ที่มา Thai E-News
ติดตามรับฟังวิทยุทางอินเตอร์เน็ตได้ที่
-http://www.weloveudon.net/
-http://www.weloveudon.net/radio-station.php
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, July 13, 2009
ทักษิณสายตรงจากต่างแดนผ่านวิทยุคนรักอุดรเริ่มวันนี้10-11.00น.
หาเรื่องเพื่อนบ้าน : นโยบายอำมาตย์ไทย
ที่มา Thai E-News
โดย คุณ จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา เวบไซต์ konthaiuk
13 กรกฎาคม 2552
เกิดเป็นไทย เราก็รักเมืองไทยกันทุกคน แต่ความรักชาติ มักกลายเป็นบททดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ใครรักชาติยิ่งกว่าใคร และนำมาเบ่งทับกัน เพื่อหาคะแนนทางการเมือง อย่างนี้ไม่งามและแสดงท่าทีเสมือนเด็กทารก
อันตรายยิ่งกว่านั้น คือความกระเ*****้ยนกระหือรือ ที่จะแสดงความรักชาติ โดยหาเรื่องกับประเทศอื่น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านรอบตัว ซึ่งก็มีเพียงสี่คือ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกของอาเซียน และประเทศไทยก็เป็นประธานอาเซียนอยู่
กรณีตึงเครียดกับกัมพูชา เป็นตัวอย่างหนึ่งของอาการป่วยบางอย่างในเมืองไทย ไม่ได้ซ่านไปไกลขนาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่หรอกครับ แต่เป็นเชื้อโรคที่ติดเชื้อเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงของไทย ติดเชื้อเมื่อไหร่ จะเปิดฉากมีเรื่องกับเพื่อนบ้านทันที โดยเฉพาะเมื่อเข้าตาจนกับการเมืองในประเทศ
ใครมองเหตุการณ์ที่ปลายเหตุ ก็สะดุ้งตกใจทุกคน เพราะฝ่ายกัมพูชา ระดมกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากมาพร้อมอยู่ที่ชายแดน มีทั้งจรวดยิงเครื่องบินและรถถัง อาวุธประจำกาย ก็เปลี่ยนมาใช้แบบทันสมัย และมีลักษณะผสมผสานเทคโนโลยี
เห็นแล้วก็ต้องถามว่าความขัดแย้งขนาดไหนหรือ เพื่อนบ้านอาเซียน ๒ ประเทศ ที่นำโดยผู้นำที่มีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มประเทศหนึ่ง และผู้นำที่มีฐานะเป็นประธานอาเซียนอีกประเทศหนึ่ง จึงต้องเกิดภาวะใกล้สงครามระหว่างกันอย่างนี้
ไล่ดูแล้ว ก็น่าละอายสิ้นดี เพราะมิใช่เป็นเหตุที่ควรนับเป็นเหตุเลย ขนาดองค์การสหประชาชาติ ยังทำเฉยกับความขัดแย้งในชายแดนไทย-กัมพูชา จนบัดนี้ ในทำนองว่า เป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งที่ไร้วุฒิภาวะและไร้สาระ เกินกว่าที่องค์การโลกจะเข้ามาเกี่ยวข้อง
อย่าว่าแต่องค์การแม่เลยครับ องค์กรลูกที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ UNESCO ก็ยังสงวนท่าทีไว้เป็นอันมาก การขยับเวลาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่ไทยส่งคนไปวิ่งเต้นถึงสเปนนั้น ก็เป็นขั้นตอนธุรการธรรมดา เพื่อให้ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องจบลงเอง ไม่ต้องการจะข้องแวะด้วย
เรื่องนี้ ใครถือเป็นชัยชนะในเกมการทูต ก็คงถูกโลกเขาหัวเราะเยาะ
ถามง่ายๆ เลยก็ได้ว่า ถ้าราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นฝ่ายโกงไทย ในกรรมสิทธิ์เรื่องปราสาท เหตุใดเล่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงต้องกระเสือกกระสนไปเจรจาความกับเขาถึง ๒ ครั้ง ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากการเยือนของคุณอภิสิทธิ์เพียงชั่วช้างกระดิกหู ถึงจะอ้างว่า ครั้งที่สองไปในภารกิจเปิดถนนสายใหม่ และตีกอล์ฟที่เมืองเสียมราฐ เพื่อให้ดูดีก็เถิด
ทำไมรัฐบาลไม่ประกาศราชศักดิ์ให้มันดังก้องไปทั่วโลกว่า เขารุกรานเรา และเราก็จะตอบโต้อย่างอารยประเทศให้เขาอายไปข้างหนึ่งทีเดียว?
