ที่มา voice TV![]()
![]()
![]()
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเชื่อ นปช.ยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ทำคนไทยแตกแยก พร้อมแนะทุกฝ่ายสมานฉันท์
พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ว่า คนไทยทุกคนควรยึดดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ เพื่อให้ทรงสบายพระราชหฤทัยและสมกับที่ทรงงานเพื่อประเทศชาติมาอย่างยากลำบากโดยตลอด
ส่วนการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นั้น พล.อ.ชวลิตเห็นว่าเรื่องดังกล่าว ไม่ได้เป็นสาเหตุหรือฉนวนให้เกิดความแตกแยก เพราะประชาชนคนไทยทุกคนคงจะแสวงหาหนทางเพื่อแก้ไข และคงไม่มีใครตั้งใจทำให้ประเทศชาติเกิดความแตกแยก แต่อาจจะมีวิธีคิดและการดำเนินการที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นวิธีที่ดีและง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยุติลงได้ คือ การหันหน้าเข้าหากันและพูดคุยทำความเข้าใจ โดยไม่แบ่งแยกเป็นกลุ่มเป็นฝ่าย
อย่างไรก็ตามเชื่อว่า แนวทางสมานฉันท์ยังเป็นแนวทางที่สามารถช่วยแก้ไขและคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ให้กลับมาสู่ภาวะปกติได้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 13, 2009
"พล.อ.ชวลิต" เชื่อ นปช.ยื่นถวายฎีกาไม่เป็นชนวนแตกแยก
เพื่อไทยรุกแก้ กม.ให้คงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
ที่มา MCOT News
เพื่อไทย 12 ส.ค. – นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะเสนอแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ ให้ชัดเจน คือ ร่าง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....ตามที่คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ขณะนี้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาฯ รอการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 และกฎหมายเทศบาล ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2496 เพื่อให้มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านต่อไป เพราะยังมีความสำคัญในการดูแลประชาชน
“พรรคเพื่อไทยมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะให้มีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน คงสภาพอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะตำบลยกฐานะเป็นเทศบาล ไม่ต้องการถูกลบทิ้ง เพราะเห็นว่ากำนันและผู้ใหญ่บ้านได้สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน ถือเป็นคุณประโยชน์มหาศาลแก่ประเทศ สมควรในการคงไว้ต่อไป” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายสุรพงษ์ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการทุกอย่าง เพื่อให้รัฐบาลแก้กฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ยังคงกำนันและผู้ใหญ่บ้านไว้ และเชื่อว่า ส.ส.ทั้งสภาฯ คงไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ .-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-08-12 15:53:42
พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ ชูธงต้านการเมืองล้วงลูกสีกากี
ที่มา มติชน
คอลัมน์ คนตามข่าว
โดย ดุษฎี สนเทศ
![]() |
ปัจจุบันอายุ 70 ปี สำเร็จ ร.ร.นายร้อยตำรวจ (นรต.14) รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค พล.ต.อ.บุญศรี หุ่นสวัสดิ์ และ พล.ต.ท.กิตติโชติ แสงนิล
ต่อด้วยปริญญาโท M.A.(POLICE ADMINISTRATION) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ปี 2510 หลักสูตรตำรวจเอฟบีไอของสหรัฐ ปี 2513 และ วปอ.รุ่นที่ 32
เริ่มต้นเป็นผู้บังคับหมวด สภ.เมืองสมุทรปราการ ก่อนผ่านสู่ตำแหน่งสำคัญ อาทิ นายเวรผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์) สารวัตรใหญ่ สน.พลับพลาไชย เขต 2 นายเวรอธิบดีกรมตำรวจ (พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น)
เป็นผู้บังคับการกองวิจัยและวางแผน ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายพัฒนา รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายบริหาร และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ปี 2541
หลังเกษียณนั่งเป็นที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ปี 2544 นายกสโมสรสีลมในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายกสมาคมตำรวจ
"ผมอ่านข่าวทุกวัน มองว่าการแทรกแซงกิจการภายในของตำรวจ ทั้งการบริหารงานบุคคลการแต่งตั้งและการทำคดี ซึ่งใกล้ฤดูกาลแต่งตั้งเดือนตุลาคมจะมีข่าวลือ เช่นนี้ทุกปี ถ้าปล่อยให้องค์กรตำรวจถูกแทรกแซงอย่างนี้ หรือโครงสร้างแบบนี้จะเป็นอย่างนี้ทุกปี ตลอดไป"
กลุ่มตำรวจเกษียณที่ห่วงความเป็นไปของ ตร.เสนอว่า กฎหมายและโครงสร้างตำรวจควรลดบาทบาทของฝ่ายการเมืองในการบริหารบุคคล ให้ตำรวจดูแลกันเอง แต่ทั้งนี้การเมืองยังสามารถเข้ามาดูแลเรื่องนโยบายได้
เป็นแนวทางนายกสมาคมตำรวจที่น่าจับตาจะได้รับการตอบสนองหรือไม่!?!
ชูธง...ต้านฎีกาแดง หวังดีหรือประสงค์ร้าย ?
