WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, July 11, 2009

แกนนำเสื้อแดงขู่ชุมนุมยืดเยื้อหาก จนท.ใช้ความรุนแรง

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่บุรีรัมย์ 11 ก.ค.-แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุ หากเจ้าหน้าที่ทำร้ายกลุ่มเสื้อแดงที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะทำให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ และรัฐบาลจะไม่สามารถลงพื้นที่ไหนได้อีก

เช้าวันนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรม “คนเสื้อแดงมินิมาราธอน 2009” ที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเดินทางมาร่วมงานด้วย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ของนายกรัฐมนตรีว่า การดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกับที่พัทยา หากมีเหตุการณ์กระทบกระทั่ง หรือทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง เชื่อว่าเหตุการณ์จะยืดเยื้อ และรัฐบาลคงไม่สามารถลงพื้นที่ไหนได้อีก

ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวง จะมีขึ้นอีกครั้งประมาณต้นเดือนสิงหาคม หลังเสร็จสิ้นการทูลเกล้าถวายฎีกาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่หากเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่บุรีรัมย์ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเร็วขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-11 10:15:15

ชี้คนเชื่อกระบวนการยุติธรรมมี2มาตรฐาน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18773

สวน ดุสิตโพลสำรวจพบประชาชนเชื่อกระบวนการยุติธรรมไทยมี 2 มาตรฐาน ไม่เชื่อมั่นเสื้อเหลือง-เสื้อแดงถูกดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมและ โปร่งใส...

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ก.ค.) สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อประชาชนคิดอย่างไรกับกระบวนการ ยุติธรรมของไทย จำนวน 1,104 คน ระหว่างวันที่ 6 - 9 ก.ค. 2552 พบว่า ประชาชน 60.78% เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรมนึกถึงศาล 24.49% นึกถึงกระทรวงยุติธรรม 6.67% นึกถึงตำรวจ 4.45% นึกถึงอัยการและ 3.61% นึกถึงกรมราชทัณฑ์ โดยประชาชนส่วนใหญ่ 39.68% เชื่อถือและเชื่อมั่นศาล 26.63% เชื่อถือและเชื่อมั่นอัยการ 18.81% เชื่อถือและเชื่อมั่นกรมราชทัณฑ์ 14.88% เชื่อถือและเชื่อมั่นตำรวจ

ใน หัวข้อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลืองจะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 41.86% ไม่เชื่อมั่น เพราะไม่มั่นใจในคณะทำงานที่เข้าร่วมพิจารณาตัดสินคดีและอาจถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล 30.23% ไม่แน่ ใจ เพราะขึ้นอยู่กับเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาและข้อกล่าวหาในการดำเนินคดี และ 27.91% เชื่อมั่น เพราะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและถูกจับตามองมาก การตัดสินต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

ขณะเดียวกันประชาชน 36.88% ไม่เชื่อมั่นการดำเนินคดีกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติหรือ กลุ่มเสื้อแดง จะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส เพราะกลัวจะเป็นการเลือกปฏิบัติและใช้ 2 มาตร ฐานตัดสิน 32.57% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของข้อกล่าวหา รวมทั้งหลักฐานทางพยานและวัตถุ และ 30.55% เชื่อมั่น เพราะกระบวนการยุติธรรมมีกฎหมาย ระเบียบคำสั่งข้อบังคับในการปฏิบัติที่ชัดเจน และการพิจารณาคดีนี้ เป็นบทพิสูจน์การทำงานของศาลได้

สำหรับหัวข้อความคิดเห็นต่อกรณีมีการกล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมี 2 มาตรฐาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 58.69% เห็นด้วย เพราะประชาชนอาจมองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรใช้การตัดสินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควรว่าไปตามข้อเท็จจริงผิดคือผิดถูกคือถูก 26.09% ไม่เห็นด้วย เพราะควรมั่นใจและเคารพกระบวน การยุติธรรม ควรรับฟังเหตุผลและชี้แจงก่อนด่วนสรุป และอีก 15.22% ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้เท่าที่ควร และที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นการตัดสินโดยนำวิธีนี้มาใช้มาก่อน

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 54.55% ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลคดีความของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะแสดงถึงความไม่โปร่งใส และควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินคดีเองอย่างเป็นอิสระการเมืองไม่ ควรเข้าแทรกแซง 30.41% เห็นด้วย เพราะจะได้ทราบถึงความก้าวหน้าในการดำเนินคดี และเป็นการตรวจสอบการทำงานอีกทางหนึ่ง และอีก 15.04% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ 41.31% เสนอแนะให้สร้างจิตสำนึกที่ดีแก่เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมให้มีความ ตระหนักและเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญเพื่อทำให้กระบวนการ ยุติธรรมของไทยดีขึ้น

'แดงพัทลุง' เชิญร่วมงานเพื่อระดมทุน อาทิตย์ที่ 12 กค.นี้

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ถังแดง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยพัทลุง (แดงพัทลุง)
เชิญร่วมงาน"จิบน้ำชา สนทนาประชาธิปไตย" เพื่อระดมทุน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2552
เวลา 09.00 - 18.00 น.

