WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 15, 2009

การแถลงข่าว สถานีดาวเทียมเพื่อประชาธิปไตย เริ่มออนแอร์ 6.00 น. 19 มค.52

ที่มา Thai E-News

โดย ศูนย์ข่าว thaienews
ข่าวจาก เวบไซต์ ชมรมฟ้าใหม่ วิทยุเสรีชน ข่าวสดออนไลน์
ภาพ คุณ JPSOFT เวบบอร์ด ประชาไท
15 มกราคม 2552

การแถลงข่าว เปิดตัวสถานีทีวีชาวเสื้อแดง สถานีดาวเทียมเพื่อประชาธิปไตย (D-station) จาก โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เวลา 10.00 น. วันที่ 15 มกราคม 2552

โดยมีนายอดิศร เพียงเกษ ตัวแทนคณะกรรมการบริหาร บริษัทดีสเตชั่นจำกัด พร้อมด้วย อดีตผู้จัดรายการความจริงวันนี้ และแกนนำ นปช. อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายนพดล ปัทมะ นายสุนัย จุลพงศธร นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายสุภรณ อัตถาวงศ์ ฯลฯ เข้าร่วม

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปที่มีจานดาวเทียมไทยคม 5 อยู่แล้ว ก็จะสามารถจูนคลื่นสัญญาน ช่องดีสเตชั่นได้เลย หรือจานของเอเอสทีวี ก็รับชมได้ หากซื้อเพิ่ม ก็มีจำหน่าย จะเริ่มทดลองออกอากาศครั้งแรก 19 ม.ค. 06.00น.เป็นต้นไป

สถานีทีวีดาวเทียมใหม่นี้ จะไม่มีการปิดกั้นความเห็น ไม่ว่าจะเป็นประชาชนสีใด สามารถติชมรายการได้



ภาพรวมรายการที่จะมีในสถานีคนเสื้อแดง

- คุณจักรภพ จัดรายการ 'สายตาโลก' เพื่อให้ข้อมูล และบทวิเคราะห์ ถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยจะจัดทุกวัน

- คุณชินวัตร จากวิทยุชุมชนคนแท๊กซี่ เสนอรายการ 'เสียงประชาชน' เน้นเรื่องความเป็นธรรม เพราะ ถ้าไม่มีความเป็นธรรม ความปรองดองก็ไม่เกิด ไม่มีสมานฉันท์ รับฟังความคิดเห็นของประชาชน

- หมวดเจี๊ยบ จัดรายการ 'ห้องเรียนประชาธิปไตย' เน้นว่าจะสร้างให้เกิดสิทธิทางการเมือง ระบอบประชาธิปไตย แม้นว่าจะไม่มีคุณวุฒิทางการเมือง โดยมีคุณสมยศ คุณสุนัย มาร่วมรายการด้วย

- คุณนพดล จัดรายการ ภาษาอังกฤษ 'การเมืองต่างประเทศ'

- คุณณัฐวุฒิ จะมาจัดรายการหลังรายการนายอภิสิทธิ์ทุกครั้ง เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่นายอภิสิทธิ์พูด ให้ทราบว่า โกหก คือ อย่างไร

คุณจักรภพ กล่าวว่า การเปิดสถานีประชาธิปไตย เพื่อต้องการมาล้างพิษASTV ที่มี 24 ชม. ใครที่มีจาน ASTV ก็สามารถดู DTV ได้


ข้อมูลหลากหลายสำหรับท่านที่สนใจติดตั้งจากดาวเทียม

- ถ้ามีจานดำไทยคม 5 ให้เปลี่ยนเป็น 3545 Mhz Simerrate 30000 หรือถ้าไม่ได้ติดต่อที่ 0-2934-9191 เวลา 9.00 น. ถึง 16.00 น. หรือถ้าซื้อจานจากร้านใด ก็ให้ติดต่อร้านที่ซื้อให้มาจูนสถานีให้

- การติดตั้งจานใหม่ ราคา ไม่เกิน 3,500 บาท พร้อมติดตั้ง (กรุงเทพฯและปริมณฑล) ส่วนต่างจังหวัด สอบถามได้จากร้านตัวแทนจำหน่ายติดจาน จ่ายครั้งเดียว ไม่ต้องจ่ายรายเดือนอีก

- ขณะนี้ ช่องเสื้อแดง D Station เริ่มออกอากาศแล้ว (ทดลองออกอากาศ) ที่ความถี่ 03545 V 30000 ดาวเทียมไทยคม 2/5 C Band

- วิทยุชุมชน เคเบิลท้องถิ่น เวปไซต์ต่าง ๆ สามารถดึงสัญญาณไปได้เลย ไม่มีลิขสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

- 10 กพ 52 จะมีการยิงสัญญาณไปดาวเทียม NSS6 สามารถดูได้ด้วยจานทึบเล็กๆ ASTV (KU Band)

- จานดาวเทียม ดีทีวี สีเหลือง ใช้ไม่ได้สำหรับสถานี D-station ระวังสับสน

การ์ตูนมะนาว:เส้นใหญ่

ที่มา Thai E-News



นายกฯ ชี้อายุรัฐบาลอยู่ที่ผลงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 14 ม.ค.- นายกรัฐมนตรี ยอมรับกับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่า อายุของรัฐบาลขึ้นอยู่กับผลงานการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมจะสร้างความเชื่อมั่น โดยนำพาประเทศชาติไปข้างหน้าและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำและกล่าวสุนทรพจน์ กับสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ที่โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตัล นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า อายุของรัฐบาลชุดนี้จะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ถ้าแก้ได้สำเร็จก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเปลี่ยนรัฐบาล

ส่วนในเรื่องการแต่งตั้งคนที่ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นรัฐมนตรีที่ปรึกษาและเลขานุการนั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าต้องตัดสินบุคคลเหล่านี้ด้วยผลงาน และรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ก็เคยมีการแต่งตั้งแกนนำ นปช. เป็นรัฐมนตรีเช่นกัน ซึ่งตนเองก็ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-01-14 22:44:08

"มาร์ค"หลบเสื้อแดงปาไข่ เข้าหลังโรงแรมหลีกปะทะกัน ย้ำสื่อนอกสถาบันอยู่เหนือความขัดแย้ง

ที่มา มติชนออนไลน์


เสื้อแดงตามราวีดักปาไข่ใส่อภิสิทธิ์ขณะพบสื่อนอก ต้องหลบเข้าด้านหลัง โรงแรม ย้ำใช้กม.เท่าเทียมกัน ดำเนินคดีไม่ดูชื่อดูสิ่งที่ทำ ไม่ปิดเว็บไซต์หมิ่น แต่จะทำสถาบันอยู่เหนือความขัดแย้ง


