WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 16, 2009

ดีเอสไอทะลวงอ่านเมล ขยายผลจับผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯ รายล่าสุด

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์ผู้จัดการเอเอสทีวี รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่ศาลอาญา ร.ต.อ.กรวัชร ใจเที่ยง พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ควบคุมตัว นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ อายุ 27 ปี ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-26 ต.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องรอผลการตรวจสอบทางนิติคอมพิวเตอร์และตรวจสอบประวัติอาชญากร ทั้งนี้ เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องนำตัวผู้ต้องหาตรวจสอบกับเครื่องจับเท็จจากผู้เชี่ยวชาญ และให้ผู้ต้องหานำชี้ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ต้องหาที่ได้ตรวจยึดมา ดังนั้น พนักงานสอบสวนจึงจะขอนำตัวผู้ต้องหากลับไปควบคุมต่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

ตามคำร้องฝากขังระบุว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2551 คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.)ได้มีมติดำเนินการสืบสวนสอบสวนกรณีที่มีการนำข้อความรูปภาพ เสียงที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เผยแพร่บนเว็บไซต์ youtube.com ซึ่งการสอบสวนพบว่า นายสุวิชา ท่าค้อ ได้ร่วมกับบุคคลที่ใช้นามว่า stoplesemajeste เป็นผู้กระทำผิดจึงได้มีการจับกุม นายสุวิชา ส่งฟ้องต่อศาลอาญา ส่วนบุคคลที่ใช้นามว่า stoplesemajeste ยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด กระทั่งได้มีการสืบสวนขยายผลพบว่าผู้ใช้นามแฝงดังกล่าว คือ นายอีมิลิโอ เอสเทแบน (Emilio Esteban) อายุ 46 ปี ชาวอังกฤษ อาศัยอยู่ที่ประเทศสเปน ใช้อีเมลติดต่อกับ นายสุวิชา โดยตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.2551 ถึงวันที่ 15 ก.ย.2552 นายอีมิลิโอ ได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ไว้ในเว็บบล็อก โดยใช้อินเทอร์เน็ตจากประเทศสเปน มีเป้าหมายหลักเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จึงขออนุญาตศาลอาญาเข้าถึงข้อมูลในอีเมลของ นายอีมิลิโอ และจากการตรวจสอบพบว่า วันที่ 21-23 ก.ค.2552 ได้มีอีเมลของ นายณัฐ ผู้ต้องหาส่งข้อมูล ภาพ และเสียงที่มีลักษณะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ให้กับ นายอีมิลิโอ จำนวน 3 คลิป ซึ่งเป็นคลิปเดียวกันกับที่มีการเผยแพร่ในเว็บบล็อกของ นายอีมิลิโอ พนักงานสอบสวนจึงขออนุมัติหมายจับ นายณัฐ ผู้ต้องหา ต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา และได้จับกุมผู้ต้องหาในวันเดียวกัน ซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาว่า นายณัฐ กระทำผิดฐานนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลนั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ และเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่ามีลักษณะอันลามก ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ขณะที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ที่มา: เว็บไซต์ผู้จัดการเอเอสทีวี

"เปรม" แจงเคยเตือน "จิ๋ว" คิดให้รอบคอบก่อนเข้าพท.

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ต.ค. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เปิดใจชี้แจงประเด็นทางการเมือง หลังจากเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ 13 ที่สโมสรทหารบก โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ร่วมพิธีด้วย

พล.อ.เปรม กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวพาดพิงว่า พล.อ.เปรมไม่ยอมติดต่อด้วย แม้กระทั่งไปขอลาบวชก็ไม่มีโอกาส โดยยืนยันว่าไม่เคยทราบเรื่องว่า พล.อ.ชวลิต จะบวชในตอนนั้น

“จิ๋วกับผมเป็นเพื่อนรักกันมานานหลายปีแล้ว และต่างคนก็ต่างทำงานให้กันและกันมา ดังนั้นความเป็นเพื่อนระหว่างผมกับจิ๋วคงยังอยู่ ฉะนั้นที่มีคนพูดว่า หรืออาจจะเป็นจิ๋วพูดเองก็ได้ว่าเขาไปลาบวช แล้วผมก็ไม่ให้ลา อันนี้มันไม่ใช่เพื่อนแล้วล่ะ เมื่อเพื่อนเขาจะไปลาบวช ก็จะต้องให้อโหสิกรรม ซึ่งเรื่องจริงๆ ผมไม่ทราบ ว่าเขาจะบวช จนบัดนี้ผมยังไม่รู้ว่าเขาบวชที่ไหน เมื่อไหร่ ดังนั้นผมขอจะเรียนความจริงให้ทราบว่า เรื่องมันเป็นแบบนี้”

นอกจากนี้ พล.อ.เปรม ยังชี้แจงถึงกรณีที่มีสื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าวทำนองว่า ไปตำหนิ พล.อ.ชวลิตว่าเป็นคนทรยศต่อชาติก็ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ถูกต้องคือก่อนที่ พล.อ.ชวลิตจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้เคยให้คนไปบอกว่าจะทำอะไรก็ขอให้คิดให้รอบคอบ

“ผมใช้คำว่าไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นการทรยศต่อชาติ นี่เป็นข้อความที่ผมสื่อไปถึงจิ๋วในตอนเช้าวันนั้น ซึ่งผู้สื่อข่าวนี้ เขาก็มายืนยันว่าเขาสื่ออย่างที่ผมพูด เพราะว่าเขาจดที่ผมขอให้เขาสื่อ เพราะฉะนั้น ผมไม่ได้กล่าวหาว่าเขาเป็นคนไม่ดีทรยศต่อชาติบ้านเมือง มันไม่ใช่”

พล.อ.เปรม ยืนยันว่ามีเรื่องที่เกี่ยวกับ พล.อ.ชวลิต ที่สำคัญเพียงเท่านี้ และย้ำว่าความเป็นเพื่อนระหว่างตน และ พล.อ.ชวลิต ยังเป็นอยู่ตลอดไป

“เมื่อเพื่อนจะทำอะไรผมก็เตือน เพราะผมคิดว่ามีสิทธิที่จะเตือนได้ ก็เตือนเขาไปด้วยความเป็นเพื่อน ด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้มีความต้องการที่ตำหนิจิ๋วเลย ซึ่งวันนี้ผมอยากพูดแค่นี้”

ทั้งนี้ พล.อ.เปรมยืนยันว่า ยังติดต่อกับ พล.อ.ชวลิตอยู่เสมอ

“เขาเคยติดต่อมาก่อนวันที่ 7 ต.ค.และวันเกิดจิ๋ว ผมก็โทรศัพท์ไปอวยพรเขา เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา และเราก็คุยกันดีเหมือนเพื่อน ถ้าเขาต้องการมาพบผมก็ได้ แต่ตอนนี้คิดว่าเมื่อเขาเป็นนักการเมืองแล้ว มาพบผมก็ไม่น่าจะสมควร”

พล.อ.เปรม กล่าวอีกว่า หาก พล.อ.ชวลิต จะมาคุยในฐานะเพื่อน ก็มาคุยได้แน่นอน แต่ต้องเวลาที่เหมาะ แต่หากมาคุยเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็จะไม่คุยเรื่องการเมือง เพราะตนไม่มีสิทธิจะคุยเรื่องการเมือง

ส่วนการเข้าสู่การเมืองของ พล.อ.ชวลิต จะทำให้บ้านเมืองเป็นอย่างไรนั้น พล.อ.เปรม กล่าวเพียงว่า พระสยามเทวาธิราชจะคอยดูว่าพวกเราทำอะไรกัน ถ้าใครทำไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง ก็จะถูกท่านลงโทษ

ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

กบฏ ปฏิวัติ รัฐประหาร

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

ไม่มีประเทศใดในโลกที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมากได้เท่าประเทศไทย
รวมรวมโดย ice angel คนอ่านข่าว
การรัฐประหาร 18 ครั้งและการปฏิวัติ 1 ครั้ง "หยุดทำร้ายฉันหยุดทำร้ายอำนาจประชาชน"



ในข้อความตอนท้ายๆ ของพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ ร.7 เมื่อ 2 มี.ค. 2477 ความว่า

“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…”

เช้าตรู่วันที่ 24 มิ.ย. 2475 จึงนับเป็นการปฏิวัติที่แท้จริง เพียงหนเดียว ที่เคยเกิดขึ้นในบริบทการเมืองไทยการยึดอำนาจโดยการใช้กำลังในครั้งต่อๆ มา ถือว่าเป็นเพียงการทำรัฐประหารทั้งนั้น

คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย


กบฏ 12 ครั้ง - ปฏิวัติ 1 ครั้ง - รัฐประหาร 8 ครั้ง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการเปลียนรัฐบาลหรือคณะผู้ปกครองหรื อการเปลี่ยนกติการการปกครองหรือรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกประเทศปกติรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศย่อมกำ หนดวิธีการเปลี่ยนแปลงไว้ เช่น ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปทุก 4 ปี หรือ 5 ปี หรือเลือกประธานาธิบดีทุก 4 ปี หรือ 6 ปี เพื่อให้โอกาสประชาชนติดสินใจว่าจะให้บุคคลใดหรือกลุ่มพรรคการเมืองใดได้เป ็นผู้ปกครอง และกำหนดวิธีการเปลี่ยนแปลงหลักการหรือสาระของรัฐธรรมนูญหรือแม้กระทั่งสร้างรั ฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับเดิม การเปลี่ยนแปลงตามกระบวณการดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสัน ติวิธี และเป็นวิถีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามทีการเปลี่ยนแปลงอีกวิธีหนึ่งที่ถือว่าเป็นวิธีการรุนแรงและไม ่ถูกต้องตามกฎหมาย นั่นก็คือการใช้กำลังเข้าข่มขู่ เช่น ใช้กองกำลังติดอาวุธเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลเดิมไล่คณะรัฐมนตรีออกไปและตั้งคณะรั ฐมนตรีใหม่ โดยกลุ่มของคนที่ยึดอำนาจเข้ามาแทนที่หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมแล้วร่างรัฐ ธรรมนูญฉบับใหม่ วางกฎและกติกาตามที่กลุ่มผู้มีอำนาจปรารถนา โดยปกติคณะหรือกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีนี้จะต้องมีกองกำลังติ ดอาวุธเข้าปฏิบัติการ มิฉะนั้นแล้วก็ยากที่จะสำเร็จ และถึงมีกำลังก็ไม่อาจไม่สำเร็จเสมอไป เพราะมีองค์ประกอบการสนับสนุนหรือต่อต้านจากประชาชนเข้ามาเป็นปัจจัยประกอบด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองก็คือว่า การเปลี่ยนรัฐบาลหรือผู้ปกครองประเทศมักไม่เป็นไปตามกติกาหรือระเบียบแบบแผนโดย สันติวิธี ตรงกันข้ามมักเกิดการแย่งชิงอำนาจด้วยการใช้กำลังอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของการจลาจลกบฏ ปฏิวัติหรือรัฐประหารความหมายของคำเหล่านี้เหมือนกันในแง่ที่ว่าเป็นการใช้กำลั งอาวุธยึดอำนาจทางการเมืองแต่มีความหมายต่าง กันในด้านผลของการใช้กำลังความรุนแรงนั้น หากทำการไม่สำเร็จจะถูกเรียกว่า กบฏ จลาจล (rebellion) ถ้าการยึดอำนาจนั้นสัมฤทธิผล และเปลี่ยนเพียงรัฐบาลเรียกว่า รัฐประหาร (coupd etat) แต่ถ้ารัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง ก็นับว่าเป็น การปฏิวัติ
การปฏิวัติครั้งสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ได้แก่ การปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 การปฏิวัติในรัสเซีย ค.ศ. 1917 การปฏิวัติของจีนในปี ค.ศ. 1949 การปฎิวัติในคิวบา ค.ศ. 1952 เป็นต้น
สำหรับในการเมืองไทยคำว่า ปฏิวัติ กับ รัฐประหาร มักใช้ปะปนกันแล้วแต่ผู้ยึดอำนาจได้นั้นจะเรียกตัวเองว่าอะไร เท่าที่ผ่านมามักนิยมใช้คำว่า ปฏิวัติ เพราะเป็นคำที่ดูขึงขังน่าเกรงขามเพื่อความสะดวกในการธำรงไว้ซึ่งอำนาจที่ไ ด้มานั้น ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้ว นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่แท้จริงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย การยึดอำนาจโดยวิธีการใช้กำลัง ครั้งต่อ ๆ มาในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นเพียงการรัฐประหารเท่านั้น เพราะผู้ยึดอำนาจได้นั้นไม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงหลักการมูลฐานของระบอบการปกครอง เลย ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมทางการเมืองและมิให้สับสนกับการใช้ชื่อ เรียกตัวเองของคณะที่ทำการยึดอำนาจทั้งหลาย อาจสรุปได้ว่าความหมายได้ว่าความหมายแคบ ๆ โดยเฉพาะเจาะจงสำหรับคำว่าปฏิวัติ และรัฐประหารในบรรยากาศการเมืองไทยเป็นดังนี้คือ “ปฏิวัติ” หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ อาจมีหรือไม่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และรัฐบาลใหม่ได้ทำการเปลี่ยนแปลงมูลฐานระบอบการปกครอง เช่นเปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบอบประชาธิปไตย หรือ คอมมิวนิสต์ ฯลฯ ส่วน “รัฐประหาร” หมายถึงการยึดอำนาจโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคงใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าต่อไป หรือประกาศใช้รัฐธรรมฉบับใหม่ เพื่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่นานนัก ในประเทศไทย ถือได้ว่ามี การปฎิวัติ เกิดขึ้นครั้งแรกและครั้งเดียวคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2547 โยคณะราษฎร จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย และมีการ กบฏ เกิดขึ้น 12 ครั้ง และรัฐประหาร 8 ครั้ง ดังนี้

-ปฎิวัติ 1 ครั้ง (4 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร) -กบฏ 12 ครั้ง 1.กบฎ ร.ศ.130 2.กบฎบวรเดช (11 ตุลาคม 2476) 3.กบฎนายสิบ (3 สิงหาคม 2478) 4.กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือกบฏ 18 ศพ (29 มกราคม 2482) 5. กบฎเสนาธิการ (1 ตุลาคม 2491) 6.กบฏแบ่งแยกดินแดน (พย. 2491) 7.กบฏวังหลวง (26 กุมภาพันธ์2492) 8.กบฏแมนฮัตตัน (29 มิถุนายน 2494) 9.กบฏสันติภาพ (8 พฤศจิกายน 2497) 10.กบฎ 26 มีนาคม 2520 11.กบฎยังเตอร์ก (1-3 เมษายน 2524) 12.กบฏทหารนอกราชการ (9 กันยายน 2528) -รัฐประหาร 8 ครั้ง 1.พ.อ. พระยาพหลฯ ทำการรัฐประหาร (20 มิ.ย. 2476) 2.พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และคณะนายทหารบก ทำการรัฐประหาร (8 พ.ย. 2490) 3.จอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำการรัฐประหาร (29 พ.ย. 2494) 4.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหาร (16 กันยายน 2500) 5.จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2501) 6. จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหาร (17 พฤศจิกายน 2514) 7.พล.ร.อ สงัด ชลออยู่ ทำการรัฐประหาร (20 ตุลาคม 2520) 8.พล.อ. สุนทร คงสมพงษ์ ทำการรัฐประหาร (23 กุมภาพันธ์ 2534) 9.ใคร...............? เพื่อใคร.............?


ในสภาวะตอนนี้ที่ทั้งโลกกาลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาทางด้านเดียว แต่ประเทศไทยกลับเจอปัญหาหลายด้านด้วยกัน ทั้งการทะเลาะกันเองของคนไทย ความคิดที่ขัดแย้ง การกระทบกระทั่งกันทางภาคใต้ และความเห็นแก่ตัวเห็นแก่พวกพ้อง นามาซึ่งการฉ้อราษฎร์บังหลวงในการบริหารประเทศและสังคม ดูได้จากที่ตอนนี้ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดในโลก ต้องถามว่าเวลานี้มีที่ใดบ้างในประเทศที่ไม่มีการคอร์รัปชั่น จนรวมไปถึงพฤติกรรมการปิดสนามบินสุวรรณภูมิที่เป็นการกระทาที่เห็นแก่ตัวที่สุดเหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นที่ลอนดอน ที่โตเกียวเพราะเขารู้ว่าอะไรควรไม่ควรทา แต่ที่มีเกิดขึ้นในประเทศไทยนั่นแสดงว่าเราไม่ได้คิดถึงสังคม และนั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกาลังล้าหลังขึ้นทุกวันทุกวัน
การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยวันนี้ไม่ใช่ว่าดีขึ้น ไม่ใช่ว่าวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน แต่ต้องดูว่าตอนนี้เราอยู่จุดใดในโลก ในขณะที่ประเทศอื่นเขาพัฒนาไป แต่ไทยกลับมีการพัฒนาที่ช้าลงๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้าเวียดนามคนไทยจะต้องอพยพไปทางานที่เวียดนาม เราต้องการให้เป็นแบบนั้นหรือ ทำไมเราต้องยอมจำนวนกับเหตุการณ์ที่เราไม่ได้ก่อ อำนาจประชาชน อำนาจการบริหารประเทศ อำนาจของเราเอง ทำไมเราต้องยกให้เขา บุคคลนอกรัฐธรรมนูญ

สยามเมืองยิ้ม กำลังจะหายไป

ขอบคุณมากครับคุณอภิสิทธิ ที่สอนคนไทยให้รู้ซึ้งได้ขนาดนี้

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

กว่า 9 เดือนที่ผ่านมา

อภิสิทธิ ได้สอนให้คนไทยได้เข้าใจความหมายนิทานอีสปเรื่อง "กบเลือกนาย" ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง



วันนี้ นาทีนี้ ผมเชื่อลึก ๆ นะว่า มีกบหลายตัวที่รู้สึกแบบนี้แต่ไม่กล้าแสดงออก (จากความรู้สึกของกบเหลืองที่ทำงานใกล้ ๆ ตัวผม 3 -4 ตัวนี่แหละ)

"ผิดหวังแต่ " อาย " ที่จะยอมรับว่า ผิดไปแล้ว"

"ผิดหวัง แต่ต้องทนฝืนกับ อีโก้ ของตัวเอง ว่า พวกฉันนี่แหละ คิดถูก ฉลาดกว่าพวกแก เสมอ ทั้ง ๆที่ลึก ๆ แล้วรู้สึก "ขมขื่น"

"ผิดหวัง แต่ต้องจำทนเพราะพลาดท่าเสียทีไปแล้ว ยังงัยก็ยังต้องฝืนเอาสีข้างเข้าถูต่อไป"

เพราะมองไปมองมาแล้ว

สรุปว่าที่ออกมาเผาบ้านเผาเมืองก็เพียงแค่การที่คนชื่อทักษิณ ชินวัตร เซ็นยินยอมให้เมียทำธุรกรรม กับหน่วยงานของรัฐ ทั้ง ๆ ที่

ทั้งผู้ประมูล และผู้รับการประมูล ไม่มีความผิดใช่ไหม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม

ทุจริต กล้ายางที่ว่าแน่ ๆ

หวยบนดินสองตัวสามตัวที่ว่า เจ๋ง ๆ

ผลเป็นงัย

ขี้ห๊ก..ทั้งเพ...........

