ที่มา มติชน
วิเคราะห์
พลันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามกรณี ความไม่ชอบมาพากลในการแจกปลากระป๋องเน่าให้ชาวบ้านผู้ประสบภัย ของกระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นรัฐมนตรีว่าการ ทำนองว่า จะประกาศจุดยืนที่ชัดเจน หลังกลับจากการประชุมที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
เท่านั้นเองข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีก็สะพัดขึ้น
ยิ่งเมื่อนายอภิสิทธิ์ตอกย้ำถึงกรณีปลากระป๋องว่าเบื้องต้นทราบว่า ยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินของราชการในการซื้อปลากระป๋อง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเสียหายได้เกิดขึ้นกับประชาชนแล้ว
พร้อมย้ำว่า ยังยึดหลัก 9 ข้อที่ให้ไว้แก่คณะรัฐมนตรี
ยิ่งทำให้กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีรุนแรงขึ้น
ทั้งนี้ เพราะแม้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี สามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจได้ด้วยเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า วิถีทางการสลับขั้วแห่งอำนาจจากพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นวิถีทางที่ไม่ค่อยมีเสถียรภาพนัก
ทั้งนี้ เพราะ...
ประการแรก เนื่องจากศิษย์เก่าพรรคพลังประชาชนที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อย ย่อมไม่ยินยอมที่จะให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างสงบสุข
ดังนั้น ทุกจังหวะก้าวของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งรัฐมนตรี จึงไม่มีระยะเวลา "ฮันนีมูน"
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ได้ประชุมและเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นจังหวะๆ ไม่ขาดสาย โดยยึดเอาแนวทาง "ประชานิยม" เพื่ออัดเงินลงสู่มือประชาชน โดยหวังให้ประชาชนใช้สอย และกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมา
กระทั่งล่าสุด งบประมาณกลางปีแสนกว่าล้านบาท ก็เป็นฝีมือการดำเนินการเร่งด่วนของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ประการที่สอง เนื่องจากจุดหักเปลี่ยนอำนาจจากพรรคพลังประชาชนไปเป็นพรรคประชาธิปัตย์นั้นอยู่ตรงความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ซึ่งมีภาพลักษณ์ทางการเมืองไม่สู้ดีนัก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงต้องสร้างความมั่นใจด้วยการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้แก่คณะรัฐมนตรี เพื่อการันตีต่อสังคมว่ารัฐบาลชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต
กฎ 9 ข้อประกอบด้วย 1.น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานให้กับคณะรัฐมนตรีในการถวายสัตย์ปฏิญาณโดยเฉพาะการปฏิบัติงาน ให้เกิดความเรียบร้อยและความสงบสุขในหมู่ประชาชน
2.ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ที่สำคัญคือจะต้องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคลากรที่มาช่วยงานรัฐมนตรีด้วย 3.ต้องถือว่านโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา เป็นเป้าหมายร่วมของรัฐบาล 4.การทำงานของรัฐบาลจะต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เอกภาพ 5.รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างสม่ำเสมอ
6.รัฐมนตรีทุกคนเป็นบุคคลสาธารณะ ขอให้ทุกคนปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน ไม่อยากให้มีเงื่อนไขที่นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นและไม่ศรัทธา 7.จะต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม 8.รัฐบาลต้องพร้อมที่จะรับการตรวจสอบในเชิงนโยบายและด้านอื่นๆ ไม่สร้างอุปสรรคขัดขวางการตรวจสอบ ชี้แจงโดยใช้เหตุผล ข้อเท็จจริงและข้อมูล
และ 9.รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชน ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองมีมาตรฐานสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ดังนั้น หากการดำรงตำแหน่งของรัฐมนตรีเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมาย หรือจะไม่ได้กระทำความผิดก็ขอให้รัฐมนตรีทุกคนรวมทั้งตนด้วย ต้องยึดถือว่าประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ของตนและประโยชน์ของรัฐบาล
ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชาชน ซึ่งภายหลังจากถูกยุบพรรค สมาชิกพรรคพลังประชาชนได้ไปรวมตัวกันที่พรรคเพื่อไทย และเริ่มต้นเปลี่ยนบทบาทจากฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายค้าน
ดังนั้น เมื่อเกิดกรณี "ปลากระป๋องเน่า" ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีนายวิฑูรย์ นามบุตร นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ
เมื่อนายวิฑูรย์ นามบุตร เป็นศิษย์โปรดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
ทุกอย่างจึงเข้าทางฝ่ายค้าน!
ทั้งนี้ เพราะหากโครงการดังกล่าวมีพิรุธ มีคนของนักการเมืองเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้อง นายอภิสิทธิ์คงต้องใช้ความเป็นผู้นำ รักษากฎเหล็ก 9 ข้อ ด้วยการปรับคณะรัฐมนตรีเป็นเบื้องต้น
แต่การปรับศิษย์รักของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค พ้นจากตำแหน่งไปทั้งๆ ที่ผลการสอบสวนเรื่องราวต่างๆ ยังไม่สำแดงผล ก็อาจจะสร้างความขุ่นเคืองภายใน "ประชาธิปัตย์" ขึ้นได้
ในทางกลับกัน หากนายอภิสิทธิ์นิ่งเฉยไม่ดำเนินการต่อกรณีดังกล่าว บรรดาฝ่ายค้านที่คอยจับจ้องเพื่อจ้วงแทง ก็จะแห่กันออกมาประณามภาวะผู้นำของนายอภิสิทธิ์
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เมื่อนายอภิสิทธิ์ลั่นวาจาจะประกาศจุดยืนเกี่ยวกับเรื่อง "ปลากระป๋องเน่า" ภายหลังกลับจากต่างประเทศ ผู้คนจะสนใจต่อจุดยืนที่นายอภิสิทธิ์จะประกาศ
เพราะจุดยืนของนายอภิสิทธิ์ย่อมมีความสำคัญต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคตอันใกล้ของรัฐบาล
และมีความสำคัญต่อนายกรัฐมนตรีคนที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ด้วยเช่นกัน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, February 1, 2009
"การเมือง"รอท่าที"อภิสิทธิ์" ประกาศจุดยืน"ปลากระป๋อง" พิสูจน์กฎเหล็ก 9 ข้อ
"มาร์ค"ต้องรีบ ตัดไฟแต่ต้นลม
ที่มา ข่าวสด
ออกจากจุดสตาร์ตได้แค่เดือนเดียว
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี "เทพประทาน" ที่แบกความหวังของคนไทยทั้งประเทศไว้
ก็เริ่มออกอาการเครื่องรวน
เรื่องปลากระป๋องเน่า"ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ กับเรื่องการแจกเงินหลวงแนบนามบัตรส่วนตัวของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาด ไทย
กลายเป็นวาระแทรกซ้อนไม่คาดฝัน
ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะนายกฯ จะต้องหาทาง "ตัดไฟแต่ต้นลม" โดยด่วน ก่อนจะขยายวงลุกลามไหม้วอดกันทั้งรัฐบาล
ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นมาท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ
ภาวะเศรษฐกิจทรุดต่ำลงอย่างน่าใจหาย การเมืองขัดแย้งแตกแยกรุนแรง ส่งผลให้สังคมเกิดความร้าวฉานแบ่งฝักแบ่งฝ่ายตามไปด้วย
การที่ประชาชนในสังคมส่วนใหญ่พยา ยามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
มองข้ามการดิ้นรนเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยวิธีการที่ไม่ค่อยสง่างาม
รวมถึงการเลือกเฟ้นคนเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรี บนเงื่อนไขต่างตอบ แทนกลุ่มคน 3-4 กลุ่ม ทำให้หน้าตารัฐมนตรีไม่ได้"ขี้เหร่"น้อยไปกว่ารัฐบาลชุดที่แล้วมาเท่าใดนัก
ด้วยเพราะเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้จะเข้ามายุติปัญหา นำพาบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้
นายอภิสิทธิ์ประเดิมความเป็น"ผู้นำ" ด้วยการประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อ เพื่อควบคุมการทำงานของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายพรรค
เนื้อหาหลักๆ คือเน้นย้ำเรื่องการปฏิ บัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด
การทำงานต้องรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ ถึงจะเป็นรัฐบาลผสมแต่ต้องไม่แบ่งพรรค ต้องเป็นรัฐบาลที่รับผิดชอบร่วมกัน
ทั้งต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งเชิงนโยบายหรืออื่นๆ
รัฐมนตรีไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่นในแง่การปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น
จะต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย
สังคมกำลังจับตา ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะหาทางออกจากมลภาวะ"สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ"นี้อย่างไร
การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งต่อกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากฎเหล็ก 9 ข้อที่วางไว้
เป็นจริงในทางปฏิบัติมากน้อยขนาดไหน
โดยเฉพาะที่ว่าความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องอยู่เหนือความรับผิดชอบทางกฎหมาย
พรรคประชาธิปัตย์เองในสมัยเป็นฝ่ายค้าน ก็ใช้มาตรฐานดังกล่าวเป็นหลักยึดมั่นในการตรวจสอบฝ่ายบริหารมาโดยตลอด
สำหรับพรรคเพื่อไทยถึงจะเป็นมือใหม่หัดค้าน แต่ก็มองออกว่ารัฐบาลกำลังเดินสะดุดขาตัวเอง และแน่นอนว่าในฐานะพรรคฝ่ายค้าน
ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสงามๆ เช่นนี้
หากนายกฯ ยังลังเลไม่ยอมจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งกับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที
เชื่อว่าชื่อของนายวิฑูรย์และนายบุญจง จะถูกนำมาใส่ไว้เป็นชื่อต้นๆ ในบัญชีอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน
สำคัญกว่านั้นตัวนายกฯ เองยังอาจจะพลอยติดร่างแหไปด้วย หากเป็นอย่างนั้นก็จะเท่ากับว่าเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ
กรณี"ปลากระป๋องเน่า"ของนายวิฑูรย์
น่าจะหมดสิทธิ์ไปเรียกร้องเอาอะไรจากเจ้าตัว ที่กล่าวยืนยันทั้งในสภาและนอกสภา ว่าจะรอผลชี้มูลจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. ก่อน
เช่นเดียวกับการแจกเงินแถมนามบัตรของนายบุญจง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะได้ข้อสรุป
คำถามที่ตามมาคือระหว่างนี้ นายอภิสิทธิ์จะฝ่าแรงเสียดทานทั้งในสภาและจากสังคมภายนอกไปได้ด้วยวิธีใด และที่สำคัญคือจะต้องเป็นทางออก
ที่ไม่สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนด้วย
เนื่องจากนายวิฑูรย์ เป็นรมว.การพัฒนาสังคมฯ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์
จึงเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของนายอภิสิทธิ์ ทั้งในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าพรรค
ส่วนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ นั้นถึงจะเป็นรมช.มหาดไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย แต่ในกฎเหล็กของนายอภิสิทธิ์ก็ระบุไว้ชัด
ว่าถึงจะเป็นรัฐบาลผสมแต่ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ขณะที่ประเทศกำลังประสบวิกฤตรุมเร้าหลายด้าน ความซื่อสัตย์สุจริตของคณะผู้บริหารประเทศ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ามาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลนำออกมาใช้
สภาเพิ่งจะผ่านพ.ร.บ.งบประมาณเพิ่มเติมกลางปีแสนกว่าล้านบาท เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายประชานิยม ที่เน้นการลด แลก แจก แถมสารพัด
ทั้งการแจกเงิน 2,000 บาท การแจกจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่จะต้องมีการแจกชุดนักเรียนและอุปกรณ์การเรียน ฯลฯ
กรณีการแจกจ่ายถุงยังชีพบรรจุปลากระป๋องเน่า ให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากน้ำท่วม จ.พัทลุง และการแจกเงินช่วยคนจนแถมนามบัตรรัฐมนตรี ที่จ.นครราชสีมา
ถึงจะเป็นการฉวยโอกาสเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับสร้างความเสียหายให้กับรัฐบาลอย่างใหญ่หลวง
แถมยังเป็นการจุดชนวนความหวาดระแวง ให้สังคมต้องจับตาถึงการกระจายงบประมาณกลางปีระดับหมื่นล้านแสนล้าน ว่าเอาเข้าจริงแล้ว
จะเหลือตกถึงมือประชาชนมากน้อยเท่าไหร่ จะกลายเป็น"แท่งไอติม"ที่เหลือแค่ไม้ไอติมให้ชาวบ้านหรือไม่
บทเรียนเรื่องส.ป.ก.4-01 เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่นายกฯและรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนั้น พยายามปกป้องพวกเดียวกันเองจนทำให้รัฐบาลพังคามือ
ไม่ใช่บทเรียนล้าสมัย
ถ้าหากนายอภิสิทธิ์ ศึกษาบทเรียนนี้จนเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง
ก็น่าจะพบคำตอบสุดท้าย
ว่าจะหาทางออกจากปัญหาของรัฐ บาลในขณะนี้อย่างไร
งานเข้าแล้ว
ที่มา ไทยรัฐ
รัฐบาล “อภิสิทธิ์” กำลังติดหล่มตัวเอง 2 รัฐมนตรีดูท่าจะรอดยาก อีก 3 รัฐมนตรีก็อยู่ในข่าย นายกฯ บอกกลับมาจากสวิสต้องคิดบัญชี “ลูกพี่” สั่งลุยทัพเสื้อแดงได้ทีชุมนุมใหญ่หวังล้มให้ได้
ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ดูเหมือนว่าการเมืองจะเดินเข้าสู่จุดอับอีกครั้งเมื่อกลุ่มเสื้อแดงเปิดฉากเล่นงานรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ
อยู่ที่ว่าจะกะเกณฑ์กันมาร่วมมากน้อยแค่ไหนเท่านั้น เพราะมีการวางเป้าหมายชัดเจนแล้วจะไปล้อมทำเนียบฯเพื่อกดดันรัฐบาลด้วยข้อเรียกร้อง 3 ประการ
1. ให้ปลด “กษิต ภิรมย์”
2. ให้จัดการดำเนินคดีพันธมิตรฯปิดสนามบิน
3. ให้ยุบสภา
ได้มีการประกาศแล้วการชุมนุมครั้งนี้จะยืดเยื้อไม่ใช่ไปเช้ากลับเย็นอย่างที่ผ่านมา เรียกว่าให้รัฐบาลนับถอยหลังได้เลย
งานนี้ต้องบอกว่าวัดกำลังภายในหวังแพ้-ชนะกันเลยทีเดียว
หยุดตรงนี้ไว้ก่อนไปว่ากันถึงเวทีสำคัญการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ที่สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะมีผู้นำโลก เจ้าของธุรกิจยักษ์ระดับ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง
ระดับครีมของโลก...ว่างั้นเถอะ
ในการนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกฯไทย ก็โผล่ไปร่วมประชุมด้วย นัยว่าจะแสดงวิสัยทัศน์ต่อวิกฤติเศรษฐกิจ แนวทางแก้ไข รวมถึงชี้แจงการแก้ปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจของไทยและเน้นว่าไทยอยู่ในภาวะปกติแล้ว
สิ่งสำคัญก็คือทำอย่างไร พูดอะไรเพื่อให้นานาประเทศมั่นใจในประเทศไทยจะได้ กลับเข้ามาลงทุน เข้ามาท่องเที่ยว
เหนืออื่นใด เมื่อเวทีนี้เป็นเวทีโลก ขณะที่โลกกำลังประสบวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรงก็ไม่ต้องแปลกใจที่สหรัฐฯถูกยำเละตามระเบียบ
ผู้นำรัสเซีย ผู้นำจีนประกาศชัดเจนสหรัฐฯคือต้นเหตุแห่งวิกฤติ
นายกฯปูติน แห่งรัสเซีย ระบุว่าวาณิชธนกิจที่เคยภาคภูมิใจของวอลล์ สตรีท ได้สูญพันธุ์จนหมดสิ้น หรือนายกฯเหวิน เจียเป่า แห่งจีนอัดสหรัฐฯว่าสถาบันการเงินที่แสวงหากำไรอย่าหน้ามืดตามัวและปราศจากวินัยของตนเอง
นั่นหมายถึงสหรัฐฯภายใต้การนำของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีที่พ้นจากเก้าอี้ไปแล้ว แต่ผู้นำคนใหม่อย่าง “บารัก โอบามา” ได้ฟังก็คงหูชาเหมือนกัน
เพียงแต่ว่าไม่ได้มาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วยเท่านั้น
แต่ “โอบามา” กำลังวุ่นอยู่กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ลุ้นสภาจะอนุมัติเงินกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ แต่ก็คงจะต้องผ่านเพราะไม่มีทางเลือกอย่างอื่น
แม้แต่จะผ่านงบก้อนใหญ่นี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือไม่ เพราะมันกินลึกเข้าไปในจุดสำคัญทั้งนั้น ล่าสุด “โอบามา” ไม่พอใจอย่างยิ่งที่สถาบันการเงินในวอลล์ สตรีท ยังจ่ายโบนัสให้ผู้บริหาร พนักงานในวงเงินมากพอสมควร
เพราะรัฐเพิ่งเอาเงินภาษีของประชาชน “อุ้ม” สถาบันการเงินต่างๆที่กำลังจะล้ม แต่สถาบันการเงินกลับมาทำอย่างนี้มันสมควรหรือไม่
ก็อย่างเมืองไทยรัฐวิสาหกิจบางแห่งไม่ ยอมรับความจริงทางเศรษฐกิจยังพยายามจะจ่ายโบนัสกันอีกแบบนี้มันต้องประจานกันแล้ว
นายกฯไทยจะโชว์ทีเด็ดอย่างไรต้องรอดูชม แต่สภาพรัฐบาลที่บริหารมาได้ไม่กี่วันกลับเจอปัญหารอบด้าน 2 รัฐมนตรีโดนดีเรื่องปลากระป๋องเน่า แจกเงินพร้อมนามบัตรและใบสมัครสมาชิกพรรค
ดูท่าจะรอดยาก
หรือ 3 รัฐมนตรีดันไปยกมือสนับสนุนงบประมาณกลางปีก็ลำบากอีก ต่างๆเหล่านี้ล้วนทำให้เกิดผลกระทบต่อรัฐบาลโดยตรง แทนที่ จะเดินหน้าเพื่อเสถียรภาพของความมั่นคงกลับต้องมาเจอเรื่องไม่เข้าท่าอย่างที่กำลังเกิดขึ้น
แบบนี้ต้องเรียกว่าเข้าทาง “แม้ว”
ดังนั้น อย่าได้สงสัยว่ากลุ่มเสื้อแดงทำไมถึงคึกคัก พร้อมรบ และมั่นใจว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลได้ในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
เพราะ “เงื่อนไข” มันเหมาะที่สุดที่จะทุ่มครั้งสุดท้าย!!!
