ที่มา Thai E-News
ช่วงที่ 1
ช่วงที่ 2
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา thaifreenews
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

บางคนรู้ว่าเขากำลังสู้อยู่กับใครก็รู้สึกท้อแท้ เหมือนวิ่งชนกำแพงใหญ่มหึมา
แต่ตอนนี้ ผมคิดกลับทางว่า จริงๆ แล้ว "พวกเขาต่างหาก" ที่รู้ตัวหรือไม่ว่าพวกเขากำลังสู้อยู่กับใคร เพราะตอนนี้ ผมรู้สึกว่าพวกเขาคิดว่าเขากำลังสู้อยู่กับ "ทักษิณ" หรือลูกสมุนทักษิณ หรือคนที่ถูกทักษิณซื้อ
ผมคิดว่าไม่ใช่พวกเราที่ไม่เข้าใจสถานการณ์การต่อสู้ แต่เป็นพวกเขาต่างหาก พวกเขาหาทางทำลายทักษิณทุกอย่าง เพราะคิดว่าทำลายทักษิณได้ก็ชนะ แต่พวกเขาก็ไม่ชนะสักที และผมไม่คิดว่าการตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่พิกลพิการได้ นี่คือชัยชนะ เพราะ อภิสิทธิ์คือ "เปลวเทียนที่เผาศรัทธาที่ประชาชนมีต่อเขา" อภิสิทธิ์ทำงานได้ห่วยเท่าไหร่ก็เท่ากับทำลายบารมีของพวกเขามากยิ่งขึ้น และเชื่อได้เลยว่านายอภิสิทธิ์ทำงานไปไม่รอดแน่นอน
ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาจะใช้กลโกงในการครอบครองประเทศได้ตลอดไป เมื่อหลงเข้ามาใน "เส้นทางอธรรม" หรือ ด้านมืดแล้ว ยากนักที่พวกเขาจะถอนตัวออกไปได้ สุดท้ายก็กลายเป็น ศัตรูของประชาชน
พวกเขากำลังสู้อยู่กับ "ประชาชนจำนวนมหาศาลที่รักประชาธิปไตย" ต่างหาก
ในสามปีที่ผ่านมานี้ ขบวนการประชาชน เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล คนเสื้อแดงเพิ่มจำนวน และความเข้าใจ และเป็นปฎิปักษ์ต่อพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ไม่มีทางชนะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ได้อยู่แล้ว
ผมกลับสงสารพวกเขาเสียอีกว่า ตอนนี้ยิ่งกว่าร้อนรุ่มกลุ้มใจว่าจะเรียกคืน "บารมีและศรัทธา" ที่สูญเสียไปกลับคืนมาได้อย่างไร คาถาการโปรประกันดาต่างๆ แบบเดิมๆ ๆไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว รังแต่จะก่อให้เกิดความเกลียดชังมากขึ้น เพราะคนจำนวนมากย่อมไม่มีทางโดนหลอกลวงได้ตลอดไป การโปรประกันดา สวนกับความจริงที่ประชาชนรับรู้ ยิ่งทำให้เกิดผลในทางลบมากยิ่งขึ้น อย่าคิดว่า การกระทำต่างๆ นั้นสามารถหลอกประชาชน ได้ด้วยการปฎิเสธแบบหน้าตายกัน ยุคนี้ไม่ใช่ปี 2400 หรือ 2500 ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจำนวนมาก ด้วยสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่ "สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย" เหมือนสองสามทศวรรษที่ผ่านมา
ดังนั้น แทนที่ประชาชนจะถามว่า รู้หรือเปล่าว่าเรากำลังสู้อยู่กับใคร พวกเขาควรถามตัวเองมากกว่าว่า จริงๆ แล้วพวกเขารู้หรือเปล่าว่ากำลังสู้อยู่กับใคร
คุณกำลังสู้กับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขนาดใหญ่ ใหญ่ยิ่งกว่าทุกลูกที่ผ่านมา การพยายามสร้างกำแพงทราย เพื่อขวางมหาคลื่นยักษ์ทางสังคมที่ถาโถมเข้ามานั้น ไม่มีทางทำได้อย่างแน่นอน คลื่นกวาดพวกคุณจมน้ำตายหมดแน่นอน เหมือนกับประวัติศาสตร์ของทุกประเทศที่คนชั้นสูง ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดจากคนชั้นล่าง ที่ตระหนักในอำนาจของพวกเขา คาถา จักร ๆ วงศ์ ๆ มันไม่ขลังอีกแล้ว ในสังคมกึ่งอุตสาหกรรม
ที่มา thaifreenews
โดย : puangchang
“รายการความจริงวันนี้” ที่เคยจัดเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงอ้างอิงตามหลักฐานที่จะหาดูยากจากสื่ออื่น ๆ ในเมืองไทย ก็คงจะรู้ ๆ กันแล้วในหมู่คนผู้รักประชาธิปไตยว่าเพราะมันเกิดจากสาเหตุใด แล้วทำให้ NBT มียอด เรตติ้งผู้ชมจำนวนมาก แม้แต่รายการยอดฮิตเรื่องเล่าเช้านี้อย่างบ่างช่างยุ สรยุทธ์ ทางช่อง 3 เทียบไม่ติดฝุ่น
“รายการความจริงวันนี้” ที่ถูกเบียดบังจาก nbt ขณะนี้ได้รีเทิร์นกลับมาออกอากาศแล้ว สามารถรับชมได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า D Station ตั้งแต่เวลา 21.30 - 22.30 น. ทุกวัน เริ่มจัดรายการประเดิมตอนแรกเมื่อวันที่ 19 มกราคม. 2552 แฟนประจำรายการติดตามได้ตามเวลาดังกล่าว โดยสามารถรับชมได้จากจานดาวเทียมขนาดกลาง – ใหญ่ จานตะแกรง เช่น psi(s star) sarmart ipm โดยตั้งความถี่
Trans Freq 3545 MHZ Symbol Rate 30000 Polarity V Vedio PID 529 Audio PID 820 PCR PID 529
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ระยะนี้ดูข่าวสารทางสถานีโทรทัศน์ และ สถานีวิทยุ แล้วบอกตามตรงว่าแปร่งๆ พิกล เพราะมีแต่ข่าวของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะหัวหน้ารัฐบาล ออกมาแทบจะทุกเบรก จนอยากจะอาเจียนออกมา ไม่ใช่เพราะไม่อยากฟัง ไม่อยากเห็น หล่อแบบนี้ ทั้งอยากเห็นและอยากฟัง แต่อยากได้คุณภาพมากกว่าปริมาณ!!!
