ที่มา thaifreenews
สถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้กำลังร้อนแรง และรุกไล่จนเผด็จการอมาตย์แทบจะหมดตาเดินเสียแล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมานับร้อยปีตลอดประวัติศาสตร์ชาติ เผด็จการอมาตย์ได้สร้างกำแพงปิดกั้นการเข้าถึงระหว่างประชาชนกับพระมหา กษัตริย์ของเขามาอย่างยาวนาน ประชาชนไทยต่างล้วนให้ความเคารพรักเทิดทูนบูชากษัตริย์ของตนมาทุกยุคทุก สมัย สิ่งหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับความรู้สึกของประชาชนไทยอย่างไม่อาจจะยกโทษกัน ได้ก็คือการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ “ไม่จงรักภักดี” ความรักเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ หรือระเบียบปฏิบัติ แต่สิ่งนี้เป็นสายเลือด เป็นวัฒนธรรม เป็นสามัญสำนึก ที่ถูกประทับอยู่ภายใต้จิตวิญญาณของคนไทยไปเสียแล้ว.....
การร่วมลง ชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนไทยร่วมใจกันทำขึ้นใน ครั้งนี้ เป็นการทำลายกำแพงที่เผด็จการอมาตย์ได้ร่วมกันสร้างขึ้นให้พังทลายลง เป็นการเข้าถึงโดยตรงที่ประชาชนไทยจะสามารถติดต่อกับพระมหากษัตริย์ของเขา ได้ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นการดาหน้าออกมาต่อต้านการถวายฎีกาที่ประชาชนจะมี ต่อพระมหากษัตริย์ในครั้งนี้อย่างกว้างขวาง และดูเหมือนการต่อต้านจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยครั้งแรกเริ่มจากการที่มีเหล่านักวิชาการ หรือ ราชนิกูลหางแถวบางคนออกมาแสดงความเห็นต่อต้านการถวายฎีกา จากนั้นก็มีเหล่าองคมนตรีบางคนออกมาต่อต้าน แล้วก็ลามมาสู่ระดับจังหวัดและหน่วยงานของรัฐถึงขั้นตั้งโต๊ะให้ประชาชนลง ชื่อคัดค้านการถวายฎีกากันแล้ว....
ในการสงครามนั้นทุก ๆ สมรภูมิล้วนมีความสำคัญเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในบั้นปลายของสงครามทั้งสิ้น สงครามการต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยนี้ก็เช่นกัน สมรภูมิการถวายฎีกาครั้งนี้ก็จะเป็นการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ในสงครามครั้งนี้ดุจเดียวกัน เผด็จการอมาตย์สามารถควบคุมองคาพยพทุกส่วนของประเทศนี้ได้แทบทั้งหมด ยกเว้นสิ่งเดียวที่ควบคุมไม่ได้ นั่นคือ “ศรัทธาของประชาชน” การรวมตัวกันของประชาชนเพื่อยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการทำลายกำแพงเพื่อเข้าถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์โดยตรง เท่านั้น แต่เป็นการรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากที่แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอม รับการปกครองของเหล่าเผด็จการอมาตย์อีกต่อไป....
เผด็จการอมาตย์จะ ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขัดขวางการถวายฎีกาของประชาชนในครั้งนี้ มิให้ไปถึงพระมหากษัตริย์ของพวกเขาได้อย่างแน่นอน โดยการสร้างมวลชนเทียมขึ้นมาให้เกิดการปะทะกับมวลชนในประเทศนี้ ในลักษณะเดียวกับที่ได้พยายามกระทำมาตลอดคือต้องกรให้เกิดความรุนแรงใน ลักษณะการปะทะกันของกำลังมวลชนเพื่อให้เกิดสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นใน ประเทศนี้ แล้วในที่สุดก็จะขยายสถานการณ์จนควบคุมไม่ได้เพื่อจะได้ใช้สถานการณ์นั้น ประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง หรือพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้ควบคุมประชาชนทั้งประเทศ....
