ที่มา Voice TV
พ.ร.บ.มั่นคง ป่วน นปช. แกนนำเรียกประชุมปรับแผนชุมนุม แต่ยืนยันยังใช้ กำหนดการเดิม พร้อมระบุ พ.ร.บ.ฉบับนี้ละเมิดสิทธิ์ประชาชน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 27, 2009
เสื้อแดงยืนยัน พ.ร.บ.มั่นคง ขัดรัฐธรรมนูญ
ปิดฉากสมานฉันท์
ที่มา มติชน
บทนำมติชน
ในที่สุด ความสมานฉันท์และความปรองดองของคนในชาติก็ได้พิสูจน์ด้วยกาลเวลาว่า ในรอบ 8 เดือนที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาบริหารประเทศไม่สามารถลดความขัดแย้ง แตกแยกในหมู่คนไทยได้ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์แถลงเป็นนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นได้แค่เพียงถ้อยคำอันไพเราะ แต่หาได้นำไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลที่เป็นรูปธรรมไม่
หากย้อนกลับไปตรวจสอบจะพบว่า ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลซึ่งนายอภิสิทธิ์ยืนขึ้นอ่าน ในเรื่องที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก ข้อ 1.1.3 ระบุว่า "เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยใช้แนวทางสันติ รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในชาติในทุกกรณี รวมทั้งฟื้นฟูระเบียบสังคมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ตลอดจนสนับสนุนองค์กรตามรัฐธรรมนูญให้มีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ ภายใต้กรอบของบทบาทอำนาจและหน้าที่ขององค์กร" แท้จริงแล้ว รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรที่จะก่อให้เกิดการยอมรับจากฝ่ายที่ขัดแย้งและแตกแยกกันอยู่เลยแม้แต่น้อย แม้จะมีความพยายามอยู่บ้าง เช่น การเปิดประชุมร่วมรัฐสภาให้ ส.ส.และ ส.ว.มาอภิปรายในเหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" จนต่อมาได้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีตัวแทนจากทุกพรรคมาร่วมเป็นกรรม แต่ผลการศึกษาก็เป็นได้แค่ตัวอักษรในกระดาษที่วางไว้บนโต๊ะ ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะเห็นความสำคัญแล้วนำมาปฏิบัติแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม หลังจากเหตุกาณ์ "สงกรานต์เลือด" ผ่านพ้นไป จวบจนมาถึงวันนี้นับเวลาได้เกือบ 5 เดือน ดูเหมือนความขัดแย้ง แตกแยกกลับเพิ่มทวีไปมากกว่าเดิมหลายเท่า ความไม่คืบหน้าในการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ฯลฯ ที่คนเสื้อแดงมองว่าเป็น 2 มาตรฐานก็ยังเปรียบเสมือนเมฆดำที่ปกคลุมสังคมไทยจนสร้างความรู้สึกนึกคิดของคนเสื้อแดงที่ปฏิเสธรัฐบาลและโครงสร้างอำนาจอธิปไตย การล่ารายชื่อประชาชนคนเสื้อแดงได้ 3.5 ล้านคนทูลเกล้าฯถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้พระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ตอกล่มให้รอยร้าวฉานในหมู่คนไทยบาดลึกยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า "บ้านเมืองเรากำลังล่มจม เพราะต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างไม่เข้าใจว่าทำอะไร.." ควรจะทำให้คนไทยได้สติแต่ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
การชุมนุมของคนเสื้อแดงในบ่ายวันที่ 30 สิงหาคม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าก่อนจะไปล้อมทำเนียบรัฐบาลเพื่อกดดันให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ได้ถูกรัฐบาลนำ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมาใช้เพื่อสกัดกั้นและขัดขวางการชุมนุมดังกล่าว การใช้มาตรการทางกฎหมายซึ่งถือเป็น "ไม้แข็ง" ในการรับมือกับคนเสื้อแดง แต่ถ้าหากแกนนำคนเสื้อแดงและมวลชนไม่กลัวการถูกตั้งข้อหาหรือแม้แต่การใช้กำลังตำรวจ-ทหารที่กฎหมายให้อำนาจไว้อย่างเต็มที่ เพราะคนเสื้อแดงถือว่าการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง อีกทั้งคนเสื้อแดงมองเห็นว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ขาดความชอบธรรมและไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจเป็นความโกลาหล วุ่นวายของประเทศที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจของรัฐบาลตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ จะถูกตั้งคำถามว่า มีหลักเกณฑ์อย่างไร ชอบธรรมหรือไม่
