WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 19, 2009

สั่งฟ้อง"แม้ว"คดีกู้กรุงไทย ไม่พ้นกรรม! "พะจุณณ์"ชี้แช่งป๋าไร้สาระ

ที่มา มติชน
"ชัยสิทธิ์"แจงแค่แผ่เมตตา ปปช.เอาผิด"ขวัญชัย"หนัก "ผู้การอุดร"เจอวินัยร้ายแรง



"พะจุณณ์"สวด"อดีต ผบ.สส."ร่วมพิธี"แก้กรรมแม้ว"พวกไร้สาระ อายชาวบ้านทำกองทัพหมดไว้วางใจ เตือนควรให้เกียรติกัน เผย"ป๋าเปรม"เฉยๆ ไม่เชื่อหมอดู "ชัยสิทธิ์"โต้แค่แผ่เมตตาให้ศัตรู อย่าคิดมากมองแง่ร้าย เล่นการเมืองมากไปไม่จบ ลั่นลูกผู้ชายตัวจริงไม่มีลับๆ ล่อๆ มติ"ป.ป.ช."ส่งสำนวนอัยการฟ้อง"แม้ว" คดีปล่อยกู้ ธ.กรุงไทย นปช.อ้างเหตุสภาเลื่อนถก รธน. "คปพร."ประกาศตั้งเวทีสนามหลวง 19 ก.พ. ระดมพลร่วมเสื้อแดงบุกทำเนียบ 24 ก.พ.

@ ผบ.สส.ชี้สืบชะตาไม่กระทบมั่นคง

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ไม่ทราบเจตนารมณ์กรณี พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.สส. และอดีต ผบ.ทบ. ไปร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงทำพิธีสืบดวงชะตาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และมีการเขียนชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญมากมายใส่ลงในบาตรพระขณะทำพิธี โดยให้สัมภาษณ์ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ถึงการทำพิธีดังกล่าวว่า ถือเป็นพิธีของคนต้องการจะทำ อาจเป็นการช่วยทำบุญก็ได้ เหมือนตนเวลาไปทำบุญประชาชนก็เขียนชื่อตนและเอาไว้ใต้ฐานพระก็ได้ อยากให้คิดในทางที่ดี ที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้ เรื่องไสยศาสตร์บางคนเชื่อ บางคนก็ไม่เชื่อ ถือเป็นส่วนประกอบในความคิด เรื่องความเชื่อแต่ละคนเราบอกกันไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องการให้เกิดความแตกสามัคคีหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติกล่าวว่า ไม่ทราบ อาจจะต้องการให้เป็นข่าวก็ได้ และคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพราะเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ซึ่งทุกคนมีความเคารพนับถือศรัทธา พล.อ.เปรมทุกคน

"ผมเคารพวิจารณญาณของประชาชน เคารพความรู้สึก ความรับผิดชอบแต่ละท่านที่เกิดมาบนแผ่นดินไทย ที่มีความภูมิใจในความเป็นคนไทย มีความรักชาติและเผ่าพันธุ์ อยู่รวมกันมีจุดรวมอันเดียวกัน คือ สถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ความเป็นคนไทยอยู่ในสายเลือด สมัยก่อนคนเราอยู่ในหมู่บ้าน ตำบลเดียวกัน เวลากินข้าวก็กินหม้อเดียวกัน มีการแบ่งบัน ให้เพื่อนบ้านรับประทานเป็นครอบครัวเป็นหมู่บ้าน แต่สมัยนี้ทำไมเราต้องมาแยกข้าวหม้อแกงหม้อ แต่เชื่อมั่นว่าประเทศไทยอยู่มายาวนาน ไม่มีสิ่งใดมาสั่นคลอนได้ ความเป็นคนไทยยังมีอยู่ หันหน้าเข้าหากันคุยกัน" พล.อ.ทรงกิตติกล่าว

@ "เด็กป๋าเปรม"ซัดพวกไร้สาระ

ด้าน พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี กล่าวว่า คงต้องไปถามคนที่ทำ ทำไมถึงทำเช่นนั้น อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล แต่ตนไม่รู้ว่าใครริเริ่ม "ผมมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ คนที่ไปทำเรื่องนี้ และเชื่อเกี่ยวกับเรื่องหมอดู ผมคิดว่า เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี และอย่าไปใส่ใจ เพราะผมไม่รู้ว่าคนที่ทำเรื่องนี้มีระดับความคิดแค่ไหน คงไปทำห้ามให้เขาทำหรือไม่ให้ทำไม่ได้ แต่การกระทำสามารถบ่งบอกอะไรได้มาก โดยเฉพาะคนที่ทำมีโลกทรรศน์แค่ไหน ซึ่งผมเห็นแล้วสงสารมากกว่าที่ไปทำแบบนั้น เพราะขณะนี้ชาติบ้านเมืองต้องการให้เกิดความสงบและเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ไปร่วมพิธีและมีการพาดพิงถึง พล.อ.เปรมที่ทหารให้ความเคารพนับถือ พล.ร.ท.พะจุณณ์กล่าวว่า เราให้เกียรติในความเป็นรุ่นพี่ แต่เขาทำจะให้เกียรติใครหรือไม่ให้เกียรติใครเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่ตนจะให้เกียรติให้ฐานะที่เป็นทหารรุ่นพี่ เรื่องความคิดห้ามกันไม่ได้ แต่ทหารจะทำอะไรควรระมัดระวัง และจะต้องนึกถึงน้องๆ ที่ยังรับราชการอยู่ เพราะเรามีหน้าที่ในการดูแลชาติบ้านเมืองและช่วยเหลือประชาชน

@ เตือนเป็นทหารอย่าไปปล่อยไก่

"ทหารมีภารกิจที่ชัดเจน ประชาชนอาจมองว่าจะไปฝากฝังชาติบ้านเมืองได้อย่างไร ซึ่งการทำเช่นนี้อาจทำให้เกิดความเสียหาย นายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่รับราชการอยู่ หรือออกจากราชการไปแล้ว การจะทำอะไรต้องคิดถึงน้องๆ ที่ยังอยู่ในราชการ โดยเฉพาะเรื่องของความไว้วางใจที่ประชาชนมีให้กองทัพ เพราะหากเป็นเช่นนี้กองทัพเกิดความเข้าใจผิด น้องๆ ทหารเวลาเดินออกไปจะอายคนอื่นเขา"

เมื่อถามว่า พล.อ.เปรมรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นภาพข่าวที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.ร.ท.พะจุณณ์กล่าวว่า ไม่เห็น พล.อ.เปรมพูดอะไร เฉยๆ แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่า พล.อ.เปรมไม่เชื่อเรื่องหมอดู และยิ่งเรื่องนี้ยิ่งไม่เชื่อใหญ่ ทั้งนี้เห็นว่าคนที่เป็นทหารต้องช่วยกัน อย่าไปปล่อยไก่ เพราะจะอายชาวบ้านเขา การที่มีความคิดเช่นนี้จะทำให้เราอาย ทหารที่เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองควรให้เกียรติกัน

@ "อภิสิทธิ์"เล่นมุขบอกเกิดไม่ทัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ชัยสิทธิ์ร่วมพิธีทำบุญสืบชะตา พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีการเปรียบ พ.ต.ท.ทักษิณในชาติปางก่อนเป็น "เจ้ามูลเมือง-เจ้าษิณ" ว่า "ผมไม่ขอวิจารณ์ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย ผมเกิดไม่ทัน"

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีการใส่ชื่อ พล.อ. เปรมและนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องค์มนตรี ลงในบาตรพิธีกรรมดังกล่าวด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้

@ "ชัยสิทธิ์"แจงแค่แผ่เมตตาอย่าคิดมาก

ขณะที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.สส. ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางร่วมพิธีแก้กรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เรื่องนี้มีกำหนดการมานานแล้ว ตนไม่เกี่ยว เผอิญไปที่ จ.เชียงใหม่ พอดี จึงมีการเชิญตนไปเป็นประธาน งานนี้มีการกรวดน้ำ แผ่เมตตาให้ประชาชนคนไทยทุกคนเป็นมิตร ไม่ให้เป็นศัตรูกัน รวมถึงเจ้ากรรมนายเวร ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ความจริงไม่มีอะไร ซึ่งการไปครั้งนี้มีการจัดงานอยู่แล้ว จึงกำชับว่าทำอย่างไรก็ได้ให้คนไทยรักกันและเทิดทูนสถาบัน ซึ่งการแผ่เมตตาใครก็ทำกัน เจ้ากรรมนายเวรว่ากันไปไม่น่ามีปัญหา เพราะไม่ได้สาปแช่งใคร

เมื่อถามว่า งานพิธีดังกล่าวมีการเขียนชื่อ พล.อ.เปรมและนายอภิสิทธิ์ลงบาตรด้วย พล.อ. ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่ามีหรือไม่ เพราะไม่เห็น แต่หากมีก็ไม่เห็นเป็นอะไร เพราะแผ่เมตตาไปให้ มีการแผ่เมตตาให้ศัตรู คือ ให้ศัตรูเจริญจงเป็นสุขเป็นสุขเทิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย ไม่เห็นมีอะไร อย่าไปคิดอะไรมาก "เพราะไม่ได้ไปสาปแช่ง ตำพริกตำห่าอะไร เพียงแต่อุทิศส่วนกุศลให้เป็นสุขเป็นสุขเถิด เป็นเรื่องปกติแผ่เมตตาธรรมดา"

@ สวนกลับมองแง่ร้าย-ขัดแย้งไม่จบ

เมื่อถามว่า ภาพที่ออกมาดูจะรุนแรงไป โดยเฉพาะมีคนเสื้อแดงมาร่วมจำนวนมาก พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า พยายามที่จะโยงกัน ความจริงไม่ใช่ งานที่จัดขึ้นอยากให้ประเทศชาติเกิดความสงบไม่รู้ทำไมมีคนไปจุดชนวนเพื่อให้เกิดความขัดแย้ง ขณะนี้ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตนเองไป สักวันต้องมาจับมือกัน เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน หากมัวไปจับประเด็นมาชนกันรับรองไม่มีทางจบ ประเทศชาติและคนไทยจะเดือดร้อน

"พิธีดังกล่าวเพื่อไถ่โทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ทำอะไรมา ให้หมดเวรกันไป ถือว่าเป็นของดีทั้งนั้น เราตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากไปมองอย่างอื่นช่วยไม่ได้ ทั้งนี้ อยากให้เขียนชื่อผมไปด้วยก็ได้ ไม่มีปัญหา เพราะจะได้ไม่มีเวรมีกรรมกับใคร ทั้งนี้ อยากฝากนักการเมือง อย่าเล่นการเมืองให้มากเกินไป เพราะจะไม่จบ อยากให้ดำเนินการตามธรรมชาติ เอาของจริงมาพูด ทั้งนี้ ยังไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ไหน และไม่มีการพูดคุยกัน แต่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงปลงแล้ว" พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าว

เมื่อถามว่า การสืบชะตาเชื่อว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะพ้นกรรมในอดีต พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า เป็นความเชื่อโบราณของคนในพื้นที่ เพราะ เขาไม่มีทางออกอื่น จึงคิดว่าเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังตาม พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ จะได้แก้ไขให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ การที่ตนเข้าร่วมกิจกรรมดีเสียอีก เพราะเขาลดทิฐิไปเยอะ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถาบัน ตนบอกว่าไม่ได้นะ เราเป็นคนไทยต้องรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกอย่างอย่าไปแตะต้องให้ระคายเคือง ตนลูกผู้ชายตัวจริงว่ากันซึ่งหน้า ไม่มีลับๆ ล่อๆ

