ที่มา Thai E-News


เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, January 27, 2009
สำรวจพบนักท่องอินเตอร์เน็ตยี้การเมืองใหม่พธม. ขอเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง เทใจให้ทักษิณมาที่1
ที่มา Thai E-News
ที่มา ประชาทรรศน์
26 มกราคม 2552
สำรวจพบนักท่องอินเตอร์เน็ตอยากให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยส่วนใหญ่มีความนิยมทักษิณสูงสุด แต่ก็ยี้การเมืองใหม่ของพันธมิตรมากที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.วานนี้ (25 ม.ค.) ที่สมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล มีการจัดเสวนา หัวข้อ'การเมืองกับโลกออนไลน์' ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ที่สนใจในการนำอินเทอร์เน็ต และสื่อใหม่มาเป็นเครื่องมือในการช่วยผลักดันนโยบายจากภาคประชาชน การตรวจสอบนักการเมือง และพรรคการเมือง ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยอินเทอร์เน็ต อีกทั้งรูปแบบงานเป็นการเสวนากลุ่มย่อยระหว่างผู้สนใจโดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เสวนา โดยมีหัวข้อนำเสนอด้วยกัน 4 หัวข้อ ดังนี้
1.เสรีภาพในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network)
2.การสำรวจความคิดเห็นด้านการเมืองของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทย โดย Siam Intelligence Unit)
3. เว็บไซต์ฐานข้อมูลนักการเมืองไทย โดย Thailand Political Bast และ Thaiswatch
4.การผลักดันนโยบายและไอเดียจากภาคประชาชนสำหรับกรุงเทพมหานคร โดยทีม IdeaBangkok
ทั้งนี้ในส่วนสุดท้ายเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรณรงค์ด้านการเมืองผ่านอินเทอรืเน็ต จากเยาวชนโดยเสรีภาพในการแสดงความเห็นบนโลกออนไลน์ นั้นเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าวว่า เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องสื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็น 9 เรื่อง อาทิ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นทาง Hi5 การตอบ-โพสต์ ในกระทู้ การแสดงความเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งผ่านทางเว็บฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เราไม่สามารถต่อสู้อะไรได้จากความจริงที่มีอยู่ แต่เราสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่เราไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยในเรื่องนั้นๆได้ ทั้งนี้การแสดงความเห็นบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอินเทอรืเน็ตด้วย เช่น รัฐ ผู้ให้บริการ เว็บโฮส เว็บมาสเตอร์ ผู้ดูแลเว็บบอร์ด/บล็อกเกอร์ที่เปิดพื้นที่คอมเม้นท์ ประชาชนคนใช้เน็ต
อย่างไรก็ตามยังมีพลเมืองเน็ตที่ให้คุณค่ากับการเข้าถึงโดยเสรี เสรีภาพในการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส พรสวรรค์และการคิดค้นนวัตกรรม ความเท่าเทียมทางสังคม การกระจายศูนย์อำนาจ ทั้งนี้เสรีภาพคือการมีส่วนร่วมในอำนาจ อีกทั้งแนวทางการใช้เน็ตไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย แต่คนที่เข้าไปเป็นสมาชิกเป็นความต้องการของแต่ละบุคคล แต่การโพสต์ข้อความหรืออัพโหลดรูปภาพต้องไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น ซึ่งตรงนี้เราไม่สามารถบังคับบุคคลที่จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณของผู้ท่องโลกอินเทอร์เน็ต และโพสต์ข้อความ
ด้านการสำรวจความคิดเห็นด้านการเมืองของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนั้น นายกานต์ ยืนยง กล่าวว่า เป็นการทำการสำรวจความคิดเห็น ทัศนคติทางการเมืองของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งการสำรวจทางอินเทอร์เน็ตในการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบคนเน็ตยังเลือกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นอันดับหนึ่ง โดยเลือกจำนวน 1,281 คน จากผลสำรวจทั้งหมด 4,279 คน หรือคิดเป็น 31% สำหรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรับมนตรีตามมาเป็นลำดับที่ 2 ที่ 636 คน หรือ 15 % ส่วนลำดับที่ 3 เป็นนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรับมนตรีที่ 299 คน หรือ 7%
ทั้งนี้ยังมีการสำรวจในเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับแนวคิด “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งมีบุคคลที่ไม่เห็นด้วยสูงถึง 56% และเห็นด้วยเพียง 15% แต่เห็นด้วยกับการเลือกนายกรัฐมนตรีทางตรงถึง 56% ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วยเพียง 23% เท่านั้น
ซึ่งผลสำรวจนี้กระทำผ่านแบบสอบถามออนไลน์จำนวน 4,279 คน ผ่านเว็บไซต์ขนาดใหญ่ เช่น twitter blognone kapok.com และประชาไท ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ทั้งนี้แบบสำรวจ “ทัศนคติการเมืองของผู้ใช้อินเทอรืเน็ต” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ challenge Thailand 2010 ที่มีการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้นำทางการเมือง นักวิชาการ ที่มีอิทธิพลกับนโยบายสาธารณะ เพื่อคาดการณ์สถานการณ์ประเทศไทยในอนาคตและหาทางออกที่เป็นไปได้กับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งมีการเผยแพร่ผ่านรายการทีวีออนไลน์ชื่อ Practical Utopia โดยติดตามชมได้ที่เว็บไซต์ www.siamintelligence.com
ส่วนเว็บไซต์ฐานข้อมูลนักการเมืองไทย โดย Thailand Political Bast และ Thaiswatch กล่าวว่า คือรูปแบบเป็นการเปิดโอกาสให้เข้ามาแชร์ข้อมูลเรื่องของนักการเมืองแต่ละพรรคการเมือง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาค้นหาข้อมูลเพื่อทำรายงานหรือทำงานวิจัยต่างๆเกี่ยวกับนักการเมือง ซึ่งทางเว็บมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาโพสต์ในเว็บฯ ว่าข้อมูลนักการเมืองแต่ละคนนั้นเป็นใครมาจากไหน
