ที่มา บางกอกทูเดย์

คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา บางกอกทูเดย์

ที่มา บางกอกทูเดย์
เหลืออยู่ทางเดียวที่จะเอาพระวิหารเหนือเขาคืนกลับมาเป็นของประเทศไทย...ไม่ใช่ทางเดียวที่รัฐบาลลูกครึ่งประชาธิปไตย...อภิสิทธิ์ เวชชชีวะ เป็นผู้ขีดเส้น
แต่เป็น...นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน แห่งกัมพูชา...ขีดไว้ให้คำสั่ง...ยิงคนไทยทุกคนที่บุกรุกเข้าไปในเขตพระวิหาร...และในเขตทับซ้อนที่กล่าวอ้างกัน ยืนยันว่า สมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา...ไม่มีอารมณ์ร่วมกับ...ประเทศไทยที่จะเล่นเกมที่ยืดเยื้อยืนยาวถ้า กัมพูชา คิดว่าหากรบกันแล้วเขาจะเป็นฝ่ายแพ้...เขาก็คงจะไม่กล้าร่ำร้องเรียกหาสงครามแต่....รัฐบาลไทยกับกองทัพไทย...จะบอกกล่าวกับประชาชนคนไทยอย่างไร...ถึงการยอมเสียดินแดน โดยปฏิเสธที่จะไม่ทำสงครามหากจะกลับไปหาต้นเหตุแห่งข้อพิพาทแล้ว...บุคคลที่สมควรจะขุดเอาชื่อออมมาประจาน...ก็คือผู้คนในประวัติศาสตร์ 2 ท่าน...จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช...ว่ากันว่า...ศาลโลกที่กรุงเฮกนั้น..จะไม่พิจารณาคดีระหว่างประเทศที่มีเพียงฝ่ายเดียว...ซึ่งก็หมายความว่า...
หาก จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีเผด็จการในครั้งนั้น...ไม่เข้าไปสู้คดีที่กัมพูชากล่าวหาเรียกร้อง...หรือฟ้องร้องขอให้ศาลโลกคืนดินแดนไทยทั้งหมดก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้ามาปล้นไปแล้ว...กัมพูชานอกจากจะไม่ได้คืนเขาพระวิหารแล้ว ยังจะต้องเสียดินแดนไปถึง...นครวัดนครธมให้กับประเทศไทยด้วย...หากหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช...จะมองเห็นถึงประโยชน์ชาติมากกว่าความอยากใหญ่อยากดังของตนเองแล้ว...ทนายความอย่างท่านเสนีย์...จะต้องชี้ให้นายกรัฐมนตรีเผด็จการ...เห็นว่า...การขึ้นไปสู้คดีในศาลที่หากชนะก็จะได้แค่เสมอ...หากแพ้จะเสียแผ่นดินนั้นเป็นเรื่องโง่เง่าเต่าตุ่นอย่างยิ่ง...ถึงวันนี้...หากจะเอาคำพิพากษามากางดูแล้ว...พื้นที่ทับซ้อนก็ไม่อยู่ในคำพิพากษา...กัมพูชาใช้กรณีย์เขาพระวิหาร...สร้างกฤษฎาภินิหารให้กับผู้นำของประชาชนชาวกัมพูชา...เพื่อปลุกความเป็นชาตินิยมเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของเขาแต่เรา...เอากรณีเดียวกันเพื่อจะมาสร้างความแตกแยกภายใน...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยแบบไหน...จะบี้กับ สมเด็จฮุน เซน...ได้อย่างไร...สติปัญญาและหัวใจ...ฝีมือกับความสามารถ...นี่คือสงครามของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ที่มา บางกอกทูเดย์

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เชื่อมั่นในความเป็นนักเรียนอังกฤษ แต่สุดท้ายไทยก็พลาดเสียปราสาทพระวิหารให้กัมพูชา จนวันนี้หากมองไม่ลึกถึงปมปัญหาและผลประโยชน์ที่แท้จริง... ระวังจะพลาดซ้ำอีก หากรัฐบาลไทยละเลย จนกระทั่งมีการขีดเส้นในแผนที่จากพื้นที่ทับซ้อน เรื่อยลงไปจนถึงในทะเล จะพบความจริงที่น่าตระหนกนั่นคือ เกาะกูดทั้งเกาะอาจจะหายไปจากแผนที่ประเทศไทยเลยก็ได้ทรัพยากรในทะเลจำนวนมหาศาลจะตกเป็นของใครบ้าง
ตราบาป!
