ที่มา thaifreenews
โดย : สายลมรัก
เอแบคโพลสำรวจความเห็นประชาชนศึกอภิปรายไม่ ไว้วางใจ ไม่กระเทือน"อภิสิทธิ์-ประชาธิปัตย์" กว่าร้อยละ 70 ศรัทธาไม่ลดลง ระบุข้อมูลของ"เฉลิม"ไม่น่าเชื่อถือ ต้องการให้"เพื่อไทย"เป็นฝ่ายค้านต่อ
ดร.นพ ดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2552 ถึงผลสำรวจ “เอแบคเรียลไทม์โพลล์ (Real-Time Survey)” ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงเรื่อง ความรู้สึกนึกคิดของประชาชนต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัดทั่วประเทศ(1,135 ตัวอย่าง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2552 ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ พบว่าประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่คือร้อยละ 76.7 ระบุไม่ได้ติดตามรับชม/ไม่ได้ติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดการถ่ายทอดสดการ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเช้าที่ผ่านมา
ขณะที่ร้อยละ 17.0 ระบุติดตามบ้าง และร้อยละ 6.3 ระบุติดตามตลอด
เมื่อสอบถามถึงการติดตามรับชมรับฟังการอภิปรายจำแนกตามรายบุคคลนั้นพบ ว่า ร้อยละ 74.7 ระบุได้ติดตามรับชม/รับฟังการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ขณะที่ร้อยละ 25.3 ระบุไม่ได้ติดตาม
สำหรับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีนั้นพบว่า ร้อยละ 69.0 ระบุได้ติดตาม ในขณะที่ร้อยละ 31.0 ระบุไม่ได้ติดตาม
สำหรับความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำมาอภิปรายนั้น พบว่า ร้อยละ 34.4 ระบุข้อมูลในการอภิปรายของ ร.ต.อ.เฉลิม มีความน่าเชื่อถือ ร้อยละ 19.4 ระบุเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และร้อยละ 46.2 ระบุไม่น่าเชื่อถือ
สำหรับข้อมูลในการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ พบว่าร้อยละ 62.0 ระบุน่าเชื่อถือ ร้อยละ 17.5 ระบุเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และร้อยละ 20.5 ระบุไม่น่าเชื่อถือ
ดร.นพดล กล่าวว่า เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความนิยมศรัทธาที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดย ร.ต.อ. เฉลิม นั้น พบว่า ร้อยละ 27.6 ระบุนิยมศรัทธาลดน้อยลง ในขณะที่ร้อยละ 72.4 ระบุไม่ลดน้อยลง
เมื่อสอบถามถึงความนิยมศรัทธาที่มีต่อนายอภิสิทธิ์ ภายหลังการอภิปรายฯ นั้น พบว่า ร้อยละ 29.4 ระบุนิยมศรัทธาลดน้อยลง ในขณะที่ร้อยละ 70.6 ระบุไม่ลดน้อยลง
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อพรรคเพื่อไทยกรณีควรเป็นฝ่ายค้านต่อไป หรือควรกลับมาเป็นรัฐบาลนั้น พบว่า ร้อยละ 73.1 ระบุพรรคเพื่อไทยควรเป็นฝ่ายค้านต่อไปก่อน ในขณะที่ร้อยละ 26.9 ระบุควรให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล
สำหรับความพึงพอใจต่อการทำหน้าที่ประธานสภาฯ นั้นพบว่า ร้อยละ 19.4 ระบุพอใจมาก-มากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 48.3ระบุพอใจค่อนข้างมาก ร้อยละ 24.1 ระบุค่อนข้างน้อย และร้อยละ 8.2 ระบุน้อย-น้อยที่สุด
เมื่อสอบถามถึงบรรยากาศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเช้าวันที่ 19 มีนาคม ผ่านมานั้น พบว่า ร้อยละ 17.0 ระบุพอใจมาก-มากที่สุด ร้อยละ 53.0 ระบุพอใจค่อนข้างมาก ร้อยละ 23.9 ระบุค่อนข้างน้อย และร้อยละ 6.1 ระบุน้อย-น้อยที่สุด ตามลำดับ
อนึ่ง ลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 54.8 เป็นหญิง ร้อยละ 45.2 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 7.6 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 25.0 อายุระหว่าง 20 – 29 ปี ร้อยละ 23.5 อายุระหว่าง 30 – 39 ปี ร้อยละ 22.8 อายุระหว่าง 40 – 49 ปี และ ร้อยละ 21.1 อายุ 50 ปีขึ้นไป
