WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 3, 2009

ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่11):กลุ่มกษัตริย์นิยมกับประชาธิปไตยแบบไท้ยไทย

ที่มา Thai E-News



โดย คุณรักในหลวงห่วงลูกหลาน
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
3 กันยายน 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"ซึ่งเคยเขียนซีรีส์ยอดฮิต"ลากไส้สื่อเหี้ย"อันลือลั่น กลับมาอีกครั้งด้วยซีรีส์ชุดใหม่ลากไส้แวดวงNGO,นักวิชาการ,นักสิทธิมนุษยชน,นักกิจกรรมสังคม,นักศิลปิน,นักธุรกิจ,ศาล,องค์กรอิสระ และฝ่ายซ้ายเก่า ซึ่งเขาได้ตีแผ่วงการด้วยสำนวนฮาร์ดคอร์ดิบเถื่อนให้เห็นว่า เพราะเหตุใดแวดวงดังกล่าวจึงได้ผิดเพี้ยนเปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนขบวนการอำมาตย์ได้อย่างน่าพิศวงอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งไทยอีนิวส์ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน และกรุณาตรวจทานแก้ไขก่อนการเผยแพร่เป็นตอนๆ


ทีนี้เพื่อให้เข้าใจว่าบรรดาชนชั้นนำของไทยเขาคิดอ่านประการใดต่อเรื่องบ้านเมืองและการปกครอง ผลจึงออกมาอย่างที่เห็นๆกันในเวลานี้ ผมเลยขอปิดประเด็นด้วยบทความวิชาการเนื้อๆ(แต่อ่านแล้วสนุกนะครับ) ฝรั่งนี่เขาเข้าใจบ้านเมืองเราได้แบบทะลุเพดานข้อจำกัดการรับรู้ดีมาก

ผมนำบทความนี้ซึ่งเป็นเอกสารวิชาการ โดยศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน ภาควิชาเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา-เชเปิลฮิลล์ แปลเรียบเรียงโดย คุณเก่งกิจ กิติเรียงลาภ เพื่อใช้ประกอบงานสัมนาวิชาการในหัวข้อ “Thai-Style Democracy: Royalist Struggle for Thailand’s Politics” หรือ "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ:การต่อสู้ของกลุ่มกษตริย์นิยมในการเมืองไทย" จัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2552 โดยมีความน่าสนใจมากๆดังต่อไปนี้

#ศาสตราจารย์ เควิน ฮิววิสัน

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ..การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหาร ได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของพวกกษัตริย์นิยมที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ( TSD )


ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจTSD(ประชาธิปไตยแบบไทยๆ)2 ประการ คือ

หนึ่ง ประชาธิปไตยแบบไทยๆ(Thai-Style Democracy - TSD) มีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในสังคมไทย วาทกรรมว่าด้วย TSD กลายมาเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ ต่อรองแข่งขันทางการเมืองมาตลอดกว่า 4 ทศวรรษจนกระทั่งในปัจจุบัน

สอง แม้ว่า TSD จะมีฐานะเป็นชุดของความคิดความเข้าใจชุดหนึ่ง แต่ TSD ไม่ได้เป็นชุดของความคิดที่มีลักษณะเอกภาพหนึ่งเดียว โดยไม่ขึ้นกับบริบททั้งในแง่ของกาละ และเทศะที่มันเกิดขึ้น ซึ่งการนิยามหรือกำหนดคุณลักษณะของ TSD ในแต่ละยุคสมัย ล้วนแล้วแต่ขึ้นกับการต่อสู้แข่งขันทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะๆนั้นด้วย

เป้าหมายของการนำเสนอในครั้งนี้ก็คือ การชี้ให้เห็นรากฐานของความคิดความเชื่อของ TSD โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาและบริบทอันประกอบกันขึ้นจากองค์ประกอบที่หลากหลายของ TSD ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีส่วนช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2549

เราสามารถย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของ TSD ได้ตั้งแต่ยุคของการปฏิวัติโค่นล้มระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์ในปี 2475 เป็นต้นมา แม้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จะเป็นคนแรกๆที่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่า “การปกครองแบบไทย” ในทศวรรษ 1960 แต่เราสามารถย้อนกลับไปดูการก่อตัวของ TSD ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้เพื่อสร้างระบอบการเมืองการปกครองแบบใหม่หลัง 2475 เป็นต้นมา


การต่อสู้ของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยนั้นพัฒนาควบคู่กับการสร้างมโนทัศน์ทางการเมืองบางประการที่อาจเรียกรวมๆได้ว่า TSD ผ่านการกลับไปเล่าเรื่องประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์เสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติ 2475, การต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนในปี 2516 และพฤษภาทมิฬในปี 2535 โดยการทำให้ระบอบกษัตริย์กลายมาเป็นสิ่งเดียวกับการสร้างและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย

ด้วยการสร้างภาพว่า พระปกเกล้าต้องการพระราชทานประชาธิปไตยอยู่แล้ว แต่คณะราษฎรกลับ “ชิงสุกก่อนห่าม” ส่งผลให้ประชาธิปไตยถูกบิดเบือนและกลายเป็นระบอบเผด็จการทหารในที่สุด ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ รากฐานความคิดของ TSD เช่นนี้ถือกำเนิดมาจากการต่อสู้ทางการเมืองล้วนๆ

ความพยายามทำให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของรัฐบาลพระยาพหลฯ ส่งผลให้ฝ่ายกษัตริย์นิยมพยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้านคัดค้านการกระทำของรัฐบาล ทั้งหมดก็เพื่อกอบกู้และเพิ่มอำนาจของกษัตริย์ในการเมืองไทย

อย่างไรก็ดี กษัตริย์ไทยหลัง 2475 ก็แสดงตนในหลายบทบาทขึ้นกับความเข้มแข็งและอ่อนแอของกลุ่มกษัตริย์นิยมเอง ในยามที่ตนเองอ่อนแอ ก็จะปฏิเสธความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง แต่ในยามที่เข้มแข็ง ก็กลับสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค

เราจะเห็นบทบาทของกลุ่มกษัตริย์นิยมในการต่อสู้เพื่อขยายอิทธิพลของตนเอง ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ในสมัย ควง อภัยวงศ์ และการให้ร้ายปรีดีจนต้องออกนอกประเทศ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นความสำเร็จของการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายกษัตริย์นิยมทั้งสิ้น

ฐานความคิดที่สำคัญของพวกกษัตริย์นิยมในการเมืองไทยก็คือ ไม่เชื่อมั่นในประชาชน เพราะประชาชนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ส่วนรวมที่แท้จริง ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับความสูงส่งของกษัตริย์มากกว่าที่จะให้ความสนใจกับการพัฒนาประชาธิปไตยที่ประชาชนมีอำนาจที่แท้จริง ภายใต้ความเชื่อเช่นนี้ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจึงพยายามพูดว่า กษัตริย์เป็นที่รักของประชาชนทุกคนโดยธรรมชาติ และคนผู้ใดที่ไม่จงรักภักดีก็คือคนที่มีจิตไม่ปกติ

การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ในปี 2500 มีผลอย่างสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเมืองไทย โดยเฉพาะมันได้เปิดทางให้แก่พวกกษัตริย์นิยมได้มีที่มีทางอย่างชัดเจน ภายใต้ระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ การทำให้สถาบันกษัตริย์มีความเป็นสถาบันที่มั่นคงกลายมาเป็นภารกิจสำคัญ และกษัตริย์เองก็ทรงให้การสนับสนุนรัฐบาลด้วยในฐานะที่เป็นผู้จงรักภักดี

และในยุคของรัฐบาลทหารเช่นนี้เองที่ความคิดความเชื่อแบบ TSD ได้สถาปนาตัวเองขึ้นอย่างมั่นคง

เป็นที่น่าสังเกตว่า นิยามที่เริ่มจะชัดเจนขึ้นของ TSD นั้นเริ่มต้นภายใต้การปกครองที่ดูจะเป็นเผด็จการที่เน้นการปราบปรามและควบคุมสังคมแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

หัวใจสำคัญของ TSD ประการหนึ่งก็คือ ความเชื่อเรื่อง “ความเป็นไทย” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากในสมัยของคณะราษฎร เพราะ”ความเป็นไทย” ในยุคสฤษดิ์นั้นเป็นความเป็นไทยภายใต้ระบอบทหารที่ไม่เกี่ยวอะไรเลยกับหลักการของการปฏิวัติ 2475

ปรัชญาเบื้องหลังของระบอบสฤษดิ์ก็คือ การเสนอว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่เหมาะกับสังคมไทย เพราะประเทศไทยยังไม่พร้อม เนื่องมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนไทยยังคงยึดมั่นอยู่ในผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาดมีอำนาจและอิทธิพลเหนือทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้สภาวะเช่นนี้ สังคมไทยต้องการลำดับขั้นทางสังคมที่ชัดเจนตายตัว ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงเลื่อนชั้นทางสังคมที่รวดเร็ว