บ้านเมืองวิบัติ อิบอ๋าย เพียงแค่เรื่องนี้จริง ๆ หรือ

การเมืองใหม่ คือการที่ อภิสิทธิจูบปากกับเนวินในการตั้งรัฐบาล

แถมกลุ่มเนวินคุมแต่กระทรวง A+ ทั้งน้านนนนนนนน

แบบนี้หรือที่พวกท่านต้องการ

โธ่...แล้วไม่บอกซะกะทีแรก

จะได้ให้ สนธิไปช่วยเนวินหาเสียง

ไม่ต้องมายึดทำเนียบ ยึดสนามบิน กันจนบ้านเมืองวิบัติขนาดนี้

9 เดือนที่ผ่านมา ผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่า คอรัปชั่นกันทุกกระทรวง

เช่ารถเมล 4 พันคัน ที่บางคนบอกนักบอกหนา ว่าคอรัปชั่นกันโจ๊มครึ่ม ถ้าโครงการนี้ผ่านต้องข้ามศพ พวกข้าไปก่อน

วันนี้ยกมือผ่านให้ในฐานะ รมช. ร่วม ครม. (ฮา) หน้าตาเฉย

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทั้งที่ตัวแสดงในโครงการนี้ หน้าเดิม ตัวเดิม ก้วนส์เดิมทั้งสิ้น (ฮา)

มันสะอาดเฉียบพลันขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ไม่อยากจะเซดกับโครงการไทยเข้มแข็ง

จับไปตรงไหน

เจอโกงตรงนั้น จะมากน้อยแล้วแต่ปริมาณความหิวกระหาย

โกงกันเรื่อย ๆ โกงกันอย่างมั่นใจ และโกงกันอย่างมั่นคง

ทั้ง ๆที่เป็นเงินกู้เขามาทั้งนั้น

ทักษิณ จะดีบ้างชั่วบ้าง ตามคำที่กล่าวหา

ผลงานก็ยังจับต้องได้ มีหลายสิ่งทำให้คนไทยเห็นได้ว่า

ประชาธิปไตยแบบกินได้ คืออะไร

แต่ รัฐบาลชุดนี้

ไม่มีอะไรให้เห็นเลย นอกจากแจกเงินกันดื้อ ๆ

กะ คอรัปชั่น แทบจะทุกอย่างที่ขวางหน้า

นี่หรือคือสิ่งที่ กบ ทั้งหลายต้องการ

แต่เผอิญ กบ อีกหลายตัว หรือกบส่วนใหญ่ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ต้องมารับกรรมร่วมกันกับสิ่งที่ตนเองไม่ได้กระทำนี้สิ

มันน่าเจ็บใจ

ไม่รู้ว่าเขาจะจิกกินอีกเท่าไหร่ถึงจะอิ่ม

แต่ช่างเถอะ มันเป็นเรื่องของบุญกรรมด้วย

ถือซะว่าชาติที่แล้ว ไปทำกรรมกับเขาไว้เยอะ

ชาตินี้เขาถึงได้มาเอาคืนกันพุงกาง

ทน ๆ กันไปนะพวกกบทั้งหลาย

คำถาม – คำตอบเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ

ที่มา thaifreenews

จาตุรนต์ ฉายแสง

การแก้รัฐธรรมนูญยังเป็นกระแสการเมือง กระแสข่าวอย่างต่อเนื่อง "จาตุรนต์ ฉายแสง" ได้ติดตามและเสนอความเห็นต่อเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาโอกาสนี้ ขออธิบายท่าทีตนเองอย่างครบถ้วนต่อการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นคำถาม - คำตอบที่ชัดแจ้ง ตรงไปตรงมา เสนอต่อรัฐบาล พรรคร่วม ฝ่ายค้าน สมาชิกรัฐสภา ผู้รักประชาธิปไตย รวมไปถึงประชาชนทั่วไป... เป็นมุมมองทั้งในฐานะนักการเมืองและนักต่อสู้ประชาธิปไตย ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ.

คำถาม – คำตอบเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ

ที่มา www.idsthailand.org/index.php/2009-03-06-08-05-14/10-2009-03-13-07-45-11/184-2009-10-08-07-47-55

เห็นอย่างไรเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นที่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

ข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น เป็นข้อเสนอที่ดีควรสนับสนุน คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเข้าใจวิกฤตการเมืองไทยดีพอสมควรและเสนอได้ค่อนข้างตรงจุด คือเสนอทางออกเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะสั้นให้แก้ 6 ประเด็นนี้ แล้วให้ยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปกันใหม่ ระยะยาวให้ตั้ง สสร. เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

6 ประเด็นที่เสนอคืออะไร
1) แก้ไขมาตรา 111 - 121 โดยให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด
2) แก้ไขมาตรา 237 โดยให้ตัดทิ้งประเด็นการยุบพรรคการเมือง และให้ลงโทษกรรมการบริหารพรรคที่ทุจริตการเลือกตั้งเฉพาะคน ไม่ใช่เหมารวม
3) แก้ไขมาตรา 190 โดยยังคงให้การทำสัญญากับต่างประเทศต้องผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ให้กำหนดประเภทของหนังสือสัญญาให้ชัดเจนว่าแบบไหนที่ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ
4) แก้ไขมาตรา 93 - 98 โดยการเลือกตั้ง ส.ส.ให้กลับไปใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว (รวมจำนวน ส.ส.เขต 400 คน) และ ส.ส.บัญชีรายชื่ออีก 100 คน
5) แก้ไขมาตรา 266 โดยให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าไปมีบทบาทต่อการบริหารงานของข้าราชการประจำ และงบประมาณในโครงการต่างๆของรัฐ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้
6) แก้ไขมาตรา 265 โดยให้ ส.ส. ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น เลขานุการรัฐมนตรีได้

จะเห็นว่าใน 6 ประเด็นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่จำเป็น เช่น มาตรา 190 ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาลในด้านการต่างประเทศ มาตรา 190 นี้เมื่อตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วในกรณีแถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับประสาทเขาพระวิหาร ก็ยิ่งทำให้มีเนื้อหาที่เป็นปัญหาเข้าไปใหญ่ จึงต้องรีบแก้

นอกจากนั้นเป็นเรื่องเตรียมการสำหรับการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งคือจะแบ่งเขตกันอย่างไร ข้อเสนอให้เป็นเขตเดียว คนเดียว และระบบสัดส่วนให้มีบัญชีเดียวทั้งประเทศ ก็เป็นข้อเสนอที่เท่ากับย้อนไปใช้ระบบเหมือนในรัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งดีกว่า เป็นสากลกว่า

เมื่อจะเลือกตั้งกันใหม่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯก็เสนอว่าให้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ สส.เสียใหม่ด้วย เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันไปจำกัดอำนาจหน้าที่ของสส. จนทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแทบไม่ได้ การให้สส. เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ แต่กลับไม่ให้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีหรือที่ปรึกษารัฐมนตรี เป็นความลักลั่น ไม่เป็นเหตุเป็นผล แต่ที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือ การห้ามไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการประจำเพื่อประโยชน์ของ“ผู้อื่น” ซึ่งสามารถตีความได้ว่า สส.จะไปร้องทุกข์ ร้องเรียน ติดตามตรวจสอบงานของข้าราชการประจำเพื่อ “ประชาชน” ก็ไม่ได้

ประเด็นที่สำคัญที่สุดใน 6 ข้อที่เกี่ยวกับการจะทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเป็นที่ยอมรับกันได้ก็คือ ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้ยุบพรรคการเมืองทั้งพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคทุกคนเป็นเวลา 5 ปี จากสาเหตุที่กรรมการบริหารคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวกระทำความผิด รู้เห็นเป็นใจ หรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เป็นการผิดหลักนิติธรรม คือคนคนเดียวทำผิดต้องรับผิดชอบทั้งหมู่คณะ เหมือนกฎหมายประหารชีวิตเจ็ดชั่วโคตรในสมัยโบราณ

ที่ว่าจำเป็นต้องแก้เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นพอเป็นที่ยอมรับกันได้ ก็เพราะที่ผ่านมามีการยุบพรรคการเมืองหลายพรรค ซึ่งนอกจากขัดต่อหลักนิติธรรมแล้ว ยังเป็นเรื่องที่คนจำนวนมากเขาเห็นว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน และยังขัดต่อหลักประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ที่องค์กรที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยคือ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ สามารถยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง มีผลกระทบต่อพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงสมาชิกพรรคการเมืองล้านๆคน และยังมีผลเป็นการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนนับสิบล้านได้ด้วย


มีข้อกล่าวหาว่าเป็นการแก้เพื่อนักการเมือง ประชาชนไม่ได้อะไร

ประชาชนได้อะไรหรือไม่ คงไม่ได้ดูที่การแก้นี้เกี่ยวกับการกำหนดให้แบ่งที่ดินให้ประชาชนคนละกี่ไร่ หรือให้เพิ่มเบี้ยยังชีพคนละกี่บาท เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากการแก้รัฐธรรมนูญก็คือ ทำให้รัฐบาลทำงานได้มากขึ้น (ถ้าจะทำ) สส.ทำหน้าที่ของตนเองได้มากขึ้น ต้องใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น ทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรมมากขึ้น อำนาจกลับมาเป็นของประชาชนมากขึ้น
และที่สำคัญที่สุด การรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นนี้จะช่วยผ่อนคลายวิกฤตทางการเมือง ทำให้ทุกฝ่ายสามารถแก้ปัญหาประเทศได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั้งประเทศอย่างมาก