ตัวอย่างร้อยละ 74.0 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 23.4 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 2.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี
ร้อยละ 30.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ตัวอย่างร้อยละ 27.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 13.9 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 10.9 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.7 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.8 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 4.6 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ
ตัวอย่างร้อยละ 22.0 ระบุมีรายได้ส่วนตัวไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ร้อยละ 20.9 ระบุมีรายได้ 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 13.6 ระบุมีรายได้ 10,001–15,000 บาท ร้อยละ 11.1 ระบุมีรายได้ 15,001–20,000 บาท ร้อยละ 14.8 ระบุมีรายได้ส่วนตัวมากกว่า 20,000 บาทต่อเดือน และร้อยละ 17.6 ไม่ระบุรายได้ส่วนตัวต่อเดือน
เอิ๊กส์ ๆ ยังไม่ทันเสร็จ ธงมันก็ตั้งมาแต่ต้นแล้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, March 20, 2009
แม่เจ้าโว้ย..อภิปรายยังไม่ทันเสร็จ ชะเลียโพลก็ทำงานทันที
Thursday, March 19, 2009
สยอง!แกะกล่องพรรคมารเมืองใหม่ ไอเดียลิ้มเหิมเลียนแบบคอมมิวนิสต์จีน
ที่มา Thai E-News
ที่มา เนชั่นสุดสัปดาห์

หมายเหตุ:คุณ ณ.ณ.บอร์ดประชาไท สแกนมาจากบทสัมภาษณ์ของคนหล่อประจำพันธมิตรในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่876
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2552 หากท่านต้องการภาพที่ใหญ่ขึ้น ให้คลิ้กที่รูปภาพเพื่อขยาย
พันธมิตรฯ สุเทพ ระยำไม่เลิก ป้ายสีเสื้อแดงขว้างระเบิด สุดท้ายหน้าแตก เสื้อแดงปทุมคว้าตัวทันควัน จตุพร แฉซ้ำที่อยุธยา
ที่มา thaifreenews
พันธมิตรฯ สุเทพ ระยำไม่เลิก ป้ายสีเสื้อแดงขว้างระเบิด สุดท้ายหน้าแตก เสื้อแดงปทุมคว้าตัวทันควัน เป็นสาวกสนธิ สร้างสถานการณ์ จตุพร แฉซ้ำที่อยุธยา ชาวเน็ทวิจารณ์ พันธมิตรฯระยำไม่เลิก ระบุแค่มุกตื้นๆ เตือนพันธมิตรฯ วันหลังอย่าแอบที่วิทยาลัยฯ ให้ออกมาเลย พร้อมใส่เสื้อแดง จะได้เนียนๆ
อนาถลูกหลานไทย รัฐบาลเน่าๆ กับ นมโรงเรียนเน่าๆ
ที่มา thaifreenews
นมโรงเรียนเหม็นเน่าที่ศูนย์เด็กเล็กตำบลวังหมัน
ปูดล็อคซื้อตำราเรียนเมืองชัยภูมิโวยขาใหญ่บุรีรัมย์ยื่นใบสั่งข้ามเขตกินรวบเจ้าเดียว
ที่มา thaifreenews
(17 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนให้มีการตรวจสอบ การดำเนินการจัดซื้อตำราเรียน ตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี ของเขตพื้นที่การศึกษาชัยภูมิ (สพท.) เขต 3 หลังจากในช่วงปิดภาคเรียนที่ผ่านมา และได้มีการจัดเตรียมเปิดให้โรงเรียนในสังกัด สพท. ให้จัดซื้ออุปกรณ์ตำราหนังสือเรียนเพื่อเตรียมรับการเปิดภาคเรียนใหม่ในช่วง เดือนพฤษภาคม 2552 นี้นั้น
นายสมศักดิ์ ศรีรักษา ผอ.สพท.ชัยภูมิ เขต 3 ได้มีการจัดให้มีการเปิดตลาดนัดหนังสือเรียนตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี ขึ้นเมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนจัตุรัสวิทยานุกูล อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ
ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าในท้องถิ่นจ.ชัยภูมิ หลายแห่งต่างพากันไม่พอใจเพราะไม่มีใครทราบเรื่องและถูกเชิญให้เข้าร่วมการ เปิดตลาดนัดครั้งนี้ โดยมีการเชิญร้านค้าที่มาเปิดตลาดนัดหนังสือเรียนเพื่อทำสัญญาซื้อขายกับทาง โรงเรียนในสังกัด สพท.ชัยภูมิ เขต 3 กว่า 208 โรงเรียน เน้นไปที่ร้านแหลมทองวิทยาบุรีรัมย์ เพียงเจ้าเดียว และเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ร้านค้าในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมต่างพากันเสีย สิทธิ์นำเสนอจำหน่ายตำราเรียนของคนในพื้นที่จ.ชัยภูมิ