TSD มองว่า สังคมไทยดั้งเดิมเป็นสังคมแบบ “พ่อปกครองลูก” โดยพ่อจะทำหน้าที่เป็นผู้ที่คอยแก้ปัญหาให้กับลูกๆ นี่เองทำให้ปรัชญาของระบอบสฤษดิ์สอดรับเป็นอย่างดีกับสิ่งที่ฝ่ายกษัตริย์นิยมได้พยายามต่อสู้ให้ได้มาตลอดหลายทศวรรษ

และที่น่าสนใจก็คือ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมคนสำคัญอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็กลายมาเป็นผู้ป่าวประกาศโฆษณาชั้นดีให้กับระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ในที่สุด

คึกฤทธิ์เสนอว่า TSD นั้นสอดคล้องเป็นอย่างดีกับนิสัยใจคอของคนไทย ซึ่งไม่มีความพร้อมเลยสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” คึกฤทธิ์พยายามวาดภาพว่า การปฏิวัติ 2475 เป็นเพียงความล้มเหลวของการสร้างประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” ในสังคมไทย

สำหรับ TSD หากการทำรัฐประหารมีเป้าหมายเพื่อกำจัดนักการเมืองชั่วช้าให้ออกจากการเมืองไทยและสร้างเสถียรภาพความมั่นคงแล้ว การรัฐประหารก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวมันเอง การรัฐประหารจึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรม และในการควบคุมประชาชนที่ไม่รู้ว่าความดีที่แท้จริงคืออะไร

สำหรับคึกฤทธิ์ สังคมไทยเป็นสังคมแบบอินทรียภาพที่มีกษัตริย์เป็นศีรษะและมีระบบราชการเป็นอวัยวะสำคัญที่รับใช้ศรีษะ ซึ่งหากเกิดความวุ่นวายโกลาหลใดๆขึ้นจากความล้มเหลวของประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” การกลับไปหาผู้นำที่เด็ดขาดก็เป็นทางออกที่จำเป็น และนี่คือ หน้าที่ของกษัตริย์ในระบอบ TSD

ดังนั้น กษัตริย์จึงไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตย แต่กษัตริย์เป็นรากฐานและแก่นแท้ของการปกครองภายใต้ TSD ที่จะนำความสันติสุขมาสู่เหล่าปวงประชาชน

กล่าวโดยสรุปแล้ว เป้าหมายของปัญญาชนกษัตริย์นิยมอย่างคึกฤทธิ์ก็คือ การจัดวางสถาบันกษัตริย์ในที่ที่ทำให้พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากที่สุด (หลังจากที่ต่อสู้มากว่า 25 ปีภายหลัง 2475) และการขึ้นมาของระบอบเผด็จการของสฤษดิ์ก็เปิดทางให้สิ่งที่กลุ่มกษัตริย์นิยมคาดหวังสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ในยุคทักษิณ ปัญญาชนกษัตริย์นิยมจำนวนหนึ่งที่ต่อต้านทักษิณตีความ TSD ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับท้องถิ่นและชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธศาสนา ซึ่งสอนให้เชื่อเรื่องเหตุผล ความไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป และความยืดหยุ่น นั่นหมายความว่า TSD นั้นมีลักษณะแบบปฏิบัตินิยมและปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของยุคสมัย

ทักษิณถูกวาดภาพโดยปัญญาชนกษัตริย์นิยมว่า เป็นพวกทุนนิยมที่ไม่มีศีลธรรม ซึ่งตรงกันข้ามกับบารมีอันชอบธรรมตามหลักการของพุทธศาสตร์ขององค์พระกษัตริย์ไทยในปัจจุบัน และ TSD ก็คือ การกอบกู้สถาปนาพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้อยู่ใจกลางระบอบการเมืองการปกครอง ที่ถูกทำลายมาก่อนหน้านั้นโดยการปกครองของทักษิณ ซึ่งมาจากประชาธิปไตย “แบบตะวันตก”

ปัญญาชนกษัตริย์นิยมบางคนกล่าวว่า พลเอกเปรมเป็นเสาหลักทางจริยธรรมศีลธรรม ที่ตรงกันข้ามกับทักษิณที่ไม่มีศีลธรรมและเต
็มไปด้วยคอร์รัปชั่น ดังนั้น การทำรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่มีศีลธรรมนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ชั่วร้าย หากแต่เป็นเรื่องของการกอบกู้ศีลธรรมอันดีงามให้กลับคืนมา

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั้งก่อน และหลังการรัฐประหารได้พยายามสร้างภาพของทักษิณให้ดูว่าเป็นคนที่ไม่จงรักภักดีและพยายามท้าทายสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทักษิณไม่ใช่ผู้นำในอุดมคติของ TSD

ข้อเสนอในที่นี้ก็คือ เราต้องไม่ลดทอนการทำความเข้าใจการรัฐประหารในปี 2549 และการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นเพียงการกระหายอำนาจของทหาร แต่เป้าหมายที่แท้ของการทำรัฐประหารก็คือ การทำให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้ TSD

เมื่อรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นสู่อำนาจภายหลังการรัฐประหาร เขาได้พยายามสร้างแผนการทางการเมืองแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกลับไปหา TSD ในฐานะที่เป็น “ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

รัฐธรรมนูญปี 2550 มีเป้าหมายโดยตรงที่จะกีดกันนักการเมืองอย่างทักษิณ และมุ่งเน้นการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับฝ่ายความมั่นคง ระบบราชการทั้งที่เป็นทหารและพลเรือน ดังที่เราจะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุให้มีวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง เป็นต้น และนี่คืออีกครั้งหนึ่งที่คนไทยไม่ต้องการประชาธิปไตย “แบบตะวันตก” แต่สิ่งที่พวกเขากำลังทำคือ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ”
......
อ้างอิง

Anand Panyarachun (2007) “The monarchy: an indispensable institution,” Bangkok Post, 24 August.

Bagehot, W. (1909) The English Constitution, London: Kegan Paul, Trench, Trubner and Co.

Chalermkiat Piu-nual (1990) Prachatippatai bab thai kuam kit tang karn muang kong tha harn thai (2519-2529) (Thai-style democracy: The political ideas of the Thai military (1976-1986), Bangkok: Thammasat University Press.


Bhumibol Adulyadej (1974) Collection of Royal Addresses and Speeches During the State and Official Visits of Their Majesties the King and Queen to Foreign Countries 1959-1967 (B.E. 2502-2510), Bangkok, no publication details.

Bhumibol Adulyadej (1992a) Royal Advice by His Majesty the King 20 May 1992/2535 at 21.30, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Bhumibol Adulyadej (1992b) Royal Speech Given to the Audience of Well-Wishers on the Occasion of the Royal Birthday Anniversary, Wednesday 4 December, no publication details.

Blanchard, Wendell, et. al. (1958) Thailand. Its People, Its Society, Its Culture, New Haven: Human Relations Area Files.

Borwornsak Uwanno (2006) “The King’s Paternalistic Governance,” Bangkok Post, 16 June.

Borwornsak Uwanno (n.d.[2007]) “Dynamics of Thai Politics,” Paper for a Meeting in Washington, D.C., May 2007.

Bowie, Katherine (1997) Rituals of National Loyalty: An Anthropology of the State and the Village Scout Movement in Thailand, New York: Columbia University Press.

CNN.com (2006) “Thailand's king gives blessing to coup,” 20 September, http://www.cnn.com/2006/WORLD/asiapcf/09/20/thailand.coup.ap (accessed 20 September 2006).

Crispin, Shawn W. (2006) “Thailand: All the King’s Men,” Asia Times Online, 21 September, http://www.atimes.com/atimes/Southeast_Asia/HI21Ae02.html (accessed 21 September 2006).

Grey, Dennis (ed.) (1988) The King of Thailand in World Focus, Bangkok: Foreign Correspondent's Club of Thailand.

Hermit [pseud. Phraya Sri Thammarat] (1949) “Our New Constitution, Part II,” Bangkok Post, 12 August.

Hewison, Kevin (2008) “Review Article: A Book, The King and the 2006 Coup,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 190-211.

Jakrapob Penkair (2007) “Democracy and Patronage system of Thailand.” Transcript of a talk at the Foreign Correspondents Club of Thailand, 29 August.

Kavi Chongkittavorn (2006) “When is the abhorrent practice of staging a coup justifiable?” Nation, 22 September.

Kobkua Suwannathat-Pian (2003) Kings, Country and Constitutions. Thailand’s Political Development, 1932-2000, London: RoutledgeCurzon.

