
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 ตุลาคม 2552
บทความชุด"วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย"เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทั้งหมด 10 ตอน สรุปสังเขปให้แล้วในตอนนี้ ท่านที่สนใจรายละเอียด โปรดคลิ้กที่หัวข้อแต่ละตอน โดยพลัน...
ตอนที่1:พระเจ้าปราสาททองตลุยเลือดโค่นบัลลังก์หลานพระนเรศวร
*เมื่อขุนนางใหญ่ผู้ซึ่งเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระเจ้าทรงธรรม(หลานพระนเรศวรมหาราช)ปราบดาภิเษกในบั้นปลายรัชกาลอย่างนอดเลือด ด้วยการประหารชีวิตน้องชายพระเจ้าทรงธรรม,กษัตริย์ที่เป็นพระโอรสพระเจ้าทรงธรรมอีก2พระองค์ และรัชทายาทอีก2 รวมทั้งสังหารขุนนางอำนาจเก่า รวมถึงออกญาเสนาภิมุข ขุนนางชาวญี่ปุ่น แล้วขึ้นเป็นพระเจ้าปราสาททอง
ตอนที่2:สงครามกลางเมืองในบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง และการก่อการรัฐประหารของพระเพทราชา-พระเจ้าเสือในบั้นปลายรัชกาลพระนารายณ์มหาราช
*เสมือนกงเกวียนกำเกวียนเมื่อบั้นปลายรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง เจ้าฟ้าไชยพระราชโอรสองค์โตขึ้นเสวยราชย์ได้ไม่กี่วัน ก็ถูกน้องชายของพระองค์ร่วมมือกับสมเด็จพระนารายณ์ โอรสองค์เล็กยึดอำนาจประหารเจ้าฟ้าไชย จากนั้นก็เกิดสงครามกลางเมืองแย่งชิงกันต่อ จบด้วยชัยชนะของสมเด็จพระนารายณ์ แต่ครั้นบั้นปลายรัชกาล พระองค์ก็ถูกขุนนางใหญ่คือพระเพทราชา ร่วมมือกับโอรสลับคือพระเจ้าเสือยึดอำนาจนองเลือดอีกครั้ง รวมถึงการประหารชีวิตเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน นายกรัฐมนตรีของพระองค์
-ตอนที่3:ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ กรณีเจ้าสามพระยา และกรณีพระเจ้าเอกทัศน์VSระเจ้าอุทุมพร
*ศึกสายเลือดชิงราชบัลลังก์ในบั้นปลายรัชกาล มีมาแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา เมื่อเจ้าอ้ายพระยาชนช้างเจ้ายี่พระยา ตายทั้งคู่ สมบัติตกเป็นของตาอยู่คือเจ้าสามพระยา และก่อนเสียกรุงครั้งที่2พระเจ้าเอกทัศน์ทวงราชบัลลังก์พระเจ้าอุทุมพรจนราชอาณาจักรล่มสลาย แถมด้วยศึกกระหนาบข้างจากลูกสนมอีกทาง
-ตอนที่4:ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก
*อาจเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อที่ว่าพระเจ้าตากสินยกราชสมบัติให้พระยาจักรีสถาปนาราชวงศ์จักรี แล้วพระองค์ออกบวช เพื่อไม่ต้องใช้หนี้ที่ยืมเมืองจีนมากู้ชาติ เพราะมีหลักฐานว่า อาจมีการวางแผนกำจัดรัชทายาทของพระเจ้าตากอย่างแยบยล และตามมากำจัดรัชทายาทองค์สุดท้ายในปลายรัชกาลที่ 1
-ตอนที่5:ปัญหาสืบราชสมบัติระหว่างลูกมเหสีเอกVSลูกสนม
*ในบั้นปลายรัชกาลที่ 2 หากถือตามสทธิแล้วเจ้าฟ้ามงกุฎควรได้สิทธิสืบราชบัลลังก์ เพราะเป็นโอรสอันเกิดแต่พระมเหสีเอก ทว่าพระองค์เจ้าทับ ซึ่งเป็นโอรสเกิดแต่พระสนม แต่เนื่องจากได้กุมอำนาจการทหารและการเศรษฐกิจ ได้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์เป็นรัชกาลที่ 3 ขณะที่เจ้าฟ้ามงกุฎทรงผนวชหนีราชภัยยาวนาน 27 ปีตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อรัชกาลที่3จวนสวรรคต และจะยกราชสมบัติให้โอรสของพระองค์ ขุนนางสกุลบุนนาคได้ยึดอำนาจและทวงราชสมบัติให้ ทรงลาสึกออกมาเป็นรัชกาลที่4
-ตอนที่6:ยุวกษัตริย์กับบัลลังก์เลือด
*ปัญหาในบั้นปลายรัชกาลประการหนึ่งที่สำคัญคือ หลังพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนสวรรคตลงแล้วตั้งโอรสที่ยังทรงพระเยาว์เป็นกษัตริย์ มักเป็นความเปราะบางให้ถูกช่วงชิงอำนาจและถูกสำเร็จโทษประหารชีวิต นับจากพระเจ้าทองลัน ,พระรัษฐาธิราชกุมาร,พระยอดฟ้า,พระศรีเสาวภาคย์,พระเชษฐาธิราช,พระอาทิตยวงศ์ แต่บางพระองค์ก็ผ่านพ้นมาได้ด้วยกฤษฎาภินิหาร เช่น กรณีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
-ตอนที่ 7:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
*อย่างไรก็ตามยุวกษัตริย์อีกพระองค์ในสมัยรัชกาลที่8ไม่โชคดีเช่นรัชกาลที่ 5 ในหลวงรัชกาลที่ 8 เป็นยุวกษัตริย์อีกพระองค์ที่สวรรคตลง และเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 63 ปีเรื่องนี้ยังดูคลุมเครือ ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ร่วมสมัยพาย้อนกลับไปดูฉากในวันเกิดเหตุกรณีสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489