และได้พยายามเข้าไปติดต่อเสนอราคาจำหน่ายกับทางโรงเรียนใน 208 แห่ง ที่ยังมีโอกาสเลือกซื้อจนกว่าจะมีการเปิดภาคเรียน ร้านค้าหนังสือต่างๆในท้องถิ่นจ.ชัยภูมิ ต่างพากันได้รับการปฏิเสธจากทางโรงเรียนในสังกัด สพท.ชัยภูมิ เขต 3 เกือบทั้งหมดว่าการจัดซื้อตำราเรียนในปีนี้ผอ.เขตขอให้ซื้อกับบริษัทแหลมทอง จากจ.บุรีรัมย์ทั้งหมดแล้ว
นายหมาย (นามสมมุติ) ผู้ประกอบการค้าหนังสือตำราเรียนในจ.ชัยภูมิ รายหนึ่งกล่าวและว่า จึงอยากขอความเป็นธรรมในเรื่องนี้ด้วย เพราะทำให้ร้านค้าในท้องถิ่นเสียโอกาสทั้งหมด แทนที่จะซื้อของใกล้บ้านเงินได้หมุนเวียนในท้องถิ่น แต่ไปจำกัดให้ซื้อกับเพียงเจ้าเดียวที่มาจากจ.บุรีรัมย์ ที่ในระดับการเมืองระดับชาติถ้าพูดถึงจังหวัดบุรีรัมย์คงรู้กันดีว่ามีใคร อยู่เบื้องหลัง ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาก็มีการเปิดให้ร้านค้าชุมชนได้มีส่วนร่วมอยู่ตลอด แต่ปีนี้ทุกคนเสียโอกาส
ซึ่งถ้ารวมโรงเรียนเฉพาะระดับประถมศึกษาในสังกัด สพท.เขต 1-3 มีกว่า 400 โรงเรียน อย่างเขต 2 อยู่อ.ภูเขียว อยู่ใกล้ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น จะไปซื้อกับร้านค้าในอ.ชุมแพ ก็คงไม่ว่ากันเพราะใกล้โรงเรียน แต่นี่ส่วนใหญ่ร้านค้าจากจ.บุรีรัมย์ได้โควตาไปหมด เรื่องนี้หมายความว่าอย่างไรความเป็นธรรมอยู่ไหน และรัฐบาลนี้ มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เป็นเรื่องที่ดีแต่เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตามมารัฐบาลก็ควรจะมีความเป็น ธรรมต่อทุกคนด้วยโดยเฉพาะคนในท้องถิ่นที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ขณะที่นายสมศักดิ์ ศรีรักษา ผอ.สพท.ชัยภูมิ เขต 3 กล่าวว่า เรื่องที่มีการร้องเรียนและการเปิดตลาดนัดตามโครงการเรียนฟรี 15 ปี เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีการปิดกั้นร้านค้าในท้องถิ่นตามที่มีการร้องเรียนมาต่อสื่อมวลชนแต่ อย่างใด ซึ่งวันนั้นมีการเปิดให้มีร้านค้าเข้าร่วมรวม 7 ราย ประกอบด้วย
ร้านแหลมทองวิทยาบุรีรัมย์,สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา(เอ็ด เทค) ,ประถมศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น,สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว) ,สถาบันพัฒนาสื่อการเรียนการสอน,ร้านวรแสง(ชัยภูมิ)และร้านสากลเครื่องหมาย
ซึ่งทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้และไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใคร หรือร้านค้าเจ้าใดเลย เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการขัดผลประโยชน์กันเองมากกว่า เพราะไม่ได้สั่งบีบบังคับโรงเรียนให้ซื้อกับใคร และตอนนี้เงินไปอยู่ที่โรงเรียนเป็นคนจัดซื้อ โดยมีคณะกรรมการร่วมทั้งผอ.โรงเรียน คณะกรรมการโรงเรียน ครูผู้จัดซื้อ และ อบต.เป็นผู้เลือกซื้อกันเอง ไม่เกี่ยวกับ สพท.แต่อย่างใด/////
King Prajadhipok’s Institute: Unsuitable organization to be entrusted with Thailands’ political reform.
ที่มา thaifreenews
By Thai Farmer’s Son
Having heard that Dr. Boworsak Uwanno, secretary-general of King Prajadhipok’s Institute is moving for Thailand’s political reform, I am amused at his offering.
Do you think Thai people are so stupid that they don’t know who is neutral, who is fighting against whom, or who is the cause of the current political conflict?!!
The current political conflict is not between Democrat Party and Pua Thai Party, or between PAD and the Red-shirted people, but it is between “the elites or oligarchy” and “the mass democracy.” Politicians are not the root cause of these conflicts; they are just actors on the stage, not litigants.