ณ. ร้านเล่าฝัน ถนนเอเชีย อ.เมือง พัทลุง
(ติดกับสนามกีฬากลาง จังหวัดพัทลุง
ตรงข้ามป้อมตำรวจทางหลวง)

เศร้า เจ็บ สู้ : เงินภาษีถูกผลาญกว่าร้อยล้าน เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คเหยียบบุรีรัมย์ไม่กี่ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ สาละวิน
ที่มา เวบบอร์ด พันธ์ทิพย์ราชดำเนิน
11 กรกฎาคม 2552

สองสามวัน ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ มีกำหนดไปเยือนบุรีรัมย์ตามการชี้นิ้วของเนวิน

มีการเตรียมงานด้านรักษาความปลอดภัย เสมือนว่า นายกฯผู้คลอดมาจากการปล้นอำนาจผู้นี้ กำลังเดินทางเข้าสู่เขตสงครามในประเทศอิรัก

เพราะสารพัดกองกำลัง ทุ่มพลจำนวนมหาศาลเข้าบุรีรัมย์ หวังอารักขานายอภิสิทธิ์ และรักษาหน้าของเนวิน เพื่อมิให้พี่น้องเสื้อแดง เข้าไปสร้างความเคืองใจให้พวกเขา

งบประมาณที่ทุ่มลงไปในการเยือนบุรีรัมย์ ตามบัญชาของเนวินครั้งนี้ ว่ากันว่า พุ่งบานกว่า 100 ล้าน ในรูปของเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และอีกกว่า 100 ล้าน ในด้านการตกแต่งสถานที่ ให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ ตามประสารสนิยมของนักการเมืองต่างจังหวัด และรสนิยมของคน ปชป. ที่มักยึดเอาภาพข่าวแสนดีบังหน้า

ความไร้สมรรถนะในเชิงบริหารข่าว การทุ่มกำลังมหาศาล ทั้งจำนวนคนและงบประมาณ เพื่ออารักขานายกรัฐมนตรีของไทยในแดนอิสาน ใครๆ ที่เป็นคนไทยในประเทศนี้ ได้รับรู้รับทราบ ก็คงเศร้าใจไปตามๆ กัน

เพราะจากพฤติกรรมดังกล่าว ย่อมพิสูจน์ในตัวมันเองแล้วว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ตามที่เจ้าตัวจีบปากจีบคอประกาศผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นตัวแทนระบอบอำมาตย์ และเป็นตัวแทนของเผด็จการซ่อนรูป ทำให้พี่น้องเสื้อแดงต้องตามไปต่อต้านในทุกหนแห่ง ที่นายอภิสิทธิ์ (ตลอดจนรัฐมนตรีทุกผู้) อาจหาญไปปรากฏตัว......จนกว่าจะพินาศกันไปข้าง

อนิจจา....ประเทศไทย !

อย่าตะแบง

ที่มา ไทยรัฐ

เฮ้อ ว้าเหว่ กับ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขยังคลำเป้าไม่ถูกซะที เปรียบเทียบกับ การจัดการกับโรคซาส์ แล้วต่างกันเยอะ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือฝีมือของผู้ปฏิบัติ หรือทั้งสองอย่าง

การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวแท้ๆ รัฐบาลกลัวโน่นกลัวนี่ จนในที่สุดบานตะไท มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดในเอเชีย งานนี้ต้องโทษรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขไปเต็มๆ เพราะมาตรการป้องกัน จับจด มาตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคกระทั่งมีคนตายจนได้

ยังปราศจากความรับผิดชอบ

ที่น่าวิตกไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังถูกจับตา เป็นประเทศที่จะมีการแพร่เชื้อ ไปสู่ประเทศอื่นฉิบ เนื่องมาจากมีคนงานไทยเอาเชื้อไปแพร่ในต่างประเทศแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีนักท่องเที่ยวอ้างว่าติดโรคไปจากเรา

แน่นอนว่า การท่องเที่ยวทรุดแน่

มาตรฐานการป้องกันโรคดูจะมีจุดบกพร่องหลายอย่าง องค์การอนามัยโลก จะมองการทำงานด้านสาธารณสุขบ้านเราอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง แต่ที่นักลงทุน นักท่องเที่ยว เขามองคงไปไกลกว่า โรคไข้หวัด 2009 นั่นหมายถึงเรื่องของสุขอนามัยของประเทศไทยด้วย

ป่วยการที่จะไปปิดร้านเกม ปิดโรงเรียนกวดวิชา เพราะการแพร่ระบาดของโรคไปไกลกว่านั้นแล้ว ทุกสังคม ชนชั้นวรรณะ ทุกสาขาอาชีพ ทุกหย่อมหญ้า ติดไข้หวัดใหญ่ 2009 จนเป็นแฟชั่น

งานนี้ประชาชนคงต้องก้มหน้ารับกรรมไปตามระเบียบ

พฤติกรรมสะเปะสะปะไม่ยอมรับความจริงของรัฐบาลชุดนี้ ผมไม่รู้ว่า สังคมยังให้อภัยอยู่ได้อย่างไร ถ้าเป็นชุดอื่นอ่วมอรทัยไปตั้งแต่ยกแรกแล้ว ดูอย่างกรณีของ รมว.ต่างประเทศ คุณกษิต ภิรมย์ นั่นปะไร จำนนด้วยคำพูด กฎเหล็กและจริยธรรม ยังเฉยๆ