Kriangsak Chetpattanawanich (2007) Prachatippatai baep thai chak yuk rajjakuru tung yuk chom phon Sarit Thanarat (Thai-style Democracy from the Rajakhru era to Sarit Thanarat’s era), (Bangkok: The Foundation for the Promotion of Social Sciences and Humanities Textbooks Project, 2007)

Kukrit Pramoj (1983) M.R. Kukrit Pramoj: His Wit and Wisdom. Writings, Speeches and Interviews, Compiled by Vilas Manivat, edited by Steve Van Beek, Bangkok: Editions Duang Kamol.

Kulick, E. and D. Wilson (1992) Thailand's Turn: Profile of a New Dragon, New York: St. Martin's Press.

McCargo, Duncan (2005) “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” Pacific Review, 18, 4, pp. 499-519.

McCargo, Duncan and Ukrist Pathamanand (2005) The Thaksinization of Thailand, Copenhagen: NIAS Press.

Meechai Ruchuphan (2004) “Meechai’s Liberal Thoughts: Are we still Thai?” in M.H. Nelson (ed.), Thai Politics: Global and Local Perspectives, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 584-7.

Morell, David (1974) “Power and Parliament in Thailand: The Futile Challenge, 1968-1971,” Unpublished PhD thesis, Princeton University.

Morell, David and Chai-Anan Samudavanija (1981) Political Conflict in Thailand: Reform, Reaction, Revolution, Cambridge: Oelgeschlager, Gunn & Hain.

Murashima, Eiji (1991) “Democracy and the Development of Political Parties in Thailand 1932-1945,” in Eiji Murashima, Nakharin Mektrairat and Somkiat Wathana (eds), The Making of Modern Thai Political Parties, Tokyo: Institute of Developing Economies, Joint Research Program Series, No. 86 (downloaded from the IDE website as a single paper, with individual pagination, http://www.ide.go.jp/English/Publish/Download/, 20 March 2000).

Murphy, Colum (2006) [Interview with Prem Tinsulanonda], Far Eastern Economic Review, 19 September, http://www.feer.com/articles1/2006/0609/free/prem.html, downloaded 10 November 2007).

Nakarin Mektrirat (2006) Prapokklao prachatippatai 60 pi sirirajja sombat kan kan muang thai (The King who Defends the Democracy: 60 Years of the Crown and Thai Politics), Bangkok: Matichon.

Namier, L. (1952) Monarchy and the Party System, Oxford: Clarendon Press.

Neher, Clark D. (1974) “Thailand,” in Roger M. Smith (ed.), Southeast Asia. Documents of Political Development and Change, Ithaca: Cornell University Press, pp. 29-45.

Noranit Setabutr (2006) “Thai Politics over a Period of 72 Years,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 1-40.

Ockey, James (2004) Making Democracy, Chiang Mai: Silkworm Books.

Office of His Majesty's Principal Private Secretary [OPPS] (1987) A Memoir of His Majesty King Bhumibol Adulyadej, Bangkok: Office of His Majesty's Principal Private Secretary.

Office of the Prime Minister [OPM] (1979) Thailand into the 80's, Bangkok: Office of the Prime Minister.

Pansak Vinyaratn (2004) 21st Century Thailand. Facing the Challenge. Economic Policy & Strategy, Hong Kong: CLSA Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2005) Thaksin, Chiangmai: Silkworm Books.

Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (2008) “Thaksin’s Populism,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 62-83.

Pattana Kitiarsa, “In Defense of the Thai-Style Democracy,” Asia Research Institute, National University of Singapore, 12 October 2006, http://www.ari.nus.edu.sg/showfile.asp?eventfileid=188, accessed 15 April 2008.

Prajadhipok (1984) “King Prajadhipok’s Abdication Statement,” in Benjamin A. Batson, The End of the Absolute Monarchy in Siam, Singapore: Oxford University Press, pp. 315-7.

Prajak Kongkirati (2005) Lae laew khwam khluanwai ko prakot [Thus, the Movement Emerges], Bangkok: Thammasat University Press.

Pramuan Ruchannaseri (2005) Phraratcha amnat [Royal power], Bangkok: The Manager Group, http://power.manager.co.th, downloaded 7 September 2005.

Pye, O. and W. Schaffar (2008) “The 2006 Anti-Thaksin Movement in Thailand: An Analysis,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 38-61.

Ramphai Barni (1978) “Queen Ramphai's Memoir,” in Thak Chaloemtiarana (ed.), Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: The Social Science Association of Thailand, pp. 8-35.

Ray, Jayanta Kumar (1972) Portraits of Thai Politics, New Delhi: Orient Longman.

Saichol Sattayanurak (n.d.) “The Construction of Mainstream Thought on ‘Thainess’ and the ‘Truth’ Constructed by ‘Thainess’,” no publication details, http://www.fringer.org/wp-content/writings/thainess-eng.pdf, accessed 15 April 2008, 3.

Saichol Sattayanurak (2007) Kukrit lae kan sang kuam pen thai 2: yuk jom phon sarit tung tossawat 2530 [Kukrit and the Construction of Thainess, Volume 2: From Sarit's era to 1997], Bangkok: Matichon.

Surin Maisrikrod (1993) Thailand's Two General Elections in 1992: Democracy Sustained, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies.

Surin Maisrikrod (2007) “Learning from the 19 September Coup. Advancing Thai-style Democracy?” in Daljit Singh and Lorraine C. Salazar (eds), Southeast Asian Affairs 2007, Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, pp. 340-59.

Thak Chaloemtiarana (2007) Thailand: the Politics of Despotic Paternalism, Chiangmai: Silkworm.

Thak Chaloemtiarana (ed.) (1978) Thai Politics: Extracts and Documents 1932-1957, Bangkok: Social Science Association of Thailand.

Thongchai Winichakul (2005) “The Changing Landscape of the Past: New Histories in Thailand Since 1973,” Journal of Thai-Tai Studies, 1, 1, 2005, pp. 19-61.

Thongchai Winichakul (2008) “Toppling Democracy,” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 11-37.

Tongnoi Tongyai (1983) Entering the Thai Heart, Bangkok: Bangkok Post.

Ukrist Pathamanand (2008) “A Different Coup d'état?” Journal of Contemporary Asia, 38, 1, pp. 124-42.

Uthai Pimjaichon (2006) “The Path to People-Based Society. Experience, Perspectives and Criticism,” in Niyom Rathamarit (ed.), Eyes on Thai Democracy. National and Local Issues, Bangkok: King Prajadhipok’s Institute, pp. 305-17.

Van Praagh, D. (1989) Alone on the Sharp Edge. The Story of MR Seni Pramoj and Thailand's Struggle for Democracy, Bangkok: Duang Kamol.

Wassana Nanuam (2006) “Timing could not have been better, says army source,” Bangkok Post, 21 September.


อย่าพลาดซีรีส์สุดมันส์ในชุดนี้ตอนที่ผ่านมา

-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่1):เอ็นโตดี NGO พวกเขาไม่ได้โง่และไม่ได้บ้าแต่ว่าเพี้ยน..
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่2):ยอยศการเมืองภาคประชาชน นาฏกรรมบนลานกว้าง
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่3):ในนามของการหยุดทำร้ายประเทศไทย พวกเขาออกใบอนุญาตฆ่าผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่4):NGO-เอ็นโตดี ชื่อนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่5):ผลสำรวจเบื้องหลังคนทำโพลล์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่6):ใครสั่งโค่นเหลี่ยม?
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่7):Conspiracy theoryชู้รักเลดี้แชตเตอร์ลีย์
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่8):ฉากและบางถ้อยคำสำคัญวันยึดอำนาจ
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่9):Between the lineของระบอบเทวดา
-ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน(ตอนที่10):ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
00000000
บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์รวมฮิตลากไส้สื่อเห้เสร็จแล้ว เชิญโหลดกระจาย

ดื้อ

ที่มา ข่าวสด

ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน




ถ้าไม่ทำก็หาว่านายกฯ ไม่มีภาวะผู้นำ

"ทีนี้ภาวะผู้นำก็คือต้องดื้อ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คนเป็นผู้นำต้องดื้ออยู่แล้ว ตามตำราบอกไว้อย่างนั้น

"ถ้าไม่ดื้อก็เป็นผู้นำไม่ได้"

วาทะคมคายจนแทบบาดหูอย่างนี้เป็นของนายศิริโชค โสภา เจ้าของฉายา "วอลเปเปอร์" ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ที่ตอบข้อถามเรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 2 สัปดาห์

และทำท่าจะเป็นปัญหายืดเยื้อไปอีกพักใหญ่

เพราะในขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่ากำลังรวบรวมข้อมูลให้รอบด้าน ไม่เหมือนคนอื่นที่ออกมาพูดทั้งที่มีข้อมูลด้านเดียว(ไม่รู้ตั้งใจจะให้กระทบถึงใคร)

คนรอบข้าง-ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีวอลเปเปอร์รวมอยู่ด้วยหรือไม่ ก็ขยันออกข่าวว่ามั่นใจเหลือเกินเรื่องการเสนอชื่อผบ.ตร.คนต่อไป