@ พท.ปัดไม่เกี่ยวสืบชะตา"แม้ว"

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ และชาวบ้านเสื้อแดงที่รักและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย เหมือนกับวันที่ใกล้หวยออกแล้วชาวบ้านไปหาเลข ไปดูเรือโบราณหรือดูกบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสังคมกำลังงมงายอย่างหนัก เนื่องจากไม่มีที่พึ่ง เพราะการบริหารของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ไม่สามารถทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น หรือการจะหันไปพึ่งพากระบวนการยุติธรรม ก็ยังเชื่อถือไม่ได้ ชาวบ้านจึงต้องหันไปพึ่งไสยศาสตร์

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ในด้านประวัติศาสตร์ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีเรื่องเจ้าเมืองมูลหรือเจ้าษิณ ตามที่ชาวบ้านพูดกัน เพราะเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ล้านนาหรือเป็นนิยายปรัมปราที่เล่าต่อๆ กันมาเหมือนเรื่องกระสือหรือวิญญาณในภาพถ่าย ซึ่งก็เชื่อว่า คนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงไม่เชื่อเรื่องพวกนี้

ส่วนที่มีการเขียนชื่อประธานองคมนตรีและองคมนตรีลงในบาตรนั้น นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า ไม่เชื่อว่าจะกระทบกระเทือนกับพรรค เพราะพรรคไม่ได้สั่งให้ใครไปทำแบบนี้

@ "มาร์ค"ยื้อให้รอปปช.สรุป7ตุลาฯ

ส่วนความคืบหน้ากรณีรัฐบาลไม่มีการรายงานรายละเอียดผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงเรื่องนี้ ว่า ปกติจะไม่มีการเปิดเผยผลการสอบ แต่ได้หารือในที่ประชุม ครม.เพื่อขอมติ ครม. โดยได้หารือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ เนื่องจากต้องเป็นไปตามเกณฑ์ และมีการคุ้มครองพยานด้วย เท่าที่ได้อ่านคิดว่าไม่มีประเด็นที่เป็นปัญหาในแง่การเปิดเผย จึงให้นายสาทิตย์ไปดู ไม่จำเป็นต้องนำเข้า ครม. เปิดได้มากที่สุดเท่าที่จะเปิดได้

เมื่อถามว่ารู้สึกพอใจกับผลสอบที่ออกมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พอใจไม่ได้อยู่แล้ว เนื่องจากคณะทำงานคนที่สอบสวนยังระบุว่าไม่รู้สึกพอใจ คนสอบบอกเองว่าต้องหยุดทำงานเพราะไม่ได้รับความร่วมมือ เป็นคณะทำงานที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เป็นผู้แต่งตั้งโดยมีนายปรีชา พานิชวงศ์ ประธานคณะกรรมการอิสระฯ ได้ส่งผลการสอบก่อนที่รัฐบาลนายสมชายจะหมดวาระ ระบุว่าสอบต่อไม่ได้แล้ว เพราะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่เมื่อนายสมชายพ้นวาระ คณะกรรมการอิสระฯก็ต้องพ้นวาระไปด้วยตามคณะกรรมการตามคำสั่งสำนักนายกฯ

"ส่วนจะสอบใหม่หรือไม่นั้นคงไม่ต้อง เพราะทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตั้งคณะกรรมการสอบอีกหนึ่งชุด สรุปสถานการณ์เบื้องต้น แล้วส่งสำนวนให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะสอบได้ละเอียดที่สุด ชี้ผิดถูกที่สุดคือ ป.ป.ช. ระยะเวลาในการเปิดเผยข้อมูลนั้นจะทำให้เร็วที่สุด" นายอภิสิทธิ์กล่าว

@ "สุเทพ"ยันไม่ออกกม.คุมม็อบ

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ว่า ภายในวันสองวันนี้ จะรีบนำตำรวจที่ทำคดีมาแถลงให้ทราบถึงความคืบหน้า เพราะรู้ว่าสังคมอยากรู้ และถ้าอยากรู้อะไรก็ให้ไปซักกันในวันนั้น

เมื่อถามว่า ในอนาคตรัฐบาลมีแนวคิดจะออกกฎหมายควบคุมชุมนุมในพื้นที่สาธารณะหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ยังไม่มี เพราะกฎหมายที่มีอยู่ ก็ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ทุกคนต้องเคารพกฎหมายเท่านั้นเอง

@ ปปช.ชี้มูลคดีคนรักอุดรทำร้ายพธม.

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช.แถลงผลการประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เมื่อ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหา นายสุพจน์ เลาวัณย์ศิริ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ ผบก.ภ.จว.อุดรธานี กับพวก ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปล่อยให้กลุ่มประชาชนจำนวนมากพร้อมอาวุธหลายชนิดบุกเข้าทำร้ายประชาชนที่ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล บริเวณสวนสาธารณะหนองประจักษ์ จ.อุดรธานี

"จากการพิจารณาสำนวนไต่สวน ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2551 กลุ่มชมรมคนรักอุดรได้กระจายข่าวว่าจะจัดการชุมนุมขึ้นในวันที่ 24-25 กรกฎาคม ที่บริเวณทุ่งศรีเมือง และต่อมากลุ่มพันธมิตร จ.อุดรธานีจะ จัดการ ชุมนุมเช่นกัน โดยวันที่ 24 กรกฎาคม ได้ทำหนังสือถึงจังหวัดอุดรธานีเพื่อขอใช้สวนสาธารณะหนองประจักษ์ ทั้งนี้ นายสุพจน์ อดีต ผู้ว่าฯอุดร ธานีได้ประชุมส่วนราชการต่างๆ เพื่อสรุปความพร้อมในการรักษาความสงบการ ชุมนุม และมอบหมายให้ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์เป็น ผู้ควบคุมบังคับบัญชาปฏิบัติการทั้งหมด โดยกำชับนโยบายเด็ดขาดไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมแต่ละกลุ่มทำร้ายกัน"

@ สำนวนระบุ"ขวัญชัย-อุทัย"ปลุก

"ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคม ชมรมคนรักอุดรโดยการนำของนายขวัญชัย สาราคำ หรือขวัญชัย ไพรพนา นักจัดรายการวิทยุ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดเวทีปราศรัยที่ทุ่งศรีเมืองเพื่อขับไล่กลุ่มพันธมิตร โดยในเวลา 15.00 น. นายขวัญชัย และนายอุทัย แสนแก้ว แกนนำกลุ่มชมรมคนรักอุดร ปลุกระดมผู้ชุมนุมให้เคลื่อนขบวนจากทุ่งศรีเมืองไปขับไล่และขัดขวางการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตร โดยฝ่าแนวกั้นของตำรวจและเจ้าหน้าที่จังหวัด พร้อมอาวุธ เข้าไปในสวนสาธารณะหนองประจักษ์ และทำร้ายทำลายทรัพย์สินและร่างกายของกลุ่มพันธมิตร จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก โดยระหว่างที่เกิดเหตุ นายสุพจน์ และนายยุทธนา วิริยะกิตติ ปลัดจังหวัดอุดรธานี ได้รับรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตลอด แต่ไม่ได้เดินทางไประงับเหตุ ขณะที่ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ไม่ได้ใส่ใจที่จะติดตามดูแล ควบคุมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรและกลุ่มชมรมคนรักอุดรจนเกิดเหตุการณ์ทำร้ายประชาชนเกิดขึ้น"

@ ผู้การอุดรฯทิ้งหน้าที่ผิดวินัยร้ายแรง

นายกล้านรงค์กล่าวว่า ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติว่าการกระทำของนายสุพจน์ นายยุทธนา พ.ต.อ.ภัทราวุธ เอื้อมศศิธร พ.ต.อ.บุญลือ กอบางยาง รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี มีมูลความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ส่วน พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์มีมูลความผิดทางวินัยร้ายแรง ฐานละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ และกระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เสียหายต่อราชการ

"ขณะที่นายขวัญชัยทั้งที่เป็นข้าราชการเมืองแต่กลับยุยงส่งเสริมกลุ่มชมรมคนรักอุดรให้ใช้กำลังอาวุธบุกทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน การกระทำของนายขวัญชัยจึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วนนายอุทัยมีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนให้นายขวัญชัยกระทำผิด มีความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 เช่นเดียวกัน"

นายกล้านรงค์กล่าวอีกว่า ได้ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาลงโทษกับผู้มีความผิดทางวินัย และส่ง ให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้องนายขวัญชัย กับนายอุทัย ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป โดยโทษ สำหรับความผิดตามมาตรา 157 นั้นมีตั้งแต่จำคุก 1-10 ปี ปรับ 2,000-20,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

@ ส่งคดีกรุงไทยให้อัยการฟ้องแม้ว

นายกล้านรงค์กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม ป.ป.ช.ยังมีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการส่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวก กระทำผิดต่อตำแหน่งราชการตามประมวลกฎหมายอาญา กรณีที่ปล่อยให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อจำนวนมากโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่อไป หลังจากคณะทำงานร่วมระหว่าง ป.ป.ช.และอัยการสูงสุดได้ทำการพิจารณาพยานและหลักฐานเป็นเวลากว่า 6 เดือนจนเสร็จสิ้นแล้ว โดยคดีนี้ ป.ป.ช.รับโอนมาจากคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551

สำหรับคดีนี้มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะทำงานร่วม ป.ป.ช. กับอัยการพิจารณาสำนวนคดีกล่าวหา พ.ต.ท. ทักษิณ และพวก กระทำผิดกฎหมาย กรณีให้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อนุมัติสินเชื่อแก่กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร ซึ่งมีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 3 ราย ประกอบด้วย บริษัทอาร์เค โปรเฟสชั่นนัล จำกัด บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเตรียล พาร์จ จำกัด และการอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บริษัทกฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) รวมเป็นเงินกว่า 9,000 ล้านบาท โดยมีผู้ถูกกล่าวหา ในคดีนี้นอกจาก พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ยังประกอบด้วย ผู้บริหารของธนาคารกรุงไทยในขณะนั้น อาทิ นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ด้วย

@ พธม.บุกให้กำลังใจรองผบ.ตร.

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กลุ่มพันธมิตร 30 คน ซึ่งมีนายตี๋ แซ่เตียว ผู้ได้รับบาดเจ็บขาขาดจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม พร้อมภรรยา นำกระเช้าดอกไม้และผลไม้มามอบให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เพื่อขอบคุณที่ทำหนังสือกำชับให้ตำรวจใน จ.อุดร ธานี ดูแลความสงบเรียบร้อยในการจัดชุมนุมสัญจรที่ ต.หนองประจักษ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยไม่เกิดเหตุรุนแรง พร้อมให้กำลังใจในการทำคดีสังหารชิปปิ้งหมู และคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ซึ่ง พล.ต.อ.ธานีได้ออกมารับมอบด้วยตนเอง

@ นปช.ฉุนสภาเลื่อนรธน."คปพร."