"อภิสิทธิ์"หลบกลุ่มเสื้อแดงรอปาไข่ ดอดเข้าด้านหลังโรงแรม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงห้องแกรนด์บอลรูม รร.อินเตอร์คอนติเนนตัล ย่านราชประสงค์ เมื่อเวลา 19.20 น. ค่ำวันที่ 14 มกราคม เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ และร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) โดยนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางเข้าด้านหลังของโรงแรม เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกลุ่มเสื้อแดงที่รวมกลุ่มกันประมาณ 30 คนที่ชุมนุมรอนายกฯอยู่ ทั้งนี้สมาชิกกลุ่มเสื้อแดงได้ถือตืนตบ และกระเช้าใส่ไข่ไก่รอปาเข้าใส่นายอภิสิทธิ์ด้วย


พร้อมกันนี้ ผู้ชุมนุมได้ชูป้ายผ้าประท้วงที่มีข้อความทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นข้อความเรียกร้องให้บอยคอตการประชุมอาเซียนซัมมิท และการโจมตีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตร ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ 100 นาย มาคอยอารักขา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากกลุ่มเสื้อแดงคว้าน้ำเหลวไม่สามารถปาไข่ใส่นายกฯ ได้สำเร็จ จึงประกาศว่าจะติดตามไปปาไข่ใส่นายอภิสิทธิ์ทุกที่ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจ และเมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ก็จะเปลี่ยนเป็นไข่เน่า พร้อมกับเรียกร้องให้นายกฯ เร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรที่ไปปิดสนามบินดีกว่าจะมาไล่ดำเนินคดีกับคนที่ปาไข่


ย้ำใช้กม.เท่าเทียมกัน ดำเนินคดีไม่ดูชื่อดูสิ่งที่ทำ


เวลา 20.50 น. นายอภิสิทธิ์ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ภายใต้หัวข้อ "การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า" ตอนหนึ่งว่า มีประเด็นสำคัญในฐานะผู้นำประเทศคือ การฟื้นฟูการบังคับใช้กฎหมายในประเทศให้ปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งมีหลายกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเรียกหาความยุติธรรม และพูดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะดำเนินคดีกับคนเหล่านั้น แต่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาคิดผิด โดยจะส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่า กำลังฟื้นฟูการบังคับใช้กฎหมายในประเทศนี้ การดำเนินคดีต้องไม่ดูชื่อ ให้ดูสิ่งที่ทำ และเจ้าหน้าที่ต้องทำในสิ่งที่เหมาะสม ตามกรอบของกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเห็นด้วยที่จะต้องปฏิรูปการเมือง จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล โดยกำลังจะเชิญทุกภาคส่วนสังคมให้มามีส่วนร่วม เพราะการกระทำเช่นนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า เขามีสิทธิและมีส่วนในกระบวนการเหล่านี้อย่างแท้จริง รัฐบาลจะพิสูจน์ให้เห็นว่า เราจะไม่แบ่งแยก จะทำงานเพื่อคนไทยทุกคน และจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความขัดแย้งไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนในชนบทและคนในเมืองไม่สามารถประนีประนอมกันได้ แต่เป็นมุมที่ต่างกัน เป็นคุณค่าของประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องขอเสียงข้างมาก อีกข้างหนึ่งบอกว่า ประชาธิปไตยคือ การมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ไม่ทุจริต และเชื่อถือได้ ซึ่งตนจะทำให้เห็นว่า เราสามารถมีรัฐบาลที่มีทั้ง 2 อย่างพร้อมกันได้ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก้าวสำคัญคือ การเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งทุกประเทศยืนยันว่าจะมาร่วมประชุมแล้ว

ยอมรับทำงานยาก ไม่ยอมให้สถาบันเสื่อมเสีย


"ผมทราบดีว่า การทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงนี้ เป็นงานที่ยาก แต่เชื่อว่า จะใช้ความสามารถที่มี นำประเทศผ่านวิกฤตให้ได้ และทำให้โลกเห็นว่า เรากลับสู่สู่ภาวะปกติแล้ว"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตั้งคำถามว่า จำนวนส.ส.ที่มีอยู่ รัฐบาลจะมีเสถียรภาพหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะอยู่ได้หรือเปล่า อยู่ที่ผลงาน แต่ทำงานล้มเหลวก็ไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะอยู่ต่อไป ซึ่งตนไม่สนใจว่ารัฐบาลจะนานแค่ไหน รู้แค่ว่ารัฐบาลกำลังทำงาน และจะทำให้ดีที่สุด

เมื่อถามถึงการดำเนินกับเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน เป็นขบวนการหรือการเปลี่ยนแปลงทางสังคม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เชื่อว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ยังมีความสำคัญกับสังคมไทย และในฐานะที่เป็นรัฐบาลจะไม่ทำให้เสื่อมเสีย ซึ่งได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่าจะไม่ปิดเว็บไซต์ ยกเว้น รายที่ผิดชัดเจนก็ต้องดำเนินคดี แต่เส้นแบ่งเรื่องสถาบันกับสิทธิส่วนบุคคลเป็นเรื่องยาก จึงต้องดำเนินการตามกฎหมาย และยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ทำปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา จะทำให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้ง เมื่อถามว่า มีขบวนการล้มล้างสถาบันใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใช่ คิดว่ามีขบวนการนั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้สนทนากับ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ จนกระทั่งเกือบ 4 ทุ่มครึ่ง จึงเดินทางกลับ โดยไม่ทราบว่า เดินทางกลับประตูด้านไหน เนื่องจากโรงแรมดังกล่าวมีทางออกหลายทาง และทีมงานนายกฯได้เตรียมรถไว้หลายเส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับกลุ่มเสื้อแดง

ความจริงใจของนายกฯ

ที่มา เดลินิวส์

ช้าไปนิด แต่ก็ขอแสดงความยินดีกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ยึดเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ได้เบ็ดเสร็จกวาดกว่า 9 แสนคะแนน ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็ ปชป. อีก ชนะเลือกตั้งซ่อมได้ ส.ส.มาอีก 7 คน เมื่อรวมกับพรรคร่วมอื่นแล้วเท่ากับเสียงรัฐบาลเพิ่มอีก 20 คน (ไม่รวมลูกกาเหว่าจาก ปชร. และ พผ. อีก 4 คน )

ทำให้เสถียรภาพรัฐบาลแน่นปึ้ก จากเดิม 235 เสียงเป็น 255 (257 ด้วยซ้ำ) พ้นสภาพปริ่มน้ำทันที อภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อไหร่ ก็ไม่ต้องอั้นฉี่ ลุกไปเข้าห้องน้ำได้สบายกันเสียที !!!