ว่ายังไงก็จะดันพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้าวินแหงๆ

ระบุมาเสร็จสรรพว่า หนหน้าคะแนนเสียงออกมาคือ 9 ต่อ 2

กรุณาตัดแปะข้างฝากันไว้ด้วย

เพื่อจะได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าดื้อ กับความมั่นใจในตัวเองของผู้นำนั้นตำราที่นายศิริโชคไม่ได้อ่านบอกว่าเป็นคนละเรื่องกัน

เพราะผู้นำจะมั่นใจได้ ต้องตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานข้อมูลที่รอบคอบ รอบด้าน

และมีความสามารถในการวิเคราะห์แยกแยะด้วยว่า ข้อมูลที่ได้รับมาอะไรจริงอะไรเท็จ

รวมถึงคนที่มาพูดนั้น ใครของจริงใครของเก๊

แต่ดื้อก็คือตรงข้ามทั้งหมดกับข้างต้นที่ว่ามา แต่ว่าตัดสินใจเพราะชอบหรือเชื่อหัวปักหัวปำ

ที่แตกต่างกันอย่างสำคัญระหว่างดื้อกับภาวะผู้นำก็คือ

ผู้นำตัดสินใจอะไรไปแล้ว ถ้าผิดเขาก็พร้อมรับหมด

แต่ดื้อนั้นเป็นอาการของเด็ก

คิดเหมือนเล่นขายของว่า ถ้าหนนี้ผิดไป เดี๋ยวก็ทำใหม่ได้ ส่วนที่เล่นแล้วทำไฟไหม้บ้านนั้นไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบด้วย

คำถามคือนายกฯ ดื้อหรือเป็นผู้นำ?

รวน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




หลังกลุ่มเสื้อแดงงัดยุทธการเย้ยรัฐบาล ปล่อยให้ใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงในเขตดุสิตเก้อ ด้วยการเลื่อนชุมนุมไปเป็นวันที่ 5 ก.ย.นั้น

เล่นเอานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มึนตึ้บ

ก่อนจะตั้งสติได้ในวันต่อมา บลัฟกลับแกนนำนปช.ว่ากลัวอะไรกับการที่รัฐบาลใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

หรือมีเจตนาอย่างอื่นแอบแฝง

ขณะที่กลุ่มนปช.ก็คุยว่างัดมุขนี้มาเล่น เพื่อตอกย้ำความตื่นตูมของรัฐบาลที่ด่วนงัดกระบองเตรียมปืนสั่งทหารออกมา ราวกับบ้านเมืองอยู่ภาวะสงคราม

เพราะเป้าหมายจริงๆ ก็คือนัดชุมนุมใหญ่ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ย. วันครบรอบ 3 ปีของการยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร

เชื่อว่าจะสามารถระดมมวลชนออกมาได้มาก รวมทั้งปลุกพลังเงียบที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติออกมาร่วมได้บางส่วน

เพราะเห็นกันอยู่ว่าการปฏิวัติครั้งล่าสุด แก้ปัญหาประเทศชาติไม่ได้เลย แถมยังสร้างปัญหาใหม่ๆ อีกมาก

ที่บอกว่าจะโค่นล้มระบอบทักษิณก็ไม่ได้ผล กลับยิ่งทำให้คนที่นิยมชมชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมตัวกันได้อีกต่างหาก

ที่บอกจะได้ปัญหาเผด็จการรัฐสภา ป้องกันไม่ให้รัฐบาลมีอำนาจมากเกินไป

ก็ยิ่งทำให้เห็นว่ารัฐหลายพรรค ร้อยพ่อพันแม่ อย่างในขณะนี้มีศักยภาพในการบริหารประเทศหรือไม่

พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล เพราะไปดึงเสียงมาจากบางส่วนของก๊วนนายเนวิน ชิดชอบ ในพรรคพลังประชาชน

ก็กลายเป็นว่าต้องขบเหลี่ยม ซ่อนดาบ จ้องเอาคืนอยู่ตลอดเวลากับพรรคภูมิใจไทย

สภาวะผู้นำของนายภิสิทธิ์ตอนนี้ เป็นตัวของตัวเองหรือไม่

ถามชาวบ้านร้านตลาดดูได้

แถมมีผลโพลนำไปเปรียบกับคนที่สิ้นอำนาจไปแล้ว แถม กำลังระเห็จระเหิน

แต้มออกมาก็ยังเป็นรองอีก

ยิ่งนายอภิสิทธิ์แสดงออกกรณีการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ โดยไม่ยอมฟังเสียงใคร ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นเด็กดื้อมากขึ้นเท่านั้น

มีคำถามอีกมากมายในทำนองว่าวุฒิภาวะของนายอภิสิทธิ์ เหมาะสมกับนายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศจริงหรือไม่

เพราะแม้จะมีสารพัดโฆษกออกมาตอบโต้แทน แต่บางเรื่องนายอภิสิทธิ์ก็หลุด ควันออกหู

อย่างกรณีคลิปเสียงสั่งการในช่วงเดือนเม.ย.ที่กำลังเผยแพร่อยู่ในขณะนี้

นายกฯ โมโหโกรธา รับเป็นเสียงของตนจริง แต่เป็นการตัดต่อ

พร้อมกับลากผู้เชี่ยวชาญมาช่วยการันตี ออกทีวีร่วมชี้แจงด้วย

โฆษกส่วนตัวก็แสดงความรู้ลึกสุดลิ่ม ขนาดแถลงว่ามีการตัดต่อรวม 51 จุด

แต่ไปๆ มาๆ กลับเริ่มมีคนตั้งคำถามว่าที่พูดจริงมีไหม

แล้วพูดว่าอย่างไร

รักกันเลือดสาดเลย

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30496

ตามธรรมชาติของนักข่าวการเมืองจะให้น้ำหนักกับฝั่งรัฐบาลที่เป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ สามารถคุมเกมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไว้ในมือ มากกว่าจะให้ราคาฝ่ายค้านที่ต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะดิสเครดิตรัฐบาล พลิกขั้วกลับไปมีอำนาจ

ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลจะบ้องตื้นไปเชื่อ "ข่าวปล่อย" จากพรรคเพื่อไทย

กับสูตรร้อน "1+1" พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย จัดตั้งรัฐบาล 2 พรรคใหญ่ เสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จึงไม่ฮือฮา หนังสือพิมพ์ไม่ค่อยรับมุก

แต่โดยทางข่าวที่บังเอิญเข้าทางฝ่ายประชาธิปัตย์ ตามเกมขู่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะค่ายภูมิใจไทยที่กำลังวัดใจเรื่องแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

มันก็เป็นอะไรที่ต้องซัลโวลูกตามน้ำ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันเสียงแข็งอีกรอบว่า ไม่มีโอกาสเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลตามสูตร 1+1 ประชาธิปัตย์จับมือเพื่อไทย เพราะได้พูดชัดเจนแล้วว่า จัดตั้งรัฐบาลมามีความตั้งใจจะทำอะไร และยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

อย่างน้อยก็ "เขี่ยหัวเชื้อ" กระตุกกันเป็นนัย ถึงที่สุดประชาธิปัตย์ยังมี "มุกทีเด็ด" เล่นการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน

ท่ามกลางปรากฏการณ์ที่อธิบายด้วยภาพ "กอดคอตุ๊ยท้อง"

ฉากหน้านายกฯอภิสิทธิ์ก็ออกตัว กรณีความเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติของรัฐบาลผสม ยืนยันพรรคภูมิใจไทยจะไม่ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็เชื่อว่า สุดท้ายทุกอย่างจะเรียบร้อย ยืนยันไม่มีความขัดแย้งใดๆกับประชาธิปัตย์

จะกอดคอร่วมรัฐบาลกันไปจนวินาทีสุดท้าย

แต่ฉากหลัง "ประดาบ" กันเลือดท่วม โดยปฏิบัติการของ "แหล่งข่าว" ใจไม่ถึง เปิดสงครามโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อกันครึกโครม

เริ่มจากลูกเขี้ยวสไตล์ถนัดของยี่ห้อประชาธิปัตย์ "ปล่อยของ" ใส่ค่ายภูมิใจไทย ว่าด้วยข่าวลึกวงในเบื้องหลังการตั้ง ผบ.ตร.ที่วุ่นวาย เพราะยี่ห้อ "เพื่อนเนวิน" ปล่อยข้อมูล "เก๊" ออกมา สกัดนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ให้ชงชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เป็น ผบ.ตร.คนใหม่

กุเรื่องหวังผลประโยชน์แอบแฝง

ว่ากันถึงขั้นจะแก้เกมด้วยการปล่อยทีม ส.ส.รุ่นใหม่ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวถล่มค่ายภูมิใจไทย นัยว่าจะ "ฆ่า" กันด้วยกระแสพ่อยกแม่ยก ต้นทุนทางสังคมที่เหนือกว่า