วันเดียวกัน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร เลื่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรม นูญ (คปพร.) ว่า จะต้องพิจารณาในวาระแรกๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็เลื่อนมาหลายครั้งแล้ว ตั้งแต่การพิจารณากรอบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (อาเซียน ซัมมิท) ซึ่งเราเข้าใจว่ามีความสำคัญจึงรับได้ แต่ครั้งนี้แค่ต้องการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา กลับเอามาแซงกันดื้อๆ ซึ่งเท่ากับว่ารัฐบาลไม่เห็นหัว ไม่ให้เกียรติประชาชน

@ ตั้งเวที19ก.พ.สนามหลวงระดมพล

"เพื่อตอบโต้ กลุ่ม นปช.จะเปิดเวทีปราศรัยการทำงานของรัฐบาลที่สนามหลวงในวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ เพื่อชำแหละให้ประชาชนทราบถึงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม่รับพิจารณารัฐธรรมนูญ ฉบับ คปพร. การไม่ให้ความเป็นธรรมกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง เช่น กรณี ป.ป.ช.ชี้มูล ให้คนเสื้อแดงมีความผิด จากกรณีที่ปะทะกับกลุ่ม พธม.ที่ จ.อุดรธานี เป็นต้น โดยกลุ่ม นปช.จะปักหลักอยู่ที่ท้องสนามหลวงจนกระทั่งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็จะยกพลไปรวมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งคาด ว่ามีไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นคน เพื่อปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล

จากปลากระป๋องถึงนม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




แม้ตอนนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่กระจ่างชัด ว่ากรณีนมโรงเรียนที่ชุมพรตามที่มีการร้องเรียน

เป็นหางนม หรือนมโคสดแท้กันแน่?

แต่ความรู้สึกของผู้คนในสังคม อยากจะเชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะมีมูลความจริง

เพราะมันเป็นยุคที่อะไรเป็นเงินเป็นทอง ก็เข้าไปมีผลประโยชน์

คล้ายกรณีคำสั่งห้ามพืชผักสวนครัวพื้นบ้าน 13 ชนิด

ก็น่าสงสัยจะมีผลประโยชน์อะไรสักอย่าง ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

กรณีนมโรงเรียน ยังชวนให้นึกถึงปลากระป๋องเน่า ที่ข่าวเพิ่งซาไป

เป็นการหากินกับของกิน ที่จัดหาโดยรัฐ

ที่แปลกก็คือ เรื่องไปแดงที่ภาคใต้คล้ายๆกัน

อย่างไรก็ดี กรณีของนม รัฐบาลไม่ออกอาการอึดอัดเหมือนตอนปลากระป๋อง

เพราะการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น แน่ชัดว่าการขีดวงจัดซื้อเฉพาะ 68 บริษัท

เป็นการดำเนินการมาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว

และการฮั้วหรือทุจริต (หากจะมี) ก็เป็นในระดับผู้ปฏิบัติ

การพิสูจน์ทราบเรื่องนี้ ดูแล้วไม่ใช่เรื่องยาก

หากมีการเก็บตัวอย่างนมที่ถูกร้องเรียนได้ทันท่วงที ส่งให้แล็บตรวจสอบหาส่วนประกอบ

นมสดก็ต้องเป็นนมสดวันยังค่ำ

หางนมก็ต้องเป็นหางนมวันยังค่ำเช่นกัน


ไม่ต้องมาพูดแต่เรื่องพยานแวดล้อม หรือความรู้สึกของนักเรียนคนกิน ซึ่งตอบโต้กันได้ไม่รู้จบ

จากนี้จึงต้องรอดูผลพิสูจน์แยกธาตุนมกันต่อไป

หากเป็นหางนมจริง ก็อาจต้องทบทวนวิธีการจัดซื้อนมโรงเรียนกันใหม่

หรือเพิ่มความเข้มข้นให้ระบบการตรวจสอบ

สิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้จัดหานมโรงเรียนทั้งหลาย

ก็คือ ไม่ใช่ทุกบริษัท หรือทุกอบต. จะตั้งหน้าตั้งตาโกงนมโรงเรียน

การร้องเรียนยังขีดวงอยู่ที่พื้นที่อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร

นัวเนียอยู่กับอบต.ที่นั่น โรงงานนมที่นั่น เท่านั้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอาจถือโอกาสนี้ ระดมตรวจสอบคุณภาพนมโรงเรียนทั่วประเทศไปพร้อมกันเลย

ใครกระทำผิด ก็ดำเนินคดีให้เป็นตัวอย่าง

กรุณานึกถึงความรู้สึกของนักเรียนที่ดื่มนมปลอมปน

คงขมขื่นไม่แพ้ผู้ประสบอุทกภัย

ที่เปิดปลากระป๋องมา แล้วเจอปลาเน่า

ทั้งที่เป็น"ของกิน" ที่จัดหามาโดยรัฐแท้ๆ

ปริศนาที่ต้องไขเงิน 250 ล้าน

ที่มา เดลินิวส์

เงินบริจาคปชป. 250 ล้าน ไม่โคมลอย เมื่อ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อดีตหัว หน้าพรรคมัชฌิมา และเจ้าของธุรกิจ “ทีพีไอ” ยอมรับว่า ได้จ่ายเงินนี้จริงเป็นค่าโฆษณา เพราะไม่คิดว่าจะมีความผิด เนื่องจาก รธน.ปี 2540 ไม่มีการกำหนดเพดานเงินบริจาค ผิดกับ รธน.ปัจจุบันที่กำหนดวงเงินบริจาค

เรื่องนี้แม้ปูดจาก นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย แต่ก็เฉียด ไปเฉียดมา กระทั่งนายประชัยออกมายอมรับว่า มีการใช้เงินก้อนนี้จริง ถึงจะบอก ว่าเป็นค่าโฆษณา แต่ก็ทำให้ปชป.งานเข้าตั้งแต่นั้น

ปัญหาไม่อยู่แค่มีการจ่ายเงินเป็นค่าโฆษณา แต่อยู่ที่ ทีพีไอ เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ การจะเอาเงินไปทำอะไร ย่อมต้องโปร่งใส เพราะไม่ใช่เงินของเจ้าของธุรกิจ แต่เป็นเงินของผู้ลงทุนในตลาดกับบริษัทนี้

ตลาดหลักทรัพย์จึงต้องมีกฎเข้มงวด ควบคุมเรื่องการใช้จ่ายเงิน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ลงทุน ยิ่งเป็นเงินบริจาคพรรคการเมือง ยิ่งเป็นไปได้ยาก

แม้คนในปชป.ทั้ง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค หรือ นายอภิสิทธิ์ เวช ชาชีวะ หัวหน้าพรรคปัจจุบัน จะดาหน้าออก มาปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นกับเงินก้อนนี้ แต่เมื่อ นายประชัยยอมรับ แม้จะไม่บอกตามตรงว่า เป็นเงินบริจาคแต่ถือว่า มีมูลแล้ว

จึงไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้เงียบต่อไปได้ !!!

ที่คนสงสัยคือ มีการไซฟ่อนเงิน หรือมีการ “ฟอกเงิน” หรือไม่เพียงแต่ทำในรูปการให้โฆษณาแทน เงินก้อนนี้ไปเข้ากระเป๋าใคร เอาไปใช้อะไร ใช้ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ หรือใช้จ้างพรรคเล็กล้มเลือกตั้ง จริงหรือไม่

เท่าที่ทราบ เรื่องนี้แดงขึ้น เพราะ “ทีพีไอ” เอาใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มไปขอเคลมภาษีคืนจากกรมสรรพากร แต่ดันกลาย เป็นใบภาษีปลอม รัฐบาลพลังประชาชน จึงส่งลูกให้ “ดีเอสไอ” เข้าไปแกะรอย

ซึ่งก็แหง ลูกฟุตบอลเข้าเท้าซะขนาดนี้ เรื่องอะไร ไม่เขี่ยเข้าประตู !!!

แต่การที่โฆษกปชป. หมอบุรณัชย์ สมุทรักษ์ ออกมาแฉว่า มีบิ๊กดีเอสไอเข้าไปพบคนเพื่อไทยก่อนข่าวนี้ออกมา บิ๊กที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดี “ดีเอสไอ” ที่ปชป.จ้องปลดวันละ 3 เวลา นั่นล่ะ ซึ่งเจ้าตัวก็ปฏิเสธทันควันว่า

ไม่ทราบเรื่องและไม่ใช่หน้าที่ดีเอสไอที่จะเอาข้อมูลไปให้ใคร พร้อมยืนยัน ทุกอย่างมีพยานหลักฐานตามกฎหมาย ไม่ได้มุ่งกลั่นแกล้งใคร หรือเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองฝ่ายใดทั้งสิ้น

จะว่าไป เรื่องนี้คงไม่มีอะไร หากบริษัทโฆษณาที่ว่า ไม่มี ส.ส.ปชป. เป็นผู้ถือหุ้น ชื่อบริษัทเมซไซอะบิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ซึ่งก็บังเอิญเป็นบริษัท พีอาร์ที่ปชป.ก็ใช้บริการอยู่ ขนาดเอาเงินที่กกต.ให้ไปทำกิจกรรม 20 ล้าน ไปจ้างบริษัทนี้ทำโฆษณาทั้งหมด

ล่าสุด นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวนายอภิสิทธิ์ ก็ออกมาตัดตอนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนบุคคลของ น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร ส.ส.พัทลุง (ลูกนายสุพัฒน์ ธรรมเพชร) ของพรรคในฐานะอดีตกรรมการบริษัทเมซไซอะฯ เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นล่ะ เรื่องคงไม่จบง่ายดายเช่นนั้น

เหนืออื่นใด อาจเป็นเรื่องขว้างงูไม่พ้นคอ และหากผิดจริง ก็ถึงขั้นถูกยุบพรรคด้วย ก.ล.ต.จึงไม่ควรปัดสวะให้พ้นมือไปวัน ๆ กกต.ก็เช่นกัน ควรรีบตรวจสอบ เดี๋ยวจะมีความผิดไปด้วย

เรื่องนี้ไม่เป็นผลดีกับปชป. แน่ เหมือนช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวปิดไม่มิด ทำเป็นเล่นไป ???.

ดาวประกายพรึก

แหลก'ฮั้ว'นมร.ร. ล็อกสเปก โกงพันล้าน

ที่มา ไทยรัฐ

ปัญหาเรื่องนมไม่ได้คุณภาพ ที่นำไปแจกเด็กนักเรียนและถูกเปิดโปงขึ้นที่จังหวัดชุมพร ได้สะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องของคณะกรรมการตรวจรับนม ความมักได้และมักง่ายของบริษัทจำหน่ายนม รวมทั้งผู้ร่วมขบวนการ “โกง” ที่หากินได้แม้กระทั่งเด็กตาดำๆ โดยไม่เกรงกลัวบาปกรรม หลังจากเรื่องนมไม่ได้ คุณภาพ เป็นข่าวแพร่กระจายออกไป ได้มีผู้แจ้งเบาะแสถึงนมไม่ได้คุณภาพ ที่นำไปแจกนักเรียนอีกหลายจังหวัดมาที่กระทรวงศึกษาธิการ

นายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเมื่อ 18 ก.พ. ว่า ตลอดทั้งวันที่ 17 ก.พ. มีผู้ ร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนมไม่ได้คุณภาพเข้ามายังสายด่วน 1579 รวม 11 เรื่อง จากจังหวัดนครราชสีมา สมุทรสาคร อุตรดิตถ์ อยุธยา ปราจีนบุรี ปทุมธานี ชัยนาท ลำปาง นครนายก ชุมพรและกำแพงเพชร เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงที่รับผิดชอบในพื้นที่ 11 จังหวัดที่มีการร้องเรียน ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดว่าจะทราบผลได้ภายในวันที่ 23 ก.พ.นี้