เหตุที่วิ่งล้อมหน้าล้อมหลังเขาอย่างไร้ศักดิ์ศรี เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า นี่คือเรื่องไม่มีมูล และกุกันขึ้นมา เพื่อเล่นการเมืองในประเทศไทยเท่านั้นใช่ไหมเล่า
ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เป็นเวรกรรมอย่างหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มักมีคนโยงไปเกี่ยวข้องกับการโกหกพกลม เมื่อได้ของโจรมาเป็นสมบัติ คือได้เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ จึงต้องก้มหน้าก้มตาแก้ไขปัญหาชนิดหายใจไม่ทั่วท้อง
จะไปเอาโทษพันธมิตรฯ ที่เป็นต้นเหตุอันแท้จริงก็ไม่ได้ เพราะเขารับคำสั่งมาจากคนที่เหนือกว่าขึ้นไป
จะไปลากคนที่อยู่เหนือพันธมิตรฯ มารับผิดชอบ ก็ทำไม่ได้ มิหนำซ้ำเมื่อทุกอย่างลุกลามใหญ่โตไปแล้ว เขาเหล่านั้นก็นั่งกันเฉย ถือว่ารัฐบาลมีหน้าที่แก้ แก้ไม่ได้จนถึงขั้นตกเก้าอี้ เขาก็จะหาพรรคใหม่และคนใหม่มาเป็นนายหน้าต่อไป จนกว่ารายนั้นจะตายคาที่ไปเหมือนกัน
ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาเที่ยวนี้ เป็นมรดกเลือดทางประวัติศาสตร์ในยุคก่อนเมืองไทยจะมีประชาธิปไตยนานนักหนา ผมไม่อยากย้อนหลังมากมายนัก แต่เผด็จการจอมพลสฤษฏิ์ ที่เชื่อมโยงกับระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง เหมือนผีกับโลงไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราสูญเสียปราสาทพระวิหารไปตั้งแต่ต้น
ฝ่ายเขาที่นำโดยเจ้านโรดมสีหนุ เล่นการเมืองระหว่างประเทศเก่งกว่า ในขณะที่ฝ่ายเรา งมโข่งอยู่ในบ้าน แถมนั่งสรรเสริญกันเองว่า เก่งกล้าสามารถ เพราะเหตุเช่นนี้มิใช่หรือ ที่ทำให้เราเสียเอกราชมาแล้วหลายครั้ง
ปราสาทพระวิหารสูญเสียไป เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ไม่ควรบิดเบือนประวัติศาสตร์ และแก้เกี้ยวในความผิดฉกรรจ์ของตัวเอง ด้วยการโทษฝ่ายประชาธิปไตยอย่างผิดๆ
จากความเจ็บลึกในครั้งนั้น ก็พยาบาทเขาตลอดมาใช่ไหมเล่า เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแรงในบ้านเขา สหรัฐฯ โดย CIA ใช้นายพลลอนนอลโค่นล้มบัลลังก์ของสีหนุ ยุติงานเลี้ยงรื่นเริงชนิดร้องเพลงโชว์อยู่พระองค์เดียวในยุคนั้น ๖๐ เพลงรวด
ลอนนอลต่อมา ถูกโค่นโดยเขมรแดงภายใต้พอลพต ผู้ทำให้กัมพูชากลายเป็น “ทุ่งสังหาร” อยู่สี่ปีเต็มๆ ประชาชนล้มตายไปอย่างทารุณถึง ๑ ใน ๓ ของประเทศ ก่อนจะเข้าสู่ยุคของเขมรสามฝ่าย ที่มีความชอบธรรมทางกฎหมายและระบอบ เฮง สัมริน-ฮุนเซ็น ที่เวียดนามสนับสนุน แย่งกันเป็นรัฐบาล จนมาลงตัวในระบอบประชาธิปไตยภายใต้สมเด็จฮุนเซ็นในขณะนี้
จำไม่ได้หรือว่า ฝ่ายไทยทำอะไรเขาไว้บ้าง ตามความแค้นเก่าแก่ตั้งแต่คราวสูญเสียปราสาทพระวิหาร?
เพราะตัวเองมองเวียดนามและฮุนเซ็นเป็นศัตรูหลัก วิ่งซุกปีกจีน เพื่อให้เขาไม่คิดโค่นตน ในที่สุดก็ต้องเข้าข้างเขมรแดง ที่คนเขมรเขาเกลียดและกลัว เพราะเขมรแดงแนบแน่นอยู่กับจีน คอยเป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาลกรุงพนมเปญ โดยใช้กองทัพบกไทยเป็นผู้ปฏิบัติการที่สำคัญใช่ไหม
การหาเรื่องกัมพูชาในวันนี้ มาจากความอาฆาตคุมแค้นเรื่องปราสาทพระวิหาร การแอบสนับสนุนเขมรแดงให้ทำลายเสถียรภาพของบ้านเมืองเขาจนแทบกระอักเลือด มาจนถึงการเขมือบดินแดนที่เป็นตะเข็บรอยต่ออย่างเงียบๆ ยาวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
จนเมื่อรัฐบาลเขาดีกับคนของเขา คือเขมรแดงแล้ว เรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องอ้อยเข้าปากช้าง เพราะทหารใหญ่ๆ ฝ่ายไทย ตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา ต่างก็มีผลประโยชน์กับการค้าชายแดนไปจนถึงอัญมณี (ในอดีต) และป่าไม้จนคายไม่ไหวใช่ไหม
ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง มักหาวีรบุรุษหรือวีรสตรีไม่พบ
ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จึงไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ และประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นความรู้สึกนึกคิด และผลประโยชน์ของฝ่ายอำมาตย์เมืองไทยล้วนๆ
ไม่ต้องถามทางเมียนมาร์ ลาว และมาเลเซียหรอกครับ เขาอยู่ในวงจรอุบาทว์เดียวกันนี้แหละ เพียงแต่หวยออกที่กัมพูชาก่อนเที่ยวนี้ เพราะ “เขา” เชื่อว่า รัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบัน ให้การสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยของไทย ก็เลยงัดบัญชีเก่าขึ้นมาชำระก่อนเท่านั้นเอง
นี่คือฝันร้ายของผู้ปฏิบัติการอย่างสุเทพ ประวิตร อนุพงศ์ ฯลฯ ต่างวิ่งวุ่นคอย “เช็ดอุจจาระ” ที่เขาถ่ายทิ้งไว้ให้ เพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาลให้ได้ยาวนานที่สุด ขนาดวิ่งไปวิงวอนครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไม่ให้เขาเอาจริงก็ยังยอมทำ
การหาเรื่องเพื่อนบ้าน เพื่อแสดงบารมีและความเหนือกว่า และการตักตวงผลประโยชน์จนลืมว่า เขาก็เป็นคนเหมือนกัน จึงเป็นอาการอันประจำ และโดยประวัติศาสตร์ของอำมาตยาธิปไตยไทย
แสลงอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณอาเซียน (ASEAN Spirit).
