ที่มา ประชาไท


คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท


ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
ความเป็นจริงของความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่ปรากฏเด่นชัด คือ มีการประกาศจุดยืนในทางการเมืองอยู่ 3 ฝ่าย
1.ฝ่ายเสื้อเหลือง ไม่เอาทักษิณ ไม่เอาการเมืองเก่า (แต่ไม่ปฏิเสธอำมาตยาธิปไตย?) จะสร้างการเมืองใหม่เป็นการเมืองที่สะอาดโปร่งใส ไร้ทุจริตคอร์รัปชั่น
2.ฝ่ายเสื้อแดง มีทั้งเอาและไม่เอาทักษิณ (แต่น่าจะเอาเป็นส่วนใหญ่?) ไม่เอาอำมาตยาธิปไตย ต้องการประชาธิปไตยที่พ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำมาตยาธิปไตย ประชาธิปไตยเพื่อสร้างสังคมที่เสมอภาค เป็นธรรม หรือรัฐสวัสดิการ
3.ฝ่ายที่เคยประกาศตัวเป็นกลาง เคยชูคำขวัญ “หยุดทำร้ายประเทศไทย หยุดใช้ความรุนแรง”
ปรากฏการณ์ความเป็นจริง 3 จุดยืนดังกล่าว ซ้อนอยู่ในความเป็นจริงอื่นๆ ที่เป็นปัญหาอีกมากมาย เช่น การแพร่ระบาดของไข้หวัด 2009 วิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตเศรษฐกิจในประเทศ วิกฤต 3 จังหวัดภาคใต้ วิกฤตคุณภาพนักการเมืองทั้งในเชิงจริยธรรมและความสามารถบริหารประเทศ วิกฤตความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐสภา กองทัพ ศาล ศาสน์ กษัตริย์ สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย นักวิชาการ
นอกจากนี้เรายังอยู่ในยุคที่ “จินตนาการความเป็นไทย” ที่วางอยู่บนอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” กำลังถูกท้าทายอย่างเข้มข้น เกิดกระแสการสร้างจินตนาการความเป็นไทยแบบใหม่ที่อยู่บนอุดมการณ์ประชาธิปไตยสากล รัฐสวัสดิการ รัฐประชาชาติที่เคารพสิทธิอำนาจในการจัดการกับวิถีชีวิตของตนเองของประชาชนตามความแตกต่างหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต ภูมิศาสตร์ สิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ
ในขณะที่ความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้านหนึ่ง คือ เราอยู่ในยุคเศรษฐกิจกระแสโลกาภิวัตน์ที่ความเจริญ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับการแข่งขันกับนานาชาติ อำนาจของทุนข้ามชาติมีบทบาทต่อการตัดสินใจในนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลมากกว่าความต้องการของประชาชนในชาติเสียอีก
และกลุ่มทุนต่างชาติกับกลุ่มทุนภายในประเทศ กลุ่มนักการเมืองที่ยึดกุมอำนาจรัฐ ข้าราชการบางส่วนก็ฉ้อฉลชาติโดยที่ประชาชนรู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ซ้าร้ายกว่านั้นสงครามระหว่าง “กลุ่นทุนเก่า” กับ “กลุ่มทุนใหม่” ในประเทศก็ยังคุกรุ่นไม่สิ้นสุด
ในท่ามกลางความเป็นจริงที่ซับซ้อนดังกล่าว “ความเป็นกลาง” ของสื่อมวลชนมีความจำเป็นอย่างยิ่ง มีบางคนบอกว่าถ้าสื่อมวลชนวางตัวเป็นกลางจะไม่กล้าเสนอความจริงด้านลบของข้างใดๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบกระทั่งกับข้างนั้นข้างนี้ ดังนั้น สื่อมวลชนต้องมุ่งเสนอความจริง ต้องไม่ติด “กับดัก” ของ “ความเป็นกลาง”
ในความเข้าใจของผู้เขียน สื่อมวลชนมีหน้าที่เสนอความจริงอยู่แล้ว การยึดจุดยืนความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าต้องไม่ทำหน้าที่แสวงหาหรือเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง แต่การเป็นกลางต่างหากที่จะทำให้สื่อสามารถแสวงหาและเสนอความจริงทั้งด้านดีด้านร้ายของข้างใดๆ ได้อย่างเป็นอิสระ
