ที่มา Thai E-News
โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
9 สิงหาคม 2552
ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าการที่พรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ และการที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีองค์กรนำในการต่อสู้อย่างเป็นทางการนั้น เป็นจุดอ่อนทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะไม่มีการนำทางความคิด ขบวนการต่อสู้ดูเหมือนว่าจะขาดทิศทางที่ชัดเจน
แม้จะมีสามเกลอและความจริงวันนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นองค์กรนำคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ
พรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรค ทำให้การทำงานในรัฐสภามีปัญหาพอสมควร ไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน เป็นต้น
ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า นี่เป็นจุดแข็ง ไม่ได้เป็นจุดอ่อนแต่อย่างใด เพราะหากมีองค์กรนำที่ชัดเจน อำมาตย์ก็คงหาทางทำลายได้อย่างง่ายดาย หากพรรคเพื่อไทยมีหัวหน้าที่เป็นทางการ คงไม่พ้นที่จะถูกทำลายล้างทุกวิธี เพราะเป็นเป้าหมายที่พวกอำมาตย์ สามารถทำลายได้อย่างชัดเจน
หากคนเสื้อแดงมี "สถาบันคนเสื้อแดง" อย่างที่คุณวีระเคยคิด หรือเคยเสนอ องค์กรนี้ก็จะกลายเป็น "เป้าหมายที่สำคัญ ที่อำมาตย์ต้องหาทางทำลายทุกวิธี"
ดังนั้น ทักษิณจึงไม่ได้จัดตั้งองค์กรพวกนี้อย่างเป็นทางการ
แต่มุ่งขยายเครือข่ายเสื้อแดงที่เป็นภาคประชาชนแทน มีการออกปราศรัยต่างจังหวัด เกิดองค์กรเสื้อแดงย่อยๆ ที่เป็นอิสระในการดำเนินงานขึ้นอย่างมากมาย แต่มีทิศทางร่วมกันคือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การต่อสู้กับระบบสองมาตรฐานอย่างเต็มที่
เราจะเห็นองค์กรย่อยของคนเสื้อแดง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มเชียงใหม่ 51 กลุ่มคนรักอุดรเป็นต้น หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีองค์กรย่อยของคนเสื้อแดงตามเขตต่างๆ เช่น แดงห้วยขวาง-ดินแดง หรือที่ใกล้ๆ เช่น แดงนนท์ หรือแม้แต่แดงจันทบุรี เป็นต้น
องค์กรคนเสื้อแดงเหล่านี้ เกิดจากประชาชนเสื้อแดงเอง ที่จัดตั้งกันขึ้นเอง มีการประชุมกัน แล้วเลือกแกนนำกันขึ้นเอง โดยที่ไม่ได้มีการดำเนินการผ่านแกนนำใดๆ ทั้งสิ้น ในวันประชุมอาจมีการเชิญแกนนำระดับชาติ เช่น นพ.เหวง โตจิระการ คุณวีระ มุกสิกพงษ์ หรือคุณณัฐวุฒิ ไสยเกลือ หรือแม้แต่คุณวิภูแถลง เป็นต้น แกนนำมีหน้าที่เพียงแต่เดินสายไปตามคำเชิญของคนเสื้อแดงกลุ่มต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นคนไปรณรงค์จัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงต่าง ๆ ขึ้นมา
องค์กรของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นนับร้อยแห่งเหล่านี้ เป็นองค์กรที่เกิดจากประชาชนอย่างแท้จริง เป็นองค์กรจาก ล่างขึ้นบน ไม่เหมือนลูกเสือชาวบ้าน ที่จัดตั้งขึ้นโดยทางราชการในสมัย 20-30 ปีที่แล้ว ที่เป็นองค์กรจากบนลงล่าง จึงไม่ได้มีการมีส่วนร่วมจากประชาชนมากนัก แม้ตอนนี้พยายามจะปลุกผีลูกเสือชาวบ้าน แต่ก็ไม่สามารถจะปลุกได้แต่อย่างใด
สภาพการนำของคนเสื้อแดง กระจัดกระจาย ไม่มีการรวมศูนย์แต่อย่างใด เช่น สื่อของคนเสื้อแดงทั้งหลาย เช่น เว็บไซต์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่หนังสือพิมพ์ ก็เกิดขึ้นหลายฉบับ
สภาพเช่นนี้ ยากแก่การทำลายโดยอำนาจรัฐ เพราะไม่ว่าอย่างไร รัฐอำมาตย์ก็ยากที่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะส่งสายไปแทรกซึม ส่งสายลับไป เพราะคนในองค์กรที่รวมตัวกันเหล่านี้ หากใครผิดปกติ เขาจะรู้กันทันทีว่า พวกนี้ปลอมตัวมา และองค์กรย่อยๆ ก็มักจะรู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการ รู้ว่าใครคิดอย่างไร
อีกอย่าง แม้รัฐอำมาตย์จะส่งสายเข้าแทรกซึม ก็ไม่รู้ว่าจะแทรกซึมองค์กรใดกันแน่ กลุ่มสามเกลอก็ไม่ได้เป็นองค์กรนำอย่างแท้จริง มีหน้าที่หลักเพียงกำหนดยุทธวิธีกว้างๆ เท่านั้น
การล่ารายชื่อฎีกา เผยให้เห็นถึง เครือข่ายเสื้อแดงที่ใหญ่โต และมีประสิทธิภาพสูง มีระบบสื่อสารที่ไม่เป็นทางการของตัวเอง หลุดไปจากสื่อกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง แม้รัฐอำมาตย์จะระดมพลเข้าต่อต้านการถวายฎีกาอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรมากนัก เพราะรัฐอำมาตย์ ไม่ได้มีเครือข่ายองค์กรที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ การใช้สื่อกระแสหลักโหมกระแส ก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด เพราะคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เลิกติดตามหรือเลิกเชื่อสื่อกระแสหลักไปหมดแล้ว ดังนั้นการทำลายคนเสื้อแดงของอำมาตย์ จึงยากที่จะทำได้
ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมจึงไม่มีการจัดตั้งองค์กรนำของคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ เป็นจุดแข็งไม่ได้เป็นจุดอ่อน