มีการวิจารณ์ว่ามาตรา 237 นี้มีไว้เพื่อป้องกันการซื้อเสียง

การจะป้องกันคนทำผิดกฎหมายก็ต้องมีการลงโทษคนที่กระทำผิดอย่างเหมาะสม แต่การลงโทษคนที่ไม่ได้กระทำผิดจำนวนมากไปด้วย นอกจากขัดหลักนิติธรรมแล้วยังไม่ได้ช่วยป้องกันการกระทำผิดอะไรเลย เมื่อใดที่คนรู้สึกว่าทำผิดหรือไม่ทำผิดก็จะถูกลงโทษเหมือนกัน เมื่อนั้นก็คือกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย ทำดีหรือทำไม่ดีก็ได้ผลไม่ต่างกัน ก็เท่ากับกำลังทำลายกฎหมายนั้นเอง


เขาว่าต้องการให้กรรมการบริหารพรรคต้องช่วยกันรับผิดชอบดูแลไม่ให้เกิดการทำผิดกฎหมาย

ดูแลก็ควรจะดู และช่วยกันได้บ้าง แต่จะให้มีผลถึงขั้นที่แต่ละคนต้องดูแลไม่ให้คนอื่นทุกคนไปทำผิดกฎหมายเลยย่อมเป็นไปไม่ได้ ในครอบครัวหนึ่งๆก็ยังยาก คนหนึ่งทำผิดแล้วก็จะลงโทษทุกคนจึงผิดหลักอย่างร้ายแรง ความรับผิดชอบที่องค์กรจะต้องมีเมื่อคนในองค์กรไปทำอะไรผิดก็ควรมี คนของบริษัทไปทำอะไรให้ใครเสียหายบริษัทก็อาจต้องตามไปชดใช้ แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขั้นยุบบริษัททั้งบริษัท และห้ามกรรมการบริษัททุกคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยไปทำมาหากินอะไรไม่ได้อีกเลย เพราะถ้าทำอย่างนั้นย่อมไม่ยุติธรรมต่อกรรมการที่ไม่เกี่ยวข้องและต่อทุกคนในบริษัทที่ต้องเสียหายไปด้วย

40 สว.ขู่ว่าจะยื่นถอดถอน สส.และ สว.ที่ลงชื่อสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

เป็นความคิดและการกระทำที่ล้าหลังมาก ที่เขาเสนออยู่นั้นเท่ากับบอกว่า รัฐธรรมนูญนี้แก้อะไรไม่ได้เลยนั่นเอง
รัฐธรรมนูญของประเทศไหนก็ต้องว่าด้วยเรื่องรัฐบาลและรัฐสภาเป็นสาระสำคัญอยู่ในนั้นด้วย เมื่อจะแก้ก็หนีไม่พ้นต้องแก้เรื่องเหล่านี้ คำถามคือจะให้ใครแก้ รัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ว่าให้รัฐสภาแก้ เพราะเป็นผู้แทนปวงชน ก็คือ เขากำหนดให้แล้วว่าเรื่องของรัฐบาลหรือรัฐสภาก็ให้รัฐสภานั่นแหละเป็นผู้แก้ ก็เท่ากับให้สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้แก้รัฐธรรมนูญในเรื่องของตัวเอง ไม่ให้คนอื่นมาแก้
แต่ถ้าบอกว่าเรื่องของรัฐบาล ห้ามสส.รัฐบาลแก้ เรื่องของรัฐสภา ห้ามสมาชิกรัฐสภาแก้ ก็เท่ากับห้ามแก้นั่นเอง
แล้วเขายอมให้ใครร่างรัฐธรรมนูญ คนที่คิดอย่าง 40 สว. เขาเคยชินกับการที่คณะรัฐประหารตั้งคนมาเขียนรัฐธรรมนูญ แต่คนที่มาจากประชาชน เขาไม่ให้แก้ ไม่ให้เขียน


เรื่องถอดถอนจะมีผลไหม

ความจริงต้องถือว่าไร้สาระ เพราะถ้าถอดถอนด้วยเหตุนี้ได้ก็เท่ากับสรุปหรือตีความว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไม่ได้แล้ว ก็คือ รักษาสิ่งที่คมช.ทำไว้ตลอดไป
แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ทำครัวออกทีวียังถูกถอดถอนได้ เรื่องนี้ก็อาจเป็นเรื่องได้ แต่สมาชิกรัฐสภาต้องไม่กลัว ถ้ากลัวก็เท่ากับยอมรับว่าต้องอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ ยอมรับระบบเผด็จการนั่นเอง


ทำไมจึงบอกว่าที่แก้ 6 ประเด็นเพื่อเตรียมการเลือกตั้ง ทำไมต้องเลือกตั้ง

คณะกรรมการสมานฉันท์ฯคงจับประเด็นได้ว่าสังคมมีความเห็นต่างกันมากในเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมของรัฐบาลปัจจุบัน จึงควรยุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ที่คนยอมรับกันได้ จะได้มีรัฐบาลที่เป็นที่ยอมรับ ก็จะแก้ปัญหาความยัดแย้งที่เกิดจากความไม่พอใจรัฐบาลไปได้ส่วนหนึ่ง
ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2550 ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นรัฐบาล เขาเลือกพรรคพลังประชาชน แต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนถูกล้มด้วยการเคลื่อนไหวกดดันของกลุ่มพันธมิตรฯและการจัดการของกลไกในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน แล้วจึงได้รัฐบาลปัจจุบันมา ก็มีคนจำนวนมากเห็นว่ารัฐบาลนี้มาโดยไม่ชอบธรรม จึงมีแรงต่อต้านค่อนข้างมาก และจากที่มาของรัฐบาลนี้เองก็ทำให้รัฐบาลนี้อยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้แล้ว จึงควรยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสินกันอีกรอบ
แต่ก็ติดปัญหาว่าถ้ารัฐธรรมนูญยังไม่ได้แก้เลย เลือกตั้งมาก็อีหรอบเดิม คือถ้าพรรคเพื่อไทยชนะ ก็คงโดนยุบได้ง่ายๆอีก เรื่องก็ไม่จบ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมให้เป็นธรรมพอสมควรเสียก่อน การยุบสภาให้มีการเลือกตั้งจะไม่เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะอำนาจในการกำหนดว่าใครเป็นรัฐบาลยังอยู่ที่กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญให้อำนาจเกี่ยวกับการยุบพรรคไว้


แก้แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แล้วปัญหาจะหมดไปหรือ

แก้แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่จะช่วยแก้ปัญหาการที่รัฐบาลไม่เป็นที่ยอมรับและถูกต่อต้านไปได้มากพอสมควร ใครมาเป็นรัฐบาลอาจยังมีแรงต่อต้านอีกก็ได้ แต่สังคมส่วนใหญ่คงไม่ร่วมด้วย เพราะถือว่าประชาชนตัดสินมาแล้ว
แต่ปัญหายังไม่หมดแน่ ปัญหาการเมืองยังมีอีกมาก เนื่องจากกติกาที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นยังจะต้องแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกันอีก


แก้เล็ก 6 ประเด็นนี้จะสำเร็จหรือ รัฐบาลมีทีท่าว่าอยากแก้เพียง 2 ประเด็น และยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำประชามติในขั้นตอนไหน

ก็ขึ้นกับแรงผลักดันของสังคม จากโพลล์สำนักต่างๆดูเหมือนประชาชนจะสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าไม่มีแรงผลักดันจริงจังก็อาจไม่ได้แก้ เพราะรัฐบาลดูจะไม่ค่อยอยากแก้ หรืออย่างมากก็จะแก้แค่ 2 ประเด็น แกนนำจากพรรคประชาธิปัตย์ ระดับอดีตหัวหน้าพรรค 2 คน ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ สส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ซึ่งอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ก็คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลหารือกัน ก็เห็นชอบร่วมกันแค่ 2 ประเด็น คือมาตรา 190 และเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งไม่เกี่ยวกับวิกฤตความขัดแย้งที่มีอยู่เลย เป็นเพียงการแก้ปัญหาและอุปสรรคการทำงานของรัฐบาล กับแก้ปัญหาการที่พรรคการเมืองเล็กๆที่คิดว่าเสียเปรียบพรรคใหญ่
ถ้าแก้แค่ 2 ประเด็น จะไม่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้เลย ไม่ตรงกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ


หลังสุดพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดหารือกันว่าจะแก้ 6 ประเด็น โดยแยกเป็น 6 ร่าง และจะให้รัฐสภารับหลักการก่อน แล้วจึงไปทำประชามติ

ยังน่าสับสนอยู่ว่าจะทำอย่างไรแน่ ความคิดที่จะแยกเป็น 6 ร่างแล้วพิจารณาทีละร่าง ก็คือรัฐบาลจะแก้ 2 ประเด็นนั่นเอง เพราะถึงเวลาลงมติ พรรคร่วมรัฐบาลก็จะสนับสนุนแค่ 2 ประเด็น ประเด็นอื่นเป็นอันตกหมด นี่คือเล่นละครต้มประชาชน ไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤตอะไร


การลงประชามตินั้นมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าจะทำในขั้นตอนไหน จะให้ลงอย่างไร และจะมีผลอย่างไร

