ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 15, 2009
สุรชาติ บำรุงสุข: ปฏิรูปการเมืองรอบที่ร้อยก็ไม่ยั่งยืน (ถ้าไม่ปฏิรูปกองทัพ)
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: วาทกรรมสิบสี่ตุลา
ที่มา ประชาไท
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
Forgetting is no mere vis inertiae as the superficial imagine;
it is rather an active and in strictest sense positive faculty of repression
Friedrich Nietzsche , On Genealogy of Morals (p.57)
ความทรงจำลื่นไหล
ถึงจะไม่ชอบงานเขียนของคุณเทพมนตรีเท่าไร ซ้ำยังไม่ได้มีใจฝักใฝ่เผด็จการ แต่ผู้เขียนก็อดไม่ได้ที่จะแปลกใจและตั้งข้อสงสัยกับวิธีการและท่าที่ซึ่งสังคมมีต่อคุณเทพมนตรี นั่นก็คือทำหลับตาไม่รู้ไม่เห็น ไม่ให้ค่า ไม่ให้ความสนใจ และไม่ลดตัวลงไปเถียงด้วยเสียเฉยๆ หรือไม่อย่างนั้นก็คือโบ้ยไปเสียเลยว่างานเขียนนี้เป็นของลูกสมุนเผด็จการ ได้สตางค์จากทรราชย์ไปหลายอัฐ อยากดัง เขียนให้เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ฯลฯ
แน่นอนว่าความเป็นเผด็จการของผู้นำในช่วงนั้นเป็นเรื่องที่ชัดเจนจนยากจะปฏิเสธได้ และชะรอยคุณเทพมนตรีก็คงรู้ความข้อนี้ดี จึงไม่ปรากฎว่ามีส่วนไหนในหนังสือเล่มนี้ที่พยายามชี้ให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยของผู้นำในเวลานั้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับหลบไปพูดอีกเรื่องว่าต่อให้เป็นเผด็จการอย่างไร นักศึกษาประชาชนที่ต่อต้านคนกลุ่มนี้ก็มีเบื้องหลังที่อันตราย
ในเชิงตรรกะนั้น ข้อความคิดเรื่องนี้ถือว่าเหลวไหลและนำไปสู่ข้อสรุปที่ไร้ความหมายในทางการเมือง เพราะหากเหตุการณ์การเมืองครั้งสำคัญอย่างสิบสี่ตุลาเป็นแค่การปะทะกันของพลังทุกฝ่ายเจ้าเล่ห์ แสนกล และชั่วร้าย หากผลักตรรกะนี้ต่อไป ข้อสรุปที่จะปรากฎในขั้นสุดท้ายก็คือ ประชาชนทั้งหลายไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
คุณเทพมนตรีไม่เถียงว่าผู้นำในช่วงก่อนสิบสี่ตุลาเป็นเผด็จการหรือไม่ แต่คุณเทพมนตรีทำยิ่งกว่านั้น คือทำให้การรวมตัวของประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้เสื่อมความหมาย ไร้ความสำคัญ และไม่อยู่ในฐานะจะสร้างความเป็นไปได้ให้กับการรวมพลังในอนาคตได้อีกเลย
ไม่มีใครฟังคุณเทพมนตรีในตอนนี้ การสำรวจความเห็นของสถาบันอะไรสักแห่งปรากฎว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่างานของคุณเทพมนตรีเชื่อถือไม่ได้ ประชาคมไซเบอร์สเปซหลายแห่งขุดคุ้ยไปถึงภูมิหลังครั้งคุณเทพมนตรีเคลื่อนไหวเรื่องทับหลัง และหลายแห่งก็พูดไปถึงสถานะของคุณเทพมนตรีเมื่อครั้งยังสังกัดมหาวิทยาลัย
ถ้าอนาคตเป็นเรื่องที่บอกได้จากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในปัจจุบัน สถานะของงานเขียนของคุณเทพมนตรีชิ้นนี้ก็ย่อยยับอย่างไม่มีชิ้นดี แต่เราทั้งหลายก็รู้ว่าอนาคตเป็นเรื่องที่กำหนดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ไม่แน่เสมอไปว่าสถานะของงานเขียนชิ้นนี้ในวันข้างหน้าจะต่ำต้อยด้อยค่าเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ปรากฎการณ์ของการถูกหมางเมินและไม่ให้ค่าโดยผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมแห่งนี้ มีสาเหตุมาจากข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ที่ร่วมต่อสู้อยู่ในถนนราชดำเนินและท้องสนามหลวงในเหตุการณ์นั้นยังไม่ตาย ซ้ำการครบรอบ 30 ปี ก็ทำให้ความทรงจำถูกตอกย้ำมากขึ้นว่าอะไรเป็นอะไร ใครตั้งพรรคการเมืองหนุนตัวเอง ใครรัฐประหารตัวเอง ใครผูกขาดอำนาจ ใครวางอำนาจวาสนา ใครแสดงท่าทีอยากประหัตประหารประชาชน ฯลฯ
นอกจากผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่จะยังมีชีวิตและถูกตอกย้ำด้วยความทรงจำในวาระพิเศษนี้แล้ว การที่เหตุการณ์สิบสี่ตุลามีสถานภาพเป็น “ชัยชนะ” ก็ยังทำให้ความภาคภูมิใจส่วนบุคคลที่ผู้คนมีต่อความทรงจำสาธารณะในเรื่องนี้สูงยิ่งขึ้นไป
เวลาที่ผ่านไปสามสิบปี ทำให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์กลายเป็น “ผู้ใหญ่” ในแทบทุกจุดของสังคมในสมัยนี้ และเมื่อปัจจัยสามข้อนี้บรรจบกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือความทรงจำสิบสี่ตุลาในแบบแผนที่ฝ่าย “ประชาชน” มีฐานะครอบงำ
ประเด็นก็คือ ปัจจัยสามข้อนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่จีรังยั่งยืนจนไม่อาจถูกสั่นไหวให้เปลี่ยนแปลงได้ และถ้าปัจจัยเหล่านี้เป็นเรื่องที่คลอนแคลนได้ ก็ไม่แน่เสมอไปว่าสิบสี่ตุลาในอนาคตจะถูกจำอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะความทรงจำสิบสี่ตุลาก็เหมือนกับความทรงจำในสังคมทุกเรื่อง ที่จะถูกจดจำอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการปะทะประสานระหว่างพลังฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและเคลื่อนไหวอยู่ในการสร้างความทรงจำนั้นๆ
ลองนึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ดูก็ได้ หนังสือพิมพ์หรือเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความภาคภูมิใจในความก้าวหน้าและวัฒนาสถาพร ของ “ชาติใหม่” ซึ่งออกไปจากระบอบการปกครองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยความล้าหลังได้เป็นผลสำเร็จ แต่พอเวลาผ่านไปได้ไม่กี่สิบปี งานเขียนซึ่งแทบไม่มีความเป็นวิชาการ ปราศจากการอ้างอิงที่เป็นระบบ ไม่มีการใช้หลักฐานที่ตรวจสอบและเชื่อถือได้ กลับประสบชัยชนะในการสร้างความทรงจำแบบใหม่ และทำให้ผู้คนในยุคหลัง 2500 มองการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 ในแง่ติดลบอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง
เมื่อแรกที่งานเขียนของ “นายหนหวย” หรือ “แมงหวี่” วางขายนั้น จำนวนคนอ่านที่ควักกระเป๋าสตางค์ซื้อหนังสือเหล่านี้มีน้อยกว่าผู้ที่เป็นแฟนของศรีบูรพาและกลุ่มนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าคนอื่นๆ อย่างเทียบไม่ได้ แต่เมื่อมาถึง พ.ศ.ปัจจุบัน ความทรงจำ 2475 แบบศรีบูรพาใน “เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475” กลับมีฐานะด้อยกว่าความทรงจำตามแบบฉบับของนายหนหวยและแมงหวี่ อย่างไม่มีทางสู้ได้เลย
พฤษภาคม 2535 ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่ดี เพราะผ่านไปแค่สิบเอ็ดปี ก็แทบไม่มีใครจดจำและให้คุณค่าต่อเหตุการณ์นี้ไปแล้ว แม้คณะ ร.ส.ช.จะกลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อย แต่มรดกของ ร.ส.ช.ที่ป่าวประกาศว่าการลุกฮือเดือนพฤษภาเป็นผลของความไม่พอใจที่ “ลอง” มีต่อพี่ๆ จ.ป.ร.5 ก็เกือบจะกลายเป็นความทรงจำหลักที่สังคมมีต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภา
คนร่วมชุมนุมเป็นแสนๆ ยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทั้งหมดก็ไม่ได้หนีหายไปไหน แต่แทบไม่มีใครจำได้แล้วว่าเหตุการณ์เดือนพฤษภาเป็นบันไดขั้นแรกๆ ที่นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถือว่าเป็นของ “ประชาชน” ไม่มีใครจำได้ว่าใครตายบนถนนราชดำเนิน, สะพานผ่านฟ้า, โรงแรมรัตนโกสินทร์, ไม่มีใครจำได้ถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารที่เกิดขึ้นมานานก่อนที่ผู้นำพรรคพลังธรรมจะปรากฎตัวขึ้นมามา