หน่วยอาสากู้ชีพคนเสื้อแดง (RSR) เตรียมความพร้อม : รับอาสาสมัคร บริจาคยา-เวชภัณฑ์-เงิน
ที่มา Thai E-News
โดย คุณอ้วนแดง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
13 กรกฎาคม 2552
สองสา่มวันนี้หน่วย RSR (Red Shirt Rescue) หรือ หน่วยอาสากู้ชีพคนเสื้อแดง ได้ประชุม
กับคุณหมอหลายๆ ท่าน รวมถึงอบรมพยาบาล ให้เรามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย
ถ้าท่านใดที่มีวัตถุประสงค์ที่จะบริจาคเป็นเงิน ก็ส่งมาที่ปชป.มั่นใจได้ ส.ส.อีสานเพิ่มหลังนายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์
ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 12 ก.ค.-“อิสสระ” มั่นใจ ปชป.คว้าเก้าอี้ ส.ส.อีสานเพิ่มขึ้น ยันส่งคนสมัครไม่ต้องคุยภูมิใจไทย เชื่อ “สุทัศน์” ไม่ขัดแย้ง หลังไม่ไปรับนายกฯ ที่บุรีรัมย์
นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีกระแสคนอีสานไม่ต้อนรับคนในรัฐบาลชุดนี้ แต่จากการที่นายกรัฐมนตรี ไปจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว แสดงว่ากระแสดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีประชาชนมาต้อนรับเป็นหมื่นคน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาล และจะทำให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำไปได้ไปถึงประชาชนแล้ว และกำลังจะมีโครงการต่างๆ ลงไปอีกจำนวนมาก และนอกจากกระแสของรัฐบาลจะดีแล้ว กระแสของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานก็ดีขึ้น ไม่ได้เป็นเหมือนกับที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี บอกว่าคนอีสานไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นข้อมูลเก่า
นายอิสสระ กล่าวว่า มั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ส.ส.ในภาคอีสานเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ย่อมจะมีโครงการต่างๆ ทำเพื่อคนอีสานมากขึ้น แต่ยอมรับว่ามีปัญหาที่ผู้สมัครไม่โดดเด่น ซึ่งก็ต้องเตรียมหาผู้สมัครเพื่อลงพื้นที่เผยแพร่นโยบายของพรรค เมื่อถามว่าการส่งคนลงสมัครต้องคุยกับพรรคภูมิใจไทยก่อนหรือไม่ นายอิสสระ กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องคุย เพราะไม่เกี่ยวอะไรกัน พรรคการเมืองมีหน้าที่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง หากพรรคภูมิใจไทยจะส่งคนก็เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่าขุนพลอีสานในพรรคประชาธิปัตย์มีความแตกแยกกันหรือไม่ เพราะนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วนของพรรค ไม่ได้มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายอิสสระ กล่าวว่า นายสุทัศน์ติดภารกิจไปประเทศลาว ไม่น่ามีความขัดแย้ง แต่ตนก็ไม่ได้เจอกับนายสุทัศน์ มานานแล้ว.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-07-12 17:03:10
"มาร์ค"ซัดมีพวกจ้องขวางรบ.ทำงาน หวังเปลี่ยนขั้ว พอใจไปบุรีรัมย์ ปชป.หนุนลงพท.อีสานสัปดาห์ละครั้ง
ที่มา มติชนออนไลน์
นายกฯซัดมีคนบางกลุ่มจ้องขวางรัฐบาลทำงาน หวังการเมืองเปลี่ยนขั้ว พอใจลงพื้นที่บุรีรัมย์ ส.ส.ปชป.ยุ"มาร์ค"ลงพื้นที่สัปดาห์ต่อครั้ง ส.ส.อุบลฯ คุยได้ใจคนอีสานเพิ่ม รับส่วนหนึ่งมาจาก"เนวิน" ประธานวิป รบ. ปลุกพรรคร่วมลุยยุทธศาสตร์ "รวมกันเราอยู่" ด้านเสื้อแดงเย้ย"เล่นลิเกการเมือง" แดงนครปฐมตามป่วนนายกฯ
"อภิสิทธิ์"ซัดกลุ่มขวางรบ.ทำงาน
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขยายฐานสมาชิกพรรค ปชป. ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ปชป. เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก โดยกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสบริหารประเทศมา 6 เดือนเศษ บางคนลืมไปแล้วว่าเราเริ่มต้นมาจากภาวะที่บ้านเมืองสับสนยุ่งเหยิงมาก ตอนนั้นประเทศไม่มีทางออก เกิดปัญหารุมเล้าด้านเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกติดลบ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551 มีปัญหาเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย แต่เมื่อเราเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาล ก็พยายามทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังไม่สำเร็จลุล่วง เพราะมีคนบางกลุ่มยืนยันเคลื่อนไหวต่อไป โดยมีเป้าหมายขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำงานได้ โดยเฉพาะการจัดงานสำคัญ เช่น การประชุมอาเชียน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเป้าหมายที่ตัวอดีตนายกรัฐมนตรี
"จากปัญหาดังกล่าวจึงยังไม่สามารถทำให้ประเทศเกิดความเรียบร้อยทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ได้ ทั้งที่เหตุการณ์พัทยา และเหตุการณ์ช่วงเดือนเมษายน แต่รัฐบาลพยายามใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ทำให้เกิดความเรียบร้อย โดยไม่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมได้ชี้แจงกับต่างประเทศ โดยยืนยันว่ายึดนโยบายนี้ในการแก้ไขปัญหา" นายกฯกล่าว
"ดักคอ" กลัวรบ.ลงไปชี้แจงปชช.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 16 กรกฎาคม คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาตั้งขึ้นจะรายงานให้ทราบว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการหาทางออกให้ประเทศทางหนึ่ง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงไม่พอใจ บางกลุ่มบอกว่ามาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่วิธีการเรียกร้องกลับไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การขัดขวางการลงพื้นที่ ตรงนี้ต่างประเทศเข้าใจดี แต่คนกลุ่มนี้พยายามทำให้เห็นว่าต้องการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่ากลัวรัฐบาลลงไปชี้แจงต่อประชาชน เพราะถ้าไม่กลัวจะขัดขวางทำไม
"ผมยืนยันว่าจะเดินทางไปทุกพื้นที่ จากภาคอีสาน ก็จะไปภาคเหนือ ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ ที่มีประชาชนมาตอนรับนับหมื่นคน ได้มีการพูดคุยทักทาย ปราศรัยใกล้ชิดตามสมควร โดยไม่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น ทุกอย่างเรียบร้อยดี และทุกๆ ที่ที่ผมจะลงไปก็ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกัน" นายกฯกล่าว
เชื่อไม่ใช่จัดตั้งบุรีรัมย์ต้อนรับ
"เรื่องความสมานฉันท์ ในพรรคต้องมีความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นกันก่อน ถ้าทำให้เกิดขึ้นในพรรคไม่ได้ แล้วจะไปทำให้ภาคนอกสมานฉันท์ได้อย่างไร" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การทำงานของสาขาพรรค โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ก็ต้องเตรียมให้พร้อม เพราะมีตารางการเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วน ส.ส.สาขาพรรคก็ต้องช่วยกันดูแลให้ ส.ส.ของท่านให้ลงพื้นที่ให้มากที่สุด เพราะในระบบรัฐสภาการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ จึงอยากให้สาขาพรรคศึกษากฎหมายและระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เข้าใจ บางที่อาจดูยุ่งยากบ้าง แต่ก็ต้องยอม ขอให้อย่าเบื่อและต้องมีความอดทน เพราะเรื่องของกฎหมายไม่มีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่น เมื่อพรรคจัดกิจกรรมก็ต้องมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายแสดงต่อ กกต.
ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า โดยรวมก็พึงพอใจที่ได้ไปติดตามงานในส่วนของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งประชาชนมีความตื่นตัวที่จะให้งานเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อถามว่ากระแสตอบรับเป็นกระแสจัดตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คนที่ได้เดินทางไปจะเห็นเองว่าปฏิกิริยาของคนทั่วไปเป็นอย่างไร
ชี้ปัญหาแหล่งน้ำอีสานเรื่องใหญ่
นายอภิสิทธิ์กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ตอนหนึ่งถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า การไปครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเหมือนที่มีการวิเคราะห์กัน เพราะบอกกับ ครม.แล้วว่า ประเทศไทยกำลังลงทุนครั้งใหญ่ จะปรับปรุงทั้งเรื่องถนน แหล่งน้ำ โรงเรียน สถานีอนามัย ฯลฯ จึงต้องการลงไปดูพื้นที่เพื่อทำสิ่งเหล่านี้ มีคนพูดว่าทำไมไม่ไปลงพื้นที่ที่เป็นพรรคร่วมบ้าง จึงเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่เลว เมื่อเจอนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่รัฐสภา จึงบอกว่าจะไปดูโครงการไทยเข้มแข็งในพื้นที่ ซึ่งนายโสภณก็เสนอให้ไป จ.บุรีรัมย์ ความจริงตนอยากจะไปทั่วประเทศอยู่แล้ว
"ความต้องการของอีสาน เรื่องแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าผันน้ำมาจากเพื่อนบ้าน ทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำโขงต้องใช้เงินเป็นแสนล้านบาท และยังไม่ทราบว่าจะมีปัญหากฎเกณฑ์ระหว่างประเทศหรือไม่ จริงๆ แล้วน้ำตามธรรมชาติในภาคอีสานก็มีไม่ใช่น้อย เพียงแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องถนน สถานีอนามัย และโรงเรียนก็เหมือนกันทั่วประเทศ" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า โครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น จะต้องแก้ปัญหาเรื่องความยากจน อาจจะมีบางมาตรการ เช่น มีเงินทุนให้กู้ยืมไปล้างหนี้ หรือเรื่องการแทรกแซงราคาพืชผล ต้องทำให้เป็นระบบมากขึ้น
ปชป.หนุนลงพื้นที่สัปดาห์ครั้ง
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง และกรรมการบริหารพรรค ปชป. แถลงว่า การลงพื้นที่ของนายกฯที่ จ.บุรีรัมย์ ถือว่าประสบความสำเร็จ และพรรคเห็นว่านายกฯควรลงพื้นที่แบบนี้อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง หรือถ้าอาทิตย์ละครั้งได้ก็จะยิ่งดี และสนับสนุนให้ลงพื้นที่ด้วยเกณฑ์สภาพปัญหาด้วย เช่น ที่สระบุรีที่มีทั้งคนหนุนและต้านการสร้างโรงกำจัดขยะ หรือที่มาบตาพุด มีเรื่องคุณภาพชีวิต เพื่อไปเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง จะได้ประโยชน์มากไปตรวจสอบว่าฝ่ายปฏิบัติทำตามนโยบายรัฐบาลได้แค่ไหน และประชาชนจะให้ข้อมูลเชิงลึกกับนายกฯได้ ไม่ใช่ได้แต่ข้อมูลปั้นแต่ง
นายสาธิตกล่าวว่า นอกจากนี้ คนที่ไม่ชอบนายกฯ อาจเกิดขึ้นเพราะได้ข้อมูลด้านเดียว การที่นายกฯลงพื้นที่จะทำให้ประชาชนได้สัมผัส ใกล้ชิด เข้าใจความจริงใจของนายกฯในการแก้ปัญหามากขึ้น สามารถลดความขัดแย้งของประชาชนได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง และชาวอีสาน ที่จะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้นว่าทำอะไร อย่างไรบ้าง
ส.ส.อุบลฯโวนายกฯได้ใจชาวบ้าน
นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรค ปชป. กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ของนายกฯว่า ได้คุยกับเพื่อน ส.ส.อีสานของพรรค และประเมินว่าประสบความสำเร็จอย่างดี จากเดิมที่คิดว่าพื้นที่นี้เป็นของนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเคยอยู่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยลงพื้นที่นี้และได้รับความชื่นชอบมาก แต่เมื่อดูจากแววตาของประชาชนที่มาต้อนรับจะเห็นว่าชาวบ้านรักนายกฯจริงๆ ทำให้เชื่อว่า พื้นที่อื่นๆ ในอีสาน หากนายกฯลงพื้นที่จะได้ใจประชาชนไม่ต่างจากที่ จ.บุรีรัมย์
นายศุภชัยกล่าวว่า ต่อไป 5 ยุทธศาสตร์เรื่อง การศึกษา แหล่งน้ำ โรงพยาบาล ถนนไร้ฝุ่น และฟื้นฟูวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสำคัญ นายกฯคงต้องลงพื้นที่ไปบอกชาวอีสานและพื้นที่อื่นๆ ว่าจะเกิดตรงไหน อย่างไรบ้าง ถ้านายกฯลงมาติดตามด้วยตัวเอง มั่นใจว่าจะได้ใจประชาชนเพิ่มขึ้นอีก
รับส่วนหนึ่งสำเร็จเพราะ"เนวิน"
"ต้องยอมรับด้วยว่าเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นายกฯประสบความสำเร็จในการลงพื้นที่ คือนายเนวิน และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่บริหารจัดการหลายอย่างให้เรียบร้อย จุดนี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้นายกฯลุยพื้นที่อีสานได้" นายศุภชัยกล่าว
เมื่อถามว่า การจัดการดังกล่าวอาจทำให้ประเมินความสำเร็จของนายกฯคลาดเคลื่อนได้ นายศุภชัยกล่าวว่า แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่สำเร็จเป็นเพราะการจัดการ แต่อีกส่วนจะเห็นว่ารถนายกฯวิ่งผ่านจะมีพ่อแม่ และเด็กๆ วิ่งออกมาโบกมือต้อนรับ ตรงนี้เป็นธรรมชาติ บริหารจัดการยาก เป็นความผูกพันที่ไม่ธรรมดา และ ส.ส.สัมผัสได้ ทั้งนี้ 2 กลุ่มที่พิเศษมากคือ กลุ่มนักเรียน ซึ่งนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทำให้ได้ใจ และเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ ที่ให้ผู้สูงอายุออกมากอดต้อนรับนายกฯ
เตือนเสื้อแดงขวางระวังไม่มีที่ยืน
