WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 2, 2009

สื่อมา สื่อไป

ที่มา thaifreenews

อารมณ์เสื่อมศรัทธาเกิดได้เมื่อมีแรงกระตุ้น

โดย พระพยอม กัลยาโณ

ที่มา www.dailyworldtoday.com/columblank.php

ญาติโยมชาวพุทธจะเสื่อมศรัทธาต่อพระสงฆ์องค์เจ้ามีอยู่ด้วยกันไม่กี่อย่าง อย่างแรกพระรูปนั้นๆอาจทำอะไรผิดต่อความเป็นพระเอง อย่างที่สองเป็นเพราะญาติโยมเข้าใจหรือไม่เข้าใจการกระทำของพระบางรูปบางกลุ่มว่าเป็นสิ่งที่พระควรทำหรือไม่ โดยนำมาวิจารณ์อย่างขาดความรู้ โดยเฉพาะสื่อบางสื่อ

สังคมมองว่าความเสื่อมถอยที่เกิดขึ้นในหลายๆวงการตอนนี้มีมากมายเหลือเกิน วงการการเมืองเป็นวงการแรกที่ถูกมองว่าน่าเอือมระอามากที่สุด คนที่อยู่ในวงการการศึกษามีพฤติกรรมแปลกประหลาดแก้ไม่หาย อย่างการยกพวกตีกันของเด็กช่างกลมีสถิติออกมาว่าในช่วง 6 เดือนตีกันถึง 2,000 กว่าครั้ง

มาวันนี้จึงมองไม่ออกว่าสถาบันใด องค์กรใดมีความเชื่อมั่นศรัทธาเสื่อมใสเหลืออยู่ในสายตาชาวบ้านบ้าง แม้แต่ในวงการศาสนายังถูกมองว่าเสื่อม เพราะมีคนเอยปากออกมาว่า “วันๆเห็นมีแต่ข่าวพระกินเหล้า พระชกต่อยกับญาติโยม พระมั่วสีกา” ถึงจะเป็นแค่การกระทำของพระส่วนน้อย แต่ยอมรับว่าทำร้ายจิตใจชาวพุทธไม่น้อย บางครั้งศาสนาก็แปดเปื้อนเพราะคนไม่เข้าใจ หรือการป้ายสีใส่ไข่ได้เหมือนกัน อย่างเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมามีพระกลุ่มหนึ่งถูกนิมนต์ให้สวดทำบุญและทำพิธีหงายบาตรแก้กรรมให้กับอดีตนายกฯ พระเหล่านั้นก็ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามคือสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV ออกมาถล่มพระเหล่านั้นอย่างหนักว่ากระทำเรื่องงมงายให้ชาวบ้านสับสน

สิ่งที่เห็นอยู่ในเวลานี้ของวงการศาสนาที่เป็นที่พึ่งทางใจให้กับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายค่อนข้างงอนแง่นคลอนแคลนต่อความเชื่อมั่น เชื่อถือ และศรัทธา สถาบันต่างๆที่เคยให้การยอมรับนับถือ ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคยถูกยกให้เป็นปูชนีย์ เป็นที่พึ่งทางใจที่ชาวบ้านต่างเชื่อมั่นว่าท่านเป็นพระที่ดี ต่อมากลับด่ากันอย่างป่นปี้ ถ้าเป็นอย่างนี้น่าจะเกิดจากอะไร ถ้าจะให้วิเคราะห์น่าจะเกิดจาก

1.สื่อต่างๆกระพือความไม่ดีของคนในองค์กร สถาบันที่คนเชื่อมั่น เชื่อถือ และศรัทธา แม้แต่พระยังขึ้นหน้า 1 บ่อยๆ ที่คิดว่าจะเอาอะไรออกมาลากไส้ท่าน

จึงอยากจะบอกว่าไม่มียุคไหนที่สื่อสามารถลากไส้วงการพระได้เท่ากับสื่อในยุคนี้ เพราะมีทั้งแอบถ่ายพระทำไม่ดีจากที่นั่นที่นี่เอาไว้ มีทั้งคลิปวิดีโอ ภาพนิ่ง จนพระถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ยอมรับว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนรู้สึกง่อนแง่นต่อการศรัทธาพระ

2.พระยุคนี้เป็นพระที่ขาดความระมัดระวัง ไม่ระวังตัว คือไม่รักษาใจ ไม่รักษาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสัมผัสอะไร ฟังอะไร มักมีอาการเคลิบเคลิ้ม วูบวาบ หวั่นไหว ยินดียินร้ายอย่างง่ายดาย ทำให้จิตกระเจิงจนหลายรายต้องตกเป็นข่าว พระบางรูปไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆไม่ระวังว่าควรไปหรือไม่ บางที่ไม่ควรไปก็ไป บางรูปอยู่วัดแท้ๆก็ไม่ระวัง ยอมให้สีกาเข้าไปเพ่นพ่านในกุฏิ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่ควรให้เข้าไป หรือบางรายบอกเข้าไปทำความสะอาดก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะอันที่จริงเด็กผู้ชายน่าจะมีเยอะ โดยไม่จำเป็นต้องให้สีกาเข้าไป ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นถึงได้เชื่อมั่นตัวเองขนาดนั้น

พระพุทธเจ้ากล่าวไว้แล้วว่าอะไรเป็นศัตรูของพรหมจรรย์ “ไม่มีอะไรที่จะครอบงำจิตใจบุรุษได้เท่ากับรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสของสตรี” นอกจากสื่อที่ยั่วยวนแล้ว เราก็ยังไปชมหรือดูสื่อเหล่านั้น ทำให้สื่อมวลชนกลายเป็นเสี้ยมมวลชน เสี้ยมใจพระให้หมดอารมณ์จากความเป็นพระ ซึ่งก็เหมือนกับเด็กนักเรียนที่ไม่มีอารมณ์เรียน แต่มีอารมณ์อยากเป็นนักเลง อยากเก่ง อยากตี อยากฆ่าคนอื่นให้วายชีวากันไป สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่น่าอิดหนาระอาใจว่าเมื่อไรจะมีข่าวดีๆ ภาพดีๆให้เห็น

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาว่าพระอยู่สีนั้นสีนี้ โดยเฉพาะพระพยอมจะถูกระบุเป็นรายแรกๆ อาตมาแปลกใจว่าคนจากกรุงเทพฯหรือจังหวัดรอบๆกรุงเทพฯที่มากราบมาไหว้ มาเยี่ยมเยียนถึงบ้านซอโอ อ.พบพระ จ.ตาก มีหลายรายมากที่มากราบขอขมา นำดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมา บอกว่าเคยด่าอาตมาไว้เยอะว่า “ทำไมไม่ห่มจีวรแดงแล้วไปอยู่กับคนเสื้อแดงเสียให้รู้แล้วรู้รอด” ซึ่งตอนหลังก็บอกว่าเข้าใจและรู้ว่าท่านไม่ได้อยู่ข้างไหน และไม่ได้ไปเกาะแกะกับกลุ่มเสื้อแดง แม้แต่สถานีโทรทัศน์ช่องดีสเตชั่นซึ่งเป็นของคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ไปร่วมรายการกับเขา จึงเริ่มมองว่าเป็นพระที่ไม่ได้ฝักใฝ่กับกลุ่มไหน แต่เข้ากับทุกกลุ่ม ทุกสี ซึ่งคนที่เข้าใจก็ฟังจากที่อาตมาชี้แจงไปในสื่อ คือหนังสือ ซีดีที่บันทึกไว้เวลาเดินทางไปเทศน์ตามที่ต่างๆ