คำว่าข้อหาก่อการร้าย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่มาเถียงแค่ว่า ยังเป็นแค่หมายเรียก คดียังไม่ถึงที่สุด เป็นการยึดสนามบินโดยเป็นไปตามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ต้องลาออก อะไรทำนองนี้

ลองไปเปิดกฎหมายว่าด้วยกฎการบินพลเรือนสากลดู

นี่ถ้าการยึดสนามบินครั้งนั้นมีการบาดเจ็บล้มตาย คงได้เห็นอะไรดีๆกว่านี้ และคงได้หายนะกันไปแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงแกล้งเฉไฉไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่ชาวโลก เขาก็ถือเป็นเรื่องใหญ่จนทุกวันนี้ ยังเล่าลือถึงวีรกรรมการปิดสนามบินในประเทศไทยไม่รู้จบ

ด้วยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเวลานี้ ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทนตะแบงไปทำไม ยิ่งตะแบง ก็ยิ่งจะทำให้ปัญหาของประเทศบานปลายไปเรื่อยๆ เอาแค่เรื่องความแตกแยกของคนไทย ยังร้าวลึก

แม้แต่ในพรรครัฐบาลเองยังแตก.

หมัดเหล็ก

แค่สักครึ่งของลูกเขี้ยว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18702

โดยตัวเลขชวนขนหัวลุก ถึงตอนที่เขียนต้นฉบับนี้ก็ยังไม่กล้าใส่ตัวเลขแน่นอน เพราะไม่ชัวร์ว่าจะต้องเปลี่ยนอีกหรือไม่ จากสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 มีคนตายรายวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หน่วยงานด้านการแพทย์คาดการณ์จำนวนผู้ป่วยพุ่งขึ้นหลักแสน

แนวโน้มมีสิทธิทะลุ 20 ล้านคน

สถานการณ์เข้าสู่ห้วงโกลาหล ลามเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง


แต่ก็อย่างที่เห็นๆ อาการเรื่อยๆมาเรียงๆ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ใส่หน้ากากอนามัยเดินสายตรวจเยี่ยมตามโรงพยาบาล เยี่ยมไข้คนที่ป่วยแล้วเป็นข่าวรายวัน ขณะที่นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข แบ่งทีมไปแจกหน้ากากอนามัยตามสำนักงานสื่อมวลชน

เน้นทำงานแบบการตลาด ประคองกระแส

แต่ไม่มีมาตรการฉุกเฉิน ที่จะกระตุกอารมณ์ความมั่นใจของสังคมได้


แม้แต่การสั่งปิดโรงเรียนที่มีข้อมูลว่า ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นเด็กที่ติดมาจากสถานศึกษา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยังใจเย็น แค่สั่งปิดโรงเรียนกวดวิชา และร้านเกมอินเตอร์เน็ต เป็นเวลา 15 วัน

แทนที่จะมุ่งสกัดที่จุดใหญ่ในภาพรวม แต่ไปไล่อุดตามจุดเล็กๆ

ยึกๆยักๆ กั๊กๆยังไงชอบกล


ก็เลยโดนสอนมวย ผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชาย้อนศรไล่จี้ให้รัฐบาลต้องมีมาตรการเข้มข้นในการรณรงค์ให้ประชาชนใส่หน้ากากอนามัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะนายกฯอภิสิทธิ์ ควรทำตัวเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตัวอย่างที่ดีในการใส่หน้ากากป้องกัน

เพื่อรีบตัดวงจรการระบาดแบบเร่งด่วน

ไม่ต้องกลัวว่า ภาพพจน์ประเทศจะเสียหาย ไม่ต้องเขินอายว่าสถานการณ์มันลามเร็วเกินกว่าที่รัฐบาลคุยว่าเอาอยู่

ดูแล้วช่างน่าว้าเหว่


เรื่องแค่นี้ยังส่ออาการบ้อท่า เงอะๆงะๆ สะท้อนให้เห็นว่า ทำงานไม่เป็นมันก็ยากที่จะห้ามไม่ให้ไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายพันธุ์เป็น "ไข้หวัดการเมือง" ลามติดรัฐบาลประชาธิปัตย์

อย่างที่นายวิทยาอาศัยลูกเก๋าชิงดักคอตีกันฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย อย่าลากโยงประเด็นไข้หวัดใหญ่โจมตีรัฐบาลเพื่อหวังผลทางการเมือง

แต่เรื่องของเรื่อง มันก็มีอะไรให้เปรียบเทียบ

ย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ก็เจอมหันตภัยฉุกเฉิน โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันหรือ "ซาร์ส" ที่อันตราย เฉียบพลัน

น่าสยองกว่าไข้หวัด 2009 หลายเท่า

แต่ทีมงานของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็งัดทั้งเทคนิคการตลาด และการทำงานแบบถึงลูกถึงคน คิดเร็ว ทำเร็ว กล้าตัดสินใจ