เมื่อถามว่า แต่ยังมีบางกลุ่มออกมาขับไล่นายกฯ นายศุภชัยกล่าวว่า ลองคิด 2 ทางว่าคนหนึ่งเอาผลงาน ความเจริญไปให้ กับอีกฝ่ายมาไล่ ก็เหมือนการขัดขวาง กระแสจะตีกลับ ทำให้พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงไม่มีที่ยืนในภาคอีสาน และจะเจ็บเอง ขอฟันธง เพราะกลุ่มที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบมีมากกว่า
นายศุภชัยกล่าวว่า ส่วนนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรค ปชป. ที่ไม่ได้ไปลงพื้นที่ด้วยนั้น ทราบว่าไปประเทศลาวเพื่อร่วมงาน 100 ปีชาตกาล เจ้าสุภานุวงศ์ อดีตประธานประเทศลาว ซึ่งกอบกู้อิสรภาพของประเทศลาวจากประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหรัฐอเมริกา
ปธ.วิปรบ.ปลุกรวมกันเราอยู่
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ของนายกฯว่า เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ในการ "รวมกันเราอยู่ กอบกู้เศรษฐกิจ ใกล้ชิดประชาชน" โดยประชาชนให้การขานรับเป็นอย่างดี รัฐบาลจึงควรเดินหน้าทำยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงในนามพรรคร่วมรัฐบาล ให้คิดว่าทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก จะทำให้ประชาชนขานรับเช่นเดียวกับที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์นี้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องประเมินกันเป็นระยะๆ และต้องร่วมกันทำงานให้เป็นจริง จะทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหา ส่วนกลุ่มอื่นที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องแยกให้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ทำงานเพื่อประชาชน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะโฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรค ปชป.แถลงว่า ที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ส่งสัญญาณสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นั้น ตนคาดหมายอยู่แล้วว่าถึงอย่างไรคนในตระกูลชินวัตรก็จะได้เป็นหัวหน้าพรรค พท. หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มาเป็นหัวหน้าพรรค พท. ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่จะลงสนามการเมืองเต็มตัว อย่ามาลับๆ ล่อๆ "ณัฐวุฒิ"ซัด"มาร์ค"ลิเกการเมือง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่า ที่นายอภิสิทธิ์เดินทางลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์นั้น เป็นภาพลิเกการเมือง เพื่อสมประโยชน์กันของฝ่ายการเมืองสองกลุ่ม คือพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยไม่ได้มีประโยชนกับประชาชนคนบุรีรัมย์อย่างแท้จริง จากการลงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เห็นภาพทางการเมืองที่ว่าสามารถลงพื้นที่ภาคอีสานได้ ขณะที่นายเนวินอยากกอบกู้ศักดิศรี ซึ่งบอบช้ำจากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนครและ จ.ศรีสะเกษ
"วันนี้คุณอภิสิทธิ์เล่นบทพระเอกแล้วลอยตัวจากทุกปัญหา ไม่เคยลงมารับผิดชอบปัญหาใดๆ ด้วยตัวเอง แม้แต่เรื่องเดียว ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาประชาชนไม่เคยสัมผัสว่านายกฯลงมือทำงานเลย ที่นายกฯจะไปภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วต้องมีเจ้าหน้าที่ 5 พันนายอารักขา และมีงบฯมหาศาลเทลงไปเพื่อให้นายอภิสิทธิ์เล่นบทเป็นพระเอก โดยเดินทางไปกลับในวันเดียวนั้น ความจริงคนเสื้อแดงในแต่ละจังหวัดอยากจะแสดงออกว่าไม่ต้อนรับก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้คงต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเคลื่อนไหวให้มากขึ้น"นายณัฐวุฒิกล่าว
เสื้อแดงนครปฐมโผล่ไล่ "มาร์ค"
เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์เดินทางไปคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม เพื่อทำพิธีเปิดโรงงานต้นแบบนำร่องทดลองผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ณ อาคารปฏิบัติการควบคุมและประเมินคุณภาพทางเภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หลังนายอภิสิทธิ์ตรวจห้องปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว ได้สวมหน้ากากอนามัยเดินพบกับประชาชน เพื่อเป็นตัวอย่างในการรณรงค์การสวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชนด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ทำพิธีเปิดนั้น มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 20 คน พร้อมป้ายผ้าข้อความว่า "คนนครปฐม ไม่ต้อนรับรัฐบาลโจรก่อการร้าย" มาชุมนุมบริเวณหน้าคณะเภสัชศาสตร์ โดยมีตำรวจคอยดูแลความปลอดภัยรอบบริเวณ นอกจากนี้นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) มาร่วมพิธีเปิดงานนี้ด้วย
จากนั้น เวลา 15.15 น. นายอภิสิทธิ์ไปร่วมพิธีปิดงาน World Saxophone Congress ครั้งที่ 15 ณ อาคารภูมิพลสังคีต วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และร่วมชมการแสดงดนตรีด้วย โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 20 คน ถือธงแดงช้างเผือก พร้อมตีนตบหน้าอาคารภูมิพลสังคีต โดยมีตำรวจดูแลความปลอดภัย ระหว่างที่นายกฯจะเดินทางกลับ กลุ่มเสื้อแดงพยายามปิดล้อมประตูทางออก ตำรวจต้องนำกำลังไปเคลียร์พื้นที่กันกลุ่มผู้ชุมนุมออกไป เพื่อเปิดทางขบวนของนายกฯ
พท.ซัด"มาร์ค"คุ้มกันเข้มลงบุรีรัมย์ประจานตัวเอง เหลวแก้แตกแยก "เสื้อแดง"โวยรบ.อันธพาลเป็นนักเลงโต
