ที่มา มติชนออนไลน์
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังเจรจาทาบทามการกู้เงินจากต่างประเทศ ในวงเงินกู้ประมาณ 2 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงการพื้นฐานภาครัฐ เพื่อเป็นการเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงิน รองรับการขยายสินเชื่อ ทั้งนี้นายกรณ์ กล่าวว่า การกู้เงินจากสถาบันต่างประเทศ เป็นการนำเงินมาไว้ในกรณีจำเป็นที่จะใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินให้สถาบันการเงินของรัฐปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่ขาดสภาพคล่อง แต่ทั้งนี้โครงการดังกล่าวต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน นอกจากนั้นมียังมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการเพื่อความเหมาะสมต่อไปด้วย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, February 3, 2009
ครม.เห็นชอบให้คลังกู้เงินต่างประเทศ7หมื่นล้านบาท
นายกฯ ขอบคุณ"วิฑูรย์"ลาออก คาดได้คนแทนบ่ายนี้
ที่มา มติชนออนไลน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่า ต้องขอบคุณที่นายวิฑูรย์ต้องการให้งานของรัฐบาลเดินไปได้ และเป็นการแสดงถึงจิตวิญญาณสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไปในอนาคต ซึ่งในส่วนของการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น จะปรับเพียง 1 ตำแหน่ง และจะหารือให้ได้ข้อสรุปในเรื่องของตัวบุคคลที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ โดยจะไม่รวมถึงกรณีของนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แจกเงินแนบนามบัตรว่า เรื่องนี้ยื่นเรื่องไปที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.แล้ว คงให้หน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่ เชื่อว่า คงจะได้ข้อสรุปไม่ช้านี้ เพราะปัญหาไม่ซ้ำซ้อน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากให้เลิกค่านิยมว่าการลาออกหรือไม่ลาออกเป็นเรื่องถูกหรือผิด ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม หากผลตรวจสอบว่าไม่ผิด พร้อมให้โอกาสนายวิฑูรย์ ซึ่งจะดูตามความเหมาะสมต่อไป
เชิญยึดสนามบิน
ที่มา เดลินิวส์

มติ ครม. อังคาร 27 ม.ค. 52 ได้อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ ป่าวประกาศว่า จะหนีบไปโชว์ผู้นำโลก World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเรียกความมั่นใจจากนานาชาติ กลับคืนมา
หลังพันธมิตรฯ กรีธาทัพยึดสนามบินสุวรรณภูมิ 8 วันรวด ทำผู้โดยสารตกค้าง 3 แสนคน แบงก์ชาติสรุปความเสียหาย 2.9 แสนล้าน สหรัฐ อียู และอีก 6 ชาติ ยื่นคำขาดให้ไทยวางมาตรการป้องกันและเอาตัวคนผิดมาลงโทษ
แต่ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งไปประชุมที่นั่นและจะกลับถึงวันนี้ ทำได้แค่อ้อม ๆ แอ้ม ๆ ตอบ เฉลิม อยู่บำรุง กลางสภา เป็นการก่อการร้ายหรือไม่ว่า “มีแนวคิดในใจ แต่บอกไม่ได้ ไม่อยากชี้นำ”
แค่นั้น ก็เหลือรับแล้ว แต่พอเห็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คงนึกว่าชาวโลกกินแกลบ เชื่อง่าย นี่หรือจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมา มันน่าจะตรงข้าม ทำลายความเชื่อมั่นไม่เหลือหลอมากกว่า
ยึดสนามบินทั้งสนามนี่นะ ปรับ 500 บาท ถึง 1 หมื่นบาท
ยิ่งดู 5 มาตรการป้องกันก็บ้องตื้นสิ้นดี 1.ส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจา 2.หากชุมนุมยืดเยื้อ ทอท. ต้องจัดพื้นที่รองรับ 3.เตรียมเส้นทางสำรองผ่านเข้าออก 4.ตรวจเข้มทางเข้าออกและ 5.ซ้อมแผนป้องกันทุกปี
อ่านแล้วเหมือนเชิญชวนให้ยึดสนามบินมากกว่า เปิดพื้นที่ให้เลยนี่ พ.ร.บ.นี้ ยังบอกอีกว่า หากผู้ชุมนุมมีเป็นจำนวนมาก ทอท. ต้องประสานตำรวจและทหารขอกำลังสนับสนุน ก็ตอนพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน เสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการ ผอ.ทอท. ก็ทำหนังสือขอไป
แล้วไง เงียบสนิท แม้แต่ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ตำรวจ-ทหาร ก็สมยอม ยืนดูเฉย ๆ ปล่อยให้ยึดตามใจชอบ เพื่อล้มล้างรัฐบาลที่ไม่ได้ดั่งใจ แล้วมาตรการแค่นี้ จะครณามือหรือ !!!
ทั้งที่ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2546 ม.135/1 และม.135/2 ที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็ทันสมัยระดับสากลแล้ว ให้การยึดสนามบิน เข้าข่ายการก่อการร้าย โทษหนัก ถึงขั้นประหารชีวิต ปรับ 6 หมื่นบาทถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเหมาะสมเพียงพอแล้ว จะออก พ.ร.บ. ใหม่เพื่ออะไร
ขนาดทำรถไฟตกราง ยังติดคุก 6 เดือนถึง 7 ปี ปรับพันบาทถึง 1.4 หมื่นบาท แล้ว ยึดสนามบิน ซึ่งทั่วโลกถือว่า การเดินทาง ทางอากาศ เป็นสิทธิเสรีภาพสูงสุดของมนุษยชาติ ต้องได้รับการปกป้องทุกวิถีทาง เกิดสงคราม ยังมีข้อห้ามปิดสนามบินเลย
การยึดสนามบิน จึงเท่ากับการก่อการร้าย ต้องลงโทษหนักสถานเดียว !!!
ไม่อยากคิด รัฐบาลมาร์ค เอาตัวรอดไปวัน ๆ ออกกฎหมายลดโทษเอื้อพวกเดียวกันหรอก พอกับพวกที่แถไปเรื่อย ว่า ปิดล้อมแค่ข้างนอก ไม่ได้ยึดสนามบินเลย ทอท. ผิดขั้นตอน สั่งปิดเอง พูดไม่กลัวบาปกรรมเลยนะ
ใครล่ะ ยกพลปิดล้อมทางเข้าออกจนหมด เอารถวิ่งวิ้ว ๆพล่านไปหมด มีคนสวมหมวกไหมพรมปิดหน้าปิดตาราวผู้ก่อการร้าย นั่งคุมแทบทุกคัน รถนักข่าวแค่ผ่านยังถูกไล่ยิงกระเจิงเลย
แล้วอย่างนี้ ไม่น่ากลัว ไม่เป็นการยึดสนามบินหรือ ???
ก็ทำใจอยู่ว่า รัฐบาลมาร์ค คงไม่กล้าลากตัวคนยึดสนามบินมาลงโทษ เพราะอุ้มสมให้เป็นรัฐบาล รู้กันทั้งโลก แต่ไม่คิด ท่านนายกฯ จะทำให้การยึดสนามบินกลายเป็นเรื่อง สนุกมาก อาหารดี ดนตรีเพราะ จริง ๆ
กระนั้น เสื้อแดงก็อย่าเลียนแบบเสื้อเหลืองไปยึดสนามบินเชียว ไม่ใช่ “ม็อบมีเส้น”นะ เดี๋ยวจะตายฟรี เท่านั้น.
ดาวประกายพรึก
เงามืด! ปีเผาจริง บ่อนหวยเงินกู้บูม
ที่มา ไทยรัฐ
เศรษฐกิจขาลงปี 2551 ลากยาวต่อเนื่องมาถึงปีเผาจริง 2552 มีผลต่อการเกิดอาชญากรรมมากน้อยขนาดไหน?
รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจนอกและในระบบ ชี้ว่า หากย้อนไปเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วิกฤติปีนี้มีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย
“ปี 40...เป็นวิกฤติจากภายในประเทศไทย ขณะที่ประเทศต่างๆในโลก โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจไม่มีใครประสบวิกฤติเลย...ต่างประเทศตลาดยังพร้อมรองรับการส่งออก หรือแม้กระทั่งให้การช่วยเหลือเราก็ยังทำได้...
