WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 4, 2009

ตรึงเสียงข้างมาก ซื้อเวลาได้เปรียบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37035

ทุกกระบวนท่า "อภิสิทธิ์" ขับเคลื่อนรัฐบาลผสม

จากสถานการณ์ไต้ฝุ่น "กิสนา" พัดถล่มหลายประเทศในแถบทะเลจีนใต้ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ หลายพื้นที

ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยที่โดนแค่หางๆพายุ แต่ ก็ทำให้ฝนตกหนัก ส่งผลให้เกิดปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคอีสาน

สภาพการณ์ความปั่นป่วนของลมฟ้าอากาศที่อุบัติขึ้น แทบไม่แตกต่างจากสถานการณ์การเมืองไทย

ที่มีหลายเรื่องหลายราว ถาโถมเข้ามาเป็นระลอก จนตั้งตัวกันแทบไม่ทัน

ไล่ตั้งแต่การตัดสินคดีสำคัญๆที่มีนักการเมืองตกเป็นจำเลย การชี้มูลความผิดในเรื่องร้องเรียนขององค์กรอิสระ

ความเคลื่อนไหวในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ความเคลื่อนไหวในการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่

การใช้จ่ายงบประมาณตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในโครงการไทยเข้มแข็ง รวมทั้งการอนุมัติโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 4,000 คัน รวมถึงไปการอนุมัติ จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆของกองทัพ

ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆเหล่านี้ แม้เป็นคนละเรื่อง เป็นคนละกรณีกัน

แต่ต้องยอมรับว่า โดยภาพรวมแล้ว ทุกเรื่องล้วนเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการเมืองแทบทั้งสิ้น

ขณะเดียวกัน ภายใต้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ก็มีส่วนเชื่อมโยงไปถึงความอยู่รอดของรัฐบาลภายใต้ การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยเช่นกัน

แน่นอน ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลมีสิทธิที่จะอยู่บริหารประเทศไปได้จนครบเทอม 4 ปี

ของสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อสภาฯชุดนี้ก่อกำเนิดขึ้นจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มีรัฐบาลมาแล้ว 3 ชุด คือ รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช รัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และชุดปัจจุบัน รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์

ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ ยังมีเวลาที่จะบริหารประเทศต่อไปอีก 2 ปีกว่า ถึงจะ ครบเทอม 4 ปีของสภาฯ

แต่สถานะความเป็นรัฐบาล ก็ต้องขึ้นอยู่กับการมีเสียงข้างมากในสภาฯ


ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ ครอง เสียงข้างมากได้เพราะเป็นรัฐบาลผสม ที่ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคกิจสังคม

ตราบใดที่นายกฯอภิสิทธิ์ยังสามารถบริหารจัดการประสาน ประโยชน์ให้พรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

สามารถตรึงเสียงข้างมากไว้ได้

ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่จะเป็นรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไปจนครบเทอม 4 ปีของสภาฯ

แต่หากไม่สามารถรักษาสภาพครองเสียงข้างมากไว้ได้เกิดความแตกแยกขัดแย้งถึงขั้นที่พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกไป ส่งผลให้เสียงสนับสนุนเหลือไม่เกินครึ่งของสภาฯ

ถ้าถึงจุดนั้น รัฐบาลก็ต้องพังครืนทันที

เหตุจากการที่รัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค มี พรรคร่วมรัฐบาลประกอบเป็นเสียงข้างมาก จึงต้องคอยเอาอกเอาใจพรรคร่วม เพื่อให้สมประโยชน์กันไป

เหนืออื่นใด จากปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวต่างๆที่เกิดขึ้น ก็มีความเกี่ยวโยงกับความอยู่รอดของรัฐบาลเช่นเดียวกัน

ไล่ตั้งแต่เรื่องของคดีความต่างๆที่มีนักการเมืองจำนวนมากตกเป็นจำเลย

ไม่ว่าจะเป็นคดีทุจริตกล้ายางที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด

หรือคดีทุจริตการออกสลากพิเศษ 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ที่ศาลตัดสินลงโทษเฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง 3 ราย โดยให้รอลงอาญา 2 ปี และยกฟ้องจำเลยอื่นที่เหลือ

รวมไปถึงการที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด

ในคดีที่ ครม.ยุครัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช มีมติ เห็นชอบให้กระทรวงการต่างประเทศ ลงนามข้อตกลงสนับสนุนให้ประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาท พระวิหารเป็นมรดกโลก ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

โดยชี้มูลความผิดเฉพาะนายสมัคร และนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว. ต่างประเทศ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ส่วนอดีตรัฐมนตรีคนอื่นๆไม่เข้าข่ายความผิด

จากสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้นักการเมืองจำนวนมาก โดยเฉพาะนักการเมืองที่เป็นแกนหลักในกลุ่มก๊วนต่างๆ หลุดพ้นจากคดีความ

ปรากฏการณ์ตรงนี้ ทำให้บรรยากาศทางการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันในวงกว้าง ที่จะกระทบต่อรัฐบาลลงไปได้เยอะ

สำหรับปัญหาด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลชุดนี้ประกาศมา ตลอดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ในภาพของความเป็นจริง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า

วิกฤติการเมืองเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติยืดเยื้อ และส่งผลต่อการอยู่รอดของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ แกนนำรัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการ แก้ปัญหาวิกฤติการเมือง อยู่ในลำดับต้นๆ


ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์เน้นย้ำมาตลอดว่า ต้องแก้ ปัญหาการเมืองที่เป็นผลให้เกิดความ ขัดแย้งในสังคม เพื่อให้การเมืองเดินหน้าไปได้

ไม่เช่นนั้นถึงแม้จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่อย่างที่บางฝ่ายออกมาเรียกร้อง ปัญหาก็ไม่จบ เพราะจะมีอุปสรรคในการเลือกตั้ง

บางพรรคการเมืองไปลงพื้นที่หาเสียงในภาคเหนือและภาคอีสานไม่ได้ ขณะที่บางพรรคก็ไปหาเสียงในภาคใต้ไม่ได้

เพราะจะเกิดการต่อต้านขัดขวาง และเกิดความรุนแรงถึงขั้นเป็นการเลือกตั้งเลือด ซึ่งไม่ใช่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง

นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรคที่เกิดจากวิกฤติการเมือง ที่มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงมาก

แต่อีกปมหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับความได้เปรียบเสียเปรียบ ในการเลือกตั้งของพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างประชา-ธิปัตย์ เพราะอย่างที่เห็นๆกัน

วันนี้กระแส "ทักษิณ" ยังแรง ทั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน

นายกฯอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีว่า หาก มีการเลือกตั้งในห้วงเวลาอันใกล้นี้ เป็นเรื่องอันตราย เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะคู่แข่งในสนามเลือกตั้ง

ฉะนั้น ต้องซื้อเวลาให้นานที่สุด หาจังหวะตีตื้น รอโอกาสได้เปรียบ

เห็นได้ชัดๆ จากกรณีความเคลื่อนไหวในการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ ส.ส.ทั้งซีกฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึง ส.ว.ส่วนใหญ่ เร่งรัดให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

ในช่วงแรก พรรคประชาธิปัตย์พยายามยื้อเวลา โดยเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.3 ขึ้นมา พิจารณา

แต่เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย

ก็ต้องโอนอ่อนผ่อนตาม

ยอมเปิดทางให้มีการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอ โดยให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาเป็นผู้ยกร่าง

อย่างไรก็ตาม นายกฯอภิสิทธิ์ยืนยันที่จะต้องมีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น

โดยมีการกำหนดกรอบเวลาว่าจะใช้เวลาประมาณ 9 เดือน แบ่งเป็นประชามติ 3 เดือน ขั้นตอนในสภา 3 เดือน และออกกฎหมายลูก 3 เดือน

แน่นอน การทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐ- ธรรมนูญ ถือเป็นหลักการตามกระบวนการประชา-ธิปไตย แบบเปะๆ

แต่ขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นยุทธวิธีที่จะทำให้ รัฐบาลยื้อเวลาอยู่ต่อไปได้ท่ามกลางกระแสกดดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเชี่ยวกราก

ซึ่งตรงนี้ก็สมประโยชน์กับพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังรอแบ่งเค้กจากงบฯกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการไทยเข้มแข็ง

พูดง่ายๆว่า ต้องทำทุกอย่างเพื่อยืดเวลาในการ เป็นรัฐบาล

แม้กระทั่งปมร้อนๆ เรื่องการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนใหม่ แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. ที่เป็นปัญหายืดเยื้อยาวนาน

มีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ประชุมกันแล้วประชุมกันอีก สู้กันมาหลายยก ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป

นายกฯอภิสิทธิ์ พยายามผลักดัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ขึ้นนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

แต่คนกันเอง ทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ สนับสนุน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ท่ามกลางข่าวลือสะพัดเรื่องสัญญาณพิเศษ ข้อมูลเก่า ข้อมูลใหม่

ในที่สุดนายกฯอภิสิทธิ์ก็ใช้วิธียื้อ ซื้อเวลาออก

ไปอีก ด้วยการตั้ง พล.ต.อ.ปทีป รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ยังไม่เรียกประชุม ก.ต.ช.เพื่อเสนอชื่อ ผบ.ตร.คนใหม่

กลายเป็นปัญหาปริร้าวรุนแรงภายในพรรคประชาธิปัตย์

ถึงขั้นที่นายนิพนธ์ ร่อนหนังสือลาออกจากตำแหน่ง เลขาธิการนายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์แตกเป็นก๊ก เป็นเสี่ยง

ยังไม่รวมถึงผลข้างเคียงที่กระทบไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย ที่จับมือมัดข้าวต้มกับ "สุเทพ-นิพนธ์" ในเกมแต่งตั้ง ผบ.ตร.

จากจุดเล็กๆ แค่เรื่องการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ก่อให้เกิด สนิมเนื้อใน "กินลึก"

ที่สำคัญ สนิมเนื้อในจากปมนี้ อาจส่งผลให้การซื้อเวลา ยื้ออายุรัฐบาลของ "อภิสิทธิ์"

ถึงจุดสิ้นสุด เร็วกว่ากำหนด.