ที่มา มติชน
![]() |
แต่ไม่กี่เดือนต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงยังกลับมาชุมนุมและสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏผลเห็นชัดเจนจากผลการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และศรีสะเกษ ที่แม้คู่แข่งจะระดมสรรพกำลังทั้งบนดินและใต้ดินก็ไม่อาจต้านทานกระแสเสื้อแดงฟีเวอร์ได้
จนมาถึงเกมถวายฎีกาของ "วีระ มุสิกพงศ์" แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช. ) ที่ปลุกแดงทั้งแผ่นดิน ประกาศจะรวบรวมรายชื่อได้ให้ 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เพียงช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนมิถุนายนที่ "วีระ" ประกาศถึงเดือนกรกฎาคม ไม่น่าเชื่อที่คนเสื้อแดงจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ถึง 5 ล้านคน
ซึ่งก็มีคำถามว่ารายชื่อเหล่านี้มาโดยสุจริตหรือไม่
เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย นำโดย "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคและฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทย ได้นำลูกพรรคแถลงข่าวคัดค้านการถวายฎีกา พร้อมขึ้นป้ายคัดเอ๊าต์ขนาดใหญ่ 4 มุมเมืองและแจกจ่ายพิมพ์สติ๊กเกอร์ "หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดทำหินแตก หยุดแยกประชาชน หยุดล่ารายชื่อถวายฎีกา"กระจายไปทั่วประเทศ
และใช้กลไกของกระทรวงสั่งผ่านทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรงไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และผ่านไปทางนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตั้งโต๊ะรับลงชื่อถอนและคัดค้านฎีกาแดง
โดยอ้างเหตุผลว่าต้องการหาทางออกให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลงชื่อถวายฎีกา
จนเป็นที่มาของข่าวลือที่ส่งตรงจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่า "งานเข้า" โดยปูดออกมาว่าแผนต้านฎีกาครั้งนี้มี "เนวิน ชิดชอบ" หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทยอยู่เบื้องหลัง
และ "รับงาน" นี้เพื่อแลกกับคดีกล้ายางที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะตัดสินในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันที่เสื้อแดงประกาศว่าจะถวายฎีกา
การตั้งโต๊ะรับลงชื่อของกระทรวงมหาดไทยมียอดตัวเลขที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงช่วงเวลากว่า 1 สัปดาห์สามารถรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 5 ล้านชื่อ
แม้จะถูกตั้งคำถามถึงที่มาของรายชื่อและหลักฐานการลงรายชื่อของประชาชน แต่ "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับออกมาขวางโดยระบุว่า "ประชาชนมาร่วมลงชื่อด้วยความสมัครใจ ไม่จำเป็นต้องมีการเปิดเผยรายชื่อใดๆ ทั้งสิ้น"
หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่ากลไกของกระทรวงมหาดไทยนั้นง่ายต่อการสร้างตัวเลข
แต่ตัวเลขเหล่านี้คือของแท้แค่ไหน
และสิ่งที่หลายคนกังวลคือวิธีการของกระทรวงมหาดไทยคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
เป็นการแบ่งแยกประชาชนออกจากกันหรือเปล่า
แต่หากจะย้อนดูผลงานของ "เนวิน" ที่ผ่านๆ มาจะพบรอยด่างหลายต่อหลายรอย
อาทิ ทีมเสื้อน้ำเงินไปร่วมพิทักษ์การประชุมอาเซียนซัมมิทที่พัทยา ป้องกันคนเสื้อแดงขัดขวางการประชุมจนเกิดการปะทะ ตีกันเลือดตกยางออก จนในที่สุดการประชุมก็พังลง
หรือแม้แต่ตอนที่ยังดื่มด่ำกับทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยจัดคารวานคนจนมาตั้งเวทีที่สวนจตุจักรมีเจตนาต้องการชนกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหตุการณ์ม็อบที่เข้าปิดสำนักงานเนชั่นใครกันที่แน่ที่อยู่เบื้องหลัง
ถึงวันนี้จึงเกิดคำถามเมื่อยึดโยงกับเหตุการณ์ในอดีต การใช้กลไกครั้งนี้เป็นเรื่องตัวบุคคลหรือส่วนรวม
หากทำไปเพื่อส่วนรวม ผลที่ออกมาในครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติแค่ไหน
ในฐานะที่เป็นพรรครัฐบาลน่าจะมีแนวทางสมานฉันท์ที่ดีกว่าปล่อยให้ประชาชนออกมาชนเผชิญหน้ากัน
การกระทำครั้งนี้แม้จะมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่มีใครจะทัดทานนโยบายที่ส่งตรงมาจากผู้มีอำนาจได้
ผลของการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเจตนาของผู้สั่ง
แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร "ประชาชน" ตาดำๆ ย่อมเป็นผู้รับกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
บริหารแบบแปลกๆ
ที่มา มติชน
บทนำมติชน
กว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตอบคำถามกรณีความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมก็ต้องซักถามกันไปมาหลายครั้ง หลายรอบ กว่าจะหลุดคำพูดออกมาว่า ได้สั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดภาคใต้ 7-8 วันเพื่อติดตามคดีสำคัญหลายคดีและไปเตรียมความพร้อมการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จังหวัดภูเก็ต นายสุเทพมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ้างที่ถูกผู้สื่อข่าวซักไซ้แต่เรื่องของ พล.ต.อ.พัชรวาท แต่ถ้า นายสุเทพ หรือแม้แต่ นายอภิสิทธิ์เข้าใจหน้าที่และการทำงานของผู้สื่อข่าวว่าต้องหา "ความจริง" และเบื้องหลังของข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมก็จะต้องพยายามบริหารราชการให้ดีและตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมา
จะดำเนินการอย่างไรกับ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นปัญหาของ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพมาเป็นเดือน การให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่มีความชัดเจน ปากบอกว่า พล.ต.อ.พัชรวาทไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิก็ยืนยันเช่นเดียวกัน แต่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพกลับพูดจาและแสดงออกไปคนละทางสองทาง จน พล.ต.อ.พัชรวาทลาไปปฏิบัติราชการที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5-14 สิงหาคม แต่พอถึงค่ำวันที่ 8 สิงหาคมก็เดินทางกลับมาอ้างว่า จะมีพายุฤดูร้อนเข้าสู่พื้นที่การปฏิบัติภารกิจ ประกอบกับจะเข้าร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับมาก่อน ครั้นกลับมาถึงประเทศไทยก็เกิดความสับสนว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปจนเกษียณซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 50 วัน ซึ่งงานสำคัญคือ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตรหรือจะถูกแขวนไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว
หากการบริหารราชการของฝ่ายการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชามีความตรงไปตรงมา แสดงเหตุผลจน พล.ต.อ.พัชรวาทยอมรับได้ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พล.ต.อ.พัชรวาทก็ควรจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวสอดคล้องและตรงกัน ไม่ใช่พูดกันคนละเรื่อง เสมือนกับว่าไม่เคยคุยกันและถ้าจะถูกเข้าใจจากผู้สื่อข่าวและคนทั่วไปว่า ทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันก็ไม่ใช่ความผิดของผู้ที่คิดและเข้าใจเช่นนั้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้มีความสับสนอย่างมาก มีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เผชิญมรสุมหลายด้าน จึงเป็นที่มาของข่าวลือ
ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่ย้าย พล.ต.อ.พัชรวาทมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็แสดงว่า พล.ต.อ.พัชรวาทยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่จะให้มีอำนาจในตำแหน่งหรือไม่ อย่างไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับแสนๆ คน ต้องให้ความใส่ใจกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั้งประเทศที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ยิ่งประชาชนในยามนี้แบ่งออกเป็นฝักฝ่าย มีการถือเขาถือเรา นี่พวกเดียวกัน นี่ฝ่ายตรงข้าม ความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมมีหลายมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน มีทั้งชื่นชอบและเกลียดชังรัฐบาล รัฐบาลจำเป็นจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ที่สำคัญ คือความสุจริต ความโปร่งใส
ประชาชนจะคลายความสับสนและงุนงงในกรณี พล.ต.อ.พัชรวาทจะอยู่ตรงไหน มีสถานะเช่นไรก็อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาจะสร้างความกระจ่าง ด้วยการพูดจากับสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนให้รู้เรื่อง เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาทก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจง การคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่อยากพูดชี้แจงใดๆ เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดกระทบต่อความสงบสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การกระทำใดๆ จึงไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้ มีแต่จะต้องตอบกับสังคมให้ได้ถึงจะทำให้ประชาชนมองหน่วยงานแห่งนี้ด้วยความรู้สึกที่ดี
"แม้ว"ชิดซ้าย
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
![]() |
เพราะตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมมาตั้งแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่ตัดสินใจใช้กำลังเข้าขวางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้มีการประชุม
รวมทั้งวางแผนเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาล
วิเคราะห์กันว่าเวลานั้นพันธมิตรฯ เริ่มหมดหนทางแม้จะยึด ทำเนียบไว้เป็นเดือนๆ แต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน (ในขณะนั้น) ก็ไม่สนใจ
จึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้น
แต่พันธมิตรฯ ก็มาพลาดภายหลังที่เข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ จนต้องมาตามแก้ปัญหากันในตอนนี้
แก้เพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องพ้นจากข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย"!!