นักท่องเที่ยวก็ยังเข้ามาได้ เพราะมีสตางค์”
วิกฤติปัจจุบัน เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วลุกลามไปยังประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทุกประเทศในโลก ไม่ว่า ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ออสเตรเลีย
ประการแรกที่ไทยต้องเจอหนัก คือโอกาสที่จะส่งออกได้เหมือนปี 2540 ไม่มี... ประการต่อมา โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศเหมือนปี 2540...ก็ไม่มี
ไทยเจอวิกฤติปี 40 นายจ้างล้ม ลูกจ้างก็ล้ม แต่ปี 2552 นายจ้างไม่ล้ม แต่ใช้วิธีการตัดลูกจ้างออกส่วนหนึ่งจากระบบ
“นายจ้างไม่ล้ม แต่ลูกจ้างล้ม...คนจนก็อยู่ไม่ได้”
วิกฤติล่าสุดนี้ร้ายแรงกว่า สำหรับคนธรรมดาที่กินเงินเดือน กลุ่มคนที่รับจ้าง เกษตรกร ผลกระทบต่อคนที่มีรายได้ปานกลางถึงชั้นล่าง มีอย่างกว้างขวางกว่าแน่นอน
อาจารย์สังศิต บอกว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ เด็กจะออกจากโรงเรียนมาก เพราะพ่อแม่ตกงาน อาจจะอ้างว่ารัฐบาลมีนโยบายเรียนฟรี แต่เด็กไทยไม่ได้เรียนฟรีจริง มีการเก็บค่าพิเศษต่างๆ เป็นจำนวนมาก
“เมื่อออกจากระบบการศึกษา ก็อาจไปประกอบอาชีพที่ไม่ถูกกฎหมาย กลายเป็นเหยื่อขบวนการค้ายาเสพติด เป็นผลเสียหายต่อประเทศในระยะยาว”
เวลาเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจผิดกฎหมายจะเบ่งบาน เป็นปฏิภาคผกผันกันเสมอไป ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีมากๆ คนก็ยิ่งต้องการเสี่ยงทำอะไรที่หาเงินได้ง่าย
ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จะบ่ายหน้ากลับไปทำการเกษตรก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีทักษะ ขณะเดียวกัน ถึงอยากจะทำงานในเมือง ก็ไม่มีงานให้ทำ คนเหล่านี้ จะกลายเป็นปัญหาสังคมค่อนข้างมาก ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรม และมีแนวโน้มกระจายปัญหาไปสู่ชนบท
กลุ่มแรงงานถูกเลิกจ้างมีพฤติกรรมการบริโภคแบบคนเมือง แต่ว่าขาดรายได้ แถมไม่สามารถหารายได้แบบเกษตรกรได้ ปัญหาที่จะมีมาก คือ การประพฤติผิดทางศีลธรรม ขายบริการทางเพศ ค้ายาเสพติด การที่จะทำให้เกิดการพนันผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ
กระทั่งหมู่ข้าราชการประจำ จะเกิดปัญหาการทุจริต เป็นภาพที่ต้องเจอแน่ๆ ไม่ว่าข้าราชการส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีปัญหามากอยู่แล้ว
“ข้าราชการมีรายได้ไม่พอ จนต้องมาเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชา เงินใต้โต๊ะ แน่นอนว่าจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของธุรกิจเอกชนเสียหาย”
ค่าน้ำร้อนน้ำชา ทำให้ต้นทุนทางธุรกิจแพงเกินไป ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับธุรกิจต่างประเทศด้อยลง อาจารย์สังศิต ชี้ว่า การที่ธุรกิจเราจะแข่งกับต่างประเทศได้ ระบบราชการต้องมีประสิทธิภาพ ไม่เรียกรับเงินที่ไม่ควรจะเรียก
ปัญหานี้อาจจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ได้เป็นเงินมากมาย แต่ระบบน้ำร้อนน้ำชา จะทำให้การทำงานล่าช้า ไม่ได้เงินก็ช้า ได้เงินแล้วก็ทำให้คนที่ทำธุรกิจแข่งขัน อย่างสุจริตเสียเปรียบ ไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน
ธุรกิจที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ นึกหรือว่าจะแข่งกับต่างประเทศได้ คนที่ไม่จ่ายบางทีอาจจะแข่งได้เพราะมีความเก่ง แต่โอกาสไม่มีเสียแล้วก็แข่งไม่ได้
สภาวะที่ทุกคนดิ้นรนเอาตัวรอด หาทางออกเช่นนี้ สังคมก็มีความตึงเครียด โดยเฉพาะช่วง 69 เดือนแรกปีนี้...จะมีปัญหาหนัก
“สัญญาณที่เห็นได้โดยทั่วไป จะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย ทำร้ายตัวเอง อย่างที่เกิดขึ้นแล้วในอเมริกา ฆ่าตัวตายยกครอบครัว หนีพิษเศรษฐกิจ”
คดีอาชญากรรมจะรุนแรงเป็นพิเศษ สังคมทั่วไปก็จะมีแต่เสียง...ทำไม? โจร ขโมยเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ไปจอดรถที่ไหนก็โดนทุบกระจกเอาทรัพย์สิน
ประเภทอาชญากรรมที่มีผลกับเศรษฐกิจ ปัจจุบันธุรกิจที่หลอกลวงรับสมัครนักศึกษาที่เรียบจบให้มาทำงาน เป็นธุรกิจที่กำลังแพร่หลาย ปัจจัยสำคัญมาจากตลาดแรงงานไม่สามารถรองรับ เป็นช่องทางให้คนหาช่องทำธุรกิจผิดกฎหมาย เชื่อมโยงไปถึงธุรกิจแชร์
“เงินในระบบตึง...สถาบันการเงินไม่ปล่อยเงินออกมา ธุรกิจเล็กๆก็ต้องไปเล่นแชร์ ในที่สุดก็จะมีการโกงเกิดขึ้นทั่วไป”
การพนัน หวยใต้ดิน หวยหุ้น เวลานี้คนเล่นหุ้นไม่ได้เล่นหุ้นไทยเท่านั้น ยังไปเล่นหุ้นสองตัว สามตัวจากหุ้นต่างประเทศด้วย เพราะมีการออกทีวีตลอดเวลา เป็นอีกแหล่งที่คนใช้เล่นการพนัน เหมือนสมัยก่อนที่คนเล่นพนันทายเลขท้ายรถยนต์ที่วิ่งผ่าน
มองๆไปแล้วอาจจะสวนทาง เศรษฐกิจแย่ แต่คนก็ยังเอาเงินมาเสี่ยงอย่างนี้ นั่นเป็นเพราะธุรกิจถูกกฎหมายไม่มีรายได้ ทำแล้วก็ไม่มีกำไร คนก็รีบเอาเงินเพื่อมาเสี่ยง
“เศรษฐกิจยิ่งแย่...คนยิ่งเข้าบ่อนมากขึ้น”
ต้องเข้าใจนะว่า พฤติกรรมคนที่ชอบการพนัน กับคนที่ชอบทำอาชีพปกติ วิธีการให้เหตุให้ผลไม่เหมือนกัน คนไม่น้อยคิดว่าในเมื่อทำมาหากินปกติไม่ได้ผล ก็เสี่ยงมันเลย แล้วก็เอาทรัพย์สินไปขาย เพื่อไปเสี่ยง
ธุรกิจเงินกู้นอกระบบ เป็นอีกธุรกิจที่เบ่งบานที่สุด ในเมื่อนักธุรกิจหาเงินจากสถาบันการเงินไม่ได้ ก็ต้องหันไปใช้เงินกู้นอกระบบ
ผลกระทบจากเงินกู้นอกระบบ เวลาคนกู้มีความจำเป็นต้องกู้ ถ้าไม่มีเงินหมุนในธุรกิจก็เดินไม่ได้ แล้วคนที่ใช้เงินกู้นอกระบบก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่คนมีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า
“คนที่ทำธุรกิจเป็นพันล้านก็ใช้เงินกู้นอกระบบ โดยไม่ต้องถามว่า ธุรกิจ 100 ล้าน...10 ล้าน...20 ล้าน จะใช้บริการเงินกู้นอกระบบหรือไม่...”
ทว่า...ทุกธุรกิจมีความไม่แน่นอน ไม่มีเงินส่งเงินกู้ ก็ต้องถูกบังคับขายทรัพย์สิน ตามมาด้วยการถูกรังแก ถูกคนมีสีตามทวงหนี้ ภาพที่เห็นจะมีการทวงหนี้มากขึ้น รวมไปถึงการพนันฟุตบอลในกลุ่มเด็กเยาวชน ในช่วงวัยต่ำกว่า 35 ปี ที่ชอบเล่นกันมากเป็นพิเศษ
สถานการณ์เศรษฐกิจกับดอกผลอาชญากรรมทางสังคมที่จะเกิดขึ้น จะคลี่คลายให้เบาบางลงได้ สำคัญที่สุดที่รัฐบาลกำลังทำคือ ทำอย่างไรถึงจะทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีอยู่ได้
“เอสเอ็มอีเป็นธุรกิจที่ใช้เงินน้อย แต่จ้างคนเยอะ ผนวกกับนโยบายให้นายจ้างรักษาลูกจ้างเอาไว้ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ ต้องพยายามทำให้เงินมีการใช้จ่ายออกมาให้ได้ ถ้าเงินไม่หมุน ไม่ถูกใช้ ผลิตสินค้าแล้วขายไม่ได้ ไม่นานธุรกิจก็จะเริ่มล้ม พับลงไป”
อีกประเด็นที่สำคัญ การอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาล ถามว่าจะฉีดได้นานขนาดไหน? อาจารย์สังศิต บอกว่า อาจจะต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาอีกจำนวนหนึ่ง ผ่านไปยังสถาบันการเงินของรัฐ อัดฉีดไปที่ธุรกิจเล็กๆจำนวนมาก ทำให้เกิดการมีงานทำ เงินก็จะหมุนได้
รวมแล้วในปีนี้...ไม่ควรต่ำกว่า 3 แสนล้าน เศรษฐกิจน่าจะขยับได้
“เศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเราเพียงอย่างเดียว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ยุโรป เป็นสำคัญ ถ้าสองกลุ่มนี้ แก้ได้ ปัญหาเราก็ลด”
วันนี้...ถ้าเลือกได้ รัฐบาลไทยน่าจะเดินทางไปคุยกับรัฐบาลจีน ถึงเขาจะกระทบ แต่ไม่รุนแรงเท่าประเทศอื่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจยังเกินกว่า 8 เปอร์เซ็นต์
สมมติว่า จีนส่งเสริมให้คนมาเที่ยวเมืองไทย เศรษฐกิจเราก็จะเริ่มหมุนแล้ว คนจีนมีกำลังซื้อ พร้อมที่จะจับจ่าย รวมไปถึงการเจรจาให้มาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจีนเองก็มีความพร้อมอยู่มาก
การอัดฉีดกระตุ้นให้เงินหมุน เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันพอสมควร...รัฐบาลไม่อยากให้คนออม ให้ใช้เงิน แต่คนมีความไม่แน่ใจ ก็ไม่อยากใช้เงิน ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามคนรู้สึกมั่นใจก็จะใช้เงิน
“สัญญาณที่เห็นว่าดีขึ้นแล้ว คือ การที่ไม่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงบนท้องถนน อย่าปะทะกัน เกิดเหตุนองเลือด ประท้วงไม่เป็นไร เป็นเรื่องปกติ นักลงทุนไม่ตกใจ...เศรษฐกิจเป็นเรื่องของความมั่นใจ”
อาจารย์สังศิต กล่าวทิ้งท้าย
กล้าเสี่ยงโหวตใหม่?