ผลแพ้ชนะ สื่อนอกสื่อในวิเคราะห์แยะแล้ว แต่เห็น นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ว่า ผลเลือกตั้งทั้ง 2 สนาม เป็นการสะท้อนว่า ประชาชนต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้า และต้องการเห็นความแตกแยกลดลง ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ราบรื่น

ก็ใช่ ไม่เถียง วิกฤติเศรษฐกิจที่ขวางหน้าเราอยู่คือ “สึนามิภาค 2” ดี ๆ นี่เอง เป็นภัยคุกคามที่คนไทยทุกคนอยากให้เราฝ่าข้ามไปให้ได้ พูดง่าย ๆ อยากให้ การเมืองนิ่ง เบื่อหน่ายความขัดแย้งที่มีอยู่

หากนายกฯ อยากให้ก้าวพ้นจริง ๆ ก็รู้เต็มอกว่า ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในชาติ แต่ดูจากที่พูดแล้ว หมดหวัง กรุณาอย่าพล่อย ๆ แค่ว่า เสื้อแดงป่วนเมือง ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องทักษิณคนเดียว ถ้า ปกป้องได้ทักษิณคงไม่เจอชะตากรรม ทั้งเร่ร่อนเป็นสัมภเวสี ถูกตัดสินติดคุก ถูกถอนพาสปอร์ต มาแล้ว

แถมตอนนี้ยังจะเจอมาตรการถูกถอดยศอีกด้วย

วิบากกรรมทักษิณนั้น คนที่ยังรัก เค้าทำใจแล้ว แม้หลายอย่างจะไม่เป็นธรรมกับ อดีตนายกฯ และไทยรักไทยเลยก็ตาม แต่เสื้อแดงไม่ได้มีแค่คนกลุ่มนี้ ยังมีคนที่รักประชาธิปไตยจริง ๆ ไม่น้อย สิ่งที่เค้าอยากเห็นรัฐบาลมาร์ค 1 ทำคู่ขนานไปกับการกู้เศรษฐกิจมากสุด ก็คือเรื่องที่นายกฯพูดจนเป็นแผ่นเสียงตกร่องนั่นละ

จะนำสังคมกลับสู่นิติรัฐ นิติธรรม !!!

แต่จนป่านนี้ นอกจากไม่เห็นสัญญาณ แห่งความจริงใจแล้ว กลับมีแต่การปูนบำเหน็จ และตกรางวัลให้กลุ่มที่ทำผิดกบิลเมือง ทั้งปิดเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน ยึดเอ็นบีที ยึดทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งร้ายแรงสุด บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

ไม่อินังขังขอบอารมณ์ความรู้สึกของกันแล้ว ยังตบหน้ากันด้วย ???

กรณี กษิต ภิรมย์ รมว.บัวแก้ว ที่ทำไทยขายขี้หน้าไปทั่วโลกด้วยวาทกรรม ยึดสนามบินเป็นเรื่องสนุกมาก อาหารดี ดนตรีเพราะ นี่ก็ทำร้ายกันพอแล้ว แบงก์ชาติเร็ว ๆ นี้ สรุปว่า การยึดสุวรรณภูมิทำให้ไทยสูญ 2.9 แสนล้าน เป็นความเสียหายภาคบริการ 1.2 แสนล้าน ภาคขนส่ง 9 หมื่นล้าน ภาคอุตสหกรรม 6 หมื่นล้าน ที่เหลือเป็นความเสียหายภาคอื่น ๆ หรือเท่ากับ 3% ของ จีดีพี (จีดีพีลด 1% ทำให้คนว่างงาน 4 แสนคนแล้ว)

ล่าสุด ครม. วันอังคาร แต่งตั้งแกนนำพันธมิตรฯ ประพันธุ์ คูณมี เป็นที่ปรึกษา รมว. วิทยาศาสตร์ (ตอนแรกจะมีชื่อ พิเชฐ พัฒนโชติ และสำราญ รอดเพชร ด้วย) อ้างเหตุ เคยเป็นผู้สมัครของพรรคมาก่อน

ก็ได้ หากทั้งหมดเคลื่อนไหวการเมืองตามกรอบกฎหมาย !!!

แต่เห็น ๆ อยู่ว่า ไม่ใช่เลย มันเข้าข่าย “อนาธิปไตย” ใช้กฎหมู่เหนือกฎหมายเรื่อยมา จนแม้แต่ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต มท. 1 ยังต้องยกให้เป็น ม็อบมีเส้น ทำอะไรได้ตามใจชอบทุกอย่าง

แต่เมื่อนายกฯ ประกาศว่า ต้องการลดความแตกแยกของคนไทย และนำ “นิติรัฐ นิติธรรม” กลับคืนมา ..แล้วทั้งหมดนี้ ใช่หรือ มันตรงข้ามกับที่ปากพูดมากกว่าแล้ว.

ดาวประกายพรึก

ปลิงการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

แม้รัฐบาลจะได้เสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นจาก 3 พรรคที่ชนะการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.อีก 20 คน ประชาธิปัตย์ได้ฟรีๆ 7 เก้าอี้ ชาติไทยพัฒนาได้มาอีก 10 เก้าอี้ และเพื่อแผ่นดินได้ 3 เก้าอี้ ย่อมทำให้เสถียรภาพดีขึ้น บริหารประเทศสะดวกขึ้น

แต่ปัญหาการเมืองที่ยังเป็นเรื่องใหญ่โดยเฉพาะเรื่องแบ่งสีแบ่งค่ายที่ยังไม่สามารถเข้าถึงปัญหานี้ได้ แม้รัฐบาลจะมีแนวคิดต้องการเจรจาต้องการสมานฉันท์แต่ดูแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดูเหมือนว่า จุดยืนยังอยู่คนละขั้ว

ซึ่งนายกฯได้แย้มๆว่า จะใช้กลไกพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหานี้ด้วยการตั้งคณะทำงานชุดนี้ เพื่อดำเนินการที่มุ่งเน้นไปในการใช้ความยุติธรรมเข้าไปจับและเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ยังไม่มีรายละเอียดว่าโครงสร้างจะเป็นอย่างไร มีเป้าหมายอย่างไร มีอำนาจและบทบาทมากน้อยแค่ไหน

แน่นอนว่ากลุ่มเสื้อแดงนั้นมีความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทย อย่างแยกไม่ออก การขับเคลื่อนการเมืองจึงสอดรับกันตลอด

แต่ในสถานการณ์ที่เป็นจริงนั้น ทั้ง 2 ส่วนดูเหมือนศักยภาพจะลดลงไปตามสภาพการเมือง พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีอำนาจ เกิดปัญหาภายใน ไร้ผู้นำ ล่าสุดพยายามจะหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ก็ไม่มีใครกล้ารับ

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ขอแค่เป็นประธาน ส.ส. ไม่เอาหัวหน้าพรรค ไม่เอาผู้นำฝ่ายค้าน ทั้งๆที่เป็นตำแหน่งสำคัญ คำตอบก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะขืนรับไว้ก็ต้องแบกภาระสูง หากมีปัญหายุบพรรคก็จะถูกเว้นวรรคหมดอนาคต

ข้อสำคัญก็คือเพื่อไทยเป็นพรรคใหญ่ คนเยอะ หลายกลุ่มหลายมุ้ง และมีเจตนาตรงกันคือสนับสนุนอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่ใช่ นอมินีอย่างคนชื่อ เหลิมดังนั้น การบริหารจัดการจึงยาก

เงินทุนคือตัวหลักซึ่งไม่แน่ใจว่าจะมีใครควักบ้าง เพราะสถานการณ์เปลี่ยนทุนอาจเปลี่ยนได้...ใครเป็นหัวหน้าพรรคก็ลำบากใจ ดูนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน หน้าตาไม่ค่อยจะเสบย อยากจะลาออกก็ไม่มีใครยอมรับไม้ต่อ