แต่ก้างชิ้นโตคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้
รวมไปถึงปัญหาการโยกย้ายตำรวจที่ผ่านมา ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง
จึงต้องเดินเกมใหม่ผ่านทางผู้มีอำนาจสูงกว่าผบ.ตร.!?
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ คือเป้าหมายดังกล่าว
และดูเหมือนผู้นำม็อบบางคนก็สามารถเข้าถึงได้สำเร็จ
เราจึงเห็นยุคที่ย่ำแย่ที่สุดของวงการตำรวจ เมื่อมีผู้มีอำนาจใช้ "อำนาจ" ในมืออย่างเกินเลยและเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้
ไม่ว่าจะเป็นการออกมาพูดกดดันต่างๆ นานา แต่พูดไปแล้วก็เหมือนไม่ได้จำ เพราะกลายเป็นการการันตีให้ผบ.ตร.
จนกลายเป็นปัญหาว่าตัวเองไม่สามารถเตะให้พ้นทางไปได้
หรืออยากจะทำแต่ไม่มีข้อหาอะไรให้เล่นงาน
จึงใช้วิธีการพิลึกพิลั่น วางแผนตั้งรักษาการขึ้นมาทำหน้าที่แทน
พอแผนแรกไม่สำเร็จ เพราะผบ.ตร.แก้ลำได้ ก็เล่นมุขใหม่ส่งไปราชการที่ต่างจังหวัด เพื่อตั้งรักษาการขึ้นมาอีกรอบ
แม้จะอ้างเรื่องโน้น เรื่องนี้ แต่การแสดงออกก็ชัดเจนว่าหลังเขี่ยพล.ต.อ.พัชรวาท ออกไป สิ่งแรกที่ทำคือการโยกย้ายตำรวจระดับนายพล
และมาตอนนี้ก็เจาะลงไปถึงระดับ "พ.ต.อ." ด้วย
แต่ทั้ง 2 เป้าหมายถูกขัดขวาง จนต้องทิ้งโผรอให้ "ผบ.ตร." คนใหม่เข้ามาดำเนินการ
หลายคนงงงันกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์ ว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้!?
เพราะปกติระดับนายกฯ มีสิทธิ์มีเสียงในการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่แล้ว น่าจะคุยกันได้หากต้องการส่ง "เด็ก" เข้า ไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ
แต่การแสดงออกแบบนี้ เหมือนกับต้องการ "รวบอำนาจ" ในการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งหมดไว้ในมือตัวเอง เพื่อผลบางอย่าง!?
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถือว่าเป็นนายกฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่สุด และใช้อำนาจมากที่สุดคนหนึ่ง
เจอสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ทำในคราวนี้
แม้วก็แม้วเหอะ ชิดซ้ายไปเลย!?
แต่งตั้ง"วิเชียร"รรท.ผบ.ตร.
ที่มา เดลินิวส์
ระหว่างวันที่12-18ส.ค.โครงสร้างใหม่ส่อเลื่อนรวมทั้งโผ152บิ๊กตำรวจ
“อภิสิทธิ์” ตั้ง “วิเชียร” รักษาการ ผบ.ตร.อีกครั้ง ตั้งแต่ 12-18 ส.ค. แจงไม่ได้แทรกแซงตำรวจ ไม่ได้มีอะไรขัดแย้ง ที่ทำเพื่อให้คดียิงสนธิ เดินหน้าได้ ระบุ “เติ้ง” ส่งคนมาบอกไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ด้าน “สุเทพ” เรียกประชุม ก.ตร. แต่ไม่มีวาระแต่งตั้งโยกย้าย คาดเลื่อนประกาศใช้โครงสร้างใหม่ตำรวจ ส่อเลื่อนโผ 152 นายพลออกไปอีก ขณะเดียวกันให้ ระงับทำโผเล็ก ตั้งแต่ รองผู้บังคับการลงมา คาดอาศัยช่วงที่ ผบ.ตร.เดินทางไปราชการภาคใต้ทำต่อ ด้าน “วิเชียร” แย้ม โครงสร้างใหม่ อาจประกาศใช้ไม่ทันในวันที่ 15 ส.ค. จะขอมติที่ประชุมทำตามกรอบเดิม หรือขยายเวลาออกไป ส่วนการทำโผ ผบ.ตร. หรือ รรท.ผบ.ตร.เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการเท่านั้น ด้าน รองอธิบดี ดีเอสไอ ระบุตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รถที่ยึดได้จากบ้านแม่ยาย ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ว่าอยู่ในความดูแลของใคร รวมถึงผู้ที่เซ็นรับรถไปใช้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่หน้าบ้านพักภายในซอยสุขุมวิท 31 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย วิจารณ์ถึงการที่นายกรัฐมนตรี เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจว่า เรื่องตำรวจนั้นไม่มี และนายบรรหารได้ให้คนมาบอกตนว่า ที่มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปลงเป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของนายบรรหารนั้น นายบรรหารบอกว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์ เมื่อถามว่ารวมถึงเรื่องที่นายบรรหารบอกว่าไม่อยากให้นายกฯไปยุ่งกับโผโยกย้ายตำรวจด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “นั่นแหละครับ ไม่เห็นมีอะไร และผมก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย”
ผู้สื่อข่าวถามว่าภาพที่ออกมาดูเหมือน นายกฯ ลงไปจัดการกับการโยกย้ายตำรวจเอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับเรื่องนี้เลย แต่มีหน้าที่เดียวคือ ให้คดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินได้ ส่วนเรื่องตำรวจ มี 2 ประเด็นที่เป็นเชิงนโยบาย ไม่ได้เป็นเรื่องตัวบุคคลคือ 1.การโยกย้ายแต่งตั้ง ซึ่งมีความคาบเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างตำรวจใหม่ที่ต้องระมัดระวังในข้อกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาตนในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เห็นความไม่รอบคอบในเรื่องกฎหมาย และขัดต่อกฎหมาย จึงต้องถูกยับยั้งไป และ 2.มันมาซ้อนกับการโยกย้ายประจำปีคือ ต้องคิดถึงอนาคตที่เราต้องมีผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ถ้าไปทำอะไรไว้ ผู้บริหารใหม่เข้ามาบริหารงานไม่ได้ งานก็เสียหายเท่านั้น ตนไม่ได้ไปดูเลยว่าตัวบุคคลใครเป็นใคร
ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 188/2552 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2552 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจรักษาราช การแทน โดยระบุว่า โดยที่สำนักงานตำรวจแห่ง ชาติมีราชการสำคัญเกี่ยวกับการสืบสวนสอบคดี ต่าง ๆ อันสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเตรียมความพร้อมในการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยทั้งสองกรณีเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบและสวัสดิภาพของประชาชน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและต่างประเทศ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ได้มีบัญชาให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปกำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 12-18 ส.ค. 2552
ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติราชการในสำนัก งานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่สามารถกลับมาปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 72(1) แห่ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ 10 ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษเป็น รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามความในมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 12-18 ส.ค. 2552