ที่มา ไทยรัฐ
วัดใจ ใครจะเสียงดังกว่ากัน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ยืนยันตามที่ได้ส่งซิกล่วงหน้าไว้ว่า จะตัดสินใจปรับ ครม.หลังบินกลับจากร่วมเวทีสัมมนาเศรษฐกิจโลกที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ขอเวลาแค่ 3 วันในการพิจารณาโละ “ตัวปัญหา”
แต่ในลีลาของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ยังออกอาการแทงกั๊ก จะไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย
โดยเฉพาะคิวของนายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารและ ส.ส.ของพรรค ยังไม่มีการปรับออกจากเก้าอี้รัฐมนตรีตามที่มีข่าวออกมาแต่อย่างใด
ถึงนาทีชี้เป็นชี้ตาย “เทพเทือก” ก็แสดงตน เล่นบทอุ้มลูกน้องในคาถา
ออกหน้ามาการันตีนายวิฑูรย์ไม่ใช่เป็นตัวปัญหาของรัฐบาล สวนหมัดพรรคเดียวกันแต่คนละพวกอย่างนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมากระตุ้นให้รัฐมนตรีที่ตกเป็นเป้าพิจารณาตัวเอง
โดยเงาทะมึนครอบ “อภิสิทธิ์”
อันที่จริงก็ไม่ได้น่าแปลกใจกับท่าทีของ “เทพเทือก” เพราะเคยผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเองมาแล้ว กับคิว สปก.4-01 ในยุครัฐบาลอดีตนายกฯชวน หลีกภัย ที่อุ้มกระเตงกันจนพังไปทั้งรัฐบาล
มาตรฐานความ “ดื้อ” เป็นประกัน
ที่สำคัญ มันยังมีเงื่อนไขรายการฟัดกันเองในหมู่คนพรรคเดียวกันแต่คนละขั้วในหมู่คนพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้สถานการณ์ชิงเหลี่ยมที่เด็กสาย “บัญญัติ” จ้องเบียดทวงโควตารัฐมนตรี บี้แซะเด็กเส้น “เทพเทือก”
ใครจะเปิดช่องให้เสียบง่ายๆ
และก็เป็นอะไรที่มี “ลูกคู่” ให้อ้างถูลู่ถูกังซะด้วย กับอาการ “ไอ้เข้ขวางคลอง” ของค่ายภูมิใจไทย ลูกข่ายพ่อมดเขมรที่เดินหน้าอุ้มนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย บริสุทธิ์ผุดผ่องกับรายการแจกเงินหลวงแนบนามบัตร
ขวางลำนายกฯอภิสิทธิ์ห้ามแตะ
โดยเงื่อนไขของ “บุญจง” ถือว่าเข้าทาง “เทพเทือก” ใช้พลังต่อรองของก๊วนพ่อมดเขมรเป็นตัวช่วยล็อกเกมปรับ ครม. ยื้อชะตาลูกน้องสายตรงอย่างนายวิฑูรย์
วัดใจ “อภิสิทธิ์” กันลึกๆในที
แต่ก็เป็นอะไรที่รู้ทางกันดี ล่าสุดนายกฯอภิสิทธิ์รีบยืนยันเลยว่า ตัวเองมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรีอย่างแน่นอน โดยระหว่างนี้ จะขอพิจารณาข้อมูลหลักฐานที่มีหลายด้านก่อน คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 วันจึงเรียบร้อย และจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม
เมื่อตัดสินใจแล้วจะสามารถชี้แจงต่อสังคมได้
โดยไม่ลืมที่จะย้ำกันชัดๆว่า พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถกดดันไม่ให้ปรับนายบุญจง ออกจากตำแหน่งได้ เพราะตัวเองเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ดิ้นหนีสภาพ “หุ่นเชิด”
“อภิสิทธิ์” ดึงระยะออกมาอยู่ในจุดที่สะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ให้เกิดภาพที่อยู่ในกำกับของ “เทพเทือก” อยู่ภายใต้อิทธิฤทธิ์ของก๊วนพ่อมดเขมร
ในฐานะคนที่ต้องแบกหน้าเผชิญกับแรงเสียดทาน เอาต้นทุนหน้าตักมาเสี่ยงกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเส้นใหญ่ โดนนินทาว่าได้มา เพราะฉกชิงวิ่งราว
เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีการขยับปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีฉาวๆ
ก็ต้องถือว่า เกมไหลไปเข้าทางฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ที่ตั้งแท่นเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ พุ่งเป้าเชือดไปที่ “สายล่อฟ้า” นายวิฑูรย์ ว่าด้วยปลากระป๋องเน่า นายบุญจง แจกเงินหลวงแนบนามบัตร และนายกษิต ภิรมย์ รมว.การต่างประเทศ โควตาม็อบพันธมิตรฯ
วางเพลิงเผาบ่อน้ำมัน
และโดยเกมก็ต้องถล่มเป้าใหญ่อย่างนายกฯอภิสิทธิ์ เพื่อเข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ฝ่ายค้านต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีขึ้นมาประกบ
ได้จังหวะโหวตเลือกนายกฯกันใหม่
ที่แน่ๆโดยเงื่อนไขที่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป บรรยากาศไม่หวานเหมือนวันโหวตพลิกขั้วรัฐบาล ดันอภิสิทธิ์เป็นนายกฯสำเร็จ
ก่อนที่ความสำคัญของเพื่อนจะจางลงไป
โดยอาการทางใจของพรรคร่วมรัฐบาลที่ได้แทะแค่กระดูก โดนพรรคประชาธิปัตย์เล่นบทเขี้ยวใส่ กินรวบงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.16 แสนล้านบาท จัดให้กระทรวงที่คนของพรรคตัวเองนั่งคุม ผันงบกันมันมือ
เสียงหนุน “อภิสิทธิ์” เหลือไม่เท่าเก่าแน่.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ระวัง 'แดง' ระเบิด ทักษิณฉะ เสือโหย-เสือหิว
ที่มา ไทยรัฐ
สัมมนา พท.ศิษย์เก่าร่วมเฮฮา
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 2 ก.พ. ที่โรงแรมกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนาใหญ่ ส.ส.ของพรรคในหัวข้อ “เพื่อไทย...ผูกสัมพันธ์ ร้อยประสบการณ์” ระหว่างวันที่ 2-3 ก.พ. โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค ส.ส. เดินทางร่วมสัมมนาอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรค พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ประธานที่ปรึกษาพรรค ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่ถูกตัดสิทธิ์การเมืองเดินทางมาร่วมงานสัมมนา อาทิ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายนพดล ปัทมะ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ทั้งนี้บรรยากาศการสัมมนาเป็นไปอย่างคึกคัก ส.ส. อดีต ส.ส. อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และอดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน เมื่อเจอหน้ากันต่างทักทายกันอย่างออกรสชาติ โดยก่อนการสัมมนาจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ นายปลอดประสพได้เกริ่นนำว่า การสัมมนาครั้งนี้จะเกิดเป็นปฏิญญาเขาใหญ่ ต้องขอขอบคุณนางเยาวภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา
สอนมวย รบ.แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจ
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า ต้องการให้ท่านเกิดความมั่นคงและมั่นใจที่อยู่ในองค์กรใหม่ รวมถึงทุกคนมีส่วนสำคัญสำหรับองค์กรใหม่ จากนั้นในห้องสัมมนาพูดถึงหัวข้อ “อุดมการณ์และแนวทางสู่ความสำเร็จของพรรค” โดยนายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง ได้บรรยายภาพรวมด้านเศรษฐกิจ โดยนายทนงกล่าวว่า ขอให้มองไกลๆว่า อีก 3 ปี เมื่ออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน มารวมตัวกันอีกครั้งจะทำให้ประเทศไทยนี้ไม่มี ใครใหญ่เท่าเรา ตอนนี้เราเป็นฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในสภาฯ เป็นโอกาสของคนรุ่นที่สามที่จะเรียนรู้ได้มหาศาล ขอให้ ใจเย็นๆ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลงและชะลอตัว อย่างรุนแรง ประเทศไทยก็เช่นกัน การส่งออกจะหายไปมูลค่า 1 ล้านล้านบาท ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบติดลบ 5 แสนล้านบาท ดังนั้นต้องการอัดฉีดเงินเข้าระบบ 5 แสนล้านบาท ตอนนี้การลงทุนไม่มี การว่างงานจะรุนแรงแก้ไขได้ยาก ต้องรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ไม่รู้ รัฐบาลนี้จะมีปัญญาแก้ไขได้หรือไม่ เพราะแก้ไขไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คัน และตามทฤษฎีถ้าทำดีเศรษฐกิจจะฟื้นภายใน 2 ปี แต่ถ้าทำไม่ดี อีก 4 ปี ตัวใครตัวมัน