ขณะที่นายธีระชาติ ปางวิรุฬรักษ์ ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้รับนมตัวอย่างเพิ่มเติมอีก 3 โหล เป็นนมพาสเจอส์ไรส์ บรรจุถุงจากพื้นที่ อ.พะโต๊ะ และอำเภอใกล้เคียง เพื่อส่งมอบให้นายภูมิสรรค์ เสรีวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รับไปดำเนินการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมโดยใช้เวลาตรวจไม่เกินสัปดาห์ก็จะรู้ผล ขณะที่ ผวจ.ชุมพรก็ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ โดยนายสมพงศ์ มากมณี นอภ.ทุ่งตะโก ได้รับคำสั่งให้ตั้งกรรมการสอบบริษัท นำศรีชล 96 จำกัด ซึ่งได้จดทะเบียนขึ้นเป็นผู้ประกอบการในการบรรจุและจัดส่งนมใน จ.ชุมพร เบื้องต้นทราบว่าเจ้าของบริษัทดังกล่าวเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีชุมพร เป็นบริษัทหนึ่งในโซน 2 ที่สามารถบรรจุและส่งนมในภาคใต้และภาคตะวันตกได้

นายธีระชาติกล่าวด้วยว่า ส่วนการแถลงของนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ส่วนตัวเห็นว่าคณะกรรมาธิการที่น่าจะเกี่ยวข้องในการร่วมกันตรวจสอบถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับโครงการนมโรงเรียนคือ 1. กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ 2. กมธ.การปกครองส่วนท้องถิ่น 3. กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค 4. กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ แม้จะยังไม่ได้ตัวประธาน แต่ กมธ.ชุดนี้มีอำนาจที่จะเชิญอธิบดีกรมปศุสัตว์ และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) มาให้ข้อมูลว่าเหตุใดเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมต้องนำนมมาเททิ้ง แต่นมให้นักเรียนดื่มจากภาครัฐกลับเป็นนมไม่มีคุณภาพ กมธ.ชุดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หากมีข้อมูลหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับกรณีโครงการนมโรงเรียน ขอความกรุณาส่งสำเนาข้อมูลหลักฐานมาให้ กมธ.ทั้ง 4 ชุดที่มีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินการตรวจสอบ และติดตามผลรายงานต่อสังคมให้ได้รับทราบต่อไป วันเดียวกัน นายสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวถึงกรณีได้ให้สัมภาษณ์ ระบุว่าหากพ้นจากเก้าอี้อธิบดี จะออกมาแฉเรื่องเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเข้าใจผิด เรื่องเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ไม่เกี่ยวกับเรื่องนมที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ตนไม่มีความประสงค์ที่จะสร้างปัญหาให้กับใครทั้งนั้น แต่ข้อเท็จจริงคือ เม็ดเงินที่อุดหนุนกรมนั้น มีจำนวนมากถึงแสนกว่าล้านบาท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นั้นมีจำนวนมากถึง 7,853 แห่ง อีกทั้งโครงการต่างๆของ อปท. มีจำนวนมากที่จะต้องให้สวัสดิการแก่ประชาชนนับล้านคน เรื่องที่ตนต้องการให้จับตานั้น คือเรื่องการจัดซื้อหนังสือเรียน เครื่องแบบนักเรียน การแจกเบี้ยผู้สูงอายุ รวมทั้งเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ 1.2 หมื่นล้านบาท เพราะอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้น ในลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับกรณีนม ปัญหาของนมที่ขาดคุณภาพ เป็นอุทาหรณ์ที่เกิดจากความบกพร่องของกรรมการตรวจรับพัสดุ ที่จะต้องเร่งดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง

ต่อไป ส่วนกรณีที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จะให้ตนชี้แจ้งในเรื่องนี้ ตนก็พร้อมที่จะชี้แจง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ประกอบการ ที่ได้รับการอนุมัติให้ขายนมให้กับโรงเรียนทั้ง 68 แห่งนั้น ในโซนที่ 1 ภาคเหนือ มีผู้ประกอบการ 18 แห่ง ปรากฏว่า มีผู้ประกอบการซ้ำกัน 2 แห่ง คือสหกรณ์โคนมเชียงราย จำกัด ที่อยู่ในลำดับที่ 4 และ 6 ส่วนโซนที่ 2 ภาคตะวันตกและภาคใต้ มีผู้ประกอบการ 18 แห่ง และโซนที่ 3 ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ประกอบการ 40 แห่ง ปรากฏว่าโซนที่ 2 และโซนที่ 3 มีผู้ประกอบการซ้ำกัน 4 แห่ง คือ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด สหกรณ์โคนมกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด และบริษัท แมรี่แอน แดรี่ โปรดักส์ จำกัด ทั้งที่ผู้ประกอบการ 1 แห่ง ควรจะขายนมในโซนเดียวเท่านั้น

นายสุธรรม ทิพย์มโนสิงห์ นายกอบต.ปังหวาน อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร กล่าวถึงการจัดซื้อนมโรงเรียนว่า เหมือนเป็นการบังคับให้ซื้อเพียง 2 บริษัทเท่านั้น แม้จะมีรายชื่อ ให้ซื้อได้ถึง 18 บริษัทก็ตาม ในความเป็นจริงอีก 16 บริษัทเหมือนตั้งมาหลอกๆ เพราะไม่เคยมีตัวแทนเดินทางมายื่นซองขายนมโรงเรียนเลย แม้ อปท.จะพยายามติดต่อแต่ จะได้รับคำตอบว่า ได้มีการแบ่งโซนกันแล้ว อีกทั้งบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ได้ตกลงแบ่งโซน ก็มักเป็นหน่วยงานของทาง ราชการ ที่ไม่มีความสามารถด้านการบริหารจัดการส่งนมไปยังพื้นที่ และเมื่อถึงเวลาประมูลงาน ก็จะได้โรงเรียนเพียง 1-2 โรง ในบางอำเภอเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ อีกทั้งยังได้รับคำพูดเชิงข่มขู่เยาะเย้ยอีกว่า ให้ ดิ้นรนไปหาบริษัทไหนก็ไม่มีใครสนใจ เพราะแบ่งเค้กกันเรียบร้อยแล้ว ทำให้จนใจที่จะดิ้นรนหานมที่มีคุณภาพดีมาให้นักเรียน มั่นใจว่าไม่มี อปท.ไหนได้เปอร์เซ็นต์หรือคอมมิชชั่นจากบริษัทส่งนม เนื่องจากเป็นการล็อกสเปกมาจากเบื้องบนแล้ว อปท.ในอ.พะโต๊ะ ยืนยันว่าไม่เคยมีเงินเปอร์เซ็นต์แม้แต่บาทเดียวจากบริษัทส่งนมโรงเรียน ส่วนใครจะได้ต้องให้หน่วยงานอื่นที่มีอำนาจสูง มาตรวจสอบ

นายสุธรรมกล่าวด้วยว่าเคยคุยกับผู้บริหารโรงเรียนหลายโรงเรียน ในพื้นที่ชุมพร เขต 2 ทราบว่า ในสมัยแรกๆ ที่ให้พื้นที่เป็นผู้จัดซื้อเอง สามารถบริหารการแจกนม ทำ ให้ได้นมมีคุณภาพ เด็กนักเรียนชอบดื่มและได้ราคาถูกกว่าท้องตลาด จนทำให้มีเงินงบประมาณเหลือเทอมละ 1-2 แสนบาทต่อโรงเรียน แต่ละ อบต.มีโรงเรียนอย่างน้อย 4-5 แห่ง เมื่อรวมเงินที่เหลือจากการบริหารจัดการที่ดี อบต.หนึ่ง ๆ จะมีเงินเหลือถึง อบต.ละ 1 ล้านบาท ถามว่าวันนี้เงินส่วนนี้หายไปไหน เมื่อคิดยอดรวมทั้งประเทศ น่าจะเป็นเงินหลายร้อยล้านบาท อีกทั้งวันนี้ราคานมโรงเรียนที่บริษัทส่ง ถูกกว่าท้องตลาดในชนิดและปริมาณเท่ากันเพียงไม่กี่สตางค์เท่านั้น ถูกกว่าไม่ถึง 1 บาท แต่ คุณภาพกลับแตกต่างกันมาก เมื่อคิดจากงบประมาณหมื่นกว่าล้านบาทและผู้ที่ได้โควตาในการส่งที่เป็นกลุ่มเดียวกันแล้ว คาดว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังน่าจะมีรายได้นับพันล้านบาท แต่เด็กนักเรียนอนาคตของชาติ กลับไม่ได้ ประโยชน์จากการดื่มนมเท่าที่ควร

ต่อมาเวลา 13.30 น. นายวิสาร หทัยธรรม ผอ.สำนักปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เขต 1 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือ ปปท. พร้อมคณะเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านปากเลข หมู่ 10 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร และโรงเรียนพัฒนศึกษา หมู่ 5 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ ขอข้อมูลเกี่ยวกับนมโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ นายวิสารกล่าวว่า เดินทางมาเก็บข้อมูลเกี่ยวกับนมโรงเรียน โดยเฉพาะประเด็นการจัดซื้อจัดจ้าง โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับโรงเรียน เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ส่วนประเด็นเรื่องคุณภาพของนมเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ที่จะต้องส่งตัวอย่างไปตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ต่อไป ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้มูลได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ ในเบื้องต้นคาดว่าปัญหาอาจเกิดจากการจัดเก็บหรือเกิดจากการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ผลตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างนมโรงเรียนของโรงเรียนปากเลข อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร จำนวน 1 ถุง ผลิตโดยบริษัทนำศรีชล เครื่องดื่ม ที่ได้รับจากสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เมื่อวันที่ 13 ก.พ. พบว่าเป็นนมตกมาตรฐาน จากการตรวจสอบครั้งนี้ถือว่ามีการกระทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.อาหาร อย่างไรก็ตาม อย.จะรอผลการตรวจคุณภาพนมโรงเรียนอีก 24 ถุง จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจะทราบผลในวันที่ 23 ก.พ.นี้ หากผลตรวจพบว่าตกมาตรฐานเหมือนกัน อย.จะดำเนินการทางกฎหมายทันที สันนิษฐานว่า นมไม่ได้มาตรฐานมาจาก 3 ประเด็น คือ 1. กระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน 2. น้ำนมดิบไม่มีคุณภาพ และ 3. ใช้นมผงผสมน้ำ ขณะนี้ทราบว่าบริษัทดังกล่าว ได้หยุดผลิตนมไปแล้ว จึงทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่เบื้องต้น โรงงานแห่งนี้มีใบอนุญาตผลิตเครื่องดื่มถูกต้อง

ขณะที่รัฐบาลกำลังตรวจสอบปัญหานมโรงเรียนบูดและไม่ได้มาตรฐานการผลิต ปรากฏว่ากลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็ออกมาชุมนุมประท้วงเนื่องจากไม่สามารถขายน้ำนมดิบให้กับโรงงานได้ โดยเมื่อเวลา 16.00 น. กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีประมาณ 500 คนมาชุมนุมประท้วงที่หน้าสหกรณ์โคนมเขตปฏิรูปที่ดินลำพญากลาง หมู่ 18 ต.ลำพญากลาง อ.มวกเหล็ก เพราะไม่พอใจที่โรงงานไม่ยอมรับซื้อน้ำนมดิบ โดยมีการนำน้ำนมดิบมาเททิ้งประท้วง บ้างก็เอามาอาบแทนน้ำ หรืออย่างรายของนายนิด ฉันงูเหลือม อายุ 42 ปี ประท้วงด้วยการนำน้ำนมดิบมาล้างรถกระบะของตัวเองแทนน้ำประปา ก่อนจะสลายตัวไปชั่วคราว

ด้านนายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานสหกรณ์ฯ กล่าวถึงการไม่รับซื้อน้ำนมดิบว่า ตามปกติสหกรณ์จะรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก 118 ตันต่อวัน แบ่งส่งให้กับโรงงานและผู้ผลิตแล้ว ยังเหลือเก็บไว้วันละ 23 ตัน จนถึงขณะนี้มีน้ำนมดิบในสต๊อกกว่า 380 ตันไม่สามารถรับซื้อได้อีกแล้ว และหากยังมีเกษตรกรนำน้ำนมดิบมาขายอีก ก็อาจจะต้องเททิ้งน้ำนมดิบสต๊อกเก่าวันละ 40 ตัน สร้างความเสียหายเฉลี่ยวันละ 7 แสน บาทเลยทีเดียวเพื่อรับซื้อน้ำนมดิบใหม่เข้ามาเก็บไว้อีก จึงอยากเรียกร้องให้ทาง อสค.รีบเข้ามาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

ธุรกิจเถื่อนซีดีผี ดัชนีไทยไม่รักไทย

ที่มา ไทยรัฐ

ปี 2547 สหประชาชาติรายงานตัวเลขค้ายาเสพติดทั่วโลกมีมูลค่า 322 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ตัวเลขจากการค้าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ที่ 512 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

การละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย...พุ่งเป้าไปที่ภาพยนตร์ เกิดจากปัจจัยสำคัญอะไรบ้าง?