ที่จริง “ทักษิณ” ที่อยู่ต่างประเทศ คือ ผู้นำอย่างเป็นทางการของคนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีการจัดตั้ง การเคลื่อนไหวของทักษิณ คือการเสริมความเข้มแข็งให้คนเสื้อแดง ไม่ว่าแนวทางการจัดตั้ง ทีวี 100 ช่อง ที่จะเสริมด้านข่าวสารของคนเสื้อแดงอย่างสมบูรณ์ เป็นการเติมเต็มสื่อของคนเสื้อแดง เพิ่มขึ้นจากสื่อที่ไม่เป็นทางการ หรือ สื่อกระแสรอง เช่นเว็บไซต์ คลิป วิทยุออนไลน์ ทีวีออนไลน์เป็นต้น
การที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ทำให้การทำลายล้างของอำมาตย์นั้น เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แม้จะมีการเดินเกมไล่ล่าในระดับโลก แต่ก็เป็นไปอย่างน่าสมเพช มากกว่าน่ากลัว เพราะไม่มีประเทศไหนให้ความร่วมมือ
และพูดกันตรงๆ แล้ว ทักษิณมีประโยชน์กับผู้นำประเทศต่างๆ มากกว่าอำมาตย์มากนัก และประเทศต่างๆ คงประเมินได้แล้วว่า อำนาจของอำมาตย์นั้น ไม่มั่นคง และประเทศไทยก็เล็กเกินไป ที่จะมีใครไปสนใจ ฝ่าฝืนกฎหมายและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ เรื่องการส่งผู้ต้องหาคดีการเมืองกลับให้รัฐบาลแต่ละประเทศแต่อย่างใด การดิ้นของอำมาตย์จึงกลายเป็นตัวตลกที่น่ารำคาญของแต่ละประเทศมากกว่า
สถานะของขบวนการเสื้อแดงตอนนี้อยู่ในระดับ Invincible คือทำลายไม่ได้
การต่อสู้ทางการเมืองนั้น สำคัญที่อุดมการณ์ ไม่ใช่การใช้กำลังเข้าจัดการ เพราะหากแนวคิดต่อต้านขยายตัวไปเต็มประเทศ การกำจัดนั้นเป็นไปได้ยาก สภาพการขยายมวลชนของคนเสื้อแดงนั้น “เต็มประเทศ” ไปแล้ว
ประเทศไทยเป็นพื้นที่สีแดง ค่อนประเทศไปแล้ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 10, 2009
ขบวนการคนเสื้อแดง อยู่ในสถานะ 'invincible = ทำลายไม่ได้' แล้ว
ทนายนายกทักษิณแฉ บวรศักดิ์ เคยยื่นฎีกาปี31
ที่มา Thai E-News
ที่มา นสพ.ไทยรัฐ
พิชิต ชื่นบาน
ทนาย ความอดีตนายกฯทักษิณ เผย "บวรศักดิ์-ธงทอง-เจิมศักดิ์" เคยยื่นถวายฎีกาเมื่อเดือน มิ.ย.ปี31แนะฝ่าย ที่เห็นแตกต่าง ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น มากกว่าใช้วิธีการใดๆเพื่อระงับการทูลเกล้าฯ...
นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ออกแถลงการณ์ฉบับที่สอง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม โต้แย้งบทความ เรื่อง "การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี" ของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ว่า มีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนักการเมืองจากซีกรัฐบาล ได้ทำการโต้แย้งคัดค้านต่อการใช้สิทธิทูลเกล้าฯในลักษณะที่เป็นพฤติกรรม ข่มขู่ เพื่อหวังผลให้ผู้ดำเนินการยุติในเรื่องลงชื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกา โดยวิธีการลดความน่าเชื่อถือของฎีกา พยายามขยายความบางประเด็นของสาระเกี่ยวกับกฎหมายและประเพณีไทย ชี้นำให้เห็นว่ามีจุดผิดพลาดในการเสนอเหตุผล ด้วยการแสดงความเห็นผ่านข้อมูลวรรณกรรมต่างๆ ที่นำมาใช้อ้างอิง แต่แอบแฝงด้วยวาทกรรมในด้านต่างๆ จากการตรวจสอบบทความ เรื่องการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของนายบวรศักดิ์ พบว่า การอ้างข้อกฎหมาย มีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในหลายประการ
แถลงการณ์ ระบุว่า ตัวอย่างประเพณีการยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ไทย ที่ประชาชนผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ระดับนักวิชาการของประเทศจำนวน 99 คนได้ทำเป็นแบบอย่างประเพณีไว้ คือ เหตุการณ์ยื่นฎีกาในเดือนมิ.ย.2531 ขณะนั้นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อตรวจสอบรายชื่อพบว่า นายบวรศักดิ์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการ ที่เป็นผู้ร่วมลงลายมือชื่อ นอกจากนี้ยังปรากฏรายชื่อของ นายธงทอง จันทรางศุ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เนื้อหาฎีกากล่าวถึง ความวุ่นวายสับสนทางการเมือง การแตกแยกความสามัคคีในหมู่ทหาร ข้าราชการและประชาชน เนื่องมาจากผู้นำทางการเมืองที่รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาล มิได้วางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่กระทำการแอบอิงสถาบันหลักของบ้านเมือง ปล่อยให้มีการนำกำลังทหารของชาติ ที่มีไว้เพื่อป้องกันและช่วยพัฒนาประเทศ มาแสดงพลังสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคล จนทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก
แถลงการณ์ระบุต่ออีกว่า เนื้อหาของฎีกาดังกล่าว จึงอยากถามนายบวรศักดิ์ ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาประเภทใด จะเป็นฎีกา การเมือง หรือ ฎีกาโกลาหล อย่างที่เรียกฎีกาของประชาชนที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้หรือไม่ การที่ประชาชนร่วมกันยื่นทูลเกล้าฯ กล่าวถึงความทุกข์แสนสาหัส จากปัญหาเศรษฐกิจ มีการยึดอำนาจโดยเผด็จการ จัดตั้งรัฐบาลไม่ชอบธรรม และได้กล่าวถึงความมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคีในชาติ นอกเหนือจากขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์ ขอพระบรมราชานุเคราะห์ และฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในฉบับเดียวกัน จึงน่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมที่เรียกว่าโบราณราชประเพณี
ตอนท้าย แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา259 บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากจะทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้ คำว่า ก็ได้คือ กฎหมายไม่บังคับให้ยื่นผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น นอกจากนี้คำขอถวายฎีกาของประชาชน ยังไม่มีถ้อยคำใดคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองแต่อย่างใด เนื้อหาฎีกายังได้ยืนยันมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี สมานฉันท์ในชาติ และวรรคสุดท้ายของคำขอถวายยอมรับว่าสุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้น หากนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบุคคลในรัฐบาลตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากเห็นแตกต่างในประการใด ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น ไม่ควรที่จะใช้วิธีการใดๆเพื่อระงับการทูลเกล้าฯให้สถานการณ์เลวร้าย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด
บอร์ดประชาไทย อ้างแหล่งข่าวบอร์ดฟ้าเดียวกัน ได้แสดงรายละเอียดของฏีกาและผู้ลงนามดังนี้
จะเกิดอะไรหลังถวายฎีกา
ที่มา Thai E-News

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 10
ในรัชกาลของพระเจ้าเอกทัศน์ ทหารที่อุตส่าห์ยิงปืนใหญ่สู้กับอริราชศัตรูอย่างกล้าหาญกลับถูกลงทัณฑ์ เพราะมีใครก็ไม่รู้มาบอกว่าเสียงปืนใหญ่รบกวนเบื้องพระยุคลบาท จนทุกคนไม่กล้าทำหน้าที่ที่ควรทำ ในที่สุดพระนครศรีอยุธยาก็ล่มสลายลงในปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังตระหง่านอยู่ได้นานกว่า ๔ ศตวรรษ
น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก แม้แต่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการครอง รศ. ๑๓๐ และ พ.ศ.๒๔๗๕ ท่านก็อาจนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะมีคนไทยจำนวน ๕ ล้าน ๔ แสนคนออกมาแสดงตัวชัดเจนด้วยชื่อจริงนามสกุลจริง และลงนามในเอกสารอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าฎีกา โดยใช้เวลาเพียงเดือนเดียว
ฎีกาถึงพระมหากษัตริย์ไทยเป็นโบราณราชประเพณี เป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้อาศัยในแผ่นดินจะแสดงความขุ่นข้องหมองใจหรือ “ร้องทุกข์” ต่อกษัตริย์ ที่เราขานพระนามกันอย่างหลากหลายตั้งแต่ในหลวงเจ้าชีวิต พระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัว จนถึงองค์พระประมุขและอื่นๆ สุดแต่จะกำหนดความสัมพันธ์ไว้ในใจอย่างไรระหว่างตนเองกับพระองค์ท่าน
การรวบรวมรายชื่อผู้ลงนามถวายฎีกาเมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นการรวบรวมรายชื่อของคนไทยที่มีความทุกข์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์สยาม หรือแม้แต่ในปูมหลวง
อย่าว่ากระทรวงมหาดไทยที่ออกมาหาเสียงกับอำมาตย์ใหญ่ด้วยการตั้งโต๊ะให้คนมาถอนรายชื่อเลยครับ งานนี้ต่อให้รัฐบาลทั้งคณะ ระบบราชการทั้งระบบ ก็ไม่สามารถเอาตัวเข้ามาขวางกระบวนการลงนามถวายฎีกาครั้งนี้ได้ เพราะประชาชนเขาจะต่อสายตรงถึงพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่ธุระของใครหน้าไหนทั้งนั้น
การร้องทุกข์ครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่ได้บอกว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าศาลนั้นเตี้ยหรือสูง ไม่ได้บอกว่าถ้าไม่ได้ตามความต้องการแล้วมวลชนจะทำอะไรต่อไปให้คนเขาวิจารณ์ได้ว่าขู่ แต่เป็นการสื่อสารตามประเพณีการปกครองแบบไทย ซึ่งเป็นการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์และประชาชนร่วมอยู่ในอาณาเขตเดียวกัน ว่าเขามีทุกข์คนมีทุกข์เขาก็ร้อง งานนี้จึงเรียกกันว่าถวายฎีการ้องทุกข์
ก็เท่านั้น
ตรงไปตรงมาที่สุดและไม่ได้อ้างความจงรักภักดีอย่างตอหลดตอแหล ไม่ได้ยึดพระมหากษัตริย์เอาไว้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อของตัวเอง แต่ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมชาติของเอกรัฐที่มีการปกครองเยี่ยงนี้
คนที่ขัดขวางกระบวนการนี้จึงมีเจตนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ได้ทรงทราบว่าคนเป็นจำนวนมากเขากำลังมีความทุกข์ การขัดขวางเช่นนี้ถือเป็นการขัดพระปฐมบรมราชโองการ หรือคำสั่งแรกของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้โดยตรงคือ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม...”