จริงๆ แล้ว พรรคเพื่อไทยนั้นยังเป็นพรรคใหญ่ มีบุคลากรมาก หากสามารถจัดการปัญหาต่างๆ ให้เข้ารูปเข้ารอยก็ยังมีอนาคตอยู่

เพียงแต่ว่าจะมีกะจิตกะใจทำกันหรือไม่ และการทำพรรคต่อไปก็ต้องไม่ไปผูกกับ ทักษิณกลุ่มเสื้อแดงอย่างที่ผ่านมา

เช่นกัน กลุ่มเสื้อแดงได้แสดงเจตนารมณ์ล่าสุดทำนองว่าต่อไปจะไม่ยึดติดกับพรรคเพื่อไทยและ ทักษิณแต่จะเดินหน้าต่อต้านรัฐบาลต่อไปด้วยแนวทางของกลุ่มไม่ให้นักการเมืองมาชี้นำ

ถึงบอกไงครับ...สถานการณ์หนึ่งย่อมแตกต่างจากสถานการณ์หนึ่ง ที่สุดแล้วการเมืองก็คือการเมืองที่อดีตนายกฯ ทักษิณย่อมรู้ซึ้งที่สุด เจ็บที่สุด เปลืองตัวเปลืองทรัพย์ที่สุด

เพราะถูก ปลิงการเมืองมันสูบจนตัวลีบไปแล้ว

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าจากนี้ไป พ.ต.ท.ทักษิณจะตัดสินใจอย่างไร จะเดินหน้าหรือหยุดดูเพื่อทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมา เพราะขืนดันไปอย่างนี้ก็เหมือนวิ่งเอาหัวชนกำแพง

การที่รัฐบาลจะคลี่คลายความขัดแย้งจึงต้องใช้เวลา ใช้สถานการณ์ และเงื่อนไขให้เป็นประโยชน์ วันนี้มีเสียงสนับสนุนเต็มพิกัดทำให้มีเสถียรภาพมากขึ้น จากนี้ไปจึงต้องทำงานลูกเดียว ผลงานออกมาเร็วและได้ผลจะทำให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น ประชาชนให้การสนับสนุนมากขึ้น

นั่นจะยิ่งทำให้ได้รับความชอบธรรมที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศในทุกด้านๆ โดยเฉพาะปัญหาความแตกแยกแบ่งสีแบ่งค่ายที่มีพลังประชาชนร่วมผลักดัน ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้ไม่ว่าสีอะไรก็ต้องยอมรับในการตัดสินใจ

สำคัญว่าจะอดทน อดกลั้น จริงใจ ไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ ได้หรือไม่.

สายล่อฟ้า

การเมืองสีเทา

ที่มา ไทยรัฐ

เป็นคำถามที่รัฐบาลยังตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำก็คือ การเลือกปฏิบัติ ระหว่าง คนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง มีมาตรฐานอะไรบ้าง และจะจัดการดำเนินคดีกับคนเสื้อเหลืองอย่างไร ทั้ง ยึดทำเนียบ ปิดสนามบิน ซึ่งเป็นข้อหาฉกาจฉกรรจ์ทั้งนั้น

มาจนถึงวันนี้ผมว่า สังคมควรจะหูตาสว่างซะที เลิกเป็นสังคมดัดจริต และยอมรับความจริงว่า คนเสื้อเหลืองกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพวกเดียวกัน เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงก็เป็นพวกเดียวกับพรรคเพื่อไทย

ดังนั้น แกนนำพันธมิตรฯนอกจากจะลอยนวลแล้ว ยังได้รับการปูนบำเหน็จรางวัล เข้ามาเป็นเลขาฯที่ปรึกษารัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้กันอื้อไปหมด

นี่คือคำตอบของการปล้นประชาธิปไตย

ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมากกว่านี้ ต้องใช้คำว่า หลักฐานทนโท่ คนที่ออกมาปฏิเสธ ก็ถือว่าเป็นการโกหกตัวเองและโกหกประชาชนอย่างหน้าด้านๆ

ก็เลยอยากจะตอบคำถามว่า รัฐบาลจะมีอายุยืนยาวแค่ไหน เหตุผลไม่ใช่อยู่ที่จำนวนเสียงสนับสนุน เสียแล้ว แต่อยู่ที่ใครสนับสนุนมากกว่า

อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

พูดออกมาปุ๊บก็รู้ปัšบว่าสนับสนุนข้างไหน ผมว่าปัจจุบันชาวบ้านไม่ได้กินแกลบกินรำ ความลับก็ไม่มีในโลก พฤติกรรมตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ปั้นน้ำเป็นตัว น่าจะตกยุคไปแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลจะปลอบใจตัวเองอย่างไร ผมก็ไม่เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะกล้ายุบสภา ตรงข้าม ต้องยื้อเอาไว้ให้นานที่สุด

เพื่อรอความได้เปรียบทางการเมือง

ไม่อย่างนั้นนโยบายเศรษฐกิจไม่ลดแลกแจกแถมขนาดนี้ ที่พูดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน คอรัปชันเชิงนโยบาย กลายเป็นน้ำลายตัวเองที่ต้องกลืนแล้วกลืนอีก

ให้จับตาการปล้นงบประมาณ

ทั้งที่ทำเอาไว้จากรัฐบาลชุดที่แล้ว และที่งอกเงยออกมาอีกจำนวนมหาศาล เอาไว้เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยผมจะชี้ให้ดูว่า นโยบายเศรษฐกิจจะนำไปสู่หายนะทางเศรษฐกิจ อย่างไรบ้างและต้องย้อนไปถึงความเจ็บปวดที่ต้องตั้ง ปรส.มาขายทรัพย์สินในอดีตด้วย

การเมืองสีเทาๆได้ปล้นความเจริญเติบโตของประเทศและความเชื่อมั่นของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว ตราบใดที่การเมืองไทยยังอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็ย่อมจะจมปลักอยู่กับลัทธิอุบาทว์ ที่ตั้งใจจะครอบงำประเทศ

สิ่งหนึ่งที่กำลังจะถูกกลืนหายไปในความหมายของคำว่า ระบอบประชาธิปไตยก็คือ เสียงข้างมาก คำว่าเสียงข้างมาก

ในระบอบประชาธิปไตยจะไม่มีความหมายอีกต่อไป

เสียงข้างมากหรือจะสู้เส้นใหญ่จริงมะ.

หมัดเหล็ก

ตัวเลขน่าสนใจ

ที่มา ไทยรัฐ

ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งต้องอยู่คู่กันเหมืองฝาแฝดอิน-จัน แยกจากกันไม่ได้ในทุกกรณี

แต่ประชาธิปไตยจะเข้มแข็งหรือไม่อยู่ที่การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสำคัญ

น่าผิดหวังที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 22 จังหวัด มียอดผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตํ่ากว่าเป้าไปบานตะเกียง

เบื่อการเมืองหรืออย่างไร จึงไปเลือก ตั้งแค่ 55 เปอร์เซ็นต์??

แสดงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีก 45 เปอร์เซ็นต์ ปฏิเสธการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ!!

ทำให้ผู้ชนะเลือกตั้งไม่ได้มาจากเสียงข้างมากของประชาชนอย่างแท้จริง

นี่...มันเป็นซะอย่างนี้แหละโยม

แม้แต่ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ ม.ร.ว.สุขุม-พันธุ์ บริพัตรซึ่งได้รับคะแนนสูงสุดเก้า แสนสามหมื่นสี่พันคะแนน

สุขุมพันธุ์ ก็ได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึง 1 ใน 4 ของยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้งสี่ล้านสองแสนคนใน กทม.

คำถามที่คาใจ แม่ลูกจันทร์คือเหตุใดสถิติผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งจึงลดลงๆๆๆ??

พูดเฉยๆไม่ได้ต้องเอาสถิติการเลือกตั้ง ครั้งก่อนๆ มาเปรียบเทียบให้ชัดเจน

การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พ.ศ.2547 มีผู้ ใช้สิทธิ์ 62 เปอร์เซ็นต์

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งต่อมา พ.ศ.2551 เหลือยอดผู้ใช้สิทธิ์ 54 เปอร์เซ็นต์

แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด มีผู้ไปใช้สิทธิ์แค่ 51 เปอร์เซ็นต์

โอ้อุแม่เจ้า...เฉียดเส้นตายไปนิ้ดเดียว!!

เช่นเดียวกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 22 จังหวัด 26 เขต 29 คน ก็มีผู้ไปใช้สิทธิ์หน่อมแน้ม แค่ 55 เปอร์เซ็นต์

ถือเป็นสถิติที่ตํ่ากว่าเป้าอย่างแรง!!

แสดงว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยถอยหลังลงคลอง??

แม่ลูกจันทร์ ขอย้อนกลับไปวิเคราะห์ คะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งล่าสุด ซึ่งมีข้อมูลน่าสนใจอยู่หลายประเด็น

เริ่มจากคะแนนเสียง เก้าแสนสามหมื่น สี่พันคะแนนที่คนเมืองหลวงเลือก สุขุมพันธุ์ กับ เก้าแสนเก้าหมื่นหนึ่งพันคะแนน ของอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ยังไม่ทำ ลายสถิติสูงสุด หนึ่งล้านคะแนน ของ สมัคร สุนทรเวช เมื่อ 9 ปีที่ผ่านมา

แต่ถ้าเทียบคะแนนเสียงของ สุขุมพันธุ์ กับคะแนนเสียงของ อภิรักษ์ซึ่งมาจาก พรรคเดียวกัน

สุขุมพันธุ์ยังน้อยกว่าอภิรักษ์เกือบ 6 หมื่นคะแนน

สถิติชี้ว่ากระแสนิยมพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เพิ่มขึ้น แถมยังลดลง

ถ้าเทียบคะแนนของ แซมยุรนันท์ ภมรมนตรี หกแสนหนึ่งหมื่นหนึ่งพันคะแนน กับ ประภัสร์ จงสงวน ห้าแสนสี่หมื่นสามพันคะแนน

ยุรนันท์ ยังมากกว่า ประภัสร์ หกหมื่นแปดพันคะแนน

สถิติชี้ว่าคะแนนพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพฯ ไม่ลดลง แถมเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

ทีนี้มาโฟกัสช่วงห่างระหว่างคะแนนนิยม ของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย (พลัง- ประชาชน) เฉพาะในกรุงเทพมหานคร

เมื่อ 3 เดือนก่อน พรรคประชาธิปัตย์ชนะ พรรคพลังประชาชนชนิดขาดกระจุยถึงสี่แสน สี่หมื่นแปดพันคะแนน

แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด ช่วงห่างระหว่าง 2 ขั้วเหลือสามแสนสองหมื่นสามพันคะแนน

ถึงยังห่างกันเยอะ แต่ก็เขยิบใกล้เข้ามา

และถ้าเจาะลึกไปแต่ละเขต ก็จะพบสถิติ ที่น่าสนใจ

ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว อภิรักษ์ ชนะ น็อก ประภัสร์ทุกเขตทั้ง 50 เขตของ กทม.!!

แต่การเลือกตั้งครั้งล่าสุด สุขุมพันธุ์ชนะได้ 46 เขต อีก 4 เขต โค่น ยุรนันท์ไม่ลง!!

ที่ แม่ลูกจันทร์ แปลกใจคือ เขตดุสิตซึ่งเป็นเขตยุทธศาสตร์สำคัญของพรรค ประชาธิปัตย์มายาวนาน

แต่คราวนี้ สุขุมพันธุ์โดน ยุรนันท์เจาะไข่แดง!!

ปัดโธ่เขตทหารแท้ๆ แพ้ได้ยังไง??

แม่ลูกจันทร์

นี่แหละคู่ต่อสู้ตัวจริง!

ที่มา ไทยรัฐ

หว่านกันเนื้อๆยิ่งกว่าเจ้าตำรับ “ประชานิยม” ยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ลดแลกแจกแถมกันสนุกกว่ายุครัฐบาลไทยรักไทย

กับงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.15 แสนล้านบาทลอตแรก อัดฉีดผ่านกระทรวงที่คนของพรรคประชาธิปัตย์นั่งบัญชาการ ทั้งเรียนฟรีของกระทรวงศึกษาธิการ แจกเงินคนชราของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เงินสดๆ 2,000 บาท ช่วยคนเงินเดือนน้อยของกระทรวงแรงงาน ฯลฯ

โดยไม่สนเสียงทัก เงินจะตกหายระหว่างทาง

มัดจำหาเสียงล่วงหน้าแบบเน้นๆเลย

โดยสัญญาณส่อเค้ายุบสภาเร็ว รัฐบาลประชาธิปัตย์เตรียมพร้อมเลือกตั้งใหม่ในเร็ววัน

ที่แน่ๆกลิ่นตุๆแบบนี้หนีไม่พ้นนักเลือกตั้งจมูกไว กับความเคลื่อนไหวล่าสุดของป้อมค่ายการเมืองใหม่ในนามพรรคภูมิใจไทย

โหมโรงพิธีรับลูกกรอกก๊วน “เพื่อนเนวิน” เข้าสังกัด

ท่ามกลางนักเลือกตั้งระดับบิ๊กเนมในบ้านเลขที่ 111 ที่โผล่มาเป็นสักขีพยานกันอย่างคึกคัก ไล่ตั้งแต่นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายสุชาติ ตันเจริญ ฯลฯ

อวดโฉมทีมงานสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลัง

ยังไม่นับพวกที่ต่อสายแตะมือกันไว้แล้ว อย่าง “เสี่ยอ๊อด” นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และตัวแทนทุนใหญ่ค่ายซี.พี. อย่างนายวีระชัย วีระเมธีกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ก็อยู่ในแผนงาน

แต่ทีเด็ดจริงๆอยู่ที่คนชื่อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” วางไว้ที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

พรึบพรับตระการตา

โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นั่งแป้นหัวหน้าพรรคเบอร์แรก ด้วยต้นทุนหน้าตักที่ประกาศออกมามี 35 ส.ส.อยู่ในมือ กลายเป็นพรรคอันดับสองในรัฐบาล รองจากพรรคประชาธิปัตย์

ยังไม่นับพวกที่พ่อมดเขมร “ฝากเลี้ยง” ไว้กับพรรคประชาราช พรรคเพื่อแผ่นดิน โดยเฉพาะ “เสือโหย” ที่ตั้งท่าแหกกรงหนีภาวะอดอยากปากแห้งออกมาจากพรรคเพื่อไทย

จ่อแถวรอให้ช้อน

แน่นอนโดยนักเลือกตั้งอาชีพระดับแม่เหล็กอย่าง “เนวิน-สมศักดิ์” ทุนหน้าตักหนาระดับเสี่ย ชวรัตน์-อนุทิน ชาญวีรกูล สองพ่อลูกแห่งชิโนไทย ยี่ห้อ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ไหนจะการส่งตัวแทนเข้าหุ้นของค่ายยักษ์ซี.พี.