“ลิขิต จงสกุล”
พรรคร่วมหงุดหงิด พรรคแกนกินรวบ
ที่มา ไทยรัฐ
เปิดฉาก ตีปี๊บ รัวกลอง นโยบายประชานิยม
มาตั้งแต่เริ่มต้นที่พลิกขั้วเข้ามาเป็นรัฐบาล
เปลี่ยนภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยถูกกระแนะกระแหนว่าทำงานเชื่องช้า มาเป็นการทำงานที่รวดเร็วทันใจ
ล่าสุด รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปี 2552
วงเงินงบประมาณจำนวน 116,700 ล้านบาท
สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น จำนวน 97,560 ล้านบาท และเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 19,139 ล้านบาท
โดยรัฐบาลระบุว่า มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินในการดำเนินการตามนโยบายเร่งด่วน เพื่อเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจ และกระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจทุกภาคส่วน
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และภาคธุรกิจ ลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ ดำเนินโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในชนบท
สำหรับการตั้งงบประมาณ ค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆ 97,560 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์ดังนี้ คือ
1. ค่าใช้จ่ายตามมาตรการช่วยเหลือการครองชีพของบุคลากรภาครัฐ เป็นเงิน 2,652 ล้านบาท
2. ค่าใช้จ่ายเพิ่มศักยภาพผู้ว่างงาน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในชนบท เป็นเงิน 6,900 ล้านบาท
3. เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงิน 4,090 ล้านบาท
4. เงินเพิ่มจัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและแผนงานเสริมสร้างรายได้ พัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงด้านสังคมของหน่วยงานต่างๆ เป็นเงิน 83,918 ล้านบาท
โดยสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในวาระแรก ขั้นรับหลักการ ตามที่รัฐบาลเสนอ
สำหรับกระบวนการต่อจากนี้ ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่จะแปรญัตติ และเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2-3 ในสภาฯ และต้องเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา ก่อนเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตั้งเป้าว่า จะพยายามให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมหรืองบฯกลางปี ผ่านวุฒิสภาปลายเดือนกุมภาพันธ์ และทันทีที่มีการประกาศใช้เป็นกฎหมาย เงินงบประมาณจะเริ่มลงไปสู่ระบบได้ในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป
นั่นก็หมายความว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านโครงการประชานิยมสารพัดรูปแบบ อาทิ
การแจกเงิน 2,000 บาท ให้ผู้ประกันตนและข้าราชการที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ฝึกอบรมแรงงาน โครงการเรียนฟรี
จะเริ่มทยอยถึงมือชาวบ้านตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนนี้เป็นต้นไป
พูดง่ายๆ ช่วงสงกรานต์ปีนี้ชาวบ้านจะได้สัมผัสอภิมหาประชานิยม อย่างเป็นรูปธรรม
กระจายเงินไปทั่วตั้งแต่ผู้ใช้แรงงานยันข้าราชการ อัดฉีดเงินช่วยเด็กๆยันคนแก่
แจกสะบัดครบเครื่อง หวังให้มีความสุขกันถ้วนหน้า
อย่างไรก็ตาม นโยบายอภิมหาประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะผ่านไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่ ยังต้องเจอกับอุปสรรคอีกหลายประการ
อันดับแรกเลย ก็คือ อุปสรรคในระบบรัฐสภา
ก็อย่างที่เห็นๆ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในวาระแรก ขั้นรับหลักการ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น
ตรวจสอบละเอียดยิบทั้งด้านเนื้อหา และอภิปรายโจมตีไปถึงความเหมาะสมของรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ รวมไปถึงการเล่นเกมนับองค์ประชุม ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องหัวหมุน ระดมคนเข้าห้องประชุมกันจ้าละหวั่นวันละหลายรอบ
เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ก็แน่นอนว่า จะต้องมีการตรวจสอบ รวมทั้งการต่อรองเกี่ยวกับการใช้งบประมาณลงพื้นที่ อย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน
และที่ยังตายใจไม่ได้ ก็คือ ส่วนผสมของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
เพราะในการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมกลางปี 116,700 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้
เมื่อจำแนกออกมาแล้ว ปรากฏว่า กระทรวงที่คนของพรรคประชาธิปัตย์กำกับดูแล อาทิ สำนักนายกรัฐมนตรี
กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข ได้รับการจัดสรรงบประมาณไปทั้งสิ้น จำนวน 74,100 ล้านบาท
กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยในซีกของกลุ่มเพื่อนเนวิน กำกับดูแลคือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ได้รับงบฯ 14,000 ล้านบาท กลุ่มมัชฌิมาธิปไตยเดิม กำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ ได้รับการจัดสรรงบฯ 1,000 ล้านบาท
กระทรวงที่พรรคชาติไทยพัฒนา กำกับดูแล ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้รับงบฯรวม 2,500 ล้านบาท
กระทรวงที่พรรคเพื่อแผ่นดิน กำกับดูแล คือกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับการจัดสรรงบฯ 300 กว่าล้านบาท
กระทรวงที่พรรคกิจสังคม กำกับดูแล คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับงบฯ 750 ล้านบาท
ชัดเจน งบประมาณส่วนใหญ่อยู่ในกระทรวงที่พรรคประชาธิปัตย์ กำกับดูแล ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กลายเป็นลูกเมียน้อย
งบฯกระจุก ไม่กระจาย
ทั้งที่กระทรวงบางกระทรวงมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องเร่งหาตลาดส่งออก หรือกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ต้องเร่งฟื้นฟูเรื่องการท่องเที่ยวหาเงินเข้าประเทศ
แต่กลับได้รับการจัดสรรงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยมาก
ทั้งนี้ หากจะมองในแง่ที่พรรคแกนนำรัฐบาลกลัวจะเกิดปัญหาการถลุงงบฯ ก็มองได้ หรือจะมองในแง่พรรคแกนนำรัฐบาลต้องการรวบงบฯไว้เสียเอง ก็มองได้เช่นกัน
แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ผลจากการจัดสรรงบฯกระจุกตัวในครั้งนี้ ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคเกิดความไม่พอใจ คุ
กรุ่น
จนอาจลามกลายเป็นสนิมเนื้อใน ไม่เป็นผลดีกับการเป็นรัฐบาลผสม
เพราะความไม่พอใจของพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมเกี่ยวโยงไปถึงเสียงสนับสนุนในสภาฯ
แน่นอน ฝ่ายค้านอาจสร้างความปันป่วนทำให้การประชุมสภาฯสะดุด ด้วยการนับองค์ประชุม แต่สุดท้ายก็คงผ่านไปได้ ถ้ารัฐบาลคุมเสียงได้แน่นหนา ไม่แตกแยกกันเอง
นี่คือสิ่งที่แฝงอยู่ในงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
สำหรับอุปสรรคนอกสภา ชัดเจนว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเจอแน่ๆ ก็คือ
การเคลื่อนไหวต่อต้านจากม็อบเสื้อแดง โดย เฉพาะหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินประกาศลั่น
จะตามหาความเป็นธรรมไม่ว่าอยู่ในสวรรค์หรือในนรก
ม็อบเสื้อแดงรับลูกนัดรวมพลครั้งใหญ่วันที่ 31 มกราคม ประกาศเคลื่อนขบวนปิดล้อมทำเนียบฯ ความรุนแรงจะลุกลามไปถึงขั้นไหนยังไม่รู้
แต่เมื่อมีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้าน ต้องมีผลกระทบต่อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแน่
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีงานสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นจากนานาชาติรออยู่ นั่นก็คือ การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมอาเซียนซัมมิตในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้
โดยล่าสุด รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบเอกสารสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือกรอบอาเซียนและประเทศคู่ค้า ที่เป็นเรื่องหลักๆ 19 กรอบ
มีเพียงกรอบการเจรจายกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน และกรอบการเจรจาประเด็นกฎหมายภายใต้กฎบัตรอาเซียน ที่ต้องรอการพิจารณาศึกษาในคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ
รัฐสภาไฟเขียว รัฐบาลเตรียมเดินหน้าจัดประชุมอาเซียนซัมมิต ที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เต็มลูกสูบ
แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มม็อบเสื้อแดง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ก็มีการขยับเคลื่อนไหว คัดค้านการประชุมอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
ด้วยการเดิน สายไปยื่นหนังสือ
คัดค้านการประชุมดังกล่าว ต่อสถานเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน 9 ประเทศ
พร้อมทั้งส่งเสียงขู่จะเดินทางไปชุมนุมประท้วงคัดค้านการประชุมอาเซียนซัมมิตที่หัวหิน ปลายเดือนกุมภาพันธ์
เพื่อกดดันให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ กรณีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบินสุวรรณภูมิ และกดดันให้ยุบสภา
แน่นอน ถ้ามีการชุมนุมประท้วง จนเป็นเหตุให้การประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ต้องสะดุดหยุดลงความเชื่อมั่นของประเทศไทยก็คงรูดไปด้วย
เพราะนอกจากประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่ค้าที่เข้าร่วมประชุมแล้ว นานาชาติต่างก็ให้ความสนใจจับตามอง
โดยเฉพาะในภาวะที่ทุกประเทศต้องการความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่จ่อคอหอยอยู่
หากการประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพหนนี้ ต้องสะดุดอีก หลังจากเลื่อนมาจากปลายปีที่แล้ว
สมาชิกอาเซียนคงสุดทน นานาชาติก็คงสุดเอือม
ที่สำคัญ ถ้าแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมีปัญหาสะดุด ในขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีต่างประเทศล้มเหลว
หากสถานการณ์ไหลไปถึงจุดนั้นจริงๆ อาจจะถึงขั้นต้องปิดประเทศกันเลย.