ธรรมคือความดี ความงาม และความเป็นธรรมชาติ
ประชาชนเขาร้องทุกข์ว่าขณะนี้เขาเห็นว่าบ้านเมืองไม่ดี ไม่งาม และเขาก็เลือกที่จะแสดงออกโดยธรรมชาติ
นั่นคือร้องทุกข์ถวายพระมหากษัตริย์ที่เขาเชื่อว่าเป็นธรรมราชา
ความหวังของเขาคือ ธรรมราชาคงจะมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้ความทุกข์ร้อนของเขาลดลง หรืออย่างน้อยก็ทรงช่วยหาทางดับไฟที่กำลังลุกลามไปทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อให้ประเพณีการปกครองแบบนี้ดำรงสภาพอยู่ต่อไปได้
จำได้ไม่ใช่หรือว่า ในรัชกาลของพระเจ้าเอกทัศน์ ทหารที่อุตส่าห์ยิงปืนใหญ่สู้กับอริราชศัตรูอย่างกล้าหาญกลับถูกลงทัณฑ์ เพราะมีใครก็ไม่รู้มาบอกว่าเสียงปืนใหญ่รบกวนเบื้องพระยุคลบาท จนทุกคนไม่กล้าทำหน้าที่ที่ควรทำ ในที่สุดพระนครศรีอยุธยาก็ล่มสลายลงในปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังตระหง่านอยู่ได้นานกว่า ๔ ศตวรรษ
พระราชอาณาจักรที่ยาวนานกว่าสี่ร้อยปีประสบความล้มเหลวในการรักษาพระราชอำนาจล้นพ้น เพียงเพราะลมปากของคนใกล้ชิดที่สอพลอคลอเคลีย ถ้าใครในวันนี้ยังไม่ถึงขั้น “วิปริตพุทธิ” แล้วไซร้ ก็สามารถจะใช้เป็นบทเรียนได้ไม่น้อยอยู่
บทเรียนหนึ่งคือจะต้องหยุดใช้งานคนที่ตกหล่มประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะการโต้ตอบแบบเก่าๆ จะทำให้ทุกอย่างหมุนไปสู่หายนะได้
เรื่องนี้น่าหวั่นใจ
ผู้รับใช้ฝ่ายอำมาตย์หมายเลขต้นๆ คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รีบกระโดดออกมาแสดงจุดยืนในตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ ในรายการโทรทัศน์ที่นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองเป็นผู้สัมภาษณ์ว่า ไม่สำคัญหรอกว่าจะมีคนลงชื่อถวายฎีกามายมายขนาดไหน เขาถือว่ากระบวนการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลตัดสินคดีความไปแล้วก็ไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิดอย่างไร
โดยส่วนตัวผมไม่ได้เห็นว่าคุณอภิสิทธิ์นับหนึ่งถึงสิบได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดถึงนัก แต่จุดยืนแบบนี้ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า การใช้งานคนชนิดที่ยังคิดวกวนอยู่กับแนวโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองอย่างคุณอภิสิทธิ์นั้น จะเป็นอำมาตย์คนเดียวกับที่ลงโทษทหารปืนใหญ่สมัยพระเจ้าเอกทัศน์กลับชาติมาเกิดหรือไม่
รู้ล่ะครับว่าอำมาตย์คิดซับซ้อนขนาดล่อให้คุณอภิสิทธิ์คิดหักหลังคุณสุเทพ เทือกสุบรรณแล้วมาเป็นคนของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพื่อจะชูเขาเป็นหนังหน้าไฟต่อไป แต่คิดไว้บ้างหรือไม่ว่าคบเด็กสร้างบ้านแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นหรือจะวินาศฉิบหายยิ่งกว่าเดิม
ผมไม่ได้รักใคร่อะไรกับคุณสุเทพ แต่เห็นบทบาทคุณสุเทพในการระงับปัญหากับกัมพูชาแล้ว ก็รู้ว่าอย่างน้อยแกมีสติพอที่จะไม่ฆ่าตัวตายท่ามกลางสายตาโลกเอาง่ายๆ
คนที่ตาสว่างโพลงขึ้นว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยทำลายชาติบ้านเมืองได้ถึงขนาดไหนนั้น เห็นจะหาใครเกินคุณสุเทพได้ยากในชั่วโมงนี้
ขนาดต้องหนีไปสงบสติอารมณ์อยู่นอกประเทศ เพราะหัวหมุนจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองแล้ว
ความจริงอย่างคุณสุเทพก็คงไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร เพียงหวังจะเฮือกให้ได้นานที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น แต่ความรู้ใหม่ที่เหมือนถูกตีแสกหน้าทำให้เจ้าตัวเกิดเข้าใจขึ้นด้วยว่าการบริหารบ้านเมืองภายใต้ระบอบอำมาตย์นั้นแปลว่าต้องยอมฉิบหายแทนอำมาตย์เขาด้วย
พอไม่ยอมฉิบหายให้กับเขา เขาก็ล้วงตับเอาเด็กในคาถาออกมาเป็นคนของเขาแทน แถมพลเอกอีกคนหนึ่งที่อุตส่าห์วางแผนทำลายทักษิณมาด้วยกันตั้งแต่ต้น ก็กำลังโดนเล่นหนักด้วยข้อหาพยายามฆ่าคน (ของตัวเอง) ตาย ทั้งที่วางแผนฆ่าเพื่อเอามาบูชายัญให้เขา ก็ยิ่งแสดงว่ามวลอำมาตย์เขาอยู่มาได้นานขนาดนี้เพราะเขาไม่รู้จักบุญคุณของใคร ใช้ได้เขาก็ใช้ และเมื่อใช้แล้วเขาก็ทิ้ง
เกิดมาหลวมตัวเอาเมื่อแก่ขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องเศร้า
ส่วนผู้ที่เชื่อเต็มเปี่ยมว่าเราชนะแล้ว ก็โปรดอย่าได้ลิงโลดใจไปเลยครับ ปรากฏการณ์ฎีกาที่เกิดขึ้นถือเป็นประวัติศาสตร์และน่าประทับใจก็จริง ฟ้าเปิดกว้างจนแลเห็นพระจันทราสวยงามกลางดึกคืนนั้นก็จริง แต่อย่าประเมินคำว่าความหน้าด้านต่ำเกินไปนัก
มาคิดเตรียมกันไว้ดีไหม ไม่ใช่ฝ่ายอำมาตย์เขาจะหน้าด้านหรือไม่ แต่ถ้าเขาหน้าด้านขึ้นมาจริงๆ แล้วเราจะทำอะไรต่อไปต่างหาก
ฎีกาไม่ใช่ป้ายสุดท้ายของขบวนประชาธิปไตยหรอกครับ.