เมื่อเป็นอย่างนี้ ความทรงจำที่สังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ จึงเปลี่ยนได้ ซ้ำเปลี่ยนได้ไม่ยากเสียด้วย ขึ้นอยู่กับพลังฝ่ายต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังความทรงจำแต่ละเรื่องนั่นเองที่จะมีกระบวนการผลิตซ้ำ, ตอกย้ำ, ดัดแปลง, ขยายความ, สร้างนิยามใหม่ ให้ผสมผสานและนวลเนียนไปกับความเข้าใจโลก-ความเข้าใจอดีต ที่สังคมมีต่อความเป็นไปรอบข้างและอดีตในเรื่องนั้นๆ ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ถึงแม้จะเห็นว่างานของคุณเทพมนตรีปราศจากหลักฐานที่รอบด้าน วางอยู่บนจุดยืนที่น่าสงสัย และมีประวัติการทำงานที่ไม่น่าเชื่อถือ แต่ก็ไม่ดีแน่ที่จะตอบโต้งานแบบนี้ด้วยการเพิกเฉย หรือกระทั่งดูหมิ่นเหยียดหยามว่าเป็นงานของผู้แพ้ที่ไม่มีราคาให้ใส่ใจ
ใครจะไปรู้ว่าเมื่อสิบสี่ตุลาผ่านไป 40-50 ปี ซึ่งถึงตอนนั้น ผู้ร่วมเหตุการณ์ส่วนใหญ่ก็คงจะมีอายุราว 60-70 สังคมจะจำสิบสี่ตุลาแบบที่จำๆ กันอยู่ในวาระครบรอบ 30 ปี
ไม่ต้องพูดถึง 60 ปี สิบสี่ตุลา ซึ่งถึงตอนนั้น ทั้งผู้ก่อการและผู้ร่วมเดินขบวนก็คงมีอายุเฉียดใกล้หลักร้อยเข้าไปเต็มที่ จะหาเรี่ยวแรงที่ไหนมาผลิตซ้ำความทรงจำ 14 ตุลา ให้เป็นไปอย่างที่ต้องการต่อไปได้
ใครจะไปรู้ว่าในท้ายที่สุด สิบสี่ตุลาอาจมีชะตากรรมเดียวกับ 2475 ซึ่งผู้คนที่ยังคงระลึกความสำคัญของเหตุการณ์นั้น จะจำกัดอยู่แค่ผู้ร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองและญาติมิตรไม่กี่รายซึ่งจะไปชุมนุมกันที่วัดพระศรีมหาธาตุทุกๆ ปี
ความทรงจำสิบสี่ตุลา
อดีตกับปัจจุบันเป็นมิติทางเวลาที่วางอยู่บนคนละกาละ ความทรงจำคือข่ายใยที่เชื่อมโยงระหว่างกาละทั้งสองแบบ ความทรงจำพูดไม่ได้ แต่ดำรงอยู่ได้ผ่านตัวกลางของความทรงจำ
ความทรงจำแตกต่างจากประวัติศาสตร์ ความถูกผิดของความทรงจำขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเข้าใจที่ผู้คนและสังคมมีต่อเรื่องหนึ่งๆ นักคิดคนหนึ่งจึงกล่าวว่าความทรงจำไม่จำเป็นต้องถูกต้องตามประวัติศาสตร์ก็ได้ และเพราะเหตุนี้ ความจริงแท้จึงไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญของความทรงจำ
งานเขียนเป็นตัวกลางของความทรงจำ หรือจะพูดอีกอย่างว่างานเขียนเป็นตัวแทนของความทรงจำก็คงได้ คุณสมบัติเช่นนี้จึงทำให้งานเขียนสามารถดึงความทรงจำจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ และเมื่อมิติทางเวลาเป็นเรื่องลื่นไหล งานเขียนจึงทำให้อดีตและอนาคตโยงใยถึงกัน
ความทรงจำสิบสี่ตุลาสำคัญกับความเข้าใจตัวตนของสังคม อนาคตของสิบสี่ตุลาจึงเป็นเรื่องที่มีความหมาย และเพราะเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องพิจารณางานเขียนของคุณเทพมนตรีให้ถ้วนถี่ ไม่ว่าจะมีทัศนะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามที
เท่าที่เผยแพร่เนื้อหาบางส่วนออกมา สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีมีกระบวนการผลิตรวมศูนย์อยู่ที่การลดทอนหลักการ (de-idealization) และลดทอนความเป็นสาธารณะ (de-collectivization) จากนั้นจึงตัดต่อ, สร้างคำอธิบาย และแปรสภาพสิบสี่ตุลา โดยผ่านกรรมวิธีหลักๆ 3 ข้อ
ข้อแรก โดดเดี่ยวสิบสี่ตุลาจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม-จิตสำนึก ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยก่อนสิบสี่ตุลามาเกือบครึ่งทศวรรษ แล้วลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นแค่เรื่องของการเดินขบวนในวันที่ 13-14 ตุลาคม
ข้อสองคือ ดึงสิบสี่ตุลาออกจากการต่อสู้เรียกร้องอยู่บนหลักการและอุดมคติทางการเมืองเรื่องสิทธิ-ประชาธิปไตย-เสรีภาพ-ความยุติธรรม ลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นแค่ความใจเร็วด่วนได้ของฝ่ายนักศึกษา จากนั้นก็โจมตีว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิหลังที่อันตราย
ข้อสาม กำจัดประชาชนออกไปจากสิบสี่ตุลา ลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นความขัดแย้งและการช่วงชิงอำนาจระหว่างผู้นำทางการเมืองฝ่ายต่างๆ ทั้งที่อยู่ในรัฐและต่อต้านรัฐ
สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีเป็นสิบสี่ตุลาที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาจากหลุมดำที่ไหนก็ไม่รู้ สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงความเกลียดชังและไม่พอใจที่คนกลุ่มต่างๆ ที่ต่อระบอบผูกขาดอำนาจของสองตระกูลใหญ่ในขณะนั้น, สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงการตื่นตัวทางความคิดอ่านและภูมิปัญญาของนักศึกษา-ปัญญาชน-ชนชั้นนำ กลุ่มต่างๆ, สิบสี่ตุลาฉบับนี้ไม่พูดถึงการรวมตัวโดยธรรมชาติของประชาชนเพื่อต่อต้านการถูกกดขี่และเอารัดเอาเปรียบจากระบบเศรษฐกิจการเมืองของชาติ
หรือสรุปโดยรวมแล้วก็คือไม่มีการพูดถึงการบรรจบกันของเหตุปัจจัยต่างๆ (juxtaposition) ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมายาวนานก่อนวันที่ 13-14 ตุลาคม ซึ่งผู้เขียนเคยเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ในช่วงครบรอบ 25 ปี สิบสี่ตุลา ในบทความเรื่อง “คิดนอกกรอบ : วิวาทะว่าด้วยบทบาทของขบวนการนักศึกษาไทย” ซึ่งตีพิมพ์อยู่ใน 14 ตุลา : ประชาภิวัตน์ (2541) โดยมีใจความว่า
“สถานการณ์ของโลกก่อนหน้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516 คือ ช่วงปลายของยุคทศวรรษที่ 1960 ที่ถือเป็น ยุคแสวงหาคุณค่าใหม่ของขบวนคนหนุ่มสาวทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 ในรูปแบบของ การต่อต้านสงครามเวียดนาม, ขบวนการบุปผาชน, ขบวนการเรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ, การปฏิวัติทางเพศ รวมทั้ง การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาฝรั่งเศสในปี 1968 ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศขณะนั้นคือ จุดสูงสุดของสงครามเย็น”
“การปฏิวัติวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เป็นภาคต่อเนื่องของความตื่นตัวทางปัญญาความคิด และการตั้งคำถามอย่างถอนรากถอนโคนต่อระบบคุณค่าแบบเก่า ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการปฏิวัติมาช้านาน การแสวงหาในยุคนั้นเต็มไปด้วยท่วงทำนอง ปะทะตอบโต้ระบบคุณค่าที่ดำรงอยู่ในสังคม เป็นการตั้งคำถามตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่าง เด็กต่อผู้ใหญ่, ระบบซีเนียริตี้ในมหาวิทยาลัย, การเชียร์ และ ฯลฯ ไปจนถึงเรื่องใหญ่อย่างความชอบธรรมของระบอบการเมือง, นโยบายต่างประเทศ หรืออย่างที่อาจารย์ เสน่ห์ จามริก เคยกล่าวไว้ในบทความเรื่องการปฏิวัติเดือนตุลาคม ว่า “...โลกภายนอกราชอาณาจักรส่วนตัวของระบอบถนอม-ประภาสได้ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ความตื่นตัวทางปัญญาความคิดได้ขยายวงออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่นิสิตนักศึกษา”
ภาพคลาสสิคที่ผู้คนจดจำสิบสี่ตุลาก็คือภาพของมหาชนจำนวนมหาศาลบนถนนราชดำเนิน แต่ด้วยการลดทอนสิบสี่ตุลาให้เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่ปราศจากหลักการและสูญสิ้นความเป็นสาธารณะ คุณเทพมนตรีได้ลบคนเป็นแสนๆ ให้หายไปจากภาพนี้ ทำให้สิบสี่ตุลาปราศจากมิติทางเวลา สูญเสียความโยงใยกับวันคืนที่มีมาก่อนหน้านั้น แล้วมีความหมายเป็นแค่เรื่องของรถนำขบวน, นักปราศรัย และการวางแผนก่อการร้ายของนายทหาร 2-3 ราย
ในแง่ความจริงแท้นั้น สิบสี่ตุลาฉบับคุณเทพมนตรีคงมีเรื่องให้ตั้งข้อสงสัยได้มาก ไม่ว่าจะเป็นในระดับของเหตุการณ์ปลีกๆ หรือข้อเท็จจริงในระดับองค์รวม แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความทรงจำที่วางอยู่ความไม่จริงนี้จะไม่มีน้ำหนักและปราศจากความหมาย