เมื่อความสมานฉันท์ ความสามัคคีปรองดองไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็ต้องรอไปถึงรัฐบาลหน้าซึ่งจะต้องผ่านการเลือกตั้งไปก่อน ไม่มีใครตอบได้ว่า รัฐบาลหน้าจะประกอบไปด้วยพรรคไหน ใครเป็นนายกรัฐมนตรี จะสร้างความสมานฉันท์ได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ตอบได้อย่างไม่ผิดพลาดก็คือ ความล่มจมของบ้านเมืองจะหนักหนาสาหัสกว่านี้เป็นหลายเท่า หากคนไทยยังขัดแย้ง แตกแยกกันอยู่เช่นนี้
เริ่มขู่ ก็เริ่มกลัว
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
![]() |
ประกาศให้เขตดุสิต เป็นพื้นที่ความมั่นคง ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น
"รัฐบาลเคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่ก็มีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย อีกทั้งก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการที่จะช่วยดูแลไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย เพื่อให้บรรยากาศของบ้านเมืองเอื้อต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ" คือวาทะของนายกรัฐมนตรี
นายอภิสิทธิ์ยังอ้างถึงการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงที่ภูเก็ต ระหว่างการประชุมอาเซียนที่ผ่านมา ทำให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ได้กระทบสิทธิของประชาชนมากนัก แต่อาจจะมีความไม่สะดวกบ้าง
การประกาศพื้นที่ความมั่นคงในเขตดุสิต เข้าใจว่ารัฐบาลเกรงว่าม็อบเสื้อแดงจะเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาล แบบที่กลุ่มพันธมิตรฯเคยอุกอาจทำ
นั่นเป็นความคาดคะเน คาดการณ์เท่านั้น
อย่างในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีผู้ใหญ่ในพรรคบางคนวิเคราะห์อย่างน่ากลัวว่าอาจจะมีม็อบบุกสำนักราชเลขาธิการ
เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่มีเหตุเกิดขึ้น แต่ก็งัดกฎหมายขู่ปราบปรามเสียแล้ว
เมื่อเริ่มงัดกระบอง ก็แสดงว่าเริ่มกลัว และไม่มั่นใจว่าจะกุมสภาพการนำได้ต่อไปหรือไม่
สำหรับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ผ่านมา ถือว่ายังอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย
ยกเว้นกรณีเหตุการณ์เดือนเมษายน ที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปะทะกันที่พัทยา
ที่สำคัญรัฐบาลนี้ ยังไม่มีน้ำยาที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้
สารพัดโฆษกขยันพูด เอาจริงเอาจังในการสร้างประเด็นตอบโต้ทุกเม็ด ไม่เคยลดราวาศอก
แถมตัวนายอภิสิทธิ์ ก็ทำให้ใครๆ มองออกว่าเลือกสี เลือกข้าง ถือหางฝ่ายใด
แม้จะยกคำเท่มาพูดอยู่บ่อยครั้ง เช่น ไม่ว่าใส่สีอะไร ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี ไม่มีเว้น
อย่างล่าสุดก็บอกว่า "ผมไม่ได้สนใจว่าใส่เสื้อสีอะไร เป็นสมาชิกเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ หน้าที่ของรัฐบาลคือดูแลไม่ให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม"
ถ้าเป็นอย่างที่พูดจริง คดียึดสนามบิน ซึ่งมีความผิดถึงขั้นก่อการร้าย ก็ต้องเอาจริงด้วย
ต้องทำให้คนเห็นจริงๆ ว่าถือหลักความเสมอภาคโดยกฎหมาย
แต่ก็ยังยึกๆยักๆ งึกๆงักๆ เหมือนเกรงอกเกรงใจกันอยู่
ภาวะผู้นำ
ที่มา ข่าวสด
บทบรรณาธิการ
ถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ(ก.ต.ช.)ครั้งใหม่ จะไม่เปลี่ยน แปลงจากกำหนดเดิมในวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม นี้
แต่เมื่อพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์ทั้งของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานก.ต.ช.เองก็ดี หรือการยืนยันของคนใกล้ชิดในพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนก็ดี
มีแนวโน้มว่า นายอภิสิทธิ์จะยังคงยืนยันเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้ามาให้ที่ประชุมพิจารณาคัดเลือกเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่อีกครั้ง
อันเป็นประเด็นที่คนจำนวนไม่น้อยแสดงความกังวล ทั้งในแง่ของประเด็นกฎหมาย ประ เด็นมารยาทและความเหมาะควร
รวมไปถึงความเป็นห่วงถึงผลกระ ทบต่อเนื่องในการทำงานของนายกรัฐมนตรี
มีคำถามว่า หากประธานก.ต.ช.ยืนยันที่จะเสนอชื่อเดิมซึ่งแพ้การลงมติในครั้งก่อนเข้ามาอีกครั้ง แล้วมติที่ประชุมยังออกมาเป็นเช่นเดิม
จะกระทบกระเทือนสถานภาพของประธาน ก.ต.ช.ในฐานะนายกรัฐมนตรีมากน้อยเพียงใด
จะทำให้เกิดความขุ่นเคืองใจขึ้นระหว่างกัน จนเป็นปัญหาหรืออุปสรรคต่อการทำงานในเรื่องอื่นๆ หรือไม่
หรือจะทำให้ความประสงค์ในเรื่องอื่นๆ ของนายกรัฐมนตรี พลอยลดความศักดิ์สิทธิ์และความหนักแน่นไปด้วยหรือไม่
จะส่งผลกระทบภาวะผู้นำของนายกรัฐมนตรี ทั้งในเชิงภาพพจน์และในการทำงานจริงมากน้อยเพียงใด
เหล่านี้เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ
การตัดสินใจอย่างรอบคอบนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรอบด้าน ซึ่งอันที่จริงก็มีผู้พร้อมจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลภายนอกหรือบุคคลใกล้ชิดภายในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับพร้อมจะเปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลหรือความเห็นที่แตกต่างมากน้อยเพียงใด
และมีความสามารถในการแยกแยะข้อมูลที่ได้รับ รวมไปถึงหยั่งเจตนาของผู้ให้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนเพียงไหน
ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญในการดำรงตำแหน่งผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นในระดับใด
วิกฤตการณ์ทุกครั้งล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์คุณสมบัติของผู้นำ
ยุบสภา-ลาออก
ที่มา ข่าวสด
ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
หลังจากยกฐานะกรมตำรวจขึ้นเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วต่อมานำเอาพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 มาบังคับใช้ โดยเป็นกฎหมายที่พยายามจะทำให้องค์กรตำรวจปลอดพ้นการเมืองมากที่สุด
มาบัดนี้ หลายคนเริ่มรู้สึกว่า พ.ร.บ.ตำรวจฉบับนี้ก็พอจะสกัดกั้นการเมืองได้พอสมควร
อย่างการตั้งผบ.ตร.ใหม่ ไม่ง่ายดายอย่างที่นายกฯคิด
มีกฎกติกาหลายประการ ที่นักการเมืองยังตามไม่ทัน ยังนึกว่าตั้งผบ.ตร.ง่ายเหมือนสมัยตั้งอ.ตร.
มีความแข็งแกร่งของคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช. เป็นด่านสำคัญ
ล่าสุดนายกฯมาร์คบอกว่า สัปดาห์หน้า จะประชุมก.ต.ช.เพื่อเลือกผบ.ตร.ใหม่ได้ โดยคราวนี้มั่นใจว่าจะไม่วุ่นเหมือนเดิม
ถ้าเป็นเช่นนั้นคงจะดี ไม่งั้นประเทศชาติจะต้องมามีปัญหาเสียเวลา เพราะนายกฯตั้งผบ.ตร.คนใหม่ไม่ได้เสียที!?
แต่บังเอิญตรวจสอบข้อมูลข่าวสารทุกด้าน ยังไม่เห็นหนทางที่นายกฯจะดันคนเดิมผ่านด่านก.ต.ช.ได้เลย
ถ้ายังยืนชื่อเดิม ก็จะติดปัญหาเสียงข้างมากในก.ต.ช.ไม่ให้ผ่านอยู่ดี
*งานนี้ไม่ใช่เรื่องต่อรองผลประโยชน์การเมืองอะไร แต่เป็นเรื่องใหญ่ประเด็นความมั่นคงของชาติ ความยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคมไทย*
ใครจะมาล็อบบี้ ก็ยากจะแปรเปลี่ยน
จะดกดำหรือบางหรือเถิก ก็ไม่สามารถกล่อมให้ใครเชื่อได้!