"ทีมการเมือง"

ทักษิณทวิตเตอร์ ปรองดอง ก่อนบ้านเมืองพัง

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_37202

อดีตนายกฯ เผยผ่านทวิตเตอร์ระบุเพื่อนนักการเมืองต่างชาติ ชี้ไทยกำลังมีปัญหา เรียกร้องทุกฝ่ายสร้างความปรองดองด่วน ก่อนต่างชาติจะทิ้งการลงทุน ถือโอกาสวันออกพรรษา อโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร

ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างเว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความคิดเห็นเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ระบุว่า มีเพื่อนนักการเมืองยุโรปโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า เขาเจอนักการเมืองประเทศเพื่อนบ้านเรา ที่ประชุมร่วมกับเขาต่างพูดว่า "Thailand is heading for more problems" (ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าเข้าไปสู่ปัญหา)

"ผมฟังแล้วอยากจะ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข โดยสร้างความปรองดองโดยด่วนก่อนที่ต่างชาติจะทิ้งการลงทุนไปจากเรา เลิกสนใจเราไม่มาเที่ยวไทย"เว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุ

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลาประมาณ21.00 น.วันที่ 3 ต.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้าร่วมการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงชมรมคนรักอุดรเพื่อหารายได้จัดซื้อที่ดินของกลุ่มเสื้อแดง โดยมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย และประชาชน ร่วมงานกว่า 20,000 คน และ มีการจัดโต๊ะจีน 1,600 โต๊ะ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ในโอกาสวันออกพรรษาขออโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวรทุกคน

พรรคเพื่อไทยเสนอนโยบายนำหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ

ที่มา ประชาไท

3 ต.ค.52 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่โรงแรมเจริญธานี จ.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยจัดสัมมนา “ล้างหนี้ประเทศ สร้างรายได้ประชาชน” โดยมีแกนนำพรรคและส.ส.ภาคอีสานเข้าร่วมการสัมมนาอย่างคึกคัก อาทิ นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น และว่าที่ร.ต.พงษ์พันธ์ สุนทรชัย ส.ส.หนองคาย นอกจานี้ยังมีนักธุรกิจและชาวบ้านเข้าร่วมฟังการสัมมนาด้วย

นายยงยุทธ กล่าวเปิดการสัมนาว่า วันนี้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี มาอยู่กับเราแล้ว ซึ่งท่านบอกกับตนว่าเคยทำอีสานเขียวหมดแล้ว ต่อไปนี้จะทำอีสานให้แดงทั้งอีสาน ภาคอีสานนั้นเราจะไม่สรรหา แต่จะรักษาความนิยมในพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยเอาไว้ เราไม่ต้องแสวงหาอีกแล้ว การแสวงหาต้องใช้เวลามาก ไม่มีประโยชน์ พรรคจะทุ่มเทเวลารักษาความนิยมเอาไว้ การแสวงหาเป็นเรื่องของพรรคอื่น พรรคเราจะรักษาความเชื่อมั่นที่มีอยู่เดิมให้อยู่ตลอดไปเท่านั้น พรรคเราจะเป็นรัฐบาลและพ.ต.ท.ทักษิณจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีให้เรา
นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวช่วงหนึ่งว่า หลังจากการปฎิวัติผ่านมา 3 ปี ไม่ได้ทำให้ชีวิตคนอีสานดีขึ้นและเชื่อว่าภาคอื่น ๆ ก็เช่นกัน จากการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนพบว่าปัญหาใหญ่ของประเทศ คือเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง มีปัญหา 2 ระดับคือปัญหาระดับประเทศที่กำลังประสบจากการบริหารงานของรัฐบาล และ ปัญหาหนี้สินครัวเรือนของประชาชนโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นภาคที่มีความสำคัญ แต่สัดส่วนความยากจนสูงกว่าภาคอื่น แม้หลายรัฐบาลจะมีนโยบายในการแก้ไขปัญหา มีนโยบาย แต่ไม่มีการปฏิบัติ จึงไม่เกิดผล ดังนั้นพรรคเห็นว่าควรจะเริ่มต้นจากให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงเพื่อนำไปสู่นโยบายต่อไป
นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่ประชาชนประสบคือราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และยางพารา ส่วนใหญ่มีปัญหาต้นทุนการผลิต ราคาปุ๋ย น้ำมันแพง และค่าขนส่งที่สูงขึ้น รวมทั้งผลผลิตต่อไร่ต่ำ ส่วนหนี้ภาคประชาชนพบปัญหาชาวบ้านเข้าไม่ถึงแหล่งการเงินของภาครัฐ การเซ็นสัญญากระดาษเปล่า แล้วยังมีอัตราดอกเบี้ยสูงร้อยละ 2 ต่อวัน จนมีแก๊งค์หมวกกันน็อคไปตามทวงหนี้
ขณะนี้มีข้อมูลกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ พบว่ามีสมาชิกเป็นหนี้ในระบบ ร้อยละ 67 และหนี้นอกระบบ 33 ซึ่งบุคคลที่มีหนี้ส่วนใหญ่จะต้องผ่อนชำระ 8,280.80 บาทต่อเดือน แบ่งชำระหนี้ในระบบ 7,612.52บาทและนอกระบบ 3,591,64 บาท จึงอยากให้ภาครัฐช่วยเหลือดูแลในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต ให้ความรู้ทักษะในการผลิต มีการลงทะเบียนเกษตรกร และเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อให้มีศักยภาพในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้ มีกองทุนเกษตรกร โดยในอีสานจะต้องมีการสร้างแหล่งน้ำและสร้างรายได้ รวมทั้งขอให้ภาครัฐดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงดูแลเรื่องปัญหาหนี้สินทั้งในและนอกระบบ ปัญหาหนี้สินถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนอีสาน เรารู้ปัญหาทุกอย่างและพร้อมเข้ามาแก้ไข หากมีการวางแผนที่ดีจะนำไปสู่การปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งพรรคจะนำไปต่อยอดต่อไป
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อภิปรายช่วงหนึ่งว่า เรื่องหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบนั้น ในส่วนของหนี้นอกระบบเราจะนำมาลงทะเบียนใหม่ โดยจะช่วยประนอมหนี้ แล้วให้นักกฎหมายเข้าไปช่วยดูในส่วนของหนี้ที่เกิดจาการเป็นหนี้โดยไม่เป็นธรรม จากนั้นจะเปลี่ยนหนี้นอกระบบนั้นให้กลายเป็นหนี้ในระบบ แล้วใช้ธนาคารของรัฐเข้าไปช่วยดูแล
สำหรับหนี้ในระบบนั้นจะพักหนี้ให้กับคนที่เป็นหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาทเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลจะจ่ายดอกเบี้ยให้แทน จากนั้นจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชน โดยมีหน่วยงานของรัฐเข้าไปดูแลว่าประชาชนผลิตอะไร พอกินหรือไม่ แล้วจะมีกองทุนร่วมทุนขึ้นในทุกจังหวัด เพื่อมาช่วยประชาชนไม่ให้ต้องไปกู้เงินนอกระบบ รวมไปถึงดูแลค่าเงินบาทให้มีความเหมาะสมด้วย
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เราจะแปลงหนี้เป็นทุน โดยหนี้เอกชนเราจะแปลงให้เป็นหนี้ของรัฐแล้วเปลี่ยนหนี้นั้นให้กลายเป็นทุน ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการฟื้นตัวขึ้นมาได้ นอกจากนี้ยังจะมีโครงการที่เอารายได้ที่จะได้ในอนาคตมากู้เงินเพื่อไปลงทุนในปัจจุบันได้ โดยจะทำเป็นสมาร์ทการ์ดขึ้นซึ่งป็นบัตรที่รัฐบาลรับประกันให้ว่าสามารถนำไปซื้อของต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย เพื่อนำมาลงทุนได้ และในจำนวนนี้จะเผื่อเอาไว้ 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยว่า สำหรับเอาไว้ให้ซื้อของกินของใช้ได้ด้วย ทั้งนี้ เราจะแนะนำในเรื่องของการสร้างมาตรฐานการประกอบการกิจการให้ด้วย จากนั้นจะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ทุนกลายเป็นเรื่องที่หาได้ไม่ยาก จะออกเป็นหุ้นกู้ก็ได้จะได้ไม่ต้องไปกู้เงินจากธนาคาร ซึ่งจะทำให้ภายในเวลาไม่นาน หนี้นอกระบบก็จะหายไป
“พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลานี้เป็นความหวังเดียวที่จะฟื้นฟูประเทศและเศรษฐกิจได้ เลือกตั้งใหม่พรรคเพื่อไทยได้ส.ส.มา เกินครึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็จะเอาเพื่อน ๆ ที่ดูไบมา 2-3 คน การลงทุนโดยตรงก็จะมาอย่างมากมายเพราะเขาจะเชื่อมั่นเรา เศรษฐกิจก็จะเติบโตมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจกลับมาโต 6 เปอร์เซ็นต์จากที่วันนี้ติดลบอยู่ 6 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งต่างๆจะกลับไปเหมือนต้นปี 2544”นายสุชาติ กล่าว
ขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลอ้างว่าเศรษฐกิจโลกตกทำให้เศรษฐกิจเราตกด้วย ต้องบอกว่ามันไม่ใช่ แต่เป็นเพราะเราปล่อยให้เด็ก 2 คน ตอนนี้เป็น 3 คนแล้ว เข้ามาบริหารแต่บริหารไม่เป็น แล้วประเทศจะไม่เจ๊งได้อย่างไร เห็นได้จากรายได้การเกษตรที่ลดลง การบริโภคสินค้าการเกษตรลดลง ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจลดลง ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำกันถ้วนหน้า ทั้งมันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าวเจ้า รวมทั้งรายได้จากการค้าตามแนวชายแดนที่ลดลงเพราะรัฐบาลไม่สนใจแก้ไข สนใจแต่การกู้เงิน กู้มาใช้มากิน การจะแก้ไขปัญหาความยากจนนั้นต้องลดรายจ่ายเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ปาฐกถาไปทั่ว
นายปลอดประสพ กล่าวว่า ปัญหาด้านการเกษตรของพื้นที่อีสานคือเรื่องน้ำ ต้องเพิ่มน้ำเพิ่มพื้นที่การชลประทาน สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช มีแนวคิดและศึกษาไว้แล้ว ถ้าจะเพิ่มระบบชลประทานต้องเพิ่มน้ำต้นทุน ซึ่งแหล่งที่มาคือแม่น้ำโขงจากประเทศลาว ผันน้ำจากเขื่อนน้ำงึมซึ่งจะได้น้ำมาใช้ครอบคลุมพื้นที่อีสาน ใช้งบ 1.5 หมื่นล้านบาทดีกว่าโครงการไทยเข้มแข็งเสียอีก และโครงการนี้ไม่เกิน 2-3 ปีก็เสร็จ น้ำจะเข้ามาช่วยให้การเกษตรดีขึ้นและถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเราจะเพิ่มทุนให้เกษตรกรมีเงินไปลงทุน จะพัฒนากองทุนหมู่บ้านไปสู่ธนาคารชุมชน มีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่พี่น้องเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ ที่มีก็อยู่กับกระทรวงการคลังไม่ได้ช่วยเกษตรกรอย่างแท้จริง ประชุมบอร์ดเมื่อไหร่ก็มีแต่เรื่องทำกำไร ทั้งๆที่การตั้งธกส.ขึ้นมานั้นก็เพื่อช่วยเกษตร ดังนั้นจะต้องปฏิรูปธกส.เปลี่ยนตั้งแต่ประธานยันกรรมการ
“เราคิดจะต่อยอดโครงการสปก.ให้มีธนาคารที่ดิน ถ้าคนรุ่นพ่อเป็นเกษตรกรแล้วคนรุ่นลูกไม่อยากทำก็นำที่ดินเข้าธนาคาร ต่อไปใครอยากจะกลับมาทำก็ไปเอาที่ดินมาทำกินได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายท่านทักษิณ คือแปลงสินทรัพย์เป็นทุน” นายปลอดประสพ กล่าว
ที่มาข่าวจาก: เว็บไซต์คมชัดลึก ( http://www.komchadluek.net)