ความทรงจำของสังคมนั้นเปลี่ยนได้ และเพราะเหตุนี้ ความไม่จริงก็อาจกลายเป็นความทรงจำของสังคมไปได้เหมือนกัน
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ ความทรงจำสิบสี่ตุลาฉบับนี้ทำงานบนคำอธิบายบางอย่างที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของวาทกรรมสิบสี่ตุลาฉบับ “ประชาชน”
สิบสี่ตุลาฉบับประชาชนเทิดทูนวีรกรรมอันกล้าหาญของวีรชน แต่ในการผลิตซ้ำความทรงจำเหล่านี้ “วีรชน” ถูกทำให้กลายเป็นบุคคลนามธรรม ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไร้ตัวตน จับต้องไม่ได้
นอกเหนือไปจากการทำบุญให้วีรชนในทุกเช้าวันที่ 14 ตุลา ของทุกปี เราแทบไม่มีใครรู้ว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาเหล่านี้คือใคร อะไรทำให้เขาตัดสินใจออกไปเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในเดือนตุลาคมเมื่อ 30 ปีก่อน ทุกวันนี้ครอบครัวของพวกเขาลำบากเพียงไหน เขาคิดและรู้สึกอย่างไรในวินาทีที่ทหารเหนี่ยวไกปืนใส่ประชาชน ฯลฯ
สิบสี่ตุลาฉบับประชาชนพูดถึงการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ แต่ตลอดเวลา 30 ปี ของการผลิตซ้ำความทรงจำเรื่องนี้ กลับแทบไม่มีเรื่องราวความยิ่งใหญ่ของฝ่ายประชาชนที่กระจัดกระจายและทำการต่อสู้อย่างเป็นไปเองตามหัวเมือง, ริมถนน, ชุมชน และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานของจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเสียสละของสามัญชนคนธรรมดาในการลงมือทำอะไรบางอย่างตามที่มโนธรรมสำนึกเห็นว่าถูกต้อง โดยไม่หวั่นเกรงถึงภยันตรายใดๆ และไม่ต้องรอให้ใครเป็นผู้นำ
สิบสี่ตุลาผ่านไปได้ 30 ปี และมิติทางสังคมของ “ประชาชน” ก็กลายเป็นเรื่องที่ระเหือดแห้งหายไปจากความทรงจำสิบสี่ตุลาไปเฉยๆ ทั้งที่หลังสิบสี่ตุลาก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ้างว่าคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายได้ลุกขึ้นก่อการต่อต้านอำนาจรัฐอย่างเป็นเอกเทศเอาไว้อย่างไร แต่พอเวลาผ่านไปได้ 3 ทศวรรษ การณ์ก็กลับกลายเป็นว่าไม่มีใครสนใจพูดถึงเรื่องนี้ต่อไปอีกเลย
ตัวกลางในการผลิตความทรงจำสิบสี่ตุลารวมศูนย์อยู่ที่งานเขียนและวัตถุทัศน์ของปัญญาชนและนักคิดนักเขียน อัตชีวประวัติของปัญญาชนกลายเป็นความทรงจำสิบสี่ตุลา ขณะที่สิบสี่ตุลาก็กลายเป็นความทรงจำรวมหมู่ของปัญญาชน ความทรงจำแบบนี้วางน้ำหนักไว้ที่โลกทัศน์และชีวประวัติของผู้นำนักศึกษา หรือไปไกลที่สุดก็คือชีวิตทางปัญญาของผู้คนที่มีความคิดหัวก้าวหน้า
ส่วนเรื่องของสังคมนั้น อย่างมากที่สุดก็เป็นเรื่องของการเชื่อมประสานระหว่างนักศึกษา กรรมกร ชาวนา โดยมีนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง
ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ความทรงจำสิบสี่ตุลาฉบับประชาชนไม่ได้สร้าง “ประชาชน” ให้กระโดดโลดเต้นและมีชีวิตชีวา ประชาสังคมก่อนสิบสี่ตุลาถูกทำให้เงียบหายไปเฉยๆ ความหลากหลายของผู้คนถูกลบเลือนไปกับความทรงจำเดือนตุลา
ความทรงจำแบบนี้ทำให้ประชาชนสูญเสียความเป็นพหุลักษณ์, กระจัดกระจาย, ไร้สังกัด, ปราศจากระเบียบ (multitude) แล้วแทนที่ด้วยภาพของ “ขบวนการ” ประชาชนที่เป็นเอกภาพ, เป็นกลุ่มก้อน และเป็นหนึ่งเดียวโดยมีขบวนแถวนักศึกษาปัญญาชนเป็นแกนนำ
ในเชิงตรรกะนั้น ความทรงจำที่มีศูนย์กลางแบบนี้นำไปสู่จุดอ่อนที่สุดในทางยุทธศาสตร์หนึ่งข้อ นั่นก็คือหากทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายปัญญาชนลงไปได้ ความทรงจำสิบสี่ตุลาทั้งหมดก็จะพังทลายลงไป
พื้นที่และความทรงจำ
ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขียนความทรงจำสิบสี่ตุลาให้ปัญญาชนมีบทบาทน้อยลง พูดถึงการต่อสู้ของประชาชนกลุ่มต่างๆ ให้มากขึ้น ชี้ให้เห็นว่าคนแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายมีการรวมตัวโดยธรรมชาติจากความไม่พอใจระบอบเผด็จการอย่างไร ชี้ให้เห็นว่าก่อนถึงวันที่ 14 ตุลา ผู้คนเป็นอันมากได้อุทิศแรงกายแรงใจอะไรลงไปบ้างเพื่อผลักดันบ้านเมืองไปสู่วันใหม่ ชี้ให้เห็นว่าในวันที่ 13-14 วีรกรรมของคนธรรมดาๆ ที่มีแต่มือเปล่า ขาดการศึกษา ไร้การจัดตั้ง ฯลฯ มีความสำคัญอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุดในประเทศนี้
เชียงใหม่ทำอะไรในวันที่ 13 ตุลา, คนขอนแก่นชุมนุมกันที่ไหนในเช้าวันนั้น, กรรมกรแถวพระประแดงพูดถึงสิบสี่ตุลาอย่างไร, คนสลัมจากชุมชนไหนบ้างที่มาร่วมประท้วง, แม่ค้าท่าพระจันทร์คนไหนเอาข้าวเอาส้มมาให้นักศึกษา, ทำไมหมอ พยาบาล และนักเรียนแพทย์ถึงเสี่ยงตายออกมาช่วยประชาชน, ใครเผาป้อมยาม, คนที่ไปให้สัญญาณมือตามสี่แยกต่างๆ ในเช้าวันที่ 15-16 ตุลา มาจากไหน, ทำไมนักศึกษาอาชีวะถึงเกลียดชังเผด็จการ ฯลฯ
ความทรงจำสิบสี่ตุลาแบบนี้ไม่มีนักศึกษาปัญญาชนเป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิบสี่ตุลาแบบนี้ทำให้ประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้มาพลังของคนมีการศึกษาล้วนๆ ในทางตรงกันข้าม ด้วยการคืนความเป็นประชาชนให้กับ “ประชาชน” ด้วยการชี้ให้เห็นว่าสิบสี่ตุลามาจากการต่อสู้ของประชาชนที่แตกต่างหลากหลาย, กระจัดกระจาย, ไม่เป็นเอกภาพ และปราศจากการจัดตั้ง สิ่งที่จะเกิดจากความทรงจำสิบสี่ตุลาแบบฉบับนี้ก็คือการทำให้คนธรรมดาเป็นผู้ให้กำเนิดสิบสี่ตุลา
แทบไม่มีคนยูเครนคนไหนรู้ว่าใครเป็นผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลโซเวียตเมื่อปลายทศวรรษ 1990 แทบไม่มีคนเบอร์ลินคนไหนสนใจว่าใครเป็นคนแรกๆ ที่ทุบทำลายกำแพงเบอร์ลิน ฮาเวลอาจสำคัญต่อการปฏิวัติเชค แต่ความทรงจำรวมหมู่ที่ประชาชนเชคมีก็ไม่ได้ขึ้นต่อฮาเวลต่อไป และสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหลังสมัยใหม่ก็คือไม่มีใครจดจำการปฏิวัติในฐานะที่เป็นผลของอัจฉริยภาพของเอกบุคคล
ถ้าตัวกลางของความทรงจำนั้นทำให้สิบสี่ตุลาถูกจดจำในแบบนี้ 30 ปี สิบสี่ตุลา ก็เป็นช่วงเวลาที่เกิดความเป็นไปได้ในการจำสิบสี่ตุลาในแง่มุมที่ต่างออกไป
อนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลาเป็นตัวกลางใหม่ในการผลิตความทรงจำสิบสี่ตุลา ตัวกลางนี้เป็น “พื้นที่” ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องมีแต่ผู้ที่มีความสามารถในการพูดและเขียนเท่านั้นที่จะเข้ามาใช้สอยได้ สิบสี่ตุลาไม่เคยถูกพูดและผลิตซ้ำผ่านตัวกลางแบบนี้ และภายใต้ตัวกลางแบบนี้ ปัญญาชนไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตความทรงจำอีกต่อไป
การเป็นพื้นที่สาธารณะทำให้สาธารณะสามารถเข้ามาสร้างและร่วมนิยามความทรงจำใหม่ๆ ให้กับสิบสี่ตุลา เกิดความเป็นไปได้ที่ขยายสิบสี่ตุลาให้มีความเป็นสาธารณะ เป็นเรื่องของคนธรรมดาๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษา ไม่จำเป็นต้องคิดถึงการเมืองอย่างเป็นระบบ ไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้ง แต่คือใครก็ได้ที่มีมโนธรรมสำนึกและความกล้าหาญในการทำเรื่องที่ถูกต้องดีงาม
ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากตามหัวถนนราชดำเนินหรือจุดเล็กๆ หน้าอนุสรณ์สถาน มีรูปของคนไร้ชื่อเสียงเรียงนามคนหนึ่งปรากฏ แล้วมีคำบรรยายใต้ภาพตัวเล็กๆ ว่าเมื่อวันที่ 14 ตุลา เวลา 08.09 น. เขาถูกยิงที่นี่ และเราพบว่าความใฝ่ฝันของเขาต่อชาติบ้านเมืองนั้นก็คือ …….