สยบได้ในห้วงเวลาที่จำกัด

เห็นได้ชัดว่า ประสิทธิภาพการทำงานต่างกันอย่างลิบลับกับยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ปล่อยให้ไข้หวัด 2009 ระบาดมาเป็นเดือนๆ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขเพิ่มขึ้นทุกวันในส่วนของผู้เสียชีวิต

นายกฯอภิสิทธิ์ก็ยังท่องคาถาปลุกใจ ไข้หวัด 2009 ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

เน้นประคองเศรษฐกิจ หนักไปทางการสยบข่าว ป้องกันการตื่นกลัว

แต่จริงๆ แนวโน้มก็อย่างที่เห็นกันว่า "เอาไม่อยู่"

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ลามไวเกินกว่ารัฐบาลที่ถนัดทำงานแบบระบบราชการอย่างพรรคประชาธิปัตย์จะคุมเกมได้

ที่สุดก็คงหนีไม่พ้น "ติดหวัดการเมือง"

เรื่องของเรื่อง ถ้าประชาธิปัตย์ทำงานเก่งได้สักครึ่งหนึ่งของลูกเขี้ยวทางการเมือง อย่างที่กำลังใช้นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เป็นตัว "ล่อเป้า"

ประคองเกมเอาตัวรอด

ทางหนึ่งก็เล่นบทอุ้ม "กษิต" ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป วัดใจกับแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่ตั้งท่าฟ้องกลับ เล่นงาน "อภิสิทธิ์" ฐานรู้เห็นเป็นใจให้ตำรวจตั้งข้อหาก่อการร้าย รุนแรงเกินไป

อีกทางหนึ่งก็อ้างโพลระบุให้นายกษิตไปลาออกหลังจัดประชุมอาเซียนที่ภูเก็ต ส่งสัญญาณโละล่วงหน้าเป็นนัย ดักคอม็อบเสื้อแดงที่กำลังเร่งเครื่องโห่ไล่ รมว.ต่างประเทศ

เกมแบบนี้ล่ะ ถนัดนัก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

บันทึก"ลับ"หน่วยข่าวรับมือสารพัด"ม็อบ"บุกรับ"มาร์ค" เตรียมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หวั่น2ฝ่ายปะทะกัน

ที่มา มติชนออนไลน์

" ... ในการชุมนุม ไม่ให้นำมวลชนไปชุมนุมบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ ควบคุมพื้นที่ไม่ให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใกล้กัน และถ้ามีเหตุปะทะกันรุนแรง จะมีชุดปราบจลาจลเคลื่อนที่เร็ว จากกองร้อย อส.เข้าระงับเหตุทันที ... "

หมายเหตุ : หน่วยงานด้านการข่าวและหน่วยงานด้านความมั่นคง ได้ประเมินสถานการณ์ด้านมวลชน พร้อมจัดทำรายงาน "ลับ"เกี่ยวกับการจัดตั้งมวลชนเตรียมเคลื่อนไหวที่ จ.บุรีรัมย์ และอาจมีผลต่อการปฏิบัติภารกิจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 11 กรกฎาคม ให้นายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องรับทราบ


----------------------------------


ประเมินสถานการณ์ความเคลื่อนไหวมวลชนใน จ.บุรีรัมย์ กรณีนายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติภารกิจ


จากการตรวจสอบข่าวสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในปัจจุบัน ปรากฏข่าวสารกลุ่มมวลชนที่จะเคลื่อนไหวกรณีนายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2552 ดังนี้


1.กลุ่มต่อต้านรัฐบาล
1.1 กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ อ.ปะคำ อ.นางรอง อ.หนองกี่ อ.โนนสุวรรณ และ อ.โนนดินแดง มีนายสุพร อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน), นายวุฒิพงษ์ เหลืองอุดมชัย, นายแสวง เพ็งศรี และนายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง เป็นแกนนำ มีมวลชนประมาณ 1,000 คน โดยกลุ่มดังกล่าวเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมและเปิดตัวในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2552 โดยจัดกิจกรรม "หัวใจรักประชาธิปไตย" ณ บริเวณศาลาประชาคมบ้านไทยเจริญ หมู่ 1 ต.ไทยเจริญ อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ และเปิดตัวนายสากล ศรีวันทา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งจะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งนี้ แกนนำได้เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ให้เข้าร่วมอุดมการณ์กับกลุ่มคนเสื้อแดง


1.2 กลุ่มมวลชนจากนอกพื้นที่ แบ่งเป็น
-กลุ่ม "ช้างแดงสุรินทร์" จากพื้นที่ อ.รัตนบุรี และ อ.โนนนารายณ์ จ.สุรินทร์ มีนายพรเทพ พูนศรีธนากูล และนายชาญชัย สิงห์นุช เป็นแกนนำ โดยมีอดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทยเดิมให้การสนับสนุน มีมวลชนประมาณ 300 คน ความเคลื่อนไหวสำคัญที่ผ่านมา เคยชุมนุมต่อต้านนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในการเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดอาคารเรียนเทศบาลท่าตูม อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2552