“ไทยจะเข้มแข็ง” ได้อย่างไร? ถ้าสุขภาพ “คนในไทย” ยังอ่อนแอ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวานนี้แม่ของคนที่อยู่บ้านเดียวกันโทรมาตัดพ้อด้วยน้ำเสียงแบบ “ใยมนุษย์ ! ช่างต่างกันเยี่ยงนี้” แม่เป็นข้าราชการบำนาญฉะนั้นเวลาแม่ไปรักษาอาการเจ็บป่วยที่โรงพยาบาล แม่ก็จะได้รับการบริการจากเจ้าหน้าที่แบบ “ข้าราชการ” ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและแม่พอใจ แต่เนื่องจากบ้านของแม่อยู่จังหวัดชายแดนไกลโพ้นจากเมืองหลวง เมืองที่ประกอบไปด้วย “คนไทย” แบบแม่ และ “คนไม่ไทย” แบบพ่อแม่ของเด็กๆ ในโรงเรียนที่แม่และพ่อเคยสอน ทำให้เวลาแม่ไปโรงพยาบาลคราใด แม่ถึงไม่สบอารมณ์เสียทุกครั้ง ที่เห็นความแตกต่างในการบริการทางสาธารณสุขแบบนี้ เพราะ “คนไม่ไทย” ถูกมองว่าเป็น “ภาระของโรงพยาบาล” บางคราแม่แอบพูดเล่นๆ แต่ดูจริงจังว่า “ถ้าไม่มีไออาร์ซี คนเหล่านี้จะอยู่กันอย่างไร?”
พอๆกับที่ในห้วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ได้จัดทำโครงการ “ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง” เมื่อกันยายน 2552 ครอบคลุมใน 14 สาขา หนึ่งในนั้นคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณสุข ที่จังหวัดของแม่ได้รับงบประมาณจัดสรรด้านนี้รวม 42.24 ล้านบาท เพื่อจัดทำโครงการ 3 ด้าน ได้แก่ โครงการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเครือข่ายบริการทุกระดับ (17.64 ล้าน) เป็นการสร้างอาคารพักแพทย์ สร้างบ้านพักข้าราชการ และจัดซื้อรถโดยสารและรถบรรทุก, โครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (12.60 ล้าน) เป็นการพัฒนาสถานีอนามัยให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และ โครงการพัฒนาระบบบริการระดับตติยภูมิ (12 ล้าน) เป็นการสร้างอาคารผู้ป่วยที่พร้อมให้บริการระดับสูง
แม่ได้ยินได้ฟังการทำโครงการแบบนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจ แม้รู้ว่าเงินกู้ก้อนนี้รัฐบาลกู้มาเพียงเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเท่านั้นก็ตาม แต่ก็ยังรู้สึกว่าเงินกว่า 42 ล้านนี้ น่าจะทำอะไรได้เป็นประโยชน์มากกว่า แม่แลกเปลี่ยนกับลูกต่อว่า “ทำไมรัฐบาลถึงเชื่อว่า การสร้างสถานที่ดีๆ มีเครื่องมือเพียบพร้อม จะทำให้การบริการสาธารณสุขดีไปด้วย ในเมื่อทุกวันนี้ยังมีคนจำนวนมากเข้าไม่ถึงการบริการ แล้วการมีสถานที่ดีๆ เครื่องมือดีๆ จะแก้ปัญหาการเจ็บป่วยได้อย่างไร จะรักษาเฉพาะคนไทยเท่านั้นเหรอ แล้วพวกคนนอกล่ะ จะไม่รักษาหรือไง คนนอกไม่เจ็บป่วยหรือไง แม่ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมไม่ทำให้คนนอกเข้าถึงการบริการ มันน่าจะแก้ปัญหาสุขภาพได้ดีกว่า ทุกวันนี้เมืองนี้ก็แบกภาระค่ารักษาปีละกว่า 40 ล้านแล้ว ยังจะเอาเงินมาสร้างตึกอยู่อีกหรือไง”
อย่างที่บอกไปแล้วว่าเมืองที่แม่อยู่ประกอบไปด้วย “คนไทย” และ “คนไม่ไทย” แต่หลายคนแม่บอกว่า “คนไม่ไทย” เหล่านั้น ก็คือ คนไทยนั่นเอง แต่เป็นคนไทยที่ไม่ถูกนับอยู่ในสารบบของรัฐไทย หลายคนก็เกิดในประเทศไทย บรรพบุรุษก็อพยพมาอยู่ที่นี่หลายร้อยปีมาแล้ว พ่อแม่ของเด็กๆจำนวนมากก็เกิดในประเทศไทย พูดภาษาไทย เรียนภาษาไทย แล้วคนเหล่านี้ไม่ใช่ “คนไทย” หรืออย่างไร ความเป็นไทยอยู่ในกระดาษ อยู่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรที่ประทับตรากรมการปกครองเท่านั้นหรือ แม่รู้ดีว่าบ้านของแม่อยู่ไกลโพ้น ระยะทางและความห่างไกลจากเมืองหลวงคณานับ พื้นที่สลับซับซ้อนแบบป่าเขาเนินดอย ทุรกันดาร หลายตำบลที่แม้อยู่สังกัดอำเภอเมืองในรัศมีเพียงห้าสิบกิโลเมตร แต่กว่าจะเดินทางเข้าไปถึงก็กินเวลาแรมวันแรมคืน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ “คน ไทยในสายตาแม่” ถึงตกสำรวจ การตกสำรวจ “ความเป็นคนไทย” มาพร้อมกับ “การเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุข” ที่แม่คิดว่าไม่เกี่ยวกันและไม่ควรนำมาปะปนกัน
ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล 3 ระบบ คือ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) , ระบบประกันสังคม/กองทุนเงินทดแทน และ ระบบการรักษาพยาบาลข้าราชการ/ข้าราชการบำนาญ/รัฐวิสาหกิจ ซึ่งทั้ง 3 ระบบต่างมุ่งให้ประชาชนในประเทศมีสุขภาพดี สังคมน่าอยู่มากขึ้น
แต่อย่างที่แม่บอกไปแล้วว่ามี “คนไทยในสายตาแม่” ตกสำรวจจำนวนมาก ระบบสวัสดิการที่กล่าวมาจึงไม่ครอบคลุมประชากรกลุ่มนี้ที่อยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่เกิดจนตาย และวันนี้มีมากกว่า 7 แสนคนทั่วประเทศ แค่เฉพาะจังหวัดของแม่ก็ประมาณ 5 หมื่นคนเข้าไปแล้ว รัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับคนกลุ่มนี้ เมื่อใดคนกลุ่มนี้จะสามารถเข้าถึงระบบการบริการสาธารณสุขถ้วนหน้าได้ โดยที่ไม่เกี่ยวกับเรื่อง “สัญชาติไทย” เพราะใครๆ ก็เจ็บป่วยได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะ “คนไทยในกระดาษ” เท่านั้น
แม้ว่าจะมีการกล่าวถึงเรื่องนี้มาหลายปี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นความพยายามของหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) , ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลจังหวัดชายแดน, องค์กรพัฒนาเอกชนด้านคนไร้สัญชาติและบุคคลบนพื้นที่สูง ที่พยายามผลักดันให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งตกประมาณ 2,200 บาทต่อคนต่อปี เพื่อดูแลคนกลุ่มนี้ (อีกครั้งหนึ่ง) รวมถึงไม่เป็นการทำให้โรงพยาลแถบชายแดนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่อปีจำนวนมาก หากบุคคลเหล่านี้ได้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ก็จะเป็นการลดภาระด้านค่าใช้จ่ายให้กับโรงพยาบาลได้อีกทางหนึ่ง
การที่ใช้คำว่า “อีกครั้งหนึ่ง” มีนัยยะสำคัญว่า เดิมคนกลุ่มนี้ที่บางคนมีเลข 13 หลักแล้ว เช่น กลุ่มชนกลุ่มน้อยที่ยังไม่ได้สัญชาติไทย หรือในชื่อเล่นว่า “คนบัตรสีเลข 6 เลข 7” เคยมี “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” สมัยที่เกิดโครงการนี้ใหม่ๆ เมื่อเมษายน 2544 แต่ต่อมามีการประกาศใช้ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 อย่างเป็นทางการ ทำให้ปลายปี 2546 มีสถานพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดของแม่ได้ทำหนังสือหารือถึง สปสช. เพื่อสอบถามว่า “จำเป็นต้องออกบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้คนกลุ่มนี้หรือไม่ อย่างไร” ซึ่ง สปสช. สมัยนั้นได้ตอบกลับมาตอนต้นปี 2547 ว่า “สิทธิในการรับบริการสาธารณสุขของบุคคลที่ไม่ปรากฏสัญชาติ อยู่นอกเหนือบทบาทอำนาจหน้าที่ของสปสช. ที่จะดำเนินการ” ทำให้ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่ “คนบัตรสี” ถูกเรียกเก็บ “บัตรทอง” เดือนกรกฎาคม 2548 กระทรวงสาธารณสุขได้เปลี่ยนโครงการ “จาก 30 บาทรักษาทุกโรค” เป็น “30 บาท ช่วยคนไทยห่างไกลโรค” คนกลุ่มนี้ทั้งหมดถูกเรียกบัตรทองคืนอย่างถ้วนหน้า นับแต่บัดนั้นพวกเขาและเธอกลายเป็น “ภาระด้านงบประมาณ” ของโรงพยาบาลแถบชายแดนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตามถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มติการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2551 วันที่ 28 มีนาคม 2551 มีมติเรื่อง “ข้อติดขัดในการกำหนดนโยบายหรือแนวทางการดูแลสุขภาพประชาชนที่ยังไม่มีเลข 13 หลักหรือคนที่รอพิสูจน์สัญชาติ และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหน่วยบริการของกระทรวงฯ รับภาระการจัดบริการสำหรับคนกลุ่มนี้ จึงจะนำเรื่องนี้เข้าหารือคณะรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมต่อไป” แต่ล่วงเลยมาถึงกันยายน 2552 รัฐบาลไทยก็ไม่มีคำตอบนี้ให้กับ สปสช. และโรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดน ที่เฝ้ารอความหวังอย่างใจจดใจจ่อ แม้มีความพยายามเพียงใดก็ตาม
แม่ถามลูกว่า “เราจะทำอะไรกันได้บ้าง ?”
ลูกตอบแม่ว่า “ไม่รู้เหมือนกัน แม้พื้นที่มีความพยายามเพียงใด แต่ฝ่ายการเมืองไม่มีนโยบาย ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างก็ยากจะแหกกฎ หรือสร้างระบบประกันสุขภาพทางเลือกแบบยั่งยืนขึ้นมาได้จริงในพื้นที่”
ฉะนั้นข้อสรุปต่อเรื่องดังกล่าวนี้ที่ “ฝันของคนไทยในสายตาแม่” จะเป็นจริงขึ้นมาได้ เหมือน
”ฝันให้ไกลไปให้ถึงญี่ปุ่นแบบเด็กชายหม่อง ทองดี” จึงอยู่ที่การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วว่าท่านจะยังคงซื่อสัตย์ต่อคำพูดตนเองเพียงใด ดังคำพูดที่ท่านเคยพูดไว้กับหม่อง ทองดีและคณะที่เข้าไปพบ เมื่อ
3 กันยายน 2552 ว่า “ในเรื่องการให้สัญชาติของชาวต่างด้าวนั้น ได้มีการคุยกันในที่ประชุม สมช. ยอมรับว่าที่ จ.เชียงใหม่ เชียงราย กาญจนบุรี มีคนไร้สัญชาติมาก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ให้ความสำคัญ กำลังจะพิจารณาอยู่ รวมถึงการให้หลักประกันด้านสุขภาพด้วย โดยกำลังหารือกับกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ทำเรื่องมาที่ตนโดยตรง รัฐบาลจะดูแลให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าที่ร้องขอจะได้ทุกกรณี แต่รัฐบาลให้ความสำคัญ จะทำเรื่องนี้โดยยึดหลักปฏิบัติสากล” (ไทยรัฐ 03/09/09)
หรือเอาเข้าจริงแล้วกล่าวให้ถึงที่สุด คำตอบสุดท้ายที่ให้แม่ไป ก่อนจบการสนทนายาวๆบทนี้ คือ “เราก็ปล่อยเรื่องนี้ให้จบๆ ไป คนไทยลืมง่ายจะตาย เคอิโงะผ่านไป หม่องผ่านมา คนไร้สัญชาติก็เหมือนสายลมที่เย็นเพียงชั่ววูบชั่วครั้งชั่วคราว ช่างมัน ปล่อยให้ “ไทยเข้มแข็ง” กลายเป็น “ไทยอ่อนแอ” เพราะ “คนในไทย” เข้าไม่ถึงการบริการสุขภาพ”
และสุดท้ายรัฐบาลไทยก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาคมโลกที่จะประณามท่านว่า “กำลังก่ออาชญากรรมทางสุขภาพด้วยน้ำมือของรัฐไทย” เนื่องจากกำลังละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง" และในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ข้อ 25 ที่บัญญัติว่า “คนทุกคนมีสิทธิที่จะมีมาตรฐานการครองชีพอันเพียงพอต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองและครอบครัว รวมไปถึงการได้รับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การดูแลรักษาพยาบาล และการบริการทางสังคมที่จำเป็น”
เพราะวันนี้ก็เห็นชัดแล้วว่า รัฐบาลไทยกำลังทำให้ประชาชนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยต้องเจ็บป่วยตาย เพราะรัฐไม่มีกฎหมายที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการบริการสาธารณสุขถ้วนหน้าได้จริง

ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน เป็นศูนย์ข่าวออนไลน์ภาคภาษาไทย ทำหน้าที่รวบรวมข่าวภาษาไทยและนำเสนอบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านแรงงานทุกกลุ่มในประเทศไทย (แรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ) รวมถึงผู้ลี้ภัย ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพม่า ตลอดจนสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ภายในประเทศพม่า ลาว และกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อการย้ายถิ่น
ดำเนินการผ่านเงินทุนส่วนตัว และการลงแรงกาย แรงใจ ของกลุ่มเพื่อนสนิท 4 คน คือ พรสุข เกิดสว่าง, อดิศร เกิดมงคล, บัณฑิต แป้นวิเศษ และบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์
เริ่มต้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2552
พวกเราเชื่อว่า “สังคมไทยต้องมีพื้นที่เรียนรู้ มากกว่าในห้องเรียนเพียงเท่านั้น การเรียนรู้มาพร้อมกับความเข้าใจและความอดกลั้นในความต่าง รวมถึงการเคารพคนอื่นที่ต่างจากเรา”
ติดต่อเรา: crossborder.newsagency@gmail.com

เปิดถุงเงิน "สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง" เรียก คณะมั่งคั่งแห่งชาติ (คมช.) ?

ที่มา thaifreenews







เปิดถุงเงิน "สฤษดิ์ -ถนอม -บิ๊กจ๊อด-บิ๊กบัง" เรียกพวกเขาว่า คณะมั่งคั่งแห่งชาติ(คมช.) ?

ประชาชาติฯ ตามไปดู เศรษฐีใหม่ ที่ร่ำรวยหลังยึดอำนาจ จากยุค จอมพลผ้าขาวม้าแดง
ถึง ยุค บิ๊กบัง ทรัพย์สินและความมั่งคั่ง ท่านได้แต่ใดมา ? พลเอกสนธิ เบาะ ๆ แค่ 90 ล้าน
บิ๊กจ๊อดและเมีย เรียบโร้ยระดับ พันล้าน 3 จอมพลกิตติขจร-จารุเสถียร รวมกันพันล้าน
สุดยอดต้องยกให้ จอมพลสฤษดิ์ ทะลุ 2,800 ล้าน

...น่าแปลกที่ นายพล และพลเอก หลายคน ยิ่งพูดเรื่องรักชาติ มากครั้ง และเสียงดัง มากขึ้นเท่าใด
พวกเขา ยิ่งร่ำรวย ยิ่งมั่งคั่ง
และยิ่งถ้า พวกเขาตบโต๊ะ ประกาศลั่นว่า อั้ว รักชาติ นั่นแสดงว่า สินทรัพย์ของ ฯพณฯ ทะลุ พันล้านแล้ว
ในยุคเผด็จการที่ นายพล กับ เจ้าสัว เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกัน ช่วงกลางทศวรรษ 2490
พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ เป็นกรรมการบริหารบริษัท 26 แห่ง
ซึ่งมีทั้ง ธนาคาร บริษัทภาพยนตร์ โรงแรม โรงงานน้ำตาล ธุรกิจนำเข้าส่งออก และธุรกิจเครื่องจักรกล
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่งเป็นกรรมการบริหาร 22 บริษัท
ปี 2512 จอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นกรรมการบริษัท 44 แห่ง พลเอกกฤษณ์ สีวะรา 50 แห่ง
อธิบดีกรมตำรวจ พลตำรวจเอก ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ถูกเชิญเป็นกรรมการบริษัท 33 แห่ง
หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง
และครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท
นี่คือ ผลตอบแทนความรักชาติ ที่สงวนสิทธิ์เฉพาะ ผู้สวมท็อปบู๊ต เท่านั้น


@ ผู้รักชาติ นักปฎิวัติ และเศรษฐีใหม่
ในวาระครบรอบ 3 ปี แห่งการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกปล้นอำนาจ ออกมาแฉว่า
การรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน คนไทยไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้เศรษฐีใหม่ส่วนใหญ่เป็นยศพลเอก
และได้ทหารที่เข้มแข็งมีอาวุธมากขึ้น
แม้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เจาะจงชื่อผู้โค่นอำนาจเขา แต่ถ้าจับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพรรคเพื่อไทย
ที่ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ให้ตรวจสอบความมั่งคั่งของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เครือญาติ ตลอดจนนายทหารร่วมกันยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็จะเข้าใจนัยของอดีตนายกฯทันที
ขณะที่ พล.อ.สนธิซึ่งมีทีท่าว่าจะลงสนามการเมืองได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่าพร้อมให้ตรวจสอบ
เพราะได้แจ้ง ป.ป.ช.ไปหมดแล้ว
เท่ากับจนถึงขณะนี้ภาระการพิสูจน์ความจริงถูกโยนไปที่ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว
จากกรณีดังกล่าว หากเปิดกรุสมบัติของอดีตผู้นำ คมช.ที่ยื่นแสดงต่อ ป.ป.ช. ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ ในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบข้อมูลที่น่าสนใจ


เพราะว่านายทหารอาชีพ 1 คน ภรรยา 2 คนไม่ได้ทำธุรกิจ
และ บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1 คน รวม 4 คน มีทรัพย์สินรวมกันกว่า 90 ล้านบาท
(ไม่รวมบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว 4 คน) ถือว่าไม่น้อย
เมื่อเทียบกับนายทหารชั้นยศพลอากาศเอก
และ พลเรือเอก ที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่มีทรัพย์สินแค่ 30 ล้านบาท

ทั้งนี้ วันที่ 5 ต.ค. 2550 ตอนรับตำแหน่งรองนายกฯ
พล.อ.สนธิแจ้งว่ามีทรัพย์สิน 38.7 ล้านบาท นางสุกัลยา คู่สมรส คนที่หนึ่ง 14 ล้านบาท
นางปิยะดา คู่สมรส คนที่สอง 36.9 ล้านบาท น.ส.ศศินภา บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 3 แสนบาทเศษ
รวม พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา และน.ส.ศศินภา 53.1 ล้านบาท แต่ถ้ารวมนางปิยะด้วยเท่ากับ 90.1 ล้านบาท


วันที่ 6 ก.พ.2551 ตอนพ้นตำแหน่ง ทรัพย์สินของ พล.อ.สนธิ นางสุกัลยา
และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 60.1 ล้านบาท
กระทั่งพ้นตำแหน่งครบ 1 ปีวันที่ 5 ก.พ. 2552 ทรัพย์สินของพล.อ.สนธิ นางสุกัลยา
และน.ส.ศศินภา เพิ่มเป็น 62.2 ล้านบาท
น่าสังเกตว่าการยื่นบัญชีฯ 2 ครั้งหลัง พล.อ.สนธิ มิได้แจ้งทรัพย์สินของภรรยาคนที่สอง แต่อย่างใด
หากเปรียบเทียบครั้งแรก กับ ครั้งหลัง ช่วงเวลาเพียงปีเศษ เพิ่มประมาณ 9 ล้านบาท ถือว่าพอสมควร (ถ้าการยื่นบัญชีฯครั้งแรก ไม่คลาดเคลื่อนหรือหลงลืม)
เมื่อเจาะลึกพบว่า พล.อ.สนธิมีเงินลงทุน ได้แก่ หุ้นการบินไทย ,กองทุนเปิดทหารไทยพันธบัตร
และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ นสค. รวม 11.2 ล้านบาท ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่รายการที่เพิ่มขึ้นคือ "ที่ดิน " และ "เงินฝาก"

เงินฝาก ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่ามี 23.5 ล้านบาท นางสุกัลยา 3.9 ล้านบาท ตอนพ้นตำแหน่งพล.อ.สนธิมี 29.3 ล้านบาท นางสุกัลยาลดลงเหลือ 1.3 ล้านบาท
ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมี 26.6 ล้านบาท นางสุกัลยาเพิ่มเป็น 1.6 ล้านบาท

ส่วนที่ดิน ตอนรับตำแหน่ง พล.อ.สนธิแจ้งว่าไม่มี นางสุกัลยามี 1 แปลง 1.3 ล้านบาท
ตอนพ้นตำแหน่ง พล.อ.สนธิ มี 1 แปลง มูลค่า 3.3 ล้านบาท นางสุกัลยา 4 แปลง 5.2 ล้านบาท
ตอนพ้นตำแหน่ง 1 ปี พล.อ.สนธิมีที่ดิน 6 แปลง 6.3 ล้านบาท ส่วนนางสุกัลยามี 4 แปลง
เบ็ดเสร็จที่ดินของคนทั้งสองเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แปลง