-------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
Sunday, August 9, 2009
ลากไส้พอเพียง ทุจริตอื้อ ฮั้วซื้อเครื่องผลิตปุ๋ย
ที่มา ไทยรัฐ
อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
เพื่อไทย ปูดทุจริตมโหฬาร โครงการชุมชนพอเพียง 80 % จาก 30,000 ชุมชน แฉเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย พบอีสาน-สุราษฎร์ฯ ฮั้วซื้อ เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ แถมละเมิดสิทธิบัตร ...
วันนี้ (9 ส.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงทั่วประเทศ พบว่า โครงการชุมชนพอเพียง 30,000 กว่าชุมชน ที่มีการอนุมัติโครงการไปแล้ว เป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท มีการทุจริตถึง 80% ส่วนอีก 20% พบว่า มีการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน เช่น ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ พบความผิดปกติ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนส่วนใหญ่สั่งซื้อคือ เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ ส่วนที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีความผิดปกติเช่นกัน เพราะจาก 27 ชุมชน ปรากฏว่า มี 23 ชุมชน สั่งซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพเหมือนกับทางภาคอีสาน ชี้ให้เห็นว่า จังหวัดภาคอีสาน และภาคใต้ มีความผิดปกติ ในเรื่องการทำโครงการอย่างชัดเจน เข้าข่ายการทุจริตเชิงนโยบาย มีความผิดสำเร็จแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่า เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพในโครงการนี้ ยังละเมิดสิทธิบัตรของบริษัทเอกชนด้วย
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุมชนในต่างจังหวัด ส่งข้อมูลการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงมาให้พรรคเพื่อไทยครบทุกจังหวัดแล้ว ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ ซึ่งจะนำข้อมูลไปให้ ส.ส. ในพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะมีการแถลงข่าวใหญ่ให้ทราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามทราบว่า ขณะนี้มีการล็อบบี้ และข่มขู่ผู้นำชุมชนที่ออกมาให้ข้อมูลกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจะพาผู้นำชุมชนที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.ลาดพร้าว วันที่ 9 ส.ค.
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง เชื่อว่า เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อหาแพะรับบาป และตัดตอนไม่ให้ไปถึงคนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนที่นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ขอให้พรรคเพื่อไทย กลับไปกวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะมาตรวจสอบการทุจริตนั้น พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการตรวจสอบสไตล์นักการเมืองน้ำเน่า ขอให้เลิกพฤติกรรมแบบนี้ และหันมาหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่
พระองค์ทีฯทรงแสดง"ปลาวาฬจาม"คอนเสิร์ตอุ่นไอรักของแม่
ที่มา Thai E-News

ที่มา เวบสนุก
9 สิงหาคม 2552
สำหรับการแสดงชุดนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงร้อง และเคลื่อนไหวพระวรกายตามจังหวะเพลง ทั้งยังทรงทำท่าจามของปลาวาฬ ในท่อนที่ว่า "ฮัด ฮัด ฮัดเช่ย"
เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 8 ส.ค. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ร่วมงานคอน เสิร์ต "อุ่นไอรักของแม่" ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม ที่อาคารสยามกลการ ถ.พระราม 1
จากนั้นทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรการแสดงของนักเรียนโรงเรียนดนตรีสยามกลการ ปทุมวัน เป็นการขับร้องเพลง "ใครหนอ" โดยนักเรียนหลักสูตร JMC
ครั้นถึงการแสดงชุดพิเศษใน เพลงปลาวาฬจาม และเพลง Frog Song พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงร้องเพลงและร่วมแสดงกับพระสหายโรงเรียนจิตรลดา
สำหรับการแสดงชุดนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงร้อง และเคลื่อนไหวพระวรกายตามจังหวะเพลง ทั้งยังทรงทำท่าจามของปลาวาฬ ในท่อนที่ว่า "ฮัด ฮัด ฮัดเช่ย" ขณะที่เพลง Frog Song นั้น ก็ทรงตั้งพระทัยอย่างยิ่ง ทรงย่อตัวลงน้อยๆ จนสุด โดยเฉพาะเมื่อถึงเพลงท่อนหนึ่งที่ร้องว่า "อบ โอ๊บ อบ กบกระโดดไปมาๆ" พระองค์ทรงกระโดดได้สูงตามจังหวะเพลง ทรงแย้มพระสรวลทั้งทรงสนุก สนาน โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงปรบมือเป็นกำลังใจ ทั้งยังทอดพระเนตรการแสดงด้วยความชื่นชม
ต่อมาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงอิเล็กโทนร่วมกันในเพลง "ขนมปังกรอบ" โดยพระองค์ทีฯ โปรดให้ตุ๊กตา แอปเปิ้ลสีแดงตัวใหญ่มานั่งอยู่ใกล้ๆ ขณะทรงดนตรี
จากนั้น พระองค์ทีฯ ทรงร่วมร้องเพลงกับพระสหายในเพลง "อิ่มอุ่น" เมื่อจบเพลงอิ่มอุ่น พระองค์ทีฯ ได้ทูลเกล้าถวายมาลัยดอกมะลิ แด่พระมารดา ทรงก้มกราบและเข้าไปสวมกอดยังความปลื้มปีติให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก เช่นกันกับพระสหายที่นำช่อดอกมะลิมอบให้แม่ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