ดังนั้น ความหมายสำคัญของ “ความเป็นกลาง” จึงหมายถึง “ความเป็นอิสระ” ไม่ถูกพันธนาการด้วย “อคติ” ของ “ความเป็นข้าง” หรือความเป็นฝักฝ่ายใดๆ เมื่อมีอิสระ สื่อจึงสามารถที่จะแสวงหาและเสนอความจริงทุกด้านของทุกข้าง
และสามารถที่จะบอกสังคมตรงๆ ด้วยว่าไม่เห็นด้วยกับด้านที่เป็นข้อเสีย หรือเห็นด้วยกันด้านที่เป็นข้อดีของทุกข้าง รวมทั้งเสนอทางเลือกที่เห็นว่าดีกว่าข้อเสนอของข้างใดๆ ก็ได้อย่างมีเหตุผลเป็นตัวของตัวเอง
ที่ต้องตราไว้เป็นพิเศษคือ สื่อมวลชนต้องยืนอยู่บน “ความถูกต้อง” ที่ว่า “การต่อสู้ใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยจะต้องใช้เหตุผล ไม่ใช้ความรุนแรง” ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงโดยรัฐประหาร โดยม็อบ หรือโดยอำนาจที่ไม่เปิดเผยใดๆ
ดังนั้น ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือการเป็นช่องทางให้ประชาชนรู้เท่าทันกลเกมความรุนแรงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วจากฝ่ายใดๆ ก็ตาม
นอกจากนี้ ความเป็นกลางหรือความเป็นอิสระของสื่อ ยังหมายถึง การทำหน้าที่เป็น “เวทีสาธารณะ” เปิดให้กับความเห็นต่างจากทุกฝ่ายได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในประเด็นสาธารณะต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
เพราะบทบาทนี้ของสื่อ คือบทบาทส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้เหตุผลในการอยู่ร่วมกันของพลเมืองแห่งรัฐที่รักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และยึดมั่นในความเสมอภาคความเป็นธรรมภายใต้กฎหมายเดียวกัน
พลเมืองนั้นต่างจาก ไพร่ ทาส และราษฎร เพราะไพร่ ทาส ไม่มีอิสระเสรี ไม่มีอำนาจในการปกครองตนเอง ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเจ้านาย ส่วนราษฎรคือคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้ปกครอง ไม่กล้าคิดเอง รอคอยผู้ปกครองที่เก่งกล้าสามารถจะมา “เนรมิต” ความเจริญต่างๆ ให้
แต่ “พลเมือง” (civil) คือ ผู้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม และกระตือรือร้นสนใจปัญหาบ้านเมือง ถือเป็นหน้าที่ของตนเองที่จะมีส่วนร่วมคิดร่วมทำในกิจกรรมทางสังคมการเมืองทั้งปวงที่จะช่วยสร้างสังคมให้เป็นธรรมและผาสุก
โดยถือว่าการทำหน้าที่เช่นนั้นเป็นความรับผิดชอบ เป็นความมีเกียรติ เป็นความสุข หรือเป็นความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ในฐานะสมาชิกแห่งรัฐ และหรือสมาชิกแห่งมนุษยชาติ
กล่าวโดยสรุป สื่อที่เป็นกลางและเป็นอิสระจะต้องเข้าใจ “ความเป็นจริงที่ซับซ้อน” มีความรับผิดชอบใน “หน้าที่สื่อความจริงรอบด้าน” สำนึกใน “ความเป็นพลเมือง” ของตนเอง
และสามารถเป็น “เวทีสาธารณะ” ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นพลเมืองของคนในชาติให้รักในเสรีภาพ ความเสมอภาค ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วมทางการเมืองบนวิถีทางของการใช้เหตุผล การมีขันติธรรม และการเคารพความเห็นต่างหรือยอมรับความแตกต่างหลากหลายในการอยู่ร่วมกัน
ที่มา ประชาไท