ที่มา มติชนออนไลน์
โฆษกพท.ซัดนายกฯ ใช้กำลังคุ้มกันเข้มลงพื้นที่บุรีรัมย์โอเวอร์ ซ้ำมีเสื้อน้ำเงินคุ้มกันเท่ากับเป็นการประจานตัวเอง มองล้มเหลว สะท้อนความแตกแยก อัดให้ตร.-ทหารดูแลปชช.ดีกว่า "เสื้อแดง"โวยรบ. อันธพาล นักเลงโต สกัดไม่ให้เดินทางไปบุรีรัมย์
พท.ซัด"มาร์ค"คุ้มกันเข้มลงบุรีรัมย์ประจานตัวเอง เหลวแก้แตกแยก
ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 12 ก.ค. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า การลงพื้นที่ของนายกฯ ไทย ที่ต้องใส่เสื้อเกราะอ่อน มีกำลังรักษาความปลอดภัยที่เป็นตำรวจ ทหาร และพลเรือน เสื้อน้ำเงินเสื้อขาวกว่า 5,000 คน นั่งรถกันกระสุน และที่สำคัญมีเฮลิคอปเตอร์ คอยบินคุ้มกันมีการบล็อกมวลชนเสื้อแดง ไม่ให้มาประท้วงต่อต้านรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลจะบอกว่าประสบความสำเร็จ แต่ประชาชน และพรรคเพื่อไทย มองว่า เป็นความล้มเหลว และการที่มีการรักษาความปลอดภัยมากขนาดนี้ถือเป็นการประจานตัวเอง เพราะการลงพื้นที่ครั้งนี้ใช้กำลังมากการคุ้มครองกว่า นายกรัฐมนตรีคนใดในประวัติศาสตร์ และใช้งบประมาณมากที่สุด ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขวิกฤติความแตกแยกของรัฐบาลตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมานั้นคือความล้มเหลวอย่างมโหฬาร “พรรคเพื่อไทยขอร้องว่านายอภิสิทธิ์ว่า การลงพื้นที่ครั้งต่อไป ที่ จ.เชียงใหม่ จ.ลำพูน จ.อุบลราชธานี หากใช้กำลังขนาดนี้ ควรให้ตำรวจทหารดูแลประชาชนมากกว่าจะต้องมาดูแลนายกฯ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก” นายพร้อมพงศ์ กล่าว
เสื้อแดงโวยรบ.เป็นนักเลง สกัดไม่ให้เดินทางไปบุรีรัมย์ นางมยุรี เศวตาศัย แกนนำชมรมคนเสื้อแดงอยุธยา กล่าวะเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่า รัฐบาลกลัวเสื้อแดงเกินเหตุ และยังใช้วิธีอันธพาลนักเลงโตมาสกัดกั้นเสื้อแดงไม่ให้เดินทางไปยัง จ.บุรีรัมย์ อีก ภาพที่ปรากฏตามสื่อต่าง ๆ เห็นชัดเจน เสื้อน้ำเงินลูกน้องเจ้าถิ่นเมืองบุรีรัมย์ นักเลงชัด ๆ มีทั้งไม้และอาวุธ มาแสดงอำนาจเหนือกฎหมายปิดถนน ที่สำคัญมากับตำรวจและเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทำอย่างกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปร ฉันจะทำอะไรก็ได้ บ้านเมืองเป็นของฉัน ที่สำคัญตำรวจก็ ปล่อยให้คนเสื้อน้ำเงินมาปิดถนนก็ไม่ยอมทำอะไรเลย แบบนี้ก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่าใครที่ทำตัวเหนือกฎหมายบ้านเมือง ทุกอย่างภาพมันฟ้องชัด ๆ สำหรับตนเองถูกตามประกบแบบกดดันหนัก คุกคาม และถูกเฝ้าถึงหน้าบ้านหลายวันก่อนที่จะมีกำหนดเดินทางไป จ.บุรีรัมย์แล้ว แต่บอกตามตรง พวกเสื้อแดงนั้นก็เป็นเพียงคนที่ต้องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเท่านั้น ก็เหมือนสมัยที่พรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลและมีเสื้อเหลืองมาประท้วง ช่วงนั้นเสื้อเหลืองก็ประท้วงได้เต็มที่ เพราะรัฐบาลโดยพรรคพลังประชนทำในกรอบกฎหมายเมื่อประชาชนประท้วงก็คือประท้วง แต่พอรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล กลับปิดกั้นแนวทางการแสดงออกทางการเมืองของเสื้อแดง เท่ากับว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลเผด็จการ นิยมความรุนแรงในการปกครองประเทศ และหากเป็นอย่างนี้ต่อไปจะเรียกว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร หากประชาชนไม่สามารถทำกิจกรรมแสดงออกความคิดทางการเมืองได้
ลืมข้อ 10
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
![]() |
ทิ้งช่วงไปวันสองวัน นายกฯ มาร์ค ถึงจะออกมาปกป้องว่านายกษิตไม่จำเป็นต้องลาออก
ให้เหตุผลอยู่ 2 ข้อ
ข้อแรกนั้นระบุว่าการถูกตำรวจออกหมายเรียกคดีก่อการร้าย ไม่เข้าข่ายกฎเหล็ก 9 ข้อที่ตีกรอบครม.ไว้ตั้งแต่แรก
ส่วนอีกข้อนายกฯ มาร์คก็ให้เหตุผลว่า
"การให้นายกษิตลาออกจากตำแหน่งในขณะนี้ถือว่าหนักเกินไป เพราะยังเป็นเพียงหมายเรียก มองว่านาย กษิตยังไม่จำเป็นต้องลาออก ซึ่งนายกษิตจะออกก็ต่อเมื่อทำให้งานเสียหาย แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเสียหาย"
หากตีความในคำให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ประโยค นี้ มี 2 ประเด็น คือ
1.การต้องคดีก่อการร้ายของนายกษิตเป็นเพียงแค่ "หมายเรียก" แสดงว่ากระบวนการยุติธรรมยังไม่ถึงที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
2.การต้องคดีก่อการร้ายของนายกษิตยังไม่มีอะไรเสียหาย ยังไม่กระทบต่องาน
ความเห็นของนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้คงจะฟังดูสมเหตุสมผลหากนายกษิตเป็นเพียงคนธรรมดา หรือเป็นแค่แกนนำม็อบพันธมิตรฯ เท่านั้น ไม่ใช่รมว.ต่างประเทศ
คนที่มีฐานะเป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศในเวทีโลก กลับตกเป็นผู้ต้องหาก่อการร้าย ยึดสนามบินนานาชาติเสียเอง
ต้องไม่ลืมว่าความโกลาหลจากเหตุการณ์ม็อบพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมืองในเวลานั้น นอกจากเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากในสายตาคนไทยด้วยกันแล้ว
ในสายตานานาชาติยิ่งรับไม่ได้ เสียงประณามกระหึ่ม ทั้งโลก
ไม่รวมคำวิพากษ์วิจารณ์วาทะ "อาหารดี ดนตรีเพราะ" หรือ "ไอ้กุ๊ย"
ฉะนั้นแค่ตำรวจออก "หมายเรียก" ก็ถือว่าย่ำแย่แล้ว
รมว.ต่างประเทศโดนข้อหาก่อการร้าย
มีที่ไหนในโลก?