คุณภาพที่ว่าหมายถึงความคิดใหม่ๆ ที่จะทำงานให้กับประชาชน มีอะไรเป็นฐานความคิดนี้บ้าง บอกตามตรงว่ายังไม่เห็น
อาทิ การกล่าวถึงสถานการณ์ภาคใต้ ที่ยังไม่เห็นความชัดเจนจากรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ จะใช้ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี การกำหนดห้วงเวลา อย่างไร ในการสร้างสมการแก้ไขปัญหา ให้เห็นเป็นรูปธรรมขึ้นมา เห็นพูดแต่เรื่องเดิมๆ ซ้ำซากจำเจ “เจ้าหน้าที่รัฐละเมิดสิทธิมนุษยชน” ทั้งที่ฝ่าย “โจรใต้ต่างหากที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน” แล้วรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างไร
คนอยากจะเห็น วิสัยทัศน์ ของนายกรัฐมนตรี เทียบกับ อดีตนายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ของประเทศชาติอย่างไร นอกจากสูตรสำเร็จ ที่มักจะตอบแบบกรอบกว้างๆ ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน เห็นแต่เป้าหมายของการช่วยพรรคพวกเพื่อนฝูง ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมือง แสวงหาประโยชน์ให้พรรคพวกเท่านั้นที่เป็นเรื่องชัดเจนที่สุดในระยะเวลา 1 เดือน ของการเข้ามาสู่อำนาจ
อาจจะมีคนช่วย “อุ้มสม” ตั้ง รัฐบาลชุดนี้ ขึ้นมาบริหารประเทศชาติบ้านเมือง
แต่ไม่อาจจะมีคนช่วย “อุ้มสม” การทำงานของรัฐบาล ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง
แน่นอนว่า ผู้นำรัฐบาล อาจจะคิดเรื่องส่วนใหญ่ของทั้งประเทศไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดว่าคนเดียวจะเก่งกาจสามารถขนาดที่ไม่ต้องพึ่งพาใครในการบริหารประเทศ วันนี้ ผู้นำประเทศอาจจะ ไม่มีทีมงาน ท่านควรจะต้องรีบหาทีมงาน ในการมาช่วยคิด ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการกำหนดยุทธศาสตร์ ความคิด และ กรอบวิสัยทัศน์ ในการทำงาน ให้ประชาชนเห็นมากกว่านี้
รัฐบาลอาจจะคิดเพียงเรื่องการทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองต้องคิดถึงอนาคตทางการเมือง แต่ประชาชนไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าอีก 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี ประเทศชาติ จะไปในทางใด ประชาชนจะอยู่ดีมีสุขมากน้อยขนาดไหน หรือจะให้ใช้ชีวิตไปตามยถากรรม รอความฟลุก แบบ ผู้นำรัฐบาล ชุดนี้ นี่คือเรื่องที่จะต้องทำงานอย่างจริงจัง มากกว่าจะคิดให้ตัวเองนำพารัฐบาลให้อยู่รอดเพื่อผลทางการเมืองเท่านั้น
ผู้นำรัฐบาล ยังขาดวิสัยทัศน์ ยังขาดความจริงใจ จิตวิญญาณ ในการคิดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ในการนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาประชาชน คนทั้งประเทศ จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การกระทำทั้งหมดนี้มุ่งหมายที่จะทำเพื่อผลตอบแทนในทางการเมือง เพียงอย่างเดียว หรืออย่างไร?