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับทราบคำสั่งให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. แล้วตามหนังสือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ นร 0405(ลน)/7344 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2552 เนื่องจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ต้องลงไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งในภารกิจแรกของ ตนในวันที่ 13 ส.ค. 2552 คือการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ ก.ตร. ในเวลา 13.00 น. โดยวาระในการประชุมเพื่อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามโครงสร้างใหม่ในตำแหน่ง รอง ผบก. ลงไปเพราะตามกำหนดการเดิมจะมีการประกาศราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 15 ส.ค. 2552 มีผลในวันที่ 16 ส.ค. 2552 แต่การพิจารณาแต่งตั้งอาจจะไม่ทันตามกรอบระยะเวลาเดิม ก็ต้องดูมติของที่ประชุมว่าจะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร จะให้ทำตามกรอบเดิมหรือจะขยายระยะเวลาออกไป ส่วนใครจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็ต้องดูว่าในช่วงเวลานั้นใครมีอำนาจในการดำเนินการ ได้ตามกฎหมายก็เป็นผู้ดำเนินการ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ตนรักษาการก็จะดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
รรท.ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ในวันที่ 14 ส.ค. ตนก็จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมในการดูแลความสงบกรณีจะมีกลุ่มบุคคลจะยื่นถวายฎีกา ซึ่งเราก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญซึ่งในระหว่างนั้นจะสั่งการให้แต่ละหน่วยงานเตรียมข้อมูลรายงานมาเสนอในวันที่ 18 ส.ค. 2552 โดยตนจะเรียกประชุมผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ระดับ รอง ผบ.ตร. ลงไปจนถึงระดับกองบังคับการทั่วประเทศ เพื่อให้รายงานผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของแต่ละหน่วยว่าดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพื่อให้ทุกหน่วยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสงบเรียบร้อยความผาสุกของพี่น้องประชาชน เพราะที่ผ่านมา 2 เดือนแล้วที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มี การประชุมบริหารของหน่วยงาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้มีหนังสือเชิญประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 10/2552 ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคมนี้ เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. โดยมีวาระสำคัญ ในวาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา เรื่องที่ 1 การดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ขณะที่วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ 2 เรื่องได้แก่ รายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร.วินัย ที่ ก.ตร. มอบหมายให้ทำการแทน และรายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์ที่ ก.ตร. มอบหมายให้ดำเนินการแทน
มีรายงานข่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการประชุม คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ลงมา ที่มี ผบ.ตร. เป็นประธาน และรอง ผบ.ตร.จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งยังไม่มีความชัดเจนของผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่มีอำนาจการแต่งตั้ง ทำให้คาดการณ์ว่าในการประชุม ก.ตร.ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ จะพิจารณาของมติ ก.ตร. เพื่อขอเลื่อนการประกาศ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงในราชกิจจานุเบกษาออกไปก่อน จากกำหนดเดิมที่ ก.ตร. มีมติให้ประกาศในวันที่ 15 ส.ค. และมีผลในวันที่ 16 ส.ค. จึงเป็นที่จับตากันว่า การแต่งตั้ง 152 นายพล ที่ผ่านมติ ก.ตร.ไปแล้วจะต้องมีการนำมาพิจารณากันใหม่หรือไม่
วันเดียวกัน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการยึดรถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ศว 8051 กรุงเทพมหานคร ได้ที่บ้านแม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ ตำรวจ บช.ปส. ช่วยราชการดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้ม ทองกุล ซึ่งเป็นทะเบียนปลอม เพราะรถดังกล่าวมีทะเบียนจริงคือ กษ 3737 เชียงใหม่ ซึ่งผู้ครอบครองคือ นายชาญณรงค์ มูเซอ ผู้ต้องหาคดีค้าเฮโรอีน ที่ดีเอสไอจับได้เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับอายัดทรัพย์มูลค่า 117 ล้านบาท และรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลางในคดีโดยเป็นรถ 1 ใน 5 คัน ที่ยึดได้
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าหลังยึดรถแล้ว ดีเอสไอได้ทำเรื่องขอใช้ประโยชน์เพื่อภารกิจราชการมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดย พล.ต.ท.กฤษณะ ผลอนันต์ เลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งอนุมัติให้ดีเอสไอใช้รถยนต์ทั้ง 5 คัน เพื่อภารกิจในราชการได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นไปตามอำนาจ ป.ป.ส. ซึ่งหนังสือดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการนำหลักฐานธุรกรรมรถยนต์ของกลาง เข้าระบบใหม่ในการควบคุมของกลางของดีเอสไอ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่ ส.ต.อ.วรวุฒิ อาจจะนำรถไปใช้ เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นของหลวง แต่ได้รับอนุมัติจาก ป.ป.ส. ให้นำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวอีกว่า ดีเอสไอ พร้อมให้ความร่วมมือทางด้านข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกอย่าง โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายชาติชาย โทสินสันติ ข้าราชการระดับ 8 ที่โยกย้ายมาจาก ป.ป.ส. และเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องดังกล่าว เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวหลุดรอดนำไปใช้ได้อย่างไร และผิดระเบียบหรือไม่ โดยกรรมการจะเป็นผู้ชี้ข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าใครเป็นผู้เซ็นรับรถ และรถคันดังกล่าวอยู่ในการดูแลของผู้ใด.