The litigants are known by all Thais, but it is forbidden to talk about. If King Prajadhipok’s Institute does not accept this fact -- thinking that people are stupid and trying to delude itself that it is neutral -- it will not be able to solve the current political crisis.
King Prajadhipok’s Institute is in essence a “representative organization of the elites and authorities, and Dr. Bowornsak Uwanno is a direct subordinate of the oligarchy. That he has proposed himself to be a middle man to solve the political crisis is blatantly a “shamelessness.” Does he think that nobody knows the elites’ unabashed tactic.
Currently, I don’t think that there are any middle men left in the Thai society. No one is respected by both sides. Therefore, the conflict can be solved only if the people who are the “real” cause of the conflict show their willingness to solve it.
I can imagine, at the propose by King Prajadhipok’s Institute, that the new Constitution will be the cloak of the “70/30 system.” Yes, it will be the constitution that keeps the power of the elites at the cost of the people’s rights. The supposedly free organizations will finally be representatives of the elites and “will impede the rights and power of the people.”
The new Constitution will not respect the right and power of the people, but will empower those who are “appointed” by the elites. It is not complicating. It will not be different from the 2007 Constitution drafted by Kor Mor Chor.
In fact, Dr. Bowornsak is not honored enough to lead of the political reform. I don’t think that the academics who are invited to join Dr. Bowornsak’s initiation are respectable and can be honored for this assignment. These people have already sold their souls to the elites, e.g. the rectors of NIDA and Thammasat University.
Thailand’s current political conflict, in my opinion, is not only about classes’ fighting, but part of the society’s political development from agricultural to industrialized society. The general people are starting to realize their own power; thus cast their votes for their own benefits. For instance, the grass root people have voted for the party whose policy benefit them as seen in the case of TRT Party and former Premier Thaksin Shinnawatra.
Meanwhile, the Thai society is dominated by decades of propaganda about “divinity” or Baramee as when Mao Ze Tung was promoted and depicted to be “super human.” In the past several decades, Thailand has been a religious kingdom similar to that of Europe’s Dark Age when anyone who was against the monastery was accused of being a witch and was burnt for that sin.
The society at the dawn of industrialization is colliding with “the old religious realm” leading to the political crisis.
My article may be full of detours because I do not want to be burnt like the witches of the Middle Age. Those who have followed by work will know what I mean.
This is “the cause of the conflict.” If it is not accepted, it cannot be solved.
The attempt of the Prajadhipok’s Institute will certainly fail like Dr. Kothom Areeya’s initiation of a “joint talk” for national reconciliation that has come to naught a few months ago due to no cooperation. Besides, General Por, who is in the middle of the conflict, did not joined the talk.
In fact, the conflict can never be solved no matter who initiated (the attempt to solve it) if the fact -- that the current conflict is between “Oligarchy” and “Mass Democracy” -- is not accepted, thus, leaving “some group or someone” who is the real cause of the conflict out.
I am not quite concerned about the current political crisis because I believe that the society will find its own way out. The Thai society has reached its “pupa” stage, and it will finally grow into a “butterfly.” Now, the pupa must slough off. No one can stop that development process.
Finally, the people will win and the oligarchy is disappearing. This is social development.
Some institutes will disintegrate if they are not adapted to the changing society.
I also believe that the “2009 world economic crisis” will accelerate the disintegration of the oligarchy. In the industrialized society, there is no longer a place for sacred institutions that do not benefit the society.
The Thai media who are promoting the Prajadhipok’s Institute have not conducted self assessment. They do not realized that Thai people nowadays (in 2009) no longer believe the mainstream Thai media who have shown that their allegiance is with the elites.
PS
Politicians are not the cause of the problem. Politicians like Thaksin was leading the country well. People were daring to hope. The elites have used the army to destroy the Constitution, as well as the people’s unity and political stability.
Politicians are not corrupted any more than the elites who have long exploited the society. But politicians are people’s representatives, and people can remove them, but the elites cannot be changed. The latter are much richer than the politicians.
It is the elites who have created the rifts in Thailand for three years, not the politicians.
Cheers,
Kila1255
"บรรณวิทย์"โผล่ เมิน"แม้ว"โฟนอิน อัดรบ."มาร์ค"หน่อมแน้ม กองทัพพร้อมหนุนตร.คุมม็อบเสื้อแดง
ที่มา มติชนออนไลน์
"ประยุทธ์"ย้ำกองทัพพร้อมเสริมตร.คุมม็อบวันซักฟอก มท.3ชี้โซนนิ่งม็อบป้องกันรมต.ลงพื้นที่ เสื้อแดงชลบุรีคุยคนหลักหมื่นรับ"มาร์ค" "บรรณวิทย์"โผล่ ไม่ให้ราคา"แม้ว"โฟนอิน อัดรบ.หน่อมแน้ม เชื่อแกนนำพธม.ไม่รับตำแหน่ง
มท.3ชี้โซนนิ่งม็อบป้องกันรมต.
นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า กระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้รับรายงานว่าจะมีการระดมคนเข้ามาชุมนุม ส่วนแนวคิดเรื่องการกำหนดเขตการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น เพื่อไม่ให้มีการเข้าใกล้เจ้าหน้าที่หรือรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ เพราะหากมีการขัดขวางก็จะถือว่าทำความผิด จึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการรักษาความมั่นคงภายใน กล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ คงไม่มีปัญหาหรือเกิดการเผชิญหน้า ซึ่งทั้งหมดเป็นหน้าที่ของตำรวจ กองทัพพร้อมสนับสนุน ในฐานะที่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานหากร้องขอ
เสื้อแดงชลบุรีระดมหมื่นรับ"มาร์ค"
ขณะที่ นายศักดา นพสิทธิ แกนนำเสื้อแดง จ.ชลบุรี เผยว่า การรวมพลคนเสื้อแดงที่บริเวณถนนทางเข้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชลบุรี ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี เมื่อคืนวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา มีประชาชนร่วมกว่า 2,000 คน ทั้งหมดต่างรับฟังเพื่อซักซ้อมความเข้าใจกรณีคนเสื้อแดงจะไปต้อนรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะมาที่วัดนามะตูม อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ในวันที่ 21 มีนาคมนี้ เชื่อว่าคงจะไม่มีความรุนแรง แต่ต้องการแสดงออกทางการเมืองมากกว่า
นายศักดากล่าวว่า จากนี้ไปจะตระเวนรวมตัวไปในพื้นที่เขต 2 คือที่เมืองพัทยา และเขต 3 ที่ อ.บ้านบึง หลังจากนั้นจะระดมพลครั้งใหญ่ที่ศาลากลางจังหวัดชลบุรี คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงไม่น้อยกว่า 10,000 คน และจะเอาความคิดของนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการสร้างสถาบันคนเสื้อแดง มาเปิดอบรมทางการเมืองเกี่ยวการปกครองระบอบประชาธิปไตย ด้วยการระดมคนในพื้นที่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อบรมครั้งละ 200 คน โดยทำกันทั่วประเทศ
ส.ส.ปชป.ปลุกคุ้มครองนายกฯ
นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การรวมพลคนเสื้อแดงครั้งนี้ไม่ได้ใส่ใจและไม่ให้ราคาอยู่แล้ว ส่วนการลงพื้นที่ของนายอภิสิทธิ์ชาวพนัสนิคมจะให้ความคุ้มครองเต็มที่ ไม่ปล่อยให้ได้รับอันตราย ที่สำคัญเป็นงานบุญงานกุศล และพบปะประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น ไม่ควรที่คนเสื้อแดงมาก่อความวุ่นวาย
ที่ จ.พะเยา ด้านนายทูล เวชกลาง รองประธานกลุ่มพะเยา และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.พะเยา เผยว่า การประชุมสภาประชาชนคนล้านนา จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา มติในที่ประชุมร่วมกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงของสภาประชาชน เริ่มจากวันที่ 21 มีนาคม มีการจัดโต๊ะจีนและทดลองออกอากาศสถานีวิทยุกลุ่มเสื้อแดง 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย และวันที่ 23 มีนาคม จะจัดกิจกรรมที่ จ.น่าน
"บรรณวิทย์"อัดรบ.หน่อมแน้ม
พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์วิทยุ 102.0 เมกะเฮิร์ตซ์ กรณีมีขบวนการพยายามปลุกปั่นและสร้างความวุ่นวายภายใต้แผนชื่อ "แผนตากสิน" ว่า ได้ยินมาโดยตลอด แต่ไม่ให้ราคาการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เพราะมีข้อสงสัยที่บอกว่าเป็นการเดินทัพแบบสมัยโบราณหรือตั้งชื่อเป็นบุคคล เพราะต้องการให้คนพูดกันต่อกันไปเท่านั้น ทำไมฝ่ายบริหารถึงปล่อยให้มีเหตุการณ์แบบนี้อยู่ ทั้งที่จัดการได้เลย การโฟนอินของอดีตนายกฯได้แค่หน้าข่าวหนังสือพิมพ์อาจมีผลบ้าง แต่ไม่รุนแรง และขณะนี้โอกาส พ.ต.ท.ทักษิณหมดไปแล้ว
"สิ่งที่อยู่ในบ้านเมืองเราคือ ผลิตผลจากพรรคไทยรักไทย แยกเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย แต่ทั้ง 2 พรรคนี้เป็นพรรคเดียวกันมาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง สาเหตุที่เข้ามาดำเนินการเนื่องจากผู้บริหารประเทศในตอนนี้บริหารประเทศในยามวิกฤต แต่ท่านหน่อมแน้มเกินไปหรือประสาชาวบ้านเรียกว่าบริหารประเทศไม่เป็น"