ทั้งนี้หากใครจะทำวิจัยสามารถเข้ามาดูในเว็บ ThaiWatch.com ได้ เพราะจะมีการนำเสนอข้อมูลต่างๆที่น่าสนใจ เช่น มีร้านอาหารร้านใดบ้างที่นักการเมืองแต่ละคนใช้เป็นการนัดแนะพูดคุยกับเพื่อนหรือใช้เป็นที่ประชุมหารือของพรรค รวมทั้งมีรายชื่อกลุ่มคนข้ามชาติด้วย โดยเว็บนี้คนสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลที่ตนอ่านแล้วไม่เข้าใจได้ด้วย เพราะเว็บเป็บแบบวิกิมิเดียแบบเปิด
ขณะที่การผลักดันนโยบายและไอเดียจากภาคประชาชนสำหรับกรุงเทพมหานคร โดยทีม IdeaBangkok กล่าวว่า เป็นการผลักดันโยบายและไอเดียของภาคประชาชนมาบริหารเพื่อให้กรุงเทพมหานครมีความเจริญก้าวหน้า และสามารถท่องโลกอินเทอร์เน็ตอย่างมีความสุข เป็นการนำไอเดียจากภาคประชาชนมาปรับปรุงการทำงานของนักการเมืองและเว็บไซต์ที่มีการโพสต์ข้อความ
เราก้าวพ้นคุณทักษิณ แต่เราไม่ได้ก้าวข้ามคุณทักษิณ
ที่มา thaifreenews
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเห็นสื่อต่างๆ พยายามสร้างกระแสอย่างเหลือเกินว่า ท่านนายกฯทักษิณ หมดเงินแล้ว ไม่มีเงินเหลือแล้ว ไม่มีเงินหนุนใครอีกแล้ว
ที่จริงผมขี้เกียจสนใจข่าวนี้ เพราะท่านนายกฯทักษิณ จะหมดเงินหรือมีเงิน มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับขบวนการประชาธิปไตยมากนัก เพราะเราไม่ได้ต่อสู้ ด้วยเงินของทักษิณแต่อย่างใด พวกเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ดังนั้น ที่ตั้งสมมุติฐานเรื่องน้ำเลี้ยง มันจึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด เพราะน้ำเลี้ยงมันไม่มีแต่ต้นแล้ว แต่การต่อสู้ของประชาชนก็ขยายตัวไปเรื่อย
ที่จริง "น้ำเลี้ยงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" คือ เผด็จการต่างหาก ตราบใดที่ประเทศนี้ยังไม่มีความยุติธรรม ผู้ปกครองทั้งหลาย ไม่ได้มีใจเป็นธรรม ไม่ฟังเสียงประชาชน ฝืนมติของมหาชน ตราบนั้นการต่อสู้ของประชาชน ก็ยังคงมีอยู่ต่อไป จนกว่าเราจะได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา
เราก้าวข้ามพ้นเรื่อง นายกฯทักษิณ ไปนานแล้ว เรายกระดับการต่อสู้ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อทักษิณแต่อย่างใด มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ต้น หลังการทำรัฐประหาร 2549 แล้ว

แต่แม้ว่าเราจะก้าวข้ามพ้น การต่อสู้เพื่อ นายกฯทักษิณ แต่เราไม่ได้ก้าวข้ามนายกฯทักษิณแต่อย่างใด เรายกท่านขึ้นไปสู่ระดับของการเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เราเอายุคสมัยของท่านขึ้นมาเป็นการให้ประชาชนได้เรียนรู้ว่า หากเรามีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ยุคสมัยที่รุ่งโรจน์สำหรับคนรากหญ้า คือ ยุคที่ท่านนายกฯทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี มันเป็นยุคทองของคนรากหญ้าอย่างแท้จริง
ท่านนายกฯทักษิณ เป็นขวัญใจของคนรากหญ้า เป็นสัญญลักษณ์ ที่ผู้คนจำนวนมากศรัทธาและให้ความเคารพนับถือ ดังนั้น ผมไม่คิดว่าผู้นำการต่อสู้ของกลุ่มเสื้อแดงทั้งหลาย จะพยายามไปตกหลุมฝ่ายตรงข้าม "ด้อยความสำคัญของท่านนายกฯทักษิณ" ไปนะครับ
เรายังจะต้องชูนายกฯทักษิณ เป็นผู้นำอย่างเข็มข้นต่อไป เราต้องถือว่าท่านคือ ธงแห่งประชาธิปไตย และเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยต่อไป
มวลชนในระดับรากหญ้าจำนวนมาก อาจไม่สนใจประชาธิปไตยมากนัก ไม่เข้าใจความหมายของมันอย่างแท้จริง พวกเขาไม่ได้พัฒนาอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตย เช่นเดียวกับคนเสื้อแดงทีเป็นคนชั้นกลางครับ
แต่คนรากหญ้านั้นได้เรียนรู้ว่า "หนึ่งเสียงของเขานั้น" มีความสำคัญต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา พวกเขาเรียนรู้ที่จะออกเสียงเป็นกลุ่ม และออกเสียงเลือกพรรค แทนที่จะเลือกตัวบุคคลแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าคนรากหญ้าจะสนใจประชาธิปไตยหรือไม่ แต่พฤติกรรมทางการเมืองของคนรากหญ้าในขณะนี้คือการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
สิ่งที่คนรากหญ้าตระหนักในขณะนี้คือ ยุคทักษิณคือยุคทองของพวกเขา เป็นยุคที่ให้ความหวัง รวมทั้งทำให้เห็นอย่างแท้จริงว่า คนรากหญ้าจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ดังนั้น แกนนำคนเสื้อแดง หากต้องการปลุกเร้าทางการเมือง หาแรงสนับสนุนทางการเมืองจากคนรากหญ้า จะต้องชี้ให้เห็นว่าหากเลือกฝ่ายเราที่มี "นายกฯทักษิณเป็นสัญญลักษณ์" ของคนรากหญ้าจะทำให้พวกเขามีความหวังในการจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร
การขายประชาธิปไตยอย่างเดียวให้คนรากหญ้านั้นไม่ได้ผล
แต่ต้องขายสิ่งที่จับต้องได้ พวกเขาเคยสัมผัสอย่างแท้จริง
และที่สำคัญคือ คนรากหญ้าไม่เชื่อพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีความจริงใจกับพวกเขา
ดังนั้น แม้ว่าเราจะก้าวพ้นกรณีการต่อสู้เพื่อนายกฯทักษิณ แต่เราไมได้ก้าวข้ามท่านแต่อย่างไร
อย่าพยายามสร้างกระแสว่าทักษิณไม่มีความสำคัญ ทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ต้องสร้างกระแสว่าทักษิณนั้นสำคัญและเป็นส่วนใหญ่ทีเดียว
คนชั้นกลางที่เป็นกลาง รักประชาธิปไตย แต่ไม่ได้รักทักษิณ ที่ขบวนการประชาธิปไตยต้องการดึงเข้ามาร่วมนั้น ไม่ใช่พวกส่วนใหญ่ของสังคมนัก พวกเขาแม้เสียงดัง แต่จำนวนมีไม่มากพอที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้ สุดท้ายแล้ว เรายังต้องพึ่งพามวลชนพื้นฐานเหมือนเดิม และต้องไม่ลืมว่า ชัยชนะขั้นสุดท้ายของการต่อสู้อยู่ที่สนามเลือกตั้ง ไม่ใช่การเมืองข้างถนน หรือการเมืองนอกสภา ไม่ใช่การนำพรรคพวกออกไปชุมนุมเช่นเดียวกับพวกพันธมิตร และอย่าหลงเข้าไปเดินในเส้นทางเดียวกับพันธมิตร

ถ้าผมตายอย่าคิดว่าปัญหาจะหยุด อย่าคิดว่าถ้าส่งคนมาฆ่าผมจะจบ ถ้าผมตายปัญหาจะยิ่งยาก...