ยังดีที่มีคนเข้าใจ แต่ก็ยังมีคนระดับดอกเตอร์และพวกไม่กี่คนที่ทำรายการในช่อง ASTV ยังไม่เข้าใจ ยังด่าจนถึงทุกวันนี้ ล่าสุดกระแหนะกระแหนว่าวัดแก้วฟ้าที่เปิดให้พรรคพวกของอดีตนายกฯเข้าไปทำพิธีหงายบาตร พิธีแก้กรรม อีกหน่อยจะเป็นเหมือนวัดสวนแก้วที่ตอนนี้เป็นวัดร้างเพราะเปิดรับคนเสื้อแดง ขนาดพระพยอมยังต้องหนีไปอยู่จังหวัดตาก เป็นเรื่องจริงเสียที่ไหนล่ะ เพราะวัดสวนแก้วก็ยังมีพระเป็นสิบรูปจำพรรษาอยู่ และญาติโยมก็ยังมาทำบุญกันมากเหมือนเดิม

ขณะที่ อ.พบพระเป็นดินแดนที่มีคนเสื้อเหลืองอยู่กันมาก ก็ถือว่าเป็นเสื้อเหลืองที่น่ายกย่อง เพราะแยกแยะออก อาตมาไปบิณฑบาตเขาก็บอกว่าเป็นสีเหลือง แต่ไม่เกลียดพระพยอม ไม่ได้มองว่าใครไม่ได้อยู่ฝ่ายตัวก็ต้องถล่ม

เพราะฉะนั้นใครที่มีสื่ออยู่ในมือแล้วไม่ระวังว่าพูดไปแล้วเกิดบาปปากกับตัวเอง พูดไปแล้วทำให้ศาสนาเสื่อม คนขาดศรัทธาพระ ไม่รู้ชาติหน้าคนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

เจริญพร

จากการที่ ice angel ได้อ่านบทความนี้แล้วก็ได้หาข้อมูลเพิ่มเติมและได้พบว่า

มีเวปไซด์หนึ่งทำรูปภาพแบบนี้กับพระพอยม (ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง)

"ไม่รู้ชาติหน้าคนเหล่านี้จะเป็นอย่างไร" ?

http://www.boringdays.net/red-payom/

รวมทั้งพบคลิปวีดีโอที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เคยว่ากล่าว

ล่วงเกินพระพยอมด้วยเช่นกัน

www.thaifreenews.org/forum/index.php

แม้วเซอร์ไพรส์มาร์คซุ่มเบิร์ธเดย์ดำทั้งแผ่นดิน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวไทย
2 สิงหาคม 2552

ลูกพรรคแมงสาบเซอร์ไพรส์เล็กๆเป่าเค้กล่วงหน้ามาร์ค

ในช่วงค่ำเมื่อวานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานเปิดงานระดมทุนพรรค เขตคลองเตย ภายในงาน ส.ส. และสมาชิกพรรคยังทำเซอร์ไพรส์นายกรัฐมนตรี ด้วยการนำเค้กวันกิดมาให้นายกรัฐมนตรีเป่าฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 45 ปี ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ด้วย

แม้วทำบิ๊กเซอร์ไพรส์จ่อคิวโฟนอินเบิร์ธเดย์มาร์ค


นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 3 ส.ค.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะโฟนอินมายังรายการวิทยุชมรมคนรักอุดร ที่มีตนเป็นผู้ดำเนินรายการ เวลา 10.00-11.00 น. ซึ่งเป็นกิจกรรมตามปกติที่พ.ต.ท.ทักษิณรับปากจะโฟนอินเข้ามาพูดคุยกับประชาชนชาวไทย ซึ่งนอกจากพูดเรื่องปัญหาชาติบ้านเมืองแล้ว ในวันจันทร์ที่3ส.ค.นี้ยังจะพูดถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วย เนื่องจากวันดังกล่าวบังเอิญตรงกับวันคล้ายวันเกิด 45 ปีของนายอภิสิทธิ์พอดี

โพลล์ไทยอีนิวส์92%จัดให้ดำทั้งแผ่นดิน

ดวงตาเห็นดำ-คนเสื้อแดงถือเป็นจังหวะดีในระหว่างงานชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงเมื่อวันที่31ก.ค. นำเสื้อดำมาจำหน่ายเพื่อใส่ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทยที่มีรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ย่ำยีประเทศ ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ อันตรงกับวันคล้ายวันเกิด 45 ปีของนายอภิสิทธิ์

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสอบถามท่านผู้อ่านว่า 3สิงหาคมนี้ควรใส่เสื้อดำไว้ทุกข์หรือไม่? โดยนับถึงรุ่งเช้าวันที่ 2 สิงหาคมนี้ มีท่านผู้อ่านตอบแบบสอบถามจำนวน 1,777 ท่าน ตอบว่า ควรอย่างยิ่ง 1,650 ท่าน คิดเป็น92%ของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอบว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง 50 ท่าน คิดเป็น2%ของผู้ตอบแบบสอบถาม และเห็นว่าเฉยๆยังไงก็ได้ 77 ท่าน หรือ4%ของผู้ตอบแบบสอบถาม

ก่อนหน้านั้นแกนนำเสื้อแดงแถลงว่า มีมติให้เสื้อแดงและประชาชนไทยทั้งประเทศแต่งชุดดำไว้ทุกข์ให้กับประเทศไทยที่ตกอยู่ภายใต้รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ที่มีนายอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างขาดความชอบธรรม และเสื้อแดงจะยกระดับการชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธิ์ต่อไป หลังจากเรียกร้องให้ยุบสภาแล้วยังเพิกเฉย

Saturday, August 1, 2009

เพื่อไทยล่ารายชื่อ ถอดมาร์ค ล้วงลูกโผตำรวจ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_23486

พรรคเพื่อไทย เตรียมรวบรวมรายชื่อ ส.ส. 1 ใน 4 ยื่นประธานวุฒิสภา ถอดถอน นายกรัฐมนตรี สัปดาห์หน้า แทรกแซงโผตำรวจ โดยนำคดี "สนธิ" มามีเอี่ยว ...

เมื่อเวลาประมาณ 10.40 น. วันนี้ (1 ส.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวกรณีความขัดแย้งระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สืบเนื่องจากการสอบสวนคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีปมเงื่อนจากการที่นายกรัฐมนตรี และคนใกล้ชิดเข้าไปล้วงลูกจัดโผโยกย้ายตำรวจ ทั้งระดับนายพล และ โผตำรวจทั่วประเทศ มีความต้องการจัดสรรในสัดส่วน 70-30 วันนี้ เกิดการเล่นละครบนผลประโยชน์ทางการเมืองมากกกว่าผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน โดยนำคดีของนายสนธิ เข้ามาเกี่ยวข้อง นายอภิสิทธิ์ กำลังพยายามที่จะจัดวางกำลัง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และเพื่อการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่ ความจริงนายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปแทรกแซง กดดัน โผตำรวจที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตำรวจ (กตร.) มาแล้ว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยจะรวบรวมรายชื่อ ส.ส. 1 ใน 4 เพื่อยื่นให้ประธานวุฒิสภา ถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งตามมาตรา 271 ในสัปดาห์หน้า พร้อมกันนี้ พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ.พัชรวาท คำนึงถึงศักดิ์ศรีตำรวจไทย อย่ายอมให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง กดดันโผทั้งหมดของตำรวจ ขณะเดียวกันขอให้นายอภิสิทธิ์ และคนใกล้ชิด หยุดแทรกแซงกิจการของตำรวจ ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติมากกว่าพวกพ้องตัวเอง

ล่าสุด เมื่อเวลาประมาณ 11.50 น.​ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์​ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.​อัศวิน ขวัญเมือง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล

เติ้งแนะมาร์ค ถอยคดีสนธิ กระเทือนรัฐ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_23539

ประภัตร โพธสุธน - บรรหาร ศิลปอาชา

อดีตนายกฯบรรหาร แนะ "อภิสิทธิ์" ถอยคดี"สนธิ" ปล่อยให้ "สุเทพ" จัดการ ชี้กระเทือนรัฐ แนะนายกฯ อย่าเชื่อคนรอบข้างมาก ไม่วายป้อนลูกยอ ยังไม่เห็นใครเป็นนายกฯดีเท่า แถมให้คะแนนรบ.สอบผ่าน ...

นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าววันนี้ (1 ส.ค.) ถึงผลงาน 6 เดือนของรัฐบาล ว่า สอบผ่าน เพราะทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ แต่ผลสำเร็จที่ออกมาเป็นรูปธรรมยังมีน้อย แต่มีบางเรื่องที่ต้องติติง

"ไม่ว่าใครเป็นนายก รัฐมนตรีช่วงนี้ก็คงลำบาก เพราะมีวิกฤติหลายอย่างทั้งเศรษฐกิจตกต่ำ และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องปิดสนามบิน ไข้หวัด 2009 แต่เชื่อว่าต่อไปผลงานก็คงออกมาให้เห็น ผมยังเอาใจช่วยรัฐบาล เพราะไม่เห็นใครเป็นนายกรัฐมนตรีดีเท่านายอภิสิทธิ์ แต่ก็ต้องทำอะไรให้รอบคอบมากกว่านี้ คนข้าง ๆ สำคัญ เชื่อมากก็ไม่ดี" นายบรรหาร กล่าว

นายบรรหารกล่าวถึงความสับสน กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดไม่ตรงกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเรื่องการชะลอโผแต่งตั้งนายตำรวจ ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไปแล้ว ว่าเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีมาก ในส่วนของการชะลอโผปรับย้าย หากมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง จะทำให้นายกรัฐมนตรีต้องประสบกับภาวะลำบากได้

"ตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นตำแหน่งสำคัญ แต่ก็มีอาถรรพ์มักจะอยู่กันไม่ครบวาระ ส่วนตัวผมก็รู้จักทั้ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.อ.พัชรวาท ทั้งสองคนเป็นคนดี แต่สงสัยว่าเมื่อ พล.ต.อ.ธานีรายงานเรื่องคดีกับนายกฯ แล้ว ทำไมต้องรายงาน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย ทำไมอยู่ในกรมเดียวกันถึงพูดกันไม่รู้เรื่อง ถ้าให้ข้อมูลคนละทางปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน ข้อมูลต่าง ๆ ต้องชัดเจน ไปสัมภาษณ์ทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ต้องฟัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย ผมเองก็สับสน แต่ผมฝากว่าตอนนี้น้ำไม่กระเพื่อมแล้ว ตำรวจก็นิ่งแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจมีมาก ปัญหาไข้หวัด 2009 และเรื่องร้องเรียนก็มีมากมาย นายกฯ ควรเอาเวลามาแก้ปัญหาเหล่านี้ ส่วนคดีนายสนธิก็ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเขาทำไป" นายบรรหาร กล่าว

นาย บรรหาร กล่าวต่อว่า ที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ต้องการติติง แต่อยากให้ข้อสังเกตกับนายกรัฐมนตรี ว่าถ้าจะย้าย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือเปลี่ยนโผ อาจส่งผลกระทบให้เสียงของรัฐบาลตกต่ำลงได้ ควรมอบให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้ดำเนินการในฐานะรับผิดชอบเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีควรออกห่างมาเลย จะได้ไม่เสียทำอย่างนี้ดีไม่ดีจะขาดทุน ส่วนกระแสข่าวว่าต้องการปรับเปลี่ยนโผตำรวจเพื่อเป็นฐานอำนาจเตรียมรับการ เลือกตั้ง ก็ต้องระวังเพราะอาจถูกมองไปเช่นนั้นได้

"การเลือกตั้งจะ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หากมี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนใหม่ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ทุกเดือนตามความหมาะสม ไม่ต้องตามฤดูกาล เรื่องการปลด ย้าย ชะลอ อาจทำให้คนมองได้ว่าเป็นเรื่องต้องการเปลี่ยนแปลงโผนายตำรวจได้ ไม่ใช่เรื่องคดียิงนายสนธิ ถ้านายกฯ ทำอะไรไปรัฐบาลและนายกฯ จะเสีย อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ ผมไม่แน่ใจว่าคดีนายสนธิจะเชื่อมโยงไปถึงระดับใหญ่ ระดับสูงจริงหรือไม่ อาจแค่ระดับกลางหรือมีการสั่งการจากต่างประเทศตามที่มีข่าวก็ได้ จึงต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ ไม่รู้ว่าผมพูดแรงไปหรือเปล่า แต่อยากพูดเหมือนกับอาเตือนหลาน" นายบรรหาร กล่าว

ต่ออข้อถามว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับคดีนี้มาเกินไปหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่าไม่ทราบว่าให้ความสำคัญมากหรือไม่ แต่ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า ส่วนตัวมีความชอบพอกับนายสนธิ แม้ว่าจะเคยถูกนายสนธิกล่าวพาดพิงถึงก็ตามแต่ก็ไม่ถือสา และติดตามข่าวเอเอสทีวีทุกคืนทำให้รู้สึกเป็นห่วง เวลานายสนธิกล่าวโจมตีคนอื่นมากมาย เป็นห่วงอนาคตของสนธิว่าจะมีปัญหาเพราะศัตรูมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ เวลา 16.00 น. วันเดียวกันนี้ บริเวณโกดังเก็บข้าวของครอบครัวโพธสุธน อ.ศรีประจัน จ.สุพรรณบุรี จัดงานเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ครบ 60 ปีของนายประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตเลขาธิการพรรคชาติไทย ภายใต้ชื่อ "ไม่เคยลืมกัน" มีข้าราชการและประชาชนเข้ามอบกระเช้าดอกไม้ และกระเช้าผลไม้ รวมถึงของขวัญแสดงความยินดีจำนวนมาก ภายในงานได้จัดเก้าอี้ไว้รองรับประชาชน รวมถึงแจกรางวัลให้กับผู้ที่เข้าร่วมงาน เช่น โทรทัศน์ 21 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีการแสดงคอนเสิร์ตของวงคาราบาวด้วยเวลา 16.30 น. นายบรรหาร เดินทางมาเป็นประธานในงาน โดยได้แสดงความยินดี พร้อมกับกล่าวอวยพรนายประภัตร และถามติดตลกว่า "เมื่อไร จะแต่งงาน ปีนี้คงจะแต่งได้แล้วเพราะอายุ 60 ปีแล้ว"

พท.ปูดปฏิวัติเงียบ ดันสมคิด นั่งนายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_23553

ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

"ชัยสิทธิ์" ชี้ฎีกาเป็นเสียงประชาชนอย่าขวาง–ให้เป็นพระราชวินิจฉัยอย่าผูกขาดเชื่อคนกว่า 5 ล้าน ไม่มีใครหลอกได้ "สมชาย" ปูดข่าว ปฏิวัติเงียบ วางตัว "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" นั่งนายกฯ แม้ติดโทษ เว้นวรรค ...

พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีต ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ญาติผู้พี่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ สัมภาษณ์ผ่านรายการ "ลับ ลวง พราง" ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 100.5 วันนี้ (1 ส.ค.) กรณี กลุ่มเสื้อแดง ระบุว่า มีประชาชนกว่า 5 ล้านรายชื่อลงชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นเสียงของประชาชน ไม่น่าจะไปขัดข้อง เพราะเสียงตั้ง 5 ล้านกว่าเสียงแสดงให้เห็นว่า ประชาชนคงเหลืออด เพราะพึ่งรัฐบาลไม่ได้จึงอยากพึ่งคนนอกที่เคยทำให้เขาสุขสบายมาก่อน ตนเคยพูดหลายครั้งว่า เป็นโอกาสทองของคุณ แต่คุณกลับไม่ทำ และมองข้ามหัวคนจนหมด มองแต่โปรเจกต์ใหญ่ๆเท่าที่สัมผัสตามชนบทคนจนเดือดร้อนมาก น้ำมันก็แพงขึ้น ไม่รู้ว่าแพงขึ้นตามจริงหรือไม่ แม้คนปลดเกษียณอย่างตนยังเดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายต่อต้านการยื่นถวายฎีกา พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ประชาชนเดือดร้อนไปต้านเขาทำไม ถือเป็นการปิดกั้นไม่ให้พระมหากษัตริย์กับราษฎรเป็นหนึ่งเดียว เพราะราษฎรมีพระองค์ท่านเป็นดวงใจ หากไปขัดเท่ากับว่าเป็นการขัดขวางความสัมพันธ์ตรงนี้ลงไป ราษฎรรักและขอร้อง พระองค์ท่านจะให้หรือไม่ให้ แล้วแต่พระราชวินิจฉัยของพระองค์ท่าน ตรงนี้ถือว่าเป็นดวงใจกับดวงใจถึงกัน อย่าไปแยกให้กษัตริย์กับประชาชนห่างออกไปไม่ได้ การที่ประชาชนทำอย่างนี้ แสดงว่ารัฐบาลทำอะไรที่ไม่ได้ผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เมื่อถามว่า ประชาชนที่ไปลงชื่อโดนหลอกหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า จะไปโดนหลอกได้อย่างไร และจะไปหลอกใครตั้ง 5 ล้านกว่าคน เป็นไปไม่ได้

"การถวายฎีกา คุณอย่าไปผูกขาดความจงรักภักดีเพราะประชาชนกับพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งเดียว และกษัตริย์ถือเป็นดวงใจของประชาชน เมื่อเขาไม่มีที่พึ่ง ก็ต้องพึ่งที่สุดท้ายของเขา ต้องเห็นใจประชาชนด้วย" พล.อ. ชัยสิทธิ์กล่าวและว่า กรณี นายกรัฐมนตรีมองว่า ผู้ลงรายชื่อถวายฎีกามีเพียงประชาชน ไม่มีคนในตระกูลชินวัตร เพราะเป็นจุดมุ่งหมายประชาชนได้รับความเดือดร้อน อยากได้คนดีกลับมา ตระกูลชินวัตรถือเป็นตระกูลหนึ่งที่ไม่ได้ เดือดร้อนเท่าใด แต่ส่วนใหญ่ร้อนใจ หากตนไปเซ็น เขาจะมองไปอีกรูปหนึ่งคือเป็นพวกเดียวกัน แต่พอไม่ทำก็ว่า เราจึงเป็นเรื่องแปลก สงสัยไม่มีอะไรเล่น

เมื่อถามว่า ตระกูลชินวัตรตอนนี้ก็แย่ แล้วมองตระกูลวงษ์สุวรรณ ขณะนี้อย่างไร พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า คงอยู่ในอีหรอบเดียวกัน อยู่ที่ใครจะเจอวิบากกรรม แต่เขามีเสียงหน่อยก็ออกมาโวยวายได้ แต่ตระกูลชินวัตร โวยวายไม่ได้ เพราะโดนยัดเยียดข้อหาหมด โดยเฉพาะความจงรักภักดี ตนแปลกใจว่า คนที่จงรักภักดีคือคนที่กล่าวหาว่าคนอื่นไม่จงรักภักดีใช่หรือไม่ ตนจะได้ทำบ้าง ความจงรักภักดี ศรัทธา ตนเชื่อว่ามั่นคง ที่ไปกล่าวหาว่าเขาดึงลงมา แต่ตัวเองนั่นแหละที่เป็นคนดึงลงมา ทำให้เสื่อมลง

เมื่อถามอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นผู้นำประเทศหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า เขาพูดเป็นนัยๆว่า ไม่ได้กลับมาเป็นผู้นำและการเมือง ไม่อยากยุ่ง แต่กลับมาช่วยเหลือประเทศไทย และคนไทยที่ถูกมองข้ามหัวเพราะเขามีประสบการณ์ มีสมองดี มีปัญญาแก้ไขปัญหา ประชาชนจึงศรัทธาเชื่อถือ พ.ต.ท.ทักษิณจะช่วยชาวบ้านได้ จะมาเป็นผู้นำก็ได้ ไม่เป็นผู้นำก็ได้ เป็นที่ปรึกษาก็ได้ อย่าไปอิจฉา พ.ต.ท.ทักษิณเขาฉลาดและเก่งขนาดนั้น เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี เงาหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า อยากจะเป็นนอมินีก็ว่าไปและยิ่งเป็นตัวจริงได้ก็ยิ่งดี เมื่อถามว่า ถ้าคดียังอยู่ พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่กลับมาใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ใครจะกลับมาเพราะกลับมาแล้วติดคุก

เมื่อถามว่า หากไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล สังคมจะเป็นสุข พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ต้องดูว่าประชาชนเดือดร้อนอยู่จะสงบได้อย่างไร ตราบใดที่ยังเอานิยายเก่าๆ มาเล่าให้ฟังอย่างเดียว ทำไมเป็นรัฐบาลแล้วปกครองประเทศก็ยังเหมือนเดิม คือมองข้ามหัวประชาชนผู้ยากไร้ รัฐบาลต้องดูแลให้เรียบร้อย ไม่เข้าใจรัฐบาลคิดอะไรอยู่ เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะสู้จนกลับมาประเทศได้หรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่า ประชาชนเขาเรียกร้องให้กลับมา แต่หากอยากให้เขามากอบกู้ก็ดำเนินตามเขา เมื่อถามว่า จะมีการใช้กำลังหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์กล่าวว่าเป็นไปตามสถานการณ์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งไม่ยอมกันแล้วก็คงต้องมี เราไม่อยากให้เกิด เมื่อถามว่าอีกนานหรือไม่ พล.อ.ชัยสิทธิ์ตอบว่า วิเคราะห์แล้วน่าจะประมาณเดือน ต.ค.นี้

ด้าน พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท. ทักษิณ นั้น เรื่องนี้ได้พูดคุยกับ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ต่างได้รับร้องเรียนจากกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ว่า โต๊ะล่ารายชื่อที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งขึ้นไม่มีประชาชนมาลงชื่อคัดค้าน จึงกำชับไปยังนายอำเภอ เพื่อสั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกณฑ์ประชาชนมาหมู่บ้านละ 30-50 คน เพื่อลงชื่อ การกระทำแบบนี้ยิ่งจะทำให้เกิดความแตกแยกหนักในสังคม ไม่ควรไปบังคับให้ประชาชนมาลงชื่อ