-ตอนที่ 8:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง
*ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นำเสนอข้อเสนอใหม่ที่คนไม่ยอมพูดถึงในกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 8 สาเหตุสวรรคตนั้นเกิดจากในหลวงอานันท์ฯยิงพระองค์เอง หรือถูกผู้อื่นยิง จะได้ก้าวพ้นวาทกรรมเรื่องปลงพระชนม์ที่คลุมเครือ
ตอนที่9:ไขปมปริศนากรณีสวรรคต
*เอกสารหลักฐานสืบเนื่องจากกรณีสวรรคต ทั้งเอกสารที่อ้างว่าปรีดี พนมยงค์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยและเป็นเหยื่อการเมืองตลอดชีวิตได้เขียนขึ้น โดยอ้างปากคำของเหยื่อผู้ถูกประหารชีวิตในคดีนี้ชี้ว่าใครอาจเป็นผู้ต้องสงสัยที่แท้จริง,เอกสารของนักการทูตอเมริกันที่บ่งบอกว่า ชนชั้นนำหลังกรณีสวรรคตนั้นอาจจะได้เตรียมสถาปนาพระองค์เจ้าจุมภฎฯขึ้นเป็นกษัตริย์ อันสะท้อนว่าในต้นรัชกาลที่9นั้นไม่ค่อยสู้มั่นคงดีนัก,รวมถึงการรื้อฟื้นคดีทั้งในรัฐบาลหลวงธำรงฯ และรัฐบาลจอมพลป. แต่ทั้งคู่ก็โดนยึดอำนาจเสียก่อน
ตอนจบ:ด้วยเดชะพระบารมี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
*เราก็ได้แต่หวังเช่นเดียวกับพสกนิกรผู้จงรักภักดีทั้งมวลว่า ในหลวงของปวงชนชาวไทยจะทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นขวัญกำลังใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจให้ปวงชนชาวไทยได้อยู่อาศัยใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารอย่างสุขสงบตลอดกาลนาน
กระนั้นก็ดีด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์ท่าน ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารไว้เป็นพระรัชทายาทแล้ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, October 4, 2009
ซีรีส์ชุดวิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาล ของราชอาณาจักรไทย 10 ตอนจบเต็มอิ่ม( มีสรุปย่อ )
Saturday, October 3, 2009
"พ.ต.ท.ทักษิณ" พร้อมกลับไทย หากเพื่อไทยชนะเลือกตั้งครั้งหน้า
ที่มา Voice TV
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินกับกลุ่มเสื้อแดงขอนแก่น ระบุหากเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส.เพื่อไทยชนะเกินครึ่ง ตนพร้อมกลับไทยทันที
แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ,นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร , นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคฯ เดินทางลงพื้นที่พบประชาชนเพื่อปราศรัยหาเสียง ที่วัดป่าชัยมงคล อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
โดย ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า “การเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพี่น้องเลือกพรรคเพื่อไทยเกินกึ่งหนึ่งจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งตนขอเป็นนายกรัฐมนตรีเพียง 6 เดือน เพื่อจะแก้กฎหมายนิรโทษกรรมและกฎหมายอภัยโทษ และภายใน 6 เดือนจะรับ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับบ้าน รอเพียงโอกาส จะเอารัฐธรรมนูญ 2540 มาใช้เท่านั้น ส่วนรัฐบาลชุดปัจุบันในขณะนี้ มีข้อเสีย 3 ข้อคือ 1. นายกรัฐมนตรีขาดภาวะผู้นำ เอาแต่เดินสายปาฐกถา 2.วัฒนธรรมของพรรคประชาธิปัตย์นั้นชอบเป็นฝ่ายค้าน พอมาเป็นรัฐบาลก็เอาแต่ทะเลาะกัน และ 3. ไม่มีนโยบายที่ชัดเจน สุดท้ายจึงกลายเป็นนโยบายปลากระป๋องเน่า และทุจริตชุมชนพอเพียง
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โฟนอินมาพุดคุยกับคนเสื้อแดงกว่าพันคนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากพรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง ตนเองพร้อมเดินทางกลับประเทศทันที เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินของประชาชน อย่างไรก็ดี พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวว่าตนเป็นหนี้บุญคุณประชาชนที่เคยเลือกตนเองมาเป็นรัฐบาล
ด้านนายสมชาย กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันเกิดจากการไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพประชาธิปไตย เข้ามาบริหารประเทศไม่ได้ คงต้องรอให้พรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลแล้วแก้ปัญหา
จตุพร ระบุ พล.อ.ชวลิต มาเติมเต็มให้ พท.