จากนั้น ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรการแสดงการขับร้องเพลง ด้วยมือของเธอ และเพลงลูกแม่ ตามด้วยการแสดงจากแม่ลูกที่ชนะเลิศการประกวด NJMC Kid"s Contest เมื่อจบการแสดง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ประทานรางวัลให้ผู้ชนะเลิศการประกวดร้องเพลง ตามด้วยการประกวดภาพถ่าย "แม่ลูกผูกพัน" การประกวดวาดภาพ "คุณแม่ของฉัน" จากนั้น เสด็จกลับ
ชมคลิปข่าว คลิ้กที่นี่
มาร์คทุ่มเงินกู้ไทยเข้มแข็งสร้างหนังพระนเรศวร เฉลิมพระเกียรติราชินี-เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์เรื่อง "นเรศวร"เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คมชัดลึก
9 สิงหาคม 2552
เมื่อเย็นวานนี้(8ส.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 “สงครามยุทธหัตถี” โดยมีมจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และดารานักแสดงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความหมายต่อประวัติศาสตร์และประชาชนชาวไทยภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัต ถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาและเพื่อส่งเสริมความรู้ เทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรด้านความกล้าหาญ อดทน เสียสละ กตัญญูต่อแผ่นดินและอัฉริยภาพการรบที่ทำให้ไทยดำรงเอกราชตราบจนทุกวันนี้และยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติสมัครสมานสามัคคีและสร้างให้คนไทยรู้คุณและตอบแทนแผ่นดินไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยมอบให้กระทรวงวัฒนธรรมเข้าดำเนินการ ซึ่งหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและช่วยปลุกจิตสำนึกคนไทยให้เกิดความรักความสามัคคีความหวงแหนแผ่นดินและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้ประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์ของคนไทย
ด้านนายธีระ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ4 ทางกระทรวงนำงบประมาณจากงบไทยเข้มแข็ง โครงการ 2 มาสนับสนุน ส่วนจำนวนเงินที่จะสนับสนุน ต้องหารือกับม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล อีกครั้ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “นเรศวร” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547 ณ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมทอดพระเนตรการถ่ายทำฉากเปิดกล้องขบวนเสด็จของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา ยิ่งใหญ่สมจริง มีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก ละลานตากับฉากเมืองเก่าที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ด้วยทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เผยภายหลังพานักแสดงเข้าเฝ้าตามกระแสรับสั่ง ทรงตรัสชื่นชมว่าสามารถสร้างภาพยนตร์ออกมาได้ดี
สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้างภาพยนตร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมวงเงิน 8 แสนล้านบาท หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการไทยเข้มแข็ง
'ทนายแม้ว'ออกแถลงการณ์ฉบับที่2โต้'บวรศักดิ์'
วันนี้(8 ส.ค.) นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองแสดงความเห็นที่แตกต่างเรื่อง 'การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี ของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต' ความยาว 20 หน้ากระดาษ เนื้อหาใจความสำคัญว่า สืบเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนักการเมืองจากซีกรัฐบาล ได้ทำการโต้แย้งคัดค้านต่อการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ในลักษณะที่เป็นพฤติกรรมข่มขู่เพื่อหวังผลให้ผู้ดำเนินการยุติในเรื่องลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา โดยวิธีการลดความน่าเชื่อถือของฎีกาด้วยความพยายามขยายความบางประเด็นของสาระที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและประเพณีของไทย พร้อมชี้นำให้เห็นว่ามีจุดผิดพลาดในการเสนอเหตุผลและแสดงความเห็นผ่านข้อมูลจากวรรณกรรมต่างๆ ที่นำมาใช้อ้างอิง แต่แอบแฝงด้วยวาทกรรมในด้านต่างๆ ดังนั้นจึงได้ตรวจสอบบทความเรื่องการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ แล้วพบว่า การอ้างข้อกฎหมายมีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในหลายประการ
'ตนเห็นว่าเนื้อหาของการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้ยืนยันเนื้อหาเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี สมานฉันท์ในชาติ และวรรคสุดท้ายของคำขอถวายยอมรับว่า สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้นเห็นว่านายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม รมว.มหาดไทยและบุคคลในรัฐบาลตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากเห็นแตกต่างในประการใดก็ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น ไม่ควรที่จะใช้วิธีการใดๆ ระงับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หรือกระทำการใดๆให้สถานการณ์เลวร้าย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด' นายพิชิต กล่าว.
