WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 6, 2009

ดิจิตอล

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปากกาคมกว่าดาบ..มหาราช นโปเลียน..ฝรั่งเศสบ้านนอก..ที่สร้างฝรั่งเศสยิ่งใหญ่เป็นเจ้าโลก..ยืนยัน..ในท่ามแห่งชัยชนะท่วมท้น..ว่ากันว่า..เพลงปากกาของมหาราชพระองค์นี้..คมกริบยิ่งกว่าดาบจักรพรรดิ..ในแทบจะทุกบรรทัดของ..จดหมายรักถึง..โจเซฟิน เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย..24 มิถุนายน 2475 มาจนถึงวันนี้..สื่อเกาะติดกับการเมืองเหมือนหยินเกาะติดกับหยางสื่อหนังสือพิมพ์..ครอบครองเป็นมหาอำนาจแห่งสื่อมาอย่างยาวนาน..และบันดลบันดาลสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศมาตลอดเวลา..สื่อหนังสือพิมพ์..ด่ารัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เปิดทางปฏิวัติให้กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร..ก็อำลาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อสื่อหยุดปรนเปรอ..ส่งข่าวคราวของเขาเข้าสู่ก้อนสมองของประชาชนถึงวันนี้..ความสำคัญของสื่อยิ่งหลากหลาย..ไม่มีสื่อใดจะยิ่งใหญ่ได้เพียงสื่อเดียว..สื่อกลายเป็นลมที่ใครจะหายใจรับเข้าไปอย่างไรก็ได้..หลายปีมาแล้วสื่อหนังสือพิมพ์เริ่มสูญเสียความสำคัญให้

กับสื่อวิทยุและทีวี..มาถึง ณ เวลานี้..สื่อทีวีวิทยุ.. กำลังแตกโตบานสะพรั่ง..ไปกับแสนยานุภาพแห่งยุคดิจิตอล..ดิจิตอลนำมาซึ่งการส่งภาพข่าวราคาถูก..และพื้นที่ครอบคลุมที่กว้างขวาง..สื่อหนังสือพิมพ์..ที่ทำให้โลกร้อน..กำลังจะจำนนต่อสื่อภาพพร้อมเสียง..ของโทรทัศน์..และ..โทรทัศน์..จากเสารับกำลังพังพินาศ..หลีกทางให้กับ..โทรทัศน์ที่รับภาพโดยตรงจากดาวเทียม..ดิจิตอล..นำส่งภาพและเสียงไปถึงทุกผู้ทุกคนโดยไม่จำกัดเวลา และนั่น...สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเมืองในโลกอย่างเหลือจะคณานับดิจิตอล...ส่งขีปนาวุธแห่งความรู้สึกนึกคิด..เข้าไปสู่ขุมสมองของมนุษย์ทุกผู้..เพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพและความยุติธรรม...หลายๆ สงครามจึงเกิดขึ้นมาระหว่าง...ผู้ถูกกดขี่..กับผู้กดขี่จะไม่มีอำนาจใดๆ..ยั่งยืนอยู่ได้..หากอำนาจนั้น..ปราศจากความยุติธรรม..และปิดกั้นเสรีภาพ..จะไม่มีการมอมเมาใดๆ สามารถเกิดขึ้นมาได้..ในยุคแห่งการสื่อสารผ่านดาวเทียม ที่ให้กำเนิดอินเตอร์เน็ตที่ไร้การสิ้นสุดของปริมาณ..จะรู้จักความรักและความเกลียดชัง..ในยุคแห่งดิจิตอลนั้นง่ายมาก..คลิกเข้าไปในเว็บไซต์..จงเชื่อและเข้าใจ..จะยืนยงหรือจางหาย..ก็อยู่ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ..ในสิ่งที่พบเห็น... ■

ศาลนัดพิพากษาดาตอร์ปิโด28ส.ค. ไม้หนึ่งร่ายกวีดอกไม้เหล็กให้พลังใจ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ประชาไท
6 สิงหาคม 2552

เมื่อวานนี้ (5 ส.ค. 2552) ที่ศาลอาญา รัชดา องคณะผู้พิพากษาได้ขึ้นบัลลังก์พิจารณาคดีที่ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล ถูกอัยการฟ้องเป็นจำเลยในความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี) จากการปราศรัยที่สนามหลวง

โดยเป็นการสืบพยานจำเลยนัดสุดท้าย มีนายสุวิทย์ เลิศไกรเมธี นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม 19 กันยา ต้านรัฐประหาร เป็นพยานจำเลยจากนั้นน.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ขึ้นให้การเป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย

จากนั้น ศาลได้นัดวันพิพากษา เป็นวันที่ 30 ส.ค. แต่เนื่องจากฝ่ายจำเลยได้ร้องขอต่อศาลว่าในวันที่ 28 ส.ค. เป็นวันที่ น.ส.ดารณีจะต้องออกมาขึ้นศาลเพื่อรับฟังการไต่สวนในคดีหมิ่นประมาท พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตรอยู่แล้ว และเนื่องจากการเบิกตัวจำเลยจากเรือนจำ ได้สร้างความลำบากให้กับจำเลย เนื่องจากต้องถูกตรวจร่างกายอย่างละเอียด จึงขอให้ศาลให้เลื่อนนัดวันพิพากษามาเป็นวันที่ 28 ส.ค. เพื่อจำเลยจะได้เบิกตัวออกมาเพียงวันเดียว ศาลจึงสั่งเลื่อนวันตัดสินมาเป็นวันที่ 28 ส.ค. เวลา 9.00 น. ตามที่จำเลยร้องขอ

บทกวีจากไม้หนึ่ง ก.กุนที แด่ ดา ตอร์ปิโด


ไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีราษฎรจากเครือข่ายราษฎรนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย เปิดเผยกับประชาไทว่า เขาได้ประสานงานกับทีมทนายของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดา ตอร์ปิโดเพื่อไปให้กำลังใจในการสืบพยานจำเลยวานนี้ แต่มีเหตุทำให้ไม่สามารถไปตามนัดได้กระทันหัน จึงได้เขียนบทกวีบทหนึ่ง ขึ้นเพื่อให้กำลังใจดารณี โดยได้เขียนขึ้นสดๆ ในช่วงสายระหว่างมีการสืบพยานที่ศาลอาญา และได้เผยแพร่ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ค (facebook) และเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (twitter)

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ประชาชนจำนวนหนึ่งที่รับรู้เรื่องราวของดารณีรู้สึกเห็นใจในความไม่ชอบธรรมที่เธอได้รับ และกำลังมีการหารือกันกับกลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าว่าจะร่วมกันเขียนจดหมายถึงดารณีอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 ฉบับ เพื่อให้เธอรู้สึกว่ายังมีเพื่อนที่อยู่นอกกำแพงสูงที่ติดตามความเป็นอยู่ของเธอ และรอคอยการคืนสู่อิสระภาพของเธออย่างจดจ่อ


ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล


1...คุณคือ ดอกไม้เหล็ก สีแดงสด
ผลิแย้ม พร้อมบทเพลงต่อสู้
ขับร้อง ก้องท้า ทุกฤดู
ขึ้นอยู่ ในใจ เสรีชน

2...คุณคือ ดอกไม้เหล็ก สดแดงฉาน
อีกไม่นาน เกสรซื่อ จะสืบผล
สื่อสารสู่ทุกหมู่บ้านถิ่นตำบล
ปลุกผู้คนรู้คุณค่าความเท่าเทียม

3...แกร่งดอกไม้ อมตะ ไม่กลัวช้ำ
เชิดหน้ารับชะตากรรรมอันโหดเหี้ยม
กี่ฟ้าแผดแดดเผาให้ไหม้เกรียม
เย้ยจารีตธรรมเนียมไม่ชอบธรรม

4...คุณไม่ได้ต่อสู้อยู่คนเดียว
เหมือนมืดทึบ เส้นทางเปลี่ยว ในเถื่อนถ้ำ
กาฬปักษ์ ดักดาน แม้มืดดำ
มหาชนจะร่วมกุมกำมือคุณ

5...พร้อมทุกคนหยัดยืนแข็งขืนสู้
เขาจะรู้ ว่า เราเลิกยอมเป็นฝุ่น
ยิ่งไล่ล่า ยิ่งทำลาย ยิ่งทารุณ
ยิ่งเร่งให้ร่มเงาบุญเหี่ยวเฉาเร็ว !