ข้อความที่ผู้นำประเทศหยิบฉวยมาใช้ ล้วนเป้นข้อความเก่าที่รัฐบาลชุดที่แล้วๆ มาเคยนำมาใช้ เช่น การลดรายจ่าย การเพิ่มรายได้ ซึ่งพูดง่าย แต่ทำยาก และยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีมาตรการใดมารองรับเรื่องที่ว่านี้ในระยะยาว หรือ การพัฒนาแบบยั่งยืนนี้เลย
หากผู้นำรัฐบาล ละทิ้งความมุ่งหมายทางการเมือง ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนให้ลืมตาอ้าปากได้ทั่วประเทศ หายุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ในการขจัดปัญหาความยากจนให้หมดไปจากประเทศ นั่นแหละจะเป็นบทพิสูจน์ความจริงใจ
ต้องตั้งหลักให้มั่น “อย่าพูดมาก” แต่ “ทำให้มาก”
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
โดย เอกฉัตร
ได้ฤกษ์ วันพุธที่ 21 มกราคม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และได้รับมอบหมายจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำกับควบคุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ทำให้ตำรวจเฝ้าจับตาดูว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญๆ ที่รัฐบาลจะต้องหาคนที่ไว้ใจทำงาน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองกลับขั้วกลับหัวกลับหาง ยิ่งต้องเฝ้าจับตาและลุ้นกันด้วยใจระทึก
ย้อนอดีตตั้งแต่กรมตำรวจยกฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงที่ดำรงอยู่น่าจะเรียกว่าเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกิดขึ้นในรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ โดย นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 และมอบให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เมื่อครั้งยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ต่อมาเมื่อ พล.ต.สนั่น ต้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ก็รับช่วงต่อเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นเดียวกัน
จนกระทั่งถึงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ได้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามเจตนารมณ์มีการยกฐานะกรมตำรวจเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำให้รัฐบาลต่อๆ มา ตั้งแต่ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช และ รัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ คนเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่ในช่วงท้ายของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีข่าวทำให้ตำรวจตื่นเต้นหวาดเสียว คือ จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี โดยให้ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ
เท่ากับว่าเป็นเวลา 8 ปี ที่พรรคประชาธิปัตย์ ว่างเว้นจากการเป็นแกนนำรัฐบาล ทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถูกกำกับควบคุมดูแลโดยนายกรัฐมนตรี ตามเจตนารมณ์
วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ได้กลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง และรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงของรัฐบาล และความมั่นคงให้กับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้รับมอบหมายให้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก่อนที่จะมาเล่นการเมือง ก็ผ่านงานด้านความมั่นคงมาแล้ว โดยเป็นกำนันที่ อ.พูนพิน จ.สุราษฎร์ธานี
ส่วนความรู้เรื่องตำรวจ ผมเชื่อว่าป่านนี้ นายสุเทพ รับรู้ปัญหาต่างๆ ในแวดวงตำรวจจากทีมงานที่ปรึกษา เข้าชั้นระดับสมภารแล้ว แถมการทำงานที่ถึงลูกถึงคน บวกกับความเป็นนักเลงลูกผู้ชายเต็มร้อย หากไม่เป็นโรคหูเบา ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับนักการเมืองที่เป็นใหญ่คับแข้งคับขา ก็น่าจะขับเคลื่อนให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากผู้บังคับบัญชาใจนักเลงกล้าที่จะรับผิดชอบ ไม่ใช่รับแต่ชอบ ให้ข้าราชการรับผิด ผมมั่นใจว่าพฤติกรรมที่ว่านี้ คงไม่เกิดขึ้นแน่กับลูกผู้ชายที่ไม่ได้ดูกันที่นุ่งกางเกงที่ชื่อ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
การประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นนัดปฐมฤกษ์ของรองนายกฯ สุเทพ แค่แนะนำตัว รับทราบวาระการประชุม ก็ดูไม่สมศักดิ์ศรีกำนันเก่า น่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับนายพลชิมลาง ซึ่งมีตำแหน่งที่ว่างอยู่ขณะนี้ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 1 ตำแหน่ง ผู้บัญชาการ 1 ตำแหน่ง รองผู้บัญชาการ 3 ตำแหน่ง และ ผู้บังคับการ 3 ตำแหน่ง
แม้การแต่งตั้งโยกย้ายชิมลางนัดปฐมฤกษ์มีไม่กี่ตำแหน่ง แต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อย แม้จะไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่บังเอิญ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชากาตำรวจแห่งชาติ มีหลายขั้วเป็นตัวช่วยค้ำยัน คงจะดำรงตำแหน่งไปจนถึงวันเกษียณเดือนกันยายนปีนี้