มีปัญหาตั้งแต่ว่าถ้าแก้แค่ 6 ประเด็นเท่านั้น จำเป็นต้องลงประชามติหรือไม่ เพราะต้องเสียเวลาและต้องเสียเงินถึง 2,000 ล้าน ยิ่งรัฐบาลคิดจะแก้แค่ 2 ประเด็นแล้วไปลงประชามติยิ่งแย่ใหญ่
ถ้าจะทำประชามติ 6 ประเด็น ก็ยังน้อยไป ควรเพิ่มคำถามด้วยว่าต่อไปควรแก้ทั้งฉบับหรือไม่ และถ้าแก้ทั้งฉบับควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือฉบับปี 2550 เป็นหลักดี
ส่วนจะทำในขั้นตอนไหนนั้นคงต้องดูรายละเอียดของกฎหมายประชามติ และต้องเข้าใจก่อนว่าในรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้กำหนดว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะต้องจัดให้มีการลงประชามติเสียก่อน แต่บอกว่าให้รัฐสภาเป็นผู้แก้ ถ้าจะทำประชามติแบบมีผลผูกพันต่อการแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ ต้องแก้มาตรา 291 เสียก่อน โดยระบุขั้นตอนการแก้รัฐธรรมนูญเสียใหม่ว่าต้องมีการทำประชามติในขั้นตอนสุดท้ายด้วย
ถ้าไม่ได้แก้มาตรา 291 แต่ทำประชามติ ก็เท่ากับอาศัยกฎหมายประชามติอย่างเดียว ก็จะเป็นการถามความเห็นประชาชนโดยรัฐบาลเป็นผู้ถาม ถามแล้วรัฐสภาจะเอาตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งก็คาดว่ารัฐสภาคงเอาตาม แต่จะทำประชามติด้วยเหตุผลอะไร เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายประชามติหรือไม่ ก็ต้องดูรายละเอียดกัน คงต้องให้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะชี้แจง


พรรคร่วมรัฐบาลอยากให้รัฐสภารับหลักเสียก่อนแล้วค่อยไปลงประชามติ

ต้องถามว่าจะรับหลักการทั้ง 6 ประเด็นหรือแค่ 2 ประเด็น ดูเหมือนกฤษฎีกาจะเห็นแย้งว่าควรจะทำประชามติเสียก่อน ประธานวุฒิสภาก็มีความเห็นอย่างเดียวกัน ก็ดูจะมีเหตุผลดีกว่าที่รัฐบาลคิด ถ้าให้ประชาชนลงมติตรงกลางทางก็แปลก ไม่ทราบจะไปถามอย่างไร ทางที่ดีก็ถามเสียก่อนเลยว่าจะแก้ 6 ประเด็นนี้ไหม และถามด้วยว่าจะแก้ทั้งฉบับ และใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือฉบับปี 2550


ถามประชาชนทีละประเด็น ?

เรื่องนี้ยังมีปัญหาอยู่ เฉพาะ 6 ประเด็นนี้ จริงๆแล้วควรถามทั้ง 6 ประเด็นว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯหรือไม่ไปเลย ถ้าจะถามทีละประเด็นก็ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เกรงว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าถ้าจะแก้เรื่องไหนก็ให้ถามเรื่องนั้น ปัญหาคือถ้าแก้ทั้งฉบับล่ะ จะถามอย่างไร ถามทีละประเด็นจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจะเยอะแยะไปหมด และเนื้อหาในแต่ละเรื่อง แต่ละมาตราก็อาจจะเชื่อมโยงกัน ถ้าแยกถามทีละประเด็นก็จะมีปัญหาว่าได้คำตอบมาแบบขัดแย้งกันเอง เข้ากันไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะทำประชามติ ก็ยังอยากให้ถามแบบรวมไปเลยทั้ง 6 ประเด็นมากกว่า แต่ถ้าจะถามทีละประเด็นให้ได้ ก็ควรจะอธิบายหมายเหตุไว้ให้ชัดเจนว่าเป็นเฉพาะครั้งนี้ ไม่ถือเป็นบรรทัดฐานว่าครั้งต่อไปต้องทำอย่างเดียวกัน


ถ้ารัฐบาลยืนยันจะทำประชามติเป็นรายประเด็น ประชาชนผู้ต้องการประชาธิปไตยจะทำอย่างไร

ถ้ารัฐบาลถามแค่ 2 ประเด็นที่รัฐบาลอยากแก้ ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย ปล่อยให้รัฐบาลทำไปตามลำพัง
แต่ถ้าถามทั้ง 6 ประเด็น คิดว่าควรจะช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนเห็นชอบด้วย เพื่อให้แก้สำเร็จทั้ง 6 ประเด็น และควรถือโอกาสรณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง และปัญหาของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไปพร้อมๆกัน


พรรคฝ่ายค้านประกาศถอนตัว ไม่ร่วมสังฆกรรมแล้ว

ฟังจากข่าวแล้ว เห็นว่าน่าจะไม่ใช่ท่าทีของพรรคฝ่ายค้าน
ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยประกาศสนับสนุนข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ แต่การทำประชามตินั้น เขาเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมาย ไม่จำเป็นและสิ้นเปลือง ถ้าจะทำกันจริงๆ เขาก็เสนอว่าให้ถามประชาชนด้วยว่าแก้แล้วจะยุบสภาเลยหรือไม่ และควรแก้ทั้งฉบับหรือไม่ และจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 หรือ 2550 เป็นหลัก
ถ้ารัฐบาลจะแก้เพียง 2 ประเด็นเท่านั้น พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรมก็สมควร
แต่ถ้าเขาตกลงชัดเจนว่าจะแก้ 6 ประเด็น ผมยังคิดว่าควรร่วมมือ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้วิกฤต ตามที่ได้เสนอความเห็นไว้แล้ว
ส่วนการลงประชามติ ถ้ารัฐบาลยืนยันจริงๆ ลองนึกภาพดูว่าถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่ทำอะไรเลย ผลออกมาก็อาจกลายเป็นว่ามีประชาชนสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญน้อย เลยไม่ได้แก้ เข้าล็อกรัฐบาลพอดี การเมืองก็กลับมาอยู่ที่เดิม คืออยู่ในวิกฤตต่อไป
ถึงเวลาเลือกตั้ง พรรคฝ่ายค้านอาจรณรงค์ว่าจะแก้ทั้งฉบับ และคนอาจสนับสนุนเข้ามามาก แต่เขาก็ยุบพรรคคุณอีก
ถ้ารัฐบาลประกาศว่าตั้งใจจะแก้ทั้ง 6 ประเด็นและยืนยันทำประชามติจริง ก็ยังอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านช่วยรณรงค์ให้ประชาชนสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ


ดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะย้ำว่า รัฐบาลไม่จริงใจ

เห็นด้วยว่ารัฐบาลไม่จริงใจ ลองให้รัฐบาลเขาเดินหน้าไป ประชาชนก็จะเห็นว่าเขาไม่จริงใจ แต่ถ้าเขาอยู่ในสภาพการณ์ที่ถูกบังคับให้ต้องแก้ เราก็ไม่ควรปล่อยให้โอกาสนั้นผ่านไป


ควรยุบสภาเมื่อไหร่ ?

เมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จก็ยังต้องแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง คือ พรบ.พรรคการเมือง และพรบ.เลือกตั้ง แก้เสร็จแล้วก็ควรยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่
นี่ก็เป็นตามที่นายกรัฐมนตรีเคยแถลงไว้ต่อสภาก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ


นายกรัฐมนตรีบอกว่าถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติว่าให้ยุบเมื่อไรก็ยุบเมื่อนั้น

นั่นดูเหมือนจะเป็นการพูดแบบหาทางยืดเวลาออกไปให้นานที่สุดเท่านั้นเอง ความจริงไม่จำเป็นต้องไปบัญญัติอะไรในรัฐธรรมนูญว่าต้องยุบสภาเมื่อไร ถ้านายกรัฐมนตรีจำคำพูดตัวเองได้และเห็นแก่บ้านเมือง ยอมรับว่ามีความขัดแย้งเนื่องจากมีความไม่พอใจ ไม่ยอมรับรัฐบาล และรัฐบาลเองก็ทำงานไม่ค่อยได้ แก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแล้วก็ควรยุบสภาเสีย อย่างที่ท่านพูดของท่านเองก็พอ


มีการมองว่าถึงอย่างไรรัฐบาลนี้ก็ไม่แก้รัฐธรรมนูญ การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเพียงเกมซื้อเวลา เพราะฉะนั้นให้ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