หมายเหตุ:ติดตามกรณีดำเนินคดีหมิ่นฯและความเคลื่อนไหวได้ที่http://lmwatch.blogspot.com/

666ฤกษ์นรกแตกแถลงผลงานซาตานยังหลบ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ห้องรัชดา พันทิป
6 สิงหาคม 2552

วันที่ 6 สิงหาคม 6 พรรคร่วมรัฐบาล แถลงผลงานรอบ 6 เดือน เป็นรหัสสัญญาณ"666" ซึ่งบรรดาผู้คนที่เชื่อในเรื่องลึกลับถือกันว่าเป็นรหัสที่ซาตานผู้ต่อต้านพระเจ้าจะมีพลังอำนาจออกมายึดครองโลกให้ตกอยู่ใต้อาณัติสัญญาณของมัน ดังนั้นต้องรวมพลังกันปราบซาตานชั่วร้ายในวันนี้ด้วยเช่นกัน


"แหม๊!เดิมว่าจะแถลงวันที่3สิงหาคม ทำไมต้องเลื่อนมาแถลงฤกษ์ซาตานด้วยก็ไม่รู้"กนก รัตน์วงศ์สกุล สื่อกองเชียร์รายสำคัญของรัฐบาลออกอาการหัวเสีย ส่วนคู่หูนรกเนชั่นคือธีระ ธัญวงศ์ไพบูลย์ได้แค่ขานรับว่า"ก็นั่นหนะสิ"ในการจัดรายการทางเนชั่นทีวีช่วงสายวันนี้

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงรหัส666 ว่า ในฐานะที่ผมเรียนที่ต่างประเทศมานาน 12 ปี ก็เข้าใจวัฒนธรรมของฝรั่งในเรื่องความเชื่อรหัส 666 เป็นอย่างมาก เพราะถือกันว่าเป็นรหัสของซาตานที่จะกลับมาครองโลกจึงต้องช่วยกันกำจัด ซึ่งตามตำนานของชาวตะวันตกบอกว่าซาตานพยายามจะมาทำลายพระเจ้าเพื่อที่จะเป็นพระเจ้าองค์ใหม่ ซึ่งจะทำให้โลกถูกความชั่วครอบครอง และความดีจะสูญสิ้น

"ดังนั้นการที่วันแถลงผลงานมาตรงกับเลข 666 เพื่อสะท้อนว่าเราพยายามจะกำจัดและต่อสู่ก้บความชั่วร้าย และเราก็หวังว่าจะชนะเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า"นายปณิธาน กล่าว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ไม่กลัวกับรหัสดังกล่าวเพราะมีพระปราบมารอยู่แล้ว

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจให้กำหนดการแถลงผลงานตรงกับรหัสซาตาน แต่ในเมื่อมันตรงกันก็ดีเพราะจะตรงกับชื่อหนังจะได้ดังเหมือนหนัง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ที่ขึ้นสู่ตำแหน่งโดยไร้ความชอบธรรมได้ร่วมกับ6พรรคร่วมรัฐบาลแถลงผลงานในรอบ 6 เดือน อ้างถึงความสำเร็จหลายด้าน ทั้งเรื่องความเชื่อมั่นของประเทศที่กลับมาจากที่เคยระส่ำระสาย และการฟื้นฟูเศราฐกิจ

สื่อมวลชนได้ถามว่า ขณะที่รัฐบาลแถลงผลงานความสำเร็จ6เดือนแต่มีคนประท้วงรัฐบาล แสดงว่าความเดือดร้อนยังไม่หมดใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า การประท้วงก็คงมีกันไม่จบหรอก แต่มาประท้วงเราก็รับฟัง และให้สิทธิแสดงออก ผมคิดว่าปัญหาก็ต้องมีคู่กับประเทศไทย

ส่วนการตามตัวดำเนินคดีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรนั้น เป็นเรื่องยากที่จะตามตัวเมื่อไปอยู่ในต่างประเทศ เพราะต้องประสานงานกับระดับสากล

ไม่ว่าการออกมาแถลงนโยบายครั้งนี้จะเป็นฤกษ์ซาตานหรือไม่ แต่ก็น่าสนใจที่ว่า แม้แต่ชาวกรุงชนชั้นกลางมีเก๋งขับที่เคยโอบอุ้มเป็นกองเชียร์ให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็หันกลับมาเป็นเดือดเป็นแค้นรัฐบาล6พรรคอย่างแรง ถึงขั้นประกาศว่าเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ลงคะแนนให้แล้ว

เรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์แหลลงตับว่าเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเสกให้น้ำมันถูกลงภายใน 99 วัน ดันกลายเป็นคนละเรื่องกันไปเลย กลายเป็นเรื่องชาวกรุงชนชั้นกลางกำลังปวดตับอย่างแรง หน็อย!ดันมาแหกตาให้คนฉลาดอย่างพวกเราเสียค่าโง่อื้อซ่า แบบนี้มันรับไม่ได้



ปมสำคัญของชาวกรุงชนชั้นกลางมีรถเก๋งขับ บ้านมีรั้วถือเป็นปมเขื่องของตัวเองก็คือ พวกตัวเป็นคนฉลาดหลักแหลมรู้ทันคน

ภูมิใจว่าตัวเองเจ๋ง ใครหลอกไม่ได้ แถมหมิ่นแคลนรากหญ้าคนบ้านนอกว่าโง่เง่าไม่รู้เท่าทัน เลยโดนทักษิณหลอก

แต่ไปๆมาๆเวลานี้ชนชั้นกลางชาวกรุงมีเก๋งขับที่เคยสมหวังกับการเป็นกองเชียร์มาร์คขึ้นมาเป็นนายกฯก็ต้องถึงคราวตีอกชกหัวตัวเองเข้าให้ว่า แท้ที่จริงพวกเราต่างหากที่โง่กว่าชาวรากหญ้า

เพราะชาวรากหญ้าที่เขาเป็นกองเชียร์ทักษิณนั้นยังจับต้องได้ในสิ่งที่ทักษิณโฆษณานโยบายไว้ ไม่ว่าจะเป็น30บาทรักษาทุกโรค,กองทุนหมู่บ้านละล้าน,โอท็อปฯลฯ แต่คนกรุงเทพที่เป็นกองเชียร์นายมาร์คจับต้องได้แต่พระเอกลิเกหน้านวลลอยหน้าลอยตาไปวันๆ

กว่าจะรู้ทันก็โดนนายมาร์คล้วงกระเป๋าตังค์ไปซะเกลี้ยงในเวลาขับรถไปเติมน้ำมัน ตื่นมาเช้าวันนี้ขึ้นอีกแล้ว80ตังค์ อย่างแก๊สโซฮอลล์91ที่ว่าถูกสุดยังพุ่งทะลุ30บาทต่อลิตรเข้าไปแล้ว


ปัญหาราคาน้ำมันแพง กลายเป็นเรื่องที่ชนชั้นกลางในเมืองกำลังเป็นเดือดเป็นแค้นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในเวลานี้ โดยเฉพาะเพิ่งมารู้เอาว่าโดนรัฐบาลนี้แหกตา

เรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์แหลลงตับว่าเข้ามาเป็นรัฐบาลจะเสกให้น้ำมันถูกลงภายใน 99 วัน ดันกลายเป็นคนละเรื่องกันไปเลย วันนี้โดนอีก80ตังค์ต่อลิตร กลายเป็นเรื่องชาวกรุงชนชั้นกลางกำลังปวดตับอย่างแรง หน็อย!ดันมาแหกตาให้คนฉลาดอย่างพวกเราเสียค่าโง่อื้อซ่า แบบนี้มันรับไม่ได้

เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยหาเสียงกับคนในเมืองที่ใช้รถใช้น้ำมันว่าหากเข้ามาเป็นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำมันแพงได้ภายใน 99 วัน ตอนนี้ผ่านไป 6 เดือน ปรากฏว่ารัฐบาลเป็นต้นเหตุขึ้นน้ำมันแพงหูฉี่ซะเอง

ชนชั้นกลางคนมีรถเก๋งขับเลยเข้าไปตั้งกระทู้ในห้องรัชดา พันทิปในหัวข้อเรื่อง”ตาสว่างเลย น้ำมันแพงเพราะอย่างนี้นี่เอง” และกลายเป็นกระทู้ยอดนิยม คนเข้ามาด่ารัฐบาลจมหู

คนที่ตั้งกระทู้นี้ได้หยิบยกบทความของ”แม่ลูกจันทร์”ในไทยรัฐมานำเสนอดังต่อไปนี้

“ปัญหาจากราคาน้ำมันแพงกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายพุ่งเป้าโจมตีไปที่ ปตท. ข้อหาคือ ปตท.กำหนดราคาขายปลีกน้ำมันสูงเพื่อสร้างผลกำไร การอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ทำให้ ราคาน้ำมันเมืองไทยแพงเกินควร

กลายเป็น ปตท.เป็นต้นเหตุที่ราคาน้ำมันแพง

ในขณะที่นักการเมือง ทั้งรัฐมนตรีคลัง รัฐมนตรีพลังงานหุบปากเงียบ ไม่ออกมาชี้แจงต้นเหตุที่แท้จริง

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง รัฐบาลนั่นแหละคือตัวการที่ทำให้น้ำมันแพง ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันขายปลีกลิตรละ 30 บาท รัฐบาลหักค่าต๋งไปเนื้อๆเนตๆ 15 บาทโดยประมาณ

เพราะน้ำมันหนึ่งลิตร ต้องบวกภาษีสรรพสามิต 7 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7 เปอร์เซ็นต์ บวกภาษีเทศบาล 70 สตางค์ หักเข้ากองทุนน้ำมัน 6 บาท หักเข้ากองทุนพัฒนาพลังงานอีก 1 บาท

แถมขายปลีกหน้าปั๊มยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำอีก 7 เปอร์เซ็นต์!!