นิตยสารวิเคราะห์การเมือง-เศรษฐกิจดัง “ดิ อีโคโนมิสต์” อีเมลแจ้งสมาชิกในประเทศไทยว่าจะไม่ได้รับนิตยสารฉบับล่าสุด เหตุอาจมีเนื้อหาเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตำรวจสันติบาลสั่งห้ามจำหน่ายแล้ว คาดสาเหตุมาจากบทรายงานที่กล่าวถึงสถานการณ์จำกัดสิทธิผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทย ซึ่งมีบางประเด็นเกี่ยวข้องกับการเมือง

ปกดิอีโคโนมิสต์ ฉบับ 4 ก.ค. 2009 ฉบับนี้ไม่มีวางจำหน่ายในประเทศไทย
ดิอีโคโนมิสต์ ฉบับที่ไม่มีการจำหน่าย/ชื่อบทรายงานต้องห้าม | สาเหตุของการไม่มีจำหน่าย | การเข้าถึงทางอินเทอร์เน็ต |
December 6th 2008/The king and them | ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย | ถูกบล็อกโดยไอซีที |
January 24th 2009/The trouble with Harry | ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง | ยังเข้าถึงได้ |
January 31st 2009/ A sad slide backwards | ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง | ยังเข้าถึงได้ |
July 4th 2009/ Treason in cyberspace | ผู้จัดจำหน่ายตัดสินใจไม่จำหน่ายเอง และ ตำรวจสันติบาลห้ามจำหน่าย | ยังเข้าถึงได้ |




ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 กรกฎาคม 2552
บรูไนซึ่งเป็นประเทศปกครองด้วยราชาธิปไตยประกาศระงับจัดพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษาในปีนี้ หลังไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ระบาดมีคนตายแล้ว1ราย ทรงเป็นแบบอย่างแก่พสกนิกรตามรอยเบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง ปีที่แล้วทรงกำชับให้ราชสำนักและทางราชการรัดเข็มขัดประหยัดไฟเพราะน้ำมันแพงลิ่ว ให้เปิดไฟเฉลิมพรรษาได้แค่เที่ยงคืนต้องปิด แม้จะเป็นประเทศเศรษฐีส่งออกน้ำมันก็ตาม
.jpg)
ที่มา thaifreenews
| เขียนโดย ปลายอ้อกอแขม |
| วันพุธที่ 08 กรกฏาคม 2009 เวลา 02:37 น. |

ที่มา thaifreenews
| เขียนโดย Bugbunny |
| วันอังคารที่ 07 กรกฏาคม 2009 เวลา 21:22 น. |

ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา นิวสกายไทยแลนด์ และผู้จัดการ
7 กรกฎาคม 2552
ภาพเป็นข่าวตลกโปกฮาประจำสัปดาห์ กระบอกเสียงโจรก่อการร้ายพันธมิตรปลุกเสื้อเหลืองสงขลามาประท้วงผิดงาน ยกพวก20คนยกป้ายต้านเสื้อแดงมาล่ารายชื่อถวายฎีกาล้านชื่อช่วยแม้ว โอละพ่อเจองานสนทนาจาตุรนต์เรื่อง"ความจริงวิกฤตประชาธิปไตยไทย"ของเดอะอ๋อยมีแต่แจกลายเซ็น สุรชัย แซ่ด่านคนเสื้อแดงที่ค้าน3เกลอฎีกาถึงกับขำก๊าก





ที่มา มติชนออนไลน์
"อดีตทีมที่ปรึกษา" "ทักษิณ" ปัด"แม้ว"หวิดถูกจับที่มาเลย์ แค่แวะเติมน้ำมันเปลี่ยนเครื่องไปฟิจิ ซัดถาวรปล่อยข่าวหวังกลบรบ.บริหารประเทศแย่ โวต่างชาติให้เกียรติจัดรถนำขบวนให้นายพบระดับประมุขของรัฐ
นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและอดีตที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ถึงกรณีที่นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่ารัฐบาลไทยได้ประสานไปยังทางการมาเลเซียให้จับกุมพ.ต.ท.ทักษิณ แต่พ.ต.ท.ทักษิณได้หลบหนีไปประเทศฟิจิว่า สิ่งที่นายถาวรพูดไม่เป็นความจริง เพราะความจริงแล้วพ.ต.ท.ทักษิณมีกำหนดการจะเดินจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไปประเทศฟิจิจะต้องแวะเติมน้ำมันก่อนโดยมีตัวเลือกอยู่2 ทางคือ แวะเติมน้ำมันที่กรุงเทพฯ หรือ กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิน แวะที่กัวลาลัมเปอร์ 1 คืน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปที่ประเทศฟิจิ และไม่มีการจับกุมใดๆ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ผู้ใหญ่ที่มาเลเซียได้ขำกับการให้ข่าวของนายถาวร เพราะประเทศแต่ละประเทศคงไม่มีใครส่งเจ้าหน้าที่อีกประเทศหนึ่งไปจับกุมใครในประเทศนั้นๆได้เนื่องจากต้องมีการออกหมายจับและประสานกับประเทศนั้นๆด้วย นายนพดล กล่าวว่า หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณออกจากเมเลเซียไปประเทศฟิจิแล้วจากนั้นมีกำหนดเดินทางไปอีก 4 ประเทศแต่ไม่ขอเปิดเผย โดยแต่ละประเทศที่พ.ต.ท.ทักษิณไปเยือนได้นัดรับประทานอาหารกับผู้นำของแต่ละประเทศและบางประเทศเป็นถึงระดับประมุขของรัฐ ซึ่งมีนัยยะอะไรก็ลองคิดดู ทั้งนี้ทุกประเทศให้การต้อนรับดูแลเป็นอย่างดี เพราะเข้าใจสถานการณ์การเมืองของประเทศไทยและคดีของพ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นคดีทางการเมือง นอกจากนี้บางประเทศได้จัดทีมรักษาความปลอดภัยของผู้นำ และรถนำขบวนให้พ.ต.ท.ทักษิณด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ทราบมาก่อนหรือไม่ว่าจะมีการจับกุมที่ประเทศมาเลเซียและจะมีการปรับแผนการรักษาความปลอดภัยหรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ไม่ทราบ เหมือนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกหมายแดง มีชื่อติดในอินเตอร์โพล แต่ถึงวันนี้ก็ไม่มีการจับกุมอะไร และไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแม้ว่าที่ผ่านมานายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจะตามล่าพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเชื่อว่าข่าวรวบตัวที่ประเทศมาเลเซียน่าจะเป็นการสร้างข่าวเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของของกระทรวงต่างประเทศและรัฐบาลเอง เมื่อถามว่าถึงกรณีที่รัฐบาลไทยเตรียมที่จะประสานไปยังทางการฟิจิ ซึ่งเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ ให้ส่งตัวพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญานั้น นายนพดล กล่าวว่า ก็ไม่มีปัญหาอะไร พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเดินทางไปไหนก็ยังไปได้ตามปกติ เมื่อถามถึงกรณีที่นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนรักเปิดเผยว่าพ.ต.ท.ทักษิณระบุว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยภายในสิ้นปี 2552 นี้ นายนพดล กล่าวว่า เท่าที่คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ยังไม่ได้คุยถึงกำหนดกลับประเทศไทยแต่ถึงเวลาที่เหมาะสมก็จะมาแจ้งให้ทราบอีกทีหนึ่ง
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
![]() |
ที่มา ไทยรัฐ
ในอารมณ์วัดใจคิวชนกันพอดีกับรายการล่าชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกประทับตรา "นักโทษชาย" ในคดีเซ็นชื่อรับรองให้เมียประมูลซื้อที่ดินจากรัฐ ในห้วงดำรงตำแหน่งผู้นำ ผิดหลักธรรมาภิบาล
เครือข่ายคนเสื้อเหลืองด่ายับ กวักมือเรียกให้กลับมาติดคุก
รับกรรมที่ตัวเองได้ก่อไว้
มันก็เป็นอะไรให้ได้จังหวะเปรียบเทียบ ถ้าคิดกันตามหลักนิติรัฐเช่นเดียวกัน ภายใต้ กฎหมายฉบับเดียวกัน ยึดหลักธรรมตามพุทธศาสนาเหมือนกัน ก็ต้องถือเป็นผล "กรรม" ที่ได้กระทำเหมือนกัน
สนองกันตามโปรแกรมเวลา