ปัญหาใหญ่ตอนนี้ ต้องยอมรับว่า...คนต้องการบริโภคหนังไทยมาก พอหนังเข้าโรงก็มีความต้องการ อยากได้ดูเร็วๆแบบชนโรง

จาฤก กัลย์จาฤก นายกสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ บอก

จะเห็นว่า...เวลาจับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ กว่าร้อยละ 80 เป็นหนังไทย หนังฝรั่งมีไม่ถึงร้อยละ 20”

ระบบการฉายหนังในโรงภาพยนตร์ ไล่เรียงกันไป...ชั้น 1...ชั้น 2...ชั้น 3 ไปตามลำดับ แต่ถ้าอยากได้ดูเร็ว ในราคาถูก ก็ต้องใช้บริการแผ่นผี...ซีดีเถื่อน

ธุรกิจซีดีเถื่อนมีเม็ดเงินหมุนเวียนมากก็ยิ่งเบ่งบาน ผนวกกับดีมานด์ ที่ส่งเสริมมีมาก ก็ยิ่งทำให้วงจรธุรกิจเถื่อนไม่มีวันจบสิ้น

ในภาพรวมวันนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์มูลค่า 33,000 ล้านบาท มีผี ตั้งแต่วันแรกที่หนังฉาย คิดดูธุรกิจซีดีเถื่อนทั้งระบบจะเป็นเงินเท่าไหร่?

สัปดาห์แรก หนังเข้าฉาย ควรจะได้เงิน 20 ล้านบาท หรือ 30 ล้านบาท แต่พอมีแผ่นผีออกมา รายได้จะหายไปทันที 90 เปอร์เซ็นต์

เหลือรายได้ 2-3 ล้านบาท กระทบโดยตรงกับผู้ทำหนัง

ปณิธาน เศรษฐบุตร เจ้าของธุรกิจโรงภาพยนตร์ MAJOR CINEPLEX เสริมว่า นั่นเป็นเพราะกำลังซื้อมีไม่สูง ซีดีเถื่อนละเมิดลิขสิทธิ์เลยบูม

เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ สมมติว่า เรามีร้านรองเท้าแบรนด์เนม ผลิตขายอยู่คู่ละ 2,000 บาท วันดีคืนดี มีคนมาขโมยจากโรงงานมาขายหน้าร้าน คู่ละ 500 บาท

ของขโมย...ไม่มีต้นทุนการผลิต

การผลิตหนังแต่ละเรื่องใช้ต้นทุนมหาศาล ต้องยอมรับว่า น่าเห็นใจผู้ผลิตภาพยนตร์มาก...การละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้กำลังใจที่จะทำผลงานดีๆหมดไป

หนังไทยเรื่องหนึ่ง สมมติว่าสร้างเรื่องแรกด้วยงบ 20 ล้านบาท โดนแผ่นผีขาดทุนเจ๊ง เรื่องต่อมาจะสร้างอีกก็ต้องลดต้นทุนลงมาเหลือ 15 ล้านบาท... 10 ล้านบาท

มุมกลับ สมมติว่าสร้างเรื่องแรก 30 ล้านบาท ฉายแล้วได้เงินกลับมาเต็มที่ เรื่องต่อมาจะต้องสร้าง 50 ล้านบาท...100 ล้านบาท คุณภาพงานจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แข่งขันในเวทีภาพยนตร์ระดับโลกได้

โดนฆ่าตั้งแต่ต้นน้ำ จะสินค้าอะไรก็ตาม เมื่อถูกก๊อบปี้ เลียนแบบก็อยู่ในสภาพเดียวกัน

ที่สุดแล้ว...เราจะไม่เหลืออะไรเลย ประเทศชาติจะขาดนักคิด คนเก่งๆ ก็จะหนีไปอยู่ต่างประเทศที่มีการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ภูมิปัญญาของเขาได้เต็มที่

คำว่าผี ปัจจุบันมี 2 ประเภท ถ้าเป็นแผ่นผีโรงใหญ่จะใช้วิธีแอบถ่าย ภาพออกมาจะไม่ค่อยชัด แผ่นผีประเภทนี้จะออกมาชนโรง

หนังเข้าวันพฤหัสบดี วันศุกร์ หรือวันเสาร์ก็ออกมาขายทันที

ประเภทที่สอง เมื่อหนังฉายแล้ว ครบ 3-6 เดือน เจ้าของลิขสิทธิ์ทำแผ่นออกมาขาย ก็มีผีอีกที แบบว่าความคมชัดแน่นอน ตรงตามต้นฉบับแบบเป๊ะ...เป๊ะ

ปณิธาน บอกว่า ประการสำคัญที่พูดกันคือการเข้าไปแอบถ่ายในโรง ภาพยนตร์โดยตรง วันนี้ต้องยอมรับว่าเป็นขบวนการที่ใหญ่

เวลาที่หนังออก ทั้งประเทศมีโรงหนังฉาย 600-700 โรง สามารถจะเจาะแอบถ่ายที่ไหนก็ได้...สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ถ่ายไปได้ครึ่งเรื่อง...ตอนท้ายของเรื่อง ก็เอามาต่อกันได้เป็นเรื่องทั้งหมดครบสมบูรณ์

ยุคนี้ระบบดิจิตอลสะดวกมาก จะเห็นว่าแผ่นผีอาจจะมีภาพกระตุกบ้าง คนเดินผ่านไปมาบ้าง แต่ตลาดระดับล่างไม่สนใจ ขอให้ได้ดูหนังเร็ว ในราคาที่ถูก ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว

ธุรกิจโรงภาพยนตร์วันวานอาจจะมองว่าไม่เกี่ยวกับปัญหาแผ่นผีซีดี เถื่อน โรงภาพยนตร์ก็แค่...ทำหน้าที่รับภาพยนตร์จากเจ้าของหนังมาฉาย แล้วก็แบ่งผลประโยชน์กัน แต่วันนี้...เห็นผลกระทบแล้ว ที่ทำจริงจังคือ ควบคุมการแอบถ่าย

ธุรกิจบันเทิง...จะไปค้นตัวผู้ชม 100 เปอร์เซ็นต์ เหมือนสนามบินคงทำไม่ได้ แม้ว่าจะมีเครื่องจับวัตถุที่เป็นโลหะ ก็ทำได้แค่ 70-80 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นปณิธาน ว่า

ระบบกล้องในโทรศัพท์มือถือ วันนี้เทคโนโลยีสูงมาก ไม่มีใครถือกล้องวีดิโอเข้าไปแอบถ่ายอย่างแน่นอน

กล้องที่ถ่ายวีดิโอได้ในมือถือ คุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ในแง่ความคมชัด ขนาดก็เล็กและโรงหนังก็คงไม่สามารถยึด หรือรับฝากมือถือผู้เข้าชมได้

ปัจจุบันการควบคุมดูแลการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์ จึงทำได้ ระดับหนึ่งเท่านั้น

ที่ทำกันเป็นขบวนการ...อาจซื้อตั๋วหนัง แบบกลุ่ม 10 คน คนถ่ายนั่งอยู่ ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยผู้ร่วมขบวนการ ก็ทำให้สังเกตไม่ได้ ว่าใครแอบถ่าย

กรณีเจ้าหน้าที่โรงหนังแอบถ่ายเอง ณ วันนี้ บอกตรงๆว่า ค่อนข้างทำได้ ยาก เพราะเจ้าของหนังมีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบในโรง เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีขบวนการแอบถ่ายเกิดขึ้นในระบบ

ที่จับได้ทั้งหมด ยังไม่เคยเห็นว่ามีภาพที่ออกมาชัดมากๆ เหมือนกับมีการแอบถ่ายในห้องฉาย...มุมที่ถ่าย ถ้ามาจากห้องฉายจะเห็นชัดเจนว่าองศาการถ่ายอยู่ตรงไหน

ความเป็นจริงจะแอบถ่ายอยู่มุมไหนก็ได้ ซ้ายก็ได้ ขวาก็ได้ จะสูงจะต่ำก็ไม่ใช่ปัญหา คนที่รับซื้อไปก็จะเลือกส่วนที่ดีที่สุด เอามาตัดต่อกันจนเต็มเรื่อง

พูดกันเสมอ เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ มีการปราบปรามอยู่เนืองๆ ทำไม? ธุรกิจละเมิดลิขสิทธิ์ยังมีอยู่และยิ่งเบ่งบานมากขึ้นๆเรื่อยๆ

จาฤก บอกว่า กฎหมายใช้ได้ระดับหนึ่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีจำนวนไม่มากนัก ปัญหาในแต่ละโรงพัก วันนึงอาจจะมีพันกรณี แต่เรื่องละเมิดลิขสิทธิ์มีหนึ่งในพัน กำลังอาจจะไม่พอที่จะปราบปราม

ประเด็นสำคัญ ยังไม่มีนโยบายจากรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง เหมือนรัฐบาลนี้ ที่จี้ลงไปให้ปราบปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ให้หมดไป

นโยบาย...เป็นวาระแห่งชาติ เชื่อว่าตำรวจต้องทำ ถ้าตำรวจเอาจริง...จบแน่

ทรรศนะของปณิธาน ภาครัฐจะเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเห็นความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของชาติ

การที่เราสนับสนุนให้คนทำผิด แล้วยังลอยนวลอยู่ได้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่เฉพาะแค่เรื่องนี้ แต่จะลามไปทุกเรื่อง

มองสภาพเศรษฐกิจ ยิ่งจะเห็นชัดเจนว่า ผลกระทบจากการละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้เงินภาษีอากรที่รัฐควรจะได้หายไป

ประเทศญี่ปุ่น...เกือบจะเป็นวัฒนธรรมที่จะไม่ใช้ของปลอม ญี่ปุ่นไม่มีของปลอมขาย นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องสร้างให้ได้ในสังคมบ้านเรา

การจับปรับเป็นเรื่องปลายเหตุ แต่ตราบใดก็ตามที่ไม่มีคนซื้อก็จะไม่มีคนขาย

ปณิธาน บอกว่า ต้องแก้ค่านิยมที่ผิดๆของคนไทยที่ว่า ซื้อของแพงกลายเป็นโง่ ซื้อของปลอมของถูกเป็นคนฉลาด

ถ้าไม่มีปัญญาซื้อของจริงที่ราคาแพง ก็เลือกซื้อของถูกที่ไม่ใช่ของปลอม เราจะต้องสร้างความรู้สึกสำนึกให้ลูกหลานเราว่า จะต้องไม่สนับสนุนในสิ่งที่ผิด

เหมือนสมัยก่อนที่เห็นกระบวนการในการรณรงค์สร้างกระแสไม่สูบบุหรี่ ในที่สาธารณะ ถึงวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ

จิตสำนึกที่เป็นความเจริญของอารยธรรม เริ่มต้นจากคน แม้ว่าประเทศไทยยังไม่พัฒนาเทียบเคียงประเทศมหาอำนาจได้ แต่จิตสำนึกประชาชน สามารถพัฒนาได้เร็วกว่าการพัฒนาชาติ

ประเทศที่เจริญไม่ได้มีอะไรที่ดีกว่าบ้านเราเลย ไม่ใช่หมายความว่ามีทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าเรา ภูมิอากาศที่ดีกว่า แต่เกี่ยวกับเรื่องคนเท่านั้น

ปณิธานย้ำว่า คนเขามีวินัย เคารพกฎหมาย มีจิตใจที่ดีงาม ไม่ ประพฤติชั่ว ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องรวย ก็เป็นประเทศที่พัฒนาได้

ระยะเวลาอาจจะยาวนาน เป็นสิบ ยี่สิบปี แต่วันนี้เราต้องเริ่ม ถ้าไม่เริ่มรอให้ถึงวันนั้นก็จะไม่มีใครแก้ไข

ของปลอม ของเลียนแบบเป็นสิ่งที่ทำลายความรู้สึกภูมิใจในชนชาติ ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์มีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสะท้อนว่าคนไทยไม่รักชาติมากขึ้นเท่านั้น.