รวมเบ็ดเสร็จ น้ำมันทุกลิตรเป็นต้นทุนจริง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นรายได้รัฐบาลอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ยิ่งราคาน้ำมันแพงเท่าไหร่ รายได้ของรัฐบาลก็เพิ่มขึ้นไปด้วยในสัดส่วนเท่ากัน

พูดชัดๆคือ น้ำมันลิตรละ 30 บาท เป็นราคาน้ำมันจริงๆลิตรละ 15 บาท อีก 15 บาท เป็นค่าต๋งไหลเข้ากระเป๋ารัฐบาล

หรือพูดให้ชัดยิ่งขึ้นอีกคือ ราคาน้ำมันดิบ บวกค่าขนส่ง บวกค่ากลั่น บวกค่าการตลาด รวมเบ็ดเสร็จลิตรละ 15 บาทเท่านั้นเอง

ก็เพราะยังงี้ไง ราคาน้ำมันขายปลีกเมืองไทยถึงต้องแพงกว่าสิงคโปร์ ทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันแพงเกินจริงไปถึงเท่าตัว

นี่คือความจริงนอกจอที่นักการเมืองไม่ยอมบอกประชาชน

แต่ที่แสบริดสีดวงยิ่งกว่าคือ พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศไว้ในแผน 99 วัน ทำได้จริง ว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลจะเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทันที

และจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงเห็นผลทันตา

นอกจากไม่ทำตามสัญญา ยังขึ้นภาษีน้ำมันซะจั๋งหนับบุเรงนอง”


..............

พอมีคนนำเอามาแฉดังนี้ คนขับรถเก๋งที่เข้ามาเล่นอินเตอร์เน็ตในเวบไซต์ยอดนิยมพันทิป ก็เลยพากันรุมด่ารัฐบาลหูแฉะ ท่านใดอยากแจมก็เชิญที่กระทู้นี้http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V8158342/V8158342.html

ที่หนักไปกว่านั้นคือมีการตั้งกระทู้ด่ารัฐบาลอีกอันในห้องรัชดา เวบพันทิป ซึ่งถือว่าเป็นเสมือนกับชุมชนของชนชั้นกลางที่มีรถเก๋งขับ เป็นตัวแทนของคนในเมือง หรือชาวกรุงที่ตั้งหัวข้อกระทู้เรื่อง”รัฐบาล..ตอนน้ำมันดิบโลกลง10ดอลลาร์ มันลดค้าปลีก40ตังค์ พอน้ำมันดิบโลกขึ้น5ดอลลาร์ มันขึ้น80ส.ต.”(ดูกระทู้ที่ http://www.pantip.com/cafe/ratchada/topic/V8123272/V8123272.html)

เนื้อหาของกระทู้บอกว่า

“เป็นไงล่ะ รัฐบาลเทพประทาน ใครจะมาแถว่าให้ดู ตลาดโน้น ตลาดนี้ ก็เข้ามาเลยครับ รัฐบาลถังแตก มาขูดรีด กับ ภาษีสรรพสามิต เลือกตั้งครั้งหน้า ยังจะเลือกพวกมันอีกไหม?”


คำตอบก็อย่างที่พอเดากันได้ คือมีการด่าประณามรัฐบาลอภิสิทธิ์กันเต็มที่ และหัวข้อใหญ่ที่ชาวกรุงคนขี่เก๋งทนไม่ได้ก็คือเรื่องที่ถูกพรรคประชาธิปัตย์แหกตาว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะทำให้น้ำมันถูกลงภายใน 99 วัน โดยการยกเลิกส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่าเวลานี้โพลล์ไหนสำรวจคนกรุงว่าคะแนนนิยมต่อรัฐบาลเป็นอย่างไร ผลก็ออกมาว่าสอบตกกันทุกที

ขืนยังให้รัฐบาลอภิสิทธิ์สอบผ่านก็เสียชื่อชาวกรุง คนขี่เก๋งกันหมดพอดี แต่ก่อนชอบพูดนักว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมรู้ทันทักษิณ มีแต่พวกบ้านนอกโดนทักษิณหลอก แต่คนกรุงฉลาดเลยเลือกประชาธิปัตย์...

ครับ คนเราพลาดกันได้ เสียรู้นายอภิสิทธิ์กับพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาถือว่าเพราะ”รู้ไม่ทันมาร์ค” แต่หากรู้ทันแล้วยังไปเลือกมาเป็นรัฐบาล หรือถือหางกันต่อไป

คนไทยเขาเรียกว่า “โง่”นะครับท่านชนชั้นกลางชาวกรุงขี่เก๋งทั้งหลาย อันนี้รากหญ้าคนบ้านนอก เขาฝากบอกมา

แดงระยองล้างภาพถิ่นเสื้อเหลืองนัดรวมพล5ก.ย.

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 สิงหาคม 2552

กิจกรรมเสื้อแดงภาคประชาชนคึกทั่วประเทศ แดงนนทบุรีชุมนุมใหญ่เสาร์ที่8นี้ ส่วนแดงภาคใต้ประกาศปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้นัดรวมพลบ้านนายชวน16ส.ค. แดงขอนแก่นจัดสัมมนาภาคประชาชนมีแกนนำส่วนกลางร่วมคึกคัก ส่วนแดงระยองขอล้างภาพถิ่นเสื้อเหลืองพันธมารจัดโต๊ะจีนรวมพลยิ่งใหญ่5ก.ย.ขอเชิญชาวระยองและพื้นที่ใกล้เคียงสำรองที่นั่งด่วน


ผู้ประสานงานกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดระยองแจ้งว่า เราจะมีการจัดโต๊ะจีนในวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2552 นี้ ที่บริเวณมาบยา แถวๆมาบตาพุด ตอนนี้ผมอยากได้จำนวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม อยากให้ทุกคนติดต่อมาที่ผม(คุณหนึ่ง)ที่เบอร์โทร 081-7616525 ถ้าเป็นคนใน บริษัท IRPC ติดต่อได้ที่แผนก ADU2 เบอร์ 2104 /2103 กะ A อยากให้ทุกท่านช่วยประชาสัมพันธ์ต่อ และรวบรวมจำนวน แล้วแจ้งมาที่ผมนะครับ ตามเบอร์โทรที่ให้ไปนะครับ

มีค่าใช้จ่ายเพียงท่านละ 200 บาท ถ้าเป็นโต๊ะจะตก 2000 บาท/ 1โต๊ะ สำหรับท่านที่มีรายได้น้อย เราจะจัดโต๊ะให้ แต่จะมีอาหารจำหน่ายในราคาถูกครับ อยากให้เสื้อแดงทุกคน ได้มาร่วมแสดงพลังกันเยอะๆนะครับเพื่อความมั่นคงและเติบโตของแดงระยองครับ คาดว่าแกนนำจากส่วนกลางจะมากันครบนะครับเพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้น ในระยอง ขอความร่วมมือจากทุกๆท่านนะครับ/ คุณหนึ่ง ผู้ประสานงานแดงระยองแจ้งข่าว

สำหรับจังหวัดระยองมีภาพลักษณ์เป็นแดนดินถิ่นเสื้อเหลืองพันธมารยึดครอง โดยมีการจัดกิจกรรมใหญ่หลายครั้ง รวมทั้งผู้สมัครส.ส.ในข่ายพัรธมิตรก็ได้รับการเลือกตั้งหลายคนด้วย

ไฮไลต์กิจกรรมเด่นภาคประชาชนวันนี้-สิงหาคม 2552

-8 สิงหาคม เสื้อแดงนนทบุรีจัดชุมนุมแดงนนทบุรีพบ3เกลอ+โฟนอินทักษิณ
-12 สิงหาคม น้อมรำลึกบุณคุณบรรพชนปฏิวัติ2475 วันพระยาทรงสุรเดช
-15 สิงหาคม ไลต์ออเคสตราเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เพราะคิดถึงเพื่อน
-16 สิงหาคม รำลึกวันที่เสรีไทยประกาศสันติภาพเมื่อ16สิงหาคม2488 ทำให้ไทยไม่ตกอยู่ในสถานะประเทศแพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่2
-16 สิงหาคม แดงปักษ์ใต้ปักธงทั่วภาคใต้ จัดรวมพลกันที่ตลาดกันตัง จังหวัดตรัง
-23 สิงหาคม แดงขอนแก่น จัดสัมมนาภาคประชาชน
-5 กันยายน แดงระยองรวมพลเป็นครั้งแรกที่มาบยา จังหวัดระยอง