ที่มา thaifreenews

วานนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (นายกทักษิณในดวงใจ)
กล่าวในรายการสถานีเคเบิลทีวีดีทีวีทั้งนี้ได้เปิดฉากเหน็บ
การทำงานของรัฐบาล "อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ"
"ลอกเลียนนโยบาย
จวกใช้น้ำดับไฟระวังน้ำหมดไม่มีกิน เชื่อกลางปีคนตกงานอื้อ
แฉรัฐไม่กล้านำหวยขึ้นบนดิน เพราะแกนนำพธม.เป็นพ่อค้าหวยเถื่อน"
หลังจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาวะ ได้ี่ดำรงตำแหน่งบริหารประเทศเพียงช่วงเดือนแรกว่า นายอภิสิทธิ์ได้ ลอกเลียนนโยบายของเขา
อดีตนายกทักษิณ ระบุว่าเขาไม่กังวลในเรื่องนี้ แต่ห่วงประชาชนมากกว่า และแม้ว่านโยบายจะเหมือนกัน แต่หากคนใช้เป็นคนละคน ผลลัพธ์ก็อาจแตกต่างกัน และว่าเมื่อครั้งที่เขานำนโยบายนี้มาใช้ เพราะรู้ว่าประชาชนกำลังมีปัญหาจริง ๆ ไม่ใช่ยืนอยู่บนหอคอยงาช้างแล้วเที่ยวออกนโยบาย นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า การใช้นโยบายดังกล่าวเป็นเพียงการนำเอาวิธีระยะสั้นมาแก้ไขปัญหาระยะยาว และเขาวิตกว่าเมืองไทยจะได้เห็นประชาชนตกงานเป็นจำนวนมากในปีนี้ เนื่องจากวิกฤตการเงินโลก
โดยการกล่าวโฟนอินครั้งนี้เกิดขึ้นขณะตัวเขานั่งอยู่บนเครื่องบิน ซึ่งเริ่มต้นด้วยการสวัสดีปีใหม่ทั้งคนไทยและคนจีน อวยพรให้ทุกคนพบแต่ความสุขความเจริญ อดทนผ่านช่วงวิกฤต
ซึ่งยอมรับว่าบรรยากาศในปีนี้ เงียบเหงาเศร้าสร้อยกันทั่วโลก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ไหว พร้อมกระเซ้า นายวีระ มุสิกพงศ์ ว่า ช่วงนี้จะเห็นคนจีนใส่เสื้อแดงเยอะ อย่าไปคิดว่าเป็นผู้สนับสนุนเสื้อแดง เพราะสีนี้เป็นสีแห่งโชคลาภ โดยเฉพาะในปีนี้ที่เศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงใส่สีแดงกันเยอะ
พร้อมกับกล่าวว่า ขณะนี้ชีวิตร่อนเร่ พเนจร เหมือนนกขมิ้น ไม่เหมือนตอนที่อยู่เมืองไทยเป็นนายกรัฐมนตรี มีความสุข ได้เห็นทุกข์ของพี่น้องประชาชนและได้ช่วยเหลือ โดยยอมรับว่าเหงา เหมือนกับคนที่พลัดพรากจากครอบครัว ลูกๆ ก็นานๆ มาเยื่ยม เนื่องจากตนเดินทางบ่อย ส่วนสุขภาพร่างกายก็แข็งแรงดี จิตใจต้องอดทนและเข้มแข็ง เพื่อต่อสู้ความไม่เป็นธรรม ที่ผ่านมา ตนโชคดีที่ได้ฝึกนั่งสมาธิและเรียนรู้จากพระ ทำให้จิตเบาและว่าง เป็นสมาธิ โดยพยายามทำให้ได้ทุกวัน
นอกจากนี้ยังกล่าวเตือนถึงเรื่อง ส่งออกมีปัญหาแน่ เพราะตลาดขาดกำลังซื้อ รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งปกติเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวจะลดลงอยู่แล้ว แต่ของเรามีเรื่องของการอยากเปลี่ยนรัฐบาล ส่งทหารมาช่วยพันธมิตรฯ (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) ปิดสนามบิน ยังไม่พอ และนำพันธมิตรฯมาเป็นรัฐมนตรีอีก เขาจึงไม่แน่ใจที่จะมาเที่ยวเมืองไทย ช่วงแรกนักฟุตบอลอังกฤษ จะมาเที่ยวภูเก็ต แต่ภรรยาไม่อยากมา เพราะกลัวปิดสนามบิน
อดีตนายกฯ ยังฝากบอกว่า พวกที่กู้เงินมากๆ ต้องเตรียมแก้ปัญหาสภาพคล่อง เพราะธนาคารระวังตัวในการปล่อยกู้ และพยายามเรียกเงินกู้คืน เพราะถ้าไม่แข็งแรง เขาก็แย่ วันนี้หนี้เสียยังไม่เยอะเท่าครั้งที่แล้ว แต่น่าจะแย่แน่ๆ อยากให้อุตสาหกรรมส่งออกและรถยนต์ต้องเร่งปรับตัว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหารที่ต้องหาตลาดใหม่ ซึ่งแนะนำว่าตลาดแอฟริกาน่าสนใจ โดยหลายประเทศเริ่มเป็นเศรษฐีใหม่ ด้านตะวันออกกลางก็มีประชากรไม่มาก แต่มีเงินเยอะ"ผมได้รับเชิญไปคุยกับประเทศต่างๆ ใน 3 สถานะ 1.ในฐานะที่จัดตั้งมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือ ให้ความรู้ การแก้ปัญหาความยากจน 2.นักลงทุน พาพรรคพวกจากตะวันออกกลางไปลงทุน และ3.นักท่องเที่ยว เพื่อคลายเครียด และนำมาเล่าให้พี่น้องฟัง เผื่อพรรคพวกเราเป็นรัฐบาลจะได้นำในสิ่งที่รู้ที่เห็นไปพัฒนา"
นอกจากนี้ ยังฝากเตือนรัฐบาลว่า หากมองว่าวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้เป็นเหมือน"ไฟกำลังไหม้ เสียดายน้ำไม่ได้"นั้น ก็อย่าสาดน้ำดับไฟจนไม่มีน้ำจะกินหรือหุงข้าว เราต้องช่วยให้เขายืนอยู่ได้บนลำแข้ง ขณะนี้ต้องพูดคุยกับประชาชนว่า เดือดร้อนเรื่องอะไร อยากให้ภาครัฐช่วยอะไร ให้ผู้ที่เดือดร้อนเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ วันนี้นโยบายเหมือนกัน ถ้าคนทำไม่เหมือนกัน ผลก็ออกมาต่างกัน โดยเชื่อว่า กลางปีนี้จะมีประชาชนตกงานอีกจำนวนมาก รัฐต้องคุยกับธนาคาร ต้องบริหารการเงินให้ดี
สำหรับกรณีที่รัฐบาลนี้ไม่กล้านำหวยขึ้นบนดิน เพราะแกนนำพันธมิตรฯหลายจังหวัดเป็นพ่อค้าหวยเถื่อน ไม่กล้า ขนาดต้องนำคนมาเป็นทั้งรัฐมนตรีและที่ปรึกษา เพราะมุ่งล้มล้างทางการเมืองจนไม่เคารพกติกา ถ้าเราใช้กติกาว่าตามกฎหมายและให้ประชาชนมาตัดสิน บ้านเมืองจะไปได้ คนที่เสียประโยชน์ก็ต้องรวมตัวประท้วง ไปรวมตัวไม่เป็นไร แต่ไปให้ท้ายจนเป็น 2 มาตรฐาน พร้อมทั้งวอนให้สร้างความปรองดอง หันหน้ามาคุยกัน
"ผมต้องการความเป็นธรรม ผมไม่มีปัญหา แต่การชนะการเลือกตั้ง คือ ปัญหา อยากให้เริ่มต้นใหม่ โดยหันหน้าเข้าหากัน ปฏิบัติตามกติกา ถ้าผมตายอย่าคิดว่าปัญหาจะหยุด อย่าคิดว่าถ้าส่งคนมาฆ่าผมจะจบ ถ้าผมตายปัญหาจะยิ่งยาก"
นอกจากนี้ อดีตนายกฯ ยังยืนยันถึงความจงรักภักดี โดยกล่าวว่า "ผมกตัญญู ในชีวิตได้รับพระราชทานอะไรมามากมาย หากผมใช้กรรมที่เกิดจากชาติที่แล้วหมด ทุกอย่างน่าจะดึขึ้น และผมพยายามจะทำความดี" พร้อมทั้งขอบคุณพี่น้องประชาชนที่อยากจะเก็บเงินส่งมาให้ใช้ โดยระบุว่า ฟังแล้วอยากร้องไห้
Monday, January 26, 2009
ศาสตร์แห่งพลังจิต พิชิตป่วยด้วยพลังใจ
ที่มา ไทยรัฐ
“ศาสตร์แห่งพลังจิต รักษาโรค”...จุดเริ่มน่าจะมีมานานเกือบ 500 ปี ก่อนคริสตกาล โสกราตีส ผู้ก่อตั้งลัทธิอุดมคติในทางปรัชญา กล่าวไว้ว่า...