ชัยสิทธิ์ ระบุ ทักษิณ ปลงแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ญาติผู้พี่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าววานนี้ (18 ก.พ.) ถึงการเดินทางร่วมพิธีแก้กรรมสืบชะตาให้ พ.ต.ท.ทักษิณที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ว่า เรื่องนี้มีกำหนดมานานแล้ว แต่ตนไม่เกี่ยว บังเอิญเดินทางไป จ.เชียงใหม่ พอดี จึงมีคนมาเชิญไปเป็นประธาน มีการกรวดน้ำแผ่เมตตาให้คนไทยทุกคนเป็นมิตร ไม่ให้เป็นศัตรูกัน และได้กำชับว่าทำอย่างไรก็ได้ให้คนไทยรักกันและเทิดทูนสถาบัน ซึ่งการแผ่เมตตาใครก็ทำกัน ไม่น่ามีปัญหาเพราะไม่ได้สาปแช่งใคร ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเขียนชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงบาตรด้วย พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ไม่รู้ว่ามีหรือไม่ เพราะไม่เห็น แต่หากมีก็ไม่เห็นเป็นอะไร เขาแผ่เมตตาไปให้

“เราตั้งใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากไปมองอย่างอื่นช่วยไม่ได้ อยากให้เขียนชื่อผมไปด้วยก็ได้ ไม่มีปัญหา เพราะจะได้ไม่มีเวรมีกรรมกับใคร ทั้งนี้ อยากฝากนักการเมืองอย่าเล่นการเมืองให้มากเกินไป เพราะจะไม่จบ อยากให้ดำเนินการตามธรรมชาติ เอาของจริงมาพูด ผมยังไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ไหน และไม่มีการพูดคุยกัน แต่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงปลงแล้ว และการที่ผมเข้าร่วมกิจกรรมถือว่าดีเสียอีก เพราะเขาลดทิฐิไปเยอะ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสถาบัน ผมบอกว่าไม่ได้นะ เราเป็นคนไทยต้องรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกอย่างอย่าไปแตะต้องให้ระคายเคือง ลูกผู้ชายตัวจริงว่ากันซึ่งหน้า ไม่มีลับๆล่อๆ”

กองทัพเมินพิธีสืบชะตา “ทักษิณ”

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.ทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์นำกลุ่มคนเสื้อแดงทำพิธีสืบดวงชะตาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณว่า ไม่ทราบเจตนารมณ์ อาจเป็นการช่วยทำบุญก็ได้ เหมือนตนไปทำบุญคนก็เขียนชื่อแล้วเอาไว้ใต้ฐานพระ อยากให้คิดในทางสร้างสรรค์ เรื่องไสยศาสตร์บางคนเชื่อบางคนก็ไม่เชื่อ ถือเป็นส่วนประกอบในความคิด เรื่องความเชื่อแต่ละคนเราบอกกันไม่ได้ ผู้สื่อข่าวถามว่า พิธีกรรมนี้ต้องการให้แตกความสามัคคีหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติตอบว่า อาจต้องการให้เป็นข่าวก็ได้ แต่ไม่ทราบเจตนารมณ์ เมื่อถามว่า มีการเขียนชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญมากมายลงในบาตร พล.อ.ทรงกิตติกล่าวว่า เรื่องนี้นายกฯพูดแล้ว คิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพราะเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องที่จับต้องได้ และทุกคนก็เคารพนับถือ พล.อ.เปรม

“พะจุณณ์” ฉะยับเรื่องไร้สาระ

ด้าน พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามคนทำว่าคิดอย่างไร เราไปห้ามความคิดเขาไม่ได้ ขึ้นอยู่ กับวิจารณญาณแต่ละคน เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนริเริ่ม แต่มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ “ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ ผมมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ คนที่ทำเรื่องนี้และเชื่อเกี่ยวกับเรื่องหมอดู คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี อย่าไปใส่ใจ ไม่รู้ว่าคนที่ทำเรื่องนี้มีระดับความคิดแค่ไหน คงไปห้ามเขาไม่ได้ แต่การกระทำสามารถบ่งบอกอะไรได้ คนที่ทำมีโลกทัศน์แค่ไหน ผมเห็นแล้วสงสารมากกว่า เพราะขณะนี้ชาติบ้านเมืองต้องการให้เกิดความสงบ และเดินหน้าต่อไป”

เผย “ป๋าเปรม” ไม่เชื่อหมอดู

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ประกอบพิธีพาดพิงถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.ร.ท.พะจุณณ์ กล่าวว่า เราให้เกียรติในความเป็นรุ่นพี่ แต่เขาทำจะให้เกียรติใครหรือไม่ให้เกียรติใครเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ทหารจะทำอะไรควรระมัดระวัง และต้องนึกถึงน้องๆที่ยังรับราชการอยู่ ประชาชนอาจมองว่าจะไปฝากฝังชาติบ้านเมืองได้อย่างไร ถ้าเป็นเช่นนี้กองทัพเกิดความเข้าใจผิด น้องๆทหารเวลาเดินออกไปจะอายคนอื่นเขา เมื่อถามว่า พล.อ.เปรมรู้สึกอย่างไร เมื่อเห็นภาพข่าวที่มีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง พล.ร.ท.พะจุณณ์ตอบว่า ไม่เห็นท่านพูดอะไร แต่เชื่อว่า พล.อ.เปรมไม่เชื่อเรื่องหมอดู และยิ่งเรื่องนี้ พล.อ.เปรมยิ่งไม่เชื่อใหญ่ ทั้งนี้ ทหารต้องช่วยกัน อย่าปล่อยไก่ เพราะจะอายชาวบ้าน

“อภิสิทธิ์” ไม่วิจารณ์ “ทักษิณ”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ทำพิธีสืบดวงชะตาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปรียบ “เจ้ามูลเมือง-เจ้าษิณ” ขอกษัตริย์และมเหสีอโหสิกรรมว่า ไม่ขอวิจารณ์ เพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เกิดไม่ทัน ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีการใส่ชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ รวมทั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรี ลงในบาตรระหว่างทำพิธี นายอภิสิทธิ์ตอบว่าไม่มีความรู้ในเรื่องนี้

แถมให้ฟรีๆ

ที่มา ไทยรัฐ

เป็นอันว่าร่าง พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ ปิดฉากไปแล้วอย่างรวดเร็ว

คือยังไม่ทันเสนอเข้าสภาฯก็ถูกเบรกซะหัวทิ่มหัวตำ

ถึงแม้ ส.ส.ฝ่ายค้านจะเสนอเข้าสภาฯได้ แต่ก็จะไม่คลอดออกมาบังคับใช้แน่นอน!!

เพราะหลักการก็ไม่สวย จังหวะเวลาก็ไม่เหมาะ แก้ปัญหาก็ไม่ได้ แถมจะสร้างปัญหาวุ่นวายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

กรณีนี้ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังควบคุมเสียง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างเรียบร้อยทุกระดับประทับใจ

ไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลพรรคไหนกล้าหือกล้าอือ

แต่อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบง่ายๆนะคุณโยม

เพราะนี่มันเป็นแค่เกมชิมลาง

แม่ลูกจันทร์ เชื่อว่าเมื่อสภาผู้แทน ราษฎรชุดนี้ใกล้ครบเทอม 4 ปี ต้องมีการเลือกตั้งใหญ่รอบใหม่ จะมีนักเลงดีเสนอร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมให้นักการเมืองที่ติดล็อก 5 ปี ให้มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งอย่างแน่นอน!!

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป...รอไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที

แต่สำหรับนาทีนี้ รัฐบาลอภิสิทธิ์ยังกุมสภาพการเมืองได้สบายๆ ก็จะเป็นโอกาสดี ที่รัฐบาลจะใช้เวลาในการกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ทั้งลด! ทั้งแลก! ทั้งแจก! ทั้งแถม! ตามนโยบายอภิมหาประชานิยม

ไม่ใช่อัดฉีดเงินอย่างเดียว ยังมีบริการเสริมครบวงจร

ล่าสุดที่ประชุม ครม.ลงมติเห็นชอบให้ใช้นโยบายประชานิยมกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มวันหยุดราชการ

เพิ่มวันหยุดให้เองโดยไม่ต้องให้คุณขอมา

เพราะรัฐบาลเชื่อว่าหากมีวันหยุดยาวๆติดกันหลายวัน จะกระตุ้นให้พี่น้องประชาชนเดินทางท่องเที่ยวมากกว่าเดิม

เมื่อคนไทยไปเที่ยวไปกินไปใช้ไปจ่ายมากขึ้น ก็จะเป็นการกระจายรายได้ให้เงินหมุนไปๆๆๆ

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังย่ำแย่ เพราะผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกก็จะได้อานิสงส์ไปเต็มๆ

ข้อสำคัญ นโยบายประชานิยมด้วยการเพิ่มวันหยุดมากขึ้นจะไม่มีเสียงด่า มีแต่เสียงเชียร์

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีวันหยุด 4 ประเภท ดังนี้คือ...

1, วันหยุดปกติ คือวันเสาร์ วันอาทิตย์ ปีละ 52 สัปดาห์ รวม 104 วัน

2, วันหยุดราชการตามประเพณีอีกปีละ 16 วัน

3, วันหยุดชดเชย ในกรณีที่วันหยุดตามประเพณีไปตรงกับวันเสาร์อาทิตย์

4, วันหยุดกรณีพิเศษ แล้วแต่รัฐบาลจะเห็นสมควร

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบใหม่ รัฐบาลจะเพิ่มวันหยุดเป็นกรณีพิเศษ หรือสลับวันหยุด เพื่อให้หยุดติดต่อได้ยาวๆ

ตัวอย่างเช่น...