แกนนำพธม.ตั้งพรรคไม่รับตำแหน่ง
เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์หากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ตั้งพรรคการเมืองเพื่อเป็นบันไดก้าวสู้การมีอำนาจ พล.ร.อ.บรรณวิทย์กล่าวว่า เป็นเหตุผลอันหนึ่ง แต่เท่าที่ฟังทางพันธมิตร ทราบว่าหากตั้งพรรคการเมืองแล้ว แกนนำกลุ่มพันธมิตรจะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง แต่แกนนำจะควบคุมนโยบายและการปฏิบัติ เหมือนพรรคการเมืองประเทศที่เจริญแล้วสำหรับเรื่องเงินทุนนั้น สมาชิกกลุ่มพันธมิตรทั่วประเทศน่าจะมีกว่า 10 ล้านคน ในการเมืองใหม่หากบริจาคคนละ 100 หรือ 1,000 บาท ก็น่าจะมีเงินไปทำพรรค ไม่ต้องไปเป็นหนี้บุญคุณใคร
"เจ๊หน่อย"ปัดร่วมก๊วน"เพื่อนเนวิน"บอกเลอะเทอะ "ศุภมาส"ซัดไร้มูลความจริง ออกตัวเข้า"ภูมิใจไทย"เอง
ที่มา มติชนออนไลน์
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย (ทรท.) กล่าวเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ถึงข่าวการเข้าร่วมทำงานกับกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย ว่า เรื่องนี้เลอะเทอะที่สุด ไม่รู้ว่าสาเหตุที่มีการปล่อยข่าวนี้ เนื่องจากขณะนี้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง อยู่บ้านเลขที่ 111 และตอนนี้ทำแต่งานของมูลนิธิไทยพึ่งไทย ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อช่วยชาวบ้าน
"เรื่องนี้ไร้สาระ เพราะเป็นเรื่องรัก 3 เศร้าของคน 3 กลุ่ม คือพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร และพรรคภูมิใจไทย ที่แก่งแย่งอะไรต่ออะไรกันแล้วไม่ได้ ดิฉันไม่เคยไปคุยกับใครเลย และไม่เคยไปคุยกับพรรคภูมิใจไทยด้วย ตอนนี้ยังเหลือโทษตัดสิทธิการเมืองอีก 3 ปี หากจะกลับไปทำพรรคการเมืองก็คงไม่ได้เป็นการทำพรรคร่วมกับทหารแน่นอน ไม่มีทาง" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวและว่า ไม่ได้สนิทกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เพียงแค่รู้จักกันในระหว่างการทำงาน ในสมัยที่เป็นรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตรยังรับราชการอยู่ รวมทั้งไม่ได้สนิทสนมกับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินด้วย
คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน ที่อยู่ในสังกัดจะย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทย ว่าคงจะมีเพียงแค่ 2 คน ซึ่ง 2 คนนั้นได้ตัดสินใจไปโดยไม่ได้มาหารือ มารู้ก็เมื่อทั้ง 2 คนไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยแล้ว แต่ ส.ส.กทม. และอดีต ส.ส.กทม. ที่เคยใกล้ชิดกับตน ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย
ขณะที่น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี อดีตส.ส.กทม.พรรคไทยรักไทย ในฐานะสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยืนยันว่า ข่าวคุณหญิงสุดารัตน์จะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยว่า ไม่มีมูลความจริง และไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ตนย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพราตัดสินใจย้ายด้วยตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าบ้านเมืองมีความขัดแย้งรุนแรง ไม่ว่าอยู่พรรคการเมืองใด ก็จะถูกเสื้ออีกสีหนึ่งที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามขับไล่ จึงเห็นว่ามีเพียงพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่อยู่ตรงกลาง
ด้านนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม พรรคภูมิใจไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า คุณหญิงสุดารัตน์ไม่มีทางย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุซึ่งเรื่องนี้เห็นว่า นายสนธิ จินตนาการในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะน้ำกับน้ำมันไม่มีทางเข้ากันได้
วันดวล
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
![]() |
ซึ่งก็มีเสียงตำหนิติติงตามมาว่าเป็นการตัดเกม ก่อนการชุมนุมใหญ่กลุ่มเสื้อแดง และการโฟนอินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรในวันที่ 29 มี.ค.