ที่ต้องตื่นเต้นเพราะมีนายตำรวจสายอำนาจใหม่ ฝีมือยังไม่ถึงขั้น ฝีมือชื่อชั้นยังห่างที่จะนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แต่เห็นว่า “นาย” เป็นใหญ่ จึงต้องการจะนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล อ้างว่าสามารถควบคุมม็อบได้ ไม่ให้ “นาย” เสียหน้า และปล่อยข่าวว่า พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 26 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่คนในวงการตำรวจรู้ดีว่า การข้ามห้วยจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มาเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลของ พล.ต.ท.สุชาติ นั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรรณ เป็นคนส่งมา เพื่อให้คนที่ไว้ใจในฝีมือคุมพื้นที่นครบาล ซึ่งถือเป็นหน้าตาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
4 เดือนที่ผ่านมาบนเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ทั้งงานบู๊และบุ๋น ไม่ทำให้คนสนับสนุนและกองเชียร์ผิดหวัง และเชื่อว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็น่าจะรับทราบมาบ้าง คงไม่บ้าจี้ตามข่าวลือ นะครับ
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
โดย อัฐศิริ
การรวมตัวกันที่ชลบุรีของกลุ่มพันธมาร แสดงให้เห็นว่า การชุมนุมประท้วง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับบ้านเมือง ยังไม่เลิกรา ตราบใดที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย คนเหล่านี้สุมหัวกับเผด็จการและผู้สูญเสียที่คบคิดกันเอาไว้
การจัดการชุมนุมของพันธมารที่จังหวัดชลบุรีถือเป็นการหยั่งความนิยม ว่ายังเหมือนเดิมหรือไม่ ยังสามารถเป่านกหวัดได้อีกหรือไม่ เพราะถูกข้อหาฉกาจฉกรรจ์ว่าเป็นตัวการบ่อนทำลายชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อถือในเกียรติภูมิของประเทศชาติจนย่อยยับ
จับประเด็นชัดๆ 2 เรื่องคือ 1.การเดินหน้าสร้าง “การเมืองใหม่” ซึ่งไม่รู้ว่าติดอกติดใจอะไรหนักหนา เพราะผู้รู้ออกมาให้ความเห็นคัดค้าน ว่า มันสวนทางกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง ที่เน้นการแต่งตั้งมากกว่าการเลือกตั้ง
เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ในการมีส่วนสำคัญในการเลือกคนมาบริหารจัดการบ้านเมือง
การเมืองใหม่ของพันธมาร เพียงแค่ต้องการเลือกตั้ง ส.ส.มาบางส่วน มาทำหน้าที่ออกกฎหมายเท่านั้นเอง
เรื่องที่ 2 คือ ตอกย้ำทวงถามหาคนรับผิดชอบและให้มีการลงโทษกับคนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งมีกองกำลังของพันธมารบาดเจ็บล้มตาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกองกำลังพันธมารทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ บางคนถูกถอยรถทับ ซึ่งเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ที่จะทำกัน
เรื่องนี้กลุ่มพันธมาร ยกเอาการตรวจสอบของของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนมาอ้าง ซึ่งที่ผ่านมาเห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาตลอด
และที่ต้องตามจับตาดู ว่าในอีกหลายจังหวัดที่ “พันธมาร” จะยกกำลังไป ซึ่งในจำนวนนั้น ทั้งที่ เชียงใหม่ และที่ อุดรธานี ซึ่งคนเสือแดงที่นี่ เหนียวแน่น เข้มแข็ง เอาจริง
โดยเฉพาะที่อุดรธานีนั้น นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ประกาศพร้อมนำสมาชิกเป็นหมื่นคนมาต้อนรับอย่างเต็มที่ มาเมื่อไรก็เมื่อนั้น
พร้อมกับประกาศกร้าวว่า จะไม่ให้คนที่คิดกบฏทำลายชาติ ฝักใฝ่เผด็จการ มุ่งล้มล้างประชาธิปไตยมาเหยียบแผ่นดินอุดรธานี ลูกหลาน “กรมหลวงประจักษ์” พร้อมจะให้บทเรียนที่สาสม หรือว่า เหตุการณ์หนองประจักษ์ภาค 2 จะเกิดขึ้นอีกก็ไม่ทราบได้
อย่าลืมว่าเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2552 เวลา 17.00 น. ที่บริเวณสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร บ้านหนองเหล็ก ซอย 9 ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี วันนั้นนายขวัญชัย ไพรพรนา ประธานชมรมคนรักอุดรได้นัดพบปะพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ โดยแกนนำหลายจังหวัดเดินทางมาร่วมปรึกษาเสวนาในการขับเคลื่อนแนวทางการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย บนพื้นฐานความถูกต้องและชอบธรรม
โดยมีแกนนำจากจังหวัด ปทุมธานี สมุทรปราการ โคราช ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ สุโขทัย ชลบุรี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงราย พิษณุโลก พัทยา หนองบัวลำภู ลำปาง โดยร่วมกันพูดคุย
เพื่อหาแนวทางต่อสู้ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และจะกดดันให้ นายกษิต ภิรมย์ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ก็ นายกษิต ภิรมย์ คนนี้แหละที่มีความสนิทสนมมักคุ้นกับแกนนำพันธมาร ถึงขนาดเคยขึ้นเวทีม็อบโกเต๊กซ์ ถือว่าเป็นขวัญใจของม็อบโกเต๊กซ์คนหนึ่งเลยทีเดียว