ปราสาทพระวิหาร ประกอบด้วยหมู่เทวาลัยและปราสาทหินจำนวนมาก สร้างขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 ซากปรักหักพังของเทวาลัยที่เหลืออยู่ มีอายุตั้งแต่สมัยเกาะแกร์ ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 10 เชื่อว่าโครงสร้างส่วนใหญ่ของปราสาทสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ถือเป็นโบราณสถานของขอม ที่กลายมาเป็นกรณีพิพาทระหว่างไทย กับ กัมพูชา เรื่อยมาจนทุกวันนี้ทั้งๆที่ผู้ค้นพบปราสาทพระวิหาร คือ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระราชโอรสองค์ที่ 11 ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยทรงพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 ขณะทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ข้าหลวงต่างพระองค์ เสด็จไปรับราชการที่มณฑลลาวกาว (อีสาน) ในสมัยรัชกาลที่ 5 และได้ทรงจารึกปี ร.ศ. ที่พบเป็นเลขไทย ตามด้วยพระนามไว้ที่บริเวณชะง่อนผาเป้ยตาดี เป็นข้อความว่า “๑๑๘ สรรพสิทธิ”
ต่อมาเมื่อประเทศฝรั่งเศสเข้ายึดครองอินโดจีนได้ทำสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 ในการปักปันเขตแดนกับราชอาณาจักรสยาม มาตรา 1 ของสนธิสัญญา ระบุให้ใช้สันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ซึ่งมีผลให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนไทย แต่พอปี 2451 ฝรั่งเศสได้จัดทำแผนที่ฝ่ายเดียว ส่งมอบให้สยาม 50 ชุด แต่ละชุดมี 11 แผ่นและมีแผ่นหนึ่งคือ “แผ่นดงรัก” ที่ครอบคลุมพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และไม่ได้ใช้แนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งพรมแดน ทำให้ปราสาทพระวิหารในแผนที่อยู่ในดินแดนของกัมพูชา โดยที่รัฐบาลสยามในขณะนั้นไม่ได้รับรองหรือทักท้วงความถูกต้องของแผนที่ดังกล่าวและกลายเป็นข้อพิพาทที่นำไปสู่การขึ้นศาลโลกในที่สุดเพราะหลังจากที่กัมพูชาได้รับเอกราช เจ้านโรดมสีหนุ กษัตริย์กัมพูชาสละราชสมบัติเข้าสู่การเมือง ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศเรียกร้องให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร และไทยไม่ยอมรับ เจ้านโรดมประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2501และ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502 เจ้านโรดมสีหนุได้ฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) หรือศาลโลก ให้ไทยคืนปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยต่อสู้คดีโดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กับคณะรวม 13 คน เป็นทนายฝ่ายไทย ฝ่ายกัมพูชามีนายดีน แอจิสัน เนติบัณฑิตแห่งศาลสูงสุด อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้าคณะ กับพวกอีกรวม 9 คน
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ด้วยเสียง 9 ต่อ 3ความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น ถูกมองว่าส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นที่สูงจนเกินไปของ ม.ร.ว.เสนีย์ ซึ่งจบมาจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ของอังกฤษเพราะไม่ได้มองในประเด็นที่มีนักกฎหมายเมืองไทย ให้แง่คิดว่า ปกติศาลโลก หากไม่มีการเข้าไปรับฟังคดีพร้อมกันทั้ง โจทก์ และ จำเลยแล้ว จะไม่มีคำพิพากษาใดๆ ออกมาได้เลยซึ่งวันนั้นนักกฎหมายธรรมดาๆ ของไทย เห็นว่า หากไทยอยู่นิ่งๆ จะดีกว่า เพราะศาลโลกก็ทำอะไรไม่ได้ มีคำพิพากษาออกมาไม่ได้แต่กลับกลายเป็นถูกถามว่า “คุณจบมาจากไหน รู้หรือไม่ว่าผมจบมาจากอังกฤษ”หรือว่าความเป็นนักเรียนนอกจากอังกฤษจะเพาะบ่มความเชื่อมั่นดันทุรังเกินพอดีมาทุกยุคทุกสมัย จากอดีต จนแม้ในยุคปัจจุบันก็ยังมีบางคนที่เป็นอาการแบบนี้ให้เห็นกัน!!!สุดท้ายไทยจึงต้องพบกับความพ่ายแพ้ในศาลโลกแม้ว่าหลังจากศาลโลกตัดสินแล้ว 20 วัน ดร.ถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น จะได้มีหนังสือไปยัง นายอูถั่น เลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อประท้วงคำพิพากษาของศาลโลก และสงวนสิทธิที่ประเทศไทยจะเรียกร้องปราสาทพระวิหารกลับคืนในอนาคต รวมทั้งหลังจากนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะประกาศก้องว่า จะเอาปราสาทพระวิหารคืนมาให้ได้แต่ว่านับตั้งแต่วันนั้นมาถึงวันนี้ ไม่ได้มีความพยายามอย่างเด่นชัดใดๆ จากผู้นำเหล่าทัพของไทยคนไหนเลยที่จะสานต่อเจตนารมณ์ ทวงคืนปราสาทเขาพระวิหาร