แนะเคล็ดจัดขุนพลตรวจทุจริต
ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้บรรยายเรื่อง “อุดมการณ์ทางการเมืองและการรักษาประชาธิปไตย” ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย โดยมีคนทำลายประชาธิปไตยแล้วสร้างระบบการปกครองใหม่ แต่ดูแล้วจะไปไม่รอด เพราะมาสถาปนาระบบในช่วงที่เศรษฐกิจยับเยินที่สุด รัฐบาลจะไม่มีท่าทีที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ แจกเงินนโยบายกลายเป็นแจกยาแก้โรคฮ่องกงฟุต แก้ปัญหาปลายทาง ในที่สุดประชาชนจะไม่พอใจ ส่วนภารกิจที่ต้องรีบทำ คือพรรคเพื่อไทยต้องจัดองค์กร จัดระบบบริหารให้สอดคล้องกับภารกิจ ต้องกำหนดอุดมการณ์นโยบายร่วมกันเพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น การทำงานหน้าที่ฝ่ายค้านต้องทำให้ดี มีขุนพล มีแม่ทัพ เน้นประเด็นเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องใหญ่ และประเด็นการทุจริต เพราะเขาเตรียมเต็มที่แล้วเพราะต้นทุนในแง่การได้มารัฐบาลนี้มีมหาศาล
“ทักษิณ”โฟนอินปลุกขวัญเพื่อไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อการอภิปรายดำเนินมาจนถึงเวลา 16.30 น. ในหัวข้อ “การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างมีประสิทธิภาพ” ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ทำหน้าที่เป็นวิทยากรร่วมบรรยาย เจ้าหน้าที่พรรคเพื่อไทยได้มาประสานขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้การสัมมนาหัวข้อดังกล่าวมีเฉพาะ ส.ส.และสมาชิกพรรคเท่านั้น ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนพอดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสื่อมวลชนออกจากห้องสัมมนาแล้ว ร.ต.อ.เฉลิมได้พูดเกริ่นว่า “เดี๋ยวจะพูดคุยกับอดีตนายกรัฐมนตรี เอ้าเรามาพบกับท่านกันเลย” จากนั้นมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งยื่นโทรศัพท์มือถือจ่อที่ไมโครโฟน ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นโทรศัพท์ส่วนตัวของ น.ส.ชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ บุตรสาวนายสมชาย นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์
ลั่นมั่นใจจะได้กลับประเทศไทย
จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวผ่านมายังไมโครโฟนที่ต่อไปยังเครื่องขยายเสียงให้ ส.ส.ที่กำลังนั่งร่วมสัมมนาฟังว่า “ขอขอบคุณทุกคนที่ยังเป็นกำลังใจให้กับผม ผมมั่นใจว่าจะได้กลับประเทศไทย จากที่เคยประกาศว่าจะวางมือทางการเมือง แต่การกลั่นแกล้งกลับมากขึ้น ก็ขอบอกใหม่ว่าพร้อมที่จะกลับไปสู้ เพราะถ้ายอมแพ้เท่ากับประชาชนที่เคยได้ประโยชน์จากนโยบายพรรคไทยรักไทยทุกคนต้องได้รับผลกระทบ การถูกรังแกขนาดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่ามีคนไม่ต้องการให้มีใครทำงานให้ประชาชนอย่างแท้จริง ความรับผิดชอบบนแผ่นดินไทยของผมยังมีอยู่ การที่เขาชนะและคิดว่าจะต้องล้มผมให้ได้ ก็ต้องกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งไร้สาระที่สุด”
อย่าเชื่อคำพูดผู้นำกลุ่ม ส.ส.คนหนึ่ง
“ผมจะต่อสู้และพูดพร้อมกันไป ถ้าจะให้ผมยอมแพ้ ผมยอมไม่ได้ ขอให้สบายใจได้เลยว่าผมจะไม่ทิ้งทุกคน ผมจะหาความยุติธรรมให้เจอ ไม่ว่าจะบนสวรรค์หรือในนรก เราต้องอยู่กันแบบพี่น้อง ผมจะคอยอยู่ใกล้ๆเพื่อให้กำลังใจ ส.ส.ทุกคนมีเบอร์โทรศัพท์ผมอยู่แล้ว สามารถโทร.หาได้ตลอด ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าผมติดต่อได้ตลอดเวลา วันนี้มีคนมาอ้างให้ ส.ส.ไปเอาเงินกับเขา แล้วบอกว่ากูทำให้นาย ซึ่งไม่จริงเลย ผมไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก ที่จะไปให้เงินใครมาทำลายเนื้อแท้ ผมไม่ได้โกหกตอแหล ให้มั่นใจว่าเรามีหนึ่งเดียวไม่มีสอง
อึดอัดแดงผิด-เหลืองไม่เคยผิด
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า พวกเราเป็นเสือ เวลาหิวมันจะนอน แต่หมาเวลาหิวจะเห่า หากมีอะไรก็พูดมาเลย ถ้าผมทำได้ก็จะทำให้ มีประชาชนจำนวนมากที่มองเห็นแล้วว่า เกิดความไม่เป็นธรรมและสิ่งที่เขาจะทำครั้งนี้ เพราะเขารู้ว่าประชาชนทำอะไรผิด ทำอะไรไม่ผิด ที่ผ่านมามันสะสมในใจประชาชน การกลั่นแกล้งทุกอย่างแบบว่าเหลืองถูกหมด แดงผิดหมด สักวันมันจะระเบิดออกมา
ด่ารัฐบาล-พวกเสือโหยเสือหิว
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า วันนี้ผมเจ็บปวดที่สุด แต่ผมทนได้ แต่มันเริ่มตอกลงไปในใจของประชาชนจนเสื่อมความศรัทธาทั้งหมดแล้ว ก็ขอให้ทุกคนรักประชาชนให้มาก อธิบายให้ประชาชนเข้าใจ อย่าไปหวั่นไหว การเป็นฝ่ายค้านวันนี้มันต้องอดทน เมื่อมีฝนตกก็ต้องมีแดดออก ขอให้พวกเราเป็นกำลังใจให้กัน รัฐบาลชุดนี้มันเป็นรัฐบาลเสือหิว ยุคนี้มันกลียุค รวบรวมเอาเสือหิวเสือโหยมาอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ประชาธิปัตย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลาย แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ยากมาก ดังนั้น พวกเราอย่าหวั่นไหวไปกับงบประมาณที่มันผิดปกติ แต่ขอให้พวกเราช่วยกันเปิดเผยออกมาว่ามีสิ่งผิดปกติอะไรบ้าง
จะขอกลับมาตายที่ภาคอีสาน
“แล้วบอกประชาชนว่า ผมพร้อมที่จะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ถ้าประชาชนพร้อม แต่ถ้าประชาชนยอมพ่ายแพ้ ก็เท่ากับว่าผมแพ้ด้วย ถึงแม้ผมจะต้องอยู่ต่างประเทศอีกนาน แต่ผมไม่ยอมตายในต่างประเทศแน่นอน (เสียง ส.ส.ปรบมือ) แม้ผมจะกลับประเทศไม่ได้ ก็จะขอมุดกลับมาตายในภาคอีสาน ถ้าสักวันหนึ่งประชาชนบอกว่าต้องการผม ผมจะกลับไปทำหน้าทีทันที ช่วงนี้ผมจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้แข็งแรง เมื่อวานเพิ่งไปตรวจเลือดมาพบว่าร่างกายก็ยังแข็งแรงอยู่ สภาพจิตใจก็ดี เพราะมีทุกคนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยคอยเป็นกำลังใจให้ เพราะวันนี้การเมืองมันยังอีกยาวนาน ผมคิดว่าเศรษฐกิจกับสังคมของประเทศไทยมีปัญหา ผมตั้งใจจะกลับไปทำงานให้ ถ้ามีโอกาส ตรงนี้ต้องขอบคุณประชาชนคนเสื้อแดงที่เป็นพลังสนับสนุน เป็นพลังสำคัญของผม โดยเฉพาะพี่น้องที่กำลังจะกลับมาพรรคเพื่อไทย และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะสู้ไม่ถอย ผมเป็นคนที่ยิ่งโดนยิ่งสู้ ถ้าพูดกันดีๆให้ถอยมันก็ทำได้ แต่ถ้าเล่นผมหนัก ผมก็จะเล่นให้หนักขึ้น หากบอกให้ผมเลิกเล่น มาคุยกันดีๆ ผมก็ไม่สู้หรอก ไอ้พวกนี้ที่พูดว่าผมโดนยึดเงินที่ประเทศอังกฤษ มันโกหกทั้งนั้น เพราะผมไม่เคยมีบัญชีที่อังกฤษแม้แต่บาทเดียว ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เพิ่งขายทีมฟุตบอลไป เงินพอใช้หรือไม่ ก็แค่จ่ายค่าเดินทางปีละล้านก็พออยู่ได้ ไม่ต้องไปเรี่ยไรเงินจากชาวบ้านมาให้ผมนะ ฟังแล้วน้ำตาจะไหล”
ส.ส.-อดีต ส.ส.แห่ฟังกันล้นหลาม
สำหรับการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ใช้เวลาเกือบ 20 นาที โดยมี ส.ส. อดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. ทั้งจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ร่วมรับฟังกว่า 200 คน เช่นเดียวกับคนในตระกูลชินวัตร ที่ร่วมฟังอย่างพร้อมเพรียง ทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายพายัพ ชินวัตร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ นอกจากนี้ระหว่างการโฟนอิน เหล่า ส.ส.ต่างปรบมือเป็นระยะๆ
“วิฑูรย์” แถลงไขก๊อก ยันถุงยังชีพไม่มีทุจริต
ที่มา ไทยรัฐ