ค่ายภูมิใจไทยก็เลยสวนด้วย "ข้อมูลลึกกว่า" ถึงขั้นระบุวัน เวลา และสถานที่

ก่อนจะเกิดเหตุหน้าแตกระดับชาติ วันที่ 18 สิงหาคม ก่อนการประชุม ก.ต.ช. 2 วัน "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ต่อสายนัดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรค และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ไปหารือลับกันที่โรงแรมหรู ย่านซอยรางน้ำ

กระซิบ "ข้อมูลสำคัญ" ล็อบบี้ไม่ให้โหวตชื่อ พล.ต.อ.ปทีป

และอีกครั้งในวันที่ 19 สิงหาคม "เทพเทือก" กับ "นิพนธ์" ก็ยังนัด "เนวิน-อนุทิน" ไปตอกย้ำข้อมูลสำคัญกันอีกรอบ ณ โรงแรมเดิม

แต่ถึงวันจริงกลับไม่เป็นไปตามโพย และก็เป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ที่ป่วนกันเอง แต่ "เทพเทือก" กับ "นิพนธ์" ไม่ยอมเคลียร์กันเองภายใน

โยนขี้ใส่ยี่ห้อ "เพื่อนเนวิน" เหยียบบ่าเพื่อนตีกินกระแสตามฟอร์ม

โดยอาการเสียงเข้มกว่า ภูมิใจไทยขู่ผ่าน "แหล่งข่าว" ถ้าประชาธิปัตย์ยังไม่หยุดสร้างข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายกุเรื่องเบื้องหลังคิวป่วนเลือก ผบ.ตร. ปล่อย ส.ส.ปากพล่อยออกมา "ปล่อยของ" กลบกระแสช่วยรักษาหน้านายกฯอภิสิทธิ์

ค่ายภูมิใจไทยพร้อมจะแฉข้อมูลเบื้องหลังทั้งหมดต่อสาธารณชน

ไม่ยอมให้ประชาธิปัตย์เขี้ยวใส่เพื่อนอีกต่อไป

และโดยการวัดใจ ล่าสุด นายฉัตรชัย ชูแก้ว โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยืนยัน นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้นัดหมายกับนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย จะเสนอชื่อปลัดกระทรวงคนใหม่ ของทั้ง 2 กระทรวงพร้อมกันภายในสัปดาห์หน้า

ในอารมณ์ที่อ่านกันว่า "อภิสิทธิ์" เบรกโผตั้งปลัดกระทรวง ในโควตาของค่ายภูมิใจไทย แก้ลำคิวตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่

ประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทย "รักกันเลือดสาด"

กว่าจะถึงเวลาแยกย้าย คงล่อกันอีกหลายแผล.

"ทีมการเมือง"

เศรษฐกิจออกหัวออกก้อย

ที่มา ไทยรัฐ

เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ตัวเลขการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจก็จะออกมาโชว์ให้เห็นว่าย่ำแย่แค่ไหน ปริมาณเงินสำรอง หนี้สาธารณะ เงินคงคลังกับรายได้จากการส่งออก การท่องเที่ยว และเม็ดเงินการลงทุน จะบาลานซ์กันแค่ไหน ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุน เราจะถูกจัดเกรดอย่างไร

คงไม่เกินกว่าที่คาดการณ์เอาไว้เท่าไหร่

นั่นคือส่วนตัวเลข จะปรับแต่ง จะแถลงบางส่วน ไม่แถลง บางส่วน บิดเบือนกันได้ไม่ลำบาก ยากเย็นอะไร คลิปเสียงยังเลียนแบบกันได้ แต่ความเป็นจริงโดยเฉพาะเรื่องปากท้องของประชาชน เป็นเรื่องใหญ่กว่า เอาเฉพาะตัวเลขการส่งออกที่ไม่กระเตื้องขึ้น ยังติดลบในระดับเดิม ก็พอจะมองอะไรออก

ปลายปีนี้คงจะมีการตัดสินใจทบทวนการบริหารกิจการของธุรกิจต่างๆกันอีกกระทอก เพื่อลดการขาดทุน อาจจะต้องมีการปรับสภาพการจ้างงาน ลดคนงาน หรือเลวร้ายไปจนถึงปิดกิจการชั่วคราว

คงจะได้ยินข่าวบ่อยๆว่า บริษัทรถยนต์ชื่อดัง เริ่มมีปัญหาในเรื่องคุณภาพการผลิต ต้องเรียกรถยนต์คืนจากตลาดหลายรุ่น เหตุผลก็คือ จำนวนคนงานที่น้อยลงแต่ต้องทำงานมากขึ้น หรือไม่ก็แรงงานที่มีทักษะถูกปลดออกไป เนื่องจากบริษัทสู้เงินเดือนไม่ไหว เป็นต้น

รัฐบาลของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามจะทำใจดีสู้เสือ ประกาศโฆษณาชวนเชื่อว่า ปลายปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเริ่มกระเตื้อง จะเห็นแสงสว่างที่ปลายท่อ ในขณะที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจของรัฐเอง หรือแม้แต่ภาคเอกชนกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

จะให้ความเห็นสวนกับนโยบายรัฐบาลหรือก็เกรงว่า ชีวิตจะไม่ เป็นสุข เลยปล่อยเลยตามเลย จะมีคนออกมาคาดบ้างก็ไม่ค่อยจะมีน้ำหนักเท่าไหร่ ยิ่งสังคมไทยยอมรับแต่ผู้ชนะ ไม่ว่าจะชนะด้วยวิธีสกปรกหรือขาวสะอาดด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่

ผมอยากจะให้ดูตัวอย่าง ตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของบ้านเรา บรรษัทประกันเงินฝากของสหรัฐฯ รายงานว่า ทางการสหรัฐฯได้สั่งปิดธนาคารพาณิชย์อีก 3 แห่ง

ส่งผลให้มีธนาคารในประเทศสหรัฐฯถูกปิดไปแล้วจำนวน 84 แห่ง

คาดว่าจะมีปัญหาของคนตกงานตามมาอีกหลายกระทอก ล่าสุดตัวเลขคนว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 16 แนวโน้มเศรษฐกิจของสหรัฐฯไม่ได้ดีขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ทำท่าว่าจะแย่กว่าที่ประเมินไว้ด้วยซ้ำ แม้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะดูว่าเริ่มจะกระดุกกระดิก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจน

บ้านเราผมอยากจะให้สังเกตตัวเลขบ้าง อย่างที่บิดเบือนไม่ได้ นั้นก็คือ หนี้ระยะสั้น ดัชนีการบริโภค จำนวนธุรกิจที่ทยอยปิดตัว การทยอยลดคนงาน และตัวเลขของผลประกอบการโรงรับจำนำ

หรือให้ดูที่ราคาไข่

จะเป็นตัวชี้วัดพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศได้ดีที่สุด ในสภาวะที่ผู้นำประเทศกำลังเป็นห่วงภาพของความมีสภาวะผู้นำ ภาพรวมของประเทศอาจจะดูเบลอๆไปบ้าง ขยันสร้างภาพกันจนเบลอ.

หมัดเหล็ก

สุรชัยจวก3เกลอ สู้เพื่อตำแหน่ง ท้าฟ้องหมิ่นประมาท

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30508

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ยืนยันไม่มีความขัดแย้งเป็นการส่วนตัว เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มความจริงวันนี้ ที่เอาแต่เล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจทางการเมือง สู้เพียงเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลและตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น

นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ แกนนำคนเสื้อแดง กลุ่มแดงสยาม กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กลุ่มความจริงวันนี้ จะฟ้องร้องดำเนินคดีนายสุรชัย กล่าวหาว่า 3 เกลอไปพบแอบไปพบกลุ่มเพื่อนเนวิน ว่า อยากก็จะฟ้องก็ฟ้องไป จะฟ้องเรื่องอะไร ไม่กลัวอยู่แล้ว เพราะไม่ได้เป็นผู้กล่าว แต่เป็นสิ่งที่มีการพูดกันจากคนข้างนอกและมีนักข่าวมาถามจึงได้บอกให้ทั้ง 3 คนเป็นผู้ชี้แจงเอง เนื่องจากตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลายเป็นว่ามากล่าวหาใส่ร้าย ทั้งที่แค่ตอบคำถามว่า ไปพบจริงหรือไม่เท่านั้น ไม่จริงก็จบ ไม่ใช่มาบอกว่าจะต้องดำเนินคดีกับตนเพื่อตัดรำคาญ

"ผมไม่เคยมีความขัดแย้งเป็นการส่วนตัวกับ 3 เกลอ เพียงแต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มความจริงวันนี้ ที่เอาแต่เล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจทางการเมือง สู้เพียงเพื่อเปลี่ยนรัฐบาลและตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น ไม่ให้ความรู้เรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริงกับประชาชนเลย ที่จริงตนก็ไม่อยากจะพูดเรื่องนี้อีก เพราะไม่อยากทะเลาะกันผ่านสื่อ แต่นายจตุพรไม่เคยหยุด ไม่เคยฟังเสียงท้วงติงของแกนนำคนอื่นๆ พอใครเตือนอะไร ก็ใช้สื่อในมือกล่าวหาให้ร้ายผม และนายจักรภพ ว่าเป็นพวกจ้องล้มล้างสถานบันบ้าง เป็นพวกทิ้งเพื่อนหนีเอาตัวรอดบ้าง แต่ไม่ดูตัวเองว่า การนำกลุ่มคนเสื้อแดงของ 3เกลอ เป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ " นายสุรชัย กล่าว

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ปัญหาการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่ไม่เป็นเอกภาพในวันนี้ เพราะไม่มีใครเป็นหลักในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้ขณะนี้กลุ่มความจริงวันนี้ จะเหมือนเป็นผู้นำคนเสื้อแดง แต่ก็ไม่ประสานกับกลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงจำเป็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะต้องออกหน้ามาเป็นผู้นำคนเสื้อแดงอย่างแท้จริง ไม่ต้องหลบอยู่ข้างหลังอีกแล้ว เพราะถึงอย่างไรคนทั่วประเทศก็ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้นำตัวจริง ไม่ใช่ 3 เกลอ.