“การที่แพทย์จำนวนมากมายได้รับความสำเร็จในการรักษาน้อยมากนั้น มีสาเหตุเนื่องจากพวกเขาลืมไปว่า มนุษย์ไม่ได้มีแต่ร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีจิตวิญญาณที่พวกเขารู้จักน้อยมากเหลือเกินด้วย...”
องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้คำจำกัดความสุขภาพว่า “สภาพของความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม”
สถานภาพที่ว่านี้...จะเกิดขึ้นได้ด้วยการอธิษฐาน คือ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างร่างกาย วิญญาณ และจิตใจให้เกิดขึ้น
เพื่อที่มนุษย์จะได้พบตัวเอง พร้อมกับความกลมกลืนภายใน และสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอีกครั้ง
พลังจิตรักษาโรคอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เกินจริง แต่...อเล็กซานเดอร์ ทอสคาร์ เจ้าของหนังสือ “พลังจิตรักษาโรค” สำนักพิมพ์ ดีเอ็มจี บอกว่า การตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างสอดคล้องกัน จะทำให้บังเกิดแสงสว่างได้
นัยความหมายของแสงสว่าง เริ่มจากแสงสว่างทางใจ
“มนุษย์มีอะไรมากกว่าที่เราจับต้องได้หรือมองเห็นได้ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ปัจจุบัน ครอบคลุมได้ไกลที่สุดได้แค่ร่างกายเท่านั้น...
เมื่อความเจ็บปวดทรมานทางภายนอกถูกบำบัดไปได้ อาการของโรคก็บำบัดได้ แต่จริงๆแล้วสาเหตุของโรคยังคงอยู่ และกลับมาเป็นอีกเรื่อยๆ”
ยารักษาโรคได้โดยตรง จิตจะรักษาได้โดยอ้อม
อเล็กซานเดอร์ บอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องมาเถียงกันว่าโรคทางจิตสามารถเกิดขึ้นได้และรักษาให้หายได้...จิตสร้างองค์ประกอบทางเคมีที่บำบัดโรคได้
“ยามีผลขั้นแรกกับร่างกาย แล้วขั้นที่สองกับจิตวิญญาณ ขณะที่การแผ่พลังศักดิ์สิทธิ์มีผลกับจิตวิญญาณก่อน แล้วจึงผ่านมาที่ร่างกาย”
เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุขภาพจะถูกเรียกว่า...สิ่งที่ดีที่สุด
เพ็ชรากรณ์ วัชรพล เลขานุการบริหาร กองบรรณาธิการ นสพ.ไทยรัฐ ผู้มีประสบการณ์ใกล้ชิด ลูกชายกับลูกสาวเคยทดลองรับการบำบัดด้วยพลังจิต จากอเล็กซานเดอร์ ทอสคาร์
เพ็ชรากรณ์ บอกว่า ศาสตร์ของพลังจิตรักษาโรค อเล็กซานเดอร์ พูดว่า คนเราจะมีจิตวิญญาณอยู่ข้างในลึกๆ แล้วจิตก็สามารถรับแสงอาทิตย์เป็นพลังแห่งการมีชีวิต
“เปรียบได้กับพืช ต้องได้รับแสงอาทิตย์เพื่อการเจริญเติบโต สรรพสัตว์ก็เช่นกัน ต้องพึ่งพาแสงอาทิตย์ เข้ามามีส่วนช่วยจัดระบบในร่างกาย”

อเล็กซานเดอร์มีจุดเน้นไปที่แกนหลักของร่างกาย ก็หมายถึง...กระดูกสันหลัง
“ตั้งแต่คอ ต้นไหล่ ไล่ลงมาถึงสะบักเอว ถ้าแกนลำตัวไม่คด โก่ง งอ ก็จะทำให้ส่วนอื่นๆของร่างกายดี เลือดลมไหลเวียนดี”
ความไม่เท่ากันของความยาวขา เป็นอีกส่วนที่สำคัญ ถ้าแกนหลังตรงแล้ว ก็จะทำให้ขาเท่ากัน ไม่คด...ไม่โก่ง
“บางคนขาไม่เท่ากัน สะโพกเอียง เดินโยกไปเยกมาไม่สมดุล มีผลจากแกนกลางของร่างกายมีปัญหา”
อเล็กซานเดอร์ให้ข้อมูลกับผู้ที่เข้ารับการบำบัดว่า...การนั่งสมาธิ การคิดดี ทำดี การมีเมตตา มีความรักให้กับผู้อื่น เราจะได้รับสิ่งดีๆกลับมาในร่างกาย
สิ่งดีๆที่ว่านี้จะเป็นพลังในตัวเอง ใช้รักษาตัวเองได้
การที่เรามีใจดี ก็จะทำให้สิ่งรอบๆตัวเราดีไปด้วย
หลักของพลังจิตรักษาโรค อยู่ที่ตัวเรา สามารถทำให้เราแข็งแรงได้ แต่ที่เราเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นเพราะเราไม่รู้วิธีการกระตุ้น โดยอเล็กซานเดอร์ จะเป็นคนที่มากระตุ้นพลังนี้
“เขาว่า...เขาจะส่งพลังจิตตัวที่เขามีอยู่ จิตที่มีความกล้าแข็งมากกว่าเรา”
พลังจิตนี้เกิดจากการประพฤติปฏิบัติอยู่ในหลักที่กำหนด ด้วยการคิดดี ทำดี นั่งสมาธิ กินอาหารที่เหมาะสม ผนวกกับการช่วยรักษาคน ก็ทำให้บุญกุศลกลับมาให้เขามีพลังมากขึ้น...
อเล็กซานเดอร์บอกอีกว่า พลังที่เขาส่งให้นี้ ใครจะได้รับมาก...รับน้อย ขึ้นอยู่กับพลังของเราที่มีอยู่ในตัว และที่เรารับได้
เรื่องอย่างนี้...ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้? แต่สำหรับเพ็ชรากรณ์ เห็นด้วยกับหลักที่ว่า พลังจิตของตัวเราจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงได้
เคยเห็นไหมว่า ถ้าเผื่อเราบอกตัวเราว่าไม่เจ็บ เราก็จะไม่รู้สึกเจ็บ เหมือนกับเวลาเราสอนลูก เวลาเล่นซนไปเจ็บมา
“ไม่เป็นไรหรอก...โอมเพี้ยง! หายแล้ว...เด็กก็หาย หยุดร้องไห้”
นั่นเป็นเพราะว่าเด็กมีจิตที่บริสุทธิ์ ยังไม่รู้ประสาอะไรมากนัก ถ้าอายุมากแล้ว เรียนรู้อะไรมามากๆ ใครจะบอกให้เชื่ออะไรก็เชื่อยาก
คำสอนของโสกราตีสเกี่ยวกับศิลปะการคิดและการกระทำที่ถูกต้อง คือการรู้จักตนเอง “....เพราะคนที่รู้ว่าตนเองคือใคร รู้ว่าเขาควรจะทำอย่างไร และสามารถเพียงไหน ก็จะพบกับความหมายของชีวิตผ่านทางความคิดและการกระทำที่ถูกต้อง”
ชีวิตของคนที่บำเพ็ญธรรมทางจิต จะเคารพบูชาคำพูด ความคิด การกระทำทุกอย่าง นำชีวิตไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ ใครก็ตามที่ทำในสิ่งตรงกันข้าม...ก็จะพบกับความกังวล ความกลัว ความไม่สงบ
“เมื่อการกระทำที่ถูกต้องอาศัยอยู่ในหัวใจ...ก็จะปรากฏซึ่งความงามในบุคลิก เมื่อมีความงามในบุคลิก...ก็จะมีความกลมกลืนในบ้าน
เมื่อมีความกลมกลืนในบ้าน...ก็จะมีระเบียบในชาติ เมื่อมีระเบียบในชาติ สันติสุขในโลกก็จะบังเกิดขึ้น...”