-กลุ่ม "หนองน้ำใสรักประชาธิปไตย" (เครือข่ายกลุ่ม นปช. จ.นครราชสีมา) นำโดยนายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ จะนำมวลชนประมาณ 20 คน ไปชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรี ที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ และ อ.ลำปลายมาศ พบอีกว่า จะมีการประสานงานไปยังกลุ่ม นปช.จากพื้นที่ จ.ชัยภูมิ จ.สุรินทร์ จ.ศรีสะเกษ จ.ยโสธร จ.อุดรธานี และ จ.ขอนแก่น และได้จัดเตรียมไข่ต้มไปแจกจ่ายสมาชิกเพื่อใช้รับประทานและข่มขู่นายกรัฐมนตรีด้วย


-กลุ่มคนเสื้อแดงเครือข่าย "ชมรมคนรักอุดร" นำโดยนายชวัญชัย สาราคำ (ไพรพนา) จากพื้นที่ จ.อุดรธานี ได้ประกาศจะเป็นแกนนำมวลชนเสื้อแดงไปต่อต้านนายกรัฐมนตรี จากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวล่าสุด พบว่า กำลังรอการตัดสินใจจากนายขวัญชัย ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ ว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไร และจะนำมวลชนเดินทางไปเคลื่อนไหวจำนวนเท่าใด


-กลุ่ม นปช.ร้อยเอ็ด (กลุ่มร้อยเอ็ด 24) นำโดยนายวรวิทย์ ตั้งกิจเจริญพงษ์ จะนำมวลชนจากเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด อ.เมืองร้อยเอ็ด อ.ธวัชบุรี จำนวนประมาณ 100 คน ไปชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ จ.บุรีรัมย์ โดยเตรียมรถโดยสารไม่ประจำทางไว้แล้ว 2 คัน


-กลุ่มคนเสื้อแดง จ.ศรีสะเกษ นำโดย นางดวงใจ จำปาพันธุ์ ผู้ใกล้ชิด ส.ส.ในพื้นที่ จะนำมวลชนจากพื้นที่ อ.ราษีไศล อ.เมืองศรีสะเกษ อ.วังหิน และ อ.ขุนหาญ จำนวนประมาณ 150 คน เดินทางไปชุมนุมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ จ.บุรีรัมย์ โดยเตรียมเช่ารถบัสปรับอากาศไว้แล้ว 2 คัน


2.กลุ่มที่จะยื่นหนังสือเรียกร้อง
2.1 กลุ่มเรียกร้องที่ทำกิน ประกอบด้วย กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ มีนายสมนึก ปัดชา และนายสุรินทร์ ท่าซ้าย เป็นแกนนำ มีมวลชนประมาณ 1,000 คน (กว่า 4,000) ครัวเรือน เคลื่อนไหวเรียกร้องขอให้ทางราชการนำพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อ.ดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 8 แปลง เนื้อที่ 8,415 ไร่ ที่หมดอายุการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ของบริษัทปลูกป่าเอกชนมาจัดสรรให้ราษฎรทำกิน


2.2 กลุ่มกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จ.บุรีรัมย์ / สภาเกษตรกรไทย ประมาณ 20 คน มีนางวาสนา ชาลี เป็นแกนนำ เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้สิน (ยังไม่กำหนดสถานที่)


2.3 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 5-10 คน มีนายอัครวัฒน์ กิติพงษ์ภากร เป็นแกนนำ เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหากรณีเพลี้ยทำลายมันสำปะหลัง และโครงการสนับสนุนไฟฟ้าในแปลงการเกษตร (ยังไม่กำหนดสถานที่)


2.4 กลุ่มปัญหาที่ทำกินในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) กลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ต้นน้ำลำนางรอง กลุ่มราษฎร ต.นางรอง ประมาณ 500 คน


2.5 กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดินทำกินภาคอีสาน จ.บุรีรัมย์ ประมาณ 120 คน มีนายวันชัย ชะอ้อนศรี และนายไพฑูรย์ สร้อยสด เป็นแกนนำ เรียกร้องให้ทางราชการออกโฉนดชุมชนในที่ดินบริษัทเอกชนที่หมดสัญญาสัมปทานปลูกป่าในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ และขอความเป็นธรรมกรณีถูกแจ้งความดำเนินคดีบุกรุกแผ้วถางป่าในเขตอนุรักษ์ฯ
อนึ่ง ประเมินว่า หากทางจังหวัดบุรีรัมย์มารับหนังสือหรือเจรจา คาดว่ากลุ่มเหล่านี้จะสลายการชุมนุม


---------------


มาตรการรับมือ ของฝ่ายปกครอง-ตำรวจ


1.จ.บุรีรัมย์ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนและตำรวจ ติดตามสถานการณ์ด้านการข่าวอย่างใกล้ชิด และจัดเตรียมกำลังพลเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ ประกอบด้วย กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์และสุรินทร์ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน กำลังทหาร รวมจำนวนประมาณ 3,000 นาย และมีกำลังจากสมาชิก อส. จำนวน 300 นาย สมาชิก อปพร.จ.บุรีรัมย์ จำนวน 50 นาย โดยจัดชุดเคลื่อนที่เร็วจากกองร้อย อส.จังหวัด และหน่วยพยาบาล หน่วยกู้ภัย จากโรงพยาบาล จ.บุรีรัมย์ คอยให้การช่วยเหลือในกรณีมีเหตุรุนแรง จะตั้งจุดตรวจจุดสกัดอย่างเข้มงวดทุกอำเภอ รวมกำลังปฏิบัติการในภารกิจทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 4,000 นาย