ย้อนกลับไปตอนประชุมก.ต.ช. ที่นายกฯแพ้โหวต 5 ต่อ 4 คงจำกันได้ว่าเย็นย่ำค่ำคืนวันนั้น มีข่าวสะพัดตามมา
ทั้งยุบสภา และทั้งนายกฯจะลาออก
คนที่มีอำนาจตัดสินใจทั้ง 2 อย่างนี้ คิดอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องลือกันเล่นๆ
จนผู้อาวุโสต้องมาเกลี้ยกล่อม ให้วัยรุ่นลดความใจร้อนลง
แต่เหตุการณ์ผ่านมาจนถึงวันนี้ ต้องบอกว่า แนวรบผบ.ตร.สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง!
จึงยังมองไม่ออกว่า ประชุมก.ต.ช.หนต่อไป จะยุติได้เช่นไร
นายกฯเป็นผู้เสนอชื่อก็จริง แต่มือของกรรมการอีก 10 คน เป็นผู้ตัดสิน
ถ้ายังยันกันอยู่เช่นนี้ สุดท้ายอาจนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ
ทั้งยุบสภาหรือลาออก ก็ยังเป็นไปได้ทั้งนั้น
เก้าอี้ตำรวจตัวเดียว อาจส่งผลให้พังกันทั้งรัฐบาลหรือทั้งสภา!
การยึดมั่นในความดี - บทเรียนจาก "กษิต ภิรมย์"
ปราชญ์ ปัญจคุณาธร
สหภาพแรงงานไทรอัมพ์: พลังของคนตัวเล็กๆ
ที่มา ประชาไท
ชำนาญ จันทร์เรือง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้จัดให้
ด้วยบทบาทในการเรียกร้องสิทธิ
เราจะเห็นได้ว่าการต่อสู้
คนเสื้อแดงแต่งดำพรึ่บสนามหลวง
ที่มา ประชาไท
คนเสื้อแดงกลุ่มย่อยในกรุงเทพและปริมณฑลจัดชุมนุม “โค่นอำมาตย์ ทวงคืนรัฐธรรมนูญ 40” แต่งดำฟังปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม อัดทหาร-ชนชั้นนำแทรกแซงการเมือง ก่อนฝนตกช่วงค่ำทำเวทีล่ม แกนนำยังยัน 27 ส.ค. จะไปศาลปกครองสูงสุดขอคุ้มครองชั่วคราวหลังรัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง เล็งยื่นเรื่องต่อกรรมการสิทธิฯ ด้วย
แกะรอย ‘แดงดอกเห็ด’ สำรวจการก่อตัวของเครือข่ายเสื้อแดงไซส์เล็ก
ที่มา ประชาไท
มุทิตา เชื้อชั่ง
สัมภาษณ์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล : ว่าด้วยความพอดีของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ที่มา ประชาไท
ประชาไท สัมภาษณ์
28 สิงหาคมนี้จะเป็นวันตัดสินคดีของผู้ต้องหาในคดีที่เรียกกันว่า ‘คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ อีกหนึ่งคดี นั่นคือ กรณีของดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เราได้ยินข่าวคราวเรื่องนี้กันค่อนข้างถี่ และมีคนทั่วๆ ไปถูกจำคุกแล้วหลายราย ไม่ว่าจะเป็น บุญยืน ประเสริฐยิ่ง ดาวไฮปาร์กสนามหลวงที่เป็นแม่ค้าขายของเก่าและหมอดู, สุวิชา ท่าค้อ พ่อลูกสาม นักท่องโลกไซเบอร์ หรือกระทั่งคนที่ไม่เกี่ยวพันกับการเมืองไทยอย่างแฮรี่ นิโคไลดส์ นักเขียนชาวออสเตรเลีย ยังไม่นับรวมนักการเมืองหรือคนใหญ่คนโตอีกหลายคนที่โดนข้อกล่าวหานี้ แต่พวกเขาไม่ได้ถูกจับกุมคุมขัง และมีระยะพิจารณาคดีที่ยาวนานกว่า