ที่มา MCOT News
ขอนแก่น 2 ต.ค.- นายจุตพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า พล.อ.ชวลิต จะมาช่วยเติมเต็มในหลายส่วนที่พรรคขาดหายไป เพราะ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้มีบารมี มีประสบการณ์ในการทำงานมาอย่างยาวนาน จะช่วยพัฒนาพรรคได้อย่างดี
“เชื่อว่าเมื่อ พล.อ.ชวลิต เข้ามาทำงานแล้ว แนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ในสังคมคงจะเกิดขึ้น เพราะ พล.อ.ชวลิต เคยมีประสบการณ์ในการดูแลปัญหาเหล่านี้มาก่อน และยังเคยเป็นตัวแทนรัฐบาลไทยไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อครั้งมีข้อพิพาทจนนำมาสู่ความเข้าใจที่ดี” นายจตุพร กล่าว
ต่อข้อถามว่า ห่วงหรือไม่ที่ พล.อ.ชวลิต เคยเป็น “ลูกป๋า” (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) มาก่อน นายจตุพร กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่า พล.อ.ชวลิต มีความรู้สึกเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะเมื่อวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.เปรม ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ก็ไม่ได้ไปอวยพร สืบเนื่องมาจากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลกรณีการสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551
นอกจากนี้ นายจตุพรยังกล่าวถึงรายงานข่าวที่ระบุว่า พล.ต.อ.ปทีป ตันเจริญ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขอเบิกงบลับจำนวนกว่า 30 ล้านบาท ด้วยว่า ต้องการทราบว่า พล.ต.อ.ปทีป นำงบดังกล่าวไปใช้จ่ายอะไร จึงไม่สามารถเบิกจากงบปกติ. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-10-02 16:43:21
บรรทัดฐานใหม่
ที่มา มติชน
บทนำมติชน
คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหวยบนดิน 3 ตัว และ 2ตัว เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 47 จำเลย จะมองว่า ป.ป.ช.ชนะก็ได้ หรือจะมองว่าไม่ชนะก็อาจจะมองได้เช่นกัน สุดแท้แต่ว่าจะวางเกณฑ์ชี้วัดไว้ตรงจุดไหน
ฝ่ายที่มองว่า ป.ป.ช.ชนะ ถือเอาเกณฑ์คำพิพากษาของศาลฎีกา ที่สั่งจำคุกนายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จำคุกนายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำคุกนายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งฯ 2 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท อันแสดงให้เห็นว่า คำฟ้องของ ป.ป.ช.มีน้ำหนักและมีเหตุผล หาไม่แล้วศาลฎีกาคงไม่พิพากษาให้จำเลยทั้ง 3 ต้องรับโทษทั้งจำคุกและปรับ โดยเฉพาะการจำคุก 2 ปีนับว่าเป็นห้วงเวลาที่นานพอสมควรทีเดียว
แต่ฝ่ายที่มองตรงกันข้ามอ้างว่า แม้จะมีคำพิพากษาให้จำคุกแต่ศาลฎีกาก็รอการลงอาญาไว้คนละ 2 ปี เพราะจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน แสดงว่าจำเลยทั้ง 3 ไม่ต้องไปรับโทษจำคุก ในการเสียค่าปรับก็ถือว่าเงินแค่หมื่นบาท และ 2 หมื่นบาท เป็นเงินจำนวนน้อยนิด ไม่ได้สร้างปัญหาหรือเป็นภาระของจำเลยทั้ง 3 คน ที่สำคัญ ในจำนวนจำเลยคดีหวยบนดินที่ถูก ป.ป.ช.ฟ้องมีมากถึง 47 คน ไม่ถือว่ากระทำผิดตามฟ้อง ให้ยกฟ้องไปทั้งหมด ยกเว้นนายอดิศัย โพธารามิก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและ พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งฯ ซึ่งไม่ได้มาฟังคำพิพากษาให้ออกหมายจับเพื่อให้มาฟังคำพิพากษา ในวันที่ 18พฤศจิกายนนี้ ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 ที่ไม่ได้มาฟังคำพิพากษาก็ไม่มีใครรู้ว่า จะมีคำพิพากษาอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้น จำเลยที่ถูกฟ้องไม่ต้องชดใช้เงิน 14,862 ล้านบาท ให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพราะไม่ได้ยักเงินไปเป็นของตนเอง
การพิพากษาคดีหวยบนดินของศาลฎีกาที่ออกมาเช่นนี้ โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่มีความผิด และไม่ต้องรับโทษใดๆ นั้น ศาลฎีกาพิจารณาที่เจตนาการนำเสนอโครงการออกสลากเลขท้าย 2 ตัว และ 3 ตัว อย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีบางส่วนก็เข้าใจและไม่เข้าใจโครงการ จึงมีมติอนุมัติโครงการโดยขาดเจตนาพิเศษ ซึ่งข้อเท็จจริง คือนายสมนึกและนายชัยวัฒน์เป็นผู้ร่วมกันเสนอโครงการต่อ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งก็เร่งให้ดำเนินการและเชิญนายวราเทพไปหารือ พร้อมกับมอบหมายให้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี โดยที่คณะรัฐมนตรีไม่น่าจะทราบรายละเอียดทั้งหมด