ทั้งนี้ นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงอุดรได้ออกแถลงการณ์ เรียกร้องต่อรัฐบาลและการเคลื่อนไหวของ “คนเสื้อแดง” ว่า
ตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยได้ทำลายหลักการประชาธิปไตย ด้วยการดึงสมาชิกจากพรรคเพื่อไทย และเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงและความป่าเถื่อนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนกระทั่งประชาชนคนเสื้อแดง ได้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา เพื่อแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ระหว่างวันที่ 28-30 ธันวาคม 2551 เพื่อเรียกร้องให้มีการ “ยุบสภา” คืนอำนาจให้กับประชาชน เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย แต่รัฐบาลได้แถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศ และยังคงยืนกรานที่จะบริหารประเทศต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน
“อาเซียน” หรือ “สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาคดำรงไว้ซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจการพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรม การกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก อาเซียน
เห็นว่า สันติภาพและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ จึงมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 จึงมีความสำคัญต่อประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนเป็นอย่างยิ่ง
“ชมรมคนรักอุดร” และ “คนเสื้อแดงทั่วประเทศ” ขอยืนยันว่าพวกเราสนับสนุนการประชุมอาเซียน ในการพัฒนาความร่วมมือของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสร้างความมั่นคงและสันติภาพและความเจริญก้าวหน้าให้กับประชาชนในภูมิภาค
รัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีไม่มีความชอบธรรมในการเป็นเจ้าภาพการประชุม เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนทหารทำการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
และต่อมาได้มีการเคลื่อนไหวยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ อันเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการก่อการร้าย ทำให้เศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทยเสียหายอย่างหนัก รวมทั้งทำลายความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
“ชมรมคนรักอุดร” และ “คนเสื้อแดงทั่วประเทศ” ซึ่งมีตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ ขอแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเฉพาะหน้าดังต่อไปนี้
1.รัฐบาลต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการนำรัฐธรรมนูญ 2540 คืนมา พร้อมทั้งทำการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง เพื่อสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เป็นการไถ่บาปที่พรรคประชาธิปัตย์มีส่วนในการทำให้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น “ของแสลง” ของพันธมารครับ นี่ก็ต้องติดตามดูกันต่อไป
2.รัฐบาลต้องดำเนินคดีโดยรวดเร็วในการจับกุมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้ทำการยึดทำเนียบรัฐบาล ปิดถนนราชดำเนิน ยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ มีการใช้อาวุธปืน ระเบิดปิงปอง จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก มีการยิงและทำร้ายประชาชนที่บริสุทธิ์ ใช้อำนาจเถื่อนทำร้าย ซ้อมประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ พันธมมารปิดปากเรื่องนี้เสียสนิท แต่กดดันให้ดำเนินการลงโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาผู้ที่สั่งการ
3.รัฐบาลต้องปลด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เพราะได้พูดสนับสนุนการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและได้สนับสนุนการกระทำที่รุนแรงและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายของบ้านเมือง
รัฐมนตรีต่างประเทศคนนี้ถูกมองว่าเป็นคนของพันธมาร น่าสนใจว่าจะลงเอยอย่างไร เพราะพันธมาทวงบุญคุณว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็เพราะพันธมารนี่แหละ
ด้วยเหตุนี้เอง พันธมาร จึงยังไม่เลิกง่ายๆ ก็อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์จะทนกับแรงเสียดทานจากเรื่องนี้ได้นานแค่ไหน ในขณะที่ปัญหาภายในประเทศ ยังเป็นเรื่องที่จะต้องแสดงฝีมือ
ว่าเป็นรัฐบาลของประชาชนหรือเป็นรัฐบาลที่ใครส่งมา เพื่อให้ภารกิจทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยสำเร็จให้ได้
เรื่องนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมารและเป็น ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ ประกาสยืนยันว่าจะขับเคลื่อนให้พันธมารประสบความสำเร็จให้ได้ ถึงกับกล่าวกับผู้มาชุมนุมที่ จ.ชลบุรี ว่า ไมมีอะไรที่พันธมารทำไม่ได้ ทำเนียบก็ยึดมาแล้ว สนามบินก็ยึดมาแล้ว เหลือแต่สวรรค์เท่านั้นที่ยังไม่ได้ไปยึด