ยังไม่นับ “คิงเพาเวอร์” สปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการของก๊วนพ่อมดเขมร

อลังการงานสร้างของแท้

และโดยการเคลื่อนตัวอย่างแรงและเร็ว ตั้งแต่ค่ำคืนก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็มีเสียงแว่วๆออกมาจากนายสมศักดิ์ ภายหลังตั้งวงถกกับนายสมคิด

ชูธง “นิรโทษกรรม” นักเลือกตั้งที่ติดโทษแบนทางการเมือง

ปลดล็อก “ตัวจริงเสียงจริง” กลับมาลงสนาม ปูทางให้นายสมคิดขึ้นแป้นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก่อนดันขึ้นแท่นนายกรัฐมนตรี

วางหมากข้ามช็อตกันแล้ว

ประเมินจากกระบวนท่าการขับเคลื่อนแรงและเร็ว ประกอบกับทีมงานอลังการที่อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย แน่นทั้งนักเลือกตั้งอาชีพ และกลุ่มทุนที่อู้ฟู่

นี่แหละคู่แข่งตัวฉกาจของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

ไม่ใช่แค่ “นอมินี” ของพรรคประชาธิปัตย์ รับบทตัวตัดแต้มของ “ทักษิณ” ในภาคอีสานกับภาคเหนือ อย่างที่วางหมากกันไว้

ที่แน่ๆกับมอตโต “ประชานิยม สังคมเป็นสุข” ที่ติดหราอยู่หลังฉากการเปิดตัวอย่างคึกคักของพรรคภูมิใจไทย

ตั้งธงลอกแบบอดีตเจ้าตำรับพรรคไทยรักไทยมาเป๊ะๆ

และก็เป็นอะไรที่ขี่กันเห็นๆในสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจ่อปากเหว โดยยี่ห้อ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เทียบกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

ฟอร์มคนละชั้นกันเลย

เอาเป็นว่า โดยรูปการณ์ที่เปิดตัวได้อย่างน่ากลัวของค่ายภูมิใจไทย น่าจะเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงกับที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องรีบอัดประชานิยมเบิ้ลเจ้าตำรับอย่าง “ไทยรักไทย” ผ่านกระทรวงที่คนของพรรคนั่งบัญชาการ มัดจำเสียงล่วงหน้า ส่งสัญญาณยุบสภาเร็ว เตรียมพร้อมเลือกตั้งใหม่

ปิดเกมก่อนที่คู่แข่งฟอร์มยักษ์จะตั้งหลักทัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สุริยะโผล่ซบพรรคภูมิใจไทย

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมสยามซิตี้ ทางแกนนำพรรคภูมิใจไทยได้แถลงข่าวเปิดตัว สมาชิกพรรค ซึ่งเป็นการรวมตัวระหว่าง ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวินกับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย โดยมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมาร่วมแสดงความยินดี อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุชาติ ตันเจริญ นายปองพล อดิเรกสาร นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ นอกจากนี้ ยังมีอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมาร่วมงาน อาทิ นายธีระชัย แสนแก้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายไชยยา สะสมทรัพย์ อีกทั้งยังมีแกนนำจากพรรคร่วมรัฐบาลมาแสดงความยินดีคือนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ รมช.คลังและเลขาธิการพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา มาร่วมงานด้วย

โดยแกนนำสำคัญของพรรคภูมิใจไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้ร่วมแถลงข่าว ทั้งนี้ นางพรทิวาแถลงว่าการตัดสินใจมาร่วมงานทางการเมืองของทั้งสองกลุ่ม สืบเนื่องมาจากการยุบพรรคทำให้ ส.ส.ที่ไม่ถูกเพิกถอนสิทธิต้องหาพรรคใหม่ ให้ได้ภายใน 60 วันตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นการมารวมตัวทำงานทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยจึงเป็นความต้องการและความเสียสละของทุกคนถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ประสานความร่วมมือเพื่อให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤติไปได้

“ชวรัตน์” ชูนโยบายหลักประชานิยม

ด้านนายชวรัตน์กล่าวว่า พรรคพร้อมทุ่มเททำงานหนักเพื่อประชาชน สร้างสรรค์สังคมให้เป็นสุขและทำให้นโยบายของพรรคออกมาเป็นรูปธรรม นโยบายประชานิยมนั้นถือเป็นนโยบายหลักของพรรคที่ต้องปฏิบัติได้จริง เราจะสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและเป็นสุข จะนำยิ้มสยามกลับคืนสู่สังคมไทย มีความรักความสามัคคีและต้องยิ้มออกมาจากหัวใจ ยิ้มอย่างมีความสุข มีรายได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน รายจ่ายต้องลดลง อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ปัดภูมิใจไทยปูทาง “เนวิน” ขึ้นนายกฯ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวตอบข้อถามว่า การตั้งพรรคภูมิใจไทยเป็นการปูทางให้ นายเนวินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตหรือไม่ว่า นายเนวินเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีประสบการณ์ทางการเมือง เป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับความเคารพและสามารถให้คำแนะนำได้ทุกด้านทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม นายเนวินยังอยู่ใน ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น ยืนยันว่าไม่มีประเด็นเรื่องการปูทางให้นายเนวินมาเป็นนายกฯอย่างแน่นอน

อนาคตอาจขอนิรโทษให้ 111 คน

เมื่อถามว่า ส่วนข่าวที่จะทาบทามนายสมคิดจาตุศรีพิทักษ์ อดีตกรรมการบริหารไทยรักไทยมาร่วมงานกับพรรค นายบุญจงตอบว่า สถานะของนายสมคิดยังอยู่ในระหว่างการถูกเพิกถอนสิทธิเช่นเดียวกัน อย่างไร ก็ตาม พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เปิดกว้าง พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และจากทุกพรรคโดยไม่มีการปิดกั้น เมื่อถามว่า จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ นายบุญจงตอบว่า เป็นประเด็นที่เคยหยิบยกมาพูดคุยกัน เพราะคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งล้วนแต่เป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถที่ต้องรักษาเอาไว้ แต่ ณ ห้วงเวลานี้ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะดำเนินการ เพราะปัญหาปากท้องของประชาชนเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า ทั้งนี้ การจะนิรโทษกรรมจะต้องรับฟังความเห็นจากพรรค การเมืองอื่นและจากประชาชนด้วย