นี่ย่อมเป็นบรรทัดฐานจากการพิพากษาของศาลฎีกาว่า ถ้ามติของคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้นจากการขาดเจตนาพิเศษเพราะความไม่รู้ในเรื่องที่ถูกเสนอเข้ามาย่อมไม่ถือว่าเป็นความผิด แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติให้การบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าคิดว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนจะมีมติหรือรับทราบในเรื่องใด ควรที่รัฐมนตรีแต่ละคนจะต้องศึกษามาอย่างดี และพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติก็สามารถมีข้อยกเว้นได้หากศาลฎีกาเห็นว่าไม่ได้เจตนากระทำผิด ในแง่ทางการเมืองก็สุดแท้แต่ผู้คนในสังคมจะวิเคราะห์วิจารณ์กันไปเพียงแต่ว่าไม่ได้มีผลผูกมัดใดเพราะเสียงวิเคราะห์วิจารณ์ไม่ใช่คำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาล อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายคดีที่จะต้องไต่สวนกันในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและการต่อสู้หักล้างข้อเท็จจริงและการอ้างข้อกฎหมายทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยก็จะรู้ว่าควรจะดำเนินไปในแนวทางใดเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน
ใช้พ.ร.บ.มั่นคงฯคุมเข้มถกอาเซียน"ชะอำ-หัวหิน" ผู้นำทุกประเทศยืนยันร่วมประชุม
ที่มา มติชน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมความพร้อมจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 23-25 ตุลาคม ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รวมถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ใช้เวลากว่าชั่วโมง
เสนอครม.อังคาร 6 ต.ค.ประกาศใช้พ.ร.บ.ความมุ่นคงฯพื้นที่ชะอำ-หัวหิน ระหว่างประชุมอาเซียน ซัมมิท ยาว 2 สัปดาห์ จัดจราจรพิเศษอาเซียนเลน 25 กิโลเมตรไม่ให้คนเดือนร้อน
นายอภิสิทธิ์แถลงผลการประชุมว่า จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาประกาศใช้ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรในวันที่ 6 ตุลาคม ส่วนระยะเวลาต้องขอความเห็นชอบก่อน แต่น่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยจะประกาศใน 2 อำเภอ คือชะอำ และหัวหิน แต่หากมีข่าวว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงค่อยว่ากันอีกที
นายสุเทพกล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ จะมี พล.อ.ประวิตรเป็นผู้อำนวยการดูแลรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัย การบังคับใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯจะห้ามไม่ให้มีการชุมนุมใดๆ รวมถึงจะบูรณาการกำลังทหารและตำรวจเต็มกำลังนับหมื่นนาย เพื่อให้ความมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการล้มการประชุมเหมือนเมื่อครั้งที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อย่างเด็ดขาด เพราะการประชุมคราวนี้มีความหมายและความสำคัญสำหรับประเทศ อีกทั้งนายกรัฐมนตรีจะทำหน้าที่ประธานอาเซียนเป็นครั้งสุดท้ายในการประชุมครั้งนี้ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ของประเทศอื่น ดังนั้น ต้องทำให้ดีและสมบูรณ์
รองนายกฯกล่าวอีกว่า ส่วนการควบคุมดูแลพื้นที่ดังกล่าวเป็นเหมือนกับการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่ จ.ภูเก็ต ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ โดยจะไม่ให้กระทบกระเทือนประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน สำหรับเรื่องการบริหารการจราจรนั้น เนื่องจากมีโรงแรมหลายแห่งอยู่ในระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ที่จัดไว้เป็นที่พักสำหรับผู้นำประเทศ และมีขบวนรถของผู้นำประเทศวิ่งระหว่างโรงแรมกับสถานที่การประชุม จึงจะแบ่งพื้นที่จราจรเป็นถนนเลนพิเศษที่เรียกว่า "อาเซียน เลน" สำหรับขบวนรถของผู้สื่อข่าว รัฐมนตรี และผู้นำประเทศวิ่ง เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวในพื้นที่ กทม.ในช่วงดังกล่าว จะใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯด้วยหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ถ้ามีความจำเป็นที่ต้องใช้ใน กทม. ก็คงประกาศใช้ในเขตดุสิตเหมือนเดิม
พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ประกาศ พ.ร.บ.มั่นคงฯตั้งแต่วันที่ 12-27 ตุลาคม ในพื้นที่ 9 ตำบล ของ อ.ชะอำ และ 4 ตำบล ของ อ.หัวหิน จะใช้กำลังทั้งจากพลเรือน ตำรวจ และทหาร แต่จะใช้กำลังในพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองงบประมาณ กองทัพจะเสนอแผนเพื่อเตรียมการรักษาความปลอดภัยเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป และจะมีการตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