ลุ้นอาคารใหม่ สถาปนิก"มาร์ค"
ที่มา ข่าวสด
![]() |
"โดยมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็น ธงนำในการทำงาน และเป็นคำมั่นสัญญาเหมือนที่เราเคยสัญญาแล้วทำได้ใน 6 เดือน"
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวตบท้ายเป็นมั่นเหมาะในวาระแถลงผลงาน 6 เดือน
ภายใต้รูปแบบที่เป็นเรื่องราว เชิญบรรดารองนายกรัฐมนตรีและรัฐ มนตรีจากทุกพรรคขึ้นไปนั่งพร้อมหน้าพร้อมตาบนเวที
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเนื้อหาที่รัฐบาลดำเนินการจนสำเร็จในช่วง 6 เดือนแรก หลักๆ คือนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การแทรก แซงราคาพืชผล โครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการชะลอการเลิกจ้าง
มาตรการลดภาระค่าครองชีพ 5 มาตรการ โครงการเช็คช่วยชาติ โครงการชุมชนพอเพียง การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ค่าตอบแทนอสม. เดือนละ 600 บาท
ที่ขาดไม่ได้คือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลกู้เงินธนาคารในประเทศนำมาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 7 ด้าน ตามรายละเอียดที่เคยเป็นข่าว
เมื่อครั้งรัฐบาลพยายามผลักดันพ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินรวม 8 แสนล้าน ในช่วงปลายสมัยประชุมสภาครั้งที่แล้ว เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการอื่นของรัฐบาล
การจัดแถลงผลงานครั้งนี้จึงเป็นเพียงพิธี กรรมรวบรวมเอาสิ่งที่รัฐบาลทำมาในรอบ 6 เดือน แล้วเป็นข่าวกระจัดกระจายอยู่ตามสื่อต่างๆ มาจัดระเบียบเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่
แล้วถ่ายทอดด้วยสำนวนและลีลาตามสไตล์อภิสิทธิ์
นายกรัฐมนตรีเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงาน เสมือนกับเข้ามาแก้ปัญหาอาคารที่กำลังไฟไหม้
อันดับแรกคือต้องช่วยคนติดอยู่ในอาคารซึ่งหมายถึงคนอ่อนแอที่สุด จากนั้นค่อยดับไฟ ควบคู่ไปกับการออกแบบสร้างอาคารใหม่
รัฐบาลมีแผนงานในอนาคตในเรื่องสวัสดิ- การประชาชน การแก้ปัญหาโครงสร้างที่ดินทำกิน การปฏิรูปการแทรกแซงราคาพืชผล รวมถึงความมั่นคงในการจัดการพลังงาน ส่งเสริมพลัง งานทดแทน เป็นต้น
นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าถ้าวัดจากตัวเลขเศรษฐกิจ จะเห็นว่าไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและน่าจะกลับมาอยู่แดนบวกได้ในปลายปีนี้
ซึ่งสวนทางกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่าง "ดร.โกร่ง"วีรพงษ์ รามางกูร ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และน่าจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี เนื่องจากมีปัจจัยรุมเร้าทั้งภายในและภายนอก
นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเฝ้ารอดูว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด
กับอีกเรื่องที่สำคัญคือปัญหาด้านการเมือง ซึ่งนายกฯ เองยอมรับว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถขจัดปัดเป่าความขัดแย้งทางการเมืองให้หมดไปได้
ที่ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนยังรู้สึกว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากจะไม่ได้บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว นับวันยิ่งร้ายแรงและขยายวงกว้างออกไปมากกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ
บางเรื่องรัฐบาลแทนที่จะเป็นฝ่ายดับไฟ กลับเป็นฝ่ายสาดน้ำมันเข้าใส่เสียเอง อย่างเช่นการสนับสนุนกระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง
ถ้าว่าจำนวนตัวเลขผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกา ที่ฝ่ายเสื้อแดงอ้างว่ามีมากกว่า 5 ล้านคน กับตัวเลขผู้คัดค้านที่มหาดไทยตั้งเป้าไว้ที่ 5 ล้านรายชื่อ
หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับว่าเราจะได้เห็น การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างประชาชนซึ่งถูกรัฐบาลจับแยกออกเป็น 2 ฝ่าย
เป็นที่รับรู้กันว่าการที่รัฐบาลชุดนี้ยืนหยัดอยู่มาได้นานเกิน 6 เดือน
ส่วนหนึ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ถึงการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองจะไม่ค่อยสง่างามเท่าใดนักก็ตาม
แต่ระยะหลังมานี้ดูเหมือนต้นทุนดังกล่าวเริ่มหดหายลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากฝีมือการผลาญของนายอภิสิทธิ์เอง กับ อีกส่วนที่คนใกล้ชิดแอบเบียดบังเอา ไปใช้
ต้นทุนนายกฯ ลดลงอย่างฮวบ ฮาบจากการถลำลงไปล้วงลูกคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ลงท้ายด้วยความพยายามจะกำจัด พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เพื่อตอบสนองคนบางกลุ่มที่ต้องการเข้ามาแสวงผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ
การถลำของนายกฯ ครั้งนี้ เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสยื่นถอดถอนและฟ้องร้องกันขนานใหญ่ ข้อหาแทรก แซงการแต่งตั้งโยกย้าย และการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ
กับอีกเรื่องที่ร้อนขึ้นมาพรึบคือโครงการชุมชนพอเพียง ที่มีชื่อคนในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสของโครงการ
กำลังถูกจับตาว่าจะซ้ำรอยกรณี ส.ป.ก.4-01 หรือไม่
ยังไม่รวมถึงปัญหาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่
ไม่เพียงแต่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความหนักใจแทนรัฐบาลกับสิ่งที่จะต้องเผชิญ หลังจากพ้นช่วง 6 เดือนไปแล้ว
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ยังส่งสัญญาณให้ลูกพรรคระมัดระวังเนื่องจากการเมืองช่วงนี้มีความเข้มข้นมาก
อันมีเหตุจากความขัดแย้งระหว่างนายกฯ กับตำรวจและกองทัพ ซึ่งลุกลามมาจากคดียิงนายสนธิ กับอีกเรื่องคือการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อาจพัฒนาเป็นความรุนแรงรอบใหม่
การเมืองระยะนี้จึงเสี่ยงที่จะพลิกผันเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย
ถ้ายึดตามทฤษฎีที่ว่าการเมืองคือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยตรง ถ้าการ เมืองนิ่ง เศรษฐกิจก็เดินหน้า ถ้าการเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจก็หยุดชะงัก
ดังนั้น ถ้าวัดจากสถานการณ์การเมืองตอนนี้
ถือเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลอย่างมาก ว่าจะได้อยู่ดูอาคารหลังใหม่ที่อุตส่าห์ออกแบบไว้หรือไม่
แม้วเปรียบตัว'หนู' ฟิตปั๋ง อยากช่วยแก้ปัญหาชาติ
ที่มา ไทยรัฐ
แนะรัฐอย่ามามัวไล่จับหนูตัวนี้ เพราะวิ่งเร็ว ให้เอาเวลาไปแก้ปัญหา ศก. "ทักษิณ" ระบุ ตอนนี้ร่างกายฟิต พร้อมแล้วที่จะกลับมาช่วยชาติ เตือน ปชช.ให้ระวังการใช้จ่าย ...