ขณะที่รัฐบาลเทพประทานล้มเหลวในการบริหารประเทศทุกด้าน “รัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ” ก็จะถูกแต่งตั้งขึ้นโดยน้ำมือของเหล่าเผด็จการอมาตย์เอง โดยอ้างความจงรักภักดี ความสมานฉันท์ ความสงบในประเทศมาเป็นเครื่องล่อ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็คือ “อำนาจปกครองในประเทศนี้ก็จะยังคงอยู่ในเงื้อมมือของเผด็จการอมาตย์ต่อไป” โดยมีกฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องปิดปาก.....
เวลา นี้ไม่ใช่เวลาที่จะนำคำพูดสวยหรูเรื่องความสมานฉันท์มาใช้อีกต่อไปแล้ว ประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อถวายฎีกาในครั้งนี้ มีตั้งแต่ระดับชาวบ้านธรรมดาที่อ่านหนังสือไม่ออก จนถึงระดับดอกเตอร์นักวิชาการผู้ทรงความรู้ ผู้คนทั้ง 5.4 ล้านเหล่านี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะบอกว่า เขาไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการอมาตย์อีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้ พวกเขาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการกำหนด ชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง....
เวลานี้ประชาชนไทยไม่มีทางออกใดอีกแล้วนอกจากขอพึ่งใน “พระบรมโพธิสมภาร” ของพระมหากษัตริย์ไทยที่จะทรงเข้ามาช่วยเหลือและขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของ พวกเขาออกไป หนทางอื่น ๆ ที่ได้พยายามกันมาแล้วไม่ว่าจะเป็นทางการเลือกตั้ง (ถูกโค่นล้ม), โดยรัฐสภา (ถูกตุลาการตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม), การชุมนุมประท้วง (ถูกกองทัพปิดล้อมสังหาร), การยื่นข้อเรียกร้องทางองค์กรอิสระ (เรื่องถูกเก็บลืม), ในขณะที่สื่อและนักวิชาการก็พยายามที่จะปิดเบือนเจตนารมณ์ และใส่ร้ายต่าง ๆ ....
ประชาชนไทยเหลือทางหายใจอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะถามหา ความเป็นธรรมและความยุติธรรมภายในประเทศนี้คือ การยื่นถวายฎีกาด้วยความสงบและจงรักภักดีในครั้งนี้ เป็นสายใยเส้นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ที่จะไม่ทำให้ประชาชนภายในประเทศไม่ ลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความรุนแรง ประชาชน 5.4 ล้านคนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ กับอาจารย์นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยจุฬาฯ ที่ร่วมลงชื่อ 300 คน มันเทียบกันไม่ได้ในด้านของปริมาณ.....
เผด็จการอมาตย์อย่าพยายาม ผลักให้ประชาชนไปยืนฝ่ายที่เป็นศัตรูกับพวกท่านเลย เพราะปริมาณมันเทียบกันไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่มีใครต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศนี้ แต่ถ้าประชาชน 5.4 ล้านต้องสูญเสียไปสัก 10,000 คน ผลกระทบมันเล็กน้อยมากในด้านจำนวนปริมาณ ตรงข้ามถ้านักวิชาการเหล่านั้นต้องสูญเสียไปเพียง 250 คน เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะครับ....
ประเทศนี้ต้องการประชาธิปไตย มอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยที่พวกท่านแย่งชิงไปคืนมาสู่พวกเขาเถอะครับ....