นายวิฑูรย์ นามบุตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวแถลงข่าววันนี้ (3 ก.พ.) ว่า ตนได้ตัดสินใจลาออกเพื่อประโยชน์ของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่อยู่มาตลอด และเพื่อประโยชน์ของนายกรัฐมนตรีที่จะได้บริหารบ้านเมืองต่อไป ซึ่งการทำงานในขณะนี้ยังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ไม่ต้องมาห่วงหน้าพะวงหลัง และเพื่อประโยชน์ของประชาชนและพร้อมเข้าสู่การตรวจสอบ นอกจากนี้ยืนยันว่า การแจกถุงยังชีพที่ จ.พัทลุงไม่มีเรื่องของการทุจริต ไม่มีเรื่องการโกง และขอยืนยันเรื่องของการตรวจสอบ พร้อมให้ตรวจสอบให้ปากคำข้อเท็จจริง ตนเรียนไปยังชาวจ.อุบลราชธานี ที่เป็นผู้แทนมา 24 ปี และเป็นผู้แทนที่ไม่สอบตก และอยู่พรรคเดียวมาตลอด ตนต้องการให้พี่น้องภูมิใจว่านักการเมืองลูกอีสานไม่ยึดติดตำแหน่ง มีมาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมือง การลาออกครั้งนี้ยอมรับว่าเจ็บปวด เพราะการดำเนินการต่างๆ นั้น ตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไร การแจกถุงยังชีพที่ จ.พัทลุง ตนไม่รู้ว่ามีของไม่ดีอยู่ในถุงยังชีพนั้น ตนเห็นใจประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และต้องเรียนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปว่า สิ่งที่เอาไปนั้นไม่ใช่ไม่ดีทั้งหมด อะไรที่ดีชาวบ้านเอาไปใช้ อะไรมีปัญหาตนก็ให้เก็บคืน เป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า การลาออกครั้งนี้ไม่มีการกดดันใดๆ จากพรรคและจากผู้ใหญ่ในพรรค ซึ่งเป็นการแสดงออกความรับผิดชอบทางการเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม ถ้าการตรวจสอบจากคณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งตนให้ความร่วมมือทุกชุด หากผลออกมาเป็นอย่างไร ทางพรรค และประชาชนคงให้ความเป็นธรรมกับตนในอนาคต ดังนั้นตนขอลาออกจากการเป็นรมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยไม่ขอตอบคำถามสื่อมวลชน
กรรมติดจรวด
ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัมน์ : ละครชีวิต
โดย อสรพิษ
ใครจะไปรู้ละว่า สมัยนี้เวรกรรมมีจริง แถมไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เพราะว่าสมัยนี้กรรมมันติดจรวดกันไวมาก จนบางครั้งคนก่อกรรมตั้งตัวไม่ทัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างกรณีของ นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ก่อนหน้านี้หวุดหวิดรอดคดีใบแดง การทุจริตการเลือกตั้ง กรณีตั๋วชมภาพยนตร์ ชนิดที่เรียกว่าค้านสายตาคนทั้งประเทศมาแล้ว เพราะว่ามีหลักฐานและพยานแวดล้อมชัดเจนก็ไม่สามารถเอาผิดได้
ที่ผ่านมานอกจากจะออกมาปฏิเสธและนั่งยัน นอนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเองแล้ว ทางพรรคเองก็หวั่นใจถึงได้มีการประชุมใหญ่ปรับเปลี่ยนตำแหน่งจากที่ นายวิฑูรย์ นามบุตร เคยเป็นกรรมการพรรคก็ไม่ได้เป็นเพราะเกรงว่ารัฐธรรมนูญที่เคยวางหลุมพรางไว้ฆ่าพรรคอื่นๆ จะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง
เรื่องยังไม่ได้มีทีท่าว่าจะจบลงโดยง่าย อย่างที่ใครๆ ก็ทราบกันดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ พรรคหนึ่งเดียวเทวดาที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าพรรคใด ก็ได้สำแดงฤทธิ์เดชอีกครั้ง คราวนี้มีการเอนเอียง และพุ่งเป้าไปที่ กกต.กลางว่าจะมีผลตัดสินในเรื่องดังกล่าวอย่างไร
โทร.เข้าสอบถามเรื่องดังกล่าว นอกจากจะได้รับการบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามแล้ว ยังจะออกแนวปกป้องกันอยู่กลายๆ จนสุดท้ายมีข่าวครึกโครมที่มีหนึ่งในคณะกรรมการ กกต.ในการตัดสินและพิจารณาคดีของนายวิฑูรย์ ออกมาบอกว่าไม่อยากตัดสินคดีดังกล่าว เพราะว่ามีการตั้งธงในการตัดสินไว้ล่วงหน้าแล้ว
ผลสุดท้าย นายวิฑูรย์ นามบุตร ก็รอดคดีดังกล่าวราวกับมีปาฏิหาริย์ อย่างนี้เพลงพี่กบ-ทรงสิทธิ์ ต้องร้องใหม่เลยครับ เพราะว่า “ปาฏิหาริย์ มันมีจริง”
หลังจากหลุดได้หนึ่งคดีก็เงียบหายไปนาน พอมีการจับพลัดจับผลู พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ใครเลยจะไปคิดว่า คนเคยตกเป็นข่าวอย่าง นายวิฑูรย์ นามบุตร จะได้มาเป็น คณะรัฐมนตรี โดยดำรงตำแหน่งถึง รมว.การพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ จะส้มหล่นได้ดำรงตำแหน่งนี้
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นกระทรวงหลักๆ แต่การได้มาถึงตำแหน่ง รมต. คราวนี้ก็ดีไม่ใช่น้อย เพราะว่าตัวเกร็งบางท่านยังไม่ติดโผด้วยซ้ำ ก็เป็นเรื่องราวในขณะนั้นที่มี ส.ส.บางท่านมั่นอกมั่นใจมากว่าจะได้เป็นคณะรัฐมนตรี พอไม่ได้ตำแหน่งก็ออกมาป่าวประกาศเห็นแล้วน่าขายขี้หน้าชะมัด
ดีอกดีใจกับตำแหน่ง รมต. ได้ไม่เท่าไร นายวิฑูรย์ นามบุตร ก็เจอพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ดันไปบริจาคถุงยังชีพ หวังโกยคะแนนเสียงประชานิยม
แต่ใครจะไปคิดละว่า ถุงยังชีพที่บริจาคไปหวังโกยคะแนนเสียงประชานิยมนั้นจะกลายเป็นถุงยังชีพปลิดอนาคตของตนเอง
เพราะไม่เพียงมีแต่ปลากระป๋องเน่ายี่ห้อ “ชาวดอย” ที่เกิดมาผู้เขียนก็เพิ่งจะเคยได้ยินนี่เอง ไม่รวมกับยาสามัญที่หมดอายุ ข้าวสารขึ้นมอดอีก งานนี้ไม่ดับก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้วครับพี่น้อง
ถึงแม้ว่าทาง รมว.การพัฒนาสังคมฯ จะออกจัดการแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวว่าอาจจะเกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนกันนั้น พอมาถึงจุดไคลแมกซ์ ที่นายวิฑูรย์เปิดปลากระป๋องโชว์ กลิ่นก็เน่าอบอวลไปทั่วห้องแถลงข่าว หลักฐานคามืออย่างนี้ปฏิเสธไม่ออก ไปกันไม่ถูกเลยทีเดียว
พอเปิดประชุมสภาไม่ต้องถามถึง “เดอะตู่” แกนนำแห่งคนเสื้อแดง ตั้งกระทู้ถามกันสดๆ ถึงเรื่องปลากระป๋องเน่า ที่ก่อนหน้านี้ทางโฆษกพรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ เคยมาออกแถลงการณ์เอาผิดพร้อมโชว์ปลากระป๋องเน่ายี่ห้อ ชาวดอย ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่ว งานนี้ปลากระป๋องชาวดอย ดังเพียงชั่วข้ามคืน
ไม่ต้องถามท่านผู้อ่านก็คงจะเดากันออกว่า นายวิฑูรย์ นามบุตร รมว.การพัฒนาสังคมฯ จะตอบกระทู้สดของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ อย่างไร
แน่นอนครับว่า งานนี้ประชาธิปัตย์สั่งแถ แก้ตัวกันไปน้ำขุ่นๆ ชนิดที่ไม่มีทางมองเห็นตัวปลาอย่างแน่นอน โยนเรื่องให้คนที่บริจาคปลากระป๋อง ตัวเองมีหน้าที่ซื้ออย่างเดียว โยนขี้ให้ทางกระทรวงสาธารณสุขที่ต้องมาตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว
งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป ต้องรอลุ้นผลการตรวจสอบจาก ป.ป.ช. แต่เชื่อเหลือเกินว่างานนี้คงจะรอดยาก และปาฏิหาริย์คงไม่ถึงสองรอบอย่างแน่นอน แล้วก็อย่าเก่งแต่ปาก ทำตามที่พูดด้วยนะครับท่านวิฑูรย์
คนไทยอ่วมหนี้‘มาร์ก’จัดให้7หมื่นล้านกู้นอก-นักวิชาการรุมค้านหวั่นล้มละลาย
ที่มา ประชาทรรศน์

คนไทยอ่วม! รัฐบาลจ่อกู้เงินสถาบันการเงินต่างประเทศ 7 หมื่นล้าน หลังตั้งงบประมาณขาดทุนหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ เตรียมชงเข้าครม.เห็นชอบวันนี้ พร้อมยืนยันรัฐบาลไม่ได้ถังแตก ขณะที่นักวิชาการเรียงหน้าค้าน หวั่นคนไทยหนี้ท่วมหัวซ้ำรอยกู้เงินไอเอ็มเอฟ
ในที่สุดสิ่งที่หลายฝ่ายวิตกก็เป็นความจริง เมื่อรัฐบาลได้แบไต๋ว่าจะต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศเป็นเงินถึง 7 หมื่นล่านบาท เพื่อมาใช้ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีการตั้งงบประมาณไว้กว่าแสนล้านทั้งๆ ที่ไม่มีตัวเงินอยู่ในมือ
จ่อกู้เงินนอก7หมื่นล้าน