เสาร์ที่ 8 สิงหาคม-เสื้อแดงนนทบุรีจัดงาน“รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย"สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด...จากสามเหลี่ยมดินแดงถึงสามเหลี่ยมบ้านบัวทอง" ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสิณธร ฯ ม. บัวทอง ตั้งแต่เวลา14.00 น.ถึง24.00น.
กำหนดการงาน “รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย ”
สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง



วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เวลา 14.00 – 24.00 น.
ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสินธร ฯ ม. บัวทอง


เวลา 14.00 - 15.30 น. สัมมนากลุ่มย่อย (แกนนำชุมชน กลุ่มต่างๆในจังหวัดนนทบุรี)

เวลา 15.30 - 16.00 น. ดนตรี

เวลา 16.00 - 18.00 น. กลุ่มแกนนำมวลชนต่างๆ ขึ้นปราศรัยบนเวที

เวลา 18.00 - 19.00 น. แกนนำวิทยุชุมชนแท็กซี่ ขึ้นปราศรัยบนเวที

เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป แกนนำใหญ่ นำทีมโดยคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์
และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อฯลฯ พร้อมแกนนำ น.ป.ช. ท่านอื่นๆ และทีมงานครบชุด

เวลา 21.30 น. โดยประมาณ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินสดถึงพี่น้องเสื้อแดงนนทบุรี

เวลา 23.30 น. แกนนำบ้านบัวทองขอบคุณและกล่าวปิดงาน

พุธ 12 สิงหาคม ทำบุญวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ2475


ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย สืบทอดภารกิจปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กำหนดทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช หัวสมองผู้วางแผนการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จนเป็นผลสำเร็จ แต่มีบั้นปลายชีวิตที่อนาถา ท่านเกิดตรงกับวันที่12สิงหาคม ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนดให้เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" มีกิจกรรมทำบุญที่วัดประธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)สถานที่เก็บอัฐิของท่านและบรรพชนปฏิวัติหลายท่าน

เสาร์15ส.ค.คอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.


วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ

บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่

1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง

บัตรชมการแสดง

ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น

บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง

การจองบัตรชมการแสดง

ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com

จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์


หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)


โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com

อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม-รำลึกวันประกาศสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม ปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้-แกนนำเสื้อแดงทั่วภาคใต้ จะประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขยายมวลชน โดยจัดงานที่จังหวัดตรัง มีแกนนำ 3 เกลอร่วมเป็นวิทยากร ตอนนี้ยังติดต่อแกนนำจังหวัดระนองไม่ได้(ขาดจังหวัดเดียว)ใครรู้จักแดงระนองช่วยส่งข่าวด้วย ( ดูรายละเอียด คลิ้ก )

อาทิตย์ที่ 23 ส.ค.แดงขอนแก่นสัมมนาภาคประชาชน

ชมรม เสื้อแดง ขอนแก่น 51 เชิญพี่น้องจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ ภาคประชาชน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ได้แก่
-คุณวิสา คัญทัพ
-คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
-คุณไพจิตร อักษรณรงค์
ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องประชุมศาลาประชาคม จังหวัดขอนแก่น

สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ 085-0033318

เดือนกันยายน 2552


เสาร์ที่ 5 กันยายน-แดงระยองรวมพลังครั้งแรก

เราจะมีการจัดโต๊ะจีนในวันที่5 กันยายน 2552นี้ที่บริเวณมาบยา แถวๆมาบตาพุดนะครับ ค่อนข้างจะแน่นอนแล้วครับ ตอนนี้ผมอยากได้จำนวนนะครับ อยากให้ทุกคนติดต่อมาที่ผม ที่เบอร์โทร 081-7616525 ถ้าเป็นคนใน บริษัท IRPC ติดต่อได้ที่แผนก ADU2 เบอร์ 2104 /2103 กะ A อยากให้ทุกท่านช่วยประชาสัมพันธ์ต่อ และรวบรวมจำนวน แล้วแจ้งมาที่ผมนะครับ ตามเบอร์โทรที่ให้ไปนะครับ

คนละ 200 บาท นะครับ ถ้าเป็นโต๊ะจะตก 2000 บาท/ 1โต๊ะ สำหระบท่านที่มีรายได้น้อย เราจะจัดโต๊ะให้ แต่จะมีอาหารจำหน่ายในราคาถูกครับ อยากให้เสื้อแดงทุกคน ได้มาร่วมแสดงพลังกันเยอะๆนะครับเพื่อความมั่นคงและเติบโตของแดงระยองครับ คาดว่าแกนนำจากส่วนกลางจะมากันครบนะครับเพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้น ในระยอง ขอความร่วมมือจากทุกๆท่านนะครับ/ คุณหนึ่ง ผู้ประสานงานแดงระยองแจ้งข่าว

พม่าในวันครบรอบ8-8-88การต่อสู้ยังไม่จบ ล้มอำมาตย์ในไทย!ล้มเผด็จการพม่า!

ที่มา Thai E-News


8888-การลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988 เกิดจากการประท้วงของนักศึกษาเรื่องสภาพเศรษฐกิจ แต่ในไม่ช้าพัฒนาไปเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย สุดท้ายทหารพม่าได้ปราบอย่างโหดร้าย

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
6 สิงหาคม 2552

สิ่งสำคัญที่เราในไทยต้องทำคือการเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อล้มอำมาตย์ของเราเอง อดีตหัวหน้า คมช. สนธิ พูดเองว่าเขาคิดว่าการประท้วงในพม่า “ไม่มีวันล้มเผด็จการได้” เราต้องร่วมกันพิสูจน์ว่าเขาผิด ทั้งในกรณีไทยและกรณีพม่า


ในขณะที่สื่อหลักเน้นกิจกรรมของสหประชาชาติหรือแถลงการณ์นามธรรมของประเทศต่างๆ เกี่ยวกับพม่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้ คือการต่อสู้ของพี่น้องเราในพม่า ซึ่งไม่มีวันจบจนกว่าเผด็จการจะถูกล้ม

ขณะนี้เผด็จการพม่ากำลังหาเรื่องเพิ่มโทษให้นาง อองซานซูจี สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยในประเทศนั้น หลายคนมองว่าสืบเนื่องมาจากการที่ทหารพม่ามีแผนจะจัดการเลือกตั้งปลอมในปีหน้า และไม่ต้องการให้นางซูจีมีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้งๆ ที่มีการสร้างกติกาให้ทหารครองอำนาจต่อไม่ว่าการเลือกตั้งจะมีผลอย่างไร

ก่อนที่รัฐบาลพม่าจะยิงประชาชนที่ออกมาประท้วงเมื่อสองปีก่อน สื่อมวลชนหลักสร้างนิยายว่าอินเตอร์เน็ทช่วยให้ “ประชาคมโลก” จับตาดูพฤติกรรมของทหารพม่า ซึ่งพวกนี้อ้างว่า “ต่างจากยี่สิบปีก่อนในเหตุการณ์ 8-8-88

แท้จริงแล้วเหตุการณ์นั้นในปี 88 ก็มีภาพออกมาพอสมควร และชาวโลกก็ทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่การหวังพึ่งรัฐบาลของประเทศตะวันตก หรืออำมาตย์ไทยในการสร้างประชาธิปไตยพม่าเป็นเรื่องตลก

ในไทยเราเห็นปรากฏการณ์ของคนอย่างอภิสิทธิ์ และนักเอ็นจีโอ ที่เข้าข้างเสื้อเหลืองในการทำลายประชาธิปไตยไทย ออกมาพูดว่า “พม่าต้องเป็นประชาธิปไตย” คำโกหกหลอกลวงของพวกนี้ไม่มีวันสิ้นสุด

การลุกฮือครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1988 เกิดจากการประท้วงของนักศึกษาเรื่องสภาพเศรษฐกิจ แต่ในไม่ช้าพัฒนาไปเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตย ในเช้าวันที่ 8 สิงหาคม การประท้วงเริ่มต้นด้วยการนัดหยุดงานทั่วไปซึ่งเริ่มที่ท่าเรือ การนัดหยุดงานครอบคลุมทุกส่วน และให้พลังในการต่อสู้ เช่นข้าราชการและครูก็หยุดงาน มีการเดินขบวนของพระสงฆ์ นักศึกษา และคนทั่วไปจากทุกสาขาอาชีพ และทั้งๆ ที่ทหารพม่าพยายามปราบอย่างโหดร้าย ดูเหมือนว่าขบวนการประชาธิปไตยใกล้จะชนะ เพราะนายพลเนวิน หัวหน้าเผด็จการต้องลาออก

คณะทหารพยายามเปลี่ยนชื่อเพื่อเปลี่ยนภาพ และมีการสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้ง แต่ปัญหาคือขบวนการประชาธิปไตยไม่ได้ผลักดันการต่อสู้ถึงจุดจบ ปล่อยให้ทหารครองอำนาจต่อ นางอองซานซูจีมีบทบาทในการสลายการชุมนุม และเบี่ยงเบนพลังในการต่อสู้ไปในทิศทางการหาเสียงให้พรรค N.L.D. ของเขา