ลองคิดถึงอนุสรณ์สถานสิบสี่ตุลาที่อัดแน่นไปด้วยภาพถ่ายและบันทึกความเคลื่อนไหวของผู้คนตามหัวเมืองใหญ่ๆ ในเช้าวันนั้น แถลงการณ์ที่กลุ่มครูทำแจก คำสัมภาษณ์แม่ค้า ซากป้อมยาม ฯลฯ หรือไปให้ไกลกว่านั้น
ลองคิดถึงความรู้สึกที่จะเกิดขึ้น หากเดินไปแถบบางลำภูและพบซากรถดับเพลิงเก่าๆ ซึ่งมีข้อความบอกว่านี่คือรถดับเพลิงที่ผู้เดินขบวนเมื่อวันที่ 14 ตุลา ใช้เป็นเครื่องกำบังตัวเองจากกระสุนปืนและรถถังของเผด็จการ
การผลิตซ้ำความทรงจำสิบสี่ตุลาผ่านพื้นที่แบบนี้ถ่ายทอดความทรงจำได้ง่าย เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ทั้งยังทำให้สิบสี่ตุลาเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับทุกคน สิบสี่ตุลาแบบนี้ไม่ได้เป็นมีศูนย์กลางอยู่ที่การนำและผู้นำที่ฉลาดหลักแหลมอีกต่อไป แต่สิบสี่ตุลาเป็นเรื่องของใครก็ได้ที่อาจเดินอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา
ใครจะรู้ว่าเมื่อครบ 40 ปี 50 ปี หรือ 60 ปี สิบสี่ตุลา มันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการ, ผู้นำทางการเมือง หรือคนมีการศึกษาสูงๆ ที่ เป็นผู้กุมญัตติหลักในการเฉลิมฉลองสิบสี่ตุลา มันอาจจะเป็นคนธรรมดาๆ ที่ผ่านการต่อสู้และสั่งสบประสบการณ์ในแบบของเขามาอีกแบบก็เป็นได้
เมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้มีกรณีอย่างเทพมนตรีเกิดขึ้นอีกมากแค่ไหน สถานะของสิบสี่ตุลาก็คงยากจะหวั่นไหวได้ ปัญหาเรื่องใครเป็นฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาจะไม่มีความสำคัญต่อไป และพลังของความทรงจำสิบสี่ตุลาในแง่ของการสร้างแรงบันดาลใจทางการเมืองก็จะคงอยู่ไปได้อีกนาน
ความทรงจำนั้นลื่นไหลและเปลี่ยนได้ สังคมไม่ได้จดจำเรื่องราวต่างๆ จากสถานะของความจริงแท้ในความทรงจำนั้นๆ
ระบบคุณค่าของสังคมสมัยใหม่สอนให้ผู้คนยึดถือในคุณค่าของความจริงแท้ แต่ถ้ายอมรับว่ามีตัวแปรหลายอย่างที่ทำให้สังคมไม่ได้อาศัยความจริงแท้เป็นฐานเดี่ยวในการวินิจฉัยและจดจำเรื่องต่างๆ การพิสูจน์ความจริงแท้ก็ย่อมไม่ใช่ตัวแปรขั้นสุดท้ายที่จะชี้ขาดว่าสังคมจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ไปอย่างไร
ความจริงแท้มีความสำคัญในทางหลักการ แต่การจัดการความทรงจำให้ใกล้เคียงความจริงแท้ (merely truth) มีความสำคัญทางสังคม การจัดการนี้เป็นเรื่องทางการเมือง และก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองโดยตรง
หมายเหตุ: พิมพ์ครั้งแรกใน มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 10 มกราคม 2547 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1221
ก้าวพ้นสังคม 2 สีเหลือง – แดง
ที่มา ประชาไท
สมพันธ์ เตชะอธิก
ครั้งหนึ่งคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับอำนาจรัฐที่กดขี่และเอารัดเอาเปรียบผู้ไร้อำนาจ โดยแย่งชิงทรัพยากรอันจำกัดไปจากคนยากจน จึงเกิดทฤษฎีความขัดแย้งโดยใช้ชนบทล้อมเมืองและกำลังอาวุธเข้าต่อสู้ยึดอำนาจคืนสู่ประชาชน แต่เมื่อยังไม่ประสบผลสำเร็จและเสมือนหนึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย มีผู้คนล้มตาย บาดเจ็บ พิการและกลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างยากลำบากในสังคมไทย จนทุกวันนี้อยู่ในวัยชราภาพ
คุณประกาศิต รูปสูง เป็นลูกอาจารย์สน รูปสูง ที่ทำกิจกรรมนักศึกษาและเคลื่อนไหวทางการเมืองและมวลชนมาโดยตลอด เมื่อเขาเห็นผู้เฒ่าผู้แก่อดีตสหายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันพากันล้มป่วยและตายไปโดยไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าที่ควร เขาและเพื่อนพ้องน้องพี่จึงคิดจัดทำกองทุนสุขภาพและสวัสดิการขึ้น เจตนารมณ์และอุดมการณ์นี้น่าสนับสนุนทั้งทางความคิดและการปฏิบัติจริง
กิจกรรมแรกที่คุณประกาศิตและพี่น้องคิดกัน คือ การจัดคอนเสริ์ตเพลงเพื่อชีวิต โดยวงคาราวาน , วงไก่ แมลงสาบ , นิด ลายสือ และสุธี ปุราทะกา โดยที่มีอีกความคิดหนึ่งทางการเมือง คือ การเสวนาเรื่องการก้าวพ้นสังคมหลากสีในความขัดแย้งทางการเมือง โดยจะมีคุณอมรเทพ อมรรัตนานนท์ คุณนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้เขียน และคุณเจริญลักษณ์ เพ็ชรประดับ ดำเนินรายการ ในวันที่ 17 ตุลาคม 2552 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 ณ ห้องประชุมสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เราท่านที่รักความเป็นธรรม รักมนุษย์และพอแบ่งปันทรัพยากรทั้งทางปัญหา ความคิด ความรู้ ประสบการณ์และเงินจำนวนหนึ่ง น่าจะไปเข้าร่วมและสมทบกองทุนดังกล่าว
ผู้เขียน มองว่า ความขัดแย้งหลักมาจาก 2 สี คือ สีเหลือง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นความร่วมมือของชนชั้นกลางที่รักความเป็นธรรมกับกลุ่มอมาตยาธิปไตย พูดภาษาทฤษฏีอาจกล่าวได้ว่าเป็นกลุ่มทุนนิยมกับศักดินาบูรณาการเป็นแนวร่วมชั่วคราว สีแดง เป็นกลุ่มนายทุนธุรกิจการเมืองกลุ่มนักการเมืองอาชีพ กลุ่มอดีตสหายที่ร่ำรวย ไม่ยากลำบากเหมือนกลุ่มคนที่คุณประกาศิตต้องการมีกองทุนสุขภาพและสวัสดิการ โดยมีฐานมวลชนที่ไม่พอเพียงเป็นมวลชนพื้นฐาน มีลักษณะทุนนิยมบวกสังคมนิยม อาจเรียกเล่นๆ ได้ว่า สังคมทุนนิยมภิวัฒน์ ส่วนสีอื่นๆ เป็นองค์ประกอบและสีสันทางการเมือง ไม่ใช่คู่ความขัดแย้งหลัก
สังคมไทยในอนาคตต้องชูธงทฤษฎี สังคมคุณธรรมภิวัฒน์ โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือ เพื่อต่อสู้ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ที่มีการเอารัดเอาเปรียบ การแย่งชิงทรัพยากร การเมืองแบบนายทุน นักการเมืองอาชีพ อดีตข้าราชการ และคนมักใหญ่ใฝ่สูง เข้าไปมีอำนาจและจัดสรรผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาสู่คุณธรรมของปัจเจกชน การสร้างชุมชนเข้มแข็งและเครือข่ายที่ทรงพลัง และเข้าไปจัดการระบบการตลาดที่นำเงินนอกชุมชนเข้า นำวัตถุดิบชุมชนออกเป็นรายได้ ไม่นำเงินในออก ไม่เอาสินค้าภายนอกเข้าชุมชน เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง โดยไม่ตกอยู่ในกระแสบริโภคนิยม การเห็นเงินตราและวัตถุเป็นใหญ่
ธงนำทางทฤษฏีจะเป็นไปได้โดยไม่ต้องใช้กำลังอาวุธ ต้องมียุทธศาสตร์ไม่น้อยกว่า 20 ปี ในการปฏิวัติ ปฏิรูปและการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐในรูปการเมืองภาคพลเมืองกับการเมืองภาคตัวแทนต้องผสมผสานกันอย่างเป็นขบวนการเดียวกัน
การแปลงทฤษฏีสู่การปฏิบัติจึงเป็นสิ่งท้าทายการก้าวพ้นการเมืองหลากสี ที่มีสีเหลืองและสีแดงเป็นคู่ขัดแย้งหลัก ซึ่งต้องมีกลุ่มคนที่สนใจทฤษฏีและยุทธศาสตร์มานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างสุนทรียะสนทนาและจัดขบวนการแปลงสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากมือนายทุน ศักดินา นักการเมือง ไปสู่ ประชาชนที่แท้จริงได้
กัมพูชาหรือมหาอำมาตย์?