นายกรณ์ จาติกวณิชย์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอเงินสำรองต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันที่ 3 ก.พ. นี้ โดยจะเป็นการกู้เงินจากต่างประเทศ จำนวน 70,000 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นเพียงการขอวงเงินในการกู้ยืมจากเวิลด์แบงก์ ไจก้า และเอดีบี ซึ่งหากยังไม่มีการเบิกเงินในส่วนดังกล่าว รัฐบาลยังคงไม่ต้องเสียดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามในส่วนนี้เป็นมาตรการสำรองฉุกเฉินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องทั้งหมดจะนำเสนอต่อรัฐสภาต่อไปตามข้อกฎหมาย
ทั้งนี้ ยังเตรียมขอเสนอเพิ่มทุนให้ธนาคารของรัฐอีก 3 แห่ง ทั้งธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดกลางและขนาดย่อมอีกด้วย
ส่วนกรณีที่เงินคงคลังรัฐบาลลดลงจาก 200,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าคลังจะมีเงินไม่พอจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการว่า นายกรณ์ กล่าวว่า ขอยืนยันว่าเงินคงคลังที่ลดลงไม่ได้สร้างปัญหาให้กับการจ่ายเงินให้กับข้าราชการ และกระทรวงการคลังก็ไม่ได้ถังแตก รัฐบาลมีเงินจ่ายเงินเดือนให้ข้าราชการแน่นอน และเงินคงคลังในระดับปัจจุบันมีความเหมาะสมดีอยู่ระดับปกติ ยืนยันว่าเงินคงคลังจะไม่มีการติดลบและจะไม่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
อ้างตั้งงบขาดดุลจำเป็นต้องกู้
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลตั้งงบประมาณปี 2552 แบบขาดดุล หมายความว่ารายจ่ายจะสูงกว่ารายได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่รัฐจะไปกู้ยืมเงินจากส่วนต่าง ๆ มาชดเชย ซึ่งการที่รัฐบาลถือเงินคงคลังไว้มากเกินไปก็ไม่เป็นผลดี เพราะเงินทุกบาทที่กระทรวงการคลังถือไว้มีต้นทุนและมีภาระดอกเบี้ย ดังนั้น กระทรวงการคลังต้องบริหารจัดการเงินคงคลังให้มีประสิทธิภาพไม่สร้างปัญหาต่อระบบการเบิกจ่าย ไม่ควรมีเงินคงคลังมากเกินความจำเป็นโดยในเดือนพฤษภาคมรัฐบาลจะมีรายได้ภาษีนิติบุคคลเพิ่ม และภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล
“ย้ำว่าการติดลบของงบประมาณไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะงบประมาณปี 2552 เป็นงบประมาณแบบขาดดุล การมีเงินคงคลังระดับปัจจุบันถือว่าปกติ เหมาะสมดีอยู่แล้ว ไม่ได้สร้างปัญหาต่อความมั่นคง เพราะฐานะการคลังที่มั่นคงประเมินจากปริมาณหนี้สาธารณะและภาระหนี้ต่องบประมาณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะการเงินการคลังของไทยเข้มแข็งมาก” นายกรณ์ กล่าว
เงินคงคลังยังพอจ่ายเงินเดือน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลกำลังพิจารณาถึงเรื่องการกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อนำมาสำรองให้การบริหารงานในประเทศไม่ให้เกิดปัญหา โดยแหล่งเงินกู้ที่มองไว้จะเป็นการกู้เงินจากองค์การพัฒนาระหว่างประเทศ เช่น เอดีบีที่ให้อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าขณะนี้เงินคงคลังยังมีเพียงพอต่อการใช้จ่าย
“ถ้าหากวันข้างหน้าเศรษฐกิจผันผวนและมีความจำเป็นจะมาคิดหาแหล่งเงินกู้ก็ไม่ทันเลยต้องมีการเตรียมการไว้ แม้ว่าปัจจุบันเงินคงคลังยังเพียงพอต่อการใช้จ่ายต่างๆ แต่ควรจะเตรียมความพร้อมในการเดินไปข้างหน้า ส่วนกรณีเงินคงคลังที่มีตัวเลขออกมาว่าเหลืออยู่ไม่มากนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฐานะของประเทศเพราะทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ระดับสูง”
ศก.ไม่กระเตื้องหนี้ยิ่งท่วม
นายทนง พิทยะ อดีต รมว . คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ขาลง ธุรกิจส่งออก ได้รับผลกระทบตัวเลขเงินหายไปกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาลต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ดูว่าตรงไหนเสีย ตรงไหนพัง ไม่ใช่นำเงินมาแจกจ่าย และไปแก้ปัญหาในส่วนที่ยังไม่เกิดผลกระทบ หากเศรษฐกิจในไตรมาสหลังยังไม่ฟื้น รัฐบาลชุดนี้จะต้องลำบาก งานหนัก และน่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะหาเงินจากไหนมาช่วยเหลือ เพราะการจะช่วยคนจนต้องมีเงินเข้าไปช่วย สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่เป็นต้นตำรับประชานิยม ช่วงนั้นเป็นช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น แต่รัฐบาลชุดนี้กลับอัดฉีดเม็ดเงินในรูปแบบเดียวที่เราทำ คือ ใช้วิธีประชานิยมแบบเศรษฐกิจขาลง ทั้งที่ต้องมียุทธศาสตร์แบบองค์รวม ขณะเดียวกันสภาพของครม.ก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการฟื้นฟู เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจไม่มีการประสานงานกันในแต่ละกระทรวง ไม่มีการวางยุทธศาสตร์ร่วมกัน ทำให้การแก้ปัญหาทำไม่ทันหรือไม่ตรงจุด อีกทั้งความไร้เสถียรภาพทางการเมืองก็เป็นปัญหาหลัก โดยเฉพาะการปฏิวัติก็เป็นปัญหาที่ส่งมาถึงปัจจุบัน
ห่วงอีก3-4ปีไทยตายสนิท
ส่วนแนวทางแก้ไข นายทนง กล่าวว่าในภาพรวมนอกประเทศ ประเทศเอเชียต้องร่วมมือกัน เพื่อค้าขายกันเอง ขณะนี้ในประเทศควรแก้โครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวม ควรแก้ด้วยความสามารถในการจัดการเท่าทันกระบวนการโลกาภิวัฒน์ แก้โดยใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ในระหว่างนั้นนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ซึ่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการได้ถามว่า นักเรียนที่ลอกข้อสอบแต่ส่งผิดวิชาตรงนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะเชื่อว่าอีก 3 - 4 ปี เศรษฐกิจไทยคงไม่ใช่แค่เผา แต่น่าจะเป็นการฝังกลบดินไปเลย นายทนงตอบว่า รัฐบาลแจกเงินประชาชน 2000 บาท ต้องถามว่านำไปทำอะไร ทั้งที่ขณะนี้ยังไม่เกิดผลกระทบมาก หากเป็นตนจะนำไปแก้อุตสาหกรรมเอสเอมอี ตัวอย่างการแก้ปัญหานโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย เช่นกองทุนหมู่บ้าน เจตนาครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นที่พ.ต.ท.ทักษิณ หวังว่าจะสร้างเครือข่ายกองทุนหมู่บ้านเพื่อพัฒนาให้ประชาชนรู้จักสร้างผลผลิตในแต่ละหมู่บ้านและแก้ปัญหาต่อไป แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์กลับนำนโยบายประชานิยมไปใช้แบบผิด โดยการดับเบิ้ลเงินให้แต่ละหมู่บ้านอีก ทั้งที่ประชาชนยังไม่รู้จะนำไปทำอะไร เพราะขณะนี้ผลผลิตอยู่ล้นตลาดแล้ว
หวั่นเศรษฐกิจไทยล้มละลาย
รศ.ดร.ประยงค์ เนตยารักษ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตนไม่ค่อยเห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกู้เงินจากต่างประเทศ เพราะหากมองกันในระยะยาวตนเป็นห่วงว่าหากรัฐบาลไม่สามารถบริหารให้เศรษฐกิจฟื้นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วก็จะทำให้หนี้สินของประเทศยิ่งพอกพูนมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนทำให้ระบบเศรษฐกิจประเทศไทยมีปัญหา
ทั้งนี้ เท่าที่ติดตามแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลแล้วน่าเป็นห่วงเนื่องจากแผนงานไม่ชัดเจนไม่มีประสิทธิภาพ เน้นการแจกเงินอย่างสะเปะสปะ ไม่ใช่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนในระดับล่างเพราะคนกลุ่มนี้รัฐบาลต้องพยายามให้พวกเขามีกำลังซื้อให้มาก เพราะหากคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อจะทำให้เม็ดเงินหมุนไปอย่างรวดเร็ว