หลังจากความพ่ายแพ้ของขบวนการ 8-8-88 นักเคลื่อนไหวพยายามหาทางต่อสู้ต่อไป บางส่วนเข้าป่าไปจับอาวุธ แต่ในที่สุดล้มเหลว และทุกฝ่ายตั้งความหวังว่าประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ จะกดดันทหารให้ปฏิรูปการปกครองไปในทิศทางประชาธิปไตย

ปัจจุบันนี้หลายกลุ่มในพม่าสรุปว่าแนวทางดังกล่าวใช้ไม่ได้เลย ดังนั้นมีการสร้างเครือข่ายหลวมๆ เพื่อประท้วงภายในประเทศเอง นี่เป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับแนวทางต่อสู้ที่เสื้อแดงไทยไม่ควรลืม

เมื่อสองปีก่อนการต่อสู้เริ่มต้นด้วยการเดินสวดมนต์ ต่อมาหลังจากรัฐบาลพม่าขึ้นราคาเชื้อเพลิง 500% ตามนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาด มีการประท้วงโดยพระสงฆ์เป็นหมื่น ซึ่งให้กำลังใจกับพลเมืองทั่วไปที่ออกมาร่วมจนมีมวลชนประท้วงเป็นแสน นักต่อสู้ยุคนี้ประกอบไปด้วยแกนนำจาก 8-8-88 แต่มีคนรุ่นใหม่ที่ยังเป็นเด็กเมื่อ 20 ปีก่อนเข้าร่วมมากมาย ในปัจจุบันมีการเรียนบทเรียนจากอดีต เพราะตอนนี้หลายส่วนไม่ไว้ใจการนำของ อองซานซูจีและ N.L.D. ทั้งๆ ที่ทุกคนเห็นเป็นหนึ่งว่าต้องมีการปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมดรวมถึง ซูจี ด้วย

อองซานซูจีคือใคร?

อองซานซูจี คือสตรีผู้กล้าหาญที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า เสื้อแดงไทยต้องให้ความเคารพ ต้องเรียกร้องให้เขาถูกปล่อย แต่เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับแนวทางของเขา ซูจีคือผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย(N.L.D.) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่ามาตั้งแต่สมัยการลุกฮือของประชาชนในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 หรือที่รู้จักกันว่า "การกบฏ 8-8-88" เธอเป็นลูกสาวของอดีตผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชในยุคอาณานิคมอังกฤษที่ชื่อ อองซาน

เผด็จการทหารพม่าเคยเป็น "สังคมนิยม" จริงหรือ?

ตั้งแต่นายพล เนวิน ทำรัฐประหารยึดอำนาจในปี 1962 ผู้นำพม่าอ้างว่าปกครองตามแนว "สังคมนิยมแบบพม่า" พรรคของรัฐบาลก็เรียกตัวเองว่า "พรรคนโยบายสังคมนิยมพม่า" (B.S.P.P.) แต่ในความเป็นจริงถ้าเราสำรวจที่มาที่ไปของผู้นำเผด็จการทหารพม่าจะพบว่านายพล เนวิน มาจากซีกขวา(อนุรักษ์นิยม)ของขบวนการชาตินิยมพม่าที่ชื่อขบวนการ Dobama Asiayone "เราพม่า" ซึ่งคนสำคัญของซีกซ้าย(สังคมนิยม)ของขบวนการนี้คือ อองซาน และ ทะขิ่นโซ (ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สายสตาลิน-เหมาของพม่า)

ขณะที่นายพล เนวิน อ้างตัวเป็นสังคมนิยมแบบพม่า รัฐบาลทหารพม่าก็ปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์โดยประกาศว่าแนวคิดคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อธรรมะ นโยบายหลักๆ ของ "พรรคนโยบายสังคมนิยมพม่า" คือ การปิดประเทศเพื่อพัฒนาชาติผ่านการระดมทุนโดยรัฐ การรวมชาติและกดขี่กลุ่มเชื้อชาติต่างๆ และการใช้ทหารปกครองประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีเศษของแนวคิดสังคมนิยมดำรงอยู่เลย

แนวทางความคิดของ อองซานซูจี

อองซานซูจี เป็นคนที่ไม่เคยสนใจแนวสังคมนิยม และมักจะเสนอแนวทางแบบ "พุทธ" หรือสันติวิธีในการเรียกร้องประชาธิปไตย ปัญหาสำคัญของแนวการนำของ ซูจี คือเขาพยายามชักชวนให้กรรมาชีพที่ออกมานัดหยุดงานครั้งยิ่งใหญ่ใน 8-8-88 หรือนักศึกษาที่เป็นหัวหอกสำคัญในการจุดประกายการต่อสู้ในครั้งนั้น สลายตัว เพื่อให้การเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย และบ่อยครั้ง ซูจี จะเสนอว่าฝ่ายประชาธิปไตยต้องประนีประนอมกับกองทัพพม่า

ในหลายๆ เรื่อง ซูจี มีความคิดอนุรักษ์นิยมที่เข้าข้างนายทุน (ดูหนังสือ "จดหมายจากพม่า") เช่นเธอมักจะสนับสนุนกลไกตลาดเสรีและแนวขององค์กร ไอเอ็มเอฟ และมักจะมองปัญหาของพม่าในกรอบแคบๆ ของแนวชาตินิยม ประเด็นหลังเป็นปัญหามาก และขัดแย้งกับการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพแท้ เพราะประเทศ "พม่า" เป็นสิ่งที่อังกฤษสร้างขึ้นมาในยุคล่าอาณานิคม โดยที่ประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติที่ไม่ใช่คนพม่า

กลุ่มเชื้อชาติต่างๆ เหล่านี้ เช่นชาว กะเหรี่ยง คะฉิ่น ฉาน คะเรนนี่ ฯลฯ ไม่พอใจที่จะถูกกดขี่เป็นพลเมืองชั้นสองในระบบรวมศูนย์อำนาจที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่ อองซานซูจี ไม่เคยเสนอว่ากลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ควรมีสิทธิ์ปกครองตนเองอย่างเสรี เพราะเธอต้องการปกป้องรัฐชาติพม่าในรูปแบบปัจจุบัน ในงานเขียนหลายชิ้นเธอจะ "ชม" วัฒนธรรมหลากหลายและงดงามของกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ แต่เป็นการชมเหมือนผู้ปกครองชมลูกๆ มากกว่าการให้เกียรติกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

วิธีการต่อสู้ของ ซูจี เน้นการสร้างพรรคการเมืองกระแสหลักเพื่อแข่งขันทางการเมืองในรัฐสภา และในการเลือกตั้งปี 1990 พรรค N.L.D. ได้ 392 ที่นั่งจากจำนวนที่นั่งทั้งหมด 485 ที่ในรัฐสภา ปัญหาคือว่าการได้รับคะแนนเสียงแบบนี้ไม่ได้สร้างพลังแท้ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร เพราะหลังการเลือกตั้งครั้งนั้น ทหารพม่าไม่ยอมให้ ซูจี ตั้งรัฐบาลจนถึงทุกวันนี้ นี่เป็นอีกบทเรียนสำหรับเสื้อแดงไทย

ปัญหาชนชาติ

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าแยกออกจากการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของกลุ่มเชื้อชาติไม่ได้ คนพม่ามีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด และกลุ่มเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ต้องการรัฐรวมศูนย์ ในอดีตผู้นำขบวนการชาตินิยมพม่าอย่าง อองซาน (พ่อของซูจี) หรืออูนู ไม่ชัดเจนเรื่องเสรีภาพของเชื้อชาติ และในการประชุมปางลองในปี 1947 ผู้แทนชาวกะเหรี่ยง คะเรนนี่ มอญ อาราคาน และว้า ไม่ยอมมาร่วมประชุมเพื่อร่างรัฐธรรมนูญเพราะไม่ไว้ใจผู้นำพม่า ในปัจจุบันนางซูจีก็ยังไม่ชัดเจนเรื่องนี้ ดังนั้นกลุ่มเชื้อชาติอาจไม่ไว้ใจการนำของเขาเท่าไร

ด้วยเหตุนี้ขบวนการประชาธิปไตยพม่าจะต้องมีจุดยืนชัดเจนที่สนับสนุนการปกครองตนเองของกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไข การที่ K.N.U. องค์กรกะเหรี่ยง ออกมาประกาศสมานฉันท์กับขบวนการประชาธิปไตยและเรียกร้องให้ทหารพม่าหันปืนใส่นายพลเมื่อสองปีก่อนเป็นเรื่องดี และองค์กรประชาธิปไตยจะต้องตอบสนองความสมานฉันท์นี้