นายกฯเคลียร์ประวิตรโผย้าย ตร.ส่อเค้าป่วน
ที่มา เดลินิวส์
"สุเทพ"ออกหน้าแทนนายกฯรับเป็นคนสั่ง ผบ.ตร.ลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งสางคดีสำคัญที่ค้างอยู่หลายคดีและดูแลความพร้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ยัน ตั้ง “วิเชียร” รักษาการแทนได้ขณะ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติหน้าที่ ตจว.นาน 7-8 วัน ฉุนสื่อซักขอให้หยุดอย่าไปเชื่อข่าวลือ ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ย้ำทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ส่งกระเช้าดอกไม้เบิร์ธเดย์เคลียร์ใจ “ประวิตร” พร้อมกับนั่งถกกันสองคนพักใหญ่ก่อนประชุม ครม. แล้ว รมว. กลาโหม ลุกออกจากห้องประชุมไม่กลับมาอีกเลย แต่นายกฯ ปัด ไม่ได้คุยเรื่องปัญหา “บิ๊กป๊อด” แค่อวยพรวันเกิด ส่วนโผโยกย้ายตำรวจส่อเค้า วุ่น อาจเลื่อนประกาศโครงสร้างใหม่ สตช.ในราชกิจจาฯ ออกไปอีก รองนายกฯ ชี้ รอถก ก.ตร. ว่าหากเลื่อนจะผิดกฎหมายหรือไม่ เพื่อไทย จะตั้งกระทู้สดถามนายกฯ ว่าขัดกับ ผบ.ตร. เรื่องการทำโผโยกย้ายเพราะสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกันใช่หรือไม่ ด้านคดียิง “สนธิ” ชุดสืบสวนยึดรถเก๋งเชฟโรเลตซาฟิร่าจากบ้านแม่ยายผู้หมู่วรวุฒิ เป็นรถของกลางคดียาเสพติดที่ดีเอสไอจับกุมได้ “อัศวิน” ให้ผู้ต้องหารีบเข้ามอบตัวโดยเร็ว เพราะ หมากระเป๋าที่ฝากแม่ยายเลี้ยงคิดถึงมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจาก ผบ.ตร.เพิ่ง ลาพักร้อนไปต่างประเทศ แต่เดินทางกลับมาก่อนกำหนด ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ส.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจว่า ขณะนี้ตนได้นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในตอนบ่ายวันที่ 13 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อถามถึงข้อเท็จจริงในการให้ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนมีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ เพราะมีคดีสำคัญ ๆ หลายคดีที่ตนต้องการเร่งรัดสะสาง และมีเรื่องของการเตรียมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนจึงขอให้ผบ.ตร.ลงพื้นที่เพื่อเตรียมการเรื่องนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มีความไม่พอใจที่น้องชายถูกส่งลงพื้นที่ 3 จังหวัดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า สื่อคิดไปเอง อย่าไปคิดอะไรให้มันมากเกินเหตุ อย่าไปตั้งข้อสงสัยที่ทำให้เกิดปัญหา มันมีงานที่จะต้องทำก็ต้องไปทำเท่านั้น เมื่อถามว่า ได้ชี้แจงกับ พล.อ.ประวิตร หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนชี้แจงกับผู้สื่อข่าว พล.อ.ประวิตร ไม่ได้สงสัยตน แต่ผู้สื่อข่าวสงสัย ตนจึงต้องชี้แจง
ต่อข้อถามว่าเวลานี้ ผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ภายในประเทศ เหตุใดจึงตั้งรักษาการ ผบ.ตร. มาทำหน้าที่ นายสุเทพ กล่าวว่า เวลาเขาไม่อยู่ก็ต้องมีการตั้งรักษาการ ผบ.ตร.ขึ้นมาทำหน้าที่ และเวลาเขาไปต่างจังหวัดก็ต้องมีการตั้งรักษาการ ขึ้นมาทำหน้าที่ทุกครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติ ตนไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ตนขอให้ ผบ.ตร. ลงไปสะสางงานที่ภาคใต้ให้ตน และเข้าใจว่าต้องไป 7-8 วัน อย่างนี้ต้องมีคนปฏิบัติราชการแทนที่กรุงเทพฯ เป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรพิเศษมากกว่านั้น ตนจะลงไปพื้นที่ด้วยในวันที่ 13 ส.ค. นี้ แต่จะเดินทางแบบไป-กลับ ไม่ได้อยู่ยาว ส่วนข้อถามว่า เรื่องนี้จะบานปลายไปถึง พล.อ.ประวิตร พี่ชายของ ผบ.ตร.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปเชื่อข่าวลือ ไม่มีอะไรบานปลายทั้งสิ้น เมื่อถามว่าส่วนตัวได้ให้คำปรึกษากับนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เพราะประชาชนสงสัยว่ารัฐบาลใช้กฎหมายฉบับใดบริหารราชการแผ่นดิน นายสุเทพ กล่าวว่า ก็ใช้กฎหมายฉบับปกติที่บริหารกันมาทุกรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร แล้ว รมว.กลาโหม ยังติดใจเรื่องน้องชายอยู่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี ตนเพิ่งเจอกันเมื่อสองวันนี้เอง ไม่เห็น รมว.กลาโหม เคยบ่นอะไรตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา 7-8 เดือน ยืนยันว่าไม่มีกรณีที่ รมว.กลาโหม จะไขก๊อกลาออกแน่นอน ทุกคนอยู่ช่วยกันทำงานให้ชาติบ้านเมือง ไม่มีปัญหาอะไร
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ส่งกระเช้าอวยพรวันเกิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม พี่ชาย ผบ.ตร. ไปแล้ว เมื่อถามถึงปัญหาคาใจกรณีของ ผบ.ตร. พล.อ.ประวิตร เข้าใจหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร ก็นั่งคุยกันตามปกติ และก่อนการประชุม ครม. ตนเพียงอวยพรวันเกิด พล.อ.ประวิตร อย่างเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งให้ ผบ.ตร. ไปภาคใต้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้สั่งอะไร ตนได้รับรายงานว่า ผบ.ตร.จะไปปฏิบัติภารกิจที่ภาคใต้ แต่ตนยังไม่ทราบว่าลงไปปฏิบัติภารกิจใด เข้าใจว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รายงานขึ้นมา ต่อคำถามว่า เหตุใดจึงต้องตั้งรักษาการผบ.ตร.ทำหน้าที่แทน ทั้งที่ ผบ.ตร.ปฏิบัติราชการ ภายในประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ ได้เห็นเรื่อง โดยนายสุเทพ จะเป็นคนรายงาน มาเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้นายสุเทพ บอกว่า เป็นการปฏิบัติกันทั่วไปว่า ถ้าไปปฏิบัติภารกิจแล้วไม่สามารถที่จะปฏิบัติราชการได้ก็ทำกันอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลใช้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับใด เพราะตอนนี้สังคม ข้าราชการงงกันไปหมด นายอภิสิทธิ์ กล่าวสวนทันทีว่า ใช้ตามกฎหมายทุกฉบับ ยืนยันว่าทุกอย่าง เป็นไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อถามอีกว่า ดูเหมือนปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรให้เด็ดขาดจึงโยนเรื่องกันไปมา นายอภิสิทธิ์ กล่าว ว่า ไม่มีใครโยนอะไร ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดี โดยช่วงนี้จะเห็นว่าคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล มีความคืบหน้าและมีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม
ต่อข้อถามว่าการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก. ลงไปควรต้องให้ผบ.ตร.คนใหม่ทำหน้าที่นี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก.ตร.จะเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้ ตามขั้นตอน เราจะต้องประกาศโครงสร้าง สตช.ใหม่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจึงจะสามารถนำเอารายชื่อระดับนายพลขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ จึงจะสามารถออกคำสั่งในระดับ รองลงมาได้ ไม่สามารถที่จะปรับเป็นอย่างอื่นได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทางตำรวจก็ไม่ต้องการให้เกิดสุญญากาศ จึงต้อง เตรียมทุกอย่างให้พร้อม จากนั้นจะเป็นคนเสนอมาว่าจะสามารถประกาศได้เมื่อใด เท่าที่ตนทราบในการโยกย้ายนายตำรวจระดับรองลงมาที่มีการประชุมใน ก.ตร.ครั้งที่แล้ว พบว่ามีจำนวนมากที่คุณสมบัติยังไม่ตรงตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องขอยกเว้นจาก ก.ตร.และต้องเป็นการขอยกเว้นเฉพาะรายด้วย ดังนั้นต้องมีการประชุม ก.ตร.อีกครั้ง เพื่อที่จะมีบัญชีของคนที่จะมาขอยกเว้นคุณ สมบัติ กรอบเวลาจะเกี่ยวพันกันหมด โดยตนมอบหมายให้ ก.ตร.เป็นผู้บริหารจัดการว่าต้องการ จะทำอย่างไร
เมื่อถามว่าแสดงว่าตอนนี้ความพร้อมจัดทำโครงสร้างใหม่ สตช. ในราชกิจจาฯ อาจไม่ทันในวันที่ 16 ส.ค. นี้ ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายสุเทพ กำลังจะไปสรุปและปรึกษากับ ก.ตร.อีกครั้งว่าจะทำทันหรือไม่ เพราะมี ประเด็นเรื่องคุณสมบัติเข้ามาด้วย ทั้งหมด ก.ตร. จะเป็นคนตัดสิน ต่อข้อถามว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพราะไม่ต้องการให้ ผบ.ตร. ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ทั้งนี้ ตนขอเท้าความว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะมีการพูดถึงว่ามีปัญหาอุปสรรคในเรื่องของคดีของนายสนธิ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตัว ผบ.ตร. แต่อาจเป็นคนแวดล้อมก็ได้ โดยตนหารือกับ ผบ.ตร. แล้ว ผบ.ตร. เป็นผู้เสนอทางออกเอง แต่ตอนหลังที่มาวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาก่อนเลย
มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งมาด้วยว่า ก่อนเริ่มการประชุมครม. พล.อ.ประวิตร รมว.กลาโหม พี่ชาย ผบ.ตร. ได้เดินทางเข้าไป ในห้องประชุมครม. และทันทีที่ พล.อ.ประวิตร นั่งเก้าอี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกจากที่นั่งของตัวเองไปนั่งพูดคุยกับ พล.อ. ประวิตร เพียง 2 คน นาน 15 นาที ก่อนที่จะเริ่มการประชุม ครม. หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้ลุกเดินออกจากห้องประชุม ครม.ไป และไม่ ได้กลับมาเข้าร่วมประชุม ครม.อีก
ที่พรรคเพื่อไทย นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี รองโฆษกพรรค กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่าง นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี กับ ผบ.ตร. ว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ว่าเล่นการเมืองมากไปหรือไม่ ตนได้รับการบอกเล่าจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากโผโยกย้ายที่ไม่ลงตัวระหว่างคน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นของ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ส่วนอีกฝ่ายเป็นของนายกฯ จึงเป็นที่มาของการบีบ ผบ.ตร. ให้พ้นตำแหน่ง จริงไม่จริงไม่รู้ ต้องไปถาม นายศิริโชค โสภา ส.ส. สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์ คนสนิทนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้การเปิดประชุมสภาในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ตนจะตั้งกระทู้ถามสด นายอภิสิทธิ์ ถึงประเด็นดังกล่าว เพราะไม่อยากให้ระบบราชการอยู่ใกล้การเมืองมากเกินไป วันนี้นายสุเทพและผบ.ตร. จะเอาอย่าง แต่นายอภิสิทธิ์จะเอาอีกอย่าง ถามว่า แล้วประเทศจะเดินไปได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ ต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะให้ชัดเจน
ก่อนหน้านั้น ตอนเช้าวันเดียวกัน ที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผบ.ตร. เดินทางมาที่สำนักงาน ผบ.ตร. ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง แต่ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดย ผบ.ตร. กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เพิ่งกลับจากไปทำบุญกับ พล.อ.ประวิตร พี่ชาย ที่วัดพระศรีมหาธาตุ
เวลาไล่เลี่ยกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ10 ได้เข้าพบ ผบ.ตร. ที่สำนักงาน ผบ.ตร. เป็นเวลา 20 นาที จากนั้น พล.ต.อ. วิเชียร เปิดเผยว่า ผบ.ตร. เรียกตนเข้าไปพบเพื่อพูดคุยกันเรื่ององค์กร โดย ผบ.ตร. ฝากตนไว้ว่า หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนรักษาราชการแทน ให้ดูแลการชุมนุมของกลุ่ม เสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 ส.ค. นี้ อย่าให้เกิดความวุ่นวาย เมื่อถามว่า เรื่องการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ระดับ รองผบก. ลงไปมีใครเป็นผู้รับผิดชอบ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า คนที่เป็นผบ.ตร. ก็ต้องรับผิดชอบ ต่อข้อถามว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รักษาราชการแทน ถึง 2 ครั้ง คิดว่าจะได้ เป็น ผบ.ตร. หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแล้วแต่การพิจารณาของผู้บังคับบัญชา และอยู่ที่การ ทำงาน ขอให้ดูเอาเองแล้วกัน
ขณะเดียวกัน มีกลุ่มนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 9 ทั้ง 4 เหล่าทัพ นำโดย พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว เสนาธิการทหารบก พร้อมเพื่อนร่วมรุ่น ตท. 9 กว่า 30 คน พากันนำแจกันดอกไม้เข้ามอบให้กับ ผบ.ตร. เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ ขณะที่ ผบ.ตร. รับมอบแจกันดอกไม้ด้วยความปลาบปลื้มและมีสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมทั้งเชิญเพื่อนร่วมรุ่นรับประทานอาหารเช้าพร้อมกันภายในห้องประชุมสำนักงาน ผบ.ตร.
พล.อ.สุรพันธ์ เปิดเผยว่า ที่เดินทางมาครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจ ผบ.ตร. ในการทำงานรักษา ความเป็นผู้นำขององค์กร โดยตำแหน่ง ผบ.ตร. เป็นอันดับหนึ่งของตำรวจ รับผิดชอบภารกิจมากมาย ดูแลภาวะบ้านเมืองให้รอด พ้นจากวิกฤติ พวกเรามั่นใจในภาวะผู้นำของ ผบ.ตร. ตั้งแต่เรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน ว่าจะสามารถฝ่าฟันเหตุการณ์ช่วงนี้ไปได้