“ทีมการเมือง”
แกนนำฯอ่านแถลงการณ์ก่อนสลายตัวหน้าทำเนียบ
ที่มา ไทยรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 23.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ประกาศชัยชนะ เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนมาถึงบริเวณหน้าทำเนียบสำเร็จ และได้เรียกร้องเจ้าหน้าที่เข้าไปบริเวณด้านหน้าทำเนียบ ตรงประตู 1 เพื่อประกาศเจตนารมย์
จนกระทั่งเวลาประมาณ 00.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงได้ผลักรั้วที่เจ้าหน้าที่นำมากั้นไว้ชั้นแรกได้ และสามารถเข้าไปบริเวณถนนหน้าทำเนียบรัฐบาล ตรงประตู 1 ได้ โดยไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น
จากนั้น เวลาประมาณ 00.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ได้อ่านแถลงการณ์ 4 ข้อ คือ 1. ขอให้รัฐบาลดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯที่ยึดถนนราชดำเนิน ยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ยึดท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ภายใน 15 วัน 2. ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพันธมิตรฯที่เกี่ยวข้องตามข้อ 1 ออกจากตำแหน่งทางการเมืองของรัฐบาลนี้ทุกตำแหน่งภายใน 15 วัน 3. ให้รับร่างรัฐธรรมนูญของคปพร. พิจารณาภายใน 15 วัน หรือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 กลับไปใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ทันที 4. เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่แล้วให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนทันที โดยขีดเส้นให้รัฐบาลดำเนินการภายใน 15 วัน หากไม่ดำนินการ ก็จะกลับมาชุมนุมอีก และภายหลังอ่านแถลงการณ์เสร็จนายวีระ ได้ปิดแถลงการณ์ไว้บริเวณประตู 1 ก่อนสลายการชุมนุมกลับสู่สนามหลวง
จากสนามหลวง กลุ่มเสื้อแดง บุกไปทำเนียบฯ
ที่มา ไทยรัฐ
จากการที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศนัดรวมพลคนเสื้อแดง จากทั่วทุกสารทิศมาร่วมฟังรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ท้องสนาม หลวงในเย็นวันที่ 31 ม.ค. โดยจุดหมายหลักเพื่อปราศรัยโจมตีความไม่ชอบธรรมของการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และอาจเคลื่อนพลออกจากสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาล ทำให้หลายฝ่ายกังวล จนต้องออกมาตรการรับมืออย่างเข้มข้น
“สุเทพ” กำชับตำรวจคุมม็อบแดง
โดยเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 31 ม.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.และคนเสื้อแดงที่จะมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลว่า รู้สึกห่วงใยเหมือนกัน แต่การประท้วงหรือก่อม็อบขอให้อยู่ภายใต้ กฎหมาย เราจะทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งได้ให้ เจ้าหน้าที่รับผิดชอบเตรียมแผนป้องกันไว้แล้ว เพื่อดูแลไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย
แขวะแกนนำอย่ารักชาติแต่ปาก
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ แต่ขอร้องว่าประเทศกำลังเดินไปได้ด้วยดีแล้ว การแก้ไขปัญหาเริ่มต้นไปแล้ว งบกลางปีแสนกว่าล้านบาทกำลังจะเสร็จในอีกไม่กี่วัน ทำไมถึงต้องทำให้เกิดปัญหา ทั้งนี้หากการชุมนุมอยู่ในขอบเขต ไม่ทำนอกเหนือกฎหมาย รัฐบาลคงจะไม่มีทางไปขัดขวางได้ เว้นแต่จะเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เช่น บุกรุกสถานที่ราชการ สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หรือดำเนินการอย่างอื่นที่ผิดกฎหมาย อย่างนี้ รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย เชื่อว่าประชาชนที่มาชุมนุมเข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี แต่ประเด็นอยู่ที่แกนนำมากกว่าถ้ารักชาติจริงก็ต้องไม่รักแต่ปาก ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ คนที่สนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ต้องตั้งคำถามด้วยว่า ท่านรักชาติจริงหรือเปล่า
ทหารเฝ้าระวังพื้นที่สำคัญ
ด้าน พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ให้ สัมภาษณ์ผ่านรายการลับ ลวง พราง ทางวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิรตซ์ ว่า จากการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเตรียมการรับมือการชุมนุมใหญ่ของ นปช. ผู้ดูแลรับผิดชอบหลักคือ ตำรวจ มีนายตำรวจระดับสูงเป็น ผบ.เหตุการณ์ที่จะติดตามและประเมินสถานการณ์ ส่วนทหารเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นแผนตามปกติทหารจะออกไปได้ต้องมีการร้องขอจากตำรวจในกรณีที่เขาเอาไม่อยู่ แต่หากเขาไม่ได้ทำเรื่องขอมา หรือผู้บังคับบัญชาไม่ได้สั่ง ทหารจะอยู่ภายในที่ตั้งตามปกติ อย่างไร ก็ตาม ส่วนใหญ่ที่ได้มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ทหารจะดูแลในสถานที่สำคัญเช่น รอบวังสวนจิตรลดา และพื้นที่วีไอพีทั้งหมด รวมถึงทำเนียบรัฐบาล เพื่อไม่ให้ เกิดเหตุการณ์มือที่สามเข้าไปชนกับม็อบ ทหารที่ออกไปปฏิบัติหน้าที่จะมีเพียงโล่และกระบองเท่านั้น เราไม่มีหน้าที่เข้าไปการสลายการชุมนุม และจะไม่ปะทะกับประชาชนเด็ดขาด
ปฏิเสธส่งคนแฝงตัวในม็อบ
“การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในรูปแบบประชาธิปไตยทำได้ภายใต้กฎหมาย แต่คิดว่าทุกกลุ่มคงไม่อยากสร้างให้เกิดความเดือดร้อนต่อประเทศซ้ำเติม หากกลุ่มผู้ชุมนุมปฏิบัติตามที่แกนนำระบุว่าจะชุมนุมโดยสงบภายใต้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ คาดว่าไม่น่าจะมีอะไรรุนแรงถ้าพูดกันรู้เรื่อง ทั้งนี้ เราได้วาดภาพประเมินไว้ หลายแบบ ไม่ได้มองอะไรในแง่ดีหรือร้ายเกินไป แต่ ติดตามในทุกแง่มุม ผบ.ทบ.ให้กองทัพปฏิบัติตามแผนปกติ ไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษ” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว และตอบปฏิเสธว่า กองทัพไม่ได้ส่งทหาร 400 นาย เข้าไปแฝง ในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.เพราะการใช้กำลังถึง 400 คนถือว่ามาก ส่วนการติดตามสถานการณ์เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว หากการชุมนุมอยู่ในระเบียบ สิทธิ หน้าที่ โดยไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่นก็สามารถทำได้
ล็อกทำเนียบฯหวั่นซ้ำรอย พธม.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากภายในทำเนียบรัฐบาลว่า ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารระดมกำลังเข้ามาภายในทำเนียบรัฐบาลเพื่อเตรียมรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ประจำทำเนียบรัฐบาล 1 กองร้อย เจ้าหน้าที่คอมมานโด 1 กองร้อย ทหารจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ 1 กองร้อย และกองกำลังจากสารวัตรทหารเรือ 1 กองร้อย มีอาวุธเป็นโล่และกระบองเตรียมไว้ป้องกันตัว นอกจากนี้ ยังเตรียมรถไฟฟ้าส่องสว่างและรถดับเพลิงหลายคันมาจอดประจำการภายในทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ได้มีการปิดประตูทางเข้าออกทุกด้าน โดยนำโซ่เหล็กมาคล้องไว้อย่างแน่นหนาทุกประตู ขณะที่บางอาคาร เช่น ตึกสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตึกบัญชาการ ที่เคยถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) งัดขโมยทรัพย์สินช่วงบุกยึดทำเนียบฯ มีการปิดประตูทางเข้าและนำกุญแจมาล็อกไว้ ส่วนบริเวณรอบนอก ทำเนียบฯ เช่น เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ และสะพานอรทัย มีตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 กองร้อย ยืนกระจายกำลังรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ นายพงษ์ศักดิ์ ศิริวงศ์ ผอ.สำนักสถานที่และรักษาความปลอดภัย ทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า จะไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้ามายึดทำเนียบรัฐบาลเหมือนกลุ่มพันธมิตรฯแน่นอน หากมีการบุกเข้ามา จะปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล คือ เจรจาและตักเตือนก่อนเป็นลำดับแรก ถ้าไม่ได้ผลจริงจะใช้โล่ดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกไป
เสื้อแดงมาแน่นสนามหลวง
ส่วนบรรยากาศการชุมนุมใหญ่กลุ่ม นปช.ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 31 ม.ค. ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดนับพันคนทยอยมาร่วมชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง จนพื้นที่บริเวณหน้าเวทีแน่นขนัดตั้งแต่เวลา 13.00 น. โดยส่วนใหญ่เดินทางมาจากพื้นที่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จ.อุดรธานี เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง โคราช ขอนแก่น และอุบลราชธานี ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 2 กองร้อย รักษาความปลอดภัย ส่วนโดยรอบสนามหลวงมีพ่อค้าแม่ค้า นำสินค้าของกลุ่มเสื้อแดง อาทิ เสื้อยืด ผ้าพันคอ เท้าตบ และภาพถ่ายการชุมนุมทุกๆครั้งมาวางขายกันอย่างคึกคัก กระทั่งเวลา 14.00 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง 3 แกนนำ นปช.กลุ่มความจริงวันนี้ได้ทำพิธีบวงสรวง เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างราบรื่น จากนั้น จึงเปิดเวทีปราศรัยในเวลา 16.00 น. โดยเป็นการเล่นดนตรีสร้างความคึกคักให้กลุ่มผู้มาชุมนุมกว่าหมื่นคน
ยืนยันไร้เสียง “ทักษิณ”
ต่อมานายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เปิดเผยว่า เวทีปราศรัยในครั้งนี้ จะมีการแสดงดนตรีและกิจกรรมต่างๆบนเวที ตั้งแต่ เวลา 15.00 น. จนกระทั่งเวลา 16.30 น. จะเริ่มการปราศรัยโดยทีมงาน “ความจริงวันนี้” และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดยเนื้อหาจะเน้นความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล นอกจากนี้ ตนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในช่วงที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะเคลื่อนขบวนจากสนามหลวงมายังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 21.00 น. อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี แน่นอน
ยื่น 3 ข้อรอฟังผล 15 วัน
“ผมจะเป็นผู้นำในการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 21.00 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่มีการตั้งจุดสกัด 4 จุด คือ อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้าลีลาศ แยก จ.ป.ร. และสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งการเคลื่อนขบวน เพื่อเข้าไปประกาศข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อ ได้แก่ 1. ปลดนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ 2. ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนฯ และ 3. รัฐบาลประกาศยุบสภา และเมื่อประกาศข้อเรียกร้องเสร็จก็จะสลายการชุมนุม หลังจากนั้นจะให้ เวลารัฐบาล 15 วัน ในการดำเนินการตามข้อเรียกร้อง อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม กลุ่มเสื้อแดงก็จะชุมนุมไม่เลิก และยืดเยื้อจนกว่าจะแตกหัก” นายจตุพรระบุ
ไม่ยืดเยื้อหากไร้การปะทะ
นายจตุพรยืนยันด้วยว่า คนเสื้อแดงจะไม่เข้าไปในทำเนียบฯ หรือทำอย่างที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยทำเมื่อครั้งยึดทำเนียบรัฐบาลแน่นอน รัฐบาลกังวลกับเรื่องนี้มากเกินไป แล้วไปกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะยังมีความคิดว่าเจ้าหน้าที่ ตำรวจระดับปฏิบัติงานอยู่ฝ่ายเสื้อแดง และการชุมนุมวันนี้ไม่แตกหัก แต่ถ้ามีการปะทะก็อาจจะมีการชุมนุมยืดเยื้อ ส่วนกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักอุดร ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานด้วยนั้น ตนไม่มีอะไรต้องเจรจานายขวัญชัย เพราะแตกหักกันไปแล้ว และคงไม่มีอะไรมาประสานงานกันอีก การชุมนุมที่ผ่านมาหลายครั้ง นายขวัญชัยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย จึงไม่จำเป็นต้องออกมาบอกว่าจะไม่มาร่วม
แกนนำจวกแหลก ปชป.พธม.
ต่อมาเวลา 17.30 น. แกนนำ นปช.ทั้งหมด ได้แก่ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นพ.เหวง โตจิราการ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ฯลฯ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยเรียกขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ชุมนุม เพื่อให้ฮึกเหิมพร้อมจะเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 21.00 น. จากนั้นแกนนำผลัดกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลพรรค ประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่างเผ็ดร้อน
ตร.พร้อมตั้งด่านสกัดม็อบ
จากนั้นช่วงค่ำ พล.ต.อ.อนันต์ ศรีหิรัญ ผบก.น.1 ได้เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่บริเวณท้องสนามหลวง เปิดเผยว่า สถานการณ์ชุมนุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย คาดว่ามีประชาชนมาร่วมชุมนุมประมาณ 3 หมื่นคน ซึ่งในมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น ได้ส่งเจ้าหน้าที่ประสานกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเป็น ระยะๆ เนื่องจากตำรวจไม่อยากให้มีการเคลื่อนขบวนในตอนกลางคืน เนื่องจากเกรงว่าจะมีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวาย แต่หากผู้ชุมนุมยืนกรานจะเคลื่อนขบวน ก็จะมีการตั้งด่านสกัดเป็นระยะ ตั้งแต่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ไปจนถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ยืนยันจะไม่มีการใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด
“สุเทพ” รอรับหนังสือ นปช.
ต่อมาเวลา 19.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติด ตามสถานการณ์ที่กลุ่ม นปช.จะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในช่วงดึก โดยนายสุเทพกล่าวว่า หลังจากนี้จะโทรศัพท์ สอบถามตรวจสอบสถานการณ์ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอะไร ตนจะอยู่แถวทำเนียบฯ เบื้องต้นทราบว่า นปช.จะมายื่นหนังสือ ก็ต้องมีคนไปรับ หากไม่มีใครไปรับ ก็พร้อมไปรับหนังสือเอง ส่วนข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการให้รัฐบาลยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญนั้น ไม่ สามารถทำตามได้ หากผู้ชุมนุมจะเดินทางมาชุมนุมใน อีก 15 วันข้างหน้า ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ จะมาอีกกี่วันก็เรื่องของเขา ทั้งนี้ จะรายงานสถานการณ์ทั้งหมดให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ได้รับทราบในคืนนี้ เพื่อให้ท่านทำงานให้สบายใจ
กร้าวจับแน่ถ้าบุกที่ราชการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ชุมนุมปีนรั้วเข้ามาในทำเนียบฯจะทำอย่างไร นายสุเทพตอบว่า เข้าไม่ได้ แต่จะไม่ใช้แก๊สน้ำตา และไม่ใช้ความรุนแรง หากบุกเข้ามาก็จับดำเนินคดี เตรียมรถและสถานที่ไว้มาก เพียงพอสำหรับทุกคนที่ทำผิดกฎหมาย ยืนยันไม่มีมาตรการขั้นสูงสุดในการดำเนินการกับผู้ชุมนุม หากใครบุกสถานที่ราชการก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องถูกจับกุมดำเนินการ ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่าสถานการณ์จะรุนแรงบานปลายหรือไม่ นายสุเทพตอบว่า เราไม่ใช้ความรุนแรงแน่นอน แต่ก็ไม่ยอมให้ใครทำผิดกฎหมาย เมื่อถามว่าแสดงว่าหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งไม่ได้ นายสุเทพตอบว่า ถ้าขัดขืนการจับกุมก็ยิ่งผิดเข้าไปอีก
“บัญญัติ” เมินข้อเรียกร้องไร้เหตุผล
ด้านนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.สัดส่วน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลไม่หวั่นไหวต่อการรวมตัวของคนเสื้อแดง เพราะทราบกันอยู่แล้วว่าการชุมนุมโดยกลุ่มคนเสื้อแดงคงมีอีก ปัญหาอยู่ที่ว่ามีผู้มาร่วมชุมนุมมากน้อยแค่ไหน และทำได้ต่อเนื่องยาวนานหรือไม่ เท่าที่ฟังดูเชื่อว่าการชุมนุมไม่ยืด-เยื้อยาวนาน แต่ต้องรอดูว่าจะรุนแรงไปไกลถึงขั้นเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ แต่ดูช่วงหลังเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงมีเสียงสะท้อนจากสังคม จึงยังไม่คิดว่าจะมีอะไรถึงขั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาล เรื่องที่เรียกร้องให้ยุบสภา ประชาชนทั่วไปบอกว่าลองให้รัฐบาลแก้ปัญหาระยะหนึ่งก่อนไม่ได้หรือ แก้ปัญหาไม่ได้หรือมีวิกฤติมากขึ้นค่อยว่ากันอีกที ฉะนั้นวันนี้การเรียกร้องให้ยุบสภาไม่น่าจะสมเหตุสมผล