พระสงฆ์

คณะสงฆ์ในพม่าเต็มไปด้วยชายหนุ่มที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย สาเหตุสำคัญก็เพราะการบวชเป็นพระเกือบจะเป็นวิธีเดียวที่จะได้รับการศึกษาหลังจากที่ทหารปิดมหาวิทยาลัย การอาศัยวัดในการประท้วงเป็นยุทธ์วิธีเพื่อป้องกันตัวจากการถูกปราบปรามในขณะที่จัดวงคุยทางการเมืองด้วย คล้ายๆ กับวิธีของพวกกบฏในอิหร่านในปี 1979 หรือคนโปแลนด์ในปี 1980 ที่ใช้สถาบันศาสนาเพื่อป้องกันตัว

สรุป

การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าจะชนะได้เมื่อมีการโค่นล้มเผด็จการทหารอย่างเด็ดขาด การประนีประนอมและการเชื่อใจทหารจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้

ชาวพม่าต้องต่อสู้กับทหารในรูปแบบเดียวกับที่พี่น้องประชาชนในไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เคยต่อสู้ในอดีต ต้องชักชวนให้นายทหารชั้นผู้น้อยปฏิเสธคำสั่งของเผด็จการ น่าจะมีการนัดหยุดงานด้วย ทั้งคนงานในพม่าเอง และคนงานพม่าหรือกะเหรี่ยงในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นที่แม่สอดในไทย

การต่อสู้ดังกล่าวอาจใช้เวลา แต่เราสามารถให้ความสมานฉันท์และกำลังใจกับพี่น้องเราได้ตลอด เช่นการประท้วงหน้าสถานทูตเป็นต้น

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่เราในไทยต้องทำคือการเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อล้มอำมาตย์ของเราเอง อดีตหัวหน้า คมช. สนธิ พูดเองว่าเขาคิดว่าการประท้วงในพม่า “ไม่มีวันล้มเผด็จการได้” เราต้องร่วมกันพิสูจน์ว่าเขาผิด ทั้งในกรณีไทยและกรณีพม่า
.......

(1) นักการเมืองฝ่ายอำมาตย์ในไทยถูกตั้งชื่อตามนายพลคนนี้ – เหมาะสมมาก

เป็นอะไรดี ?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ดีๆ ตอนนี้นายอภิสิทธิ์ เละและเลอะไปเรียบร้อย

เมื่อเข้ามาติดหล่มจมปลักกับมหกรรมขย้ำขยี้เก้าอี้ผบ.ตร.

ที่มีวอลเปเปอร์ แอนด์ แก๊ง 4 สหาย อำนวยการสร้างควบกำกับการแสดงเสร็จสรรพ!

จริงไม่จริง ใช่ไม่ใช่ วัดได้จากในสายตานักการเมืองด้วย กัน ระดับอดีตนายกฯ อย่างชวน กับบรรหาร

ยังต้องออกโรงแนะนำ ตักเตือน ด้วยความห่วงใย

ไม่นับเทพเทือก ผู้จัดการรัฐบาล คนกันเองแท้ๆ

ยังพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ได้แต่ส่ายหน้า แล้วหลบฉาก

ในสายตาประชาชน ผลสำรวจสำนักโพลดังๆ สะท้อนไว้ชัด

งานนี้นายกฯเสียหายกว่าใคร ไม่ควรเริ่ม ไม่ควรล้วง ไม่ควรยุ่ง

ในสายตาองค์กรตำรวจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ท่านผู้นำเหมือนไม้หลักปักเลน

จุดยืนไม่มี จุดแข็งไม่ปรากฏ หลักการก็ไม่แม่น หนักแน่นก็ไม่ใช่

โยกไป โยกมา ตามแรงปั่น แรงเป่า?

ส่วนในสายตาแก๊ง 4 สหาย โดยเฉพาะหัวหน้าม็อบ

หนุ่มมาร์คไม่ต่างเบบี้เบบี๋ ยิ่งกว่าของเล่นไขลาน

ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นไปตามเส้นที่แก๊ง 4 สหายขีดไว้

ยกเว้นเรื่องแต่งตั้งรักษาการผบ.ตร. ซึ่งจำเป็นต้อง แตะเบรก เข้าเกียร์ถอย ก่อนพากันลงเหว

อนาคตทางการเมืองอันสดใส ต้องมาเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

ทั้งๆ ที่เพิ่งฉลองอายุ 45 ปีเท่านั้น

น่าเศร้า การเมืองไทยได้สูญเสียบุคลากร ที่ว่ากันว่า เพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ

และน่าเสียดาย เพราะทำตัวเอง!

ทั้งหลายทั้งปวงของมหกรรมขย้ำขยี้เก้าอี้ผบ.ตร.ครั้งนี้

คนอีสานรุ่นเก่าก่อน มีคำเปรียบเทียบ สุดแสบแซบหลาย

"บักสีหาเหตุ"??

ส่วนความหมายว่าอย่างไร ล้ำลึก คมคายขนาดไหนนั้น

นายกฯอภิสิทธิ์ถามวอลเปเปอร์ ถาม ศิริโชค โสภา ไม่น่าจะรู้

เพราะเป็นคนสงขลา แถมไปเติบโตในดงผู้ดีอังกฤษ

ถ้าอยากรู้ล้ำ รู้ลึก รู้ซึ้งจริงๆ

ต้องคนนี้ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม คนบุรีรัมย์

เจ้าของงาช้างของขวัญ ที่กำลังอื้อฉาวเวลานี้นี่แหละ

เพราะเข้าข่าย "บักสีหาเหตุ" คือกัน!?

วิกฤติซ้ำซ้อน

ที่มา ไทยรัฐ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด สารพัดวิกฤติที่โถมทะลักเข้ามา บั่นทอนความสุขของชาวโลกไม่น้อย ถัดจาก โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ยังคาราคาซังก็จะมาเจอกับ กาฬโรคปอด ชนิดเป็นปุ๊บตายปั๊บ

คุณภาพชีวิตถดถอยลงทุกที

แค่วิกฤติเศรษฐกิจอย่างเดียวก็จะอดตายอยู่แล้ว โรคภัย

ไข้เจ็บมาเยือนอีก ดัชนีวัดความเจริญเติบโตด้วยความสุข น่าจะเป็นเรื่องขำๆมากกว่า นักเศรษฐศาสตร์เตือนแล้วเตือนอีก ว่า เศรษฐกิจจะถึงจุดต่ำสุดในปีหน้าโน่น บ้านเราผ่าไปบอกว่า เริ่มจะเห็นแสงสว่างที่ปลายท่อฉิบ

นอกจากจะต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบแล้ว การหาเงินเข้าประเทศก็สำคัญ เพราะเม็ดเงินจากการลงทุนหดหายไปเป็นจำนวนมหาศาล แถมเม็ดเงินลงทุนที่เคยมีอยู่ก็ย้ายฐานออกไปอีก

ผมอ่านข่าว บริษัทล็อกซเล่ย์และบริษัทร่วมทุนที่ได้รับดำเนิน โครงการหวยออนไลน์ จากภาครัฐ ร่ำๆที่จะฟ้องรัฐบาลเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะรัฐบาลไม่ได้ยึดข้อกฎหมายและสัญญา แต่อยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพียงคนเดียว จะนิติรัฐไม่นิติรัฐ คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก

วงในคงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ระหว่างผู้ค้าหวยใต้ดินกับเหตุผลทางการเมือง เช่นเดียวกับเหตุผลที่นายกฯอภิสิทธิ์ ตั้งอกตั้งใจที่จะให้ ผบ.ตร.หลุดจากตำแหน่งให้ได้

ไม่อยากให้นายกฯของประเทศถูกชี้นำจากคนบางกลุ่มซึ่งคนกลุ่มนั้นยังอยู่ในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดินด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็อีกเรื่อง แต่การบริหารงานบ้านเมืองก็ต้องเป็นอีกเรื่อง

จะมาเล่นสองหน้าไม่ได้

วิกฤติที่ซ้ำซ้อนอยู่ในเวลานี้อาการน่าเป็นห่วง ที่แนะจับตาให้ดีคือ วิกฤติน้ำมัน ที่จะพ่นพิษอีกกระทอก จากข้อมูลปริมาณน้ำมันของโลก มีจำนวนลดน้อยลงทุกที และในอนาคตจะมีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นทุกวัน

เป็นผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ปัจจุบันสูงกว่า 70 ดอลลาร์ สหรัฐฯต่อบาร์เรลไปแล้ว ในขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ต้องเจอกับสารพัดภาษี จากราคาต้นทุนอยู่ที่ 17 บาทต่อลิตร ไปถึงมือผู้บริโภคกลายเป็นลิตรละ 40 บาทกว่า

คนที่รับกรรมก็คือชาวบ้าน

นี่ผมยังไม่รู้ว่า รัฐบาลชุดนี้จะรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากราคาน้ำมันในอนาคตอย่างไร ถ้าขืนทำกันแบบเช้าชามเย็นชาม พอจวนตัวก็โยนความรับผิดชอบ อ้างมาจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่นิ่ง

โถ ก็รัฐบาลเองยังไม่นิ่ง พับผ่า.