ทั้งๆ ที่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นภายในประเทศ จนนำไปสู่เหตุการณ์เขมรแตก ประชาชนกัมพูชา หรือแม้แต่ผู้นำกัมพูชา ล้วนมีการพึ่งพาและพึ่งพิงประเทศไทยในการเป็นฐานอพยพบ้าง ในการขอการสนับสนุนบ้างแต่ไทยก็ไม่เคยใช้จังหวะเวลาที่เหมาะสมในการช่วยเหลือสารพัด มาทวงคืนปราสาทหินแห่งนี้เลยจนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2536 ที่กัมพูชาถูกเขมรแดงเข้าครอบครอง ในขณะที่เขมรแดงเข้มแข็งขึ้น สมเด็จฯ ฮุน เซน มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเกือบ 20 ปีมานี้ จนวันนี้เรียกได้ว่าไม่เหลือภาพนายทหารป่า หรือทหารบ้านนอกอีกแล้ว แต่กลายเป็นผู้นำกัมพูชาที่เขี้ยวรอบตัวอย่างที่ประเทศไทย นายกรัฐมนตรีของไทยที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และบรรดาผู้บัญชาการกองทัพเหล่าทัพต่างๆ ของไทย โดนตอกหน้ากันระนาวอย่างไม่ยี่หระเช่นขณะนี้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่น่าเสียดาย ที่ไทยไม่เพียงสูญเสียโอกาส แต่ ณ วันนี้ยังถูกสบประมาท ราวกับว่ารัฐบาลและเหล่าทัพอ่อนแออย่างมาก จนกัมพูชาไม่มีความเกรงใจใดๆแล้วดังนั้นแทนที่ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาล จะมัวส่งบรรดาคนฝีปากกล้าของพรรค มาเล่นเกมการเมืองรายวันกับคนนั้นคนนี้ไม่รู้จักหยุดจักหย่อนแทนที่นายอภิสิทธิ์ จะมัววุ่นวายกับการแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนใหม่ ให้ได้ดังใจ โดยไม่สนใจฟังคำทักท้วง หรือไม่สนใจข้อมูลพิเศษ สัญญาณพิเศษใดๆ เลยเชื่อมั่นเพียงแต่ว่า มีอำนาจตามกฎหมายให้ทำได้ดันทุรังตั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ขึ้นไปรักษาราชการแทน ผบ.ตร.และแม้กระทั่งนายเนวิน ชิดชอบ ภูมิใจไทย CEO ผู้ถูกเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี แต่ก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลไกการเมืองแทบทุกเรื่อง และล่าสุดก็กำลังปลื้มอก
ปลื้มใจ ที่ได้รับอนุมัติโครงการเช่ารถเมล์ฝังเพชรราคาโคตรแพงระยับ 6.2 หมื่นล้านบาทมาได้หมาดๆและฝันเฟื่องที่จะยึดครองพื้นที่อีสานไว้ในกำมือให้ได้นั้นควรจะต้องตระหนักถึงปัญหาพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เพราะเป็นตะเข็บสำคัญของชายแดนอีสานกับกัมพูชาหากทุกฝ่ายหันมาใช้จิตสำนึกรักชาติ หากว่าพึงมีมาวิเคราะห์ให้ดี จะรู้ว่า ประเด็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่กำลังร้อนฉ่าอยู่ในเวลานี้ จริงๆ แล้วมีเงื่อนงำผลประโยชน์ระหว่างประเทศอยู่ด้วยหรือไม่???เป็นเรื่องที่มองให้ลึกๆ แล้วจะเห็นร่องรอยที่โยงไปถึงผลประโยชน์ทรัพยากรธรมชาติจำนวนมหาศาลในทะเลด้วยหรือไม่?หากรัฐบาลไทยละเลย จนกระทั่งมีการขีดเส้นในแผนที่จากพื้นที่ทับซ้อน เรื่อยลงไปจนถึงในทะเล จะพบความจริงที่น่าตระหนกนั่นคือ เกาะกูดทั้งเกาะอาจจะหายไปจากแผนที่ประเทศไทยเลยก็ได้ทรัพยากรในทะเลจำนวนมหาศาลจะตกเป็นของใครบ้างทำไมบริษัทฝรั่งเศสถึงได้รีบเร่งทำสัญญาสำรวจทรัพยากรธรรมชาติในทะเลกับรัฐบาลกัมพูชาการที่หลงเกมการพิพาทว่าเป็นเรื่องของการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก จนถึงขั้นอาศัยแนวร่วมอย่าง ป.ป.ช. ชุดที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ และมีร่องรอยพิรุธทางการเมืองมาโดยตลอด เล่นงานคนไทยด้วยกันเอง อ้างเอาดื้อๆ ว่าผิดสารพัดสุดท้ายจะเข้าทางกัมพูชาและระวัง อนาคตประเทศที่ปัญหาเขตแดนกับไทยจะไม่ได้มีเพียงแค่กัมพูชาผลประโยชน์ในทะเลจำนวนมหาศาล อาจจะทำให้ประเทศฝรั่งเศสเข้ามาร่วมเกมพิพาทนี้ในอนาคตถึงวันนั้น ผลงานนี้จะกลายเป็น “ตราบาป”ของรัฐบาลประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ก็เป็นไปได้
ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ปมขัดแย้งจริงหรือ???