@ บิ๊กบัง หรือ จะสู้ บิ๊ก จ๊อด ่
ขุมทรัพย์ของ "บิ๊กบัง" เท่าที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ถ้าวางเทียบกับ บุรุษเสื้อคับอย่าง พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ อดีตประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่โค่นอำนาจ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถือว่าจิ๊บจ๊อยเป็นอย่างยิ่ง


มีข้อมูลระบุว่า "บิ๊กจ๊อด" ผู้ให้สัมปทาน "ดาวเทียมสื่อสาร"แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ รวยนับพันล้านบาท
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ.สุนทร
ชุดนายทองใบ ทองเปาด์ อดีตส.ว.มหาสารคาม ได้ตรวจสอบพบว่า "บิ๊กจ๊อด" มีทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนางอัมพาพันธ์ ธเนศเดชสุนทร ภรรยา (อีกคน)
ของ พล.อ.สุนทร ประมาณ 1,000 ล้านบาท
ภายหลังจาก พล.อ.สุนทรเสียชีวิตเกิดศึกแย่งชิงมรดก
ระหว่าง นางอัมพาพันธ์ กับ พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร คงสมพงษ์ ภรรยาของพล.อ.สุนทร
นางอัมพาพันธ์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแห่งกรุงเทพใต้ ขอให้มีคำสั่งเป็นผู้จัดการมรดก
โดย พ.อ.(หญิง) คุณหญิงอรชร และบุตรชาย 2 คน ยื่นคัดค้าน พร้อมเป็นโจทก์
ยื่นฟ้องนางอัมพาพันธ์ กับพวก รวม 12 คน
เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรม และเรียกคืนทรัพย์สินประมาณ 3,900 ล้านบาท


คณะกรรมาธิการวิสามัญฯเข้าไปตรวจสอบสินมูลค่า 1,000 ล้านบาท
และมีข้อสังเกตว่า ช่วงก่อน-หลัง
เป็นประธาน รสช. บัญชีเงินฝากของ พล.อ.สุนทร มีกระแสเงินไหลเวียนเข้า-ออก สูงถึง 122.6 ล้านบาท
และ จำนวน 127.3 ล้านบาท ตามลำดับ
นางอัมพาพันธ์ ไม่ได้ประกอบธุรกิจ นอกจากเล่นหุ้นในบางครั้ง
แต่กลับมีทรัพย์สินในครอบครองมูลค่าถึง 1,000 ล้านบาท
และไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไร
ต่อมากรมสรรพากรได้เรียกนางอัมพาพันธ์มาชี้แจงแหล่งที่มาของเงินฝากใน 29 บัญชี
ประมาณ 500 ล้านบาท ปรากฏว่านางอัมพาพันธ์ ชี้แจงได้ประมาณ 400 ล้านบาท
อีก 100 ล้านบาทชี้แจงไม่ได้ กรมสรรพากรจึงเรียกเก็บเสียภาษี พร้อมชดเชยค่าปรับ
และเงินเพิ่มตามกฎหมายกำหนด รวม 75 ล้านบาท


@ บิ๊กจ๊อด หรือ จะสู้ 2 จอมพล
อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งของ "บิ๊กจ๊อด" ถ้าเทียบกับ จอมพลสฤดิ์ ธนะรัชต์ กับ จอมพลถนอม กิตติขจร อาจใกล้เคียงกัน
ภายหลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤดิ์ มีข้อมูลระบุว่า จอมพลผ้าขะม้าแดงสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองและครอบครัวถึง 2,800 ล้านบาท
จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเคยเป็นลูกน้องจอมพลสฤษดิ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในขณะนั้นถึงเหตุผลในการยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2507
จำนวน 604.5 ล้านบาท ว่าอดีตเจ้านายของเขาใช้อำนาจโดยมิชอบกระทำการเบียดบัง
และยักยอกทรัพย์สินของรัฐ


และให้เหตุผลในการประกาศใช้ มาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ว่าต้องการมาใช้หนี้รัฐ เพราะจอมพลสฤษดิ์นำเงินของรัฐไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเป็นเงินฝากในธนาคารประมาณ 400 ล้านบาท ไม่รวมเงินฝากในต่างประเทศอีกหลายร้อยล้านบาท
ขณะที่จอมพลถนอมซึ่งถูกนายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกฯคนที่ 12 ใช้อำนาจตามมาตราเดียวกันยึดทรัพย์พร้อมกับจอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2517 มีมากกว่าพันล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นเงินฝากกว่า 472 ล้านบาท แบ่งเป็นจอมพลถนอม 24 ล้านบาท
ท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร 98 ล้านบาท พ.อ.ณรงค์ 32 ล้านบาท นางสุภาภรณ์ กิตติขจร 32 ล้านบาท ไม่รวมทรัพย์สินอื่น 700-800 ล้านบาท
เห็นได้ว่าผู้โค่นอำนาจในยุคอดีตแต่ละคนล้วนมั่งคั่ง
ขณะที่นายทหาร คมช.ผู้โค่นอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณเมื่อวันที่ 19 กันยายน หลายคนอู้ฟู่


การจัดซื้ออาวุธนับหมื่นล้านบาทถูกวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งเมือง
เพราะรักชาติ กันทีไร ก็ร่ำรวยกันทันตาเห็น !!!


http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1254482992&grpid=00&catid=00

จดหมายรักจากช่วงช่วง

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

ที่อยู่
โซนจัดแสดงแพนด้าแห่งสวนสัตว์เชียงใหม่

วันที่เฝ้า เดือนที่รอ พ.ศ.ที่คอย

ถึงหลินฮุ่ย..........แพนด้ายาใจ

สวัสดีจ้ะ หลินฮุ่ย
เธอเป็นยังไงบ้างจ้ะ หลินฮุ่ย สบายดีมั้ย
ตั้งแต่วันนั้นที่เธอเบื่ออาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเธอยังกะหมีแพ้ท้องเลยนะ หลังจากวันนั้นพวกมนุษย์ก็จับตัวเธอแยกไปจากฉัน
วานนี้ตอนที่ฉันกำลังนั่งคิดถึงเธออยู่ ฉันก็ได้ยินพวกมนุษย์พูดคุยกันว่าเธอมีลูกแล้ว
เธอรู้มั้ยว่าตอนแรกที่ฉันได้ยิน ฉันตกใจและโกรธเธอมาก ฉันสงสัยจริง ๆ ว่าเธอไปท้องกับใครมา
ฉันเสียใจกับการกระทำของเธอที่เธอนอกใจฉันจนฉันอยากจะร้องเพลง "น้ำตาจ่าโท" (ช่วงนั้นฉันขอบตาคล้ำขึ้นด้วยล่ะ)
แต่ฉันก็คิดไม่ออกจริง ๆ หมีแพนด้าในประเทศไทยก็มีแค่เธอกับฉันเท่านั้น ฉันเองก็ไม่เคยอะไรกับเธอ แค่เกือบไปครั้งนึงเท่านั้น
พูดถึงเรื่องนี้ ฉันเองต้องขอโทษเธอสำหรับวันนั้นด้วยนะ วันที่ฉันเกือบล่วงเกินเธอไป อารมณ์ชั่ววูบเกือบจะทำพรหมจารีย์เธอพินาศ
หลินฮุ่ย เธอรู้ใช่มั้ยว่าตอนฉันอยู่ที่เมืองจีน ฉันได้รับสมญาจากหมีสาวทั้งหลายว่า "ช่วง ช่วง ร้อยลีลา" หรือไม่ก็ "คาสแนนด้า" ดังนั้น เรื่องอย่างว่าเนี่ย ฉันไม่เป็นรองหมีแพนด้าใดในโลกอยู่แล้วล่ะ เรื่องตลกอยู่ที่หลังจากนี้ เธอรู้มั้ยว่าพวกมนุษย์แก้ปัญหาเรื่องนี้ยังไง
พวกมนุษย์เอาหนังโป๊หมีแพนด้าให้ฉันดู !!
พวกมนุษย์นอกจากจะมีคลิปแอบถ่ายพวกเดียวกันเองแล้ว ยังจะมาแอบถ่ายหมีแพนด้าอีก
อนิจจา มนุษย์ พวกมันเป็นอะไรมากมั้ยเนี่ย!!
มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังค้างคาใจ
ถามเธอตรง ๆ แล้วกันนะ

หมีตัวไหนเป็นพ่อของลูกเธอ??

ยังไงก็ตามฉันร้อนใจกับเรื่องนี้มาก
หวังว่าเธอคงรีบตอบกลับนะ ฉันไม่อยากตาคล้ำไปมากกว่านี้

I look forward to hearing from you na.
คิดถึง..........จนเธอคิดไม่ถึงเลยล่ะ

จาก ช่วง ช่วง ในห้วงหฤทัย

พ.ล. (แพนด้าลิขิต)

ฉันว่าวันที่ 12 สิงหาคมนี้ พวกมนุษย์ต้องให้ลูกเธอมามอบดอกมะลิกับเธอแน่ ๆ
พนันกับฉันมั้ยล่ะ...

*******************************************************************************************



จดหมายรักจากหลินฮุ่ย


ที่อยู่
โซนจัดแสดงแพนด้าแห่งสวนสัตว์เชียงใหม่

วันที่เคลื่อน เดือนที่หนี ปีที่ผ่าน


ฉันเห็น จดหมายฉบับที่แล้ว เธอทักทายฉันด้วยคำว่า "สวัสดี" แบบพวกมนุษย์แล้วฉันรู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเลย ฉันไม่อยากให้เธอรับค่านิยมของพวกมนุษย์มากจนเกินไป พวกเราเป็นหมีก็ไม่ควรลืมกำพืดหมี พวกเราก็น่าจะต้องอนุรักษ์ภาษาหมีเราไว้ อย่าให้ภาษาหมีของเราต้องวิบัติเหมือนกับภาษามนุษย์เลยเนอะ
ต้องขอโทษเธอด้วยนะที่ฉันตอบจดหมายเธอช้าไปหน่อยต้องสาละวนอยู่กับการเลี้ยงลูก ลูกสาวของเรากำลังซนเลยทีเดียว
อ้อ พอพูดถึงเรื่องลูกแล้วนึกได้
จากจดหมายฉบับที่แล้วที่เธอส่งมาถามฉันว่า "ใครเป็นพ่อของลูกหมี"
โถ โถ โถ โถ โถ โถ..........ช่วงช่วง ผู้น่าสงสาร
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่มีใครบอกเธอเลยเหรอเนี่ย ว่า "เธอนี่แหละ ที่เป็นพ่อของเด็ก"
ฉันเองไม่ถือโทษโกรธเธอหรอกนะที่เธอไม่รู้ว่าลูกหมีตัวนี้เป็นลูกของเธอ
เพราะตอนแรก.....ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน
ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าฉันท้อง
ฉันไม่รู้จนกระทั่งวันที่หมีน้อยตัวนี้ไหลปรุ๊ดออกมาจากหมีใหญ่ (ฉันหมายถึงตัวฉันเอง อย่าคิดลึก)
ตอนนั้นฉันงงมากว่าฉันมีลูกได้ยังไง เพราะตั้งแต่เล็กจนโตฉันก็ไม่เคยปั่มปั๊มกับหมีตัวไหน ฉันยังรักษาพรหมจรรย์อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเสมอมาจนกระทั่งวันนี้
ฉันนอนนึกถึงเรื่องนี้อยู่หลายคืน ว่าไอ้หมีน้อยตัวนี้มันมาอยู่ในท้องฉันได้ยังไง มีใครเล่นคุณไสยเสกหมีเข้าท้องฉันรึเปล่า
แล้วคืนที่ 10 ฉันก็ได้รับคำตอบ
ต้องเป็นฝีมือของพวกมนุษย์แน่ ๆ