ไม่หนีก็เพราะได้ลุ้น

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24486

เนวิน

คึกคัก พรึบพรับ พร้อมหน้าพร้อมตา โดยฉากหน้างานเลี้ยงสังสรรค์พรรคร่วมรัฐบาล ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีควงไมโครโฟน นำร้องเพลง "รักกันไว้เถิด"

พร้อมกับภาวนาเสียงดังๆ ขอให้ตัวเลข 276 เสียงเหนียวแน่น อยู่ไปนานๆ

แต่ฉากหลังคนละอารมณ์เลย

กับสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจาก "บรมเซียน" รุ่นลายคราม พร้อมกันในวันเดียว

เซียนหนึ่ง "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา วิเคราะห์กลางวงประชุมพรรค สั่ง ส.ส.ลูกทีมให้ลง
พื้นที่อย่างหนัก และให้จับตาสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดอย่าให้คลาดสายตา

โดยเฉพาะปมร้อนๆคือ สถานการณ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล และประเด็นความขัดแย้งระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. หนึ่งในขุมข่ายอำนาจสีเขียวบวกน้ำเงิน

การเมืองลักษณะนี้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก

อีกเซียนหนึ่ง "น้าหยัด" นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในที่ประชุม สะกิดเตือนกันล่วงหน้า

รัฐบาลจะต้องประสบปัญหาหนักในหลายประเด็น

ทั้งเรื่องที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯตั้งแท่นชงให้รัฐบาลรื้อรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ดึงเกมซื้อเวลาไว้

แก้ก็เหนื่อย ไม่แก้ก็พัง

ไหนจะปมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต่อเนื่องไปถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของโพลสำนักต่างๆ สะท้อนออกมาในมุมที่ไม่เป็นบวกกับรัฐบาล

สำคัญเลยก็คือ กระแสการจัดงานแซยิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลากเกมยาวมาถึงการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หนักพอๆกับคดีลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองกำลังบี้อยู่

"เสธ.หนั่น-น้าหยัด" อ่านสถานการณ์ตรงกัน

เซียนเก๋ารุ่นนี้ "ไม่ค่อยพลาด"

เอาเป็นว่า โดยสถานการณ์ที่น่าจะต่อเนื่องกัน ล่าสุด จับสัญญาณจากอาการเคลื่อนตัวของ "เหล่าจอมยุทธ์" ที่มีรายการขยับต่อสาย

นัดตั้งวง "ทีมฟอร์มรัฐบาลมืออาชีพ"

หมากตัวสำคัญระดับขุน ม้า เรือ ยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-อนุทิน ชาญวีรกูล" 3 ผู้มีบารมีนอกพรรคภูมิใจไทย กำลังเดินเกมเชื่อมเครือข่ายกับทีมงาน "สายแข็ง" ยี่ห้อ "พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" แกนหลักตัวจริงของพรรคเพื่อแผ่นดิน

เซียนจมูกไวได้กลิ่นเร็วอยู่แล้ว

เศรษฐกิจก็อ่วมอรทัย ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็อาการหนัก ไหนจะมึนกับเกมลับ ลวง พราง ล่อกันเองในหมู่ "สปอนเซอร์" ใหญ่รัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" และยังต้องระทึกกับ "สงครามมวลชน" วัดใจกองทัพเสื้อแดงเดินหน้ายื่นถวายฎีกาล้างโทษ "ทักษิณ"

"ฝี" อักเสบ งอมเต็มแก่

บทสุดท้ายใกล้เข้ามาทุกที มันเลยต้องหาทางหนีทีไล่กันตั้งแต่นาทีนี้

แต่ที่ยืนยันว่า "ไม่หนีแน่ๆ"

ล่าสุด ยี่ห้อ "เนวิน" ออกมาสยบข่าวลือขนกระเป๋าเตรียมหนีไปกบดานเมืองนอก หลบคำตัดสินคดีทุจริตกล้ายาง ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 17 สิงหาคม

เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ยืนยันกับปากชัดถ้อยชัดคำ ชีวิตนี้ไม่เคยคิดหนี และวันที่ 17 สิงหาคมนี้ จะเดินทางไปนั่งฟังคำพิพากษาคดีกล้ายางด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

เมื่อเป็นคนไทยต้องพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายไทย

โดยอาการเช็กระดับความมั่นใจแล้วน่าจะ "ได้ลุ้น"

ยิ่งเป็นอะไรที่เทียบเคียงกับคิวของพรรคเพื่อแผ่นดินที่เพิ่งรอดโทษยุบพรรคมาแบบสบายอกสบายใจ เชื่อกันว่า อานิสงส์มาจากการเล่นบท "ผู้กระทำตนให้เป็นประโยชน์"

กับบท "ผู้ร้ายกลับใจ" มาเป็นองครักษ์ "ต้านทัพเสื้อแดง"

"เนวิน" ก็หวังช่องทาง "พิเศษ" เหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“เครือข่ายเกษตร” ล่า “หมื่นรายชื่อ” ดัน “ร่างกฎหมายสภาเกษตร” ฉบับประชาชนเข้าสภาฯ

ที่มา ประชาไท

คณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกร สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมระดมความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) สภาเกษตรฉบับประชาชนซึ่งมีเกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม โดยมี นายไพสิฐ พานิชย์กุล และนายทศพล ทรรศกุลพันธ์ นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวซึ่งพัฒนามาจากประสบการณ์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) บทเรียนของสภาเกษตรกรในประเทศต่างๆ และการเก็บข้อมูลจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดหลักคือ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง

นายทศพล กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรม มีเกษตรกรจำนวนมาก แต่เรื่องสิทธิเกษตรกรนั้นถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ และมีความพยายามจะผลักดัน ร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรฯ เพื่อรับรองสิทธิเกษตรกร แต่ปัจจุบันพบว่ามีความพยายามผลักดันร่างกฎหมาย 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งเป็นร่างกฎหมายที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ยกร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรแห่งชาติ และอีกฉบับเกิดจากการยกร่างโดยภาคประชาชน

“คาดว่าร่างกฎหมายของพรรคชาติไทยพัฒนา น่าจะเสนอเข้าสู่วาระการพิจารณา ในเดือนสิงหาคม แต่ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังขาดเรื่องการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาสิทธิเกษตรกร เช่น ไม่มีการจัดตั้งสมัชชาเกษตรกร ให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง รวมถึงสิทธิของเกษตรกรด้วย”

นอกจากนี้ร่างกฎหมายของพรรคชาติไทยยังมีวิธีการคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรซึ่งกำหนดให้องค์กรเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับราชการเท่านั้นจึงจะมีสิทธิส่งชื่อผู้เข้าสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร ทั้งในส่วนของสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระดับจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิ

“การจัดให้มีสภาเกษตรกร 2 ระดับ คือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และ สภาเกษตรกรจังหวัด โดยผู้ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ต้องเป็นสมาชิกที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเท่านั้น อาจทับซ้อนกับการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีหน่วยงานในส่วนกลางและภูมิภาคไม่แตกต่างกันเหมือนมีสภาที่สวมร่างโดยกระทรวงเกษตรอีกต่อหนึ่ง”

นายทศพล กล่าวอีกว่า ในส่วนร่างกฎหมาย สภาเกษตรกรฯของภาคประชาชนที่เกิดจากการเสนอของเครือข่ายภาคประชาสังคมนั้นพบว่ามีข้อเสนอที่อาจจะเป็นทางเลือกในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือ การคัดเลือกตัวแทนเกษตรกร เกษตรกรทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรงในวันเปิดประชุมสมัชชาเพื่อเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ นอกจากนี้เกษตรกรยังมีสิทธิเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกในองค์กรเกษตรที่จดทะเบียนกับราชการ

ส่วนการจัดตั้ง สภาเกษตรกรนั้นเห็นว่าควรจัดให้มีสภาเกษตรกรแห่งชาติเพียงระดับเดียว เพื่อเป็นองค์กรเชื่อมระหว่างเกษตรกร กับ ภาครัฐ โดยมีสมัชชาเกษตรกรเข้ามาเสริมในระดับต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องชนะการคัดเลือกเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรอย่างเป็นทางการ

“ประเด็นที่สำคัญคือ การจัดให้มีสมัชชาเกษตรกรเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรง และมีสมัชชาเข้าร่วมได้หลายระดับทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด พื้นที่ และสมัชชาเฉพาะประเด็นที่เกษตรกรมีความสนใจ หรือมีปัญหาเร่งด่วนต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรฉบับประชาชนนี้น่าจะเป็นแนวทางลดความขัดแย้งดังที่เคยปรากฏมาในอดีตได้ แต่กลไกเหล่านี้ไม่ได้มีใน ร่างกฎหมายของพรรคชาติไทยพัฒนาที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาในเร็วๆนี้”