โวยอด ส.ส.ร่วมภูมิใจไทย 30 คน

เมื่อถามว่า ยอดจำนวน ส.ส.ของพรรคหลังจากรวมกับกลุ่มเพื่อนเนวินแล้วมีสมาชิกกี่คน นายบุญจงตอบว่ากลุ่มเพื่อนเนวินมีจำนวน 23 คน ขณะที่คนจากพรรคภูมิใจไทยมีอยู่ 7 คน ดังนั้น เวลานี้มีอยู่ 30 คน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในอนาคตจำนวน ส.ส.จะต้องเพิ่มขึ้นอีก เพราะยังมีเพื่อน ส.ส.ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองอยู่อีกจำนวนหนึ่ง เมื่อถามย้ำว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะภาคอีสานจะไหลเข้าพรรคหรือไม่ นายบุญจง ตอบว่าพรรคภูมิใจไทย เปิดกว้างสำหรับ ส.ส.ที่มองเห็นว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นช่องทางในการทำงานให้กับประเทศได้ เมื่อถามว่า จะมีการต่อรองขอตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า การรวมกลุ่ม ส.ส.ทั้ง 2 กลุ่มเป็นการร่วมมือกันเพื่อทำให้การเมืองมั่นคงทำให้รัฐบาลเสถียรภาพมากขึ้น และเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนยืนยันว่า ไม่มีการต่อรองหวังตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น แต่จะต่อรองขอให้นำนโยบายที่ดีๆ ของพรรคไปใส่ไว้ในนโยบายของรัฐบาล

ฟุ้งถ้าสินค้าดีลูกค้าจะแห่เข้ามาเอง

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมี ส.ส.ของเพื่อไทยมาร่วมงานกับภูมิใจไทยหรือไม่ นายชวรัตน์ตอบว่า พล.อ. ชาติชายเคยกล่าวไว้ว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เรามีหน้าที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยขายได้ เมื่อพรรคขายได้ลูกค้าจะตามมาซื้อเอง

เมื่อถามว่า พรรคจะมีความชัดเจนเรื่องตำแหน่งโครงสร้างกรรมการบริหารเมื่อใด นางพรทิวาตอบว่า การเลือกหัวหน้าพรรคและตำแหน่งอื่นๆ จะต้องเป็นไปตามข้อบังคับพรรคเบื้องต้น คาดว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ จะมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เมื่อถามว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่ากระแสความนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลดลง หรือไม่ นายบุญจงตอบว่าดูจากผลการเลือกตั้ง น่าจะทราบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย อยากให้ความขัดแย้งทางการเมืองนั้นยุติลง

พูดเป็นนัยตัวกลางเจรจา “ทักษิณ”

เมื่อถามว่า พรรคจะมีโอกาสช่วยเหลือ พ.ต.ท. ทักษิณหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุคลากรทางการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ อย่างไร ก็ตาม สิ่งใดที่จะทำให้ประเทศชาติเดินต่อไปได้ก็จะทำ เมื่อถามย้ำว่า จะเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างอดีตนายกฯ กับผู้มีอำนาจในปัจจุบันหรือไม่ นายชวรัตน์ตอบว่า ไม่ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ สถาบัน และประชาชนถ้าคิดว่าสิ่งนั้นดีแล้ว ก็จะทำให้เป็นรูปธรรมส่วนกรณีที่รัฐบาลแต่งตั้งแกนนำพันธมิตรฯ เข้ามาเป็นมีตำแหน่งในรัฐบาลชุดนี้นั้นเหมาะสมหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวส่วนบุคคลที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ สังคมต้องสอบถามเรื่องที่มา และคนที่ถูกแต่งตั้งจะต้องพิสูจน์ และต้องแยกอดีตกับปัจจุบันให้ชัดเจน

“เนวิน” ปัดเตรียมตัวเป็นนายกฯ

ทางด้านนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงอนาคตการเมืองหลังพ้นโทษถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งว่า ไม่เอาแล้ว อยากเป็นแบบนี้ เมื่อถามถึงข่าวหลังพ้นโทษการเมืองพร้อมจะเป็นนายกฯ หรือไม่ นายเนวินตอบว่าไม่คิด อยู่เบื้องหลังดีกว่า เหลืออีก 3 ปี กลับมาโดนยุบอีก 5 ปี เป็น 8 ปี วันนี้ก็เป็นสามีนายกฯ อยู่แล้ว แต่เป็นนายก อบจ.บุรีรัมย์ (นางกรุณา ชิดชอบ ภริยานายเนวิน ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.บุรีรัมย์)

ส.ส.นำทัพเสื้อแดงหยุดป่วนชาติ

ขณะที่นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการทำงานการเมืองในนามพรรคภูมิใจไทยว่า ที่ผ่านมาพรรคพลังประชาชนไม่มีกระบวนการขับเคลื่อนเป็นองค์กรพรรค บอกให้แต่รอฟังผู้ใหญ่คนเดียวโดยที่เราไม่รู้ว่าใครใหญ่ที่สุดในพรรค ที่ผ่านมา ส.ส.จึงเป็นเหมือนหุ่นไขลานเท่านั้น ส่วนพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่กล้าวิจารณ์ แต่หากยังจัดโครงสร้างพรรคทำเหมือนอดีตก็ไม่น่ารอด ส่วนท่าทีกลุ่มเสื้อแดงบางส่วนที่ยังต่อต้านรัฐบาลและกลุ่มเพื่อนเนวินนั้น เจตนารมณ์ในการก่อตั้งคนเสื้อแดงตอนนั้นเพื่อต่อต้านปฏิวัติ แต่เพื่อนส.ส.ที่ยังเคลื่อนไหว รู้สึกเห็นใจแต่เข้าใจไม่ว่ากัน แต่เราจะสู้กันไปทั้งชาติเลยหรืออย่างไร คนรวยไม่รู้สึกอะไร แต่คนจนเดือดร้อน

เผย 2 ปชร.กลับใจเข้าภูมิใจไทย

นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ในฐานะ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ขณะนี้พรรคมัชฌิมาธิปไตยเดิมจำนวน 8 คน จาก 10 คนมาเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียง 2 คน คือนางกรรณิการ์ เจริญพันธ์ ส.ส.สุรินทร์ และนายอารยะ ชุมดวง ส.ส.สุโขทัย ที่ขณะนี้สมัครเข้าพรรคประชาราช แต่ได้เปลี่ยนใจจะทำเอกสารย้ายกลับมาที่พรรคภูมิใจไทย โดยสัปดาห์หน้าคงจะได้รับทราบความชัดเจนจาก กกต. หาก กกต.ไม่อนุญาตให้ย้ายกลับมาก็ไม่มีปัญหา เพราะทั้ง 2 คนสามารถใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.โหวตสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยได้