พลังจิตรักษาโรค คือ การเปลี่ยนแปลงทางจิต ที่ทำให้จิตของแต่ ละคนอิ่มเอิบ สิ่งสำคัญ คือ วิถีชีวิต ความคิด ความรู้สึกที่ถูกต้อง
มนุษย์เป็นผู้กำหนดเส้นทางของการรักษาเสมอ...หากยึดโรคไว้แน่น เพราะสงสัยว่าจะหายจากมันได้หรือไม่ ด้วยเชื่อว่าจะสูญเสียบางอย่างเพราะการรักษา เขาก็จะเลือก...เอาโรคเป็นหนทางใหม่อีก แล้วก็เปิดทางให้กับโรค
เข้าใจง่ายๆ “เมื่อคนไข้ไม่ได้คิดว่าต้องการรับการรักษาให้หาย ไม่ได้ต้องการได้รับการดูแลด้วยความรัก หรือคนไข้ไม่เชื่อในยารักษาโรคแล้ว...โรคนั้นก็ยังไม่หายไปไหน”
สำหรับพลังที่อเล็กซานเดอร์ ทอสคาร์ บอกว่าเขามีอยู่ พูดกันตามตรง เพ็ชรากรณ์ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่...พิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้ามองในแง่ความรู้สึก การที่เขาอธิบายในสิ่งที่ว่า คุณต้องคิดดี ทำดี แล้วก็กระตุ้นด้วยพลังที่ว่านี้
“หากเรามีความเชื่อมั่น ก็ทำให้เราคิดดี ทำดี แล้วสิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับตัวเรา”
เพ็ชรากรณ์ บอกอีกว่า พลังบางอย่างที่อยู่ในตัวมนุษย์ อาจไม่เรียกว่าพลัง อย่างบางคนอาจมีความรู้สึกว่าสังหรณ์อะไร แล้วก็เป็นเช่นนั้น
ประสบการณ์สังหรณ์เกิดขึ้นกับตัวเองหลายครั้ง ถือว่าเป็นคนที่สังหรณ์ แม่นทีเดียว หากใช้หลักคิดในทำนองเดียวกัน ก็อาจเป็นกรรมดีของเราที่มี
และเป็นไปได้ว่า ความสังหรณ์ที่เกิดขึ้นมาจากความระแวง ผนวกกับความกลัว ความระวังตัว สังหรณ์แล้วก็ไม่อยากทำ เดี๋ยว...จะโดนด่า
“พลังหรือความรู้สึกอย่างนี้ คนละเรื่องกับการนั่งหลับตาแล้วเกิดนิมิต เห็นเหตุการณ์อดีต...ปัจจุบัน...อนาคต”
แต่ก็อีกนั่นแหละ ทุกวันนี้...เรื่องเหลือเชื่อ เรื่องลี้ลับ เรื่องที่หลักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ ก็มีให้เห็นกันมากมาย ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยบอกว่าไม่เชื่อ แต่ก็ยังมีคนอีกมากมายเชื่ออย่างงมงาย
“ไม่อย่างนั้น...เมืองไทยคงไม่มีหมอดู...ไม่มีคนทรงเจ้า เข้าทรง”.
มนุษย์อยุธยา
ที่มา ไทยรัฐ
ในงานเปิดตัวมังกรสวรรค์ ที่มีอดีตนายกบรรหาร ศิลปอาชา เป็นประธานที่เมืองสุพรรณบุรี มีการละเล่นแบบจีน คนแต่งตัวเหมือนงิ้ว “เล่นเปลี่ยนหน้า” สนุกและน่าสนใจมาก
ตรุษจีนปีนี้ ผมถามเพื่อนที่คุ้นเคยเยาวราช ได้ความว่าไม่ได้เห็นโรงงิ้วกลางแจ้งนานแล้ว
ตอนสายวันศุกร์ มีโชว์เปลี่ยนหน้า เรียกน้ำย่อยรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ช่อง 3 สี่โมงกว่าๆ ไม่แน่ใจว่าคณะเดียวกัน มีโชว์ในรายการชุมทางเสียงทองช่อง 7
สองรายการนี้ มีเป้าหมายเดียวกัน คือชวนให้คนไปเที่ยวตรุษจีน ในศูนย์การค้าแถวๆสยาม
ผมตั้งใจดูเป็นพิเศษ เพราะมีพื้นฐานจากการดูหนังจีนเรื่อง ราชาพันหน้า จำได้ว่าเป็นหนังรางวัลระดับเอเชีย เมื่อสักสิบปีที่แล้ว
วิชา “เปลี่ยนหน้า” เป็นวิชาหากินเฉพาะตัว ที่จะยอมถ่ายทอดให้ ก็เฉพาะทายาทในตระกูล
วัฒนธรรมจีนเก่า ต้องการแต่ลูกผู้ชาย เด็กผู้หญิงที่มักถูกทอดทิ้งให้ตาย หรือกลายเป็นเด็กเร่ร่อน ในยุคข้าวยากหมากแพง...เด็กผู้หญิงคนนั้น ปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย ไปอ้อนวอนสมัครตัวเป็นหลาน
เรียกจอมยุทธ์...ราชาพันหน้าว่า “คุณปู่”
เรื่องเดินหน้าไปถึงวันที่ “คุณปู่” เจอข้อหาการเมืองถึงขั้นประหาร เด็กผู้หญิงหาทางเข้าถึงตัวกวนอิมเหล็ก ดารางิ้วชายชื่อดัง ที่รู้ว่าใกล้ชิดศูนย์อำนาจในกองทัพ เพื่อขอให้ช่วย
ผมสะดุดใจ กวนอิมเหล็ก งิ้วผู้ชาย จากประโยคบอกเล่า “การเป็นดารา แม้ผู้มีอำนาจจะชอบ แต่เขาจะไม่เกรงใจ”
ลีลาของราชาพันหน้าในหนัง ใช้เทคนิคทำให้น่าสนใจได้ แต่ลีลาการเล่นเปลี่ยนหน้า ที่เล่นกันวันนี้ แค่กะพริบตา หน้าก็เปลี่ยนสี
รวดเร็วจนน่าอัศจรรย์
ผมพยายามค้นข้อมูล การเล่นเปลี่ยนหน้า แม้จะแต่งตัวเหมือนงิ้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นเล่นในโรงงิ้ว
กาญจนาคพันธุ์เขียนไว้ในคอคิดขอเขียน งิ้วที่เล่นกันแยกเป็นสองส่วน ส่วนที่เล่นบทบู๊ล้างผลาญ หกคะเมนตีลังการบกันท่าเดียว เรียกว่าบู๊หี่
ส่วนที่เล่นเป็นเหมือนหนังชีวิต บัณฑิตไปสอบจอหงวน ทิ้งเมียเก่าที่บ้านนอกเอาไว้ ได้เมียใหม่เป็นคนในรั้วในวัง ก็เรียกว่า “บุ๋นหี่”
“หี่” คำเดียวแปลว่า เล่น หมายความถึงงิ้ว ใช้หลักนี้ เมื่อนึกได้ว่า การเล่นเปลี่ยนหน้า น่าจะเรียกว่าปาหี่ ซึ่งเข้าใจกันว่าการเล่นกล
ตอนเริ่มเปลี่ยนหน้า ก็ฮือฮากันว่า ทำได้ไง แต่พอถึงตอนเขาเปิดให้ดูหน้าสุดท้าย หน้าจริง คนดูก็มักปรบมือ หรือไม่ก็โห่ร้องชื่นชม
การเปลี่ยนหน้า เป็นศิลปะชั้นสูงของจีน เป็นการแสดงที่เราใช้คำว่า “เล่น” จะเป็นฝีมือหรือเล่นกล...จบแล้วก็คืนสู่สภาพเดิม คือ “ความจริง”
แต่การเปลี่ยนหน้า ในบางสังคม ไม่ว่าจะสังคมผู้รู้ครูอาจารย์ สังคมการเมือง บางคนก็เปลี่ยนได้ระดับ “ราชาพันหน้า” จนไม่รู้ว่า หน้าตาจริงๆของเขาเป็นอะไร
บางคนเพิ่งเล่นบทผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบินไว้ ในบรรยากาศอาหารดี ดนตรีไพเราะ ไม่กี่วันต่อมา ก็ได้เล่นบทรัฐมนตรี เป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาล
เจอมายากลเปลี่ยนหน้าตำรานี้ ผมนึกอะไรไม่ออก นึกได้แต่กลอนของสุนทรภู่ “ทุกวันนี้มนุษย์อยุธยา มีร้อยหน้าพันหน้ายิ่งกว่าพรหม”.