วานนี้ (8ส.ค.) ที่สนามข้างโรงเรียนกสิณธร เซนต์ปีเตอร์ ม.6 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พ.อ.ดร.อภิวัน วิริยชัย รองประธานสภาฯ นายอดิศร เพียงเกษ และแกนนำคนอื่นๆ จัดเวทีปราศรัยกับกลุ่มเสื้อแดงที่เดินทางมาร่วมรับฟังนับพันคน โดยแกนนำต่างผลัดกันขึ้นเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาลว่า ไม่สามารถบริหารประเทศให้เดินหน้าไปได้ และยังได้กล่าวโจมตีนายเนวิน ชิดชอบ ที่หักหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมถึงการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องของ 2 มาตรฐาน ระหว่างคดีของคนเสื้อเหลืองที่ยึดสนามบิน กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปิดล้อมทำเนียบ
จนกระทั่งเวลา 21.00 น. นายวีระ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุม ระหว่างนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับแกนนำ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เล่าถึงชีวิตและความเป็นอยู่ รวมทั้งได้มีการเล่าถึงการเลือกตั้งของประเทศญี่ปุ่น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังคุกคามอยู่ทุกประเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ช่วงนี้ตนอยากจะขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่าย เพราะว่าตอนนี้รายได้ของคนไทยน้อยกว่ารายจ่าย และได้มีการนำเอาเงินออมที่เก็บไว้ออกมาใช้ อยากจะแนะนำรัฐบาลว่าให้สนใจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าในการไล่จับหนูตัวเดียวด้วยการเผาบ้าน ตกลงว่าจะเอาอย่างไรดี จะดับไฟหรือยัง เพราะหนูตัวนี้ก็นอนรออยู่ในโพรงไม้นอกบ้าน ถ้าบอกว่าหยุดเผาบ้านแล้ว บอกว่าหนูมาช่วยสร้างบ้านสร้างเรือนหน่อย หนูตัวนี้ก็พร้อมที่จะกลับมาช่วยสร้างบ้านสร้างเมือง เพราะหนูตอนนี้ฟิตรออยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ตอนนี้ก็ทำได้แต่เพียงอย่างเดียวคือการหาประสบการณ์ และชวนนักลงทุนให้มาลงทุนในประเทศไทย เพราะปัญหาประเทศไทยแก้ไม่อยาก แต่ต้องกล้าที่จะแก้ และอย่าไล่จับหนูตัวนี้ เพราะหนูตัวนี้วิ่งเร็วจับไม่ทัน
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ผมต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงที่ไปร่วมทำบุญวันเกิดให้กับผม และได้มาร่วมลงชื่อถวายฎีกาเพื่อให้ผมได้มีโอกาสได้กลับบ้าน ถึงแม้จะมีอุปสรรคอย่างไรก็ให้เฉย ๆ กัน ตอนนี้มีปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โทรศัพท์มาหาผม เขาบอกว่าได้รับคำสั่งว่าให้เกณฑ์แม่บ้าน หมู่บ้านละ 20 คน เข้ากรุงเทพ โดยอ้างว่าให้เข้ามาถวายพระพร แต่เขากลัวว่าจะให้มาค้านการถวายฎีกา เพราะเท่ากับเป็นการทำร้ายโอกาสในการหลับบ้านของผม ไม่ใช่ความคิดของผมนะ แต่เขาเล่าให้ผมฟัง เขาก็เลยตัดสินใจไม่เข้ามากัน ความจริงแล้วถ้าเราเข้าใจคำว่าประชาธิปไตย ปล่อยให้คนได้แสดงความคิดเห็นผิดถูกไม่มีปัญหาเลย ถ้าเราคิดว่าเขาผิด เราก็เดินมาอีกทางนึง แต่ไม่เป็นไรครับ อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด เพราะผมถือว่าพี่น้องได้ใจผมถึงล้านเปอร์เซ็นต์ ผมจะพยายามหาความรู้ไปตอบแทนบุญคุณพี่น้องประชาชนให้ได้
"ผมมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถทำให้พี่น้องพ้นหนี้ พ้นสินง่าย เพราะศักยภาพของประเทศไทยมีดีกว่าประเทศอื่นเยอะ แต่เรามันมีปัญหาตรงที่ว่าชอบดึงแข้ง ดึงขากันเอง มันถึงได้เป็นอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอนที่ผมประกาศว่าจะเอาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางของเอเชีย ประเทศสิงคโป ถึงกับเรียกประชุมกันด่วนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี แต่พอผมโดยปฏิวัติตูม สิงคโปร์ บอกว่าไม่ต้องเรียกประชุมแล้ว เพราะตอนนี้ประเทศไทยสู้เราไม่ได้แล้ว" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า วันนี้มีรายงานมาให้ผมฟังว่ามีใครแอบไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นโรงแรม ปริ๊นเซส มีองค์กรอิสสระ มีอธิการมหาวิทยาลัย และมีไอ้แก้วหน้าม้าอะไรพวกนี้ไปกัน ก็เลยไม่รู้ว่าตกลงจะเอาอย่างไรกัน บ้านเมืองเราจะเอาความยุติธรรมหรือเปล่า จะเอาความปรองดองหรือเปล่า รับรองถ้าประเทศไหนไม่มีความยุติธรรมไปไม่รอดหรอก คนที่รับกรรมคือประชาชนตาดำๆ ก็อยากจะฝากไปให้กำลังใจชาวพี่น้องเสื้อแดงอีกครั้งนึงว่าให้อดทน รวมถึงแกนนำคนเสื้อแดงที่เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางเพื่อช่วยเหลือตน ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง
จากนั้น นายวีระ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า ท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้บอกว่าในเร็ววันนี้ จะมีสิ่งมหัศจรรย์ เกิดขึ้น และจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นในประเทศไทย