ปลัด กห.เชื่อมือตำรวจเอาอยู่
ที่สวนหลวง ร. 9 พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงว่า เท่าที่ทราบแกนนำ นปช.ประกาศจะชุมนุมอย่างสงบสุข คงจะไม่สร้างปัญหาอะไร ตำรวจพยายามจะสกัดกั้นเป็นขั้นตอนและมีการชี้แจงโดยตลอด อาจจะทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปไม่ถึงทำเนียบรัฐบาลก็ได้ ทั้งนี้ตำรวจยังไม่มีการประสานขอกำลังสนับสนุนจากทหาร แต่ทหารได้เตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปช่วยดูแล อยากขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมอย่าทำให้เกิดความวุ่นวาย ขอความกรุณาทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนส่วนรวม ไม่อยากให้กลุ่มผู้ชุมนุมล่วงล้ำเข้าไปในสถานที่ราชการ ซึ่งกำลังตำรวจคงไม่เพียงพอจึงได้ขอกำลังทหาร 2 กองร้อยเข้าไปดูแลเสริมการทำงานในทำเนียบรัฐบาล เชื่อว่าจะไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ถึงเวลานานแล้วที่คนไทยจะไม่ต้องแบ่งสี เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้บ้านเมืองเราไม่มีโอกาสพัฒนาไปข้างหน้า ควรหันมาจับมือกัน สร้างความสมานฉันท์โดยเร็วที่สุด
ผบ.ตร.เครียดรุดพบ “เทพเทือก”
เมื่อเวลา 20.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. เดินทางเข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ห้องทำงานบนตึกบัญชาการในทำเนียบรัฐบาล เพื่อรายงานสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมเคลื่อนขบวนมาปิดล้อม ทำเนียบฯ โดย พล.ต.อ.พัชรวาทมีสีหน้าเคร่งเครียด และใช้เวลาหารือประมาณ 20 นาที ก็เดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดถนนพิษณุโลก โดยใช้รถขังผู้ต้องหา 2 คัน และรถตู้ 1 คัน จอดขวางสะพานชมัยมรุเชฐไว้ ต่อมาเวลา 21.00 น. นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบหารือกับนายสุเทพอีกราว 20 นาที จากนั้น นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า ได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบถึงสถานการณ์ว่า ทุกอย่างไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ขอให้ทำงานได้อย่างสบายใจ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่เป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษ คงไม่จำเป็นต้องมีการตั้งวอร์รูมมาควบคุมสถานการณ์มั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไร ส่วนเหตุการณ์ชุมนุมจะยืดเยื้อหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ชุมนุม ขั้นตอนในการควบคุมเหตุการณ์เป็นหน้าที่ตำรวจ ส่วนจำนวนผู้ชุมนุมที่สนาม หลวงนั้น บอกไม่ได้ว่ามากกว่าที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ ไม่อยากยั่วยุท้าทาย แต่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติที่เขาก็ระดมกันมาได้มากพอสมควร ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
เสื้อแดงปรับขบวนเลี่ยงปะทะ
ขณะเดียวกันที่ท้องสนามหลวง ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม นปช.และคนเสื้อแดง ยิ่งทวีเข้มข้นขึ้น หลังจากที่นายจักรภพ เพ็ญแข ขึ้นกล่าวปราศรัยแล้ว จากนั้นเวลาประมาณ 21.00 น.เศษ แกนนำ นปช.ได้ขึ้นเวทีประกาศระดมคนจัดตั้งขบวน เตรียมพร้อมเคลื่อนออกจากท้องสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งใช้เวลากว่า 30 นาที ในการตั้งขบวน กระทั่งเวลาประมาณ 22.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้จัดรูปขบวนเสร็จ โดยมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กว่า 100 คัน นำหน้าขบวน จากนั้นตามด้วยขบวนธง ที่ส่วนใหญ่เป็นชายฉกรรจ์ประมาณ 100 คน ต่อด้วยขบวนรถกระจายเสียง รถหกล้อ 6 คัน สลับกับผู้ชุมนุมเป็นช่วงๆ โดยที่หัวขบวนเคลื่อนไปล่วงหน้าถึงสี่แยกคอกวัว ขณะที่ท้ายขบวนยังคงอยู่ในท้องสนามหลวง แต่แล้ว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จู่ๆนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ได้สั่งให้ปรับรูปขบวนใหม่อย่างกะทันหัน โดยให้ขบวนธงนำหน้าขึ้นไปแทนกลุ่มจักรยานยนต์ เพราะเกรงว่าหากให้ ขบวนจักรยานยนต์นำไปก่อนอาจเกิดการปะทะกับตำรวจได้
ม็อบเสื้อแดงจ่อประชิดทำเนียบฯ
จากนั้นเวลา 22.20 น. ขบวนผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ได้ค่อยๆเคลื่อนขบวนเข้ามาตามถนนราชดำเนิน ผ่านสี่แยกคอกวัวไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นด่านแรกที่ตำรวจตั้งสกัด ซึ่งแกนนำ นปช.ได้มีการเจรจากับตำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก็สามารถเคลื่อนขบวนต่อจนหัวขบวนเคลื่อนไปจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ซึ่งเป็นสกัดที่ 2 ของตำรวจ ทำให้แกนนำ นปช.ต้องเข้าไปเจรจาขอเคลื่อนขบวนไปอย่างสงบ และจะเคลื่อนต่อไปยังแยก จปร. และสะพานมัฆวานฯ ขณะเดียวกันก็พบว่ามีผู้ชุมนุมบางส่วนเดินทางไปดักรอขบวนอยู่ที่ถนนพิษณุโลกแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนไหว และใกล้ทำเนียบฯมากที่สุด
วัดใจตำรวจขวางปล่อยม็อบ
กระทั่งเวลาประมาณ 23.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถฝ่าแนวกั้นของตำรวจมาได้ทั้งสามด่านจนถึงด่านสกัดสุดท้ายที่สะพานมัฆวานฯ แต่ถูกตำรวจปราบจลาจลเข้าสกัดเต็มที่ ไม่ให้ผู้ชุมนุมผ่านไปได้ มิฉะนั้นเท่ากับผู้ชุมนุมจะเดินไปจนถึงทำเนียบรัฐบาลได้อย่างสะดวก ซึ่งแกนนำ นปช.ได้เข้าเจรจากับตำรวจอย่างเต็มที่ พร้อมไปกับกล่าวปราศรัยกับผู้ชุมนุมถึงการเคลื่อนขบวนมาในครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง ส่วนภายในทำเนียบฯ หลังจากที่รู้ว่า กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนขบวนมาจนถึงสะพานมัฆวานฯ แล้ว ก็มีความเคลื่อนไหวจากเจ้าหน้าที่ภายใน ทั้งตำรวจและทหาร ได้เตรียมพร้อมรับมือหากผู้ชุมนุมเข้ามาประชิดรั้วทำเนียบฯ หรืออาจปีนเข้ามาภายใน โดยมีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่และนำรถสำหรับขังผู้ต้องหามาจอดขวางเสริมที่แยกพาณิชยการอีกชั้นด้วย ซึ่งคาดว่าหากผู้ชุมนุมสามารถฝ่าเครื่องกีดขวางจนผ่านสะพานมัฆวานฯ มาได้ ก็จะเข้าปิดล้อมทำเนียบฯทุกด้าน และนำข้อเรียกร้องไปปิดไว้ที่ประตูทำเนียบฯ ซึ่งจากนั้นก็ต้องรอวัดใจกลุ่มผู้ชุมนุมว่าจะสลายตัวทันทีตามที่ประกาศไว้หรือปักหลักอยู่จนถึงเช้า
เสื้อแดงปาบึ้มฝ่าแนวสกัดประชิดทำเนียบฯกดดันรัฐ"เช็กบิลพธม.-ปลดกษิต-แก้รธน.-ยุบสภา"
ที่มา ประชาทรรศน์





ระทึกวันแดงเดือด! ม็อบ นปช.นับหมื่นเคลื่อขบวนฝ่าสี่จุดสกัด ก่อนปาบึ้มแยกมิสกวัน กรีธาทัพทะลุแนวสกัดประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาล เรียกร้องให้เช็กบิล"พันธมาร" เดินหน้าปลด"กษิต" ลุยแก้รัฐธรรมนูญก่อนประกาศยุบสภา
วันนี้ (31 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวงว่า มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อย่างต่อเนื่อง และเริ่มหนาตาขึ้นในช่วงเวลา 15.00 น. ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. และทีมผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวถึงการชุมนุมของ นปช.ในวันนี้ว่า ทราบข่าวว่ามีความพยายามจะสกัดกั้นไม่ให้ นปช. เดินทางไปถึงทำเนียบฯ ทางแกนนำนปช.จึงมอบหมายให้ตนเป็นผู้เจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตั้งด่านสกัดอยู่ 4 จุด และอยากเตือนว่าถ้ารัฐบาลบีบให้ตำรวจกระทำการรุนแรงกับประชาชน จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการชุมนุมไม่เลิกราจนกว่าจะแตกหัก โดย นปช.จะใช้ทำเนียบรัฐบาล เป็นสมรภูมิ ดังนั้น ถ้ารัฐบาลมีสมองพอก็ควรเปิดโอกาสให้ นปช. เข้าไปประกาศเจตนารมณ์