เดือนกรกฎาคม วันเสาร์ที่ 4 และวันอาทิตย์ที่ 5 เป็นวันหยุดปกติ วันอังคารที่ 7 เป็นวันอาสาฬหบูชา วันพุธที่ 8 เป็นวันเข้า พรรษา รัฐบาลจะประกาศให้วันจันทร์ที่ 6 ซึ่งคั่นตรงกลางเป็นวันหยุดเพิ่มพิเศษ ก็เท่ากับจะได้หยุดยาวเสาร์-อาทิตย์-จันทร์-อังคาร-พุธ 5 วัน

หรือเดือนพฤษภาคม ถ้ารัฐบาลสั่งหยุดวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. เพิ่มพิเศษอีกหนึ่งวัน ก็จะได้หยุดยาวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์-จันทร์-อังคาร 5 วันเต็มเหยียดไปเลย

หรือเดือนเมษายน ก็ไม่เบา เพราะได้หยุดยาวฉลองสงกรานต์ เสาร์-อาทิตย์-จันทร์-อังคาร-พุธ 5 วันเต็มสตีม

สรุปว่าเดือนเมษายนมี 30 วัน หยุดเที่ยว 12 วัน ทำงาน 18 วัน

เดือนพฤษภาคมมี 31 วัน หยุดเที่ยว14 วัน ทำงาน 17 วัน

เดือนกรกฎาคมมี 31 วัน หยุดเที่ยว 11 วัน ทำงาน 20 วัน

ขืนเที่ยวกันไม่บันยะบันยัง ระวังกระเป๋าแหกนะตัวเอง.

แม่ลูกจันทร์

เกาะแน่นตีกินเน้นๆ

ที่มา ไทยรัฐ

เป็นตุเป็นตะ

ในอารมณ์ของคนที่มองเป็นเรื่องงมงาย หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับคิวที่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผบ.ทหารสูงสุด ในฐานะญาติผู้พี่ นำเครือข่ายม็อบเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ ทำพิธีทำบุญสืบชะตาและสะเดาะเคราะห์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดยมีการเขียนข้อความแปลกๆไว้ที่ฐานพระพุทธรูปปางห้ามญาติ “เจ้ามูลเมืองและเจ้าษิณขอคืนอำนาจให้เจ้าชายสิกะ กษัตริย์และมเหสี ขออโหสิกรรมซึ่งกันและกัน”

ขณะที่หญิงวัยกลางคนที่เชื่อกันว่า เป็นร่างทรงพระเจ้ามูลเมือง ได้กล่าวกับกลุ่มคนร่วมงานว่า ชาติก่อนเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา เจ้ามูลเมืองไปทำกรรมไว้ในระหว่างการสู้รบกับพม่า ทั้งฆ่าและนำเงินข้าศึกกลับมา จนกลายเป็นกรรมติดตัวมาจนถึงชาตินี้

จึงเป็นกรรมที่ต้องแก้ด้วยการสร้างบุญบารมี เพื่อชดใช้กรรมในอดีต แล้วอดีตนายกฯทักษิณจะได้กลับเมืองไทยแน่นอน

ระลึกชาติกันได้เป็นฉากๆ

และก็เป็น พล.อ.ชัยสิทธิ์ ที่เปิดเผยกับนักข่าวเป็นเรื่องเป็นราว เหตุที่ต้องทำพิธีสืบชะตาสะเดาะเคราะห์ เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณทำกรรมไว้มากในอดีต เพราะเขาเคยเป็นนักรบไปฆ่า ไปปล้นเงิน และนำพระข้าศึกมา จึงมาทำพิธีคืนเงินให้ จะได้หมดเวรหมดกรรม

เชื่อแบบสนิทใจเลย

แต่ก็อย่าลืมรับว่า คนไทยกับไสยศาสตร์แยกกันไม่ออก โดยเฉพาะชาวบ้านต่างจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน คนแก่คนเฒ่าที่ยึดมั่นกับภาษิตโบราณ

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

และก็เป็นอะไรที่คิดกันลึกๆ หากมองในแง่ของเกมการตลาด ปั่นกระแส ชิงมวลชน

กับภาพในอดีตที่เชื่อกันว่า “ทักษิณ” คือพระเจ้ามูลเมือง เป็นนักรบที่ไปต่อสู้กับพม่า ทั้งฆ่าและนำเงินข้าศึกกลับมาบ้านเมืองตัวเอง

วีรกรรมหาญกล้า ได้ใจคนไทยชาตินิยม

ที่แน่ๆมันล้อกับภาพของอดีตนายกฯทักษิณในภพชาติปัจจุบันที่ชาวบ้านติดอกติดใจในบทห้าวๆ กล้าคิดกล้าตัดสินใจ คิดไวทำไว เปิดกึ๋นสู้กับฝรั่งต่างชาติ โดยเฉพาะกับผลงานกู้บ้านกู้เมืองจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ดึงเงินจากต่างประเทศไหลเข้าเมืองไทย จนสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

ทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก

โดยอารมณ์เปรียบเทียบกับรัฐบาลที่ถูกส่งมาจากฝ่ายโค่นอำนาจ ทั้งยุคของ “ขิงแก่” มาถึงคิวของ “มะม่วงบ่มแก๊ส” ที่ถูกปรามาสว่า อ่อนเชิงบริหาร

เก่งแต่เรื่อง “กู้เงิน”

ช็อตลึกๆแบบนี้ อย่าประมาทว่า “เซียนการตลาด” จะคิดไม่ได้

แต่ช็อตตื้นๆที่เด็กอมมือก็ยังอ่านออก กับลีลาของนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกรัฐบาล สายตรง “เพื่อนเนวิน” แถลงออกตัวว่า นายเนวิน ชิดชอบ ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ความปรองดองแห่งชาติ และเห็นว่าเข้าสภาเมื่อไหร่จะทำให้บ้านเมืองร้อนขึ้น เพราะมีกลุ่มออกมาต้าน รัฐบาลก็เสียเวลาแก้ปัญหาประเทศ

ฟังดูแน่นในหลักการ คิดอ่านมีเหตุมีผล

ถ้าไม่เผลอ เผยอลิ้นไก่ แพลมไต๋ธาตุแท้

“เราคิดกันเรื่องเดียวคือ การแก้ปัญหาประเทศของรัฐบาลให้มากที่สุด และอยู่ร่วมรัฐบาลไปอีกนานแสนนาน”

เกาะขารัฐบาล “อภิสิทธิ์ชน” แน่นเลย

และก็อย่างที่เห็นๆกัน ล่าสุดบอร์ด ขสมก.ได้ลงมติผ่านร่างทีโออาร์ โครงการเช่ารถเอ็นจีวี 4,000 คันแล้ว คาดว่าจะเปิดขายเอกสารประกวด ราคาเดือนมีนาคมนี้

มีประเดิมแล้วแน่ๆ ทุนหน้าตักค่ายภูมิใจไทย

ขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เด็กเส้นของ “เนวิน” ก็ทุบโต๊ะดังๆ ขอปันส่วนงบฯ 1.4 ล้านล้านบาท ปั่นเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคม

ขู่ซึ่งหน้าๆ ถ้าไม่จัดให้ “สีทนไม่ได้แล้ว”

ไหนจะคิวบี้เอาซึ่งๆหน้าของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ทุบโต๊ะขึ้นเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แม้ จะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นรายการ “ตีกิน” มัดจำหัวคะแนนเสียงล่วงหน้า แต่

“เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ก็ไม่กล้าขัดใจ

กัดฟัน ยกธงเชียร์อีกต่างหาก

และยังมีอีกคิวที่วางโปรแกรมไว้แล้ว โผโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยลอตใหญ่ รองรับการเลือกตั้ง วางกำลังเอื้อประโยชน์พรรคภูมิใจไทย

เสกได้ดังใจ “เนวิน” ถึงได้เกาะประชาธิปัตย์ไม่ปล่อย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ความหิวเงินของ ‘จิ้งเขียว’!

ที่มา ประชาทรรศน์

คอลัน์ : ละครชีวิต

โดย อัชฌาวดี

ในอดีตผมมักจะได้ยินคำว่า “จิ้งเขียว” ที่ใช้เปรียบเปรย “พระสงฆ์” กับ “เพศหญิง” หรือ สีกา หรือ อุบาสิกา

หากมีพฤติกรรมอุบาทว์มั่วเพศและต่อมาถูกจับได้ สังคมก็จะประณามกันว่า “จิ้งเขียว” บางคนก็เรียกกันว่า จิ้งเหลือง-จิ้งขาว

เช่น พระยันตระ พระนิกร พระพุทโธ พระอื้อฉาวมั่วสีกาจนถูกจับได้ กลายเป็น "จิ้งเขียว" เผ่นหนีออกนอกประเทศไป
นั่นเป็นการกระทำตั้งแต่อดีตนานเกือบ 20 ปีมาแล้ว แม้ว่าในปัจจุบันจะมีปัญหาเรื่อง พระตุ๊ด เณรแต๋วที่ดูแล้วชวนหดหู่ใจก็ตาม

แต่เรื่อง “กะเทย” นั้นหากเรามองให้มันเป็นเรื่องธรรมดาไปซะก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะคนเป็นกะเทยมีอยู่ทั่วทุกวงการ ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร
แต่ที่เป็นปัญหาสังคม และเป็นปัญหาของประเทศชาติ ก็คือ พวกจิ้งเขียว จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมือง

ทั้ง 3 จิ้งที่ยกตัวอย่างมานี้ต้องเอามาบอกกล่าวกับพี่น้องประชาชน “คนรักประชาธิปไตย” ทั้งหลายว่ามีพฤติกรรมชั่วช้าเลวทรามอย่างไร

เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องประสบชะตากรรมจนไม่มีแผ่นดินอยู่แบบนี้เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ยอมจ่ายเงินให้กับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
พวกจิ้งเขียวไปขอเงินถึง 5,000 ล้านบาท ส่วน จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมืองไปขอเงิน 3,000 ล้านบาท

พี่น้องทั้งหลายน่าจะทราบกันดีนะครับว่าทั้ง จิ้งเขียว จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมือง นั่นหมายถึงใคร มีไม่กี่คนหรอกที่ออกอาการ “หิวกระหาย” จนอออกอาการ “สาวแตก” ขนาดนั้น

หลังจาก นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ออกมาแฉเรื่องดังกล่าวแล้วมีหลายต่อหลายคนออกมาเต้นแร้งเต้นกา กลัวสังคมครหาว่าเป็นหนึ่งใน จิ้งเขียว จิ้งเหลือง และจิ้งนักการเมือง

โดยเฉพาะ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บอกว่า นายประชาพูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่ขอตอบโต้กรณีดังกล่าว

รวมทั้ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ "เสี่ยตาล" ที่ออกมาบอกว่า รู้สึกขำ และปฏิเสธว่าไม่ใช่ตนอย่างแน่นอน

อันที่จริง ตอนแรกที่อ่านข่าวนี้ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทั้ง พล.อ.สมเจตน์ นายสาทิตย์ ออกมาปฏิเสธหลังจากนายประชาออกมาแฉ
หรือ นักข่าวจาก “สำนักข่าวอัจริยะบ้านพระอาทิตย์” ยัดคำถามใส่ปากบุคคลทั้งสองกันแน่
แต่ที่แน่ๆ ประเด็นนี้ก็ทำให้ชาวบ้านเชื่อกันไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้วว่าบทบาทของทหาร
ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “รั้วของชาติ” ช่วยดูแลปัญหาชายแดนภาคใต้ เขมร และพม่า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่เท่านั้น

“บทบาท” ของกองทัพไทยในวันนี้ มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ซึ่งประชาชนต่างเอื้อมระอามากยิ่งขึ้นไปทุกวัน
ลดความหิวกระหายลงหน่อยเถิดพวกท่าน อย่ามูมมามจนเกินพอดี ประชาชนล่วงรู้ มันน่าอายครับ!