เขามองอย่างนั้นก็มีเหตุผลอยู่ เพราะดูรัฐบาลไม่ค่อยจริงใจ ตั้งใจที่จะแก้รัฐธรรมนูญเลย มีการแบ่งบทกันเล่น โดยเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ แถมต่อมายังเสนอว่าจะแก้เพียง 2 ประเด็นบ้าง ให้ใช้เวลา 9 เดือนบ้าง ซ้ำยังบอกว่าแก้แล้วก็อาจไม่จำเป็นต้องยุบสภาอีก จึงยิ่งเห็นได้ชัดว่าที่รัฐบาลต้องการจริงๆคือ ซื้อเวลาให้รัฐบาลอยู่ไปได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
แต่กระแสที่บีบให้รัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญก็มีอยู่เหมือนกัน และก็ดูจะแรงขึ้นเรื่อยๆด้วย โดยเฉพาะในเชิงเหตุผลคือ เมื่อเกิดวิกฤตเมื่อครั้งสงกรานต์ มีการอภิปรายกันในสภา ก็ทำให้เห็นเหตุว่า ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือต้องแก้กติกา แล้วก็ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ จะแก้อะไรบ้างให้ตั้งคณะกรรมการขึ้น เขาก็ตั้งแล้ว คณะกรรมการที่สภาตั้งก็เสนอความเห็นมาแล้ว ซึ่งก็มีเหตุผลดีฟังได้ ทั้งหมดก็สอดคล้องกับที่นายกฯรับปากไว้หรือออกปากไว้ มาตอนนี้จะกลับลำหรือพลิ้วไปเรื่อยก็ยากแล้ว เพราะฉะนั้นหากช่วยกันผลักดันจริงๆ รัฐบาลก็คงจำเป็นต้องร่วมมือในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถซื้อเวลาไปเรื่อยๆได้
เวลานี้ดูเหมือนรัฐบาลเองก็ง่อนแง่นเต็มที ไม่รู้จะอยู่ได้นานเท่าใด ดีไม่ดีก็อาจไปก่อนการแก้รัฐธรรมนูญจะเสร็จก็ได้ ชักไม่แน่ใจว่าระหว่างการใช้เรื่องรัฐธรรมนูญมาซื้อเวลาของรัฐบาล กับการที่รัฐบาลจะไปเสียก่อนโดยไม่ทันได้แก้รัฐธรรมนูญ อันไหนน่าเป็นห่วงกว่ากัน แต่สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็คือ ต้องเร่งให้มีการแก้รัฐธรรมนูญโดยเร็ว
ถ้าไม่แก้เสียที ปล่อยให้เนิ่นนานไป แล้วรัฐบาลขัดแย้งกันเอง จนอยู่ไม่ได้ แล้วเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลมาก็ถูกล้มด้วยการยุบพรรคอีก ก็เท่ากับยืดเวลาในการมีความขัดแย้งให้ยาวออกไปอีกเท่านั้นเอง
การยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่นั้น หากยังไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นธรรมขึ้นพอสมควร จะไม่เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะเลือกมาแล้ว เขาก็ยุบพรรคการเมือง ล้มรัฐบาลที่ไม่ขึ้นกับเขาได้อีกอยู่ดี
ที่พูดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคัดค้านการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านรัฐบาล เพราะก็เข้าใจดีว่ามีคนไม่ยอมรับรัฐบาลนี้มากเหมือนกัน และเขาก็มีสิทธิ์ที่จะต่อต้านรัฐบาลนี้ แต่ขณะเดียวกันก็คิดว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลนี้หรือไม่ก็ตาม ควรจะต้องร่วมกันผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และเมื่อสถานการณ์เป็นอย่างปัจจุบัน คือรัฐบาลไม่ต้องการยุบสภา แต่ต้องการอยู่ให้นานที่สุด แต่ก็ไม่มั่นคง จะไปมิไปแหล่ ระหว่างที่รัฐบาลนี้ยังอยู่ เราก็ควรเรียกร้องให้รัฐบาลนี้ร่วมแก้รัฐธรรมนูญตามที่เขาพูดไว้


แก้ทั้งฉบับจะแก้เรื่องอะไร

ก็มีหลายเรื่อง ได้เคยพูดไว้ตอนที่คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 และเขียนไว้ในหนังสือด้วย คุณคณิน บุญสุวรรณ ก็เขียนหนังสือไว้เป็นเล่มว่าทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นี้
เรื่องสำคัญที่ต้องมาแก้กันคือ การแบ่งแยกอำนาจที่ถูกบิดเบือนไป บทบาทของฝ่ายตุลาการที่เข้ามาก้าวก่ายจัดการด้านการเมืองมากจนเกินพอดี ความเป็นอำนาจอธิปไตยที่ 4 ขององค์กรอิสระที่มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศ ที่มาขององค์กรอิสระที่ทำให้เราไม่มีองค์กรอิสระอยู่เลย เรามีแต่องค์กรที่มีสังกัด ที่แย่คือบางองค์กรที่สังกัดคมช.ยังจะทำหน้าที่อยู่ไปอีกนาน ที่มาของสว. การเขียนรัฐธรรมนูญละเอียดเกินไป โดยเฉพาะในแนวนโยบายแห่งรัฐ ทำให้ประชาชนไม่สามารถกำหนดนโยบายของรัฐบาลผ่านพรรคการเมืองและการเลือกตั้งได้ และการทำให้พรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นต้น


เห็นด้วยหรือไม่กับการตั้ง สสร.3

ถ้าจะแก้ทั้งฉบับก็ควรตั้ง สสร.3 รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจในการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่รัฐสภา ต้องยืนยันข้อนี้ เพราะถือว่ารัฐสภามาจากประชาชนมากกว่าองค์กรอื่นใด แต่จะทำให้สมาชิกรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับกันตามลำพัง ก็คงเป็นที่ยอมรับได้ยาก จะไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นต้องพยายามให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากๆ จึงควรตั้ง สสร.ขึ้น ได้เคยเสนอเรื่องนี้มาตั้งแต่หลังการเลือกตั้งใหม่ๆ แต่คนไม่ค่อยเห็นด้วย จนกระทั่งรัฐบาลสมชาย ก็เคยเสนอให้ตั้งสสร. แต่ก็ไม่ทันได้ตั้ง เมื่อมีสสร.แล้ว ให้สสร.ไปรับฟังความเห็นประชาชน เมื่อร่างเสร็จแล้วก็เสนอต่อรัฐสภา ให้รัฐสภาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ


แล้วควรให้ประชาชนลงประชามติหรือไม่

ถ้าแก้ทั้งฉบับจะให้ดีก็คือให้ลงประชามติ จะได้แก้ปัญหาเรื่องการยอมรับหรือไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญที่สสร.ร่างมาและรัฐสภาเห็นชอบแล้ว มิฉะนั้นก็วิจารณ์กันไม่เลิกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านประชามติแต่ที่แก้ใหม่ไม่ผ่าน ทั้งที่รัฐธรรมนูญ2550 ผ่านประชามติมาแบบ “มัดมือชก” คือทำประชามติขณะที่ประกาศกฎอัยการศึกในหลายสิบจังหวัด มีการบอกประชาชนว่าให้ผ่านๆไปจะได้มีเลือกตั้ง และถ้าไม่ผ่าน คมช. อาจเอาฉบับที่เลวร้ายกว่านี้มาใช้
ถ้าจะทำประชามติก็ต้องเป็นประชามติแบบเปิดเสรีและเป็นธรรม
การทำประชามติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มีข้อดีคือทำให้ประชาชนเข้าร่วมและเป็นผู้ตัดสิน จะได้เกิดการเรียนรู้ครั้งใหญ่ และประชาชนจะเห็นพลังของตนเอง แต่ก็มีเงื่อนไขนะ คือต้องเปิดให้ทุกฝ่ายรณรงค์และเสนอความเห็นอย่างเสรีและเท่าๆกัน


อย่างนี้ต้องใช้เวลานาน ?

ก็คงนานพอสมควร รวมการแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วยก็คงเป็นปี ซึ่งก็จะช้า เพราะฉะนั้นควรแก้เล็กเสียก่อน เพื่อให้มีเลือกตั้งเร็วๆ แก้ปัญหาเรื่องรัฐบาล

จะแก้รัฐธรรมนูญเพียง 6 ประเด็นยังยาก แล้วจะแก้ทั้งฉบับได้อย่างไร รัฐบาลจะยอมแก้ทั้งฉบับหรือ

ขึ้นกับประชาชนทั่วประเทศจะเอาอย่างไร จริงอยู่รัฐบาลนี้ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สว.สรรหาจำนวนมากก็เช่นกัน สมาชิกรัฐสภาในส่วนนี้คงไม่อยากให้แก้ จะแก้ทั้งฉบับได้ต้องอาศัยเสียงในสภาและแรงกดดันจากประชาชน เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็ควรเรียกร้องให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญแข่งกัน ถ้าช่วยสนับสนุนพรรคการเมืองที่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเข้าไปในสภามากๆ ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น ถ้าถึงขั้นได้เสียงของรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาก็ยิ่งดี และยังต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อให้ช่วยกันผลักดันทั้งผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการเคลื่อนไหวนอกสภา การแสดงความคิดเห็น หรือการลงประชามติ
ถ้าสังคมเห็นปัญหามากขึ้น ชัดเจนขึ้นว่ารัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรมนี้ ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจ ก็จะช่วยผลักดันให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญได้


แก้รัฐธรรมนูญแล้วจะเป็นประชาธิปไตยได้หรือ

ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเต็มที่แล้ว มั่นคงแล้ว รัฐธรรมนูญนั้นอาจถูกฉีกอีกเมื่อไรก็ได้ เพราะฉะนั้นที่ต้องทำต่อไปก็คือ ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจจนถึงขั้นไม่ยอมให้ใครมาฉีกรัฐธรรมนูญได้อีก ซึ่งก็คือต้องไม่ให้มีใครอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้
สภาพแวดล้อมต่างๆ วัฒนธรรมทางการเมือง ที่คนหรือกลุ่มบุคคลยังอยู่เหนือรัฐธรรมนูญยังอยู่ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องแก้ด้วย ต้องอาศัยพลังของประชาชนช่วยกันสร้างวัฒนธรรมใหม่ๆ เช่น ไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรนอกเหนือรัฐธรรมนูญ