8 มีนาคม พ.ศ. 2548 กัมพูชาได้เสนอต่อองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ปี พ.ศ. 2549 วันที่ 30 มกราคม ศูนย์มรดกโลกของยูเนสโกที่ปารีสขอให้กัมพูชายื่นเอกสารใหม่เกี่ยวกับเขตกันชนของปราสาท และมีคำแนะนำให้ร่วมมือกับฝ่ายไทยพ.ศ. 2550 กัมพูชายื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารอีกครั้ง ขณะที่ไทยยื่นบันทึกช่วยจำต่อเอกอัครราชทูตกัมพูชาและเสนอขึ้นทะเบียนร่วม (Transboundary property) แต่คณะกรรมการมรดกโลกสากลมีมติเลื่อนการขึ้นทะเบียนออกไป โดยให้ไทย-กัมพูชาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนตามคำขอของกัมพูชาให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก เฉพาะเพียงตัวปราสาทเท่านั้น โดยผ่านเกณฑ์การพิจารณาข้อ (i) เพียงข้อเดียว
ที่มา ประชาไท
ทิม ไมส์เบอร์เกอร์
สามปีที่แล้วรัฐบาลทักษิณถูกขับไล่โดยการทำรัฐประหารของกองทัพ หนึ่งปีถัดมาหลังจากนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งร่างขึ้นโดยมีทหารหนุนหลัง ก็ถูกประกาศใช้แทนรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” และในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ แทบไม่มีเดือนไหนเลยที่ไม่ มีม็อบหรือม็อบชนม็อบที่สำคัญๆ และบางครั้งก็มีความรุนแรงเกิดขึ้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ หรือไม่ก็เป็นเพราะความวุ่นวายทั้งหลายนี้เอง ที่ทำให้การปฏิรูปรัฐธรรมนูญกลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองของประชาชนอีกครั้งในขณะนี้
หลังจากที่มีการถกเถียงกันเองภายในกลุ่มและภายในคณะอนุกรรมการของรัฐสภาอยู่หลายเดือน ในวันที่ 16-17 กันยายน จึงได้มีการประชุมร่วมวาระพิเศษของรัฐสภาเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการสร้างสมานฉันท์และปฏิรูปการเมือง
ภายหลังจากการประชุม นายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูปรัฐธรรมนูญขึ้น โดยจะประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภาและผู้เชี่ยวชาญสายวิชาการ ซึ่งเคยมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 มาแล้ว นอกจากนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้ จะต้องผ่านการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนรับรองด้วย
นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นตรงกันข้ามกับข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี เขาเห็นว่าอาจไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกเลยก็ได้ และรัฐสภาสามารถดำเนินการเองได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขหรือรับรองรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติเท่ากับเป็นการสูญเงินเปล่า
นายประสพสุข บุญเดช โฆษกวุฒิสภา เห็นด้วยเช่นกันว่าไม่จำเป็นต้องทำประชามติ การมีส่วนร่วมของอดีต สสร. ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับเป็นประกันอยู่แล้วว่าข้อเสนอของประชาชนจะปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับที่จะร่างขึ้นใหม่นี้
ในขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. พรรคเพื่อไทย ก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการเช่นกัน โดยให้รัฐสภาพิจารณาเพียงหกประเด็นหลักที่คณะอนุกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสนอขึ้นมาเท่านั้น
นี่เป็นเพียงตัวอย่างความคิดเห็นของนักการเมือง และนักวิชาการที่มีชื่อเสียงบางคนเท่านั้น ว่าแต่ว่าสามัญชนคนไทยคิดเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ?
ถือเป็นช่วงเวลาพอเหมาะพอดี ที่ในวันเดียวกับที่รัฐสภาประชุมร่วมวิสามัญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มูลนิธิเอเชียก็ได้จัดงานแถลงข่าวผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไทยเรื่องการปฏิรูปรัฐธรรมนูญเช่นกัน (อ่านรายงานผลการสำรวจฉบับสมบูรณ์ได้ที่ www.asiafound.org) หลายคำถามในการสำรวจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตรง และผลที่ได้จากการสำรวจก็เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้
ตัวอย่างเช่น สองในสามของผู้ถูกสำรวจต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ใช้รูปแบบที่แตกต่างกันไป (เช่น บางส่วนต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในขณะที่อีกส่วนให้กลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 และอีกส่วนหนึ่งต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด)
ที่น่าสนใจก็คือ ความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับความเห็นของนักการเมืองและนักวิชาการคนสำคัญๆ ที่ปรากฏตามสื่อ มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่สนับสนุนความคิดที่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรร่างและผ่านการรับรองโดยรัฐสภา ในขณะที่เพียงร้อยละ 16 เห็นด้วยกับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญโดยผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่ม
เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 67 บอกว่าพวกเขาอยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างมีส่วนร่วม นั่นหมายถึงการปรึกษาหารือประชาชนคนธรรมดาทั้งประเทศ เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรได้รับความเห็นชอบโดยรัฐสภาหรือควรทำประชามติ เสียงส่วนใหญ่ท่วมท้นถึงร้อยละ 84 เลือกที่จะทำประชามติ
ถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะกล่าวว่าเขาสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการปฏิรูป แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เป็นที่แน่ใจนักว่าจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร
ในขณะที่บางคนเห็นว่าการดึงเอาสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอันประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ ซึ่งมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญสองฉบับที่แล้วมาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนไทยโดยทั่วไปไม่เห็นด้วย
คนไทยส่วนใหญ่ต้องการให้คำปรึกษาโดยตรงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องการเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือฉบับที่จะมีการแก้ไขนี้หรือไม่
หากเป้าประสงค์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือการอำนวยให้เกิดความสมานฉันท์และการปฏิรูปการเมืองในประเทศ ความคิดเห็นที่ชัดเจนของคนไทยส่วนใหญ่นี้ควรได้รับการเคารพ
กระบวนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุน ถือเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ การนำมาบังคับใช้จึงไม่ควรเป็นเพื่อการรับใช้กระบวนการทางการเมืองทั่วไป
เมื่อมีการนำประเด็นที่มักทำให้เกิดการโต้แย้งหรือเป็นประเด็นผันแปรทางการเมืองมาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ก็จะส่งผลให้รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งได้ง่าย รัฐธรรมนูญที่จะคงทนถาวรได้จึงควรตั้งอยู่บนฐานของความเห็นที่เป็นเอกภาพ ในเรื่องเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ที่จะสามารถควบคุมกระบวนการทางการเมือง มากกว่าจะพยายามตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหาทางการเมือง
จากความคิดเห็นที่สนับสนุนการมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประชาชนชาวไทยกำลังเลือกกระบวนการซึ่งดูเหมือนว่าจะสร้างความเห็นร่วมเรื่องกติกาพื้นฐานได้มากที่สุด และนั่นจะเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญซึ่งจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่ามีความเหมาะสมและชอบธรรม
ผลการสำรวจของมูลนิธิเอเชียชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่จะเป็นหลักประกันว่ากระบวนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและสามารถช่วยสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในชาติได้จริง คือการที่ผู้นำทางการเมืองพิจารณาสนับสนุนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ต้องกว้างขวางทั่วถึงและเปิดให้มีส่วนร่วมได้ในระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และตามด้วยนวัตกรรมที่เริ่มรู้จักกันเมื่อครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นั่นคือ การทำประชามติ
.............................................