ตำรวจวางกำลังคุมเข้มสนามหลวง
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยว่า ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 35 กองร้อย เพื่อเตรียมรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง พร้อมผสานกำลังจากเจ้าหน้าที่ทหารอีก 22 กองร้อยเพื่อเสริมทัพในกรณีฉุกเฉิน
ด้าน พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า กำลังตำรวจจะทำหน้าที่หลักดูแลสถานการณ์ หากเหตุการณ์ไม่รุนแรง ทหารก็จะอยู่ในที่ตั้งตามปกติ โดยจะใช้แผนอาร์มทองที่เคยใช้ในการดูแลความสงบเรียบร้อย แต่หากตำรวจประสานมาก็พร้อมให้การสนับสนุนในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน
วางด่านสกัด 4 จุด
วันเดียวกัน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)ได้ทำหนังสือขอกำลังจากกองทัพ ให้เข้าเสริมดูแลสถานการณ์ โดย พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพจะยึดแนวเดิม ในการดูแลการชุมนุม และจะจัดกำลังตามสถานการณ์ โดยมีการเตรียมกำลังไว้ในที่ตั้ง และกำลังสำรองหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเบื้องต้นกองบัญชาการตำรวจนครบาลใช้แผนกรกฎในการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในวันนี้ ขณะที่ ด้านนอกทำเนียบรัฐบาล ได้มีการจัดเตรียมกำลัง และแผงเหล็กรั้วกั้นไว้พร้อมเพื่อตั้งเป็นจุดสกัด ไม่ให้ผู้ชุมนุมเดินทางมา เบื้องต้นกำหนดจุดสกัดไว้ 4 จุดคือ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้าลีลาศ แยก จปร.และสะพานมัฆวานรังสรรค์
คาดมีผู้ชุมนุมไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน
ขณะที่ พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ได้เพิ่มกล้องวงจรปิดโดยรอบทำเนียบรัฐบาล ในการตรวจสอบความเคลื่อนไหว ประเมินด้านการข่าว การชุมนุมของกลุ่มนปช. ที่จะเคลื่อนขบวนมาชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเย็นวันนี้ พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้เตรียมรถไฟฟ้าส่องสว่าง หากการชุมนุมยืดเยื้อและผู้ชุมนุมมีการเคลื่อนพล ก็ง่ายในการตรวจสอบ หากเกิดเหตุไม่ปกติขึ้น พล.ต.ท. กล่าวอีกว่า ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสมทบการชุมนุม ซึ่งตำรวจสันติบาลประเมินว่าจะมีผู้เข้าร่วมในช่วงเย็นวันนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000 คน
พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้เน้นย้ำในที่ประชุมร่วมกับกองทัพภาคที่ 1 วานนี้ โดยยืนยันว่า จะไม่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยเด็ดขาด เน้นการเจรจาต่อรองเป็นหลัก และให้จับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มมือที่สามที่อาจสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้น
มอบ"สุชาติ"เป็นผู้สั่งการ
ด้าน พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวถึงการเตรียมกำลังตำรวจในการดูแลความเรียบร้อยกลุ่มผู้ชุมนุม โดยระบุว่า ในช่วงนี้จะใช้กำลังตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 และ 2 รวม 2 กองร้อย เพื่อดูแลความเรียบร้อยในส่วนของกลุ่มผู้ชุมนุม โดยจะนัดรวมพลกำลังตำรวจและรายงานตัวในช่วงเที่ยงนี้
ส่วนการตั้งจุดสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมใน 4 จุด เพื่อเจรจาไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล จะมี พล.ต.ต.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คอยเจรจาอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ส่วนอำนาจการตัดสินใจว่าจะให้กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ผ่านในแต่ละจุดสกัดจะอยู่ที่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ จะเป็นผู้สั่งการ
เผยยุติการชุมนุมเที่ยงคืน
ขณะที่ พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสือ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.)ในฐานะโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลสรุปประเมินสถานการณ์ชุมนุม นปช.(ม็อบเสื้อแดง)ในเบื้องต้นว่า จากการหารือด้านการข่าวระหว่างกองบัญชาการตำรวจนครบาลกับหน่วยงานทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสงบเรียบร้อยและหน่วยงานความมั่นคงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า การชุมนุมวันนี้ไม่มีความรุนแรงและไม่ยืดเยื้อ เพราะทุกหน่วยได้ประสานกับแกนนำผู้ชุมนุมชี้แจงว่าจะชุมนุมอย่างสงบและยุติการชุมนุมในเวลา 24.00 น.
สำหรับบรรยากาศการเดินทางมายังท้องสนามหลวง ของกลุ่มผู้สนับสนับสนุนในต่างจังหวัดนั้น ในส่วนของ จ.อุดรธานีมีกลุ่มประชาชนเสื้อแดง ได้เดินทางไปด้วยรถทัวร์มาตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา จำนวน 13 คัน รถตู้ 10 คัน รถไฟ และรถโดยสารประจำทางรวมทั้งสิ้นประมาณ 1,100 คน โดยก่อนหน้านี้ได้มีประชาชนเสื้อแดงบางส่วนออกเดินทางล่วงหน้าไปแล้วกว่า 500 คน ซึ่งหากรวม กลุ่มผู้ชุมนุมจากจ.หนองบัวลำพู จ.หนองคาย จ.สกลนคร และจ.ขอนแก่น คาดการณ์ว่าน่าจะจำนวนมีประมาณกว่า 3,000 คน
แกนนำนปช.โวยเสื้อแดงถูกกลั่นแกล้ง
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า กลุ่มคนเสื้อแดง จ.นครพนม เดินทางไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงแล้ว แต่จำนวนมีไม่ถึง 100 คน โดยแกนนำ โดยได้รับคำตอบว่าที่ไม่สามารถเดินทางมาได้มากมายนั้น เนื่องจากระยะทางที่ไกลและค่าใช้จ่ายในการไปชุมนุมแต่ละครั้ง มีจำนวนมากประกอบกับกลุ่มเสื้อแดงบางส่วน จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ แต่เชื่อมั่นว่าจะติดตามการชุมนุมในครั้งนี้ เป็นจำนวนมาก
ขณะที่ นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำ นปช. และประธานสถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ เอฟเอ็ม 92.75 เมกะเฮริตซ์ กล่าวว่า ขณะนี้ กลุ่มคนเสื้อแแดงจากต่างจังหวัดทยอยเดินทางมาที่ท้องสนามหลวงแล้ว แต่ได้รับรายงานว่าบางพื้นที่เจ้าหน้าที่พยามสกัดกั้นการเดินทาง เช่น ที่จังหวัดสมุทรปราการ รถบัส ไม่กล้ารับงาน บางพื้นที่มีการโปรยตะปูเรือใบ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีผู้มาชุมนุมไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน ซึ่งแกนนำประกาศห้ามพกพาอาวุธ รวมถึงการขว้างปาไข่ด้วย ส่วนการจะเคลื่อนไปปิดทำเนียบรัฐบาลหรือไม่นั้น นายชินวัฒน์ กล่าวว่า ต้องดูสถานการณ์ก่อน และหากไปจริง คนเสื้อเแดงก็จะไม่บุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เหมือนที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยทำอย่างแน่นอน
นัดเคลื่อนพล 3 ทุ่ม
เมื่อเวลา 16.00 น. ซึ่งเป็นกำหนดการเปิดเวทีอย่างเต็มรูปแบบ เมีประชาชนพร้อมใจกันสวมใส่เสื้อแดงเดินทางเข้าสู่ท้องสนามหลวงเป็นจำนวนประมาณ 15,000 คน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ แกนนำนปช.ทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็นนายวีระ มุกสิกพงษ์ นาจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้เดินทางมาที่ท้องสนามหลวงในเวลาประมาณ 13.00 น. เพื่อทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นปช.จะเคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาลในเวลา 21.00 น. โดยจะใช้เส้นทางถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องรัฐบาล 4 ประการคือ 1. เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ 2. เรียกร้องให้รัฐบาลปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา และให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ย้ำ"ทักษิณ"ไม่โฟนอิน
อย่างไรก็ตาม นายจตุพร กล่าวย้ำว่า ในการชุมนุมใหญ่ครั้งนี้จะไม่มีการต่อสายโทรศัพท์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน และจะใช้ยุทธวิธีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาความปลอดภัยเพื่อขอให้เปิดทางเพื่อเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล และจะไม่บุกเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาล
"รัฐบาลชุดนี้ก็เหมือนกับปลากระป๋องยี่ห้อชาวดอยที่เน่าไปทั้งคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ผมขอร้องอย่าให้มีการปลดนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะอยากให้เป็นจุดผิดพลาดของรัฐบาลไปทั้งคณะรัฐมนตรี ส่วนการออกว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิว่า รัฐบาลออกกฎหมายฉบับดังกล่าว จากบทลงโทษที่ระบุว่าผู้ก่อการร้ายต้องได้โทษประหารชีวิตเท่านั้น แต่รัฐบาลชุดนี้กลับมาเปลี่ยนบทลงโทษเป็นการปรับเงินแค่ 500 – 10,000 บาท ก็เพราะต้องการช่วยเหลือกลุ่มพันธมิตรฯ"
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบนเวทีว่า บรรดาแกนนำ นปช.ต่างสลับผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกันอย่างเผ็ดร้อน ขณะที่บริเวณด้านหลังเวทีปราศรัยกลับเนืองแน่นไปด้วยบรรดาแฟนคลับแกนนำ นปช. ทำให้การรักษาความปลอดภัยบริเวณหลังเวทีเป็นอย่างหละหลวม
"จักรภพ"ลั่นตั้งสถาบันเสื้อแดง
โดย นายจักรภพ เพ็ญแข ปราศรัยบนเวทีว่า การชุมนุมครั้งนี้เป็นการพบปะกันระหว่างคนร่วมอุดมการณ์ โดยหลังจากนี้จะมีการจัดตั้งสถาบันเสื้อแดงเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ของชาวเสื้อแดงให้แผ่ไปทั้งแผ่นดิน ซึ่งเดือนหน้าจะมีการพบปะกันตามสถาบันการศึกษาประสานสื่อมวลชนสายประชาธิปไตย โดยมีภาระกิจเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นคนของประชาชน ซึ่งการชุมนุมครั้งนี้เป็นการชุมนุมของคนเสื้อแดงต่อไปจะมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างประชาชนอย่างกว้างขวางเหมือนกับทุกคนได้เข้ามหาวิทยาลัยสีแดงกันทั้งประเทศที่อื่นมีมหาบัณฑิต ชาวสีแดงก็จะมีมหาประชาชนบัณฑิต ขอเรียกร้องให้คนที่กั๊กเลือกข้างให้ชัดเจนว่าจะอยู่ข้างประชาชนหรือไม่
ทั้งนี้ มีประชาชนมาร่วมชุมนุมจำนวนมาก โดยฝ่ายจัดการการชุมนุมได้ตั้งเวทีที่สนามหลวงฝั่งทิศเหนือ โดยประชาชนที่มาร่วมกว่าครึ่งสนามหลวง แต่จะหนาแน่นเฉพาะหน้าเวทีในขณะที่ด้านหลังจะนั่งรับฟังการปราศรัยอย่างหลวมๆ และบริเวณรอบการชุมนุมมีการตั้งเวทีปราศรัยย่อย รวมถึงมีร้านขายสินค้าที่ระลึกไม่ว่าจะเป็นเสื้อสีแดง เท้าตบ หนังสือจำนวนมาก รวมทั้งมีซุ้มให้ประชาชนปาไข่ใส่รูปภาพนายสนธิ ลิ้มทองกุล นายกษิต ภิรมย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณและรูปแม่นางเพื่อสื่อไปถึงนายกฯ โดยขายไข่ราคา 3 ใบ 20 บาท
ทัพเสื้อแดงเคลื่อนขบวนฝ่า 2 แนวสกัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ได้ทยอยลงมาตั้งขบวนบริเวณถนนข้างท้องสนามหลวงเพื่อเตรียมเคลื่อนตัวไปทำเนียบรัฐบาล โดยจัดรถจักรยานยนตร์ประมาณ 10 คันมาเพื่อนำหน้าในการเคลื่อนขบวน ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็นำรถมาเตรียมอำนวยความสะดวกในการสัญจรไปมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหากมีการเคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวงไปยังทำเนียบรัฐบาล
จากนั้น เมื่อเวลา 22.00 น. ขบวนผู้ชุมนุม นปช.ได้เคลื่อนขบวนโดยมาถึงด่านสกัดด่านแรกที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 22.15 น. โดยนายจักรภพและนายจตุพรได้เข้าไปเจรจาเพื่อขอให้เปิดด่าน กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยินยอมให้ผ่านไปได้ หลังจากนั้น ขบวนได้เคลื่อนไปที่ด่านสกัดบริเวณผ่านฟ้าในเวลา 22.30 น. ซึ่งในจุดนี้ระหว่างที่นายจักรภพและนายจตุพรเข้าไปเจรจากับตำรวจ นางลีน่า จังจรรยา อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้พยายามปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมฝ่าแนวรั้วไป กระทั่งในท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยินยอมเปิดด่านสกัดให้ผ่านไปได้จนกระทั่งเคลื่อนไปสู่ด่านสกัดบริเวณสะพานมัฆวาน
แกนนำเรียกร้องผู้ชุมนุมยึดสันติวิธี
ทั้งนี้ ระหว่างการเคลื่อนพล นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้ประกาศข้อเรียกร้องในการเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ว่า 1.ให้รัฐบาลดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรที่ยึดสนามบิน 2 แห่ง ปิดถนนราชดำเนิน ยึดเอ็นบีที 2. ให้ปลดนายกษิต ภิรมย์ออกมาจากตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศภายใน 15 วัน 3. ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คปพร.ภายใน 15 วันหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 และกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ทันที 4.เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชนทันที โดยกลุ่มเสื้อแดงจะนำข้อเรียกร้องไปติดหน้าทำเนียบคืนนี้หากไม่มีการตอบสนองขอให้ชาวเสื้อแดง คอยฟังข่าวการชุมนุมต่อไปซึ่งจะยึดเยื้อหากไม่ได้ผล ก็จะไม่เลิกรา และจะยึดมั่น ในหลักสันติอหิงสา ส่วนการเคลื่อนไหวในคืนนี้ขอให้ทุกคนยึดหลัก 3 ไม่คือ ไม่โกรธ ไม่ตอบโต้ไม่รุนแรง ไม่ทำร้ายตำรวจ-ทหาร
ถนนราชดำเนินขาออกเป็นอัมพาต
ทั้งนี้ ได้มีแกนนำประจำรถปราศรัย 6 คัน คันที่ 1 มีนายณัฐวุฒิ ไสเกื้อและนายจักรภพ เพ็ญแข คัน ที่ 2 มีนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และนายพายัพ ปั้นเกตุ คันที่ 3 นายจรัล ดิษฐาอภิชัย คันที่ 4 นายวีระ มุสิกพงศ์และนายแพทย์เหลง โตจิราการ คันที่ 5 พ.ต.ท.สมชาย เพศประสริฐและ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด คัน 6 นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไท นายชิณวัฒน์ หาบุญพาด โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้เดินทางออกจากสนามหลวงมุ่งหน้าทำเนียบซึ่งส่งผลให้มีการปิดการจราจรบนถนราชดำเนินขณะที่ฝั่งถนนราชดำเนินขาออกการจราจรเป็นไปอย่างเนืองแน่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่สุดขบวนของ นปช.ก็เคลื่อนพลมาถึงด่านสกัดบริเวณสะพานมัฆวานในเวลาประมาณ 22.50 น. ซึ่งจุดนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางกำลังไว้ถึง 6 กองร้อย และมีรถที่ใช้สำหรับขนผู้ต้องหาอีกจำนวน 6 คัน รถดับเพลิง 7 คัน และมีการกั้นรั้วด้วยลวดหนาม ทั้งนี้ ในการเจรจาที่ด่านสกัดบริเวณสะพานมัฆวานได้มีการเปิดการเจรจานานถึง 20 นาทีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ยอมเปิดทาง ส่งผลให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนผ่านแนวกั้นออกไป และไปถึงด่านสกัดสุดท้ายบริเวณสี่แยกมิสกวันโดยในจุดนี้มีกำลังทหารเข้ามาสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ขว้างบึ้มฝ่าแนวมิสกวันประชิดรั้วทำเนียบรัฐบาล
ทันใดที่มาถึง ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้ง ส่งผลให้ตำรวจทหารที่ด่านมิสกวันต้องถอยร่นออกจากแนว และกลับไปรวมตัวกันภายในทำเนียบรัฐบาล ส่งผลให้ผู้ชุมนุมสามารถผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว และสามารถเคลื่อนขบวนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 23.40 น.
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า นายชินวัตร หาบุญพาด ได้นำมวลชนจำนวนประมาณ 2,000 คน เคลื่อนขบวนเลี้ยวขวาที่แยกจปร.เพื่ออ้อมไปที่ทำเนียบรัฐบาลอีกทาง และสามารถนำขบวนมาถึงทำเนียบรัฐบาลได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้น แกนนำ นปช.ได้ประกาศบนรถปราศัยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณแยกมิสกวันว่า เสียงระเบิดที่ดังขึ้นเกิดมาเกิดเพราะผู้ชุมนุมถูกสาดน้ำกรด และมีเหล่าแกนนำ นปช.สลับกันขึ้นปราศัย จากนั้นแกนนำได้มีการอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ปลด รมว.ต่างประเทศ เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนยุบสภา โดยให้เวลารัฐบาลดำเนินการ 15 วัน ถ้าหากไม่มีความคืบหน้าก็จะนัดชุมนุมใหม่อีกครั้ง หลังจากนั้น นปช.ก็สลายการชุมนุม