กิเลน ประลองเชิง
สภาล่ม
ที่มา ไทยรัฐ
ยังไงเสียรัฐบาลก็หนีความรับผิดชอบไปไม่พ้น เพราะมีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน หากเข้าประชุมครบจำนวนแม้ฝ่ายค้านจะไม่เข้าประชุมก็ไม่มีปัญหา การประชุมล่มเมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมาทำให้การพิจารณากฎหมายที่สำคัญต้องเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
ส.ส.รัฐบาลมี 254 คน ปรากฏว่าเข้าร่วมประชุมแค่ 219 คน หายไป 35 คน เมื่อมีการนับองค์ประชุมจึงไม่ถึงกึ่งหนึ่งคือ 228 คน ทั้งนี้ เพราะปรากฏว่าฝ่ายค้านก็เข้าประชุมไม่ครบ พรรคเพื่อไทยมี ส.ส. 183 คน ขาดไป 180 คน เข้าประชุมแค่ 3 คน พรรคประชาราช มี ส.ส. 9 คน ขาดประชุมไป 8 คน
นอกจากนั้น ส.ส.ที่ยังไม่สังกัดพรรคชัดเจนจาก 10 คน ขาดประชุมไป 9 คน
ประชาธิปัตย์พรรคแกนนำรัฐบาลซึ่งมี ส.ส. 171 คน ปรากฏว่าขาดประชุมไป 15 คน ว่ากันว่าในส่วนที่ขาดไปนั้นเป็น ส.ส.ที่ไม่ พอใจการแต่งตั้งรัฐมนตรีส่วนหนึ่ง จะเป็นเพราะเจตนาหรืออุบัติเหตุไม่ทราบได้ แต่ที่แน่นอนก็คือปัญหาลึกๆในพรรคนี้ยังไม่จบ
“สภาล่ม” ครั้งนี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเกมของฝ่ายค้านที่ให้มีการนับองค์ประชุม เมื่อเห็นว่า ส.ส.ไม่น่าจะครบองค์ประชุม ทำให้การดำเนินการในสภาเกิดปัญหา แต่ทั้งหลายทั้งปวงอย่างที่ว่าไว้ หาก ส.ส.รัฐบาลมากันครบก็ไม่มีปัญหา
จริงๆแล้วประชาธิปัตย์จะเน้นงานในสภามาตลอด นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรค ย้ำนักย้ำหนามาตลอดให้ ส.ส.มาประชุม ให้รัฐมนตรีเข้าประชุม แม้แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ก็ประกาศไว้เช่นกัน
แต่เมื่อมาเจอแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการ “เสียหน้า” ที่ไม่สามารถควบคุม ส.ส.รัฐบาลทั้งประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลได้
หลังสภาล่มครั้งนี้ดูเหมือนว่าประชาธิปัตย์จะกังวลมากที่สุด และกำลังหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ด้วยการจัดเลี้ยง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังจะตั้งทีม 35 คน เพื่อควบคุม ส.ส.รัฐบาลไม่ให้แตกแถวให้มาประชุมสภา
ถ้าว่าให้ถึงที่สุดแล้วน่าจะเป็นความประมาทของรัฐบาลมากกว่า และ ส.ส.ก็คงไม่คิดว่าจะเกิดปัญหา เพราะการพิจารณากฎหมายที่ไม่สำคัญนักและน่าจะผ่านไปได้ ถือโอกาสโดดประชุมกลับบ้านไปหาเสียงรับเทศกาลตรุษจีน ไม่คิดว่าฝ่ายค้านจะเล่นแรงแบบนี้
เป็นการขาดความรับผิดชอบที่ควรสำเหนียก
อย่างไรก็ดี การประชุมสภาในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจึงควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะเป็นการพิจารณาผ่านร่างกฎหมายต่างๆซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรง จึงต้องให้ความสำคัญ เพราะสภาเป็นเวทีที่จะแก้ปัญหาต่างๆได้
หากไม่ให้ความสำคัญก็จะเกิดปัญหาโดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาการเมืองที่จะแก้กันตรงนี้ แต่เมื่อไม่ให้ความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น สภาก็เลยไร้ความหมายไปทันที โดยเฉพาะผู้นำประเทศที่ผ่านมาหลายคนจะให้ความสำคัญต่อสภาน้อยมาก
ถ้าไม่จำเป็นไม่ยอมมาร่วมประชุมสภา
ดังนั้น หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหานี้ ไม่สร้างความเข้าใจ ไม่สร้างสำนึกร่วม โอกาสที่จะเกิดสภาล่มมีอีกแน่ ยิ่งถ้าไปเจอกฎหมายสำคัญๆมีสิทธิ์เจ๊งเอาได้ง่ายๆ
ฝ่ายค้านนั้นมีเป้าหมายชัดเจนเพื่อไม่ให้รัฐบาลทำงานได้สะดวก จึงต้องใช้รูปแบบและวิธีการต่างๆ และหากรัฐบาลเกิดสภาล่มบ่อยๆจนเดินหน้าไม่ได้ก็จะเข้าทางฝ่ายค้านที่เสนอให้
ยุบสภา เพราะเสียงสนับสนุนรัฐบาลปริ่มน้ำ ทำให้งานในสภาเกิดอุปสรรคเดินหน้าไปไม่ได้ เรียกว่าเข้าทาง คือไม่ชอบธรรม
เมื่อถึงจุดนี้ก็พอกันแหละครับ...รัฐบาลก็ขาดความรับผิดชอบ แต่ฝ่ายค้านก็เล่นเกมการเมืองเพื่อเอาชนะคะคานคับแค้นอยู่อย่างเดียว
แบบนี้ถ้าจะอยู่กันลำบากเสียแล้ว.