เพราะอย่างนี้นี่เล่า คนไทยก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จากฝีมือของพันธมารและ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์นี่เอง
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต
โดย ลวดหนาม
สถานการณ์การเมืองไทยภายใต้ “อำนาจเผด็จการ” แบบนี้ใครจะทำอะไรก็ลำบาก เพราะมีแต่เสียกับเสีย
วันนี้ผมต้องยกนิ้วให้ “ตำรวจไทย” เลยว่า พวกคุณสุดยอดจริงๆ สมแล้วที่เป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”เพราะหลังจากโดน “ป.ป.ช.เถื่อน” ตั้งคณะกรรมการไต่สวนเหตุความรุนแรงหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551
โดยเฉพาะ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษก บช.น. ระเบิดถึงความรู้สึก ถึงกรณียื่นฟ้อง ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน
ประมาณว่า "เป็นการทำเพื่อเปิดโอกาสให้ตำรวจพิสูจน์ตนเองว่า ไม่ผิด ในกรณีสลายการชุมนุมโดยไม่ต้องการอยากเด่นอยากดัง แต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ก็มีชื่อเสียงมากพออยู่แล้ว แต่การออกมาฟ้องครั้งนี้ ต้องการให้สังคมพิสูจน์ว่า ตำรวจไม่ผิด ไม่ใช่ผู้ทำลายแต่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่ทรราช อย่างที่ถูกกล่าวหา
และอยากเรียกร้องศักดิ์ศรีของตำรวจคืนมา ที่ผ่านมาตำรวจต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในการทำหน้าที่ การที่ฟ้องครั้งนี้ ก็จะเป็นผลดีต่อ ป.ป.ช. เพราะจะเป็นบรรทัดฐานให้สังคมเห็นว่า ป.ป.ช. ที่เป็นองค์กรอิสระนั้น ยังต้องอยู่ใต้กฎหมาย และคงต้องมาพิสูจน์กันในชั้นศาล"
นอกจากนี้ พวกคุณกำลังโดนหมิ่นศักดิ์ศรีอย่างหนักจากพวกอันธพาลที่ใช้สื่อเลวๆ ใส่สีตีข่าวทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต
นอกจากการล่ารายชื่อถอดถอน ป.ป.ช.เถื่อน ทั้ง 9 คนแล้ว ผมอยากให้พวกท่านช่วยกรุณาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากสื่อเลวๆ ที่ออกอากาศโจมตีตำรวจไทยอยู่ในเวลานี้
ผมเชื่อว่า ญาติพี่น้องหรือ ลูกหลานของตำรวจที่ได้ยินได้ฟังคำพูดที่หมิ่นเกียรติภูมิของตำรวจไม่มีใครทนดู ทนฟังได้หรอก เพราะเล่นย่ำยีหยามศักดิ์ศรีของตำรวจจนไม่เหลืออะไรแล้ว
พวกสื่อเลวๆ พวกนี้กำลังพยายามล้างสมองประชาชนให้เกลียดตำรวจ โดยให้ข้อมูลผิดๆ หวังจะใช้กระแสสังคมบีบรัฐบาลให้ปลดนายตำรวจระดับบิ๊กๆ
เช่น นายตำรวจที่ปฏิบัติงานในรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในการทำหน้าที่ โดยไม่ฟังเสียงจากใครบางคนทำให้ถูกจับตาเป็นพิเศษ
ขนาดนายใหญ่ของพันธมิตรฯ ถึงกับออกมาไฟเขียวให้ลูกน้องไล่เช็กบิลตำรวจกันเรียงตัวเลยทีเดียว
ผมได้ยินข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นแล้วรู้สึกสงสารตำรวจเหลือเกิน พวกท่านทำงานหนัก ค่าตอบแทนน้อย แถมยังมาโดนแบบนี้
โดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยอาศัยตามแฟลตต่างๆ ห้องเท่ารูหนู พ่อ แม่ ลูก แทบกระดิกตัวไม่ได้
การกระทำที่หมิ่นเกียรติภูมิตำรวจเช่นนี้ สมาคมตำรวจจึงจะต้องออกมารวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่
โดยเฉพาะบรรดาอดีตอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตผู้บัญชาการตำรวจทั้งหลาย ในฐานะที่เป็นตำรวจเก่า
หากพวกท่านทนไม่ได้ที่ตำรวจถูกเหยียดหยาม พวกท่านจึงต้องกู้ศักดิ์ศรีของตำรวจกลับคืนมา เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี และมีความภาคภูมิใจ !
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง 2
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกเป็นฉบับที่ 327 ประจำวันอังคารที่ 20 มกราคม 2552 วันนี้ตรงกับวันแรม 10 ค่ำเดือน 2 ตามปฏิทินของสำนักโหราศาสตร์ “น้ำเฮียง” เขาบอกไว้ว่า “วันฉลูไม่ถูกกับมะแม” แทง แทนไท รับหน้าที่เข้าฐานปฏิบัติการ พบกันท่านผู้อ่านที่รัก รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และรักประชาธิปไตย จะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำซ้ำเติมบ้านเมืองให้เสียหายไปมากกว่านี้อีกแล้ว
** สุดคึกคักกับการสัมมนา ของ สมาคมตำรวจ จัดอภิปรายในหัวข้อ “องค์กรตำรวจกับการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ” ตั้งเป้าหมายล่าชื่อ ถอดถอน!!! “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.” 1 แสนรายชื่อ !!! งานนี้มีเครือข่าย กองหนุน กองบังคับการละ 1 พันรายชื่อ โดยมีตำรวจ ภริยาตำรวจ ลูกหลานตำรวจ หากรวบรวมได้จริงถือเป็นการรวมพลังของคนสีกากีที่น่าทึ่งทีเดียว...
** ปัญหาที่น่าขบคิดสำหรับบ้านเมืองไทย ในเวลานี้คือ คนทำผิดคิดชั่ว แล้วไม่รู้จักแสดงสปิริตที่จะรับว่าทำผิด คิดชั่ว จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น ใช้ความ หน้าหนา หน้าด้าน หน้าทน ทำทุกทางในการให้ตนดำรงอยู่ในตำแหน่ง ทั้งที่รู้ว่าตนมีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ซึ่งมีผลผูกพันไปถึงกฎหมาย เงินเดือน และ เงินประจำตำแหน่ง ที่มีการเบิกจ่ายกันด้วย เรื่องนี้อาจจะยังไม่กระเทือนซาง คนบางคนในบ้านเมือง ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย
** มันจะแตกต่างอะไรกับการทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย แล้ว ใช้อำนาจ ตัดสิน คนนั้น คนนี้ มีความผิดอย่างนั้น อย่างนี้ จึงเป็นการใช้อำนาจสิทธิขาดที่ไม่ชอบธรรม เสมือนกับเป็นการ ตัดสินคดีเถื่อน !!! มาทั้งหมด นี่คือมูลเหตุจูงใจ...