หมายเหตุ:
*ทิม ไมส์เบอร์เกอร์ เป็นผู้อำนวยการระดับภูมิภาค ฝ่ายการเลือกตั้งและกระบวนการทางการเมือง มูลนิธิเอเชีย บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
**บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 23 ก.ย. 2552 ในชื่อ Opinions divided on constitutional reform process
ที่มา thaifreenews
International Articals
.jpg)
Bhumibol, the world''s longest-serving monarch, was hospitalized Sept. 19 for fever, fatigue and lack of appetite. Since then, the palace has released almost daily updates on his condition without saying what is causing the symptoms.
After being hospitalized four days, the king''s temperature returned to normal on Sept. 22 but then returned several days later, according to the palace.
"His overall condition has improved," the Royal Household Bureau said in its latest statement Tuesday evening, which raised new questions by noting a lung condition. "The fever is lower. A chest X-ray found that lung inflammation has reduced."
The brief statement said that a medical team would continue to give the king antibiotics and nutrients intravenously as it has since his arrival.
Thousands of well-wishers have crowded outside
The king''s health is an extremely sensitive topic in
In October 2007, the king suffered the symptoms of a minor stroke. Last year, he was unable to make his traditional annual birthday speech. His daughter, Princess Sirindhorn, said he was weak and suffering from bronchitis and inflammation of the esophagus.
Bhumibol is a constitutional king with no formal political role, but he has repeatedly brought calm in times of turbulence and is considered the country''s moral authority and a unifying figure.
He has reigned through a score of governments, democratic and dictatorial. In his six decades on the throne, he has taken an especially active role in rural development and is respected for his dedication to helping the country''s poor.
Bhumibol is revered by most Thais, but in recent years the palace has come in for unprecedented, though usually discreet, criticism because of allegations that the king''s advisers interfered in politics, including playing a part in inspiring a 2006 military coup that ousted a democratically elected government.
…ปรีดีกับทักษิณ เหมือนและต่าง... |
จำชื่อได้ไม่ชัดว่า ส.ศิวลึงค์หรือศิวรักษ์นี่แหละ ที่บอกว่าอย่านำเอาคนอย่างทักษิณ ชินวัตร จอมโกงไปเทียบกับ รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เพราะมันห่างไกลกัน เหมือนฟ้ากับเหว ...หน้ามือหลังเท้า
เนื่องจากนาย ส.คนนี้ รักยกย่อง เทิดทูลบูชาท่านปรีดีอย่างสุดหัวใจ จึงเห็นแต่สิ่งดีที่มีอยู่ในตัวของท่านปรีดี ไม่เคยเห็นสิ่งที่เป็นตรงกันข้าม และนาย ส.คนนี้แหละ ที่มีข้อหาหมิ่นสถาบันมากที่สุด ..นักหมิ่นตัวยง !
ชะตาชีวิตของท่านอดีตนายกฯ 3 สมัยปรีดี พนมยงค์ กับอดีตนายกฯ 2 สมัย มีหลายสิ่งสำคัญๆที่ละม้ายคล้ายกัน หรือเรียกได้ว่าเหมือนกันในทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงประเทศ หรือเป็นผู้มีความคิดก้าวไกล..ประเภทคนเก่ง
แต่ที่หลายคนยังไม่ทราบอย่างหนึ่งก็คือ ปรีดีกับทักษิณนั้นเกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันด้วย เพราะท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์นั้น มาจากตระกูล ณ ป้อมเพชร และผู้ที่ใช้นามสกุลดังกล่าวซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีก็คือนางพจนีย์ ณ ป้อมเพชร มารดาของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร(ชินวัตร)นั่นเอง ..หลายคนคงทราบแล้ว !