มีความเห็นว่าเมืองไทยเอาแต่สร้างรัฐธรรมนูญ ไม่สร้างประชาธิปไตย

ความเห็นนี้ก็มีส่วนถูก แต่ถูกเพียงบางส่วน จริงๆแล้วเมืองไทยยังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญตามความหมายของรัฐธรรมนูญในอารยประเทศ ที่เรามีรัฐธรรมนูญกันมา 18 ฉบับก็คือไม่เคยมีรัฐธรรมนูญ เพราะสามารถถูกฉีกได้ตลอดเวลา คนจึงอยู่เหนือกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอาจถือเป็นกฎหมายสูงสุดอยู่ชั่วครู่ชั่วยาม แล้วก็ถูกฉีกทิ้ง ที่มีใช้กันมาส่วนใหญ่จึงเป็นธรรมนูญการปกครองบ้าง รัฐธรรมนูญชั่วคราวบ้าง หรือแม้เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ก็มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือแค่เอาไว้อ้างกับชาวโลกว่าเราก็มีรัฐธรรมนูญกับเขาเหมือนกันเท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญที่ดีๆก็อยู่ไม่นาน ถูกฉีกทิ้งหมด ส่วนใหญ่แล้วคนที่ร่างรัฐธรรมนูญเขาก็ไม่ได้คิดว่านั่นคือการสร้างความเจริญ ความดีงามให้กับประเทศ และยิ่งไม่คิดถึงการสร้างประชาธิปไตย
ปัญหาของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่เอาแต่สร้างรัฐธรรมนูญ โดยไม่สร้างประชาธิปไตย แต่เป็นปัญหาว่ามักมีคนชอบทำลายประชาธิปไตย ชอบฉีกรัฐธรรมนูญ ที่ยอมให้มีรัฐธรรมนูญบ้างก็เพื่อหลอกชาวโลก
การมีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับไม่ได้แสดงว่าเมืองไทยให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญมากเกินไปจนมีหลายฉบับ แต่แสดงว่าเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตย และยังไม่เคยมีรัฐธรรมนูญตามความหมายที่อารยประเทศเขาเข้าใจกัน


แล้วที่เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญอยู่นี้ต่างจากการสร้างรัฐธรรมนูญในอดีตอย่างไร

ในแง่เนื้อหาว่ารัฐธรรมนูญที่ดีควรเป็นอย่างไรคงไม่ต่างกันมาก เว้นแต่สภาพของสังคมพัฒนาไป เรื่องราวต่างๆมีการพัฒนามา เนื้อหาของรัฐธรรมนูญก็ต้องมีพัฒนาการเช่นกัน
แต่ต่างมากๆ คือ ความเป็นรัฐธรรมนูญและหลักการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญนิยม
ก็คือจะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยแล้วถือว่าจบสิ้นภารกิจ เพราะบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้วไม่ได้ ยังต้องทำอะไรต่อไปอีกมาก ที่สำคัญคือ ทำให้รัฐธรรมนูญมีความหมายอย่างรัฐธรรมนูญจริงๆ คือต้องทำให้ได้ถึงขั้นที่ใครจะมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ทำอะไรนอกรัฐธรรมนูญอย่างที่แล้วมาอีกไม่ได้ และจะให้ฉีกกันอีกไม่ได้ ใครไม่พอใจ ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะแก้ตามครรลองประชาธิปไตย
ต้องทำให้สังคมไทยยอมรับหลักรัฐธรรมนูญนิยม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า “นิยมแต่รัฐธรรมนูญ” แต่หมายถึงเราจะปกครองกันโดยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งจะต้องเป็นกฎหมายที่เป็นธรรม มีที่มาที่ชอบธรรม คือมาจากประชาชน ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายนี้อย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายสูงสุดนี้ต้องกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และต้องเป็นของประชาชนจริงๆ หลักรัฐธรรมนูญนิยมนี้ เมื่อรวมกับหลักนิติรัฐนิติธรรม ก็คือพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย


มีความเห็นอย่างไรต่อความเห็นว่าต้องสร้างประชาธิปไตยก่อน ไม่ใช่สร้างรัฐธรรมนูญก่อน

ผมเข้าใจและเห็นด้วยว่าเราต้องสร้างประชาธิปไตยให้ได้ ไม่ใช่เพียงแค่ให้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีมาฉบับหนึ่ง แล้วก็ถูกฉีกหรือถูกละเมิดเมื่อใดก็ได้อย่างที่ผ่านมา แต่ที่เสนอนั้นเป็นการพยายามสร้างประชาธิปไตยในแบบที่ยึดหลักรัฐธรรมนูญนิยมและนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งต้องการให้เกิดขึ้นโดยสันติวิธี จะทำให้ได้ประชาธิปไตยมาอย่างไรนั้น เห็นว่าต้องอาศัยพรรคการเมืองกับการเลือกตั้งทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่งคือ พลังประชาชนที่ไม่จำกัดอยู่แค่การเลือกตั้งเท่านั้นด้วย จะอาศัยช่องทางเหล่านี้ให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้ ก็หนีไม่พ้นต้องสร้างกติกาที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งควรจะรวมถึงตัวรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และประเพณีปฏิบัติ หรือวัฒนธรรมทางการเมืองด้วย
จะอาศัยพรรคการเมืองและการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาได้อย่างไร ถ้ารัฐธรรมนูญยังเป็นเผด็จการอยู่ ช่องทางนี้ย่อมถูกปิด ก็จะเหลือแค่การต่อสู้นอกสภาอย่างเดียว
นี่ไม่ได้วาดภาพว่าเราจะสร้างประชาธิปไตยก่อน โดยมองว่าจะเกิดพลังประชาชนเข้ายึดอำนาจรัฐมาเป็นของประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จเสียก่อน แล้วค่อยเขียนรัฐธรรมนูญกัน อย่างที่เรียกว่าปฏิวัติประชาธิปไตย โดยเฉพาะถ้าหมายถึงโดยการใช้กำลังเข้ายึดอำนาจ ยิ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่อยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโดยสันติวิธี
แต่ถ้าเกิดพลังประชาชนเข้มแข็งจนเป็นแรงกดดันให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีได้ อย่างนั้นก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เมื่อเป็นอย่างนั้นขึ้นมา เราก็ยังต้องมาคิดกันอีกอยู่ดีไม่ใช่หรือว่า เราจะมีกติกาปกครองบ้านเมืองกันอย่างไร เราก็ต้องมาถามกันว่า เราจะรับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย คือหลักการรัฐธรรมนูญนิยมและนิติรัฐนิติธรรมกันหรือไม่ ถ้าเรายอมรับหลักการนี้ ก็คิดว่าเรามีจุดที่จะพบกัน คิดตรงกัน และพูดเรื่องเดียวกัน


ความเห็นเรื่องล้มอำมาตย์เสียก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง


แต่ล้มอำมาตย์คืออย่างไร ข้อเสนอนี้ไม่ชัดเจน ให้อำมาตย์บางคนออกไป จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ยังไม่สำคัญเท่ากับว่า ถ้าบางคนออกไปแล้ว จะกลายเป็นประชาธิปไตยกันได้ทันทีหรือ อำมาตย์ยังมีอีกหลายคนไม่ใช่หรือ
ใน 3 ปีมานี้ ประชาชนได้เห็นชัดเจนที่สุดว่า ที่เป็นปัญหาอยู่เพราะอำมาตย์ และการปกครองปัจจุบันก็คืออำมาตยาธิปไตย ความคิดล้มหรือต่อต้านอำมาตยาธิปไตยจึงมีเหตุผลอยู่
แต่การจะเปลี่ยน ก็ต้องเสนอการปกครองแบบที่ไม่ให้อำมาตย์เป็นใหญ่ แต่ต้องให้ประชาชนเป็นใหญ่ จะทำได้ก็ต้องสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ ประชาชนเข้าใจและมีเสียงดังพอที่จะไม่ยอมให้อำมาตย์มีบทบาทนอกรัฐธรรมนูญได้อย่างที่ผ่านมา ในแง่กติกาก็ต้องแก้ คือ บัญญัติเสียว่า อำมาตย์ทำอะไรได้ หรือไม่ได้แค่ไหน ลงในรัฐธรรมนูญเสียเลยนั่นแหละถึงจะดี แล้วก็ต้องมีพลังประชาชน คอยกำกับคู่ขนานไปกับการสร้างกติกาด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ ต้องจำกัดบทบาทที่ไม่เหมาะสมของอำมาตย์
การแก้รัฐธรรมนูญและการสร้างประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องเดียวกัน


สุดท้ายคิดว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จะแก้ได้ไหม

6 ประเด็นที่พูดกันอยู่ยังหวังว่าแก้ได้ อยากให้แก้ได้ แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจ มาถึงวันนี้ดูจะยากเข้าไปทุกที
แต่การแก้ทั้งฉบับ บอกตรงๆว่ายาก จะแก้ได้ต่อเมื่อสังคมทั้งสังคม ประชาชนส่วนใหญ่ตระหนักว่าต้องแก้ และฝ่ายผู้มีอำนาจที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญนี้ต้องยอมผ่อนตามบ้าง แต่กว่าจะเกิดสภาพอย่างนั้น บ้านเมืองอาจวิกฤตรุนแรงเกินไปเสียแล้ว ดีไม่ดีผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะผู้นำกองทัพ ก็อาจจะหาเหตุฉีกรัฐธรรมนูญนี้เสียก็ได้ และต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่อีก
รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงรอวันฉีกมากกว่าจะได้แก้ และถ้าเป็นอย่างนั้นขึ้นมา ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเข้าสู่วงจรที่ราบรื่นเป็นปกติสำหรับผู้ยึดอำนาจอย่างที่ผ่านมา ครั้งนี้อาจรุนแรงหนักหนากว่าที่หลายๆคน รวมทั้งที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะคิด เราอาจสูญเสียกันอีกมากกว่าจะได้รัฐธรรมนูญที่ดี และอาจยิ่งต้องสูญเสียมากกว่านั้นกว่าเราจะได้ประชาธิปไตย
ก็ได้แต่พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะไม่ให้เหตุการณ์พัฒนาไปอย่างนั้น
ต้องช่วยกันหลายๆฝ่ายครับ

ไขปม \"กฐินสามัคคี\" โค่นบัลลังก์ \"ทักษิณ\"

ที่มา thaifreenews

พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี ไขปม"กฐินสามัคคี"โค่นบัลลังก์"ทักษิณ"

สัมภาษณ์ โดย จำนง ศรีนคร, อัครพงษ์ นครแก้ว (ที่มา มติชน )


"กลุ่มทุนเคยให้เงินพรรคการเมืองทุกพรรค แล้วถอนทุนคืนได้ แต่ปรากฏว่ามาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านไม่เอา ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เกิดความกลัว นำมาสู่การลงขันกัน..."