2.จ.บุรีรัมย์และ ส.ส.ในพื้นที่ ได้พยายามทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและกลุ่มมวลชนจัดตั้งของฝ่ายการเมืองแล้วว่า ในการชุมนุมไม่ให้นำมวลชนไปชุมนุมบริเวณใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันการปะทะกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ ควบคุมพื้นที่ไม่ให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใกล้กัน และถ้ามีเหตุปะทะกันรุนแรงจะมีชุดปราบจลาจลเคลื่อนที่เร็วจากกองร้อย อส.เข้าระงับเหตุทันที


3.กรณีกลุ่มมวลชนอื่นๆ เช่น กลุ่มที่ดินทำกิน ฯลฯ จะไปยื่นหนังสือข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีนั้น จังหวัดได้ประสานให้ทุกพื้นที่ติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด หากพบความเคลื่อนไหวให้รายงานทันที จากนั้นจังหวัดจะส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาและรับหนังสือข้อเรียกร้องไว้ โดยจะไม่ให้นำไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีในวันที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจอย่างเด็ดขาด


4.การปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่และเป็นงานแรกสำหรับฝ่ายการเมืองที่เป็นเจ้าของพื้นที่ (นายเนวิน ชิดชอบ) ที่จะต้องต้อนรับและป้องกันไม่ให้มีเหตุชุมนุมต่อต้านรุนแรงใดๆ จึงได้กำหนดมาตรการควบคุมการชุมนุมอย่างเข้มงวด และ ส.ส.ในพื้นที่ได้ขอความร่วมมือทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงแล้ว จึงเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดชุมนุมต่อต้านรุนแรง

กรรม(เก่า)ที่"สนธิ"สลัดไม่หลุด...

ที่มา มติชนออนไลน์

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

อ่านพบข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่ง(10 กรกฎาคม 2552)ที่ระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งเลื่อนนัดสอบคำให้การจำเลย คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุรเดช มุขยางกูร น.ส.เสาวลักษณ์ ธีรานุจรรยงค์ และ น.ส.ยุพิน จันทนา อดีตกรรมการบริษัท แมเนเจอร์ มีเดียกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากนายสนธิ กับพวกซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ร่วมกันลงข้อความเท็จในเอกสารของบริษัทแมเนเจอร์ ฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2539-30 เมษายน 2540


เหตุที่ศาลสั่งเลื่อนคดีปเป็นวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เพราะนายสนธิมอบอำนาจให้ทนายความ ยื่นคำร้องขอเลื่อนนัดโดยอ้างว่า อยู่ระหว่างพักรักษาอาการบาดเจ็บจากการผ่าตัดบาดแผลถูกลอบยิงที่ศีรษะ


หลังอ่านจบทำให้ระลึกได้ว่า เมื่อ 10 ปีก่อนเคยติดตามข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งกลายเป็นชนัก(คดี)ติดหลังนายสนธิมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งอย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมอีกด้านหนึ่งของผู้ที่สถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำการต่อสู้กับระบอบทักษิณ


(นายสนธิอาจอ้างว่า ถูกเล่นงานในคดีนี้เป็นเนื่องจากถูกกลั่นแกล้งจากพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้น เพราะนายสนธิและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเสนอข่าวโจมตีนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างรุนแรง และสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำลังถูกสื่อมวลชนเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น)


คดีดังกล่าวเริ่มจากบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอนจิเนียริง จำกัด(มหาชน)หรือไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท เดอะ เอ็มกรุ๊ป(มีนายสนธิ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร-บริษัทแม่ของไออีซี)ซึ่งกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย 1,198 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2539 แต่ทางไออีซีไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ


อย่างไรก็ตาม นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ตุลการศาลรัฐธรรมนูญ(ในขณะนั้น)และเป็นประธานกรรมการไออีซีในช่วงที่มีการค้ำประกันเงินกู้ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการไออีซีไม่เคยอนุมัติให้ค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ป แต่ผู้บริหารระดับสูงรายหนึ่งของไออีซีปลอมมติคณะกรรมการ


ขณะที่นายสุรเดช มุขยางกูร กรรมการผู้อำนวยการไออีซียอมรับกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)ว่า ไออีซีค้ำประกันเงินกู้ให้เดอะ เอ็มกรุ๊ปจริง(คอลัมน์เดินหน้าชน , มติชนรายวัน25 กันยายน 2542)


ต่อมาในเดือนธันวาคม 2542 สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษนายสุรเดช ต่อพนักงานสอบสวนโดยกล่าวหาว่า ปลอมหรือยินยอมให้มีการปลอมสำเนารายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทไออีซีเพื่อลวงให้ธนาคารกรุงไทยหลงเชื่อว่า คณะกรรมการบริษัทไออีซีมีมติให้ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ในนามบริษัท ไออีซี เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 312 ระหว่างโทษจำคุก 5-10 ปี และยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานปลอมแผลงเอกสารด้วย


สำนักงาน ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม จนกลางเดือนตุลาคม 2543 (พ.ต.ท.ทักษิณเริ่มถูกเปิดโปงเรื่องซุกหุ้น กันายน 2543) จึงได้กล่าวโทษ นายสนธิ นายสุรเดช นางสาวเสาวลักษณ์ และนางสาวยุพิน อดีตกรรมการบริษัท ร่วมกันปลอมเอกสารในการทำสัญญาร่วมค้ำประกันการกู้จำนวน 1,073 ล้านบาทให้แก่บริษัท เดอะ เอ็ม กรุ๊ปจากธนาคารกรุงไทยโดยคณะกรรมการบริษัทแมเนเจอร์ มิได้รับทราบและมิได้มีการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงินของบริษัทแมเนอร์เจอร์ฯ


การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 307, 311 312 ซึ่งแต่ละกระทง ระวางโทษจำคุก 5-10 ปีและยังมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268


หลังสำนักงาน ก.ล.ต.กล่าวโทษในครั้งนั้นแล้ว เรื่องราวของนายสนธิและบริษัท เดอะเอ็มกรุ๊ปในคดีนี้ก็เงียบหายไป จนนึกว่า นายสนธิหลุดจากคดีดังกล่าวแล้ว เพราะเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีต้นปี 2544 เป็นยุคที่นายสนธิกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่ง


แต่เมื่อมาอ่านข่าวพบว่า ศาลอาญาเลื่อนนัดสอบปากคำจำเลยซึ่งก็คือนายสนธิในคดีนี้ ทำให้รู้ว่า นายสนธิกำลังเผิชิญกรรม(เก่า)ที่ตนเองก่อไว้เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว


คดีนี้จะมีผลกระทบต่อสถานะของ(ว่าที่)หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ ต้องคอยดูกันต่อไป

"เชาวริน"เผย"แม้ว"เตรียมรับสัมปทานลอตเตอรี่ใน"ลาว-ฟิจิ"คุยใช้พาสปอร์ต 6 ประเทศเดินทางทั่วโลก

ที่มา มติชนออนไลน์

ส.ส.พท.เผย"แม้ว"ใช้หนังสือเดินทาง 6 ประเทศเดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ บินฟิจิไปรับสัมปทานลอตเตอรี่ และกำลังเจรจากับนักธุรกิจจีนร่วมลงทุนในลาวด้วย

ทักษิณเตรียมทำล็อตโต้ฟิจิ-เล็ง"ลาว"ต่อ

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลไล่ล่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า รัฐบาลควรเอาเวลาไปทำอย่างอื่น เช่น การเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และอย่าเสียเวลาไล่จับ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณสละความเป็นพลเมืองไทยชั่วคราว การเดินทางเข้าออกประเทศต่างๆ มีการใช้หนังสือเดินทางของ 6 ประเทศ

ทั้งนี้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปที่ประเทศฟิจิ ก็เพราะไปรับสัมปทานลอตเตอรี่หรือล็อตโต้ และในอนาคตอันใกล้ก็จะมาที่ลาว เพราะตอนนี้กำลังเจรจากับนักธุรกิจจีนเพื่อร่วมทุนทำล็อตโต้ที่ลาว


"แม้ว"ปฏิเสธทุ่ม8พันล้านแลกขอลี้ภัย


นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาปฏิเสธรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ ดิ ออสเตรเลียน ที่ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณเจรจากับนายกรัฐมนตรีฟิจิและหัวหน้าคณะรัฐประหารฟิจิ พร้อมกับเตรียมนำเงิน 300 ล้านเหรียญหรือ 8,000 ล้านบาท ไปลงทุนที่นั่นแลกกับการขอลี้ภัยภายใต้เงื่อนไขต้องไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศว่า พ.ต.ท.ทักษิณฝากชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง การไปพบนายกรัฐมนตรีฟิจิ เป็นเพียงการเข้าพบเพื่อขอข้อมูลในการลงทุนโครงการเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 8,000 ล้านบาท ไม่ได้เป็นการเจรจาเพื่อขอลี้ภัยกับนายกรัฐมนตรีฟิจิ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าไม่มีความคิดที่จะลี้ภัยทางการเมือง เพราะที่ผ่านเมื่อครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ประเทศอังกฤษและเคยยื่นเรื่องขอลี้ภัยที่อังกฤษก็ได้ตัดสินใจขอถอนการขอลี้ภัย


"เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 กรกฎาคม ผมได้โทรศัพท์คุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านกลับมาพักอยู่เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) แล้ว ไม่ได้ไปอยู่ประเทศตองกา หรือเร่ร่อนต่างประเทศแถบแปซิฟิกตามที่เป็นข่าว การเดินทางที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณไปพบปะผู้นำประเทศและเก็บข้อมูลการลงทุนเท่านั้น"