ด้าน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า จะให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกโทรทัศน์เพื่อชี้ถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.มั่นคงฯ ที่ อ.หัวหิน และ อ.ชะอำ อย่างไรก็ตาม ได้ดูรายละเอียดในพื้นที่ทุกจุดแล้วไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทุกอย่างยังเรียบร้อยดี เบื้องต้นทุกประเทศยังตอบรับเข้าร่วมประชุมครั้งนี้อยู่
โชคดีหรือร้าย
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
![]() |
อาจต้องตั้งคำถามเดียวกันว่าทั้ง 2 เรื่องถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง
เมื่อถึงจุดต่ำสุดแล้วจะกระเด้งขึ้นเป็นรูปตัววี(V) หรือไม่ อย่างไร
ในเรื่องของเศรษฐกิจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เที่ยวไปปาฐกถาไว้หลายแห่งยืนยันว่าไตรมาสสุดท้ายปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า
เศรษฐกิจไทยจะฟื้นเป็นตัววีแน่นอน
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักมองต่างกันออกไป
บ้างก็ว่าเศรษฐกิจไทยเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงเหมือนตัวดับเบิ้ลยู(W) บ้างก็ว่าจะเป็นเหมือนตัวยู(U) คือตกแล้วจะไม่ฟื้นขึ้นทันทีแต่จะค่อยๆ ฟื้น
ส่วนที่มองในแง่ร้ายจะบอกว่าเป็นรูปตัวแอล(L) คือลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วก็ฟุบยาวจนมองไม่เห็นอนาคต
ก็เป็นเรื่องต้องจับตาดูกันต่อไปว่าใครชัวร์หรือมั่วนิ่ม
แต่ที่อยากรู้ตอนนี้คือนอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว
ในด้านการเมือง นายกฯอภิสิทธิ์ได้ประเมินสถาน การณ์ของตัวเองไว้อย่างไร
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กรุงเทพโพลเปิดเผยผลสำรวจคะแนนนิยมในตัวนายกฯอภิสิทธิ์ เนื่องในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งครบ 3 ไตรมาส
ปรากฏว่านายกฯ สอบตกด้วยคะแนน 4.62 จากเต็ม 10
โพลไม่ได้ระบุแต่เชื่อว่าน่าจะเป็นคะแนนที่แตกต่างจากตอนเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ๆ มากพอควร
จริงอยู่ที่ผลสำรวจในลักษณะนี้ไม่ว่าโพลของสำนักใดก็ตาม คะแนนมักจะมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา แล้วแต่เงื่อนเวลาว่าสำรวจช่วงไหน
หรือกำลังมีเรื่องอะไรมากระทบต่อภาพลักษณ์ผู้นำขณะนั้นหรือไม่
แต่ปัญหาสำหรับนายอภิสิทธิ์ คือคะแนนนิยมที่ลดฮวบฮาบลงมาในขณะที่ปัญหาหลายอย่างยังสะสางไม่ออกนั้น
ลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง
อย่าว่าแต่ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ต่อการแก้ไขปัญหาบางเรื่อง เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งผบ.ตร. การตัดตอนทุจริตชุมชนพอเพียง
รวมทั้งการทุจริตงบโครงการไทยเข้มแข็งที่เริ่มมีโผล่ให้เห็นบ้างแล้ว
ยังเป็นตัวฉุดคะแนนนิยมให้ดำดิ่งลงไปอีก ไม่มีวี่แววว่าจะพุ่งขึ้นเป็นตัววีสักที
ความรู้สึกประเภทที่ว่าคนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ
ผ่านไป 9 เดือนหลายคนชักจะเบลอๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าโชคดีจริงหรือไม่
หรือว่ากำลังโชคร้ายโดยไม่รู้ตัวกันแน่
ทำบุญกับปวีณา
ที่มา เดลินิวส์
พี่ปิ๊ก ปวีณา หงสกุล อดีต ส.ส.กทม. ฝากหนังสือ ไดอารี่ ปวีณา หงสกุล สู้ชนะมะเร็งร้าย ใน 5 ปี และ คนใกล้ตัว ร้ายกว่าที่คิด มาให้
คนใกล้ตัว ปู่ ตา พี่ น้อง แม้แต่พ่อแท้ ๆ เลวชาติกว่า ใคร ทำได้ลงคอ เพราะเหยื่อไม่ระวังตัว อย่างกรณีล่าสุด สาวใบ้ ตาบอด ถูกคู่ขาพี่ชายในไส้ร่วมข่มขืนจนท้อง 8 เดือน น่าสงสารที่สุด คนใกล้ตัว นี่ไง
เล่มนี้ 109 บาท รายได้มอบมูลนิธิ ปวีณา ช่วยเหลือเหยื่อกาม...ต่อไป
หากไม่มีเล่มนี้ ก็ไม่รู้ “พี่ปิ๊ก” เป็นมะเร็ง และ หายแล้ว อ่านรวดเร็วจบ เพลินมาก ๆ ได้ความรู้ด้วย
ส่วนแรกเกี่ยวกับครอบครัวหงสกุล ชีวิตวัยเด็กในกองทัพอากาศ
ลูกสาว น.อ.เพิ่ม และ แม่เกยูร สวยหยดทั้ง 4 คน ที่งามลือลั่น ก็ อดีตนางงามจักรวาล คุณปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล พี่สาวพี่ปิ๊ก เธอยังงดงามมาก แม้จนบัดนี้
เพิ่งรู้ พี่ปิ๊ก เก่งมาก จบจากสหรัฐ ทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารตั้ง 10 ปี โรงแรมใหญ่อีก 8 ปี เคยอยู่สถานทูตอเมริกาด้วย เรียกว่า ประสบการณ์การทำงาน เพียบ
เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจได้สบายมาก
เรื่องแม่เกยูร ที่บวชชี อ่านแล้วก็ทึ่ง จากบันทึก ทำไมจึงบวช ต้องไปขออนุญาตพ่อของลูกถึง 6 เดือน กว่าจะยอมใจอ่อนให้บวช แม่เกยูรบวชตลอดชีวิต
ด้วยความซาบซึ้งในรสพระธรรม
ส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ พี่ปิ๊ก เห็นการ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ใช่เรื่องใหญ่
พอหมอบอก เป็นมะเร็งเต้านม เมื่อ 5 ปีก่อน เมื่อ ความตายยังไม่กลัว แล้วจะกลัวมะเร็ง ทำไม
พี่ปิ๊กจึงสามารถสั่งเสีย ต้า-ษุภมน หงสกุล ลูกชายสุดรัก ได้ทันที ว่า
“ไม่ต้องกลัวนะ ถ้าแม่ตาย ลูกก็ทำงานของลูกไป ถ้าลูกรักจะทำงานการเมืองก็ทำไป ถ้าไม่อยากทำ ก็ไม่ต้องทำ แม่ไม่ว่า
...ถ้าเงินไม่พอจะดูแลบ้านนี้ก็ขาย แล้วไปหาซื้อบ้านหลังเล็กอยู่” พี่ปิ๊ก เข้มแข็งมาก ออกหาเสียง เยี่ยมชาวบ้านไม่หยุด บางครั้งด่ามะเร็งเสียอีก
“เจ็บแล้วนะ อย่ามายุ่งกับฉันนักได้ไหม ฉันจะทำงาน”
หลังทำเคมีบำบัด 6 ครั้ง ฉายแสง 30 ครั้ง หมอบอก หายแล้ว 95% เผื่อเหลือเผื่อขาด นั่นล่ะ
ตอนนี้ พี่ปิ๊ก กลายเป็นทูตเผยแพร่ความรู้มะเร็งเต้านม ให้ ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ รพ.จุฬาฯ
หนังสือราคา 179 บาท รายได้ส่วนหนึ่งจะบริจาคให้ศูนย์ดังกล่าวนี้
เป็นมะเร็งไม่ตายเสมอไป....หนังสือเล่มนี้ น่าอ่านจริง ๆ ได้บุญด้วย.
ดาวประกายพรึก
ลำบากใจ
ที่มา ไทยรัฐ
ถึงจะผ่านมาแล้วหลายวัน แต่ถ้าจะกระโดดข้ามไม่พูดถึงมติ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดอดีตนายกฯ "สมัคร สุนทรเวช" และอดีต รมว.ต่างประเทศ "นพดล ปัทมะ"กรณีออกมติ ครม.สนับสนุนการ ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดก โลกของกัมพูชา
เดี๋ยวจะหาว่าไม่รักกันจริง
การที่มติ ป.ป.ช.ออกมาอย่างนี้ "แม่ลูกจันทร์" ไม่แปลกใจ
เพียงแต่คาดว่าหวยล็อก ป.ป.ช.จะออก "นพดล" คนเดียว
แต่สุดท้าย ป.ป.ช.เพิ่มรางวัลแจ็กพอตไปออก "สมัคร" อีกคน
ส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออีก 42 คน ป.ป.ช.ปล่อยกลับบ้านยกพวง
ที่แปลกใจ คือ มติของกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ชี้ชัดว่า "สมัคร-นพดล" ทำให้ประเทศ ไทยเสียดินแดน
เพียงแต่กรรมการ ป.ป.ช.เสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เห็นว่ามติ ครม.เรื่องนี้อาจกระทบต่อ อาณาเขตประเทศ? อาจกระทบความมั่นคง? และอาจกระทบการแตกแยกในสังคมไทย?
สรุปว่า ถึงไม่ทำให้เสียดินแดน ก็ยัง เข้าข่ายความผิดอยู่ดี
หนังชีวิตเรื่องนี้ยังต้องลุ้นเสียวกันอีกยาว
แต่หนังชีวิตเรื่องสั้นที่นำแสดงโดย "สมเด็จฮุน เซน" นายกฯกัมพูชา รู้สึกว่าจะบู๊ล้างผลาญหนักข้อขึ้นทุกวัน
ใช้คำพูดข่มขู่คุกคามใส่รัฐบาลไทยแบบไม่ยั้งไมตรี
ผิดกับท่าทีของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกฯไทย ที่สงบปากสงบคำ ไม่เล่นสงกรานต์ นํ้าลายกับ "นายกฯฮุน เซน"
เพราะรัฐบาลไทยยึดแนวทางแก้ปัญหา ขัดแย้งอย่างสันติวิธี ซึ่ง "แม่ลูกจันทร์" เห็นด้วยในหลักการ
แต่ถ้า "หงิม" เกินไปก็อาจจะกลายเป็น "หงอ" โดยไม่เจตนา
"แม่ลูกจันทร์" ไม่ปรารถนาให้ไทย-กัมพูชาทะเลาะกัน
แต่ถ้าอีกฝ่ายออกมาพูดจาล่วงลํ้ากํ้าเกิน เราก็ต้องไม่ยอมให้ใครมาลูบคม
การที่ "สมเด็จฮุน เซน" ประกาศกร้าว ว่าพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตร.กม. เป็นของกัมพูชา 100 เปอร์เซ็นต์
ถ้าไทยนิ่งเงียบก็เท่ากับยอมรับโดยพฤตินัย
การที่นายกฯกัมพูชาสั่งให้ยิงคนไทย ที่ล่วงลํ้าเข้ามาในเขตพื้นที่ทับซ้อนได้ทันที
ยิ่งชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาได้ประกาศเป็น เจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารอย่างเป็นทางการ
และการที่ "ฮุน เซน" ต่อมซ่าแตกถึง ขนาดจะไม่ยอมเจรจาปัญหาเขตแดนกับฝ่ายไทย และจะฉีกแผนที่ประเทศไทยทิ้งต่อ หน้านายกฯไทยทันที
ถึงแม้ "นายกฯอภิสิทธิ์" จะไม่ ถือสาหาความ
แต่ "แม่ลูกจันทร์" ในฐานะคนไทย ฟังแล้วเจ็บกระดองใจ
ข้อสำคัญ แทนที่รัฐบาลจะตำหนิ "นายกฯ ฮุน เซน" ที่พูดจาก้าวร้าวเกินควร
หรือรัฐบาลควรตำหนิตัวเอง ที่บริหารจัดการความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านไม่ดี
แต่รัฐบาลกลับตำหนิคนไทยที่ลุกขึ้นเรียกร้องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. รอบปราสาทพระวิหารคืนจากกัมพูชา
ทั้งๆที่ความจริง การที่คนไทยลุกขึ้นมา เรียกร้องแผ่นดินตรงนี้คืน นั่นคือการช่วยรัฐบาลไทยให้มี "เงื่อนไข" เร่งรัดเจรจาแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาโดยเร็ว
หรือว่าถ้ารักชาติต้องหุบปากลูกเดียว??