ปปช.ปัดใบสั่ง เชือดพัชรวาท ยันตามขั้นตอน

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_30505

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ

ป.ป.ช.ปัดใบสั่งเร่งคดีเชือด “พัชรวาท” 7 ก.ย. ยันทำตามขั้นตอน ไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง อ้างเป็นเรื่องบังเอิญที่คดีมาเสร็จในช่วงที่เก้าอี้ผบ.ตร.กำลังมีปัญหา

นายภักดี โพธิศิริ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)กล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช.เตรียมลงมติชี้มูลความผิดคดีการสลายม็อบกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณรัฐสภา ในวันที่ 7 ก.ย.ว่า คาดว่า ในวันดังกล่าวที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่จะสามารถลงมติชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าว หาทั้ง 9 คนในคดีนี้ได้ คงไม่มีการเลื่อนอีกแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การลงมติชี้มูลความผิดในช่วงนี้ ถูกมองว่า อาจส่งผลกระทบกับตำแหน่ง ผบ.ตร.ของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่กำลังมีปัญหาอยู่พอดี กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า การลงมติชี้มูลในครั้งนี้เป็นการทำตามขั้นตอน ไม่มีใบสั่งทางการเมืองให้เร่งรัดคดีเพราะไม่มีใครมาเร่งรัดป.ป.ช.ได้ ยืนยันไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ใครจะมาสั่งป.ป.ช.ได้ และป.ป.ช.ก็ไม่มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า ที่ผ่านมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมาตลอด แต่การที่นัดลงมติชี้มูลความผิดช่วงนี้ เป็นเรื่องความบังเอิญที่มาตรงกับช่วงที่ ผบ.ตร.กำลังมีปัญหาพอดี ซึ่งคดีนี้ป.ป.ช.รับเรื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว จึงไม่ใช่การเร่งรัดคดี.

เซ็งมติ ครม.เอื้อผู้รับเหมา ต่อสัญญาเป็นว่าเล่นงานก่อสร้าง ม.อ.ปัตตานี

ที่มา ประชาไท

ผศ.นพพร เหรียญทอง รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนาระบบ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยผ่านหนังสือพิมพ์บูมีตานี ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ฝึกหัดของนักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ. วิทยาเขตปัตตานีถึงความคืบหน้าการก่อสร้างหอพักนักศึกษา 9 ว่า จะหมดสัญญาในวันที่ 28 กันยายน 2552 หากไม่สามารถก่อสร้างเสร็จตามกำหนดก็จะถูกปรับตามที่ระบุไว้ในสัญญา เนื่องจากการก่อสร้างหอพัก 9 ได้ผ่านการใช้สิทธิ์ขยายระยะเวลาก่อสร้างมาแล้ว

ผศ.นพพร เปิดเผยด้วยว่า ที่ผ่านมาอาคารที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในมหวิทยาลัยขณะนี้ทุกหลังมีการขยายสัญญาการก่อสร้างทั้งหมด เพราะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ขยายสัญญาการก่อสร้างได้ เพื่อช่วยเหลือผู้รับเหมาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ทางมหาวิทยาลัยก็พยายามคุยกับผู้รับเหมาว่า ทางมหาวิทยาลัยต้องการใช้อาคารให้เร็วที่สุด เช่น ต้องการให้ก่อสร้างเสร็จก่อนเปิดเทอมใหม่ แต่ถ้าไม่เสร็จก็สามารถขยายตามมติ ครม.

ผศ.นพพร เปิดเผยว่า ในวิทยาเขตปัตตานีมีผู้รับเหมาก่อสร้างหลายบริษัท เช่น การก่อสร้างแฟลตพัก 4 หลัง รับเหมาโดยบริษัทบิลเลียนเอนจีเนียริ่ง จำกัด ขณะที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดคงมั่นการช่าง รับเหมาก่อสร้างมากกว่าบริษัทอื่น

“บางบริษัทสามารถดำเนินการก่อสร้างมากกว่าบริษัทอื่นๆ เพราะผ่านการประมูลในระบบอิเล็กทนิกส์ หรือ อีอ๊อกชั่น โดยทุกโครงการมีผู้ซื้อไม่ต่ำกว่า 5 ราย ยกเว้นอาคารของวิทยาลัยอิสลามศึกษาที่เป็นงบประมาณของจังหวัดเปิดประมูลในวิธีพิเศษ” ผศ.นพพรกล่าว

ผศ.นพพร เปิดเผยต่อว่า ในกระบวนการประมูลงานผ่านระบบอีออพชั่น ผู้ที่จะได้งาน คือ ผู้ที่เสนอราคาต่ำสุด จึงทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดคงมั่นการช่าง ได้รับงานก่อสร้างในวิทยาเขตปัตตานี มากกว่าบริษัทอื่น

ผศ.นพพร เปิดเผยด้วยว่า สำหรับโครงการก่อสร้างที่ดำเนินการล่าช้ากว่าแผนการใช้งบประมาณ 272 ล้านบาท คือ การก่อสร้างหอพัก 10 ศูนย์กีฬาหรือสนามกีฬา สนามบาสเก็ตบอล สนามตระกร้อ สนามเทนนิส สนามฟุตบอลชายหาด ซึ่งบริษัทที่ประมูลได้ คือห้างหุ้นส่วนจำกัดคงมั่นการชั่ง ส่วนแฟลต 4 หลัง ที่กำลังก่อสร้างอยู่ ดำเนินการโดยบริษัทบิลเลียนเอนจีเนียริ่ง จำกัด

ผศ.นพพร เปิดเผยต่อว่า ส่วนอาคารเรียนรวมข้างอาคารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์นั้น สาเหตุที่หยุดก่อสร้าง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวโครงสร้างและขนาดเหล็กเส้น คณะกรรมการตรวจสอบการจ้างจึงไม่ยอมให้ผ่าน

“เมื่อไม่ยอม บริษัทก็ทิ้งงาน ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งต่อมาศาลได้นัดไกล่เกลี่ยกันเพื่อให้สามารถก่อสร้างต่อได้ โดยการตั้งคณะอนุญาโตตุลาการขึ้นมาให้พิจารณาและชี้ขาดในเรื่องนี้ แต่ทางบริษัทยังทำเฉยไม่ยอมมาไกล่เกลี่ย ทั้งที่ทางมหาวิทยาลัยต้องการให้ก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จ ทางมหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจยกเลิกสัญญาเพื่อตัดปัญหา เพราะถ้ายืดเยื้อออกไปอีก อาคารเรียนรวมก็ไม่สามารถสร้างต่อได้ ทางบริษัทจึงได้เบิกเงินไปเฉพาะส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเท่านั้น ส่วนที่ยังสร้างไม่ครบ ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ให้เบิกเงิน” ผศ.นพพรกล่าว

ผศ.นพพร เปิดเผยอีกว่า ส่วนการก่อสร้างอาคารของวิทยาลัยอิสลามศึกษานั้น ผ่านการต่อสัญญามาก่อนด้วยเช่นกัน แต่ก็ดำเนินการจนแล้วเสร็จ แต่ยังไม่รวมครุภัณฑ์ต้องของบประมาณจัดซื้อเพิ่ม

“ตึกดังกล่าว คือ วิทยาลัยนานาชาติอิสลามศึกษา มีการต่อสัญญาถึง 5 ครั้ง กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา” ผศ.นพพร กล่าว

ผศ.นพพร เปิดเผยต่อว่า ส่วนอาคารคณะวิทยาการสื่อสารซึ่งก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังไม่ได้ตรวจรับงาน ซึ่งต้องของบประมาณจัดซื้อครุภัณฑ์เพิ่ม แต่บางคนไม่เข้าใจ แล้วบอกว่า จะตรวจรับงานมาได้อย่างไร ในเมื่องยังไม่ก่อสร้างเสร็จ เพราะยังไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ซึ่งมันแยกส่วนกัน

รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร กล่าวถึงความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารคณะวิทยาการสื่อสารว่า สาเหตุที่การดำเนินการล่าช้ามาจากการที่บริษัทผู้รับเหมาใช้สิทธ์ของการขยายเวลาการทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ต้องการช่วยเหลือผู้รับเหมาก่อสร้างในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบกับในขณะนั้นเศรษฐกิจตกต่ำ เลยต้องการช่วยเหลือกับผู้รับเหมา จึงทำให้ผู้รับเหมาสามารถขยายเวลาการทำงานออกไปอีกได้

ขณะนี้คาดว่าการก่อสร้างอาคารคณะวิทยาการสื่อสารจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกันยายน 2552 และเปิดใช้งานได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2552 หรือในภาคการศึกษาที่ 2 แต่การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งการจัดทำระบบเครือข่ายต่างๆ ระบบการสื่อสาร ระบบสาธารณูปโภคของตึกใหม่ให้เรียบร้อยอาจล่าช้าออกไปอีก เพราะหากระบบขัดข้อง การเรียนการสอนก็จะเกิดปัญหาตามมา

มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เรื่อง มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้าง
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้างตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1.สัญญาจ้างก่อสร้างของทางราชการที่ได้ลงนามไว้แล้วและยังมีนิติสัมพันธ์อยู่ และมีเงื่อนไขการหักเงินประกันผลงานให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐพิจารณาแก้ไขสัญญาในเรื่องของการหักเงินประกันผลงาน โดยให้ใช้หนังสือค้ำประกันธนาคารแทนการหักเงินประกันผลงาน
2.กำหนดให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐพิจารณาขยายอายุสัญญาสำหรับงานก่อสร้างที่ได้มีการลงนามในสัญญาและยังมีผลผูกพันอยู่ ซึ่งเป็นสัญญาจ้างที่อยู่ระหว่างการดำเนินการและยังไม่มีการตรวจรับงานในงวดสุดท้ายในช่วงที่เกิดอุทกภัย โดยให้ขยายอายุสัญญาออกไปอีกจำนวน 180 วัน เฉพาะในเขตจังหวัดที่มีการประกาศพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากเกณฑ์ปกติตามระเบียบของหน่วยงาน ทั้งนี้ ให้ผู้ประกอบการยื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือต่อหน่วยงานคู่สัญญาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ
3.เห็นควรให้ความช่วยเหลือในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก่ผู้ประกอบการก่อสร้างที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่สงบ ในกรณีที่สัญญาจ้างก่อสร้างกำหนดระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่องของงานจ้าง 2 ปี ให้คืนหลักประกันให้แก่ผู้รับจ้างเมื่อระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่องครบ 1 ปี และไม่ปรากฏความชำรุดบกพร่องแก่งานจ้าง ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปี ยังคงถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับจ้างตามสัญญาโดยไม่มีหลักประกัน
สำหรับกรณีสัญญาจ้างก่อสร้างที่มีกำหนดระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่องมากกว่า 2 ปี ให้คืนหลักประกันสัญญาเมื่อระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่องของงานจ้างเหลือ 1 ปี ในทำนองเดียวกันด้วย เช่น สัญญากำหนดระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่อง 3 ปี เมื่อครบกำหนด 2 ปี และไม่ปรากฏความชำรุดบกพร่องของงานจ้างก็ให้คืนหลักประกันสัญญาได้ ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปี ยังคงถือว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับจ้างตามสัญญาโดยไม่มีหลักประกัน
มาตรการตามข้อ 3 ให้ใช้กับสัญญาจ้างก่อสร้าง ที่มีผลผูกพันอยู่ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ซึ่งหมายความรวมถึงกรณีที่อยู่ในระหว่างระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่องด้วย ทั้งนี้ โดยมีหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติด้วยว่า ก่อนครบกำหนดระยะเวลาการประกันความชำรุดบกพร่อง
ส่วนราชการผู้ว่าจ้างจะต้องดำเนินการตรวจสอบความเรียบร้อยของงานจ้าง เพื่อให้สามารถเรียกผู้รับจ้างมาซ่อมแซมแก้ไขความชำรุดบกพร่อง (ถ้ามี) ได้ตามสิทธิของสัญญา และถ้าผู้รับจ้างไม่มาดำเนินการซ่อมแซมความชำรุดบกพร่องของงานจ้างตามสัญญา ให้พิจารณาดำเนินการลงโทษผู้รับจ้างดังกล่าว ให้เป็นผู้ทิ้งงานตามขั้นตอนของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ

พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไปด้วย
ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีอำนาจหน้าที่ในการตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น

เจอเธอแล้ว! ดา ตอร์ปิโด หน้า 5 นิวยอร์กไทมส์

ที่มา ประชาไท

แปลและเรียบเรียงจาก
There She Was: Daranee Charnchoengsilpakul on The New York Times
http://www.prachatai.com/english/node/1377

ในหน้า A5 ของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2552 มีภาพขาวดำขนาดประมาณ 1x1 นิ้ว ของหญิงคนหนึ่ง เธอกำลังยิ้ม ตั้งท่าราวกับหญิงงามในภาพวาดอันโด่งดังของ เลโอนาร์โด ดา วินชี --โมนา ลิซ่า

แต่สิ่งที่ออกจะต่างกันอยู่สักหน่อยคือ เธอผู้นี้เพิ่งถูกตัดสินจำคุกถึง 18 ปีในข้อหา ดูหมิ่นกษัตริย์!

ใช่แล้ว เธอคือ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ดา ตอร์ปิโด”

“ประเทศไทย: หมิ่นกษัตริย์ -- ถูกจำคุก 18 ปี” คือพาดหัวข่าวของรายงานข่าว ยาวสองย่อหน้าของ The New York Times ชิ้นนี้ ซึ่งเขียนโดยโทมัส ฟูลเลอร์ ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทย

(คุณสามารถอ่านข่าวเวอร์ชั่นออนไลน์ได้ที่ http://www.nytimes.com/2009/08/29/world/asia/29thai.html?_r=4)

“นักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกตัดสินจำคุก 18 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในข้อหาทำลาย “ชื่อเสียงและเกียรติยศ” ของกษัตริย์และราชินีไทย ซึ่งคดีนี้เป็นหนึ่งในอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับการดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ผู้พิพากษาทั้งสามคนกล่าวว่า ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ผู้ซึ่งเป็นอดีตนักข่าว ได้กล่าวพาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ . . . [ผู้เขียนเซ็นเซอร์คำออกหนึ่งคำ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ] . . . รัฐประหารเพื่อล้มอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งดารณีกล่าวว่า เธอจะยื่นอุทธรณ์

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดมาเป็นเวลายาวนาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีวิกฤติทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผนวกกับความกังวลถึงพระพลานามัยของกษัตริย์ผู้ทรงเจริญพระชนมายุ 81 พรรษา กฎหมายนี้ก็ถูกนำมาบังคับใช้บ่อยจนเป็นเรื่องปกติ”

เมื่อได้อ่านข่าวนี้แล้ว คุณผู้อ่านที่รักเห็นว่าอย่างไรบ้าง

เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหญิงชาวอเมริกันผิวขาว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของสหรัฐฯ กล่าวว่า ข่าวของดาทำให้เธอนึกถึงประเทศเกาหลีเหนือ

“มันตลกมาก . . . ฉันหมายความว่า มันทำให้ฉันขนลุก ในยุคนี้ เธอไม่น่าต้องเข้าคุกถึง 18 ปีเพราะการดูหมิ่นกษัตริย์”

“ล้าหลัง . . .”

“มันไร้สาระจริงๆ . . .”