จับอารมณ์ที่สังคมยังเฉยๆ ไม่ได้เต้นตามไปกับรายการที่ตำรวจออกหมายเรียกแกนนำม็อบพันธมิตรฯรับทราบข้อหา "ก่อการร้ายสากล" ในคดียึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปิดล้อมสนามบินดอนเมือง ในอาการที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อเหลืองออกมาโวยวายว่า เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินไป
ชิงจังหวะปลุกกระแส ตั้งแง่เป็นรายการเตะตัดขาค่ายการเมืองใหม่
แต่มันก็เป็นอะไรที่เห็นๆกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องกระแส หรือโมเมนตัมทางการเมือง ณ นาทีนี้ โดยสถานะของค่ายสีเหลืองเขียวที่ยังเพิ่งตั้งไข่ ไม่ได้เปรี้ยงปร้างตามแผนที่หวังไว้
มันยังไม่มีเหตุจูงใจให้คิดไปไกลขนาดนั้น
และอันที่จริงเลย ถ้าจะพูดถึงผลสะเทือนทางการเมือง น่าจะเป็นฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ซะมากกว่า ในฐานะต้นสังกัดอย่างเป็นทางการของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่มีชื่อติดอยู่ในบัญชี "ผู้ต้องหา" พ่วงคดีก่อการร้ายสากล
กับความสง่างามในฐานะ รมว.ต่างประเทศที่ต้องไปเจรจาความในเวทีนานาชาติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่รู้สึกกระดากใจบ้างก็แปลกแล้ว
แต่ภายใต้เงื่อนไขกระอักกระอ่วน อาการลำบากใจของรัฐบาล ไม่ต้องพูดถึงการตัดสินใจด้วยตัวเองของนายกษิต เพราะเจ้าตัวประกาศชัดเลยว่า จะยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศต่อไป
ซึ่งเป็นท่าทีที่ส่อให้เห็นแล้วก่อนหน้านี้ จากแรกๆที่ประกาศเสียงแข็งว่า แค่โดนตำรวจออกหมายเรียกจะลาออกจากตำแหน่งทันที เพื่อโชว์สปิริตการเมืองใหม่ที่เหนือกว่าการเมืองเก่า แต่หลังจากนั้นก็พลิกกลับลำ ออกมาย้ำแบะท่าจะอยู่ในตำแหน่งไปจนกว่าจะมีผลทางคดี
"กษิต" ลดมาตรฐานจากนักการทูตมาเป็นนักการเมืองเต็มตัว
โดยการตัดสินใจขั้นสุดท้าย มันจึงไหลไปตกอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ที่กำลังโชว์ฟอร์มพระเอกกับบท "คุณชายสะอาด" ลอยตัวข่มพรรคร่วมรัฐบาล สกัดทุจริต
สะกดพยศเสือสิงห์เขี้ยวลากดิน จนได้รับการยกก้นจากกองเชียร์ว่า ฟอร์มเข้มขึ้นทุกวัน ยกระดับมาตรฐานสมราคาท่านผู้นำ
ถึงคิวตำตอ คิวร้อนของคนวงในกันเอง จะตีกรรเชียงเด้งเชือกยังไง
กับคำถามของนักข่าว กรณีของนายกษิตจะทำให้แรงกดดันพุ่งเข้าใส่รัฐบาลหนักขึ้นหรือไม่ เพราะอยู่ในห้วงสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง
เร้าด้วยเสียงบลัฟแกมถากถางของ "สองเกลอ" นายจตุพร พรหม-พันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยุส่งให้นายกฯอภิสิทธิ์อุ้มนายกษิตอยู่ในรัฐบาลต่อไป
นัยว่าจะได้ลงเหวไปพร้อมกัน
และมันก็เป็นอะไรที่พอจับสัญญาณได้กับเสียงของนายกฯอภิสิทธิ์ พูดตามหลักการ ให้สิทธินายกษิตได้ชี้แจงตามข้อกฎหมาย ตามที่เจ้าตัวจะใช้สิทธินั่งในตำแหน่งต่อไป
แต่ก็ทิ้งทุ่นไว้ พร้อมจะพิจารณาตามความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งของนายกษิต
โดยไม่ต้องรอคำสั่งฟ้องตามกฎหมาย
ประกอบเงื่อนไขในเชิงบริหาร กับคิวร้อนๆจ่อชายแดนด้านเขาพระวิหาร รัฐบาลต้องส่ง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ไปเจรจาความกับนายกฯฮุน เซน ของกัมพูชา
สะท้อนปัญหาคาใจบิ๊กเขมรยังไม่ลืมเสียงด่า "ไอ้กุ๊ย" ของ "กษิต"
"อภิสิทธิ์" ได้จังหวะเคลียร์ทีเดียวเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51