“คนระดับล่างจะหมุนเงินเร็ว เพราะหาได้มา 1 บาท ก็จะใช้เงินทั้งหมด 1 บาท โดยไม่มีการเก็บ แต่หากรัฐบาลไปเน้นที่คนรวยจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา เนื่องจากคนกลุ่มนี้หาเงินได้ 1 บาท บางคนก็จะใช้ออกไปเพียง 50 สตางค์ หรือบางคนอาจไม่ใช่เลย เพราะไม่มีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน พวกนี้จะเก็บไว้เป็นเงินออมมากกว่า”
เย้ยไทยขาดสภาพคล่อง
ดร.ญาณกร แสงวรรณกูล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในส่วนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพูด กับการปฏิบัติของนายกรณ์ จาติวนิช รมว.คลังมันส่วนทางกัน หากเปรียบไปแล้วการกระทำดังกล่าวในการวางแผนสำรองเพื่อไปกู้ยืมเงินจากธนาคารต่างประเทศ เหมือนกับบริษัทที่ขาดสภาพคล่อง
“ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้รายงานเรื่องการเก็บภาษีซึ่งไม่เข้าเป้าเท่าที่ควร ทำให้ไม่มีรายได้เป็นเม็ดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว เหมือนกับว่าทางรัฐบาลวาดฝันกับเงินคงคลังว่าจะมีมาก เพื่อที่จะหยิบมากระตุ้นเศรษฐกิจก่อน แต่ในทางกลับกัน เงินคงคลังกลับมีไม่มากพอ ทำให้ต้องร่างแผนสำรองในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ”
นอกจากนี้ ดร.ญาณกร กล่าวว่า หากเราพิจารณาจริงๆ แล้วจะทำให้เข้าใจว่าตอนนี้ทางรัฐบาลไม่มีเงินเข้ามาบริหารมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตอนก่อนที่จะเข้ามาก็คาดหวังว่าจะสามารถเก็บภาษีได้ แต่เอาเข้าจริงก็เก็บไม่ได้ตามยอดที่ระบุไว้ จะใช้เงินคงคลังก็ไม่มี
“ที่ผ่านมาตอนที่ประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลก็มีการทำนโยบายประชานิยมมากมาย แต่ตอนนั้นเป็นแค่การทดลอง พอมาวันหนึ่งทางพรรคไทยรักไทยนำตัวทดลองนั้นกลับมาทำบ้างแต่ได้รับผลดีกว่า เพราะว่าเขาทำทั่วประเทศและเข้าถึงประชาชนจริงๆ พอมาตอนนี้ตนเองได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ก็พยายามที่จะดึงความนิยมกลับมาอีกครั้ง เหมือนเป็นการซื้อเสียง แต่มันดันผิดที่ผิดเวลา เพราะว่าอย่างที่ทราบดีว่าตอนนี้สภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ถามว่ามาตรการดีไหมดี แต่มันมาไม่ถูกเวลา และหลังจากออกมาตรการก็ไม่เห็นได้รับคะแนนนิยมกลับมา”
เก็บภาษีเพิ่มเสียคะแนนนิยม
ดร.ญาณกรกล่าวต่อไปอีกว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นพรรคแกนนำของรัฐบาลเขาวางแผนผิด เพราะว่าเวลานี้เขาไม่มีเม็ดเงินที่จะเข้ามาบริหารนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ก็จะออกวิ่งหากู้ยืมเงินจากต่างประเทศตามสไตล์การทำงานของเขา
“ภาษีที่ออกมาจะเรียกเก็บอีกครั้งช่วงปลายเดือนมิถุนายน ถึงจะมีรายได้เข้ามา แต่ ณ ปัจจุบัน เรามีหนี้เป็นเบดทามมิ่ง ถ้ามีเงินอยู่แค่นี้ พรรคประชาธิปัตย์มีทางเดียวที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือการกู้ยืมเงินจากธนาคารต่างประเทศ ไม่อย่างนั้นรัฐบาลตายแน่ รมว.คลังไม่เคยนึกถึงการเก็บภาษีเลย ถ้าลองพิจารณาดูว่าภาษีอันไหนที่ไม่ประสิทธิภาพก็น่าจะมีการปรับปรุง เพราะว่าเงินจำนวนนั้นสามารถนำมาช่วยกู้สภาพวิกฤตได้มากที่เดียว”
นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามที่คาดไว้ ในทางตรงกันข้ามได้มีการออกกฎหมายเพื่อหารายได้เข้าคงคลังด้วยการออกมาตรการการเก็บภาษีที่ดิน และภาษีมรดก ซึ่งเปรียบเสมือนการโยนหินถามทาง เพราะมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วว่ามาตรการการเก็บภาษีดังกล่าวมีความซ้ำซ้อน
“หากรัฐบาลประชาธิปัตย์ออกมาตรจัดเก็บภาษีทั้งสองตัวจริง จะยิ่งทำให้คะแนนประชานิยมลดน้อยลงเป็นอย่างมาก เพราะหากคิดเปรียบเทียบกันง่ายๆ ไม่มีใครที่จะยอมเสียผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น”
ภาษีน้ำมันทำปชช.อ่วมหนัก
ในส่วนของมาตรการในการเพิ่มภาษีการจัดเก็บน้ำมัน ก็เป็นวัตถุประสงค์เดียวกัน เพราะว่ารัฐบาลต้องรีบเร่งในการหารายได้มาเก็บไว้ใช้เงินคงคลัง หากเราลองพิจารณาในแง่ดี มาตรการดังกล่าวจะเป็นการลดปริมาณการใช้พลังงานลง แต่ในทางตรงกันข้ามสินค้าบางตัวที่อาจจะมีแนวโน้มลดลง ก็จะต้องมีการมาพิจารณาใหม่เพราะว่าน้ำมันขึ้นราคา ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็ไม่รู้แน่ชัดว่ารัฐบาลคิดอะไรอยู่ หากจะมองว่านี่หากจะเป็นการสวนทางของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจหรือเปล่า ตนมองว่ารัฐบาลอาจจะคิดเหมือนไก่กับไข่ว่าผลที่ได้จะออกมาอย่างไรมากกว่า
“แทนที่รัฐบาลจะค่อยเพิ่มมูลค่าภาษีน้ำมันเป็นลิตรละ 50 สตางค์ ค่อยๆ ขึ้น ไม่ใช่ว่านี้ออกมาตรการมาเพิ่มขึ้นเกือบลิตรละ 2 บาท บางครั้งประชาชนก็รับไม่ได้ เกิดวิกฤต ออยล์ช็อต ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก แทนที่จะบริหารงานแบบนักธุรกิจ แต่นี่ทำงานเหมือนนักกฎหมาย ที่ทำตามกฎแปะๆ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ”
เชื่อสุดท้ายเข้าอีหรอบเดิม
ส่วนมาตรการเงินกู้กับสถาบันต่างประเทศนั้นจะเข้าทำนองเดิมเป็นหนี้ IMF 2 หรือไม่นั้น ดร.ญาณกร กล่าวว่า สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดก็จะเข้าทำนองเดิม เหมือนกับเงินกู้ มิยาซาวา ที่ไม่เห็นจะมีการนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจอะไร เงินก้อนนั้นก็หายต่อมไป ทุกอย่างจะวนกลับมาเหมือนเดิม
“หากจะมองแล้วในเรื่องการวางแผนมาตรการทั้งหมดไม่ใช้ว่า รมว.คลังของประชาธิปัตย์ไม่เก่ง เขาเป็นคนเก่ง แต่ไม่เคยลงไปสัมผัสกับปัญหาโดยตรงว่าคนที่มีปัญหาต้องการอะไร เป็นการแก้ไม่ถูกจุด ซึ่งมันจะต่างจาก ส.ส.ที่รู้ว่าคนในพื้นที่นี้ต้องการอะไร ไม่ชอบอะไร ที่ผ่านมารัฐบาลประชาธิปัตย์ก็เป็นอย่างนี้ เอาคนรวยมาเป็น ถามว่าเก่งไหมเก่ง แต่ทำงานไม่ตรงจุดปัญหาก็ไม่จบเสียที ในเมื่อทำงานไม่ตอบโจทย์แล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร”
นอกจากนี้ ดร.ญาณกรยังได้กล่าวในช่วงท้ายไว้ว่า ประชาธิปัตย์อย่าเพิ่งไปหวังว่าจะทำนโยบายประชานิยม เพื่อหวังโกยคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า
“ ในตอนนี้ผมประเมินว่าคะแนนเสียงของนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ลดลงไปมาก กับสิ่งที่เขาเข้ามาบริหารประเทศ สุดท้ายก็ทำให้ประชาชนเข้าใจว่า ประชาธิปัตย์ก็ไม่มีดีอะไร สุดท้ายก็กลวง” ดร.ญาณกรกล่าว
ทักษิณ โฟนอิน 2 กพ.52 'ผมพร้อมจะกลับไปเป็นนายกฯให้ประชาชน อีกครั้งหนึ่ง'
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบไซต์ มติชนออนไลน์
3 มกราคม 2552
พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้โฟนอินเข้ามาในช่วงระหว่างการสัมนาพรรคเพื่อไทย วันที่ 2 กพ.52
ขอขอบคุณทุกคน ที่ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ต้องขอบคุณอย่างสูง
ท่านทั้งหลายที่อยู่กับพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ต้องถือว่ามีอุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ขายตัว และสองยังรักผม ไม่อยากทิ้งผมไปในยามที่ผมยังลำบาก และขอย้ำว่า ผมจะไม่ลืมบุญคุณกับผู้ที่มีบุญคุณกับผม และเชื่อว่า วันหนึ่ง ผมจะได้กลับไปทำหน้าที่ในประเทศไทยอยู่กับท่านต่อไป
"ผมมั่นใจว่าจะได้กลับประเทศไทย จากที่ผมเคยประกาศว่า จะวางมือทางการเมือง แต่การกลั่นแกล้งทางการเมืองกลับเข้มข้นขึ้น ก็ขอบอกใหม่ว่า "ผมพร้อมที่จะกลับไปสู้ทางการเมืองต่อไป" เพราะถ้าผมยอมแพ้ เท่ากับว่า ประชาชนทั้งประเทศที่เคยได้รับอานิสงส์จากการทุ่มเททำงานของผม กับเพื่อนๆ ทั้งหลาย ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย เราจึงไม่ยอมให้ประชาชนพ่ายแพ้ผมแพ้ไม่เป็นไร ผมเจ็บปวดไม่เป็นไร