จากนั้น เมื่อเวลา 15.00 น. วันเดียวกันนี้ ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สตช. ถึงกรณีลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ว่า หลังวันที่ 12 ส.ค.นี้ ตนจะลงไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถามว่าเต็มใจไปเองหรือถูกการเมืองบังคับให้ไป ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนตั้งใจจะลงไปภาคใต้อยู่แล้ว จะไปตรวจและประเมินผลการปฏิบัติราชการทั้งการรักษาความปลอดภัยการประชุมผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วด้วย เป็นความตั้งใจของตนเอง ส่วนข้อถามว่า ใครจะเป็นผู้ทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ รองผบก.ลงไป ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย
รายงานข่าวแจ้งว่า ผบ.ตร. จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ในเวลา 09.40 น. วันที่ 13 ส.ค.นี้ ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 233
ส่วนการทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.ไปจนถึงชั้นประทวนนั้น มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ตร.ได้โทรศัพท์แจ้งกับ ก.ตร. ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้มอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายก รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ประชุมแทนในฐานะประธาน ก.ตร. ในเวลา 13.00 น. วันที่ 13 ส.ค. นี้ โดยไม่แจ้งวาระการประชุมล่วงหน้า แต่จะส่งหนังสือให้ภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการนำบัญชีรายชื่อนายตำรวจที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้เข้าประชุมพิจารณา คาดว่าการประชุม ก.ตร. ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ เป็นการหารือเพื่อขอมติเรื่อง การเลื่อนการประกาศโครงสร้างตำรวจใหม่ในพระราชกิจจานุเบกษา จากวันที่ 15 ส.ค. ไปก่อนว่า จะผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากหากประกาศพระราชกิจจาฯโครงสร้างตำรวจใหม่ไปแล้วจะมีผลบังคับใช้ทันที บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ 152 ตำแหน่ง ที่ผ่าน ก.ตร. แล้วพร้อมทำงานได้ ขณะที่ บัญชีแต่งตั้งระดับ รองผบก.ลงไป ยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากตำรวจรายใดปฏิบัติ หน้าที่จะไม่มีกฎหมายรองรับ
ส่วนความคืบหน้าคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า เมื่อตอนเที่ยงวันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบก.น.5 พ.ต.ต.วีระพล หอมจันทร์ สว.สส. สน.บางเขน พร้อมกำลังจำนวนหนึ่งเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 72/264 ซอยลาดปลาเค้า 72 แยก 12 ซอย 6 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขต บางเขน พร้อมยึดรถเก๋งยี่ห้อ เชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ศว 8051 กรุงเทพมหานคร ของ ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาในคดีลอบยิงนายสนธิ โดยบ้านหลังนี้เป็นของ นางสมส่วน ศิริเจริญยิ่ง อายุ 48 ปี แม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ ที่ตอนนี้ บช.ปส. อายัดบ้านไว้ตรวจสอบเกี่ยวกับคดียาเสพติด นางสมส่วน เปิดเผยว่า รถคันดังกล่าว ส.ต.อ.วรวุฒิ ลูกเขย ใช้มานานแล้ว แต่หลังจากถูกออกหมายจับได้เอารถมาฝากไว้ ที่บ้านก่อนจะเอาสุนัขกระเป๋า มาฝากไว้อีกตัว แล้วพา นางอุบล กองกุหลาบ ภรรยาของ ส.ต.อ.วรวุฒิ ออกจากบ้านหายตัวไปเป็นเดือนแล้ว
พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่บ้านหลังนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่พบรถ เนื่องจาก น้องสาวของ นางอุบล ภรรยาของ ส.ต.อ.วรวุฒิ นำรถออกไปใช้ วันนี้ตำรวจจึงเข้าตรวจยึดมาไว้ที่ สน.บางเขน แล้ววันที่ 13 ส.ค.จะส่งให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่รู้ว่ารถคันนี้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ลอบยิง นายสนธิ หรือไม่ พร้อมทั้งนำนางสมส่วน ไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกด้วย สำหรับ รถคันดังกล่าวเป็นรถของกลางในคดียาเสพติดที่ ดีเอสไอ ยึดมาจากผู้ต้องหา แล้ว ส.ต.อ.วรวุฒิ นำมาใช้ก่อนจะถูกออกหมายจับ โดยมีพยานพบเห็นว่า ส.ต.อ.วรวุฒิ ขับรถคันนี้ เข้าไปจอดไว้ในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ด้วย
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีตำรวจยึดรถเก๋งเชฟโรเลต ซาฟิร่า รถของกลางของดีเอสไอ จากบ้านแม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ารถที่ตำรวจยึดไปเป็นรถที่ใช้ก่อเหตุหรือไม่ ส่วนกรณีที่ ส.ต.อ.วรวุฒิ นำรถของกลางไปใช้นั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะอนุมัติให้หน่วยราชการนำรถยนต์ของกลางไปใช้ได้ แต่การนำรถของกลางไปใช้ในภารกิจส่วนตัวต้องสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ว่า อนุมัติได้อย่างไร
ขณะที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่มาของรถที่ตำรวจยึดจากบ้านแม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ แล้ว พบว่า เป็นรถของกลางในคดียาเสพติดรายใหญ่ที่ดีเอสไอจับกุมและยึดเงินสดได้กว่า 10 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า สำนักคดีใดทำเรื่องไปขอยืมใช้รถของกลางคันดังกล่าวจากสำนักงาน ป.ป.ส. และผู้บัญชาการสำนัก คดีใดเป็นผู้อนุมัติให้ ส.ต.อ.วรวุฒิ นำรถของกลางคันดังกล่าวไปใช้ และใช้ในภารกิจใด
พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวภายหลังเรียกประชุมชุดสืบสวนคดียิงนายสนธิ ว่า รถยนต์เชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา ติดป้ายทะเทียน ศว 8051 กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทะเบียนปลอม หมาย เลขทะเบียนจริงคือ กษ 3737 เชียงใหม่ ผู้ครอบครองชื่อ นายชาญณรงค์ มูเซอ ผู้ต้องหาคดีค้าเฮโรอีนที่ดีเอสไอจับกุมได้เมื่อ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมของกลางเฮโรอีน 780 กรัม ถูกอายัดทรัพย์มูลค่า 117 ล้านบาท หลังจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดดีอีเอของสหรัฐอเมริกาประสานมายังดีเอสไอ เนื่องจาก นายชาญณรงค์ เคยถูกดีอีเอจับกุมดำเนินคดีที่สหรัฐจนพ้นโทษกลับมาประเทศไทยแล้วยังคงค้าเฮโรอีนส่งออกไปยังสหรัฐอีก ซึ่งหลังจากเราตรวจสอบรถแล้วยังไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคนอื่น ๆ
พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวด้วยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าคดีนี้นอกจากมีตำรวจ ทหารแล้ว ยังมีพลเรือนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แต่ยืนยันว่ายังทำคดีอย่างต่อเนื่องไม่หยุด และคดีมีความคืบหน้าไปมาก สำหรับ ส.ต.อ.วรวุฒิ ผู้ต้องหา ที่หนีไปกับภรรยาไม่ได้เอาหมากระเป๋าที่เลี้ยงไว้ไปด้วย ตอนนี้หมากระเป๋าที่ฝากให้แม่ยายเลี้ยงมันคิดถึงเจ้าของมาก ถ้าคิดถึงหมาก็ขอให้มามอบตัวสู้กับความจริง ตนรับรองว่าจะได้รับความเป็นธรรมแน่นอน.