สำหรับฝ่ายค้านอาจมองว่าการร่นระยะเวลาให้เร็วขึ้น ทำให้มีปัญหาเรื่องการเตรียมข้อมูลประกอบการอภิปรายไม่ทัน
โดยเฉพาะการทำชาร์ต ทำเพาเวอร์พอยต์
แต่ไหนๆจะอภิปรายแล้ว เร็วหรือช้าก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก ถ้าหากมีข้อมูลเจ๋งพอ
ในทางตรงข้ามกัน ฝ่ายรัฐบาลก็คงไม่ค่อยชอบเหมือนกัน เพราะรัฐมนตรีมีเวลาเตรียมตัวน้อยลงไปด้วย
สำหรับการอภิปรายในวันแรก เป็นคิวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะล้วนๆ ซึ่งร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นคนจองกฐินเอาไว้
ที่บอกว่ามีแต่เนื้อไม่มีน้ำ พูดจบคนถูกอภิปรายโดนน็อกทันทีนั้น จะสมราคาคุยหรือไม่
ขณะเดียวกัน ก็จะเป็นการพิสูจน์นายอภิสิทธิ์ไปในตัวด้วยว่าทนแรงเสียดทาน ทนลีลาของร.ต.อ.เฉลิมได้หรือไม่
เคยแต่อภิปรายคนอื่น พอเจอถลกกลับบ้าง นายอภิสิทธิ์และลิ่วล้อจะใจกว้างพอที่ทนนิ่งฟังได้ขนาดไหน
บรรดาองครักษ์จะออกมาตีรวน ปกป้องให้ดูน่ารำคาญหรือไม่
สำหรับคนที่อาการหนักที่สุด ในการอภิปรายครั้งนี้ เห็นจะไม่พ้นนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ
เจ้าของประโยคเด็ดอาหารดี ดนตรีไพเราะ และการยึดสนามบินเป็นนวัตกรรมใหม่ของการประท้วง
การอภิปรายนายกษิต เท่ากับตีแสกหน้า แฉพฤติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรไปด้วย
เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่านายกษิตได้มาเป็นรัฐมนตรีในโควตาใคร
ที่สำคัญการพูดจาในระยะหลังๆ เหมือนยังอยู่บนเวทีม็อบยึดทำเนียบไม่ผิด
ส.ส.คนใดแสดงตัวออกมาปกป้อง ก็คงเปลืองตัว
แม้แต่ในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มีคนออกมาประกาศว่าอาจจะใช้เอกสิทธิ์งดออกเสียง
ต้องดูกันต่อว่าส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะพร้อมใจกันใช้เอกสิทธิ์เยอะหรือไม่ ซึ่งจะได้เห็นคะแนนในวันลงมติ
รัฐมนตรีอีกคนที่อยู่ในข่ายโดนน่วมแน่ คงจะเป็นนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ที่ฝ่ายค้านต้องการเชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท
เป็นการแฉนายประดิษฐ์ เพื่อลากไส้ประชาธิปัตย์ไปในตัว
สำหรับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ก็จะโดนแน่ๆเรื่องลุยถั่วแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะวิธีแบบกู้เงินมาแจก
ส่วนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ก็คงจะโดนพอท้วมๆ เท่านั้น!!
เริ่มแล้วศึกอภิปราย
ที่มา เดลินิวส์

ท่านนายกฯบอก การเลื่อนญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯกับอีก 5 รัฐมนตรี จาก 25-27 มีนาคม เป็น 19-20 มีนาคม (วันนี้กับพรุ่งนี้) เป็นเรื่องที่ ชัย ชิดชอบ ประธานสภา เป็นคนขอมา นายกฯไม่เกี่ยว แต่ฝ่ายรัฐบาลเตรียมซ้อมมือพร้อมแล้ว
นักข่าวตกข่าวสนิท อย่าว่าแต่พรรคเพื่อไทย ที่เซ่อไปเลย
อาการร้อนรนนี้ เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากช่วงนั้น เป็นช่วงคนเสื้อแดงประกาศชุมนุมใหญ่ เตรียมบุกทำเนียบรัฐบาล และ อาจเลื้อยมาล้อมสภา เหมือนที่ “เสื้อเหลือง” เคยทำ จนเกิด เหตุการณ์ 7 ตุลาคม
กลายเป็นตำรวจฆ่าประชาชน !!!