ลองนึกถึงการประชุมรมต.ต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ตระหว่าง วันที่ 10-24 ก.ค. ซึ่งนายกษิตในฐานะรมว.ต่างประเทศของไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ขณะที่มีชนักติดหลังคดีก่อ การร้าย
ภาพพจน์ของรัฐบาลไทยจะเป็นอย่างไรในสายตาเพื่อน บ้าน หรือสายตานานาชาติ
ทั้งหมดนี้จะโทษใครคงไม่ได้ นายกฯ มาร์ค ต้องโทษตัวเองดันเลือกนายกษิตมาเป็นรมว.ต่างประเทศ
ต้องโทษตัวเองด้วยว่าทำไมไม่ตั้งกฎเหล็กข้อที่ 10
ห้ามแต่งตั้งคนที่ยึดสนามบินเป็นรัฐมนตรี
หมดปัญญา
ที่มา ไทยรัฐ
วิกฤติไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ทำให้รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ต้องสอบตกอีกหนึ่งวิชาเพราะประเทศไทยครองแชมป์ผู้เสียชีวิตมากที่สุด ติดเชื้อมากที่สุด และแพร่ ระบาดมากที่สุดในเอเชีย!
ตัวเลขล่าสุด (ตอนเขียนต้นฉบับ) มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 16 ราย
ที่ยังป่วยหนักอาการโคม่าอีก 5 ราย
มีผู้ติดเชื้อที่ตรวจพบอย่างเป็นทางการสามพันสองร้อยคน
คาดว่าจำนวนผู้รับการแพร่เชื้อไวรัสไข้ หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอชวันเอ็นวัน) จะเพิ่ม สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประเด็นที่ "แม่ลูกจันทร์" วิตกมากที่สุดคือ รัฐบาลยังไม่มีมาตรการยุติการแพร่ ระบาดที่ได้ผลจริงๆ
ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ได้โดยตรง
ยังไม่มียาขนานใดที่สามารถรักษาโรคนี้ ได้ในปัจจุบัน
แม้แต่การใส่หน้ากากป้องกันก็ยืนยัน ไม่ได้ว่าสามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์!!
หมายความว่าไง?...ก็หมายความว่าคนป่วยโรคหวัดใหญ่ 2009 มีโอกาสตายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที
ข้อสำคัญ เชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้เป็นการผสมไตรภาคี ระหว่างไวรัสไข้หวัดหมู ไวรัส ไข้หวัดนก และไวรัสไข้หวัดคน
กลายเป็นเชื้อไวรัสตัวใหม่ที่ดุกว่าเก่า 3 เท่าตัว!!
การที่ประเทศไทยครองแชมป์ผู้ (ติดเชื้อ) เสียชีวิตสูงสุดในเอเชีย คือข้อพิสูจน์ความรุนแรง ของโรคนี้ว่าน่ากลัวเพียงใด
แต่ถ้ามองอีกมุม การที่ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด ย่อมแสดงว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคระบาดของไทยแย่ที่สุดในเอเชีย
คือเมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถ ป้องกันได้ และไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ จนกลายเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง
ผู้ที่ต้องรับผิดชอบความล้มเหลวโดยตรง ก็คือรัฐบาล
ต้นเหตุเพราะรัฐบาลที่ประเมินสถานการณ์ ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต่ำกว่า ความเป็นจริง!!
แทนที่จะวางมาตรการป้องกันการแพร่ ระบาด "ระดับเข้มข้นสูงสุด" ตั้งแต่การระบาด เริ่มต้นใหม่ๆก็ไม่ทำ
ปล่อยจนการแพร่ระบาดบานปลาย
เลิกโปรแกรมทัวร์
ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ รัฐบาลพยายามจะ แสดงว่าสถานการณ์ระบาดยังไม่ร้ายแรง??
แถมส่งสัญญาณว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ไม่ใช่โรคอันตราย ถ้าพักผ่อนให้พอเพียง ก็จะหายป่วยได้เอง
การส่งสัญญาณผิดพลาดของรัฐบาลทำ ให้ประชาชนเกิดความประมาท ไม่ระมัดระวัง ในการป้องกันตัวเอง
กว่าจะรู้เอาไม่อยู่ก็สายเกินเพล!!
เพราะขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้แพร่ เกินขีดที่จะควบคุม
เชื้อไวรัสได้แผ่กระจายไปทั่วบ้านทั่วเมือง
กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งยอมรับความจริง ว่าหยุดการระบาดไม่อยู่ และจำนวนคนป่วยจะ ต้องเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่องในช่วง 2 เดือนจากนี้ไป
เฉลี่ยคนที่รับเชื้อ 1 คน จะแพร่กระจายเชื้อไปติดคนอื่นไม่ต่ำกว่า 2 คน
แต่ในที่ชุมชนโอกาสแพร่เชื้อย่อมสูงขึ้น อีกหลายเท่าตัว
ผลคือประเทศไทยจะต้องเผชิญกับไวรัสหวัดมรณะต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 2 ปี
และคาดว่าจะมีผู้ป่วยเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 600 ราย
อนึ่ง จุดอ่อนอีกประเด็นคือ ข้อมูลการแพร่ระบาดไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะ "กลุ่มเสี่ยง" ที่จะติดโรคก็ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน
สรุปว่า การรับมือโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ครั้งนี้มีปัญหามากมาย
"แม่ลูกจันทร์" ไม่อยากซ้ำเติมรัฐบาล
แต่บอกตรงๆว่ารัฐบาลมือไม่ถึงจริงๆ.
