฉพาะการจัดประชุมอาเซียนโดยไม่ได้พูดถึงกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง ซึ่งการเดินทางมาชุมนุมของเสื้อแดงไม่เป็นปัญหาตนจะพยามแก้ไขและขณะนี้ก็ยังเจราจาอยู่เรื่อย ทั้งนี้นายสุเทพยังกล่าวติดตลกว่าการที่ตื่นเช้าแล้วเข้ามาในทำเนียบรัฐบาลได้ยินเสียงตะโกนไชโยเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะได้ไม่เหงา
ขณะที่นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเตรียมเคลื่อนไหวขัดขวางการประชุมอาเซียนของกลุ่มคนเสื้อแดง ถือเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นด้วย เพราะรัฐบาลขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ซึ่งการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งนี้ ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับฝ่ายค้าน
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ฝ่ายค้านร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีว่า พรรคเพื่อไทยช่วงที่เป็นรัฐบาลพยายามจัดการประชุมดังกล่าว แต่ไม่สำเร็จ เพราะกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้แสดงท่าทีชัดเจนในการร่วมมือจัดการประชุมแต่อย่างใด แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมให้ร่วมมือสนับสนุน เพราะเห็นว่าเพื่อบ้านเมือง แต่อยากให้แยกแยะว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาไม่ถูกต้อง กับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเป็นคนละเรื่องกัน
'เพื่อไทย'ปัดชักใยเสื้อแดงเหนือป่วน'ชวน'
ที่มา ประชาทรรศน์
นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวยืนยันว่า พรรคฯไม่ได้อยู่เบื้องหลังกลุ่มคนเสื้อแดงกรณีปาไข่ใส่นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เดินทางไปช่วยผู้สมัครหาเสียงที่จังหวัดลำพูน อ้างได้รับโทรศัพท์จากประชาชนชาวลำปางและลำพูน ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้มีการขนคนจากจังหวัดอื่นเข้ามา ระบุเพียงแค่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นประชาชาธิปไตยและไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจบริหารประเทศของรัฐบาลชุดนี้
นอกจากนี้โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังกล่าวอีกด้วยว่า พรรคฯอยากทวงถามไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีที่พูดว่า รัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านร่วมจัดรายการนายกฯอภิสิทธิ์พบประชาชนทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล โดยหลังจากนี้ตนจะทำหนังสือทวงถามไปถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสักนักนายกรัฐมนตรีเพื่อขอจัดรายการดังกล่าว
อาถรรพ์แหวนทองพท.เล็งฟันนายกฯแจกของ"ยายเนียม"
ที่มา มติชนออนไลน์
นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กทม. สมาชิกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มกราคม2552 ที่ผ่านมา นายอนันต์ ฮีสวัสดิ์ สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้ นำหนังสือร้องเรียนการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาปรึกษากับฝ่ายกฎหมายของพรรคก่อนนำไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จากกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งของขวัญไปให้นางเนียม พันธ์มณี ซึ่งมีหลักฐานปรากฏทั้งภาพและเนื้อหาข่าว ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้ให้คำแนะนำกับนายอนันต์ในเชิงกฎหมายในการไปดำเนินการฟ้องร้องกรณีดังกล่าวต่อกกต. ภายใน1-2 วันนี้ เนื่องจากเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเจตนากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งซ่อมส.ส. อย่างชัดเจน เพราะการที่นายอภิสิทธิ์นำสิ่งของไปมอบให้นางเนียมและปรากฏเป็นข่าวนั้น ถือเป็นการจูงใจให้เกิดภาพลักษณ์ที่มีผลต่อคะแนนเสียงของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งเขตพื้นที่จ.อุบลราชธานี ที่นางเนียมอยู่อาศัยยังเป็นเขตพื้นที่เลือกตั้งซ่อม
นายวิชาญ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการสรรหาตัวบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านนั้น ในเบื้องต้นแกนนำพรรคได้เสนอว่า จะรอดูสถานการณ์ภายหลังทราบผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.ในวันที่ 11 มกราคม นี้ ว่าพรรคจะมีจำนวนส.ส.ที่ได้มาเพิ่มอีกเท่าไหร่ จากนั้นจึงจะนำมาหารือในที่ประชุมพรรคเพื่อเสนอบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้านต่อไป
"โอ๊ค"ติดตามคาราวานหาเสียง
ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคาม คาราวานหาเสียงของพรรคเพื่อไทย นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ เพื่อช่วย นายขจิตร ชัยนิคม ผู้สมัครเลือกซ่อม ส.ส.เขต 1 มหาสารคาม มีประชาชนส่วนใหญ่สวมเสื้อสีแดงเข้าร่วมรับฟังกว่า 3,000 คน ผู้ขึ้นกล่าวคำปราศรัยส่วนใหญ่มุ่งโจมตี การตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์,การตัดสินใจย้ายขั้วการเมือง ของ กลุ่มเพื่อนเนวิน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีหนีการเกณฑ์ทหาร, แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ถูกต่อต้านจากคนเสื้อแดงหลายพื้นที่,การยึดสนามบิน ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และได้เรียกร้องให้ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทย ช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กลับบ้าน ขณะที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ เดินเข้าไปทักทายประชาชนโดยรอบ