พูดไปทำไมมี ยุครัฐบาลสมัครที่ถูก กล่าวหาว่าทำให้ไทยเสียดินแดน คนไทยก็ยัง ขึ้นไปเที่ยวปราสาทพระวิหารอย่างสบายๆ
วันนี้ แม้แต่บันไดทางขึ้น...คนไทย ยังไม่มีสิทธิ์แหย็มเข้าไปยืน.
"แม่ลูกจันทร์"
สังเวยเกม "เด็กดื้อ"
ที่มา ไทยรัฐ
เชนคัมแบ็ก
ถือฤกษ์พระเสาร์ย้าย "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี นำขบวนอดีตลูกทีมพรรคความหวังใหม่ ชักแถวกรอกใบสมัคร พิมพ์ลายนิ้วมือเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
หวนคืนเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ
มาพร้อมกับ "โรดแมป" หนทางสู่สมานฉันท์
1. จะต้องให้เกียรติคู่ต่อสู้ คู่ขัดแย้ง หากไม่ให้เกียรติเขา มีแต่ไปต่อว่าเขา ก็ไม่ต้องไปทำอะไรกัน อดีตที่มีคนเข้าไปอยู่ในป่าก็จบลงด้วยที่ไม่มีผลแพ้ ชนะ จนทำให้มีความสุขจนถึงทุกวันนี้
2. ต้องอโหสิกรรมกัน ลืมเรื่องเก่า วันนี้แค่ใช้ไม้หน้าสามตีหัวกัน เมื่อก่อนใช้ปืนยิงกันตายยังหันหน้าเข้าหากันได้
3. เปิดเจรจาในลักษณะที่เข้าใจกัน เพราะลักษณะคนไทยไม่ใช่ใช้ความรุนแรง ชอบสันติ นั่งเจรจากัน ถ้าใช้แนวทางนี้ประสบผลสำเร็จอยู่แล้ว
ว่ากันตามเหตุผลที่แถลงออกอากาศ
แต่โดยยุทธศาสตร์เบื้องหลังที่พออ่านเกมกันได้
เบื้องต้นเลย นี่คือการเติมเต็มแผนการลงสนามเลือกตั้งอย่างลงตัว โดยชื่อของ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ที่ยังขายได้ ผนึกกระแสกับสินค้าติดตลาดยี่ห้อ "ทักษิณ"
พรรคเพื่อไทยกะตีกินภาคอีสานฐานใหญ่
และตามหมาก "สร้างภูมิคุ้มกัน" ในเกมอำนาจระหว่างขั้วที่เผชิญหน้า โดยยี่ห้อ "บิ๊กจิ๋ว" ที่ยังเหลือบารมีอยู่ในกองทัพ โดยเฉพาะเครือข่าย "ทหารเฒ่าไม่มีวันตาย" ที่เขี้ยวเล็บยังเหลือคม พอเป็นหลักประกันความปลอดภัย
เป็นไม้กันหมาให้ลูกข่าย "นายใหญ่" ได้
ไม่ให้โดนรุมกินโต๊ะ
แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยเหตุที่ว่ากันว่า ช่วยให้ "บิ๊กจิ๋ว" ตัดสินใจง่าย มาจากผลของคดีสลายม็อบพันธมิตรฯ "7 ตุลา" ที่โดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลากใส่บัญชีเชือด
"บิ๊กจิ๋ว" เลือดขึ้นหน้า ต้องกลับมาทวงศักดิ์ศรี
และก็เป็นอะไรที่ขยับกันเป็นแพ็กเกจ รับมุกกับคิว "เชนคัมแบ็ก" ของ "บิ๊กจิ๋ว" เปิดตัวเป็นหัวหอกนำขบวนพรรคเพื่อไทย
สวมหัวลูกข่าย "นายใหญ่"
ไล่เลี่ยๆกัน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน ก็แถลงมตินัดเคลื่อนไหวในช่วงเดือนตุลาคม
กำหนดมหกรรม "แดงทั้งเดือน"
เดินยุทธการทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 และทวงถามรัฐบาลเรื่องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เปิดเกมขนาบไปพร้อมๆกัน
"นายใหญ่" จัดกระบวนรบ พร้อมสำหรับเกมทวงคืนอำนาจ
แต่หันไปที่คู่ต่อกรสำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ กำลังติดหล่มอำนาจ โลกหมุนวนอยู่กับเก้าอี้ ผบ.ตร.คนใหม่
"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ถอยหลังก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง
ดึงแต้ม "ภาวะผู้นำ" ให้ยิ่งดำดิ่ง
ที่แน่ๆโดยการสังเวย แลกกับการดันชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตัน-ประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ เข็นให้นั่งเก้าอี้รักษาการ ผบ.ตร.