เขาหาเหตุกัมพูชาน่าสนเท่ห์
ใครเกเรงานนี้มีความหมาย
เรื่องดินแดนโดดเด่นเพราะเป็นตาย
ชีวาวายก็ยังยอมเข้าพร้อมพลี
ชาตินิยมสมศักดิ์เพราะรักชาติ
ใครบังอาจเราก็รบไม่หลบหนี
แต่คำถามอึดอัดเป็นปรัศนี
วิกฤติการณ์งานนี้ใครชี้นำ
เรื่องปราสาทพระวิหารเหตุการณ์เก่า
ไปปลุกเอาขึ้นมาใหม่ใส่กระหน่ำ
แปลกประธานอาเซียนวนเวียนทำ
ชูปัญหาขึ้นนำไปทำไม
อะไรคือเบื้องหลังในครั้งนี้
ผลประโยชน์หากมีอยู่ที่ไหน
บ้าสมบัติถ้วนทั้งผองจิตของใคร
อาฆาตแค้นจากยุคใดถึงไล่ตาม
ทุกดินแดนทับซ้อนไม่ซ่อนเงื่อน
เห็นเป็นเพื่อนผูกมิตรไม่คิดหยาม
ใช้การทูตชี้นำไม่ต่ำทราม
ถึงเป็นความกี่คดีก็มีทาง
เริ่มจากตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ
หนักกิเลสเกรดหยาบก็สาบสาง
เจรจาที่ใดแทบวายวาง
เหมือนเป็นลางบอกเหตุประเทศไทย
จนถึงนายกรัฐมนตรีที่เขาเชิด
ต้นกำเนิดล้าหลังจากรังไข่
ใครไม่มาด้วยประชาธิปไตย
ประเทศไหนเขาก็รับแล้วหลับตา
แต่เหนือกว่าสิ่งใดเมืองไทยนี้
คือมือที่มองไม่เห็นคอยเข่นฆ่า
อาฆาตแค้นลึกล้ำกัมพูชา
ด้วยต่ำเตี้ยเสียหน้าในสากล
เราร่วมกันพัฒนาพาราร่วม
ผลประโยชน์มวลรวมก็เข้มข้น
หลังสงครามย่อยยับเขาปรับตน
สู่สากลชดเชยที่เคยพัง
เราเพื่อนบ้านยิ่งต้องร่วมควรรวมหนัก
ให้ความรักลอยข้ามแทนความหลัง
กลุ่มอาเซียนก้าวหน้าดาราดัง
เรื่องใดเราชิงชังนั่งเจรจา
แต่อำมาตย์อึดอัดออกขัดข้อง
เพราะเขามองเพื่อนดีเหมือนขี้ข้า
พาลไปรอบสี่ทิศอนิจจา
นำโลกาวิบัติใหม่สู่ไทยเรา
เศรษฐกิจโลกเข้าเขากลัวล้ม
กลัวทรัพย์สินถูกข่มจนซมเศร้า
ทุนนิยมก้าวใหม่จึงไม่เอา
เอาทุนเก่าเข้าครองเพราะของตน
ทัศนะแบบอำมาตย์ชาติไม่รอด
ต้องเข้าจอดเหมือนอาชาม้าตีนต้น
ทะเลาะเขารอบด้านเป็นพาลชน
จะอับจนไปอีกนานถ้าบานปลาย
กองทัพต้องหยุดกระทำตามอำมาตย์
เริ่มรักชาติกันเสียบ้างยังไม่สาย
เลิกเอาใจคนที่เห็นว่าเป็น “นาย”
สู่เป้าหมายอันสมควรคือ “มวลชน”
จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา:คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 19
---------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
Wednesday, October 14, 2009
14 ตุลา
ที่มา มติชน
คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12
โดย ฐากูร บุนปาน
14 ตุลาคมของปีนี้ จะครบ 36 ปี หรือ 3 รอบนักษัตรของ 14 ตุลาคม 2516
มีรายการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้วีรชนประชาธิปไตยตามปกติ และมีรายการอภิปรายเพื่อทบทวนสถานภาพของสังคมไทยและประชาธิปไตยอยู่หลายรายการด้วยกัน
ทั้งที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และที่อื่นๆ
เพราะสถานการณ์ก็สมควรจะให้ทบทวนอยู่ไม่น้อย
ผ่าน 14 ตุลามาแล้วถึง 3 รอบ แต่สังคมไทยยังล้มลุกคลุกคลานอยู่บนเส้นทางประชาธิปไตย
ปฏิวัติครั้งล่าสุดเพิ่งผ่านไป 3 ปีหมาดๆ
คนจำนวนไม่น้อยในสังคม เดินไปอยู่สุดขั้วสุดปลายโดยยินยอมพร้อมใจ
ไม่เหลือพื้นที่เอาไว้ให้สำหรับความแตกต่างหรือคนที่คิดเห็นแตกต่าง ซึ่งเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานที่สุดของสังคมประชาธิปไตย
และความแตกต่างสุดขั้วนี้ ไม่ได้ผลิออกมาแต่ความเกลียดชังสุดขีด หรือจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ยอมรับการประนีประนอมใดๆ อันเป็นปัญหาระยะสั้นเท่านั้น
แต่ต่างฝ่ายยังต่างเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาเอง ตามความชอบและความเชื่อของตัว
ฝ่ายหนึ่งก็น่าสงสารมาก ไม่เคยทำอะไรผิดเลยในชีวิตนี้ เพราะฉะนั้นระบบที่ลงโทษข้าพเจ้า (หรือคนที่ข้าพเจ้าบูชา) ผิดหมด ใช้ไม่ได้หมด
จะให้สังคมนี้กลับไปสู่ความสุขความเจริญ จะต้องอาศัยการนำของข้าพเจ้าเท่านั้น
จริงหรือ?
อีกฝ่ายก็พระเอกตัวพ่อเหมือนกัน ทำอะไรเท่ไปหมด คนอื่นทำอะไรที่ไม่เหมือนกับตัวเองคิดก็ผิดไปหมด
พูดอะไรก็ได้ ไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่ต้องจำ
เพราะพูดกันวันก่อนอย่าง วันนี้อีกอย่าง
เหมือนกับคนอื่นรู้ไม่ทันหรือจำไม่ได้
แน่ใจหรือ?
ขนาดนิสิตนักศึกษาเกิดมาไม่ทัน 14 ตุลาเมื่อ 36 ปีที่แล้ว ยังสะท้อนเอาไว้ได้น่าสนใจ-ลองดู
"ในความเห็นของ สนนท.และเครือข่าย วันประชาธิปไตยในเดือนตุลา มีเพียงวันที่ 6 และวันที่ 14 เพียง 2 วันเท่านั้น
ข้อเสนอสำหรับวันอื่นรับไม่ได้
เพราะการเคลื่อนไหวที่เหมือนถอยหลังกลับไปใช้อำนาจนอกระบบ รวมถึงข้อเสนอให้แต่งตั้ง ส.ส.โดยไม่ผ่านการคัดกรองจากประชาชน ไม่ได้เป็นไปตามขบวนการประชาธิปไตย
ถึงจะเห็นใจในความสูญเสียจากการต่อสู้ แต่เมื่อการเคลื่อนไหวไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
คำประกาศสร้างอนุสาวรีย์แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่อาจรับได้"
ข้างต้นคือการสรุปความเห็นของนายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
ขบวนการเคลื่อนไหวสุดปลายของทั้งสองข้างมีคนรุ่น 14 ตุลา รวมอยู่ด้วยจำนวนไม่น้อย
ในฐานะคนจุดไฟแล้วยื่นส่งต่อมาให้คนรุ่นปัจจุบัน ท่านควรจะดีใจหรือควรจะกลับไปทบทวนตัวเองดี เวลาที่ได้ยินคำให้สัมภาษณ์แบบนี้
หรือประสบการณ์สอนให้ชาชิน จนไม่รู้สึกรู้สมอะไรแล้ว
พลังของประชาชน
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
แม้จะมีเหตุและปัจจัยอื่นๆ หลายประการสั่งสมกันมาก่อนหน้า อันเป็นแรงผลักดันให้ความเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นวันใดวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว
แต่ก็ปฏิเสธความจริงมิได้ว่า เพราะพลังบริ สุทธิ์ของนักศึกษา-ประชาชนเรือนล้านเมื่อวันนี้ของ 36 ปีที่แล้ว จึงทำให้ระบบการเมืองไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกแผ่นดิน
จากการเมืองระบบปิดที่อยู่ภายใต้การควบ คุมของเผด็จการทหาร ก็เป็นระบบที่เปิดกว้างขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
ถึงจากนั้นมาจนปัจจุบันเส้นทางเดินของประชาธิปไตยจะขรุขระทุลักทุเล
14 ตุลาก็ยังให้ข้อคิด ข้อเตือนใจ และแรงบันดาลใจอันมีค่ามหาศาลแก่สังคมไทย
สิ่งที่ทำให้ 14 ตุลาติดตรึงอยู่ในใจของสังคมไทยมาโดยตลอด มิใช่แต่เพียงผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ แต่ที่มีน้ำหนักไม่แพ้กันก็คือ "จิตวิญญาณ" ของการต่อสู้และการเสียสละตนเองเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
หากขบวนการทางการเมืองใดก็ตามที่จะอ้างหรือเทียบเคียงการเคลื่อนไหวของตนเอง กับขบวนการนักศึกษาประชาชน 14 ตุลา ก็จะต้องตระหนักถึงพลังอันเกิดจากจิตวิญญาณดังกล่าวไว้ด้วย
จิตวิญญาณนี้ไม่ได้เป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นของจริง หรือเป็นเพียงคำพูดสวยหรูแอบอ้าง
สังคมไทยมีบทเรียนและสติปัญญาพอที่จะแยกแยะของจริงและปลอมจากกันได้
แม้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 จะให้การรับรองสิทธิพลเมืองของประชาชนเอาไว้มากกว่าที่ผ่านมา
แต่พลังทางสังคมหรือการเมืองภาคประชา ชนอย่างแท้จริง เพื่อคานกับอำนาจอื่นๆ ที่เคยกำหนดทิศทางของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคการเมือง ภาคราชการ หรือภาคธุรกิจ ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นที่กระจัดกระจายและขาดอำนาจในการต่อรองที่มากพอ
หากยกย่องเชิดชูวีรกรรมและเจตนารมณ์ 14 ตุลาอย่างที่ป่าวประกาศกันจริง ก็จะต้องไม่ปล่อยให้จิตวิญญาณของ 14 ตุลาที่ผ่านมาครบ 3 รอบนักษัตรสูญเปล่า
ยังมีภารกิจที่จะต้องช่วยกันสร้างเสริมพลังทางสังคมและความเข้มแข็งของชุมชนให้เป็นจริงเป็นจังมากกว่านี้
ใบเสร็จไม่มี
ที่มา ไทยรัฐ
ผลสำรวจความเห็นประชาชนของ "เอแบคโพล" ระบุว่า ประชาชน 59 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีข่าวทุจริตคอรัปชันบานตะไท
ประชาชน 69 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าผลงานของ "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในการแก้ปัญหาทุจริตมีน้อยมาก...ถึงไม่มีผลงานเลย
สรุปว่า ผลโพลทุกสำนักย้อนหลังไป 3 เดือน ออกมาแนวเดียวกัน
คือสะท้อนภาพลักษณ์รัฐบาลที่ตกต่ำอย่างน่าตกใจ
ต้นเหตุเพราะสังคมไทยตั้งความหวังนายกฯคนนี้ไว้สูงเกินควร
แต่ "อภิสิทธิ์" ต้องโทษตัวเองด้วย ที่สร้างภาพ "ผู้นำ" ไว้สูงส่งจนเกินความเป็นจริง
เมื่อเวลาผ่านไป "อภิสิทธิ์" ไม่สามารถ ตอบสนองความคาดหวังสูงของสังคมได้ ก็เกิดความผิดหวังเป็นธรรมดา
"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่า นายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นักการเมืองที่ปล่อยปละละเลยให้เกิดทุจริตในรัฐบาล
แต่ปัญหาของ "อภิสิทธิ์" คือการแสดงออกต่อกรณีทุจริตที่เกิดขึ้นไม่ ถึงพริกถึงขิงเท่าที่ควร
เริ่มตั้งแต่กรณีทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงที่ทุจริตกันอย่างมโหฬาร ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังคาราคาซัง
สังคมยังไม่เห็นการเอาจริงเอาจังในการสอบสวนหาคนผิดมาดำเนินคดี
ทั้งๆที่ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็เห็นอยู่ แล้วว่าใครเป็นใคร??