ท่านอดีตนายกฯปรีดีถูกพรรคการเมืองบางพรรค กล่าวร้ายว่าลอบปลงพระชนม์ในหลวง ร.8 และทหารก็ได้ทำรัฐประหาร และคิดจะจับตัวท่าน จนท่านต้องเผ่นหนีไปอยู่ต่างประเทศ ในที่สุดท่านก็ถึงแก่อสัญกรรม ..ที่ฝรั่งเศส
ท่านอดีตนายกฯทักษิณ ได้รับข้อหาแนวเดียวกันกับท่านปรีดี แต่ทันสมัยยิ่งกว่าตามโลกาภิวัฒน์ ที่สำคัญบังเอิญก็เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวกับที่ใส่ร้ายท่านปรีดี เพียงแต่เปลี่ยนเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใช้พฤติกรรมเดิมและปรับปรุงให้ทันสมัยจนเรียกว่า “เลวกว่า”อย่างสมภาคภูมิ จนกระทั่งทหารเข้ายึดอำนาจ ในขณะที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ..ปัจจุบันอยู่ดูไบ
ท่านปรีดีเคยกลับมาเมืองไทยครั้งหนึ่ง ประมาณปี 2492 เพื่อร่วมวางแผนยึดอำนาจจอมพล.ป พิบูลสงครามแต่ไม่สำเร็จ จึงระเห็จหนีไปต่างประเทศอีกครั้ง
เช่นเดียวกับทักษิณที่กลับมาเมืองไทยเมื่อปี 2550 เพื่อเยี่ยมลูกเยี่ยมเมีย แต่ถูกข้อหาฉกาจฉกรรจ์ยิ่งกว่าคาร์บอมบ์โจรใต้ ยิ่งกว่าพันธมิตรปิดสนามบิน ศาลจำคุก 2 ปี คดี “เซ็นชื่อยอมให้เมียซื้อที่ดินรัชดา” ..เผ่นไปอยู่ต่างประเทศอีกครา
ท่านปรีดี พนมยงค์มิได้ทำผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา ในคดีลอบปลงพระชนม์ แต่ต้องหนีจากความอยุติธรรมที่ถูกยัดเยียดให้จากการใส่ร้ายของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นใครก็คงไม่สามารถจะรับสภาพนั้นได้ ..หนีไปตั้งหลัก !
ท่านทักษิณ ชินวัตร ต้องออกไปอยู่ต่างประเทศ หนีความอยุติธรรมที่ถูกยัดเยียดให้จากไทยแลนด์แดนสารขัณฑ์ ขืนอยู่ก็คงถูกกฎหมู่เล่นงาน ทั้งคาร์บอมบ์ โบอิ้งบอมบ์ในที่ต่างๆจากพวกคนเถื่อน ..หนีไปตั้งหลัก !
มีคนถามทักษิณว่า ถ้าเอ็งไม่ผิด แล้วจะหนีทำไม มาสู้คดีซิ มาติดคุกก่อน ? แต่ไม่มีคนถามท่านปรีดีเหมือนกับที่ถามท่านทักษิณ ..คงคิดไม่ออก !
ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าท่านปรีดีต้องหาทางต่อสู้กับพวกมารร้ายเหล่านี้อย่างแน่นอน ท่านคงไม่เอามือเกาสะดือนอนเล่นไปวันๆหรอก มิเช่นนั้น จะแอบกลับมาวางแผนยึดอำนาจจอมพล.ป.ทำไม ..ถือเป็นการต่อสู้ในยุคนั้น
แต่ในยุคทักษิณ ทักษิณ “ จ๊าบ “กว่ายุคท่านปรีดีมาก เพราะเป็นยุคไฮเทค และทักษิณก็เป็นจ้าวแห่งเทคโนโลยีคนหนึ่ง การต่อสู้จึงสนุกสนานกว่า ได้อารมณ์กว่า มันส์กว่าหลายเท่า คำพูดหนึ่งคำดังไปทั้งโลก ทักษิณจึงจับพวกเผด็จการมาโน้มคอตีเข่าเหย็งๆชนิดเมามันส์ พวกเผด็จการได้แต่ปิดป้องอุตลุต ทำตาปริบๆ ปากแตก หูฉีก หางตก ร้องเอ๋งๆ ..จะตายแหล่มิตายแหล่
อาวุธของทักษิณแต่ละดอก เผด็จการแทบจะหัวใจวาย คิดไม่ถึง รับไม่ทัน เดาไม่ถูก ..คนละชั้น !
ทักษิณ สู้กับเผด็จการได้สนุกสนานเร้าใจกว่าท่านปรีดี เพราะเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ที่ไม่มีใครจะปิดกั้นได้ และพวกพ้องเพื่อนฝูงเยอะกว่า ..แถมรวยกว่า
แต่ที่ผมมั่นใจก็คือทักษิณจะต้องกลับมาตายที่เมืองไทย..ตายอย่างรัฐบุรุษ
ส่วนคนที่จะต้องบินหนีไปตายต่างประเทศนั้น ผมยังไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง ..แต่รู้ว่ามีหลายคนนะ !!!