“สายล่อฟ้า”
ทุบหม้อข้าวกองเชียร์
ที่มา ไทยรัฐ
ช่วงขาขึ้น คนหล่อทำอะไรก็น่ารัก
ฉากในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกอาการเขินอายที่ถูกพิธีกรหญิงยิงคำถามรู้สึกยังไงที่มักจะถูกเปรียบเทียบกับประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา
“โอบามาร์ค” นั่งอมยิ้มแก้มแทบปริ
แต่อีกฉากหนึ่งของคนที่อยู่ในห้วงขาลงมานานหลายปี คนหน้าเหลี่ยมทำอะไรก็ถูกคนเกลียดมองว่าน่าชัง อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ส่งแค่เสียง “โฟนอิน” ตามนัด เข้ารายการความจริงวันนี้ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดีทีวี
โดยต้องออกตัวก่อนเลยว่า เป็นการโทรศัพท์ระหว่างนั่งเครื่องบินอยู่เหนือน่านน้ำสากล ไม่ได้มาจากประเทศใดประเทศหนึ่ง
ทีมเกสตาโปไม่ต้องตามหาหลักแหล่งให้ยาก
และถึงแม้ว่า คิวนี้อดีตนายกฯทักษิณยังมีแก่ใจยิงมุก กล่าวติดตลก ไม่อยากให้นายวีระ มุสิกพงศ์ พิธีกรของรายการเข้าใจผิดว่ามีกองเชียร์มากขึ้น เพราะวันนี้เป็นวันตรุษจีน ที่คนจีนถือเรื่องโชคลาง และสวมเสื้อสีแดง
แต่ในอารมณ์ที่ฝืนยิ้มลำบากเต็มที
อดีตนายกฯทักษิณครวญเสียงอ่อย ตัวเองเหมือนคนร่อนเร่พเนจร ต้องนอนตามโรงแรม ตื่นมาก็ว้าเหว่ เหมือนคนที่เคยมีบ้านอบอุ่น รู้สึกเหงาที่พลัดพรากกับครอบครัว
และโดยสถานภาพทางการเงินที่แม้จะขัดสน แต่ก็พอจะหากินช่วยตัวเองให้อยู่ได้ รู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหลที่มีกองเชียร์ในเมืองไทยจะเรี่ยไรส่งเงินไปให้ใช้จ่าย
เรื่องของบุญพาวาสนา นาทีนี้ “ทักษิณ” เทียบกันไม่ได้กับ “อภิสิทธิ์”
แต่ที่เทียบกันได้และมั่นใจว่าเหนือกว่า โดยความตั้งใจของฝ่ายยุทธศาสตร์รายการความจริงวันนี้ ที่จัดคิวให้อดีตนายกฯทักษิณโฟนอิน ไล่หลังรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ แบบติดๆกัน
ประชันบลัฟกึ๋นว่าด้วยความช่ำชองในความเป็นมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ
และก็จัดให้ตามโปรแกรมที่พิธีกร “3 เกลอ” ชงลูก อดีตนายกฯทักษิณไม่พลาดบลัฟใส่นายกฯอภิสิทธิ์ ที่โชว์วิสัยทัศน์เรื่องการอัดฉีดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ
เปรียบไฟไหม้ต้องรีบสาดน้ำดับไฟก่อน
โดยลูกเก๋าอดีตนายกฯทักษิณสะกิดนิ่มๆ ยังไงก็อย่าสาดน้ำดับไฟ จนไม่เหลือน้ำเอาไว้ดื่ม เหลือน้ำเอาไว้หุงข้าวกิน
เหน็บซะเห็นภาพเลย
แต่ที่ตั้งใจปล่อยหมัดฮุกเข้าใส่ “ทักษิณ” ย้อนตัวอย่างไปถึง “งบ มิยาซาวา” ผลงานโบดำสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ที่เอาเงินไปจ้างคนตัดหญ้า เน้นผันเงินเข้าสู่ระบบโดยไม่สนผลระยะยาว ไม่สนว่าจะรั่วไหล เหมือน “ไอติม” กว่าจะไปถึงประชาชนก็เหลือแต่ไม้
เพราะถูก “เสือหิว” เลียไปหมด
และที่ลืมไม่ได้ เจ้าตำรับอย่าง “ทักษิณ” ถือโอกาสสอนมวย “มือใหม่หัดประชานิยม” อย่างนายกฯอภิสิทธิ์ ถ้าอัดฉีดประชานิยมแบบไม่มีหลักการ คิดกันแค่เกทับเพื่อหาคะแนนเสียงแข่ง
ไม่มีวันแก้ปัญหาได้
สรุปก็คือ อย่าคิดเลียนแบบแย่งลูกค้า
นี่ว่ากันเฉพาะมุมเศรษฐกิจที่ “ทักษิณ” เปิดเกมบลัฟ “อภิสิทธิ์” ในมุมที่มั่นใจว่า ถือไพ่เหนือกว่า
แต่ในมุมที่ถือไพ่แต้มรอง อดีตนายกฯทักษิณประกาศแล้วว่า จะแสวงหาความเป็นธรรมให้พบ ไม่ว่าจะอยู่ในสวรรค์ หรือนรก
ถึงแม้ตัวตาย โดยกระบวนการต่อสู้ก็จะไม่หยุด ไม่ยุติ
พูดกันลอยๆให้ถึงหูคนคุมเกมอำนาจประเทศไทย สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้ความเชื่อมั่นไม่ใช่อยู่ที่คำพูดที่สวนกับการกระทำ ปล่อยให้ม็อบยึดสนามบิน แต่ทหารไม่ยอมทำอะไร พอถึงเวลาทหารก็มาอยู่เบื้องหลังให้พรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล แล้วก็ตั้งคนของม็อบพันธมิตรฯเป็นรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษา
แกนนำม็อบพันธมิตรฯต่างจังหวัดส่วนใหญ่เป็นเจ้ามือหวยเถื่อน เลยต่อต้านหวยบนดิน
ยังมีคิวที่ไปพักโรงแรมเดียวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่แอฟริกาใต้ “ทักษิณ” แกล้งเหน็บ แปลกใจมาทำไม จะเอาอะไรไปพูดในเวทีสัมมนาระบบยุติธรรมโลก หรือว่าจะอธิบายเรื่องการใช้ศาลแก้การเมือง
เอาเป็นว่า “ทักษิณ” โยงหมดเลย ใครอยู่เบื้องหลังรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
และก็ให้บังเอิญได้วัดใจกันพอดี ล่าสุดนายกฯอภิสิทธิ์หนุนกระทรวงการคลังเดินหน้าชงกฎหมายรีดภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ท้าทายเศรษฐีที่นอนกินอยู่บนกองมรดก
กล้าแตะกฎหมายอาถรรพณ์ที่แสลงใจชนชั้นนำ
ประชาธิปัตย์จะทุบหม้อข้าวสปอนเซอร์เชียวหรือ.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
บุกสัมภาษณ์ 'จักรภพ' ถามกรณี 'สถาบันคนเสื้อแดง'
ที่มา Thai E-News
ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มกราคม 2552