อุ๊ย ขอโทษอีกทีนะจ๊ะ ช่วงช่วง ฉันเผลอเข้าโหมดเครียดอีกแล้ว (ฉันใช้ศัพท์วัยรุ่นไหม ฮิฮิ)
ตอนนี้ฉันเครียด ๆ น่ะ ไหนจะต้องเลี้ยงลูกของเราที่กำลังซน ไหนจะต้องรับมือกับพวกมนุษย์ที่เข้ามารบกวนฉันทั้งเช้าทั้งเย็น

เธอรู้มั้ย พวกมันเอาลูกของเราไปวัดส้นตีนทุกวันเลย

ฉันไม่ได้หยาบคายนะจ๊ะ ช่วงช่วง
พวกมนุษย์เอาลูกของเราไปวัดส้นตีนจริง ๆ ไม่รู้ว่าจะไปวัดทำส้นตีนอะไร
จดบันทึกทุกวัน ว่า ส้นตีนลูกเรายาวขึ้นเท่าไร ลืมตาซ้ายเมื่อไร ลืมตาขวาเมื่อไร ลืมตาไหนก่อนกัน ลืมตาซ้ายขวาห่างกันกี่วันฃ วันนี้ลูกเราขนขึ้นที่ไหน ขนสีขาวหรือสีดำ ขนตรงหรือหยักศก ฯลฯ
ช่วงช่วง เธอคิดว่าพวกมนุษย์ วื่นวือ มั้ย
ในฐานะที่ฉันเป็นแม่ ฉัน โคตร ดีใจเลยแหละที่มีมนุษย์สนใจตั้งชื่อให้ลูกเราขนาดนี้
บางชื่อฉันว่ามันก็น่ารักดีหรอก แต่บางชื่อนี่สิ คิดมาได้ไง
มีใบนึงตั้งชื่อลูกของเราว่า "เห็น"
ทุเรศ ใช้อะไรคิดเนี่ย จะเรียกหมีเห็น ๆ เนี่ยนะ น่าเกลียดแย่ ลูกเราเป็นผู้หญิงซะด้วย
จะตั้งชื่ออะไรก็ตามเถอะ ขออย่างเดียว หวังว่าคงไม่มีมนุษย์คนไหนเอาวันเดือนปีเกิดของลูกเราไปให้พระที่วัดตั้งชื่อให้นะ
ฉันกลัวบาป
เอาล่ะ ในที่สุดก็มี 4 ชื่อที่ได้เข้ารอบนั่นก็คือ

1.
ขวัญไทย ฉันไม่ชอบชื่อนี้เลยอ่ะ ฉันว่าไอ้ชื่อ "ขวัญไทย" เนี่ย มันเหมือนชื่อนิตยสารแสดงแบบชุดผ้าไหมมากกว่าชื่อหมีแพนด้านะ
2.
ไทยจีน อื้อ หือ ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ เลยล่ะ จีนส่งหมีมาไทย เลยชื่อไทยจีน
3.
หญิง หญิง ฉันไม่ค่อยชอบชื่อนี้นะ มันธรรมดาไป
4.
หลินปิง มนุษย์โหวตชื่อนี้กันแหละ เธอชอบมั้ย ฉันเฉย ๆ

พ่อชื่อช่วงช่วง แม่ชื่อหลินฮุ่ย ลูกของเราก็น่าจะชื่อ "ชุ่ยชุ่ย"


นี่ ๆ ฉันมีเรื่องตลกจะเล่าให้เธอฟังด้วยล่ะ
เธอรู้มั้ยว่าพวกมนุษย์ทำให้ลูกสาวของเรารู้จักเธอได้ยังไง

ติ้ก ต้อก ติ้ก ต้อก ติ้ก ต้อก

พอแระ ฉันให้เวลาเธอแค่นี้ ฉันเหนื่อย
เฉลยก็คือ
พวกมนุษย์ติดรูปเธอไว้รอบ ๆ กรง เพื่อให้ลูกของเรารู้จักและคุ้นเคยกับเธอ
อนิจจา ปาจิงโกะ พวกมันคิดได้ไงเนี่ย!!
เธอรู้มั้ยหลังจากวันที่เธอได้เจอลูก พวกมนุษย์ลงข่าวในวันรุ่งขึ้นว่าอะไร



"
แพนด้าน้อยปลื้มใจ พบหน้าพ่อ"




ไอ้ห่า แพนด้านะ ไม่ใช่น้องเคอิโง๊ะ มาปลื้มใจพบหน้าพ่อเนี่ย
ชั้นล่ะเบื่อพวกมนุษย์จริง ๆ

ไม่ต้องส่งกลับมาแล้วนะ
ฉันว่าพอถึงภาค 3 มันคงไม่ขำแล้วล่ะ

รักไม่แพ้ รักไม่ชนะ..........ก็ "รักเสมอ" ไง

จาก หลินฮุ่ย
ตะลุยเรื่องรัก

พ.ล. (แพนด้าลิขิต)

ฮิ ฮิ เธอแพ้พนันฉันแหละ
เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา พวกมนุษย์ไม่ได้จับลูกของเรามาให้ดอกมะลิฉัน (ฉันว่าถ้าทำ ก็เกินไปจริง ๆ แหละ)
พวกมนุษย์แค่ยกย่องให้ฉันเป็น "แม่ตัวอย่าง" เท่านั้นเอง
เธอช่วยคิดหน่อยสิว่า ฉันควรเป็นตัวอย่างให้กับคนหรือหมีดี
ฉันงง
เฮ้อ!! มนุษย์จริง ๆ

เป็นไปตามคาด

ที่มา thaifreenews

วิเคราะห์ข่าวโดย UDD Billy Thailand
ที่มา Hi 5 Thaifreenews

เป็นไปตามคาด รู้ทันอภิสิทธิ์ คิดทันกัน รู้ทันแผนการเหล่าอำมาตย์

ข่าววงใน ไม่ขอเปิดเผยที่มาของข่าว หรือถ้าไม่มีข่าว ชาวเสื้อแดงก็คงคาดเดาได้ล่วงหน้าได้ว่า...
"คดีต่าง ๆ จะเป็นไปตามคาด " และการถวายฎีกา การยื่นหัวข้อกฎหมายต่าง ๆ ของกลุ่มอำนาจเดิมของท่านทักษิณ โดยนปช. หรือผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
จะถูกขวางกั้นทุกวิถีทาง แบบถอนรากถอนโคนกันเลยทีเดียว..

ขณะเดียวกัน กลุ่มแนวหน้า เพื่อสร้างสถานการณ์ (พธม.) ที่ทำให้กลุ่มอำนาจเก่าท่านทักษิณ ต้องรับกับวิบากกรรมทางการเมืองโดยการมีส่วนร่วมจากการปฏิวัติซ่อนรูป เตรียมการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนของเหล่าอำมาตย์
โดยจะไม่สนใจเรื่องประชาธิปไตยตามตัวบทกฎหมายนั้น คดีต่าง ๆ ของกลุ่มอำมาตย์ จะทำให้เป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ระบุโทษ เสียค่าปรับ หรือความผิดเล็กน้อยเท่านั้น

แผนต่อไป ! ที่อุบัตขึ้น คือ จะคงยังนำการเมืองใหม่มาใช้โดยทุกอำนาจมาจากการสรรหา พูดง่าย ๆ มาจากเลือกเข้ามาเองโดยกลุ่มอำมาตย์ เพราะต่อไปการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย อ้างเหตุว่าประเทศไทยไม่เหมาะสมกับการใช้ระบอบเดิม
เราเห็นว่าเขาจะพยายามนำระบบแบบเก่า คืออนาตยาธิปไตยมาใช้ และอ้างชาวโลกว่าเป็นประชาธิปไตย..

ถ้าท่านได้กลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยคณะราษฎร ปี 2475 ต้องการเห็นอนาคตประเทศไทยมีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นอย่างเต็มใบ..

***************************************
ขอหยิบคำกล่าวของนายปรีดี พพนมยงค์ . .

คำว่า ประชาธิปไตย ประกอบไปด้วยคำว่า ประชา หมายถึง “ หมู่คน คือ ปวงชน ”
กับคำว่า อธิปไตย หมายถึง “ ความเป็นใหญ่ ”

“ คำว่าประชาธิปไตย จึงหมายถึง ความเป็นใหญ่ของปวงชน ”

****************************************

ไม่ว่าเรื่องคดีความ ความยุติธรรมในสังคม ความเท่าเทียม มาตรฐานของกฎหมายที่ถูกใช้ จากที่เกิดขึ้นในหน่วยงานกระทรวง ทบวงกรม และที่เกิดขึ้นจากที่ผ่านมา และอนาคตอันใกล้นี้

มันก็ไม่ผิดไปตามความคาดหมาย ใช่ไหมครับ..:"Thaifreenews cyber warrior":!

เราจงอดทน ! แต่อย่าให้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่อง..เหตุการณ์ปกติ !

และเหตุการณ์จะสร้างคนครับ ท่านทักษิณ กลายเป็นผู้นำจิตวิญญาณของเหล่าชนชั้นรากหญ้า ในระบอบประชาธิปไตย ยุคปี 2000 ไปแล้ว !

ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกถึงการต่อสู้ของประชาชนส่วนมากของประเทศ กับพวกคนชนชั้นที่เรียกตัวเองว่ามีความรู้ (ซึ่งความรู้มีไว้กดขี่ เอาเปรียบคนอื่น ทำผิดอย่างไรก็ถือว่าเป็นถูก.. ทำดีไปหมด คนอื่นทำทุกอย่างอ้างคือการทำชั่ว..)

ประวัติศาสตร์ ทางการเมืองทุกยุกทุกสมัยสอนเราครับ.. จึงทำให้ประชาชนตื่นตัว และเข้มแข็ง ขอให้ชาวประชาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน..!..


- ข่าวสารวันนี้จากเรา..ขอพูดคุยกับท่านเพื่อนอุดมการณ์เดียวกันกับเรา เพราะบางครั้งเราก็รู้สึกเกรงใจ เข้าไปเยี่ยมโปรไฟล์บางท่านพบว่า.....
คอมเมนต์เราไปแทนที่คอมเมนต์คนอื่นเต็มหน้าโปรไฟล์ !