ที่มา thaifreenews
ที่มาห้องราชดำเนินพันทิป โดย ล๊อกอิน วิทย์ศิลป์
ร่วมสนับสนุน จขกท ในการนับวัน
เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรลืม
เป็นสิ่งที่ควรได้รับการพินิจพิจารณา
เหมือนเป็นอนุสาวรีย์ของอำมาตยาธิปไตยที่ครอบครองประเทศไทยอยู่
อยากได้ภาพต่างๆที่สนามบินคราวที่"พันธมิตรฯ"ปิดสนามบิน
เมื่อวานนี้ได้ดูรายการโทรทัศน์ในช่อง NBT เห็นมีการพูดแสดงความคิดเห็นว่า
"พันธมิตรฯ"ไม่ได้ปิดสนามบิน ก็เป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเขาเหล่านั้น
แต่ ช่องทางแสดงออกของประชาชนทางเว็บบอร์ด และการแสดงออกของประชาชนที่มีความคิดเห็นมองเห็นว่า่่่่่่่่่่่การที่ พันธมิตรฯปิดสนามบินเป็นการก่อการร้ายสากลคราวหนึ่งที่อาจกระทำไปโดยรู้เท่า ถึงการณ์และบางส่วนรู้เท่าไม่ถึงการณ์
การอ้างว่าถูกระเบิดในทำเนียบ เลยต้องย้ายไปปิดสนามบินโดยมองไม่เห็นหรือเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชน ทั้้งชาวไทยและต่างประเทศหรือไม่
เป็นความผิดหรือไม่ เช่นเดียวกับการทำรัฐประหารล้มระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2540 ในปีพ.ศ.2549 ไม่เป็นความผิด
311 วันแล้ว ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ก่อการร้ายสากล บุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ยังคงลอยนวล
โพสต์โดย : คนไร้แผ่นดิน เวปไซด์ประชาไท
อีกเรื่องที่ประชาชนคนไทย เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล
ก็คือข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ50 ที่เขียนโดยพื้นฐานของอำนาจเผด็จการ
เป็นรัฐธรรมนูญ หมากกล ที่ซ่อนอำนาจแอบแฝงไว้หลายข้อมาตรา
เป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิประโยชน์ แต่พวกอภิสิทธิชนมากมาย
พวกที่ ถูกคัดสรรเข้าสภา แต่ละคน ประชาชนก็รู้สันดานพวกนี้ดี
การขัดขวางไม่ให้แก้ รัฐธรรมนูณ ก็เพราะหวงอำนาจของตนเอง ที่ได้เปรียบอยู่
การจะอ้างว่า "ก็เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านประชามติจากประชาชนแล้ว" มันฟังไม่ขึ้น
เพราะช่วงเลือกตั้งก็บอกว่า รับๆไปก่อน ไปแก้ได้ทีหลัง
และใช้อำนาจปกปิดและบีบบังคับประชาชนในขณะนั้น ทำให้ประชาชนสับสน
คะแนนที่ออกมาก็ไม่ห่างกันมาก แน่จริง เอามาประชามติกันใหม่ไหมว่า
ระหว่าง รัฐธรรมนูณ 50 กับรัฐธรรมนูญ 40 ประชาชนจะเลือก อะไร?
นายอภิสิทธิ์ ก็ออกไปโชว์ในต่างประเทศ เหมือนยังกับว่าตนเอง คือนักประชาธิปไตย
แต่ใครๆ ก็รู้ดีว่า นายอภิสิทธิ์ มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูณถือหางอยู่ หาใช่ประชาชนไม่
นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกด้วยหมากกลในรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ประชาชนไม่เอาด้วย
นายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของประชาชน แต่เป็นนายก ของกลุ่มอำนาจอำมาตยา
คดีก่อการร้ายสากล บุกยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ มีการดำเนินคดีอย่างล่าช้า
เป็นไปได้ว่า นายอภิสิทธิ์ กำลังทดแทนบุณคุณให้ผู้ก่อการร้ายสากล
ที่ทำให้ตนเองได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีไทยได้อย่างสมใจ
วันนี้ประเทศไทยของเรา ตกอยู่ในน้ำมือ ของกลุ่มอำมาตยาอย่างไม่รู้ตัว
เราต้องสู้ เพื่อตัวเราเอง เพื่อความเป็นธรรม เพื่อสิทธิและเสรีภาพของเรา
สู้มั๊ยครับ
ที่มา thaifreenews
By GRANT PECK,Associated Press Writer AP Association
BANGKOK – A Thai court found three top officials in the government of former Prime Minister Thaksin Shinawatra guilty Wednesday of illegally establishing and managing a state lottery. They were given suspended jail terms and fined.
The ruling by a branch of the Supreme Court that handles cases of political officeholders amounts to the latest salvo in a three-year political battle between supporters and opponents of Thaksin, who was ousted by a September 2006 military coup after being accused of corruption and abuse of power.

Thaksin was one of 47 defendants, but judgment against him was suspended because he is a fugitive in another case.
The lottery was suspended after the coup, though successive governments have discussed relaunching it.
The original complaint in the lottery case was brought by the Assets Examination Committee, which was established by the coupmakers to probe wrongdoing in Thaksin''s 2001-06 administration. The attorney general''s office rejected the case, so the committee submitted it directly to the court.
The committee and other state bodies have launched numerous probes against Thaksin, but he has so far been convicted on a fairly minor conflict of interest charge. Thaksin went into self-imposed exile before of the ruling.
The court Wednesday gave suspended two-year jail terms to former Deputy Finance Minister Varathep Rattanakorn, former Permanent Secretary for Finance Somchainuek Engtrakul, and former Government Lottery Organization director police Maj.-Gen. Surasit Sangkhapong. They were also fined 10,000-20,000 baht ($298-596) each.
The court ruled the men had acted illegally in establishing a two- and three-digit lottery scheme in 2003 and then misallocated the proceeds.
Forty-three other defendants were acquitted. The defendants included 29 members of Thaksin''s Cabinet.
The original complaint alleged that irregularities in the scheme caused the state 36.9 billion baht ($1.17 billion) in financial losses.
Thaksin''s government launched the lottery in 2003, saying it would lure people away from the popular illegal underground lottery and would generate revenue for education.
The forces that helped unseat Thaksin _ the military, Bangkok''s educated middle class, and the country''s elite, including elements associated with the country''s monarchy _ have worked hard to erase Thaksin''s political legacy. They changed the constitution to limit the power of big parties and sought to demonize him as a corrupt destroyer of democracy.
His supporters say it is the elite who are rolling back democracy, because Thaksin''s party twice won easy general election victories.
The political battle has resulted in sustained street protests and violence by both sides, with no end to the instability in sight.