ให้ การตัดสินคดี ในหลายๆ คดีความ ที่โยงกับการเมือง หรือ พรรคพวกของตน เป็นไปโดย ความน่าเคลือบแคลงสงสัยนานัปการ ว่าจะเป็นการใช้ดุลพินิจอันถูกต้องชอบธรรมในการตัดสินคดีความ การใช้ตำแหน่ง (อันมิชอบ) ชี้นำสังคมให้ไขว้เขว หรือไม่?!!!? หรือทำเพื่อผลประโยชน์พวกพ้องของตนเอง
** ที่สำคัญคือ การที่ กรรมการองค์กรอิสระ หลายแห่ง ไป รับจ๊อบ สอนหนังสือ ในมหาวิทยาลัย รับเงินเดือน ค่าตอบแทน ไปสร้างความน่าเชื่อถือให้มหาวิทยาลัย นำ องค์กรอิสระ ไปโฆษณาแอบอ้าง ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา หลงเชื่อ นั้นเป็นการกระทำที่แตกต่างอะไรจากการทำรายการ ชิมไปบ่นไป เพราะมีรายได้ตอบแทน แต่ที่น่าเสียใจคือ บรรทัดฐานนี้ถูกตีค่าตีความว่าผิด แล้ว องค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กลับไม่สำนึกว่าตนเองทำผิดเหมือนกัน สมควรจะต้องลาออกจากตำแหน่งเหมือนกัน แต่กลับ หาสปิริต...ไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว คนบางคน เป็นโต้โผตัดสินคดีความ ชิมไปบ่นไป ด้วยซ้ำไป แตกต่างอะไรกับ การถ่มน้ำลายรดฟ้า เปรอะเปื้อนเข้าหาหน้าตัวเอง
** พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องเข้าใส่ตัวได้ทุกวี่วัน นับตั้งแต่บริหารราชการมาจนจะครบเดือน ตั้งแต่ แต่งตั้งพันธมารธิปไตยเป็นรัฐมนตรี ตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ แต่งตั้งพันธมารธิปไตย เข้าไปเป็นเลขารัฐมนตรี ล่าสุดผุดเรื่อง สปก.4-01 แผลคาใจ ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง ขึ้นมาหลอกหลอนผู้คนเข้าไปอีก ไม่รู้ พรรคการเมืองนี้คิดจะให้นายทุนมาฮุบสมบัติชาติกันไปอีกหรืออย่างไร...ยังไม่เข็ด...ใช่ไหม
** พอคนจะให้โอกาส กลับเหิมเกริม ผุดนิสัยดั้งเดิม คือ ความดันทุรังสูง มาใช้กับผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง งานนี้หากฝืนเดินหน้าแจก สปก.4-01 ไม่ดูตาม้าตาเรือ ทำป่าไม้เมืองไทย บรรลัยวายวอด ไปอีกหละ... รับรอง งานนี้ แทง แทนไท บอกตามตรงว่าไม่เอาไว้ทำซากแน่!!! เป็นไง เป็นกัน เพราะ ตลอด 3-5 ปี มานี้ คนไทย หวงแหนทรัพยากรป่าไม้ เรามีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 4-5% จากเดิมที่ผ่านมา ส่งผลให้ดินฟ้าอากาศกลับมาเป็นปกติ หน้าหนาว เรามีลมหนาว หน้าฝน เรามีฝน หน้าร้อน เรามีแสงแดด
** เทกแรกที่ออนแอร์รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทย” ของ “นายกฯ มาร์ค” เห็นชัดเจนระหว่าง “คนพูดมาก” กับ “คนทำงานเป็น” มันแตกต่างกันราว ฟ้า กับ เหว แบบนี้นี่เอง บอกตามตรง แทง แทนไท ยังไม่เห็น “วิสัยทัศน์” ที่ชัดเจนของ “นายกฯ มาร์ค” แต่อย่างใด แล้วจะให้ “เชื่อมั่น” ประเทศไทย คงต้องทำใจยากเย็นแสนเข็ญ 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมา เปิดทีวีไปช่องไหนช่วงไหน เห็นแต่หน้าและเสียงของ นายกฯ มาร์ค ม.7 แทง แทนไท เตือนด้วยความหวังดี ภาษาคนเคยรู้จักชื่นชมกัน “พูดให้น้อย ทำให้มาก” เถอะขอรับ ด้วยความหวังดี อย่าไปเชื่อความคิด พีอาร์ ชั้นกระจอก ของ “รัฐมนตรีนกคุ่ม” ให้มากนัก หากเก่งจริง “พรรคประชาธิปัตย์” รุ่งเรืองมาตั้งนานนมเนแล้ว
** ให้ คิว...เคลียร์ข่าวกันอุตลุด สำหรับความขัดแย้งภายใน “พรรคเพื่อไทย” ที่มีข่าวกระเส็นกระสายในการแตกคอระหว่าง แก๊งออฟโฟร์ รุ่น 2 “ยุทธ–หน่อย-แดง-เพ้ง” ซึ่งเป็นเรื่องราวของการแย่งชิงอำนาจในพรรค ระหว่างที่เจ้าของพรรค “ตัวจริง เสียงจริง” ไม่สามารถมาสั่งการในพรรคได้ นักการเมืองหลายคนน่าไม่อาย !!! ประกาศกับสาธารณชน อยากจะมาเป็น หัวหน้าพรรค และ กรรมการบริหารพรรค ในยามนี้ หวัง...ส้มหล่น จะเป็น นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรี คนพวกนี้อ่านหน้าไพ่ไม่ขาด สู้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ไม่ได้ เต้นฟุตเวิร์ก ... ชิ่งไป...ชิ่งมา.. เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์ตกต่ำจนยากจะแก้ไขเยียวยา
** ตำหนิติเตียนกันยกใหญ่กับการทุ่มงบประมาณ 1 แสนล้าน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ยังไม่รู้จะกระตุ้นได้จริงหรือไม่ ตั้งเป้าให้จีดีพีโตขึ้นมามากกว่าที่ประมาณการกันไว้ได้จริงหรือไม่ แต่ที่น่าสนใจคือ เงิน 2 พันบาท ที่ให้ผ่านสำนักงานประกันสังคม ที่หลายคนเป็นห่วงว่าจะน้อยเกินไปบ้าง เข้าไปไม่ถึงประชาชนทุกกลุ่มบ้าง ทุกมาตรการย่อมมีข้อตำหนิ มีจุดอ่อน จุดแข็ง แต่การใช้งบประมาณในลักษณะนี้มีข้อควรระวัง อย่าให้พิสูจน์ได้ว่าเอาเงินรัฐมาใช้เพื่อกระตุ้นฐานคะแนนเสียง การทุจริตคอร์รัปชั่น มากกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ... เด็ดขาด
ที่มา ประชาทรรศน์