บุญยอด’5บาปหยุด!อ้างโลกมายา

ที่มา ประชาทรรศน์

* ‘มหาโชว์’เทียบ‘ภิกษุสันดานกา’ถามหาจริยธรรม ส.ส.

“พระมหาโชว์” ถล่มยับจริยธรรม ส.ส. “บุญยอด สุขถิ่นไทย” ระบุข้ออ้างร่วมเล่นหนังเรต R เป็นงานศิลปะ เป็นเรื่องของโลกมายาฟังไม่ขึ้น เพราะหากเป็นศิลปะที่ทำลายความดีงามหรือทำลายคนอื่นก็ไม่ถูกต้อง แค่คนทั่วไปร่วมแสดงก็แย่อยู่แล้ว แต่นี่เป็นถึง ส.ส. ยิ่งต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กและเยาวชน เทียบผลงาน “ภิกษุสันดานกา” ใช้ศิลปะด่าคนอื่นเป็นเรื่องเลวร้าย ด้าน “เชาวรินทร์” ซัดทำสถาบัน ส.ส.เสียหาย แค่เงิน 3 พันบาท ยังยอมรับเล่นหนังอย่างว่า แล้วจะไว้ใจให้ทำงานในสภาได้อย่างไร ขณะที่บุญยอด ยังหลงประเด็นย่ำอยู่ที่เดิมยันไม่ได้แก้ผ้าเล่นหนัง

* ฉะ! ทำเสียภาพลักษณ์ ส.ส. เงิน 3 พันยังร่วมเล่นหนังเรต R

การร่วมแสดงหนังเรต R ของนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้ว่าเจ้าตัวจะออกมาอ้างว่าไม่รู้บทและเนื้อหาสาระของภาพยนตร์ในช่วงตอนอื่นๆ ที่ปรากฏเรื่องราวของการร่วมเพศแบบพิสดารแทบตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมรักในสถานที่ที่คนปกติทั่วไปไม่ทำกันอย่างบนขั้นบันได ในโรงพยาบาล หรือแม้แต่เรื่องประหลาดของหญิงสาวที่ชายทุกคนที่มีความสัมพันธ์จะต้องกลายเป็นหมูเมื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมทางเพศ นั้น

แต่เรื่องราวดังกล่าวก็ยังเป็นประเด็นที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่นายบุญยอด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ ที่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีกับเยาวชนและคนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นส.ส.ทำงานโดยกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ผู้อำนวยการส่วนธรรมนิเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่าภาพยนตร์เรตอาร์เช่นนี้แค่บุคคลทั่วไปมาแสดงก็ไม่ดีแล้ว อย่างกรณี น.ส.อมิตา ทาทา ยัง นักร้อง ที่เคยถ่ายแบบด้วยการนำธงชาติมาห่มตัว นุ่งน้อยห่มน้อย นั่นคือความไม่เหมาะสมต่อสถาบันทั้งสาม

วัฒนธรรมคือสิ่งที่เจริญตา เจริญใจ คนที่จะแสดงออกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะผู้ใหญ่ ต้องเป็นแบบอย่างให้กับอนุชนและเยาวชน กรณีนายบุญยอด เป็นทั้งรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ และดำรงตำแหน่งเป็นส.ส. พรรครัฐบาล การแสดงออกมาจะทำตัวไม่เหมาะไม่สามารถทำได้ จะต้องทำแต่เรื่องดีงามเท่านั้น

การออกมาอ้างว่าเป็นเรื่องของอาร์ต เป็นศิลปะของศิลปิน มันไม่ใช่เหมือนกับตอนมีการวาดภาพภิกษุสันดานกา ภิกษุสันดานหมา ด่าคนอื่นด้วยภาพ ศิลปะไปทำลายคนอื่น กระทบคนอื่นก็เป็นศิลปะที่ไม่มีคุณค่า

“กรณีของบุญยอดที่ออกมาตอบโต้ฟังไม่ขึ้น เหมือนครั้งหนึ่งที่มีข่าวแถวปักษ์ใต้ว่ามีเด็กนักเรียนหญิงไม่ได้ใส่กางเกงในขับมอเตอร์ไซค์ พอมีคนเห็นก็เป็นเรื่อง คือเรื่องอย่างนี้มันไม่ใช่วัฒนธรรม”

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย กล่าวต่อไปอีกว่าคนเป็นส.ส.ต้องปฏิบัติตัวไม่ให้ใครว่าได้ เหมือนประโยคที่ว่า ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง ให้มองภาพรวม ไม่ใช่พอจะเอาประโยชน์ก็บอกว่าถูกต้อง มันเป็นอาร์ต แต่ถ้าพอคนอื่นทำก็บอกว่าผิด
ด้านร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนได้ดูข่าวและได้พูดคุยกับเพื่อนส.ส.ในพรรคเดียวกันบ้างแล้ว ตนเห็นว่านายบุญยอดเองก็ต้องรู้ว่า ทำอะไรในอดีต แค่เงินรับจ้างไม่กี่พันบาทก็ยังรับแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เลย แล้วจะมาเป็นส.ส.รับใช้ประชาชนได้อย่างไร ทำแบบนี้เสื่อมเสียถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด

ทั้งนี้นายบุญยอดเอง ก็ต้องทราบอยู่บ้างก่อนที่จะร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ไหนเคยบอกว่ามีจริยธรรมมาโดยตลอดทำไมถึงมาแสดงภาพยนตร์ประเภทเรต อาร์ต่อไปนี้ก็คงจะมีอะไร ๆออกมาอีก

ร.ต.ท.เชาวริน กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ตนก็ยังแปลกใจเมื่อเจอหน้านายนที สุทินเผือก หรือ กรุง ศรีวิไล เพื่อนส.ส. ภายในพรรคเพื่อไทย เดินมายกมือไหว้และกล่าวติดตลกว่า ขอโทษที่ในอดีตเคยแสดงหนังรับบทบาทเป็นผู้ร้ายตามที่หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการกล่าวอ้าง แต่ยืนยันได้ว่าไม่มีการเล่นหนังโป๊แน่นอน

ส่วนกรณีที่นายบุญยอดพยายามลากคนอื่นไปร่วมชะตากรรมด้วยนั้น รศ.สุขุม นวลสกุล นักวิชาการทางรัฐศาสตร์ หนึ่งในผู้ร่วมแสดงและถูกพาดพิงชื่อจากหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการ ว่าตนได้รับการติดต่อเป็นนักแสดงรับเชิญ แล้วก็คิดว่าไม่ได้เป็นภาพยนตร์โป๊แต่อย่างใด ภาพยนตร์ได้นำฉายในโรงตามปกติ

ในเรื่องมีคลาวเดีย จักรพันธุ์ เป็นนางเอก ซึ่งตนได้รับบทเป็นพ่อของผู้ชายคนหนึ่งเข้าฉากที่โรงพยาบาลฉากเดียว ที่ตนรับเพราะเห็นว่าก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่ง ไม่ได้มีการแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงในเรื่องเลย

อย่างไรก็ตาม รศ.สุขุม กล่าวว่าเหมือนกับหนังสือพิมพ์ที่มีการนำรูปดาราแต่งตัวน้อยชิ้น แต่ก็ไม่ใช่หนังสือโป๊ ยังคงเป็นหนังสือพิมพ์ให้ข่าวสาร ทั้งนี้ ตนมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร

อย่างไรก็ดี กรณีของ รศ.สุขุม ถูกมองว่ามีความแตกต่างเนื่องจากไม่ใช่บุคคลสาธารณะและไม่ได้เป็นส.ส. กินเงินเดือนประชาชนอย่างนายบุญยอด

ทางด้าน รศ.อรุณีประภา หอมเศรษฐี อดีตคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่านายบุญยอดอาจจะคิดว่าภาพยนตร์เป็นข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่เคยคิดว่าอาจจะต้องตีแผ่สังคม แต่เผอิญว่าตนเป็นตัวแสดงในนั้น ซึ่งผู้จัดอาจจะคิดว่าการเป็นสื่อมวลชน มาสวมบทบาทสื่อมวลชนนั้นน่าเชื่อถือกว่า

นายบุญยอดเองก็คงเห็นว่าตัวเองเป็นแค่ส่วนหนึ่งในภาพยนตร์ แต่คงไม่รู้ว่าตัดต่อออกมาเป็นแบบไหน นายบุญยอดคงรู้พล็อตเรื่องคร่าวๆ คงไม่ได้เห็นทั้งหมด

นอกจากนี้ รศ.อรุณีประภา ยังได้กล่าวถึงข้อจำกัดของภาพยนตร์เรตอาร์ว่าเป็นเรื่องที่ไม่นิ่ง บอกไม่ได้ในบ้านเรา แม้แต่กองเซ็นเซอร์ยังไม่มีมาตรฐานเดียวกันเลย แต่ก็ต้องดูบางประเทศแบบนี้ก็ว่าโป๊ บางประเทศก็ว่าไม่โป๊ นั่นก็แล้วแต่วัฒนธรรม

อย่างในประเทศไทยไม่มีเรื่องอะไรนิ่งสักอย่าง กรรมการดูเนื้อหาภาพยนตร์ก็ไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน เรตต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาอาจจะใช้ได้กับภาพยนตร์บางเรื่อง และบางคน เรื่องนี้ก็ไม่แปลกที่จะมีคนเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ดี และไม่ดี

ด้านนายบุญยอด ยังคงให้สัมภาษณ์กับผู้จัดการออนไลน์ สื่อค่ายเดิมที่ช่วยรับหน้าเสื่อออกมาตอบโต้ โดยระบุว่า เรื่องนี้ตนจริงจังและเอาจริงกับการฟ้องร้อง โดยจะดำเนินการให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากสื่อทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการกระทำที่ละเมิดสิทธิคนอื่น ทั้งนี้ตนถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง พยายามเขียนข่าวเหมือนตนทำความผิด เพราะเป็นเพียงการแสดงภาพยนตร์ที่ได้รับเชิญให้ร่วมแสดงเท่านั้น ไม่ใช่ชีวิตจริง

“เมื่อถามหาจริยธรรมของผมในการไปแสดง ผมอยากถามว่าผมทำอะไรผิด ผมแสดงในบทของพิธีกรใส่สูท เครื่องแต่งกายครบถ้วน ไม่ได้แสดงโป๊เปลือยอย่างที่ใครเข้าใจ ถ้าหาว่าผมไม่มีจริยธรรมแล้วนักแสดงคนอื่นที่ผันตัวเองมาเป็นนักการเมืองเคยแสดงหนังมาต้องไปถามเขาหรือไม่ แบบนี้ตัวโกงก็เป็นนักการเมืองไม่ได้ใช่ไหม

ผมยืนยันไม่ได้ทำอะไรผิด ถ้าผมไปเสพยาเสพติดหรือไปมั่วเซ็กซ์สวิงกิ้ง แล้วถูกจับก็มาถามหาจริยธรรมได้ แต่นั่นคือการแสดง คือมายา ไม่ใช่ชีวิตจริง เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเกมการเมืองเท่านั้น” นายบุญยอด กล่าวพร้อมเสริมอย่างติดตลกว่า “วันนี้เพื่อนๆ ในพรรคก็มาถามหาแผ่นว่าไปเป็นเล่นหนังโป๊จริงหรือ มีแผ่นมาให้ดูไหม ซึ่งทุกคนก็ขำ ๆ แม้แต่ท่านนายกฯ ก็มาถามว่าเล่นติดเรตจริงหรือ แต่ทุกคนก็เข้าใจเพราะนี่คือการเมือง