หยันรัฐบาลต่างชาติเมินช่วยล่าตัว


นายนพดลกล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลและสื่อต่างประเทศระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณใช้ชื่อปลอมในการทางเข้าประเทศต่างๆ นั้น ขอยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นบุคคลที่รู้จักกันทั่วโลกไปที่ไหนก็มีคนขอลายเซ็น จึงขอฝากไปยังรัฐบาลว่าควรจะเอาเวลาปล่อยข่าว ไปแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประเทศจะดีกว่า


ผู้สื่อข่าวถาม พ.ต.ท.ทักษิณประเมินหรือไม่ว่ารัฐบาลอาจประสานไปยังยูเออีอีกครั้งในการจับกุมตัวมาดำเนินคดี นายนพดลกล่าวว่า คิดว่ารัฐบาลไทยมีความพยายามที่จะใช้ช่องทางต่างๆ ในการล่าตัว แต่ที่ผ่านมาหลายๆ ประเทศเข้าใจในสถานการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณและไม่ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลไทย เพราะรัฐบาลไทยให้ข้อมูลเท็จและเวลาที่ทางการประเทศต่างๆ ขอข้อมูลเพิ่มเติมไม่สามารถให้ได้ ล่าสุด ทราบข่าวมาว่ารัฐบาลไทยใช้วิธีการเจรจาระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ในการขอนำตัวอดีตนายกฯกลับประเทศ เพราะไม่สามารถดำเนินผ่านสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนและไม่สามารถขอความร่วมมือจากตำรวจสากล ในการจับกุมตัวส่งกลับประเทศไทยได้

คดีตัวอย่าง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นอกจากเรื่องหวัด 2009 ที่ระบาดอย่างหนักในบ้านเราโดยไม่มีท่าทีจะจำกัดวงได้ในเวลาอันสั้น เรื่องราวของ "นาย กษิต ภิรมย์" รมว.ต่างประเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งกระแสหลักใน ขณะนี้

เป็นที่รู้กันว่านายกษิตถูกออกหมายจับในคดีก่อการร้าย เพราะมีส่วนร่วมในม็อบพันธมิตรบุกยึด สนามบินสุวรรณภูมิ

ไม่ว่านายกษิต หรือเหล่าพันธมิตร ทั้งหลาย จะออกมาตั้งข้อสังเกตหรือวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจในเชิงลบ เพื่อแก้เกี้ยวอย่างไรก็ตาม

ต้องยอมรับประการหนึ่งว่าการยึดสนามบินสุวรรณภูมิเกิดขึ้นจริงๆ

ภาพม็อบเสื้อเหลืองถือมีด-ไม้บุกเข้าไปอาละวาดในอาคารผู้โดยสาร การตั้งด่าน ขึงรั้วลวดหนามปิดกั้นถนนทางเข้าสนามบิน เป็นหลักฐานที่เห็นกันอยู่ทนโท่

ผู้บริหารสนามบินไม่ว่าจะสุวรรณภูมิ หรือที่ไหนในโลกเจอสถานการณ์แบบนี้หากไม่สั่งปิดสนามบินก็ใจเย็นเกินคน

หากตำรวจไม่ดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย จะให้จับคดีกีดขวางการจราจรหรืออย่างไร!?

การดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายไม่เพียงเพราะทำผิดตามกฎหมายไทยเท่านั้น แต่เกือบทุกสนามบินในโลกมีกฎหมายการบินระหว่างประเทศเป็นเกราะคุ้มกันอีกชั้นหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ การดำเนินคดีก่อการร้าย ยังถือเป็น การปรามกลุ่มคนหรือม็อบสีอะไรก็แล้วแต่ ที่อาจจะบุกยึดสนามบินซ้ำอีกหากไม่พอใจในปัญหาทางการเมือง หรือเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองในเรื่องอื่นๆ

การดำเนินคดีกับพันธมิตร ในข้อหาก่อการร้าย ยังจะเป็นบรรทัดฐานถึงเหตุการณ์ในอนาคตอีกด้วย เพราะคดีนี้ต้องสู้ถึงศาลฎีกาแน่นอน

กระบวนการตามกฎหมายตั้งแต่ตำรวจ-อัยการ และศาล โดยเฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา

คำพิพากษานี้จะถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง

ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็จะเป็นบทเรียนหรือกรณีตัวอย่างให้ม็อบรุ่นหลังๆ คิดถึงผลได้ผลเสียว่า หากจะยึดสนามบินระดับชาติเช่นสุวรรณภูมิ โดยใช้วิธีการเดียวกับม็อบพันธมิตรฯ เพื่อต่อรองเงื่อนไขที่ตัวเองต้องการ คุ้มค่ากับการเสี่ยงหรือไม่

รวมทั้งรอลุ้นว่าเมื่อถูกดำเนินคดีแล้วจะถูกลงโทษขนาดไหน หรือจะรอดพ้นจากความผิดทั้งปวง

แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ได้ใจขึ้นมานิดๆ ว่าการมีส่วนร่วมยึดสนามบินไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด

เพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันแสดงให้เห็นแล้วว่า คนที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ยึดสนามบิน หรือขึ้นเวทีโชว์ลีลาด่าผู้นำต่างชาติว่าเป็น"ไอ้กุ๊ย"

มีสิทธิ์ได้นั่งเก้าอี้"รัฐมนตรี" เช่นกัน!?