เหตุแห่งเหตุ
ที่มา ไทยรัฐ
โดย สายล่อฟ้า
เมื่อเดินหน้าแล้วก็ต้องคลุกวงในกันต่อไป...ครับกำลังพูดถึงนายกฯกับปัญหาในวงการตำรวจที่บานปลายกลายเป็นประเด็น การเมืองไปแล้ว หลังจากที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้เดินทางกลับจากจีนก่อนกำหนด
อะไรที่วางแผนล่วงหน้าไว้ ตกลงกันไว้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงกันใหม่ มีการจับตากันว่านายกฯจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป
ที่สุดดูเหมือนจะมีการตกลงกันว่า พล.ต.อ.พัชรวาทต้องเดินทางลงไปปฏิบัติภารกิจที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 13-18 ส.ค. และมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้ามาทำหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.แทนอีกครั้ง เพื่อปฏิบัติภารกิจให้เรียบร้อยตามแนวทางของนายกฯ
เอาเข้าจริงก็คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ
พูดง่ายๆว่านายกฯดูจะไม่เชื่อใจและไม่ต้องการให้ ผบ.ตร.เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัด "โผ" โยกย้ายแต่งตั้งทั้งหมด แม้จะยอมให้ ผ่าน 152 ตำแหน่ง ไปได้อย่างสะดวกนั่นเพราะคงเห็นว่าไม่ต้องการให้มีปัญหาและไม่มีตำแหน่งสำคัญที่จะส่งผลมากนัก
แต่โผต่อไปการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการฯลงไปตามโครงสร้างใหม่นั้นจะไม่ให้เข้ามายุ่ง แต่จะให้ พล.ต.อ.วิเชียรดูแลแทนและจะมีโผย้ายใหญ่อีกชุดก็จะให้ ผบ.ตร.คนใหม่เข้ามาดูแลรับผิดชอบ
ว่ากันว่าหากยังมีปัญหาหรือเข้ามายุ่งอาจจะเลื่อนการประกาศใช้โครงสร้างใหม่ออกไปอีกเพื่อให้ พล.ต.อ.พัชรวาทพ้นจากตำแหน่งไปก่อน หรืออย่างน้อยก็ให้ถึงวันที่ 30 ส.ค. ซึ่ง ผบ.ตร.จะไม่มีอำนาจเข้ามายุ่งเกี่ยว
ขณะเดียวกัน มีข่าวว่าการโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจต่อไปจะให้ ผู้บัญชาการแต่ละภาคดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบเพื่อเป็นการกระจายอำนาจและผู้บัญชาการแต่ละภาคสามารถเลือกบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถรวมถึงการทำงานที่สอดคล้องกับผู้บังคับบัญชาได้
ไม่ใช่รวบอำนาจอยู่ในมือ ผบ.ตร.เพียงคนเดียว
อย่างไรก็ดี การที่นายกฯตัดสินใจเข้าไปลุยตำรวจด้วยตนเอง แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งในประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้ออกมาเตือนว่าอย่าเข้าไปยุ่ง อย่างคำโบราณที่บอกว่า อย่าไปเล่นกันเดี๋ยวไฟมันจะไหม้มือเอา
แต่ดูเหมือนว่านายกฯจะมั่นใจและเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ข้อสำคัญก็คือ ไม่สามารถทนดูสภาพที่เกิดขึ้นในวงการตำรวจ เพราะตามรูปการณ์การเร่งรีบโยกย้ายแต่งตั้งนั้นจะมีความพยายามรวบอำนาจเอาไว้ทั้งหมด
พยายามที่จะดำเนินการให้ทุกอย่างรวบรัดทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่จะหมดอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งมิใช่เฉพาะเพื่อรับกับโครงสร้างใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโผใหญ่อีกชุดหนึ่ง โดยไม่ให้ ผบ.ตร.คนใหม่เข้ามายุ่งเกี่ยว
นี่คือจุดหนึ่งที่นายกฯดูจะไม่พอใจมาก
เพราะเห็นว่าเป็นการรวบรัดตอน ซึ่งจะทำให้การแต่งตั้งไม่เป็นธรรม มีการเล่นพวกเล่นพ้อง และคงมั่นใจลึกๆว่าน่าจะหวังผลทางการเมืองด้วยการวางตัวบุคคลเอาไว้เป็นฐาน เนื่องจากตำรวจนั้นเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายการเมืองในการเสริมอำนาจ
ตำรวจไทยนั้นทำได้ทุกอย่าง เว้นแต่ภารกิจของตัวเองเท่านั้น
หรือแม้แต่ข่าวที่ออกมาว่ามีการ "รับเงิน" เพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งตามที่ปรารถนาได้ ซึ่งเรื่องนี้แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ดูเหมือน ว่านายกฯจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงต้องเสี่ยงเข้าไปล้วงลูกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ พล.ต.อ.พัชรวาท
ไม่ใช่ธรรมดา อย่างน้อยก็มีพี่ชาย กองทัพ และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเป็นแบ็กอัพให้ก็ตาม
เหตุแห่งเหตุมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ...แม้จะขัดใจผู้จัดการรัฐบาลก็ตาม.
ก้าวย่าง ผบ.ตร.ก้าวย่างการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ
โดย หมัดเหล็ก
คำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ไปปฏิบัติราชการใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้วิกฤติบ้านเมืองอึมครึมขึ้นมาทันทีทันใด
จนถึงวันนี้ความคลุมเครือในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกล้วงลูกจากฝ่ายการเมือง ทำให้เกิดความระส่ำระสายไปหมด ยังตอบคำถามถึงคำสั่งรักษาการ ผบ.ตร.ที่ตั้ง พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ข้ามหัวคนอื่นขึ้นมาก็ยังไม่ได้ และตำแหน่งรักษาการของ พล.ต.อ.วิเชียรจะถูลู่ถูกังไปอย่างไร เมื่อ ผบ.ตร.ตัวจริงเสียงจริงก็ยังคาเก้าอี้อยู่ทนโท่
ไม่ได้ลาไม่ได้ขาด
สุดท้ายคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปปฏิบัติราชการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความโปร่งใส แค่ไหน มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่
หรือก็แค่ข้ออ้างเพื่อสนองการโยกย้าย
ความจริงเรื่องนี้ไม่ต้องฟังคำตอบจากใครทั้งนั้น เพราะการกระทำที่มาจากฝ่ายการเมืองก็เพียงเพื่อให้ พล.ต.อ.พัชรวาท พ้นจากเก้าอี้ก่อนกำหนด และที่ต้องกาดอกจันเอาไว้หลายตลบก็คือ กรณี 3 ป.
ดังนั้น ก้าวย่างของ พล.ต.อ.พัชรวาทต่อไปนี้ จึงเป็นก้าวย่างทางการเมือง เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นคนนามสกุลเดียวกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ได้รับการหนุนเนื่องจากพรรคภูมิใจไทย
ไม่แปลกที่จะมีข่าวตามมาเป็นระลอกถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ.หรือแม้แต่กระทั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม หรือถึงขนาดมีพรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัว มาถึงจุดนี้ การเมือง เข้าขั้นโคม่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นคลื่นใต้น้ำ กัดเซาะความมั่นคงรัฐบาลให้สั่นคลอน
รัฐบาลอายุไม่ยาว
ก็ไม่วายที่จะมีนักวิเคราะห์จากอีกมุมมอง อาการเจียนอยู่ เจียนไปของรัฐบาลขณะนี้ เป็นเกมการเมืองชั้นสูง ที่จะเบี่ยงเบนประเด็นเผือกร้อน ผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยกระเตงรัฐบาลกันไปเรื่อยๆ
ตื๊ออยู่จนครบเทอมจนได้
ใครจะเดาผิดเดาถูก ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าจะลับ ลวง พราง หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาจริงๆ
ก็ไม่สามารถที่จะแก้วิกฤติประเทศในเวลานี้ได้ ผมอยากจะให้จับตาสถานการณ์การเมืองให้ดี เพราะกับดักที่ล็อกเอาไว้ทุกฝ่าย ทุกสี จะทำให้การเมืองถึงทางตัน ต้องแก้ด้วยการนิรโทษกรรม มีรัฐบาลแห่งชาติเข้ามาสะสางปัญหาทั้งระบบ แก้รัฐธรรมนูญแล้วเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด
ล้างไพ่กันใหม่ทั้งสำรับ