แม่ลูกจันทร์
บุรีรัมย์โมเดล
ที่มา ไทยรัฐ
การลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่ามกลางการอารักขาอย่างหนาแน่น และผ่านพ้นการต่อต้านของคนเสื้อแดงไปได้ ใช่ว่าจะเป็นการประกาศความสำเร็จในการลงพื้นที่ อีสานเป็นครั้งแรกของนายกฯอภิสิทธิ์เสียเลยทีเดียว แต่น่าจะเป็น ความสำเร็จของ คุณเนวิน ชิดชอบ และ คุณโสภณ ซารัมย์ หลัง พ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมใน จ.ศรีสะเกษ และ สกลนคร ด้วย
เพราะถ้างานนี้เป็นการจัดกระบวนทัพโดยพรรคประชาธิปัตย์ เองล้วนๆจะไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ถ้าจะไปคุยเอาหน้า เอาตาทางการเมือง หรือคุยถึงเรื่องความสง่างามไม่สง่างามก็เป็น อีกเรื่อง
แต่ก็ยังพิสูจน์ความเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศไม่ได้ อยู่ดี
ไม่เชื่อลองไปจังหวัดฐานเสื้อแดงดู ก็จะเห็นภาพที่ปรากฏออกมาแตกต่างกว่าวันนี้เยอะ ซึ่งอันที่จริงแล้ว ในสายตาของประชาชนทั้งประเทศก็อยากเห็น นายกฯของประเทศไทย ไปไหน มาไหนมีคนต้อนรับยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งนั้น ไม่ใช่มีคนเดินจับมือล้อมหน้าล้อมหลังเป็นไข่ในหิน
สมมติถ้าคุณอภิสิทธิ์ได้รับการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเสียงข้าง มากตั้งแต่ต้นก็คงไม่ต้อง มาเอาแพ้เอาชนะกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง อย่างนี้ ไปไหนก็สะดวกโยธิน ไม่เชื่อก็ลองยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ดูก็ได้
ผมอยากให้จับตาการเมืองหลังจากนี้ไปให้ดี ทั้งบนเวทีและใต้เวที วิกฤติการเมืองจะถลำลึกไปอีกก้าวหนึ่ง องค์กร สถาบัน มวลชน ประชาชนก็จะร้าวลึกจนเหลือโอกาสที่จะกลับมาสมานฉันท์ ได้น้อยเต็มที
ต้องย้ำอีกทีว่าวิธีการเอาชนะกันทางการเมือง โดยอาศัยพี่เลี้ยง หรือชกใต้เข็มขัด ไม่ได้อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย จะเป็นการนำความหายนะมาสู่ประเทศและประชาชน
เข้าสู่กลียุค
ก่อนจบพอดีมีจดหมายจากสมาชิกตั้งคำถามที่น่าสนใจประจำสัปดาห์นี้มา 2 เรื่อง ถามว่า การปล่อยให้หวยใต้ดินอาละวาด หรือปล่อยให้สลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา ใคร ได้ประโยชน์บ้าง
เจ้ามือหวยใต้ดินใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯเป็นเจ้าของร้านทองใช่หรือไม่ และนักการเมืองในบางจังหวัด พรรคการเมืองบางพรรค ได้รับการสนับสนุนจากเจ้ามือหวยใต้ดินจริงเท็จประการใด
เรื่องที่สอง วิทยาลัยที่ จ.ภูเก็ต มีความไม่ชอบมาพากลเนื่องจากนโยบายเรียนฟรีของรัฐบาล อาจารย์เป็นผู้รับเงินไว้ให้ ร้านค้า ต่อจากนั้นร้านค้าจึงจะนำชุดนักเรียนมาให้ ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหนด้วยซ้ำ ตำราเรียนประกาศซื้อกันเป็นครั้งที่ 2 ยังไม่ เรียบร้อย นักเรียนไม่มีหนังสือเรียน เดือดร้อนกันไปหมด
ขอให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาช่วยลงไปตรวจสอบด่วน เพราะถ้า นโยบายเรียนฟรีแต่ทำให้เกิดข้อกังขา คุณภาพการเรียนการสอนลดลง
เสียเงินสบายใจกว่าเยอะ.
หมัดเหล็ก
จักรภพโฟนอินปลุกเร้าแกนนำเสื้อแดงสู้อำมาตย์
ที่มา ไทยรัฐ
จักรภพ เพ็ญแข
ชี้หมดเวลาร้องขอความเป็นธรรมชี้คนไทยต้องมีศักดิ์ศรีอย่ายอมถูกกดหัว ดันตั้งสภาองค์กรสร้างสรรค์ประชาธิปไตยสร้างเครือข่ายต่อสู้ระบอบอำมาตย์ ขณะที่ยังมีม็อบเสื้อดินสายไล่กษิตรายวัน..
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 ก.ค.) ที่บริเวณหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ถนนเศรษฐศิริ ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งอ้างตัวว่าเป็นกลุ่มเสื้องแดงต้านกษิต ได้นำพวงหรีดมาประท้วงและยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านทาง นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อขอเร่งดำเนินการปลดนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ออกจากตำแหน่งโดยเร็ว ก่อนที่ประชาชนจะออกมาขับไล่มากกว่านี้ เนื่องจาก นายกษิต เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกในข้อหา เป็นผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งถือเป็นการเสียเกียรติภูมิและหน้าตาของประเทศ เพราะคนที่เป็นรัฐมนตรี ต้องสง่างาม ไร้มลทิน มีจริยธรรม คุณธรรมสูงกว่าบุคคลทั่วไป
วันเดียวกัน ที่มูลนิธิบ้านเลขที่ 111 ได้มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงระดับจังหวัดทั่วประเทศเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการสภาองค์กรสร้างสรรค์ประชาธิปไตย (ส.ส.ป.) โดยที่นายจักรภพ เพ็ญแข หนึ่งในแกนนำ นปช. ที่ยังหลบหนีคดีในต่างประเทศ ได้โทรศัพท์ทางการไกลเข้ามา เรียกร้องให้คนเสื้อแดงช่วยกันจัดตั้งและดำเนินการ ส.ส.ป.อย่างจริงจัง เพราะสถานการณ์ประชาธิปไตยในปัจจุบัน เต็มไปด้วยทุ่นระเบิดจากฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ทั้งที่อยู่ในรูปรัฐธรรมนูญ 2550 และในรูปพรรคการเมืองบางพรรค การต่อสู้กับฝ่ายอำมาตย์จะหวังเพียงแค่การเลือกตั้งไม่พอ
"เกิดเป็นคนไทยต้องมีศักดิ์ศรีไม่ใช่ให้ถูกกดหัวตลอดเวลา นี่เป็นเวลาของการขับเคี่ยวเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายอำมาตย์กับฝ่ายประชาธิปไตย ช่วงเวลาของการขอร้องรอคอยความเมตตาหมดไปนานแล้ว ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าต้องการจะใช้ความรุนแรง แต่แค่ต้องความเป็นธรรมเท่านั้น" นายจักรภพ กล่าว
แกนนำ นปช.รายนี้ กล่าวด้วยว่า อย่าหวังอัศวินม้าขาว เพราะเมืองไทยวันนี้ไม่มีอัศวินม้าขาว มีแต่อัศวินประชาชนที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ด้วยการขับเคลื่อน ส.ส.ป.ให้ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยแก่ประชาชนทั่วประเทศให้มากที่สุด แล้วต่อไปใครที่ถือตนว่าไม่ใช่ประชาชน จะกลายเป็นส่วนเกินของประชาธิปไตย