“ชูวิทย์กุ่ย” นำทีม พท.แสดงความยินดี

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวหลังมอบกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีกับการเปิดตัวพรรคภูมิใจไทยว่า วันนี้เดินทางมาแสดงความยินดีก่อน เมื่อถามว่าอนาคตข้างหน้ายังไม่แน่ใช่หรือไม่ นายชูวิทย์ไม่ตอบแต่ยิ้มๆ เมื่อถามอีกว่าจะมีสมาชิกเพื่อไทยมาอีกใช่หรือไม่ นายชูวิทย์ตอบติดตลกว่ายังมีอีก 20 กว่าคน อย่างไรก็ตาม การมาแสดงความยินดีด้วยในครั้งนี้ เนื่องจากเราเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน แต่คงมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ แม้ถึงอยากมาก็ติดเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ต้องสังกัดพรรคเดียว และขณะนี้ กกต.ยังไม่รับรอง ส.ส.เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้ามีโอกาสความเป็นไปได้ที่ ส.ส.เพื่อไทยจะย้ายมายังพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายชูวิทย์ตอบว่า พรรคเพื่อไทยอยู่ในสภาพบ้านเพิ่งแตก กำลังรอจัดโครงสร้างพรรคเพื่อให้พรรคเดินไปได้ แต่คงไม่มีใครไปอยู่พรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ส.ส.จะมาหรือไม่ยังไม่รู้ จบเกมหนึ่งค่อยว่ากันใหม่ในช่วงการเลือกตั้ง

แจ้ง กกต.เลือก “ประชา” โมฆะ

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 16.40 น. ที่รัฐสภา นพ. อลงกต มณีกาศ ส.ส.นครพนม พร้อมนายนรพล ตันติ มนตรี ส.ส.เชียงใหม่ กลุ่มวังพญานาค แถลงถึงความคืบหน้ากรณีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่า รักษาการหัวหน้าพรรคได้ทำหนังสือไปถึง กกต. เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 51 ที่ผ่านมา ว่า การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินในวันดังกล่าว ซึ่งมีมติเลือก พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก เป็นหัวหน้าพรรค เป็นโมฆะ เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคที่ระบุว่าให้ลงคะแนนลับด้วยการหย่อนบัตร อีกทั้งคนที่ลงคะแนนเลือกตั้งในวันดังกล่าว ก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคจริง แต่จนถึงขณะนี้ กกต.ก็ยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา นอกจากนั้น เมื่อคืนวันที่ 16 ธ.ค. 51 ที่ผ่านมา ก็มีผู้บุกรุกเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของพรรค ถ.วิทยุ และขโมยอุปกรณ์เอกสารทั้งหมด รวมถึงทะเบียนสมาชิกและหลักฐานสำคัญรวมถึงการปลดป้ายพรรคและใส่โซ่ล็อกประตู ทางเข้าพรรค จึงได้แจ้งความ ไว้แล้วเมื่อเอกสารทุกอย่างหายไปหมด จึงไม่สามารถที่จะดำเนินการใดๆต่อไปได้ ส.ส.กลุ่มประชาเหลือไม่ถึง 5 คน

เมื่อถามว่า ตัวเลขของ ส.ส.ที่สนับสนุนรัฐบาลในพรรคเพื่อแผ่นดินมีเท่าใดกันแน่ นพ.อลงกตตอบว่า ล่าสุดตัวเลขของ ส.ส.ที่อยู่กับ พล.ต.อ.ประชาต่ำกว่า 10 คน เนื่องจากหลายคนไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และพยายามที่จะกลับมาอยู่กับซีกรัฐบาล เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้กลุ่มของ พล.ต.อ.ประชาก็คงจะเหลือ ส.ส. ไม่ถึง 5 คน

ค้านคนเสื้อแดงบี้รัฐบาลยุบสภา

ทางด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการ ที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วนเดินทางไปให้กำลังใจการตั้งพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นสิทธิทางการเมืองของ ส.ส.ที่ทำได้ และพรรคดังกล่าวถือเป็นการจัดทางเลือกใหม่ให้ ส.ส. หากเห็นว่าอยู่พรรคเพื่อไทยไม่มั่นคงก็ไปอยู่พรรคภูมิใจไทยได้ เชื่อว่า ส.ส.กลุ่มเพื่อนเนวิน ส่วนใหญ่ในพรรคเพื่อไทยคงจะย้ายในช่วงการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มเพื่อนเนวินเห็นว่ากระแสดีอาจยุบสภา ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภานั้น เราไม่เห็นด้วย เพราะเมื่อนักการเมืองรวบรวมเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลได้ต้องให้โอกาสทำงาน และหากบริหารประเทศไม่โปร่งใสควรยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แกนนำต้องทบทวนการบริหารใหม่

ขณะที่นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยต้องปรับตัวก่อนที่ ส.ส.จะย้ายออกจากพรรคไปหมดว่า ถ้ารัฐบาลทำงานไม่สำเร็จเชื่อว่าไม่มี ส.ส.ย้ายออกจากพรรคแน่ และสิ่งสำคัญพรรคเพื่อไทยต้องปรับกระบวนยุทธ์ในการทำหน้าที่ตรวจสอบให้เป็นระบบ เชื่อว่ารัฐบาลมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำได้ “วันนี้ผู้ใหญ่ในพรรครู้สถานการณ์ดี คงปรับยุทธศาสตร์ด้วยการทบทวนตัวเอง ต้องบริหารพรรคโดยให้ สมาชิกมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาตัดสินใจการเมืองผิดพลาดมาตลอด ถ้ายังให้ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯ หรือกลุ่ม 111 เป็นที่ปรึกษา ไม่มีการสั่งการว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็จะไม่มีปัญหา เราต้องให้คน 111 และอดีตแกนนำ 39 คน เป็นมันสมองให้คำแนะนำได้ แต่ ไม่ใช่ให้มาสั่งการเหมือนอดีต”

ตะเพิดไล่หัวหน้า-เลขาฯพรรค

ด้านนายศักดา นพสิทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มี ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย 30-40 คน อาจย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยว่า ส.ส.ในพรรคหลายคนได้หารือกันว่าถึงเวลาที่องค์กรต้องปรับตัวใหม่ โดยเปลี่ยนคณะผู้บริหารพรรค ทั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และโฆษกพรรค ไม่เช่นนั้นอาจมีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา โดยจะเป็นองค์กรประชาธิปไตยแนวก้าวหน้า วิธีดังกล่าวทำด้วยเจตนาดี ไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องทำให้ ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นตามกระแสสังคมโลก ทั้งนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยยังไม่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แสดงว่าไม่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกของประชาชนที่สะท้อนมายังผู้แทนของเขา ที่ ส.ส.รู้ว่าพรรคจะอยู่ไม่ได้จึงรอจังหวะย้ายพรรค ดังนั้น ขอคณะผู้บริหารพรรครีบปรับตัว เพื่อให้พรรคมีเอกภาพ ประชาชนยอมรับ และจะได้เป็นทางเลือกของประชาชนอย่างแท้จริง