เด้งฟ้าผ่าปลัด มท.!! เฉดหัว ‘พีรพล’ ยัดเข้ากรุสำนักนายกฯ พร้อมตั้ง ‘วิชัย ศรีขวัญ’ เสียบเก้าอี้ปลัดฯ ปูดสัมพันธ์ใกล้ชิด ‘บิ๊กบัง-เทพเทือก’ ไขปมร้าว! ล้างบางเด็กทักษิณ ระบุการเมืองแทรกแซง แหกม่านประเพณีกระทรวงคลองหลอด เหตุรองปลัดทะลึ่งพรวด!คว้าเก้าอี้ “ซี 11”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามอนุมัติโยกย้ายนายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และมีผลตั้งแต่วันที่นายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
ทั้งนี้ ในเอกสารโยกย้ายได้มีข้อความสำคัญว่า “การโยกย้ายเพื่อประโยชน์ทางราชการตามที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอ และได้มีการแต่งตั้งให้ นายวิชัย ศรีขวัญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน”
อย่างไรก็ตาม การโยกย้ายครั้งนี้ถือเป็นการโยกย้ายครั้งแรกของกระทรวงมหาดไทยหลังมีการเปลี่ยนรัฐบาลและมีการคาดการณ์กันก่อนหน้านี้แล้วว่าจะต้องมีการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงที่เป็นคนใกล้ชิดรัฐบาลชุดเก่าออกไป
รายงานระบุถึงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างนายพีรพล กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และก่อนหน้านี้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ในสมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ขณะเดียวกัน ในการโยกย้ายข้าราชการประจำปี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2551 นายวิชัย ศรีขวัญ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ก้ได้รับคำสั่งให้ย้ายมาเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รวมถึงการที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จนเป็นเหตุให้ถูกฝ่ายการเมืองใช้อำนาจสั่งโยกย้ายดังกล่าว
จวบจนถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จึงได้มีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่ง “ปลัดกระทรวงมหาดไทย”
ผุ้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเป็นไปได้ว่า ในเร็วๆนี้ จะมีคำสั่งโยกย้ายอธิบดีอีกหลายคน ที่มีความแนบแน่นกับรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็น “สิงห์ขาว” คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แกนนำกลุ่มวังบัวบาน และนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.)
ที่มา ประชาทรรศน์

'มาร์ค' โปรยประชานิยม เอาใจประชาชน มติครม.ผ่านงบกลางปี 1.16 แสนล้าน จัดมาตรการภาษีชุดใหญ่ 7 มาตรการ ต่อยอดอายุนโยบายใช้น้ำ-ไฟฟรีทั่วประเทศ ขยายโครงการพืชผลทางเกษตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้(20 ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายกลางปี 2552 พร้อมทั้งมาตรการชุดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภาคธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) ขยายโครงการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตร รวมไปถึงขยายเวลามาตรการลดรายจ่ายให้กับประชาชน อีกทั้งกรณีค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าด้วย
โดยในทุกประเด็นเกี่ยวกับการอนุมัติจัดสรรงบประมาณรายจ่างกลางปีนั้นนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบผ่านมาตรการทางภาษี 7 มาตรการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ 1 มาตรการปรับเพิ่มเพดานการคำนวณภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา และคณะบุคคลที่ไม่มีรายได้ประจำประเภทเงินเดือน โดยขยายวงเงินขั้นต่ำสำหรับการคำนวณภาษีจากฐานรายได้พึงประเมินเป็นเงินได้ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 5 พันบาทต่อปี จากกำหนดเดิมวงรายได้ขั้นต่ำตั้ง 6 หมื่นบาทขึ้นไปเสียภาษี 300 บาทต่อปี
มาตรการต่อมา สำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในปี 2552 โดยนำเงินต้นซื้อบ้าน 3 แสนบาท บวกภาระดอกเบี้ย 1 แสนบาท สามารถมาหักลดหย่อนภาษีในการซื้อบ้านปี 2552 ได้ มาตรการที่3 ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับกองทุนร่วมลงทุนที่ลงทุนในธุรกิจSME โดยจะขยายระยะเวลาทางภาษีออกไปอีก 3 ปี จนสิ้นปี 2554 ซึ่งจากเดิมสิทธิดังกล่าวหมดไปตั้งแต่ปี 2551
มาตรการที่ 4 สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการปรับโครงสร้างหนี้ควบรวมกิจการ ซึ่งจะขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี มาตรการที่5ให้หน่วยงานได้นำค่าใช้จ่ายในการสัมมนาท่องเที่ยวภายในประเทศมาหักค่าลดหย่อนทางภาษีได้ 2 เท่า เป็นต้น มาตรการที่ 6 มาตรการแบ่งเบาภาระประชาชน โดยต่ออายุมาตรการใช้น้ำฟรี 60 หน่วยต่อเดือน และใช้ไฟฟรี 90 หน่วยต่อเดือน และสุดท้ายมาตรการที่ 7มาตรการช่วยเหลือภาคเกษตร โดยให้ขยายโครงการแทรกแซงราคาพืชผลเกษตรหลัก 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว มัน ยาง ข้าวโพด และปาล์ม
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51