โดยอาการ "ทนเด็กดื้อไม่ได้" นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไขก๊อกพ้นเก้าอี้ รับผิดชอบสัญญาณพิเศษ
ถอนสมอแบบไม่ไยดีกับคำทัดทานให้อยู่ต่อ
และโดยปรากฏการณ์ที่รับกับกระแสข่าววงใน พรรคประชาธิปัตย์แตกออกเป็น 3 ก๊ก
ก๊วน "วอลเปเปอร์" แท็กทีมกับกลุ่มของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน จอมยุทธ์ลายคราม เปิดศึกคานอำนาจกับสายของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล
ต่อเนื่องไปถึงข่าวการปรับ ครม.เพื่อคลี่คลายสถานการณ์เดือดๆ เจาะรูระบาย
แต่สุดท้ายไม่ได้จบแค่นั้น กระแสยังลากไปไกล เสียงแว่วๆถึงขั้นที่ว่า ถ้าวุ่นวายนัก
ก็เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีซะเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เดือนประวัติศาสตร์
ที่มา ไทยรัฐ
วันพรุ่งนี้จะมีการเลือกตั้ง นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กันแล้ว การแข่งขันในพื้นที่ค่อนข้างจะดุเดือดเพราะปัจจัยทางการเมืองที่เกิดจากวิกฤติการเมือง ถ้าเอ่ยชื่อ ดร.แป้ง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ คงคุ้นชื่อกันดี กว่าจะผ่านด่านการเมืองมาได้ก็สะบักสะบอม ลงสมัครเที่ยวนี้พร้อมสโลแกนคงเสน่ห์เชียงใหม่ ทันสมัย สวยงาม เคยฟัง ดร.แป้งเล่าถึงนโยบายที่จะพัฒนาเมืองเชียงใหม่ยอมรับว่าเข้าท่าดี
ที่สำคัญคือนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่คนต่อไปจะต้องชี้ชะตาในเรื่องสำคัญหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อหน้าตาของเมืองเชียงใหม่มากกว่ายุคก่อนๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ โครงการไทยเข้มแข็ง ได้รับมา กว่าหมื่นล้าน ถ้าได้คนดีก็ดีไป
ปัญหาใหญ่ที่เป็นโครงสร้างของเมืองขยายก็คือ น้ำท่วม ขยะล้นเมือง ปัญหาหญ้าปากคอก แต่ถ้าไม่เตรียมรองรับไว้ สิ่งแวดล้อมก็จะทำลายภาพแหล่งท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในพริบตาเดียว
แต่ก็อย่างว่า วิกฤติบ้านเมือง สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไม่ได้สร้างสรรค์ มีแต่ทำลาย ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรประเทศ
ถูกทำลายจนถึงกับขาดแคลน
งบประมาณประเทศ ก็ต้องไปกู้ยืมมาใช้จ่าย บุคลากรที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็เหลือแต่ ระดับอนุบาล โครงสร้างประเทศถูกทำลาย คำว่าโครงสร้างประเทศในที่นี้หมายถึง ประชาชน กฎกติกาในการอยู่ร่วมกัน วิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ
โดยเฉพาะความเอื้ออาทร การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขร่มเย็น
ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดก็คือ ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบประชาธิปไตยเป็นเผด็จการทางอำนาจ
ความภาคภูมิใจของประชาธิปไตยไม่ใช่อยู่ที่ว่าเราได้นายกรัฐมนตรีมาจากนักเรียนนอก แต่ความภาคภูมิใจของคนไทยคือ เราปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
มีหนึ่งเดียวในโลก
ผมเกริ่นเอาไว้ว่าเดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งประวัติศาสตร์ ที่เราจะได้รำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ 14 ตุลาและ 16 ตุลา แล้ว อาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ การเมืองอีกครั้งหนึ่ง
สถานภาพของแกนนำขั้วรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล ไม่น่าเป็นห่วง ผลประโยชน์ลงตัวก็กอดคอต่ออายุกันไปได้เรื่อยๆ ถึงจะลุ่มๆดอนๆก็พอแถไปได้ข้างๆคูๆ
แต่ความขัดแย้งที่เกิดจากภายนอก ความขัดแย้งในสังคมประเทศและความกดดัน ความไม่เท่าเทียมของประชาชนส่วนหนึ่ง
ประเทศไทยเหมือนตกอยู่ในอุโมงค์ที่ดำมืด.
หมัดเหล็ก