ปูนนก
ฝีมือน่ะไม่เท่าไหร่? แต่กับฝีปากของคนจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว...พรรคอื่นกินยาก!ช่วงนี้...ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนในวงการสื่อและนักวิชาการดูจะพูดกันน้อยไปหน่อย? ส่วนใหญ่จะเกาะติดอยู่กับข่าวรื้อโผนายพลตำรวจ และ เด้ง พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ เป้าจริง! ของ “ข่าวปล่อย-เจอตอ” ในคดี“ลอบยิง” คุณสนธิ ลิ้มทองกุลก็ต้องบอก อีกเรื่องที่ดูเหมือนว่า...คนจาก พรรคประชาธิปัตย์ จะชำนาญเกมเอามากๆ ก็คือ...การอาศัยห้วงชุลมุนชุลเกอย่างนี้ แอบสอดไส้ เรื่องที่ตัวเองจะได้เปรียบได้ประโยชน์เต็มๆข่าวการแพร่ระบาดของ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่คร่าชีวิตคนไทยไปอย่างมากมาย...ล่าสุด ก็อยู่ที่ 81 รายแล้ว และจนถึงบัดนี้ก็ยังจะหาทางป้องกันอะไรที่เป็นรูปธรรมได้ยากยิ่ง! ลำพัง วัคซีนต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ที่เริ่มจะนำมาใช้กันบ้าง ผลของมันก็ยังไม่ชัวร์! ไม่แน่ว่า...จะเกิดอาการดื้อยากันอีกหรือไม่? แต่ที่แน่ๆ ข่าวนี้...เริ่มตกอันดับไปแล้วหรือข่าว “งาช้าง” ที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับมาจาก คุณโสภณ ซารัมย์ เมื่อครั้งลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์เดือนก่อน...เรื่องนี้ ป.ป.ช. “รับลูก” ตรวจสอบแล้วหากผิด! ถึงขั้น...สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ กันเลยทีเดียว...เรื่องนี้ก็เงียบ?ข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นที่ เหม็นโฉ่! กับ โครงการชุมชนพอเพียง ทำเอา “คนหน้าบาง” แทบต้องเอาหัวซุกปี๊บเดิน...ก็ไม่ดังเท่ากับข่าวของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่เรื่องนี้...ตัวละครที่โคตรโกงนั้น ว่ากันว่า...เกี่ยวพันกับพรรคการเมืองหลายๆ พรรค โดยเฉพาะพวกที่เคยหากินอยู่กับ ป้ายอัจฉริยะ ทั่วกรุงเทพฯยังจะมีเรื่องที่ กระทรวงการคลัง ยุค “หล่อโย่ง” เจ้าของความสูงที่ 193 ซม. อย่าง คุณกรณ์ จาติกวณิชชงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้าน เข้าสู่ที่ ประชุมวุฒิสภาโดยเลื่อนการแถลงผลงาน 6 ของรัฐบาลออกไปก่อน
ทำเอา บรรดา ส.ว. หลายคน บ่นอุบ! กับอาการ “ลักไก่” ช่วงฝุ่นตลบอบอวลอย่างนี้...ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมหยิบมาพอเป็นสังเขปนี้...มันเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ชนิดประเดประดัง! จนผู้คนในสังคมไทยจัดชั้น ไม่ถูกว่า...อะไรควรจะมีระดับความสำคัญก่อนหลังแต่คนที่เก่งและชำนาญเรื่อง การวางเกมข่าว...อย่าง คุณสนธิ ก็สามารถทำให้ทั้งสื่อ ทั้งนักวิชาการ และสังคมไทย หันไปสนใจกับข่าวของตัวเอง คือ “ข่าวลอบยิง” ที่วันนี้...มันชัดเจนแล้วว่า...เป็นเพียง หน้าฉากของข่าวจริง! แย่งอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ?ก็อย่าได้แปลกใจ! ถ้า นายกฯ อภิสิทธิ์ จะเดินเกี่ยวก้อยไปกับ คุณสนธิ แยกให้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนอยู่คนละฟาก...ตามแผน ศรีธนญชัย! เช่นที่ผมเคยเขียนถึงไปเมื่อเดือนก่อน โดยที่ คุณสนธิสลับฉาก! ด่าทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพเพื่อให้ดูสมจริง! เกิดขึ้นสอดรับกับข่าว“การลอบยิง” และยังได้ของแถมเพิ่มอีก...บีบให้ตำรวจจัดการกับ พวก “เสื้อแดง” ที่อยู่ระหว่างการตรวจเช็กรายชื่อ 5.4 ล้านคนเศษ เพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรงานนี้...จัดว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง!เพราะปืนที่ว่า...เป็นทั้ง ดาวกระจาย และ ผงฝุ่นตลบอบอวล จนมองอะไรไม่เห็นเด่นชัดนั่นเอง ใครว่า...ความหล่อ ความฉลาด ความเลว ความเจ้าเล่ห์ และความเลว จะไปด้วยกันไม่ได้...ไม่จริงเสมอไปหรอกครับ หรือว่าไง? ■