บทบาทของ "อภิสิทธิ์" กรณีทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงคือ ขอให้ประชาชนส่งข้อมูลหลักฐานให้รัฐบาล
ทั้งๆที่หลักฐานที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน และสื่อมวลชนได้ตรวจสอบและเปิดเผยต่อสังคมก็มากเกินพอที่ "อภิสิทธิ์" จะตัดสินใจ
กรณีทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่กำลังบานทะโร่หุบไม่ลง ก็อีหรอบเดียวกัน
ประธานกลุ่มแพทย์ชนบท "นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ" อุตส่าห์นำหลักฐานทุจริตไปรายงานนายกฯด้วยตัวเอง
พร้อมนำรายชื่อนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้พิจารณา
เพราะถ้าฝ่ายการเมืองไม่เปิดไฟเขียว ข้าราชการประจำฝ่ายเดียวคงไม่กล้าวางแผนทุจริตครบวงจร??
กลุ่มแพทย์ชนบทมั่นใจว่าข้อมูลที่รายงานให้นายกฯรับฟัง มีความชัดเจนมากเกินพอที่นายกฯจะตัดสินใจ
แต่ "อภิสิทธิ์" กลับขอให้กลุ่มแพทย์ ชนบทไปเขียนรายงานเสนอมาใหม่อีกที
แสดงว่านายกฯไม่ได้พยายามจัดการแก้ปัญหาทุจริตด้วยตัวเอง
คิดแต่จะรอใบเสร็จอย่างเดียว
กรณีประธานสภาอุตสาหกรรมฯ "สันติ วิลาสศักดานนท์" ที่ออกมาร้องเรียนกรณีทุจริตโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีผู้ไม่ประสงค์ ออกนามเรียกค่าหัวคิว หรือค่าเก๋าเจี๊ยะ จากบริษัทเอกชนสูงถึง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าโครงการ
แทนที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" จะแสดงอาการร้อนอกร้อนใจ กระซิบให้คนใกล้ชิดตรวจสอบทางลับ เพื่อเล่นงานขบวนการงาบเก๋าเจี๊ยะให้จั๋งหนับบุเรงนอง
"อภิสิทธิ์" ก็ท่องคาถาเดิม ถ้ามีข้อมูลก็ขอให้ส่งมา
แปลไทยเป็นไทยคือ... "ขอใบเสร็จยืนยัน"
ถ้ามีใบเสร็จมายืนยันก็จะรับไว้พิจารณา
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าในฐานะนายกรัฐมนตรี เมื่อมีข่าวทุจริตเกิดขึ้นต้องรีบจัดการทันที ไม่ใช่เอาแต่รอใบเสร็จตะพึดตะพือ
เพราะการทุจริตเชิงนโยบายมันไม่มี ใบเสร็จหรอกโยม
แค่มีหลักฐานควรเชื่อว่ามีการทุจริตจริง นักการเมืองที่กำกับดูแลก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ ตามกฎเหล็ก 9 ข้อที่ "อภิสิทธิ์" ใช้คุมความประพฤติรัฐมนตรี
ถ้าต้องรอให้มีใบเสร็จยืนยัน แล้วจะตั้งกฎเหล็ก 9 ข้อให้เมื่อยตุ้มทำไม??
แม่ลูกจันทร์
การเมืองวาระพิเศษ
ที่มา ไทยรัฐ
ปรากฏการณ์ที่ แกนนำขั้วการเมือง ไปร่วมงานทอดกฐินกับ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ จ.สุราษฎร์ธานี อย่างเนืองแน่นเมื่อวันก่อน เป็นปรากฏการณ์ของขั้วการเมืองใหม่ ที่อยากจะเรียกว่า คนละพรรคแต่พวกเดียวกัน เพราะวิกฤติลับ ลวง พราง ต่อไปนี้ เราจะได้เห็นการเมืองวาระพิเศษอย่างที่ไม่เคย เห็นมาก่อน เป็นการรวมตัวไม่เฉพาะเรื่องของผลประโยชน์เท่านั้น
แต่เป็นเส้นทางอัตโนมัติที่ต้องเดินร่วมกัน
ในพรรคประชาธิปัตย์ ในความเป็นหนึ่งของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ กับเก้าอี้เลขาธิการพรรค กับอดีตหัวหน้าพรรคที่ชื่อ บัญญัติ บรรทัดฐาน เคยพาพรรคไปไม่ถึงดวงดาวในสนามเลือกตั้ง
ก็ต้องย้อนไปดูเส้นทางเดินของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ก็ต้องย้อนไปดูเส้นทางของ คุณอนันต์ อนันตกูล และอีกหลายๆคน ที่เคยสัมผัสกับตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์มาแล้ว
บนบทนิยามที่ว่าคนแตกได้แต่พรรคแตกไม่ได้
จึงมีพรรคประชาธิปัตย์มาจนถึงวันนี้ เป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ได้ทุกวันนี้ ใช่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่กันอย่างสงบสุข ตรงกันข้าม การขบเหลี่ยมเฉือนคมในพรรคประชาธิปัตย์ทั้งดุดันทั้งรุนแรง
ดังนั้น การที่คุณสุเทพแสดงบารมีในพื้นที่ให้สังคมได้เห็นว่า คุณสุเทพ ไม่ได้ต้องอาศัยพรรค แค่อาศัยพวกก็อยู่ได้ แถมพวกคุณสุเทพยังมีมากกว่าพรรคด้วยซ้ำไป
ความเคลื่อนไหวของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ กับข่าวลือที่ยังรอการพิสูจน์ว่าได้พบกับ แกนนำ พันธมิตรฯ หลายครั้งต่างเวลาต่างวาระ
ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญทั้งนั้น
อีกทางพันธมิตรฯกับคุณสุเทพความสัมพันธ์เป็นเช่นไรก็รู้ๆกันอยู่ เอาเป็นว่าความมั่นคงอยู่ในมือคุณสุเทพ โดยเฉพาะกองทัพตั้งแต่ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผบ.ทบ. พล.อ.
อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ในขณะที่อำนาจความมั่นคงภายในตำแหน่ง ผบ.ตร. คุณอภิสิทธิ์และคนที่อยู่เบื้องหลัง จึงจำเป็นต้องมีเอาไว้ต่อรองในมือบ้างเช่นกัน
การเมืองยุคมืดจะเดินหน้าไปได้อีกกี่น้ำ ด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ส่งผลกระทบถึงการปกครองการบริหารประเทศไปเต็มๆ รัฐบาลอยู่ไม่ได้ไม่เป็นไร แต่ประเทศต้องอยู่ ประชาชนต้องอยู่
วิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในภาวะ การเมืองฝืนธรรมชาติ ต้องจับตาให้ดี เพราะอาจถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองอีกครั้งที่ไม่ธรรมดา
การเมืองคนละพรรคพวกเดียวกัน เป็นผลมาจากการบิดเบือนหลักการประชาธิปไตยจนเพี้ยนไปหมด ความเป็นเอกภาพและเสถียรภาพทางการเมืองขึ้นอยู่กับผลประโยชน์เป็นหลัก คุยกันได้ก็จบ
คุยกันไม่ได้ก็บรรลัย.