“ยุคมืด . . . มันบั่นทอนประชาธิปไตย”

เธอขอที่จะไม่เปิดเผยชื่อ (เพื่อที่เธอจะได้มาพักผ่อนในช่วงวันหยุดในประเทศไทยได้อย่างไม่มีปัญหา)

คนต่อมา: เพื่อนร่วมงานหญิงชาวนิวซีแลนด์

“มันเป็นการทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ฉันคิดว่า มันเป็นเรื่องน่าขัน และมันก็ได้ทำให้ประเทศไทยดูแย่มากๆ ในตอนนี้ ถ้า [มีกฎหมายอย่างนี้] ในประเทศอังกฤษ คนกว่าครึ่งประเทศคงต้องเข้าคุกไปแล้วกระมัง ฉันสงสัยว่า การมีกฎหมายแบบนี้ ราวกับว่าพวกเขา . . . [ผู้เขียนเซ็นเซอร์คำพูดของเธอออกไปสามคำ] . . .. เบื้องหลัง ถ้าพวกเขาเป็นกษัตริย์ที่ดีและเป็นบุคคลที่น่าเคารพยกย่อง ก็ไม่สำคัญเลยว่าใครจะพูดอะไร
มันเหมือนกับว่า . . . [ผู้เขียนเซ็นเซอร์คำไปสี่คำ] . . . ซ่อนอยู่”

เพื่อนร่วมงานชาวเม็กซิกันอีกคนหนึ่งกล่าวว่า
“ฉันคิดว่า มันเป็นเรื่องน่าอดสู จากมุมมองของตะวันตก มันเป็นความอัปยศอดสูของคนไทยที่ไม่สามารถพูด ... [ผู้เขียนเซ็นเซอร์คำหนึ่งคำ] ... ที่ได้รับรู้มาได้ และทำให้คำพูดเหล่านั้นเป็นที่รับรู้มากขึ้น พวกเขาจะทำลายตัวเองเพราะแบบนี้ การทำเช่นนี้ทำให้คำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมีพลังยิ่งขึ้น มันกลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางสังคมไปแล้ว”

แต่ถ้าในที่สุดแล้ว ดาเลือกที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ ดาก็ได้รับโทษจำคุกไปถึงหนึ่งปีแล้วใช่หรือไม่

เราต้องพิจารณาว่า กรณีของดายังคงทำให้อีกหลายๆ คนคิดว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความเท่าเทียมภายใต้กฎหมายของระบอบ “ประชาธิปไตย” และมีผลเสียต่อความสามารถในการแสดงความคิดเห็น คิด พูด และเขียนของคนไทยมากน้อยแค่ไหน

หากถามต่อว่า กฎหมายหมิ่นบรมเดชานุภาพมีผลกระทบต่อสมองส่วนไหนของคนไทย นั่นก็คงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองเป็นผู้ตอบ แต่ถ้าถามคนไทยผู้มีใจรักเสรีภาพ รักการแสดงความคิดเห็นและความเท่าเทียมแล้วล่ะก็ พวกเขาคงต้องตอบว่า มัน “ทำร้าย” จิตวิญญาณของพวกเขาอย่างมาก

แม้ว่าบางสิ่งที่ดาพูดอาจจะหยาบคาย และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หากแต่อนาคตจะเป็นเช่นไร ถ้าคนในสังคมถูกปิดปากและกดขี่ด้วยกฎหมายเช่นนี้

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ยิ่งทำให้ความกลัวฝังรากลึกลงในสังคมไทย และยิ่งทำให้สถาบันกษัตริย์ถูกเชิดชูยกย่องอย่างไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งประชาชนไทยควรถามตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่เขาสามารถหรือควรที่จะภูมิใจหรือไม่

ใครจะสามารถภูมิใจที่ประเทศเรามีกฎหมายอย่างนี้ได้ กฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงเช่นนี้ ทำให้ประชาธิปไตยของไทยก้าวหน้าได้หรือ และกฎหมายนี้ได้ส่งผลเสียต่อการคิดวิเคราะห์ของคุณใช่หรือไม่

ประวิตร โรจนพฤกษ์ ได้ทุนจาก Kettering Foundation เพื่อไปทำวิจัยเรื่องประชาธิปไตยแบบเสวนาหาทางออก ณ เมือง Dayton รัฐ Ohio ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

**แก้ไขล่าสุดเมื่อ 02.43 น. 3/09/2552**

คดี “ดา” สังคมไทยถอยหลังอีกก้าว

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
3 กันยายน 2552

ผู้ที่รักสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และผู้ที่ยังต้องการปกป้องศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน จะต้องไม่หยุดรณรงค์เพื่อคนอย่างคุณดา หรือคุณสุวิชา หรือคนอื่นๆ ที่ติดคุกอยู่ เราต้องรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่น และต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้


ประเทศไทยในปัจจุบันถือได้ว่ามีมาตรฐานเสรีภาพพอๆกับเผด็จการสตาลินิสต์เกาหลีเหนือ

เพราะเพียงแต่การพูดอะไรที่ไม่ถูกหูชนชั้นปกครองก็จะโดนจำคุก 18 ปีได้ กรณีของคุณ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ 'ดา ตอร์ปิโด' เป็นอีกกรณีที่เปิดโปงความป่าเถื่อนของระบบการปกครอง และระบบยุติธรรมของไทยภายใต้อำมาตย์

การใช้กฎหมายความมั่นคง เพื่อปราบปรามการชุมนุมอย่างสันติ และการที่นายกฯแต่งตั้งที่จอมโกหกชักชวนให้ทหารฆ่าประชาชน ล้วนแต่ชี้ให้เห็นว่าพวกเสื้อเหลืองพาสังคมไทยถอยหลังไปกว่าห้าสิบปี

ยิ่งกว่านั้นการนิ่งเฉยเงียบสนิทของคนที่อ้างตัวว่าเป็นนักสิทธิมนุษยชน นักเอ็นจีโอ นักข่าว หรือนักวิชาการในไทย ก็เป็นสิ่งที่ควรสร้างความละอายใจอย่างยิ่ง

คุณดา เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ไม่ได้ฆ่าใคร ไม่ได้ทำลายทรัพย์สินใคร ไม่ได้ทำลายประชาธิปไตยหรือเสรีภาพผู้อื่น เพียงแต่แสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมือง เลยติดคุก 18 ปี

ในขณะที่โจรปล้นเสรีภาพ ที่นำปืนและอาวุธมาขู่และฆ่าประชาชน ยังลอยนวล มีตำแหน่งและร่ำรวย ในประเทศไทยอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดในสายตาพวกอำมาตย์ คือการคิดเองเป็นและการแสดงออกรวมถึงการยืนขึ้นเป็นมนุษย์ เขาต้องการให้เราปัญญาอ่อนไปทั้งชาติ ผู้นำว่ายังไงก็ต้องคล้อยตาม ผู้นำตดก็ตดตาม ผู้นำขี้เหม็นก็บอกว่าขี้หอม

เขาอยากให้เราเป็นอะไรที่ต่ำกว่ามนุษย์ ให้เราหมอบคลานต่อคนเลวทรามที่บังอาจสั่งสอนเรา “ให้เป็นคนดี” ปัญหาของสังคมไทยแต่ไหนแต่ไรคือผู้ปกครองมันเลว แต่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนดี

สิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยไม่ใช่มะม่วงสุกที่จะหล่นตกลงมาในมือเราเอง เราต้องร่วมกันสู้และร่วมกันเสียสละ เราทอดทิ้งกันไม่ได้

ดังนั้นผู้ที่รักสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และผู้ที่ยังต้องการปกป้องศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน จะต้องไม่หยุดรณรงค์เพื่อคนอย่างคุณดา หรือคุณสุวิชา หรือคนอื่นๆ ที่ติดคุกอยู่ เราต้องรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่น

และต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแท้
0000000000000
( บทความเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ )

Da Torpedo’s case pushes Thailand back to the Dark Ages

by Giles Ji Ungpakorn

Last month Daranee Charnchoengsilpakul (or “Da Torpedo”) was sentenced to 18 years in prison for “lese majeste” after a secret trial in Bangkok.

This is just another example of how Thailand is rapidly coming to resemble authoritarian countries like North Korea.

Other examples are the use of the Internal Security Law to prevent peaceful demonstrations by the pro-democracy Redshirts and the way that the unelected Prime Minister, Abhisit, urged the military to kill demonstrators in April this year.

What is also shocking is the way that there has been complete silence from so-called “human rights activists” or NGOs and academics in Thailand about what has been going on. This can only be described as shameful.

Amnesty International’s long term policy of turning its back on Thai prisoners of conscience, jailed over lese majeste, is also appalling. It throws into question the role of this organisation.

Da Torpedo never committed an act of violence. She never killed anyone or destroyed anyone’s property. She is a pro-democracy activist who made speeches in public. She has been jailed for 18 years for making these speeches. In Thailand, army officers and state officials who commit violent crimes against the people are free to enjoy power and privileges. The worst crime in the eyes of the Thai ruling elites, is to think for oneself and to express those thoughts. This is why Da is in prison. This is why Suwicha Takor and others are in prison on lese majeste charges.

The Thai elite want us to be half-wits. They want us to do as we are told and be loyal to Nation, Religion and King. When the Leader farts, we all have to fart. If he wears a pink shirt, we must all wear one too. We must all believe that he invented everything that is of value in the country. The elite want us to crawl on the ground in front of them as though we are not human. We must smile like idiots and chant in unison that we “love our King and country”. The problem in Thai society has always been that the rulers are corrupt, brutal and barbaric, while the people are generally good. Yet ‘They’ claim the right to lecture us on being good citizens.

Democracy doesn’t grow on trees or fall into our hands like ripe fruit. We all have to fight for it and it must be a collective struggle. That means that we must never forget Da Torpedo, Suwicha, or any other prisoners of conscience in Thai prisons.

We must campaign for the abolition of the lese majeste law.