On Tuesday, the National Anti-Corruption Commission said former Prime Minister Samak Sundaravej and former foreign minister Noppadon Pattama should be prosecuted for dereliction of duty and negligence.
The commission''s finding was seen by some as reflecting political bias, because it fit a pattern of rulings against Thaksin''s supporters. Samak became prime minister after a pro-Thaksin political party won a December 2007 general election. He was unseated by a court ruling that he violated a conflict of interest statute by accepting payment for hosting a television cooking show.
สรุปเรื่องคือ
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้ นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล และ นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีความผิดในคดีการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว(หวยบนดิน) โทษบุคคลทั้งสาม มีทั้งจำและปรับ แต่ศาลฯสั่งให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
ส่วนคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาทิ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี,นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี,นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ,นายสรอรรถ กลิ่นประทุม อดีต รมว.เกษตรฯ ศาลมีคำตัดสินให้ยกฟ้อง เนื่องจากไม่มีเวลาพิจารณาโดยถ่องแท้ และไม่มีเจตนาทุจริต
โดยในส่วนของนายวราเทพ นายสมใจนึก และ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ ถือว่าผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำการฝ่าฝืนว่าด้วย พ.ร.บ.ของรัฐ แต่ไม่ได้มีเจตนาในการยักยอกทรัพย์ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่จำเป็นต้องคืนเงินจำนวน 14,000 กว่าล้านบาท ให้รัฐ ตามคำร้องของ คตส
ที่มา Thai E-News

ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน-พระบรมฉายาลักษณ์อันสร้างความปลาบปลื้มปิติแก่พสกนิกรชาวไทยเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้
โดย William Mellor และ Daniel Ten Kate
ที่มา bloomberg
แปลเรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ตุลาคม 2552
ซีรีส์ชุดวิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาลของราชณาจักรไทย ดำเนินมาถึงตอนจบในตอนนี้
เราก็ได้แต่หวังเช่นเดียวกับพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งมวลว่า ในหลวงของปวงชนชาวไทยจะทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นขวัญกำลังใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ปวงชนชาวไทยได้อยู่อาศัยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอย่างสุขสงบตลอดกาลนาน
กระนั้นก็ดีด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์ท่าน ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารไว้เป็นพระรัชทายาทแล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้
พระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ปัจจุบัน ทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของประเทศไทย การที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงสถาปนาตำแหน่งดังกล่าวขึ้นมา ก็นับเป็นพระปรีชาสามารถ และพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง ดังจะเห็นได้ว่าครั้งเปลี่ยนผ่านจากรัชกาลที่ 5 มาเป็นรัชกาลที่ 6 ก็เป็นไปโดยเรียบร้อย ไร้ปัญหาความยุ่งยากใดๆในบั้นปลายรัชกาลที่ 5 มาแล้ว นั่นเอง
....................
หมายเหตุไทยอีนิวส์:รายงานข่าวนี้ ในต้นฉบับดั้งเดิมภาษาอังกฤษซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมาชื่อ"การเปลี่ยนผ่านรัชกาลไม่ได้สร้างความกังวลให้เซียนหุ้น"เฟเบอร์"หยุดชะงักการลงทุนเล่นหุ้นในประเทศไทย"ซึ่งมีความสำคัญบางตอนกล่าวถึงการสืบพระราชสันตติวงศ์ โดยเป็นการสัมภาษณ์พิเศษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา
....................
ทรงพระเจริญ-สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และ พระองค์เจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด 9 ชนิด รวมห้าแสนเก้าหมื่นตัว ณ บริเวณท่าวาสุกรี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร เมื่อ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา
อภิสิทธิ์:"ในหลวงทรงโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมฯเป็นพระรัชทายาทสืบต่อพระราชบัลลังก์"
ในการสัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชโอรส พระราชธิดา4พระองค์ และพระราชนัดดา11พระองค์ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวเป็นพระรัชทายาทขึ้นสืบต่อพระราชบัลลังก์แล้ว
"สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารทรงเป็นพระรัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์"อภิสิทธิ์กล่าว
(ต้นฉบับของบลูมเบิร์กคือIn an interview at his Italianate office in Government House in Bangkok five days later, Abhisit discloses that Bhumibol, who has 4 children and 11 surviving grandchildren, has already endorsed his only son as the next king.
“The crown prince is the designated heir,” Abhisit says. )
อย่าพลาดซีรีส์ชุดนี้:
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา วิกิพีเดีย และมติชน
1 ตุลาคม 2552
ตำรวจใหญ่ยศพลตำรวจเอกคนหนึ่งกล่าวกับ"ไทยอีนิวส์"ว่าเรื่องนี้ไม่ยากเย็นตรงไหน มันอยู่ที่วุฒิภาวะผู้นำของอภิสิทธิ์เป็นสำคัญ จะตั้งใครก็ตั้งไป ในเมื่อที่ฝากมาก็ใหญ่ทั้งคู่ หากไม่อยากเสี่ยงก็ต้องไปหาไปถามตรงๆเพื่อไม่ให้เกิดสัญญาณขัดข้อง หรือสัญญาณที่คลุมเครือ "หากสัญญาณพิเศษที่ส่งมาตีกันเอง ก็ให้ไปตกลงกันเองให้ดีก่อน เพราะปัญหาภายในครอบครัว ไม่ควรมาเป็นปัญหาให้กับบ้านเมือง"
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51