โดยจุดประสงค์
เรา. ต้องการให้เพื่อนอุดมการณ์เดียวกันได้อ่าน และเพื่อนของท่านที่เข้าไปในโปรไฟล์ได้รับข่าวสารความจริงจากเรา

เราอาจลดการคอมเมนต์ และขอสรุปข่าวให้ท่านเป็นรายสัปดาห์ ขอขอบคุณท่าน:"Thaifreenews cyber warrior": ให้กำลังใจเสมอมา

วันนี้ตราชูไม่ใช่เครื่องหมายประกาศความบริสุทธิยุติธรรมอีกแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

นักเรียนกฎหมายทุกคนเมื่อเริ่มเข้าเรียนคณะนิติศาสตร์ ส่วนใหญ่จะรู้จักเพลงประจำคณะที่ร้องกันทั่วไปว่า

ตราชู สัญลักษณ์นิติศาสตร์ เป็นเครื่องหมายประกาศ ความบริสุทธิและยุติธรรม
นิติศาสตร์ เป็นสมบัติแห่งธรรม พวกเราสุขล้ำเป็นผู้นำความยุติธรรมไปพิทักษ์ประชากร

คำถามก็คือ วันนี้นักกฎหมายไทยลืมความหมายของเพลงประจำคณะเพลงนี้ไปแล้วหรือ? สถาบันทางกฎหมายของเมืองไทยจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์กันถึงขนาดที่ว่า สั่งได้ หรือ จัดให้ได้ ตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ก็มีการประกาศและทำกันเปิดเผยให้ได้ยินไปทั่ว คนอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังสามารถทำนายทายทักผลการตัดสินคดีได้แบบตรงเผงล่วงหน้า หลายคดีย่ำยีหลักการพื้นฐานของกฎหมาย เช่น แค่อาจจะ ก็ถือว่าผิด ทั้งที่หลักกฎหมายสากลนั้น จำเลยต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ แต่ในขณะที่บางคดีชัดเจนทั้งด้วยหลักฐานและพยานมากมายกลับยึดหลักนี้เสียเคร่งครัด รวมไปถึงการวินิจฉัยสิ่งที่ตอนทำไม่มีกฎหมายบัญญัติว่ามีโืทษ แต่ลงโทษได้ย้อนหลัง ซึ่งในยุคสงครามโลกครั้งที่สองนั้น พรบ.อาชญากรสงครามซึ่งบัญญัติขึ้นหลังสงคราม ศาลตีความว่าไม่อาจบังคับได้เพราะถือเป็นกฎหมายย้อนหลัง แต่วันนี้กฎหมายที่บัญญัติขึ้นโดยสภาเผด็จการ ของ คมช. แท้ ๆ กลับถูกตุลาการรัฐธรรมนูญนำมาใช้ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทยได้ ทั้งที่เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าที่จะมีกฎหมายฉบับนี้ คนพวกที่ตัดสินแม้จะเรียกตัวเองว่าตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนก็มาจากขบวนการยุติธรรมทั้งนั้น คดีมโนสาเร่ที่ภรรยาไม่ผิดแต่สามียังถูกลงโทษทั้ง ๆ ที่เพียง แต่อนุมัติตามหลักกฎหมายครอบครัวที่ยึดถือกันทั่วโลก ฯลฯ

ในอดีตประชาชนล้วนชื่นชมกับบรรดาตุลาการที่มีเมตตาธรรมและเที่ยงตรงที่พบเห็นกันสม่ำเสมอ ทุกข้อวินิจฉัยล้วนมีหลักการเหตุผล ยึดถือนิติธรรมเป็นหลักเกณฑ์ บางเรื่องบางคราวก็ยังใช้หลักการพื้นฐานแห่งความเป็นธรรมในสังคมเป็นข้อกำหนด ไม่ได้มุ่งจะทำร้ายทำลายใคร เห็นใจผู้ด้อยโอกาสอยู่เสมอ ประชาชนล้วนเคยยอมรับกันว่าคนส่วนใหญ่ในสายงานยุติธรรมเป็นคนดีมีศีลธรรม แต่สองสามปีที่ผ่านมานี้คนจำนวนน้อยนิดที่ได้อำนาจในขบวนการนี้กลับทำลายความชื่นชมเหล่านั้นลงพินาศย่อยยับ เรื่องที่ทำหลายเรื่องก็น่าเกลียดจนคนธรรมดาไม่ต้องมีพื้นฐานทางกฎหมายยังรับกันไม่ได้ ประชาชนไทยวันนี้ได้แต่ตั้งตารอว่าเมื่อใดความถูกต้องเป็นธรรมจะกลับคืนสู่วงการยุติธรรมเสียที

ขอเรียกร้องให้นักกฎหมายผู้รักความถูกต้องออกมาขับไล่ลงโทษคนชั่วช้าที่ทำลายศักดิ์ศรีของกฎหมายรวมทั้งพวกองค์กรอิสระที่ส่วนใหญ่ก็เป็นนักกฎหมายไปเสียให้พ้น คนเหล่านั้นที่จริงวันนี้กำลังมาถึงช่วงปลายแห่งความผยองของพวกมันแล้ว เพราะแม้แต่อำนาจแฝงเร้นที่อยู่เบื้องหลังพวกมันเองก็ยังผจญวิบากกรรมกันถ้วนทั่ว จนไม่อาจสู้หน้าประชาชนได้แล้ว ถือเป็นหน้าที่ของคนในวงการที่ยึดมั่นความถูกต้องเป็นธรรมจะต้องออกมาประกาศตนนำความถูกต้องกลับมา อัยการเริ่มประกาศตนแล้ว ทนายความจำนวนมากก็ต่อต้าน ตุลาการมากมายก็ไม่พอใจ แต่แค่รู้สึกอย่างเดียวไม่พอ ต้องออกมาสื่อความไม่พอใจให้สาธารณชนทราบด้วย เพราะไม่เช่นนั้นท่านก็จะเปรียบได้ดั่งหนอนในกองคูถที่ต้องร่วมเปรอะเปื้อนไปกับสิ่งสกปรกที่อยู่รอบตัวท่านเท่านั้น

ตราชูจะได้กลับมาเป็นเครื่องหมายประกาศความบริสุทธิยุติธรรมกันอย่างที่พึงเป็นเสียที

จะพอเพียงกันแบบไหน ในเมื่อคนไทยยังหาได้ไม่พอกิน !

ที่มา Thai E-News


โดย จั่นเจา เอ็มไทย
4 ตุลาคม 2552

อันที่จริงแล้วแนวพระราชดำริแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยนั้น มันเป็นแนวคิดที่ง่าย ๆ ตรงไปตรงมา

ที่แปลความหมายได้ว่าอย่าทำอะไรเกินตัว จงรู้จักประเมินและประมาณตัวเอง เช่นมีเงินร้อยบาทก็อย่าใช้ให้หมดร้อย หรืออย่างมากที่สุดก็อย่าให้เกินร้อยบาทที่ตัวเองมีแล้วต้องไปเป็นหนี้เป็นสินคนอื่นเขา เท่านั้นเอง

ง่าย ๆ เท่านี้จริง ๆ ง่ายทั้งการทำความเข้าใจและง่ายทั้งการปฏิบัติ ใครที่ปฏิบัติตามได้รับรองชีวิตไม่ขัดสนและอับจนอย่างแน่นอน

ไม่เห็นจำเป็นต้องพากันไปตีความให้ยุ่งยากวุ่นวาย ที่ยกเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงกันมาอ้างทุกวันนี้ ก็เพียงเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันตัวเองและใช้ในการทำลายล้างคนอื่นก็เท่านั้นเอง ( อันนี้หมายเหตุไปเลยว่าฝ่ายอ้างก็คือคมช. รัฐบาล และแนวร่วมล่มชาติทั้งหลาย ส่วนฝ่ายที่ถูกทำลายล้างก็คือทักษิณ ชินวัตร )

อันที่จริงแล้ว ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่มีสำนึกไม่ใช่พวกฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมจนเกินพอดีนั้น ต่างก็ไม่มีใครอยากจะใช้จ่ายเกินตัว หรืออยากมีหนี้มีสินให้ต้องปวดหัวกัน ทุกคนอยากจะมีชีวิตพอเพียงกันทั้งนั้น

แต่ปัญหาก็คืออยู่ว่าจะพอเพียงกันได้ยังไง ในเมื่อทุกวันมันยังไม่พอกินเอาซะเลย ลูกเมียยังต้องหน้าหมองอดอยากปากแห้งเพราะรายได้ในครอบครัวมันชักหน้าไม่ถึงหลัง ก็เป็นประชาชนคนชั้นรากหญ้าที่ไม่เคยลืมตาอ้าปากได้ในยุคใดสมัยไหน

(นอกจากในยุคนายกฯติดดินอย่างนายกทักษิณเท่านั้น แต่ก็ถูกอ้ายพวกกบฏแผ่นดินมันทำลายความฝันสิ้นลงไปแล้ว )

ว่าก็ว่าเถอะ ไอ้พวกที่ยกเอาคำว่าพอเพียงมาหากินอยู่ทุกวัน วันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอนนั้น ก็ไม่เห็นจะมีหน้าไหนที่จะเคยสัมผัสกับว่า" ไม่พอกิน " กันเลยสักราย แต่ละคนถ้าไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ( โจร ) ที่เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เป็นลูกคุณหนูที่จับไม้กวาดไม่เป็นสะกดคำว่า"อด"ไม่ถูกอย่างไอ้มาร์ค ก็เป็นข้าราชการตุลาการชั้นผู้ใหญ่ที่เพียบพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สินเงินทอง ( แต่หลังบ้านไหงยังอยากจะไปโกงคนอื่นอยู่อีก ) อย่างนายจรัญ รัญไร ที่เป็นแม่งมันเกือบจะทุกตำแหน่งในประเทศนี้อยู่แล้ว และแต่ละตำแหน่งก็กินเงินเดือนเป็นแสนเป็นล้าน

เออ..พวกเอ็งก็พร่ำพล่ามได้สิวะว่าพอเพียง ๆ ก็แต่ละตัวมีเงินทองเป็นถุงเป็นถังเป็นสิบ ๆ ล้านกันทั้งนั้น แล้วชาวบ้านอย่างพวกกูที่จะกินให้ครบสามมื้อยังลำบากยากเย็น แม้อยากจะพอเพียงแค่ไหนมันก็ทำไม่ได้ตราบใดที่มันยังไม่พอกินอยู่อย่างนี้

ในฐานะที่พวกเอ็งเป็นผู้บริหารประเทศช่วยลงมาดูแลชาวบ้านให้เขาลืมตาอ้าปากกันได้เสียก่อนดีไหม พวกเขามีพอกินเมื่อไหร่เขาก็พอเพียงได้เมื่อนั้นแหละ อย่ามามัวแต่พร่ำเพ้อละเมอพกให้เหม็นขี้ปากอยู่อย่างนี้เลย อุดมคตินั้นมันไม่ทำให้ท้องหายหิวได้หรอกวะ

อันที่จริงแล้วรัฐบาลที่อ้างว่าพอเพียงอย่างพวกเอ็งนั้นมันก็ไม่เห็นจะพอเพียงอะไรอย่างปากว่าหรอก ก็ดูงบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นมหาศาลบานตะไททั้ง ๆ ที่ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามแต่ประการใด ชาวบ้านจะพากันอดตายเสือกไม่สน

เห็นมีอย่างเดียวเท่านั้นแหละที่พวกเอ็งพอเพียงกัน คือการใช้สมองและสติปัญญาในการบริหารประเทศกันอย่างประหยัดเหลือกัน

เช่นการไปยุบไอทีวีที่มีรายได้นับเข้ารัฐนับพันล้านต่อปีทิ้ง เพื่อจะเอาไปทำทีวีสาธารณะตะบักตะบวยอะไรนั่น ( ที่เป็นจริงได้แต่ในความฝัน ) โดยรัฐบาลต้องเอาเงินเกือบสองพันล้านไปจ่ายเพื่อการบริหารสถานีแทน ( เวร ! โง่แล้วเสือกอวดฉลาด )

หรือการที่จะทำระบบรางรถไฟฟ้าที่สุดแสนจะก้าวหน้าเพียงเพื่อจะเอารถไฟดีเซลรางมาวิ่ง ( !!! )

เออหนอ..จำกัดจำเขี่ยและพอเพียงจริง ๆ เลยมันสมองของพวกมึง !