หมัดเหล็ก
แกนนำเสื้อแดงขู่ สลายการชุมนุม 17 ต.ค. เท่ากับล้มประชุมสุดยอดอาเซียน
ที่มา MCOT News
อิมพีเรียล ลาดพร้าว 17 ต.ค.- แกนนำคนเสื้อแดงยืนยัน ชุมนุมใหญ่ 17 ตุลาคม ทวงถามความคืบหน้า “ฎีกา” ขู่ หากรัฐบาลสลายการชุมนุม เท่ากับล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ปลายเดือนนี้ ขณะเดียวกัน เรียกร้องให้เปิดรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะนักการเมือง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แถลงวันนี้ (14 ต.ค.) ยืนยัน คนเสื้อแดงจะจัดประชุมใหญ่ วันที่ 17 ตุลาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 60 วัน การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อทวงถามความคืบหน้าจากรัฐบาล พร้อมยืนยันว่า การชุมนุมจะเป็นไปโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่ถ้ารัฐบาลพยายามใช้ความรุนแรง หรือสลายการชุมนุม จะเกิดภาพที่ไม่ดีต่อการประชุมสุดยอดอาเซียน และอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจมาร่วมประชุมของผู้นำประเทศต่าง ๆ
“เราจะนัดรวมพล ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐ์ หน้าทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 13.00 น. และสลายการชุมนุม เวลา 24.00 น. วันเดียวกัน” นายณัฐวุฒิ ย้ำ และว่า วันที่ 24 ตุลาคม คนเสื้อแดงจะจัดอภิปรายนอกสภา ที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว เกี่ยวกับเรื่องการทุจริต และความไม่ชอบมาพากลในรัฐบาล และระบอบอำมาตยาธิปไตย และวันที่ 14 พฤศจิกายน จะมีการจัดคอนเสิร์ตระดมทุน ภายใต้ชื่อ “เพื่อนร่วมร้อง พี่น้องร่วมรบ” ที่โรงแรมโบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
นายณัฐวุฒิ ยังเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบ กรณีทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด ว่ามีรายชื่อนักการเมือคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง และเป็นรายชื่อเดียวกับที่ประธานชมรมแพทย์ชนบทระบุไว้หรือไม่ เพราะจากที่ได้รับรายงานทราบว่า มีการระบุชื่อบุคคลฝ่ายการเมืองด้วย แต่กลับไม่มีการแถลงรายชื่อออกมา
“หากมีรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็อยากให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ที่เคยพูดไว้” นายณัฐวุฒิ กล่าว
ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ย้ำว่า หากรัฐบาลใช้ความรุนแรง หรือ สลายการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง วันที่ 17 ตุลาคม ก็จะเท่ากับรัฐบาลล้มการประชุมสุดยอดอาเซียน ดังนั้น ขอให้เจ้าหน้าที่อย่าเข้ามาสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะมือที่ 3 พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาล เปิดเผยรายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัยช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยระบุให้ชัดเจนว่า มีการใช้งบประมาณไปในส่วนใดบ้าง ตั้งแต่พลทหาร – นายทหารชั้นผู้ใหญ่ เนื่องจากหลายครั้งมีค่าใช้จ่ายที่สูง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณชั้น 6 อิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว มีการจัดเสวนา งานรำลึก 36 ปี 14 ตุลา จัดโดย สถานีโทรทัศน์ Tipple Channel มีอดีตคนเดือนตุลา อาทิ นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธรรม แสงประทุม นายวัฒน์ วรรลยางกูล และนายจรัล ดิษฐาอภิชัย มาร่วมสัมมนา และได้รับความสนใจจากคนเสื้อแดงมาร่วมฟังเสวนา
นายอดิศร กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันสำคัญของการเรียกร้องประชาธิปไตย แต่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล กลับไม่ให้ความสำคัญ ส่งเพียงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาร่วมงานเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยอย่างแท้จริง.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-10-14 14:56:08
Asia Sentinel: อนาคตของราชวงศ์ในเอเชียอาคเนย์ The Future of Southeast Asia's Royalty
ที่มา Thai E-News
โดย Pavin Chachavalpongpun
ที่มา Asia Sentinel http://asiasentinel.com/index.php?option=com_content&task=view&id=2094&Itemid=594
แปลโดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 ตุลาคม 2552
อนาคตของราชวงศ์ในเอเชียอาคเนย์ 
ตำราการอยู่รอดของตำแหน่งและราชบัลลังค์ของคุณในขณะที่คนอื่นกำลังสูญเสียมันไป
ราชวงศ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความสำคัญในทศวรรษที่ 21 อยู่อีกหรือ? หลายปีที่ผ่านมาการสิ้นสุดของราชวงศ์ชาห์ในประเทศเนปาลที่มีอายุ 239 ปีแสดงให้เห็นว่าสถาบันดังกล่าวยังตกอยู่ในสภาพไม่มั่นคงเป็นอย่างมากถ้ามันยังดูเหมือนเป็นปรปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย
ในเอเชียยอาคเนย์ ราชวงศ์บางราชวงศ์ยังสามารถปกป้องการครองราชย์ไปพร้อมกับระบอบประชาธิปไตย บางราชวงศ์ก็มีโอกาสตกเป็นเป้าหมายของการทำลายล้าง ปัจจุบัน 4 ใน 10 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ ตั้งแต่สมบูรณาญาสิทธิราชไปจนถึงใต้รัฐธรรมนูญและเป็นพิธีการ
กษัตริย์ภูมิพลที่มีคนเคารพรักอย่างลึกซึ้งยังคงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกและเป็นจุดศูนย์กลางของการเมืองไทยถึงแม้จะมีความยุ่งเหยิงที่ทำรุมเร้าประเทศมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ที่โค่นล้มนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเชื่อว่าจากน้ำมือของผู้ที่สนับสนุนจ้าว ในระหว่างที่กษัตริย์กำลังมีพระกายที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ มีความกังวลเกิดขึ้นทั่วไปว่าการสืบทอดราชบัลลังค์นั้นจะมีการจัดการอย่างไร
ในประเทศบรูไน สุลต่าน Hassanal Bolkiah ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการปรับตัวที่ดีของเขาทำให้การครองราชย์อันเด็ดขาดของเขาเป็นไปอย่างถูกต้องในยุคที่มีรัฐที่เป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่ทั่วไป กษัตริย์ Sihamoni ของกัมพูชาซึ่งมีบทบาทที่เป็นพิธีเท่านั้นยังมีส่วนในการสร้างเอกลักษณ์ของชาติเขมร
ประเทศมาเลเซียมีระบบกษัตริย์แบบเลือกตั้ง Yang di-Pertuan Agong เป็นตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดและจัดตั้งโดยรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐมาเลเซีย Agong ปัจจุบันคือสุลต่าน Mizan Zainal Abidin, สุลต่านของ Terengganu และในระหว่างที่ประเทศประสบกับความวุ่นวายทางการเมืองในช่วงการเลือกตั้งปี 2551 ที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลที่มีอำนาจอยู่และมีเสียงสองในสามในสภาต้องพ่ายแพ้ และพรรค United Malays National Organization ซึ่งเป็นพรรคประจำเชื้อชาติที่ใหญ่ที่สุด ได้พยายามที่จะอ้างความไม่จงรักภักดีต่อราชวงศ์โดยหัวหน้าของพรรคฝ่ายตรงข้ามในการสร้างกระแสความไม่พอใจต่อพรรคคู่แข่ง
ที่ประเทศอื่นในโลก สถาบันกษัตริย์ได้ถูกมองว่าเป็นการเมืองที่ผิดยุคสมัยในสภาพแวดล้อมที่มีแต่สถาบันของรัฐที่เป็นประชาธิปไตย ในเอเซียอาคเนย์ร่องรอยของยุคที่ล้าสมัยของการปกครองโดยกษัตริย์และสุลต่านยังคงอยู่รอดในสมัยปัจจุบันที่เป็นประชาธิปไตย แต่จะอยู่รอดนานเท่าไร?