พ.ต.ท. สมชายกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทราบว่ามีความเคลื่อนไหวในกองทัพที่จะปฏิวัติเงียบโดยไม่ต้องใช้กำลัง โดยจะเรียกฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ มานั่ง แถลงชี้แจงผ่านสถานีโทรทัศน์ว่าวันนี้บ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่ และเป็นรัฐบาลที่กองทัพคุมได้เบ็ดเสร็จ ชี้นิ้วสั่งได้เหมือนรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้มีการวางตัวนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลทักษิณเอาไว้ แม้ติดโทษต้องเว้นวรรคทางการเมืองเนื่องจากเป็นอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย แต่การปฏิวัติเงียบมีอำนาจทำได้ทันทีที่ต้องการให้นายสมคิดเป็นนายกรัฐมนตรีเรื่องนี้น่าเป็นห่วงมาก จะทำให้บ้านเมืองถอยหลังล่มสลาย เรื่องนี้เคลื่อนไหวกันจริง ข่าวที่ได้มาไม่พลาดแน่ ปิดกันไม่ได้หรอก เพราะมีการหารือ ชี้แจง เรียกคนนั้นคนนี้มา เพื่อดำเนินการเรื่องนี้เป็นระยะ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า รายชื่อประชาชนที่ร่วมถวายฎีกากับคนเสื้อแดง 5.4 ล้านคน มากเกินกว่าที่ประเมินไว้ ใช้เวลา 7 วัน ตรวจสอบความถูกต้องไม่ทันก็อาจจะต้องเลื่อนออกไป เป็นหลังวันที่ 12 ส.ค.

เล่ห์วรนุช ...หลอกลงชื่อต่อต้านถวายฎีกา : เหตุเกิดที่ระยอง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ JB007
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
1 สิงหาคม 2552

วันนี้ ได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่ทำงานที่อำเภอ โทรมาขอเบอร์ของความจริงวันนี้

เพราะเมื่อวานนี้ ณ.ที่อำเภอหนึ่งในระยอง มีการเรียกประชุมชาวบ้านจำนวนมาก เพื่อพูดคุยกันเรื่องปลูกป่าชายเลน

มีทั้งผู้ว่า นายอำเภอ นายก อบจ. และข้าราชการจำนวนมาก มาร่วมประชุม

ที่ประชุมก็พูดคุยกันเรื่องปลูกป่าชายเลนจริงๆ นั่นแหละ

แต่... ในระหว่างที่ประชุม มีการให้เจ้าหน้าที่ของทางราชการ นำเอกสารมาให้ประชาชนร่วมเซ็นต์ชื่อประชุม

แต่หัวกระดาษดันเขียนว่า รายชื่อประชาชนผู้ร่วมลงชื่อต่อต้านการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง

พี่แกทำงานอยู่ในอำเภอ ทนเห็นความริยำของผู้ว่าจังหวัดระยอง พร้อมทั้งนายก อบจ.ระยองไม่ไหว แกเลยโทรมาหา แกจะโวยวายในที่ประชุมก็ไม่ได้ เพราะแกแค่ซี 7 โวยวายไปก็จะโดนเล่นงานได้ เพราะงานนี้ มีทั้งผู้ว่า และนายก อบจ.

สรุปแล้วริยำทั้งคู่ ถ้าใครจะจำได้ ผู้ว่าคนนี้ เคยเอาผลไม้ไปป้อนไอ้มาร์คถึงหน้าทำเนียบ เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว

นายก อบจ.คนปัจจุบัน ก็นามสกุลเดียวกับ รองหัวหน้าพรรคเก่าแก่ และรองหัวน้าพรรคคนนี้ ก็คือบุคคลที่ม็อบพันธมิตรจากระยองไปร่วมชุมนุม อีกทั้งให้รถติดโลโก้พรรคเก่าแก่ไปใช้งาน ในระหว่างการชุมนุมด้วย

ไม่รู้ที่อื่นมีการทำริยำกันอย่างนี้อีกมั๊ยเอ่ย

ดวงตาเห็นธรรม

ที่มา Thai E-News


ดวงตาเห็นดำ-คนเสื้อแดงถือเป็นจังหวะดีในระหว่างงานชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงวันก่อน นำเสื้อดำมาจำหน่ายเพื่อใส่ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทยที่มีรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ย่ำยีประเทศ ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ อันตรงกับวันคล้ายวันเกิด 45 ปีของนายอภิสิทธิ์

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร
ที่มา บอร์ดประชาไท
1 สิงหาคม 2552

หากเปิด “ดวงตาเห็นธรรม” เช่นนี้ได้ ในที่สุดชีวิตการเมืองของคุณอภิสิทธิ์อาจพบความสำเร็จตามแนวทางที่คุณทักษิณ ทำไว้ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมคงจะต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมา และด้วยความซื่อสัตย์ทางวิชาการบนฐานข้อมูลอย่างถึงที่สุดเท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันว่า จนถึงขณะนี้ไม่มีข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ใดสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า อนาคตในชีวิตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ จะได้รับความรักห่วงใย เมตตา อาทรมากมายท่วมท้นเท่าที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชน


วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 วันครบรอบวันเกิด 60 ปี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย อดีตนายกรัฐมนตรีไทย (ที่คนไทยมากมายนับไม่ถ้วนยืนยันว่ายังเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเขาในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งประชุมอยู่ที่หัวโต๊ะคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน)

วันครบรอบวันเกิดที่น่าทึ่งน่าประหลาดใจ (เซอร์ไพรส์ เซอร์ไพรส์) ที่สุดในประวัติส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศไทยที่มีสิทธิจะเป็น “สถิติตลอดกาล” (all-time record) คือไม่มีนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีคนไหนของประเทศไทย

ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตจะเทียบเคียงเข้าใกล้ได้ในเรื่องความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ที่ประชาชนชาวไทยช่วยจัดงานวันเกิดให้อย่างที่ปรากฏในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เทียบเคียงเข้าใกล้ไม่ได้

แม้แต่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ในอดีตซึ่งเคยถูกคุกคามทางการเมืองจากเผด็จการทหารที่มาจากรากแก้วการเมืองชุด “คณะราษฎร 2475” ร่วมกันอย่างหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล แปลก พิบูลสงคราม) จนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ไม่เคยมีการพิสูจน์ความผิดได้จากกรณีสวรรคตในหลวงฯอานันทมหิดลฯ

หากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถจะมี “ดวงตาเห็นธรรม” ว่าความสุขสูงสุดของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือ การได้รับความรักความห่วงใย ความเอื้ออาทร อย่างจริงใจจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ

คุณอภิสิทธิ์ ก็คงสามารถจะคาดคะเนได้ว่า พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร มีความสุขสูงสุดในชีวิตนักการเมืองของตนไปตั้งนานก่อนวันครบรอบวันเกิด 60 ปีแล้ว เพราะผลกรรมที่คุณทักษิณก่อเกิดไว้แก่ประชาชนขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็น “กรรมดี”

ที่ส่งผลสืบเนื่องให้คุณทักษิณได้รับความรักความเมตตา ความห่วงใย ความเอื้ออาทรจากประชาชนทั่วประเทศมากมายกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนของประเทศนี้ รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือคุณอภิสิทธิ์ เองอย่างเทียบเคียงใกล้เคียงกันยังไม่ได้

หากคุณอภิสิทธิ์ยังไม่แน่ใจก็สามารถทดลองสอบถามพระเถระผู้มีดวงตาเห็นธรรมในร่มเงาพระพุทธศาสนาดูว่า การที่คนๆ หนึ่งได้รับความรักความเมตตา ความห่วงใย ความเอื้ออาทรจากคนอื่นมากมายท่วมท้นอย่างที่เห็นในวันครบรอบวันเกิดคุณทักษิณนั้นเป็นเพราะการทำ “กรรมชั่ว” หรือการทำ “กรรมดี” ของคนๆ นั้น

เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามเกี่ยวกับวันเกิดคุณอภิสิทธิ์ (วันที่ 3 สิงหาคม) คุณอภิสิทธิ์ตอบด้วยความคิดเปรียบเทียบ ระหว่างอายุคุณอภิสิทธิ์กับคุณทักษิณว่าห่างกันมากกว่าสิบปี คำตอบของคุณอภิสิทธิ์ช่วยสะท้อนให้เห็นความคิดส่วนลึกว่าคุณอภิสิทธิ์ภาคภูมิใจที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวัยเด็กกว่าคุณทักษิณ (ซึ่งคุณทักษิณก็รู้และเคยพูดให้คนได้ยินกันทั่วโลกว่าห่วงประเทศที่มีเด็กสองคนบริหาร)

คุณอภิสิทธิ์ อาจคิดสรุปเอากับตนเองว่าเหนือกว่าคุณทักษิณเรื่องอายุที่น้อยกว่าขณะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ “อายุจริง” กับ “อายุการเมือง” ของคน ๆ หนึ่งไม่เท่ากัน คุณอภิสิทธิ์อาจยังไม่ค่อยเข้าใจชัดเจนนักว่าผู้เขียนหมายถึงอะไร


ดังนั้น หากจะกล่าวให้คุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีการศึกษาสูงเรียนรู้ทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตกมาให้เข้าใจง่ายขึ้นก็อาจกล่าวคล้าย ๆ กันว่า “อายุจริง” กับ “อายุสมอง” ของคนๆ หนึ่งไม่เท่ากัน “อายุจริง” ของคุณอภิสิทธิ์ น้อยกว่าอายุจริงคุณทักษิณประมาณ 16 ปี แต่ “อายุการเมือง” ของคุณอภิสิทธิ์มากกว่า “อายุการเมือง” ของคุณทักษิณหลายปีนะครับ

คุณทักษิณเริ่มต้นชีวิตทางการเมืองช้ากว่าคุณอภิสิทธิ์มากมายหลายปีครับ (คุณอภิสิทธิ์ลองนับย้อนหลังกลับไปห้าปีที่คุณอภิสิทธิ์เริ่มต้น “อายุการเมือง” ของคุณอภิสิทธิ์ในฐานะ “สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์” ดูก็ได้ครับว่าจนถึงปีนี้นับได้กี่ปีแล้ว)

ในปีที่คุณอภิสิทธิ์ เริ่มต้นอายุการเมืองนั้นคุณทักษิณอยู่ที่ไหน ทำอะไร ไม่มีใครกล่าวขวัญถึงทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย คุณทักษิณยังไม่เริ่มต้นชีวิตนักการเมืองเลย จนกระทั่งผู้บริหารพรรคพลังธรรมภายใต้การกำกับดูแลของพลตรีจำลอง ศรีเมืองทาบทามคุณทักษิณ ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จให้เข้ามาช่วยเป็นนายทุนคนหนึ่งของพรรคและมอบตำแหน่งทางการเมืองให้คุณทักษิณเริ่มต้นชีวิตนักการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคพลังธรรม

“อายุการเมือง” ของคุณทักษิณแค่ 15 ปีโดยประมาณเท่านั้นเองครับแต่คุณทักษิณ “ขึ้น” เป็นนายกรัฐมนตรี “เร็ว” กว่าคุณอภิสิทธิ์ที่มีชีวิตทางการเมืองรุ่งเรืองในพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ “พฤษภาคม 2535”

นอกจากนั้นคุณทักษิณ ยังประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยไปเรียบร้อยแล้วในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรัก ห่วงใย และเอื้ออาทรมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475(อันนี้มีหลักฐานเป็นรูปธรรมยืนยันชัดเจนได้จากงานครบรอบวันเกิด 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา)

โดยที่ความสำเร็จสูงสุดในชีวิต “นักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย” ที่คุณทักษิณทำได้เรียบร้อยแล้วนั้นมีแต่จะกลายเป็น“ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง” สำหรับคุณอภิสิทธิ์ หากคุณอภิสิทธิ์ไม่พยายามทำความเข้าใจว่าคุณทักษิณประสบความสำเร็จ และความสุขสูงสุดนั้นได้ด้วยมรรควิธีในทางปฏิบัติอย่างไรที่มิใช่การพูด

คุณอภิสิทธิ์ลองพิจารณาคำตอบนี้ดูว่าจริงเท็จประการใด และคุณอภิสิทธิ์พอจะลงมือทำตามวิธีของคุณทักษิณได้หรือไม่? คุณทักษิณได้รับความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทรอันเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตการทำงานของ “นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงป็นประมุข”

เพราะคุณทักษิณตั้งใจและจริงใจในการทำให้ “การเมืองรับใช้ประชาชน” อันเป็นการสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงริเริ่มดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อให้ปวงชนชาวไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมานานหลายสิบปี ก่อนที่ทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณทักษิณจะ “เกิด” ทางการเมืองในประเทศไทย

หากเปิด “ดวงตาเห็นธรรม” เช่นนี้ได้ ในที่สุดชีวิตการเมืองของคุณอภิสิทธิ์อาจพบความสำเร็จตามแนวทางที่คุณทักษิณ ทำไว้ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมคงจะต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแ ละด้วยความซื่อสัตย์ทางวิชาการบนฐานข้อมูลอย่างถึงที่สุดเท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันว่า

จนถึงขณะนี้ไม่มีข้อมูลและวิธีวิเคราะห์ใดสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าอนาคตในชีวิตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รับความรักห่วงใย เมตตา อาทรมากมายท่วมท้นเท่าที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชน

ฎีกาจะถึงหรือโดนตัดตอนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คนไม่ต่ำกว่า 5.4 ล้านคน ส่งเสียงออกมาแล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
1 สิงหาคม 2552


เมื่อเห็นภาพการเข้าร่วมชุมนุม เพื่อปิดรับฎีกาของคนเสื้อแดงที่สนามหลวงเมื่อคืนนี้ ที่มีคนประมาณไว้ว่า มีคนเข้าร่วมชุมนุม 80,000-100,000 คน หรืออาจกว่านั้น จากคนเข้าไปร่วมการชุมนุมครั้งนี้ประมาณการ

เมื่อคืนมีแฟนคลับบทความของผม ที่อ่านจากในไทยฟรีนิวส์ และประชาไท และเคยถ่ายเอกสารบทความแจกไปตามชาวบ้านสี่ห้าร้อยชุดก็มี พี่คนนี้โทรเข้ามาหาผม โดยผ่านทางคุณแป๊ก เขาบอกว่า เขาและพรรคพวก มาจากอุบลราชธานี โดยเช่ารถบัสมาสองคัน 100 กว่าคน ต้องเรี่ยไรเงินออกกันเอง รวมทั้งเรี่ยไรเงินสนับสนุนจากคนเสื้อแดง และแกนนำในจังหวัดอุบลฯ หมดเงินค่าจ้างรถบัสไปกว่า 80,000 บาท โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก สส.ในจังหวัดอุบลฯ เท่าไหร่นัก

เครือข่ายของพี่คนนี้สามารถล่ารายชื่อได้กว่า 20,000 ชื่อ ไม่รวมเครือข่ายคนเสื้อแดงในจังหวัดอุบลฯอื่นๆ ที่น่าจะรวมกันได้มากกว่าแสนรายชื่อ

นี่คือตัวอย่างเชิงลึก ให้เห็นองค์ประกอบว่า คนเสื้อแดงมาจากที่ใดบ้าง มีความเป็นมาอย่างไร

สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ของเหตุการณ์ การล่ารายชื่อถวายฎีกาคือ ประชาชนรากหญ้า และคนชั้นกลางก้าวหน้าในเมือง ไม่ต่ำกว่า 5.4 ล้านคน ได้ส่งเสียงของพวกเขาออกมาแล้ว อย่างดังและหนักแน่นครับ

ใครจะสนใจ จะแคร์หรือไม่แคร์ ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป คนเสื้อแดงที่ลงนามในฎีกาเหล่านี้ เป็นเสียงที่มีสติ และผ่านกระบวนการใคร่ครวญ ไตร่ตรองของพวกเขาออกมาแล้ว ก่อนลงนาม เพราะพวกเขาลงนามท่ามกลางการชี้แจง ต่อต้านจากเครือข่ายนักวิชาการอำมาตย์ องคมนตรี ภาครัฐ รวมทั้งสื่อต่างๆ

มีการต่อต้านจากอำนาจรัฐศักดินาเดิม คือ กระทรวงมหาดไทยที่สั่งการลงไปโดยตรง ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ต่อต้านการล่ารายชื่อลงนามครั้งนี้ แต่ก็มีคนลงนามถึงกว่า 5 ล้านคนในเวลาเพียงเดือนเดียว

นัยยะทางการเมืองครั้งนี้ หากอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย ฟังพวกเขา สงครามการเมืองก็สงบ ประเทศไทยก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้

หากไม่ฟังพวกเขา ก็คงรบกันต่อไปจนถึงจุดสุดท้าย ความขัดแย้งทางการเมืองจะยังไม่จบ และการต่อสู้กันทางการเมือง จะเข้มข้นขึ้น และผมไม่เชื่อว่า คน 5.4 ล้านคน จะสามารถโดนปราบได้หมด หรือแพ้ หรือถอดใจ กลายเป็นพวกสีเหลือง ยอมก้มหัวกราบกรานพวก "ศักดินาอำมาตย์" อีกต่อไป

นี่คือ "สาระสำคัญ" ให้โอกาสอำมาตย์และสังคมทั้งหลาย ยุติสงครามกลางเมือง

ผมวิเคราะห์ได้อย่างนั้นครับ จะหาว่าขู่หรือไม่ขู่ มันไม่มีความหมายอะไร ที่จะต้องโวยวาย เพราะนัยยะทางการเมืองมันเป็นเช่นนั้น จะแปรเป็นอย่างอื่น ก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่กำลังคนขนาดนี้ ย่อมไม่ไร้น้ำยา

ผมวิเคราะห์ได้อีกอย่างว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ในการล่ารายชื่อ ฎีกาครั้งนี้ อย่างน่าตระหนกสำหรับ "ศักดินาอำมาตย์" แต่น่าดีใจสำหรับคนเสื้อแดงคือ

"เครือข่ายของคนเสื้อแดงใหญ่โตและมีประสิทธิภาพสูง" โยงใยครอบคลุมสังคม และเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบ การเกิดขึ้นของเครือข่ายนี้ มาจากการต่อสู้ทางการเมืองอันยาวนานไม่ต่ำกว่าสามปี ซึ่งได้พัฒนาแกนนำ โครงสร้าง ช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการขึ้น

ไม่มีอำนาจใดของระบบราชการ หรือ กอ.รมน.จะสามารถเจาะทะลวง หรือทะลายเครือข่ายอันมหึมานี้ได้ มันใหญ่โตและมีประสิทธิภาพสูง เกินกำลังคนของระบบราชการ และที่สำคัญ "เป็นอิสระจากสื่อกระแสหลัก" อย่างสิ้นเชิง

นี่คือ เครือข่าย และช่องทางสื่อสารอิสระ เป็นเอกเทศ ปลอดจากการควบคุมหรือแทรกแซงจากอำนาจรัฐใด ๆ ทั้งสิ้น

รัฐไม่มีช่องทางใดเข้าไปสอดแทรกเครือข่ายการสื่อสารของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นแล้วนี้ได้

ผมคาดว่าเครือข่ายเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการชุมนุมหลายสิบครั้งของคนเสื้อแดง ทั้งในภูมิภาค กทม.และที่อื่นๆ บวกอินเตอร์เน็ต และเครื่องมืออื่นๆ เช่น มือถือ อีเมล์ เว็บไซต์ อีเอ็มเอส เป็นต้น พวกเขาผ่านการเจ็บปวด โดนไล่ฆ่าด้วยอาวุธสงคราม โดนกระทำโดยอำนาจรัฐ ผ่านสงคราม เป็นสหายศึกกันมาอย่างยาวนาน จึงเกิดการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การติดต่อกันขึ้น

ผมถือว่า "กองทัพคนเสื้อแดงพร้อมแล้ว" มีแม่ทัพนายกอง หัวหน้าหมู่ พลทหารที่สมบูรณ์แล้ว ระบบบังคับบัญชา เป็นแบบเครือข่าย ไม่มีนาย ไม่มีจุดวิกฤติให้ตัดตอนได้

ที่สำคัญ พวกเราพร้อมทางด้านอุดมการณ์ และจิตสำนึกของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว

หากอำมาตย์จะรบต่อ ก็เชิญครับ คนเสื้อแดงพร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งด้านกำลังคน การสื่อสาร ทรัพยากร และสื่อของคนเสื้อแดงเองด้วย

เราพร้อมแล้วกับสงครามในยกต่อไป แม้จะเป็นสงครามยืดเยื้อและยาวนานก็ตาม พวกเราไม่แพ้อย่างแน่นอน

แต่พวกท่านหากแพ้ครั้งเดียวก็ม้วนเสื่อกลับบ้านเก่าไปได้เลย

จักรภพ:วางกรอบให้ดี-คดีหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


กรรมการสมาคมสโมสรนักข่าวต่างชาติในไทย-กรรมการ13รายของFCCTที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีเป็นนักข่าวจากหลายสำนักที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่น บีบีซี บลูมเบิร์ก วอลล์สตรีทเจอร์นัล บิสสิเนสไทม์ส เป็นต้น

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 9

เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบไทยรัตนโกสินทร์ หวังผลกันเพียงเท่านั้น แต่ผลแห่งการกระทำกำลังบานปลายกลับมาหาต้นตออย่างชนิดคุมไม่ได้ เพราะทำให้โลกหันมาสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่องและกลาย “เป็นเรื่อง” ขึ้นมาจากการกระทำของตัวเอง


สมัยหนึ่ง การถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเรื่องรุนแรงขนาดชีวิตล่มสลาย พี่น้องเพื่อนฝูงตัดขาด หมดอนาคตการงานอาชีพ มองหน้าตัวเองในกระจกไม่ได้ แต่วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป

น่าจะเป็นเพราะใช้ข้อกล่าวหานี้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ถูกใจใครก็โยนคดีหมิ่นฯ เข้าใส่ หาเรื่องใครไม่ได้ก็ใช้คดีหมิ่นฯ ทำลายเขา จนเกิดคดีประเภทนี้ขึ้นมากมายในบ้านเมือง ผิดกับสมัยก่อนที่นานๆ จะได้ยินกันสักครั้งและเป็นเรื่องโด่งดังแทบจะทุกกรณี

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาอย่างนั้น รู้ด้วยประสบการณ์ตนเองทีเดียวว่าเขาใช้เรื่องนี้ทำลายกันอย่างไรได้บ้าง วันหนึ่งจะเขียนให้ได้อ่านกันโดยละเอียดในทำนองกรณีศึกษา แต่ในขณะที่ตั้งใจนั่งดูเงียบๆ ว่าจะเลอะเทอะกันขนาดไหน ก็ได้เห็นความเลอะเทอะในระดับที่ไม่น่าเชื่อ วันนี้คงต้องพูดเรื่องนี้สักคำสองคำ ก่อนที่บ้านเมืองนี้จะแหกโค้งลงข้างทางชนิดกู่ไม่กลับ