หมายเหตุ**บทความชิ้นนี้ได้รับการปรับปรุง แก้ไข ให้เข้ากับยุคสมัยจากต้นฉบับที่ผมเขียนไว้ในยุคคมช.เรืองอำนาจ และความจริงต่าง ๆ หลังม่านยังไม่เปิดเผยออกมาแจ่มแจ้งแดงแจ๋ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นข้อเขียนบางคำจึงอาจจะยังมีลักษณะเชิดชูบูชาสำหรับบางสิ่งบางอย่างเหมือนกับคนไทยที่ถูกปลูกฝังและล้างสมองมานาน

แต่ปัจจุบันหัวใจมันได้ตายด้านจากบางสิ่งบางอย่างที่ว่านั้นจนไม่เหลือแม้แต่นิดเดียว !

จักรภพ เพ็ญแข : อำมาตย์ไม่หยุด !

ที่มา Thai E-News

จาก คอลัมน์ ผมเป็นข้าราษฎร
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 18
โดย จักรภพ เพ็ญแข

ผู้ใหญ่หลายท่านเตือนผมว่า ใจเย็นๆ ระบอบอำมาตยาธิปไตย คือสิ่งที่ฝืนกงล้อประวัติศาสตร์อยู่แล้ว รอเวลาอย่างเดียว ฝ่ายประชาธิปไตยก็จะชนะ และคนทุกชั้นในประเทศไทย จะได้รับประชาธิปไตยอันแท้จริง

แทรกไว้ สักนิด เพื่อให้เราตีความ ประชาธิปไตยอันแท้จริงให้ตรงกัน

สำหรับผม คำๆ นี้หมายถึง ระบอบการปกครองที่ประชาชนส่วนใหญ่ หรือปวงชนมีอำนาจสูงสุด โดยไม่มีอำนาจลับหรือเปิดเผยใดๆ สูงไปกว่า

ระบอบประชาธิปไตยที่แท้ ต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น อำนาจอธิปไตย เป็นของ ประชา โดยไม่ต้องมีวงเล็บอะไรต่อท้าย ถือว่าจบข่าว

ผม อยากจะเชื่อคำเตือนของท่านผู้ใหญ่ใจจะขาด ผมอยากจะคิดอย่างท่านว่า ป่าดงพงไพร ย่อมมีกลไกในการเปลี่ยนแปลงของตนเอง เมื่อใดที่ใบไม้สีเหลืองปลิดร่วงไป ใบไม้สีเขียวใบใหม่ก็จะรับแสงแทน คงไม่มีใครอยากเดินข้ามภูเขาทุรกันดาร ผ่านสิงห์สาราสัตว์และหลุมพราง หากมีถนนดีๆ ให้เดินสู่ที่หมาย

แต่ผมก็ได้รับรู้เรื่องราวแบบที่ จะเล่าต่อไปนี้ ทำให้ปลงใจยาก ทั้งที่เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ในกระแสธารของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยเท่านั้นเอง

เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ได้มีการตั้งกองพลทหารม้าที่ ๓ ณ ค่ายติณสูลานนท์ จังหวัดขอนแก่นใช้งบประมาณแผ่นดินหนึ่งแสนล้านบาท ในระยะ ๑๐ ปี เฉลี่ยแล้วปีละหนึ่งหมื่นล้านบาท

เสมือน เป็นของขวัญวันเกิดแก่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ครบ ๘๙ ปี ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย เพราะมีมูลค่าหนึ่งแสนล้านบาทต่อหนึ่งชิ้น ค่าคอมมิชชั่นจะเป็นของใครอย่างไรบ้าง ขอให้ไปล้วงกันเอาเอง ผมไม่ได้ใส่ใจนักในประเด็นนี้

ประเด็น คือจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ ๓ ที่ว่านี้ขึ้นมาทำไม ในประเทศที่กำลังทรุดโทรมและยากจนลงเรื่อยๆ แถมยังเป็นประเทศที่เขายกให้เป็นประธานสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ซึ่งเน้นการร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ และความมั่นคงระหว่างกัน

เพราะความคิดที่เอะอะก็จะรบกันนั้น คือความฟุ้งซ่านโดยแท้

กองพลทหารม้าใหม่เอี่ยมที่จังหวัดขอนแก่น มีประโยชน์อะไรหรือไม่ กับปัญหาความมั่นคงอันดับหนึ่ง อย่าง ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ที่แรงขึ้นทุกขณะ

ถ้าจะรักษาความมั่นคงกันจริงๆ เอาเงินบางส่วนของหนึ่งแสนล้าน ไปขยายกองกำลังทหารพรานประจำถิ่นในพื้นที่ ไม่ดีกว่าหรือ?

ปัญหาคือ เรื่องแบบนี้ เขาไม่ได้ตั้งขึ้นมาประดับบารมี ของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยเฉพาะหรอกครับ อย่าเพิ่งไปโกรธใส่คุณเปรมเพียงคนเดียว

งานนี้ เขาเตรียมไว้ใช้ในงานรัฐประหาร ซึ่งคุณเปรมเป็นเพียงหลงจู๊

ฐานมวลชนสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย คือ อีสาน ซึ่งเป็นบริเวณที่อำมาตย์พยายามสร้างรอยจารึกเอาไว้มาก แต่เมื่อเกิดรอยรัฐบาลทักษิณขึ้นแล้ว หกปี ก็กลายเป็นรอยลึกที่อำมาตย์ผู้มาภายหลัง ไม่สามารถกลบหรือลบรอยได้อีกเลย

เพราะเป็นครั้งแรก ที่คนอีสานที่ถูก กัก ให้ยากจนมานาน ตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ได้รู้ว่า กูก็เป็นมนุษย์เหมือนคนไทยภาคอื่นๆ เขาเหมือนกัน และมีสิทธิ์เรื่องการรักษาพยาบาล เงินกู้สำหรับคนจน ทุนการศึกษาลูกหลาน และอื่นๆ อย่างที่ไม่นึกว่า ชาตินี้จะมี

ในที่สุดชาวอีสาน ก็ลบภาพมายาที่ฝ่ายอำมาตย์สร้างไว้ แบบช้างเหยียบนาพระยาเหยียบเมือง ถึงขนาดทวงบุญคุณเสียจนใช้คืนไม่หวาดไหว และหันมาสวมกอดประชาชนธรรมดาด้วยกัน ที่เขายกขึ้นเป็นรัฐบาลบริหารบ้านเมือง โดยผ่านการเลือกตั้งแทน

พอมาปล้นของเขาไป ราษฎรเขาก็พร้อมจะต่อสู้ชิงคืนฝ่าย อำมาตย์เขาก็รู้เรื่องนี้ดี ด้วยความช่ำชองเกมอำนาจ ยึดบ้านยึดเมือง เขาจึงเดินหน้าเตรียมกำลังทหารพร้อมอาวุธเพิ่มเติม ในงานควบคุมฝูงชนที่เขารู้สึกว่า บัดนี้ไม่จงรักภักดีต่อตัวเขา แถมยังมีพฤติกรรม กระด้างกระเดื่อง

ยึดอำนาจครั้งต่อไป หมายความว่า ฝ่ายอำมาตย์จะต้องควบคุมมวลชนในอีสานและเหนือ ตลอดจนบางส่วนของภาคกลางให้ได้

หนึ่งแสนล้านบาท จะไปใช้ทำอะไรที่อีสาน ในเงื่อนไขการเมืองโลกในปัจจุบัน หากไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองว่า ใครคือผู้ปกครอง และใครคือผู้ถูกปกครอง หรือจะพูดว่า ใครคือผู้ดี ใครคือขี้ข้า ก็ยังได้

ผม มักจะตอบความปรารถนาดีของท่านที่เตือนเสมอว่า ไม่ได้อยากเอาหัวชนกำแพงเล่นหรอกครับ แต่มันมีความแตกต่างกันจริงๆ ระหว่าง อำมาตย์ กับ ระบอบอำมาตยาธิปไตย

อำมาตย์ใกล้จะปลิดร่วงไปตามเวลาและ ธรรมชาตินั้น เป็นความจริงโดยแท้ แต่ตัวอย่างที่ยกขึ้นมา บอกเราว่า ถึงตัวบุคคลหมดไป ระบอบของเขาก็ยังอยู่ โดยสรรหาบุคคลใหม่มาทำหน้าที่แทน จะทำหน้าที่ได้เท่าเทียมหรือด้อยกว่าอย่างไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เชื่อหรือครับว่า งบประมาณหนึ่งแสนล้านบาท ในเวลาสิบปีเต็ม เขากำหนดมาให้คนที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งได้ใช้

เขากำลังลงทุน เพื่อให้เกิดการทดแทนกัน เมื่อเวลาและธรรมชาติเข้าทำหน้าที่ของตน เพื่อให้เป็นเครื่องมือของคนกลุ่มใหม่ต่างหาก

เป้าหมายอันแท้จริง คือเพื่อคนทั้งหลาย ที่กำลังช่วงชิงกันอย่างหนัก เพื่อขึ้นมาแทนทั้งในระดับบนและระดับล่าง

กองพลทหารม้าที่ ๓ จังหวัดขอนแก่น เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ในการเตรียมการขนาดใหญ่ครั้งนี้

ใครช่วยเตรียมการบ้าง? ดูจากงบประมาณหนึ่งแสนล้านบาทก้อนนี้ก้อนเดียว ก็พอจะถอดรหัสออกแล้วครับ
๑. รัฐบาลประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์
๒. พรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคภูมิใจไทย ฯลฯ
๓. สำนักงบประมาณ
๔. ธนาคารแห่งประเทศไทย
๕. กระทรวงการคลัง
๖. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์
๗. สำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดิน และอื่นๆ อีกมากมาย

ข้อสรุปงานนี้ จึงมีเพียง ๒ ข้อเท่านั้นเอง
๑. อำมาตย์เก่าหมดไป อำมาตย์ใหม่ก็จะมา ตราบเท่าที่รังยังอยู่
๒. เครือข่ายของอำมาตย์ไม่ใช่คนสองคน แต่ใหญ่เท่าๆ กับประเทศไทยทั้งประเทศ
หรือใหญ่กว่า

งานขนาดนี้ นอนอยู่เฉยๆ รอให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้นเอง ไหวไหมล่ะครับ.