ความวุ่นวายที่ยืดเยื้อในประเทศไทยที่มีกลุ่มที่เป็นปรปักษ์แย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือดมันได้ลากเอากษัตริย์ที่เคารพรักเข้าลึกไปในนรกการเมือง สถาบันกษัตริย์ของไทยแทบจะไม่สามารถที่จะหนีพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งภายในด้วยเหตุผลง่ายๆที่ว่ามีการชี้ว่าปัญหาการเมืองอยู่ที่ความไม่พึงพอใจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆของคนยากจนที่เป็นส่วนใหญ่ของประเทศที่ตำหนิชนชั้นสูงในกรุงเทพฯถึงพฤติกรรมที่กดขี่ ชนชั้นสูงเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของสถาบันกษัตริย์
ที่ผ่านมาสุลต่านของบรูไนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งท้าทายใหม่ๆ เขาได้ทำให้ความถูกต้องของเขาเข้มแข็งขึ้นโดยใช้แนวคิดของ Melayu Islam Beraja ที่ยอมให้อิสลามมีบทบาทสำคัญในระดับชาติ แต่ขบวนการนี้มันเฉพาะเจาะจงและมีความเสี่ยงที่จะถูกปฏิเสธโดยประชากรที่ไม่ได้เป็นมุสลิม
นักวิชาการชาวอินเดีย Sreeram Chaulia โต้ว่าอนาคตของสถาบันกษัตริย์ในเอเซียขึ้นอยู่กับความสามารถหลายอย่างรวมกันทั้งทางด้านส่วนตัวและการเมืองและวิธีที่พวกเขาจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นปัจจัยที่ไม่เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย พวกเขาพึ่งพาความสามารถที่จะคิดค้นตัวเองขึ้นใหม่ใน 3 ระดับคือ: ตนเอง ระดับชาติ และ ระดับสากล
ในระดับตนเองนั้นสถาบันกษัตริย์มีความจำเป็นมากยิ่งกว่าในอดีตที่จะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ และความโปร่งใสมากขึ้นในขณะที่พวกเขาอยู่เคียงข้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แนวคิดของความเป็นเทพเจ้ากษัตริย์ยังคงมีความศักด์สิทธิ์อยู่ กษัตริย์ของไทยและกัมพูชายังคงต้องแสดงบทบาทเป็นธรรมราชาหรือทศพิธราชธรรมเพื่อที่จะเสริมบุญบารมีและต่อจากนั้นก็คือความเคารพจากบริวาร และเช่นกันสุลต่านได้ใช้ราชอำนาจของพวกเขาบนพื้นฐานของศาสนาอิสลาม
ความศักด์สิทธิ์ของบัลลังค์มันขาดไม่ได้ต่อการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ มันเผยถึงความใกล้ชิดและการสานเข้าด้วยกันของความเป็นกษัตริย์กับศาสนา และถ้าใช้มันอย่างชาญฉลาดมันจะเสริมสร้างความศักด์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ การล้มเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของประเทศเนปาลในรัชการของ Gyanendra Bikram Dev ส่วนหนึ่งมาจากการที่เขาปราศจากบารมีทางศาสนา และการที่เขาขึ้นครองราชย์จากการที่พระราชนัดดาซึ่งเป็น มงกุฏราชกุมาร ได้สังหารราชวงค์เกือบทุกพระองค์
ในระดับชาตินั้น ความคงทนของสถาบันกษัตริย์มันเกี่ยวดองอย่างละเอียดอ่อนกับความสัมพันธ์กับทหาร ตัวอย่างที่ดีคือบทบาทของทหารไทยในการโค่นล้มทักษิณและพวกเขาทำให้แน่ใจว่าผู้สนับสนุนของเขาที่เป็นสาธารณรัฐนิยมจะไม่กลับมามีอำนาจและดึงเขากลับมาอีก
โดยประวัติศาสร์แล้ว ทหารมีหน้าที่ที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ กษัตริย์ในอดีตและปัจจุบันแสวงหาที่จะสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ และโดยแท้จริงแล้ว ทหารยังกุมอำนาจที่มีอิทธิพลในการกำหนดอายุของการปกครองหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ ระบอบเผด็จการ หรือประชาธิปไตย และหัวใจของความยั่งยืนของกษัตริย์คือสัมพันธไมตรีกับทหาร
นอกจากนั้น สถาบันกษัตริย์ในอนาคตจำเป็นจะต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับพรรคการเมืองพื้นฐานที่เป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆที่มีความสำคัญในสังคมและไม่จำเป็นจะต้องเป็นฝ่ายขวาหรือรอยัลลิสต์ ในขณะเดียวกันพวกเขาจะต้องยึดมั่นที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการมองว่าพวกเขาเป็นผู้อุปถัมภ์ของคนส่วนน้อยที่มีอภิสิทธิ์ ซึ่งมันอาจจะทำบัลลังค์ตีตัวออกห่างจากชนชั้นกลางถึงชั้นล่าง: ถ้าเสียงส่วนใหญ่ได้รับการตอบรับ สถานภาพของกษัตริย์ก็จะปลอดภัย
คำแนะนำทั้งหลายนี้ที่จะช่วยให้สถาบันกษัตริย์ในเอเซียอาคเนย์ไม่ทำให้อนาคตของพวกเขาสดใสโดยอัตโนมัติปัจจัยใหม่ๆจะเข้ามาเป็นระยะๆเพื่อท้าทายความถูกต้องของการปกครองของพวกเขา ในการใช้อาวุธที่ไม่ถูกต้องอย่างเช่นการเข้าไปชักใยขบวนการยุติธรรมเพื่อที่จะต่อสู้กับความท้าทายดังกล่าวนั้นมันอาจจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นลบได้
ระบอบกษัตริย์ดำรงยู่มายาวนานหลายพันปี ดังนั้นกุญแจสำคัญที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดขึ้นอยู่กับแนวทางที่พวกเขาจะแสดงหรือตอบสนองในทางคล้องจองกับความปรารถนาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆของประชาชนที่ต้องการความเป็นประชาธิปไตย
Pavin Chachavalpongpun เป็น Visiting Research Fellow ที่ Institute of Southeast Asian Studies
The Future of Southeast Asia's Royalty
Monday, 12 October 2009
A survival primer for keeping your head and crown while others about you are losing theirs
Are Southeast Asia's monarchies still relevant in the 21st Century? In recent years, the demise of the 239-year old Shah Dynasty in Nepal indicates that the institution could be highly vulnerable if it appeared antagonistic toward democracy.
In Southeast Asia, some monarchies have successfully entrenched their rule alongside democracy. Some are potentially becoming the target of annihilation. At present, four of 10 Southeast Asian nations endure various kinds of monarchy, ranging from absolute to constitutional and ceremonial.
The deeply respected King Bhumibol Adulyadej remains the world's longest reigning monarch and the epicenter of the Thai political entity despite the political turmoil that has swept the country since the 2006 military coup that deposed Prime Minister Thaksin Shinawatra, allegedly at the hands of backers of the royalty. As the ageing monarch grows more frail, there are concerns about how the succession to the throne will be handled.
In Brunei, Sultan Hassanal Bolkiah of Brunei has proven his resilience in upholding the legitimacy of his absolute reign in an era of surrouonding democratic nation-states. Cambodia's King Sihamoni, whose role is largely ceremonial, nonetheless plays a vital part in the construction of a Khmer national identity.
Malaysia has a system of elective monarchy. The Yang di-Pertuan Agong is the highest ranking office created by the constitution of the federation of Malaysia. The current Agong is Sultan Mizan Zainal Abidin, the Sultan of Terengganu. As political turmoil has swept the country in the wake of 2008 elections that broke the ruling national coalition's two-thirds hold on power in the national legislature, the United Malays National Organization, the biggest ethnic party in the national coalition, has attempted to use a perceived lack of respect for the royalty by opposition leaders to whip up Malay sentiment against the opposition.
Elsewhere in the world, monarchies have been perceived as a political anachronism in the face of the prevailing democratic institutions of government. In Southeast Asia, the vestiges of the bygone era ruled by kings and sultans have been able to survive the democratic era. But for how long?
Thailand's prolonged crisis in which opposite factions have competed fiercely for ultimately the strengthening of their power position has further dragged the much-revered King deep into the political abyss. The Thai monarch could hardly escape being a casualty of the internal conflict simply because the political fault line was drawn on the growing resentment of the majority poor Thais who criticized the Bangkok elites for their despotic behavior. These elites have long claimed to represent the voice of the Thai monarchy.
The Sultan of Brunei has so far demonstrated his ability to adjust itself to meet new challenges. He solidifies his legitimacy using the ideology of Melayu Islam Beraja which allows for the significant role of Islam at the state level. But this process is exclusive and is at risk of being rejected by its non-Muslim population.
Indian scholar Sreeram Chaulia argues that the future of monarchies in Asia depends on the combination of their personal and political capabilities and how they transpire as a non-threatening factor to democracy. They reply much upon their ability to reinvent themselves at three levels: personal, national and international.
At a personal level, the monarchs more than ever need to exhibit their increased accountability, transparency and responsibility as they live side-by-side with a democratic regime. In Southeast Asia, the concept of divine kingship has remained highly sacred. The Thai and Cambodian kings are supposed to perform as Buddhist Dhammarajas, or virtual kings, so as to augment their charisma, and subsequently reverence, from their subordinates. Likewise, the sultans have been exercising their royal authority based on Islam.
The religious sanctity of the throne is indispensable for the existence of the monarchs. It unveils the close intertwining between kingship and religion, and if used wisely, it can enhance further the level of divinity of the monarchs. The abolition of the Nepalese absolute monarchy under the reign of Gyanendra Bikram Dev partly derived from the lack of his religious charisma and from the fact that he had come to the throne after his nephew, the crown prince, had murdered almost the entire royal family.
At a national level, the monarchy's endurance is intricately related to its alliance with the military, as exemplified by the Thai military's role in bringing down Thaksin and making sure the deposed prime minister's Republican supporters didn't come to power and bring him back.
Historically, the military was an obligatory defender of the royal institution. Past and present kings have sought to forge intimate alliances with armies. In fact, the military possesses a powerful mandate that often determines the lifespan of all kinds of regimes, be they monarchical, despotic or democratic. Central to the longevity of the monarchies is the loyalty of the military.
Moreover, future monarchies need to work closely with fundamental political parties which represent dominant groups in society and are not necessarily royalists. Meanwhile, they are obliged to avoid being seen as the patrons of minority privilege, as this would further separate the throne from the majority middle to lower classes: if the majority's voice is heard, the king's position is safe.
All these guides to longevity of the monarchies in Southeast Asia do not automatically offer a rosy picture for their future. New factors emerge periodically to challenge the integrity of their rule. Using illegitimate weapons, such as manipulating the legal system to fight against such challenges, may prove counterproductive.
The monarchical system has been around for thousands of years. The ultimate key to the survival of the monarchical institution, therefore, rests on the way in which it acts and reacts in a complementary manner to the rising desire of the people for democracy. Pavin
Chachavalpongpun is a Visiting Research Fellow at the Institute of Southeast Asian Studies