ล่าสุด อนุคณะ กก.ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดคดีอาญา สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขณะที่ ผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ โดนแค่ “เลินเล่อ” แต่ลูกน้องที่รับคำสั่ง โดนหนักทั้ง วินัยและอาญา ก็น่าคิด หาก ผบ.ตร.ไม่มีพี่ชายชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่ซี้ปึ้กกับ ผบ.ทบ. จะรอดปากเหยี่ยวปากกาหรือ
ส่วน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผบช.น. รอดหวุดหวิด เพราะลาไปทำศพพ่อ เล่นเอาพันธมิตรฯ เต้นเป็นเจ้าเข้า ที่ตำรวจตงฉินอย่าง พล.ต.ต.อำนวย ไม่โดนจับขึ้นเขียงด้วย
ที่ อภิสิทธิ์-เทพเทือก-เนวิน ต้องชิงตัดหน้า เพื่อหนี กงเกวียนกำเกวียน กลัวกลาย เป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือด อย่างที่รัฐบาลเก่าโดน นั่นล่ะ ทั้งที่แกนนำ ปชป.ดูถูกการอภิปรายหนนี้ว่า แค่การ ตัดปิด และ ตัดแปะข่าวจากหนังสือพิมพ์ ไม่เห็นมีอะไรต้องตื่นเต้น
วันนี้แหละจะรู้ ใครของจริง ใครขี้โม้ ปากกล้า ขาสั่น กันแน่
หัวหมู่ทะลวงฟันของพรรคฝ่ายค้าน เฉลิม อยู่บำรุง คราวนี้ต้องชม เก็บงำข้อมูลได้มิดชิด ไม่มีเล็ดลอดออกมาหน้าสื่อ โดยเฉพาะ กรณีเงินบริจาคปริศนา 258 ล้านของทีพีไอ แม้จะสาวไม่ถึง ปชป. แต่เงินที่โอนจากเมซไซอะฯ กลับไปเข้าบัญชีคนใกล้ชิดแกนนำพรรคเป็น สิบ ๆ ครั้ง
ทำไม เมซไซอะฯ ทำธุรกิจ แต่กลับไม่เก็บเงินไว้เอง โอนออกไปหมด หรือ ฟอกเงินให้ใคร !!!
อีกคน ที่น่าสนใจ มิ่งขวัญ แสง สุวรรณ์ หัวหมู่ทะลวงฟันด้านเศรษฐกิจ ตอน “ดีเบต” หาเสียงทางทีวีแข่ง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ มิ่งขวัญ เคยกินขาด ด้วยมาดนิ่ม ๆ แต่แนวคิดเรื่องหาเงินเข้าประเทศ โดนใจคนฟังทั้งบ้านทั้งเมือง
คราวนี้ดูกันว่า เค้าจะชำแหละ เด็ก 2 คนที่กำลังแก้วิกฤติเศรษฐกิจ ได้โดนใจแค่ ไหน ???
อ้อ อีกเรื่อง กรณี แบงก์กรุงเทพ ได้งานออกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาทไปครอง อ้าง ค่าบริหารถูกกว่ากรุงไทย แต่ทีข้าราชการทำไม ต้องบังคับให้บิน การบินไทย เท่านั้นล่ะ ทั้งที่ตั๋วแพงหูฉี่ เพราะ เงินรัฐ ต้องอุดหนุนกิจการของรัฐ น่ะสิ หรือ แบงก์กรุงเทพ เป็นนายทุนให้บางพรรค กับ ม็อบมีเส้น เลยได้งานไป
แต่ถึงที่สุด ทั้งหมดก็เป็นแค่กระบวนการประชาธิปไตย ฝ่ายค้านชุดนี้อาจดูไร้ราคา ทักษิณ อาจไม่ยอมตายซะที แต่ประเภท ตอนตัวเองเป็นฝ่ายค้าน ก็ทำอย่างนี้ แต่พออีกพรรคเป็นฝ่ายค้าน ดันบอก เป็นการสร้างความแตกแยกให้ชาติไปโน่น นิสัยถาวร เอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่น ไม่เปลี่ยนเลยนะ???
ล่าสุด จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศ จะร่นเวลาชุมนุมใหญ่เป็นปลายอาทิตย์นี้เช่นกัน ยังไง อย่าบุกยึดทำเนียบฯหรือสภาเชียว อยู่นอกรั้ว ดีสุด ไม่งั้น มท.1 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล อาจสั่งตำรวจให้เอา “ตาข่าย” มาดักจับก็ได้นะ เห็นฯพณฯ จะให้จัดโซนนิ่ง คนเสื้อแดงอยู่ด้วย
ทำยังกับเป็นผู้อพยพ โรฮิงยา ก็ไม่ปาน ทุเรศ....???.