สัมภาษณ์คุณจักรภพ เป็นคลิปเสียงนำลงเว็บไซต์ Youtube วันที่ 25 ม.ค. โดย CBNPress/tik4u007 เผยทิศทางของการสร้างสถาบันคนเสื้อแดง โดยตั้งเป้าเป็น"เลขานุการของขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" แนะอย่ามองว่าพวกเสื้อแดงเกิดเพื่อทักษิณหรือการรัฐประหาร 19 ก.ย. แต่เป็นหนึ่งในวิวัฒนาการของขบวนการประชาธิปไตยที่ต่อเนื่อง เผยรายละเอียดการนัดรวมพลกันวันที่ 31 ม.ค. นี้ และการทำกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยไปตามสถานทูตต่างๆของประเทศอาเซียน
แนะเสื้อแดงหน้าที่หลักต้องยืนหยัดในประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นกันและกัน เป็นร่มไม้ให้กับคนอื่นได้ ชี้สื่อภาคประชาชนได้มีส่วนที่สร้างความสมดุลย์ในข่าวสารมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆและเครดิตจากระบบประชาธิปไตยที่เื้ืื้อื้อให้เกิดสิ่งนี้
รับฟังเนื้อหาเข้มข้นเกี่ยวกับประชาธิปไตยจากจักรภพแบบเต็มๆได้ โดยคลิกที่คลิิปสองอันด้านล่างนี้
ช่วงที่ 1
ช่วงที่ 2
ป้าพลอยถูกฝรั่งซ้อมซะหน้าแตกปากเจ่อเฮงแท้วันตรุษจีน55555
ที่มา thaifreenews
โดย : ป้าพลอย
วันนี้เพื่อนลุงได้เชิญไปบ้านเขาเพื่อทานอาหารค่ำ ก่อนลงมือทานอาหารก็มีการดื่ม
แอลกอฮอล์ประเภทคอนยักติดเครื่องก่อนอาหาร ในระหว่างดื่มก็คุยกันสัพเพเหระไป
หลายเรื่องสุดท้ายเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำก็วกเข้าเรื่องไทยแลนด์แดนสยามของเราหน้า
ตาเฉยนี่ถ้ารู้ว่าเขาเชิญไปพูดเรื่องไทยแลนด์จ้างก็ไม่ไป เฮ้อซวยเป็นบ้าถูกซ้อมมาซะ
หน้าตาฟกช้ำดำเขียวไทยแลนด์หนอไทยแลนด์ไม่ปราณีข้าเลย คำถามแต่ละคำแทบสำลักคอนยักที่ดื่ม ครั้นจะหนีกลับบ้านมันก็เสียมารยาทสู้ทนตอบคำถามอย่างเหน็บชา
หน้าแดงจัดยิ่งกว่าลูกตำแดงไม่ใช่ลูกตำลึงแล้ว จะโกรธเขาก็ไม่ได้เพราะลูกชายเขา
มาเที่ยวประเทศไทยกับแฟนติดอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิถึง 5 วันเอาละคราวนี้ป้า
พลอยหาปีบคลุมหัวไม่ทันซะแล้วต้องนั่งเผชิญหน้าพ่อแม่พร้อมทั้งลูกชายและแฟน
ที่เป็นโจท์ ส่วนป้าเป็นจำเลยต้องตอบคำถามเขาว่าทำไมพวกพันธมิตรจึงทำป่าเถื่อนอย่างนี้สี่ต่อหนึ่งเล่นเอาป้าหืดขึ้นคอ ลูกชายเขาและแฟนได้เล่าอีกว่าตลอดห้าวันที่พันธมิตรยึดสนามบิน ผู้ที่รับผิดชอบสนามบินไม่ได้มาดูแลชาวต่างชาติและคนไทยเลย
ปล่อยให้อยู่อย่างช่วยตัวเองต้องหาที่นอน นอนตามสายพานเช็คอินหรือตามเก้าอี้ที่นั่งแต่ก็ไม่มีที่บางคนต้องเอากระเป๋าเดินทางเป็นที่รองนอนสงสารเด็กๆร้องไห้ระงมจะกลับบ้านส่วนพ่อแม่เด็กก็พลอยร้องไห้ตามลูกเพราะไม่มีใครมาช่วยเรา ทุกคน
ที่ติดอยู่ในสนามบินต่างอ่อนเพลียเพราะขาดอาหาร อีกทั้งพวกการด์พันธมิตรก็ห้ามไม่
ให้ใครออกนอกพื้นที่มันมีอาวุธ เขาบอกเหมือนตกนรกอยู่ในนั้นเพราะพวกพันธมิตร
เหม็นสาบมากๆคงไม่เคยได้อาบน้ำกลิ่นจึงแรงมากเวลามาเข้าใกล้และดูการแต่งตัวก็สกปรกยิ่งการด์พันธมิตรหน้าตาดุทั้งนั้นผิวดำๆแทบทุกคน เขาไม่เข้าใจเลยว่ามาปิดสนามบินทำไมแล้วมันได้อะไรขึ้นมากับการปิดสนามบินสร้างความเสียหายให้
ประเทศแท้ๆ เขายังพาดพิงถึงใครคนหนึ่งที่เขารับรู้ตอนติดอยู่ในสนามบินว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปิดสนามบินและความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือใคร
เขาก็รู้เช่นเรา ป้าจึงถามเขาว่ารู้ได้อย่างไรเขาบอกมีคนไทยติดอยู่ในสนามบินเป็นจำนวนมากได้บอกเขา คนไทยก็ด่าพวกพันธมิตรทุกคนไม่มีใครเห็นดีไปกับพวกนี้
กว่าที่พวกพันธมิตรเขาจะเลิกลา ทำให้ผู้คนที่ติดอยู่ในสนามบินแทบจะเหลือแต่กระดูกเพราะขาดอาหารและน้ำดื่มเขาบอกเข็ดจริงๆไม่อยากมาไทยแล้วกลัวจะเจอแบบนี้อีก เขาบอกว่าเสียดายภาพพจน์ของไทยแลนด์มากคนที่อยูเบื้องหลังม๊อบทำไมจึงคิดสั้นทำลายบ้านเมืองของตัวเองขนาดนี้ไม่น่าเลย คำนี้เล่นเอาป้าพลอยหน้าชาดื่มเหล้าคอน
ยักไม่มีรสชาติเอาเลยแล้วป้าจะตอบคำถามเขาได้อย่างไรเพราะพวกเราไทยแท้ๆก็งงกับ
คำนี้ว่าทำไมจึงทำลายบ้านเมืองตัวเองเพราะอะไร? อาหารมื้อค่ำของป้ามันช่างหมดรสชาติทั้งที่อาหารที่ป้าชอบๆทั้งสิ้นแต่ค่ำนี้ทานไม่ลงจนเจ้าของบ้านถามว่าทำไมทานน้อยจังป้าจึงโกหกไปว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายและทานอาหารไม่ค่อยได้มาหลายวันแล้ว
เป็นเพราะอากาศเปลี่ยนโกหกไปโน่นยายป้าพลอยไม่ให้เขาจับได้ว่าเราเซ็ง กว่าจะกลับ
บ้านได้ พอกลับมาถึงบ้านถอดเสื้อผ้าใส่ชุดอยู่บ้านเปิดคอมฯบรรเลงเปิดอกมานี่แหละแหมมันอัดแน่นแทบจะระเบิดเพราะพันธมิตรตัวแสบป้าต้องถูกคนฝรั่งรุมซ้อม
เสียหน้าแตกหลายตลบ เลวจนคนทั่วโลกขยะแขยงแถมเหม็นสาบอีกด้วยน่าอายจริงแท้
คราวหน้าใครเชิญไปทานข้าวต้องซักไซ้รให้ดีก่อน ถ้าจะถามเกี่ยวกับไทยแลนด์ไม่ไป
แน่ถือว่าเฮงวันตรุษจีนก็แล้วกัน5555
ป้าพลอย