วันนี้ถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับคณะผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทยว่าร่วมกันกระทำการที่ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันแล้วครับ

คนแจ้งเป็นผู้หญิงอายุ ๕๗ ปีคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นล่าม

ประเด็นของเรื่องก็โยงกลับมาที่ผม ผมถูกกล่าวหาจากคำบรรยายทางวิชาการภาษาอังกฤษในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย หรือ The Foreign Correspondents’ Club of Thailand ซึ่งต่อไปจะเรียกตามชื่อย่อของเขาว่า FCCT ผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเพี้ยนของการเมืองไทยกับ “กระบวนการยุติธรรม” ประเภทรับใช้เผด็จการ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอกครับ

ใครไปบรรยายให้เขา ซึ่งเป็นเรื่องฟรี ไม่มีเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด FCCT ก็จะบริการสมาชิกด้วยการผลิตแผ่น DVD หรือ VCD ให้ในภายหลังเมื่อมีผู้ร้องขอ สนนราคาราคาอย่างไรก็ไม่รู้

ตรงนี้ล่ะครับที่อุตส่าห์ลากสังขารตัวเองไปแจ้งความดำเนินคดีว่า เขาร่วมมือกับผู้บรรยายคือตัวผมในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่เขาทำอย่างนั้นมาทุกครั้งกับผู้บรรยายทุกคนอยู่แล้ว

ความตั้งใจของผู้แจ้งที่จะสร้างภาพว่าเรื่องนี้ทำกันเป็นขบวนการ จึงเป็นเรื่องตลกขบขันทั่วเมืองไทยและในระดับโลก มีสื่อสองสำนักเท่านั้นที่รายงานข่าวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แก่ ผู้จัดการ และ เนชั่น ซึ่งเห็นชื่อแล้วก็ต้องหัวเราะเป็นภาษาฝรั่งเศส ที่ฉลองวันคุกบาสติลล์แตกไปเมื่อไม่กี่วันนี้ สื่ออื่นรายงานบ้างไม่รายงานบ้าง และส่วนใหญ่ก็รายงานผิวเผินเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบไทยรัตนโกสินทร์ หวังผลกันเพียงเท่านั้น

แต่ผลแห่งการกระทำกำลังบานปลายกลับมาหาต้นตออย่างชนิดคุมไม่ได้ เพราะทำให้โลกหันมาสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่องและกลาย “เป็นเรื่อง” ขึ้นมาจากการกระทำของตัวเอง

ทำไมจะไม่ “เป็นเรื่อง” ล่ะครับ ดูสิว่าเขาดึงใครเข้ามาสู่เกมการเมืองส่วนตัวเที่ยวนี้บ้าง

มาร์วาน มาคาน-มาร์คาร์ จากสำนักข่าวอินเตอร์เพรสส์, โจนาธาน เฮด สำนักข่าวบีบีซี, แพทริก บาร์ธา หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลล์ นอกจากนั้นยังมีตัวแทนหนังสือพิมพ์สเตรทไทม์, สำนักข่าวโกลบอลสเปคตรัม, แชนนัลนิวส์เอเชีย, หนังสือพิมพ์บิสสิเนสไทม์, คอนซอร์เทียมยูเค, สำนักข่าวบลูมเบิร์ก


นั่นแค่ส่วนหนึ่งนะครับ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะผ่านไปราวสายลมเสียแล้ว ไม่ใช่เพราะผู้สื่อข่าวต่างประเทศเหล่านี้อยู่เหนือกฎหมายไทย หรือสำคัญขนาดที่ใครแตะต้องไม่ได้ แต่เพราะเรื่องที่กล่าวหาเขามันตลกขบขันจนไม่น่าเชื่อว่าคนที่อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันตลอดทั้งวันอย่างคนที่แจ้ง จะกระทำการอันสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของสถาบันและประเทศไทยขนาดนี้ได้

เขาไม่รู้เชียวหรือว่า สื่อมวลชนต่างประเทศเขารายงานข่าวเมืองไทยในฐานะหนึ่งในสองร้อยกว่าประเทศของโลก เขาไม่ได้เห็นว่าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางของโลกขนาดผู้มีอำนาจของไทยจะเกิดแก่เจ็บตายอย่างไรเขาจะต้องชักกระตุกตายตามไปด้วย แล้วใครมันจะมานั่งวางแผนทำลายประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลข่าวสาร เรื่องนี้เพียงตรรกะก็ผิดแล้ว

แถมการกระทำของเขายังไม่ได้ชี้ว่ามีเจตนาจะกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้คณะเผด็จการ คมช. อีกด้วย

เขาก็ยิ่งขำกันใหญ่

ไม่น่าแปลกใจที่สื่อมวลชนโลกเขาดูแคลนในเรื่องนี้มาก ไม่ต้องดูไกลหรอกครับ เอาแถลงการณ์ของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน (FCCC) มาอย่างเดียวก็ชัดเจนแล้ว:

ข้อกล่าวหาต่อ FCCT ไทยน่ากังวล

สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน (FCCC) รู้สึกตกใจเมื่อทราบข่าวว่า คณะกรรมการทั้งหมดของ FCCT ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นอาชญากรรมอันมีโทษจำคุกถึง ๑๕ ปี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าสอบสวนกรรมการทั้ง ๑๓ คนหลังจากมีผู้ร้องเรียนในกรณีที่มีการจำหน่าย DVD คำบรรยายต่อ FCCT โดยอดีตรัฐมนตรีผู้หนึ่ง คำบรรยายนี้เกิดเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว

นี่คือเรื่องที่น่ากังวล เพราะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โจนาธาน เฮด ซึ่งเป็นกรรมการ FCCT และเป็นผู้สื่อข่าวของ BBC ก็ถูกกล่าวหาในลักษณะที่คล้ายกัน

“สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนขอเรียกร้องให้ทางการไทยแสดงความเคารพต่อเสรีภาพสื่อมวลชน และสร้างความมั่นใจว่าสื่อมวลชนสามารถทำงานได้โดยปลอดจากพันธนาการทุกอย่าง” ประธาน FCCC สก็อตต์ แม็คโดนัลด์ กล่าวในที่สุด.


************************

ปัญหาคือเรื่องขำขันของวันนี้ จะกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาวันไหนเท่านั้น?

-----------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

เสื้อแดงเตรียมยื่นรายชื่อถวายฎีกาภายใน 12 ส.ค.นี้

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 1 ส.ค. - แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศยื่นรายชื่อประชาชนถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 12 ส.ค.นี้

การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สนามหลวง แม้มีฝนตกโปรยปรายลงมา แต่กลุ่มคนเสื้อแดงยังปักหลักฟังการปราศรัยของแกนนำ ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาล แต่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเริ่มทยอยกลับบ้านแล้ว

ส่วนตัวเลขประชาชนลงชื่อถวายฎีกา ล่าสุดแกนนำประกาศว่า มีจำนวนกว่า 5.4 ล้านคน คาดว่าจะสามารถยื่นถวายฎีกาได้ภายในวันที่ 12 ส.ค.นี้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบรายชื่อว่าจะเสร็จทันหรือไม่ และแกนนำนัดชุมนุมอีกครั้งวันที่ 3 ส.ค.นี้ ที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อประท้วงนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศคัดค้านการยื่นรายชื่อถวายฎีกา. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-01 03:12:41