ด้านนายไพสิฐ พานิชย์กุล นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเห็นจุดบกพร่องของร่างกฎหมายที่ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการแล้ว ในส่วนภาคประชาสังคมจึงได้ร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรฉบับประชาชนขึ้นมาเทียบเคียง โดยจะล่ารายชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอกฎหมาย หลังจากนั้นจะพยายามผลักดันเข้าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่สภาให้มีการพิจารณาควบคู่ไปพร้อมกับร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติของรัฐบาลให้ได้ เนื่องจากเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรฉบับประชาชนน่าจะสามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง แต่ร่างกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลอาจจะเพิ่มภาระให้กับเกษตรกรมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร

ความเป็นธรรมฏีการ้องทุกข์

ที่มา thaifreenews


การพระราชทานความเป็นธรรมในกรณีที่ราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์
พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณล้วนแล้วแต่ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการพระราชทานความเป็นธรรมแก่ราษฎร ทรงกำหนดวิธีการในการเปิดโอกาสให้ราษฎรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่เป็นธรรมต่างๆ นำความกราบทูลเพื่อทราบถึงพระเนตรพระกรรณได้โดยง่าย หากย้อนไปถึงสมัยสุโขทัยซึ่งการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก มีลักษณะไม่ซับซ้อน เมื่อราษฎรผู้ใดได้รับความเดือดร้อนจะถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ ดังปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ ๑ รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า“….ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลาง บ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิง ขุนบไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยิน เรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยชื่อ……”
ในสมัยอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่มาของความยุติธรรมและเป็นผู้พิพากษาสูงสุดเพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิต ในทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์มิได้ทรงบริหารงานด้านการยุติธรรม แต่ยังทรงสนพระทัยต่อฎีกา และการอุทธรณ์ต่อพระมหากษัตริย์ก็เป็นวิธีสุดท้ายที่จะกระทำได้
พระมหากษัตริย์ไทยเกือบทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่การพิจารณาฎีกาของประชาชน เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการพระราชทานความเป็นธรรม การชำระกฎหมายครั้งใหญ่เพื่อทำประมวลกำหมาย หรือกฎหมายตราสามดวงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็มาจากมูลเหตุที่นายบุญศรีช่างเหล็กหลวงทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ถูกอำแดงป้อม ภรรยา ฟ้องหย่าแล้วพระเกษม ผู้พิพากษาได้ตัดสินให้หย่าได้ทั้งที่อำแดงป้อมเป็นฝ่ายผิดคือมีชู้ เมื่อตรวจสอบแล้วได้ความว่าบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่เป็นธรรม จึงต้องชำระสะสางกฎหมายทั้งหมดในภาพรวม
ในสมัยกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาพิพากษาฎีกาในวัน ๘ค่ำ ๑๕ ค่ำ (ทุกวันพระ) ทรงมีประกาศเกี่ยวกับการยื่นฎีการ้องทุกข์ของประชาชนหลายฉบับ แม้กระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใกล้เสด็จสวรรคต ก็ยังมีพระราชหฤทัยห่วงใยในสันติสุขของประชาราษฎร มีพระราชดำรัสแก่ผู้เฝ้าพระอาการประชวรคือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหกลาโหม เจ้าพระยาภูธราภัยที่สมุหนายก ว่า
“ถ้าสิ้นพระองค์ล่วงไปแล้วขอให้ท่านทั้งปวงจงช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดินต่อไปให้เรียบร้อยให้สมณพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ได้ที่พึ่ง อยู่เย็นเป็นสุขทั่วกัน ขอให้ทูลพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ให้เอาเป็น พระราชธุระรับฎีกาของราษฎรอันมีทุกข์ร้อนให้ร้องได้สะดวกเหมือนพระองค์ได้ทรงรับเป็นพระธุระรับฎีกามาแต่ก่อน”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรากฎหมายเกี่ยวกับการถวายฎีกาทุกวันพระ เช่น แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นบางวันไม่ได้เสด็จออกก็จะโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จออกทรงรับแทน และทรงกำหนดสถานที่และเวลา ตลอดจนเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความสะดวกเรียบร้อยในการถวายฎีกาด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เช่นเดียวกันที่ทรงให้ความสำคัญแก่การถวายฎีการ้องทุกข์ของประชาชนตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์สมบัติ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรในท้องที่ต่างๆ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรแหล่านั้นได้ดีขึ้น เราจะคุ้นตากับภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับฟังเรื่องราวและปัญหาต่างๆจากราษฎรในท้องที่นั้นๆ กราบทูลอย่างใกล้ชิดในโอกาสดังกล่าวราษฎรสามารถกราบทูลข้อเดือดร้อนของตนเองหรือร้องเรียนเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากข้าราชการหรือจากราษฎรด้วยกันเองต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทรงรับเรื่องราวเหล่านั้นและทรงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ความเป็นธรรม อาจกล่าวได้ว่าทรงได้รับฎีการ้องทุกข์จากราษฎรที่เดือดร้อนไม่ว่าจากเหตุใด และได้พระราชทานความเป็นธรรมและความช่วยเหลือตามควรแก่กรณีแก่ราษฎรผู้ที่เดือดร้อนเหล่านั้นเป็นจำนวนมากมายเหลือคณานับ
มีราษฎรจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประสบความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ที่นาได้รับความเสียหายอย่างหนักเพราะกรมชลประทานระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจังหวัดชัยนาทเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่เหนือเขื่อน ราษฎรคนนี้ได้มีโทรเลขกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานความช่วยเหลือซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระเมตตาโดยสั่งการให้กรมชลประทานลดประตูเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทโดยให้ระบายน้ำแต่น้อย ประชาชนจึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ฎีการ้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัวโดยตรงมีจำนวนมากมาย ตั้งแต่เรื่องปลีกย่อยจนถึงเรื่องที่กระทบกับชนส่วนใหญ่ เช่น ขอพระราชทานยืมเงิน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ขาดที่ดินทำกิน ขัดแย้งเรื่องที่ดิน เรื่องขอให้ได้ศึกษาต่อ ถูกกลั่นแกล้งให้ออกจากราชการ ขอพระราชทานงานทำ ฝนแล้ง น้ำท่วม จราจรติดขัด ฎีกาประเภทนี้ไม่มีอยู่ในกฎหมายไทย แต่เป็นช่องทางที่ราษฏรจะนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ราษฎรมักจะถวายเวลาเสด็จพระราชดำเนินหรือไม่ก็ถวายผ่านราชเลขาธิการ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถทรงเคยมีรับสั่งเล่าให้นักข่าวหญิง ฟังเมื่อพ.ศ.๒๕๒๓ ถึงเรื่องการถวายฎีกาของประชาชนว่า ราษฎรมักจะถวายต่อพระราชหัตถ์ของพระเจ้าอยู่หัว แต่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยจนบางครั้งก็เกินเลยถึงขั้นตรวจสอบเนื้อหาและระวังยับยั้งไว้ ราษฎรจึงต้องหาวิธีการอื่น เช่น
“ชาวบ้านภาคใต้ที่ฉลาด รู้ด้วยว่าจะถวายฎีกานี้ต้องทำอย่างไรเอาซ่อนไว้ใต้ดอกไม้ แล้วเอาดอกไม้นั้นมาให้บอกว่า นั่นข้างล่างนะฎีกาอยู่ข้างล่าง (ทรงพระสรวล) รู้จักด้วยนะซ่อนไว้ไม่เช่นนั้นฎีกานี้ตำรวจเขาจะตรวจค้นก่อน”
และทรงเล่าอีกว่า
“…เห็นสิรินธรกับจุฬาภรณ์ไปแย่งฎีกาจากตำรวจ โดยมาเป็นตำรวจราชสำนัก เขาไม่อยากให้ยุ่งการเมือง คือประชาชนเห็นเราใกล้เข้ามาก็คงจะชักออกมาจากชายพกหรือตะกร้า ตำรวจก็แย่งมาเสีย สององค์นี่ก็ไปวิ่งแย่งจากมือตำรวจ (ทรงพระสรวล)เสร็จแล้วแม่เล็กบอกเล็กได้มาแล้วๆ….”
แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงใส่พระทัยในปัญหาความเดือดร้อน และความทุกข์ยากของประชาชนของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีรับสั่งว่า
“ฝรั่งชมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สถาบันกษัตริย์ดำเนินอีกแนวหนึ่งเป็นแนวใหม่ที่ไม่มีในโลก ไม่มีที่ไหนในโลกที่พระมหากษัตริย์จะออกไปแล้วประชาชนนั่งเล่าถึงความทุกข์ แล้วก็พากันไปดูจนถึงหลังบ้าน”
นับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนรักพระมหากษัตริย์เหมือนลูกรักพ่อแม่เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนก็นึกถึงพ่อแม่ให้ช่วยเหลือ