ผมทุ่มเททำงานให้กับบ้านเมืองขนาดนี้ แต่ผมถูกรังแกขนาดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า มีบุคคลที่ไม่ต้องการให้มีผู้น ที่จะมาทำงานให้บ้านเมือง ต้องการแค่ผู้นำ ที่อยู่ไปวันๆ หนึ่ง แต่ประชาชนไม่ต้องได้อะไร "
"ผมคิดว่า มันเป็นความเจ็บปวดของคนทั้งประเทศ ผมคิดว่า จำเป็นจะต้องต่อสู้ และความรับผิดชอบบนแผ่นดินไทยของผมยังมีอยู่ การที่เขาชนะ และคิดว่า จะต้องล้มผมให้ได้ ก็ต้องกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี และมีกระบวนการให้เห็นว่า การไม่จงรักภักดี จะต้องลงโทษอย่างไร ซึ่งไร้สาระที่สุด และผมจะไม่ยอมให้ความเข้าใจผิดอย่างนี้ มีอย่างต่อเนื่อง"
ผมก็จะต่อสู้ และพูดพร้อมกันไป ถ้าจะให้ผมยอมแพ้ ผมทำไม่ได้ และพวกท่านที่อยู่ข้างเคียงผมวันนี้ ก็ขอให้สบายใจได้เลยว่า ผมจะไม่ทิ้งพวกท่านเช่นกันผมอยากเห็นความยุติธรรมเกิดขึ้นในสังคมไทย ผมจึงจะหาความยุติธรรมให้เจอ ไม่ว่าจะเจอมันบนสวรรค์ หรือในนรกก็ตาม แม้วันนี้ คนจะเห็นว่า พรรคเราไม่มีผู้นำ แต่ความจริงแล้ว พวกท่านทั้งหลายทุกคนคือผู้นำ
ท่านก็ต้องช่วยกัน แบบนักการเมืองผู้ใหญ่ ที่อยู่กันแบบพี่น้อง เพื่อนฝูง ที่จะต้องช่วยกันประคับประคอง โดยผมเอง จะคอยดูแลให้กำลังใจ และสนับสนุนผู้ที่ทำงาน ให้มีกำลังใจในการทำงานให้สำเร็จอยู่ใกล้ๆผมให้เบอร์โทรศัพท์ ส.ส.ทุกท่านอยู่แล้ว โทรหาได้ตลอดเวลา มีใครมาอ้างชื่อผม ก็โทรมาสอบถามได้ตลอดเวลา ถ้าผมไม่รับ แสดงว่าเป็นเวลากลางคืน แล้วผมจะโทรกลับหาท่านตอนเช้า
“ทุกวันนี้มีคนมาอ้าง ซึ่งผมจะยกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง คือมีคนเอาเงินมาแจก ส.ส. และพวกเราบางคนก็ไปรับด้วย แล้วก็บอกว่า เฮ้ย กูจะมีเงินอะไร กูทำให้นาย มึงไปถามนาย นายก็ไม่รับหรอก
เพราะกูทำให้นาย บอกได้เลยว่า เป็นการโกหกที่ใช้ไม่ได้เลย ผมไม่ได้เป็นคนหน้าไหว้หลังหลอก ผมเป็นคนตรงไปตรงมา"ผมไม่มีวันให้เงินใครมาทำร้าย มาแข่งขันกับคนที่เป็นเนื้อแท้ของเราเด็ดขาด คนที่แอบอ้างคือคนที่ขี้ขลาด คนจริงต้องสู้กันแบบลูกผู้ชาย ไม่ใช่ใช่วิชาโกหกตอแหล ก็ขอให้ทุกคนสบายใจได้ว่าเราเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีสอง
ส่วนคนที่อาจจะเดือดร้อน มีอะไรก็ให้คุยกับแกนนำของเรา หรือไม่ก็โทรหาผม พวกเราจะต้องเป็นเสือ ที่เวลาหิวจะนอน เวลาหมาหิวมันจะร้อง ดังนั้นทุกคนมีอะไรก็พูดกันมา ใครมีปัญหามีอะไรผมช่วยได้ผมก็จะทำ”
วันนี้ ผมฟังสัมภาษณ์คนเสื้อแดงหลายคน ก็ยืนยันว่า มาต่อสู้เพื่อผม เพราะเขาไม่เคยเห็นใครทุ่มเททำงานให้บ้านเมือง แล้วโดนรังแกขนาดนี้ ก็เลยอยากบอกทุกคนว่า มีประชาชนจำนวนมาก ที่มองเห็นความไม่เป็นธรรมครั้งนี้ สิ่งที่เขาจะทำต่อไปนี้คือ ระบบสองมาตรฐาน คือ ประชาธิปัตย์ทำอะไรไม่ผิด แต่ไทยรักไทย ทำอะไรผิดหมด เขาทำไปเรื่อยๆ โดยเราก็ต้องยิ้ม ให้เขาทำ
วันนี้ การดำเนินการสองมาตรฐาน การกลั่นแกล้งพวกเราสีแดงผิดหมด สีเหลืองถูกหมด มันสั่งสม สักวันมันระเบิดขึ้นมา แล้วมันจะไม่คุ้มเลยสำหรับประเทศไทย
สำหรับคนที่ทำคนที่ทำ อาจจะอายุมากแล้ว แต่กำลังทิ้งบาปไว้ให้กับสังคมไทย วันนี้ผมอาจจะเจ็บปวดที่สุด แต่ก็เป็นคนเดียว ครอบครัวเดียว แต่ความเจ็บปวด มันกำลังตอกลิ่มลงไปในใจคนจำนวนมาก หลายล้านคนในประเทศไทย หากเขาคิดเป็น และฉลาดพอ จะรู้ว่า เขากำลังสั่งสมความไม่ดีในหัวใจคน จนเสื่อมความศรัทธา
อยากจะบอกว่า ให้ทุกคนรักประชาชนให้มาก เป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์ ก็ไม่ต้องไปหวั่นไหว การเป็นฝ่ายค้านวันนี้มันต้องอดทนเมื่อมีฝนตกก็ต้องมีแดดออก
“การเป็นฝ่ายค้านวันนี้กำลังสั่งสมคะแนนครั้งใหญ่ เพราะ รัฐบาลชุดนี้ มันเป็นรัฐบาลเสือหิว รวบรวมเสือหิว เสือหาย เสือโหย ทั้งนั้น ไปอยู่ด้วยกัน หลายคนที่ออกไป เพราะมีโครงการรออยู่ ทำโครงการเอาไว้ ก็คิดจะไปถอนทุนกันต่อ
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์นั้น ถูกสร้างมาเพื่อทำลาย ไม่ได้สร้างมาเพื่อแก้ปัญหา ดังนั้นแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ยากมาก ดังนั้นพวกเราอย่าหวั่นไหวไปกับงบประมาณ ที่มันผิดกฎหมาย ที่เขากล้าทำ วันนี้ อย่าไปหวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ให้ประจาน เปิดเผยว่า มีสิ่งผิดปกติอะไรบ้าง
"บอกประชาชนว่าผมพร้อม ถ้าประชาชนพร้อม ผมพร้อมจะกลับไปเป็นนายกฯให้ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ถ้าประชาขนพร้อมเมื่อไร ผมก็พร้อมเมื่อนั้น ถ้าประชาชนยอมพ่ายแพ้ ก็ถือว่า ผมหมดหน้าที่ ถึงแม้ผมจะต้องอยู่ต่างประเทศอีกนาน แต่ผมจะไม่ยอมตายในต่างประเทศแน่นอน อย่างมากที่สุด ผมสู้ไม่ได้ ผมก็จะแอบลักลอบเข้าไปตายในอีสาน ถ้าสักวันหนึ่งพี่น้องประชาชนบอกว่า บ้านเมืองต้องการผม ผมก็จะกลับไปทำหน้าที่"
ในที่นี้มีอยู่ 2 ส่วนคือ ส.ส.ปัจจุบัน กับ ส.ส.ในอนาคต แต่ก็หวังว่า ผู้เป็น ส.ส.อยู่ จะไม่หนีทัพกลางคัน หลายคนถูกเรียกให้ไปเอางบประมาณ แล้วพออภิปรายไม่ไว้วางใจ "เอ็งต้องอย่ามา
ไปหลบอยู่ที่บ้านข้า" ผมรู้หมด ซึ่งท่านต้องคิดว่า ทำอะไรมองยาวอย่ามองสั้น การเมืองยังอีกยาวนาน และการเมืองตอนนี้ ผมคิดว่า เศรษฐกิจและสังคมในประเทศมีปัญหา ทั่วโลกมีปัญหา ความสามารถในการแก้ปัญหาโดย เด็กสองคนก็ลำบาก เด็กสองคนช่วยกันแก้ก็คงยาก มันไม่ง่ายอย่างที่คิด
ผมขอขอบคุณที่ไม่ทิ้งผมยามนี้ แต่เมื่อเราเดินทางมาถึงทางแยก ผมจะตรงไป บางคนจะขอเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่เป็นไร เพราะผมมั่นใจว่า จะกลับไปทำงานให้บ้านเมืองแน่นอน แม้เมื่อไรยังไม่รู้แต่เมื่อไรก็ไม่เป็นไร ผมจะรักษาเนื้อรักษาตัวให้แข็งแรง เมื่อวานเพิ่งไปตรวจเลือดมา ก็พบว่าร่างกายก็ยังแข็งแรงอยู่ ไม่มีโรค ไม่มีไข้ ไม่เจ็บไม่ป่วย สภาพจิตใจได้รับการชะโลม จากกองเชียร์ พี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ที่รักผมทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู่ที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย และพวกที่กำลังจะกลับมาอยู่ในพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นกำลังใจชะโลมใจผม
ตรงนี้ต้องขอบคุณอีกครั้ง ในน้ำใจที่มีต่อผม ท่านเฉลิม ท่านวิทยา ท่านพินิจ (จันทรสุรินทร์) ท่านจำลอง (ครุฑขุนทด) ท่านปลอดประสพ (สุรัสวดี) ท่านยงยุทธ โดยเฉพาะน้องสาวผมสองคน เยาวภากับยิ่งลักษณ์ ที่เหนื่อย เครียด บางทีก็ถูกด่าบ้าง ก็ทนกันมา วันนี้ทุกคนได้ช่วยกันเต็มที่จตุพร ณัฐวุฒิ วีระ อดิศร จาตุรนต์ ทุกคนช่วยกันหมด ก็ขอให้ทุกคน อย่าต้องมาประสบเคราะห์ภัยอย่างผม ผมรับมาทั้งหมดพอแล้ว
ขอยืนยันอีกครั้ง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมสู้ไม่ถอยครับ ผมเป็นคนที่ยิ่งโดนยิ่งสู้ ถ้าพูดกันดีๆ ให้ถอย ผมก็จะถอยนะ เต็มใจถอย แต่ยิ่งโดน ยิ่งสู้ แล้วถ้าโดนอีก ก็จะสุ้หนักขึ้นไปอีกถ้าเล่นผมหนักขึ้นอีก ผมก็จะเล่นหนักขึ้นอีก ผมก็ไม่กลัว แต่ถ้าเลิกเล่นกับผม คุยกับผมดีๆ ผมก็คุยทุกเรื่อง นี่คือนิสัยผม
อีกเรื่องก็เรื่องที่พูดว่า ผมโดนยึดเงินที่ประเทศอังกฤษ มันโกหกทั้งนั้น เพราะผมไม่เคยมีบัญชีที่อังกฤษแม้แต่บาทเดียว ถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ผมก็เพิ่งขายทีมฟุตบอลไป เงินก็ไม่ได้ใช้อะไร
แค่เดินทางปีละร้อยกว่าล้าน ก็พออยู่ได้ อยู่ คงไม่ได้ไปเก็บตังค์ชาวบ้านมาส่งผม ฟังแล้วอยากร้องไห้ ขอขอบคุณทุกคน และไม่ว่าจะมีอะไร สามารถโทรหาผมได้ทุกคน