ถ้าเอ่ยถึง "เพื่อนตาย" พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลานี้คงเหลือไม่กี่คน

แต่ผู้ที่ยังยืนยงและคอยช่วยเหลือทั้ง "ยามสุขและทุกข์" มาตลอด เชื่อว่าต้องมีชื่อของ "บิ๊กเมธ" พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) 10 และเป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ใจให้ "คุมกำลังรบ" ของกองทัพอากาศยุคก่อน 19 กันยายน 2549

พล.อ.อ.สุเมธ เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

ด้วยความที่คลุกคลี "วงการเมือง" มาไม่น้อย ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเป็น "หัวหอก ตท.10" นำพาพวกพ้องพาเหรดเข้าพรรคเพื่อไทย

"มติชน" มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.อ.สุเมธ ถึงมูลเหตุที่ตัดสินใจเดินบนถนนการเมือง และเงื่อนปมสำคัญที่ "เพื่อนรัก" ต้องประสบเจอ

สนใจงานการเมืองหรือไม่

สมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เพราะเชื่อสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำเป็นสิ่งที่ดี และประชาชนจะอยู่ได้ รับราชการมาคิดว่าประเทศมีบุญคุณกับเรา เมื่อเกษียณยังมีกำลังช่วยบ้านเมืองได้ก็ยินดี แต่การเข้าไปเล่นการเมืองต้องดูว่าทำเพื่ออะไร คุยกับเพื่อนว่าเรามาทำความดีกัน หากทำไม่ดีมันตรวจสอบง่าย ยังไงก็ลงไม่สวย แต่ถ้าทำความดี ทำคุณกับประเทศชาติก็สบายใจ เชื่อว่าหากทำไม่ดียังไงก็ตรวจสอบได้ ชีวิตบั่นปลายก็ต้องมีปัญหาแน่นอน

จุดยืนการเมืองคืออะไร

คือการเข้าไปช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปช่วยพรรคเพื่อไทย เพื่อคงนโยบายพรรค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ คิดว่าต่อไปนี้ต้องสู้กันที่เศรษฐกิจ ความอยู่ดีกินดีของประชาชน และเชื่อว่าคนที่ทำได้ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ท่านจะไม่ได้เป็นนายกฯ แต่สามารถช่วยประสานต่างประเทศได้ เพราะมีเพื่อนฝูงมาก ใครเป็นนายกฯของพรรคเพื่อไทย ท่านก็เป็นที่ปรึกษา ประเทศไทยไม่ได้ใหญ่มาก หากหลายประเทศมารุมลงทุน ประเทศไทยก็ฟื้นได้ และคนที่ทำอย่างนี้ได้มีคนเดียว คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้ประชาชนเริ่มแย่แล้ว ทำอย่างไรให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน สิ่งแรกคือแก้รัฐธรรมนูญ แล้วสร้างความยุติธรรม เพื่อให้คนกล้าเข้ามาลงทุน

เป้าหมายทางการเมืองหวังสูงถึงขั้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่

การจะเป็นอะไรในพรรคไม่เคยคิด ขอเพียงแค่ให้ได้ช่วยให้ได้ทำ ไม่ได้เข้ามาเพื่อล้างแค้น เอาคืน หรือหวังตำแหน่งอะไร ต้องการอยากให้ประเทศอยู่ดีกินดีเท่านั้น

พ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกให้เพื่อน ตท.10 เข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่

ท่านเคยพูดว่า เราหลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัด การสอบเข้ามาในโรงเรียนเตรียมทหารได้ ถือว่าอยู่ในระดับหัวกะทิ ท่านเคยบอกให้รวบรวมเพื่อนให้มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ท่านเชื่อว่าเพื่อนมีความสามารถ ขณะนี้ก็มีหลายคนที่จะเข้ามา แต่อยู่ที่พรรคจะพิจารณา

ยุคหนึ่ง ตท.10 เคยถูกมองว่ายิ่งใหญ่ที่สุด แต่รัฐประหาร 19 กันยาฯ ทำให้ ตท.10 ตกต่ำที่สุดเช่นกัน

เรายอมรับอยู่แล้ว ถ้าเขาปฏิวัติเราก็ต้องตกต่ำ แต่ไม่เคยคิดอะไรและไม่เคยกลัว เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เสียใจคือประเทศไทยควรรุ่งโรจน์มากกว่านี้ ตท.10 ไม่กลัวอะไร อย่างน้อยก็มีเงินเดือน แต่ห่วงญาติพี่น้องไปไหนก็เจอคนอดอยาก แล้วเราจะสบายใจได้อย่างไร ด้วยความสัตย์จริงเรานึกอย่างนี้ตลอด ไม่ว่าจะบีบจะบี้ขนาดไหน เราก็ยังอยู่ในระดับปานกลาง แต่ชาวบ้านเดือดร้อนไม่รู้จะมีอะไรกินหรือไม่ เขาลำบาก

การเข้าพรรคเพื่อไทยของท่านถือเป็นสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่

ส่วนใหญ่ก็เป็นสายตรงกันทั้งนั้น ผมเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

มาร่วมทุกข์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเวลาที่คนอื่นถอยห่างถือว่าได้ใจกันหรือไม่

เป็นเพื่อนกันดูแลกันมาตลอด เขาช่วยเราในตำแหน่ง แม้เรามาตามไลน์ แต่ถ้าไม่ใช่นายกฯทักษิณ อาจจะผิดเพี้ยนไป เราฝังใจว่าท่านทำถูก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ อยากเห็นประเทศกลับมาดีเหมือนเดิม นายกฯทักษิณเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ครั้งเล่นการเมืองใหม่ๆ ว่าหากท่านจะค้าขาย ไม่ต้องมาเล่นการเมือง พรรคไหนดีก็ให้ไปพรรคละ 500 ล้านบาท เขาก็สู้กันไป เขาชนะก็ทำการค้าขายได้ แต่มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาขอร้องท่าน ท่านไม่บอกว่าใคร เขาบอกว่าทักษิณช่วยบ้านเมืองหน่อย ยอมเสียเงินสักก้อนตั้งพรรคการเมือง ท่านก็รับปากตั้งพรรคการเมืองลงทุนไป 4,000 ล้านบาท ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้คืนหรือจะได้เป็นหรือไม่ ก็เป็นการเสี่ยง แต่ถ้าเอาเงินให้แต่ละพรรคไม่ถึง 4,000 ล้านบาท ก็ทำได้ เหมือนที่บริษัทใหญ่ๆ เขาทำกัน




แต่จุดที่ท่านถูกกล่าวหาหรือถูกลงขัน เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่รับเงินคนอื่น กลุ่มทุนเคยให้เงินพรรคการเมืองทุกพรรค แล้วถอนทุนคืนได้ แต่ปรากฏว่ามาให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ท่านไม่เอา ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เกิดความกลัว นำมาสู่การลงขันกัน ท่านก็คิดไม่ถึง เพราะคล้ายว่าอยากเป็นอิสระไม่อยากให้ใครมาบีบ

แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณถูกกลุ่มทุน ลักษณะกฐินสามัคคีทำให้หมดอำนาจ

(พยักหน้า) ตอนช่วงนั้นที่ถูกปฏิวัติ เพราะเขาเกิดความกลัว เขากลัวว่าทำไปแล้วครอบงำ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ แล้วเขาจะขออะไรไม่ได้ เพราะเขาเคยครอบงำการเมืองทุกพรรคได้ แต่พอเขาให้แล้วไม่รับ ก็เป็นสัญญาณว่าเขาครอบงำไม่ได้ ทำให้ท่านถูกมองเป็นตัวอันตราย จึงเกิดเช่นนี้ขึ้นมา ถือเป็นจุดที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ ถามว่าทุกวันนี้กลุ่มทุนครอบงำหมดหรือไม่ สงครามหลายครั้งในต่างประเทศที่ประชาชนลุกฮือ คือ 1.เขาไม่ได้รับความยุติธรรม 2.ประชาชนอึดอัด จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นหรือ หากเขาอดอยากก็จะลุกฮือ ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะเกิดการต่อสู้ ขณะนี้เงินในประเทศกระจุกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม ขณะเดียวกันคนก็จนลง แล้วจะให้เขาทำอย่างไร

เคยคุยกับผู้ใหญ่หลายคนว่า การปฏิวัติทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่สุดท้ายเขาก็ทำ ทุกคนรู้ว่าปฏิวัติแล้วประเทศเสียหายแต่ก็ทำ อาจจะเกิดความกลัวจะถูกโยกย้าย หรือมีแรงหนุนจากผู้ใหญ่ ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนปฏิวัติแล้วเจริญ ประเทศไทยตั้งแต่ปฏิวัติมาก็เสื่อมโทรมไปเรื่อย บ้านเมืองย่ำแย่มาตลอด ช่วงก่อนปฏิวัติ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นรัฐบาล ประเทศ กำลังจะก้าวหน้า ไม่ว่าในเอเชียหรือในโลก

ผ่านการรัฐประหาร 19 กันยาฯ 3 ปีการเมืองไทยได้อะไรบ้าง

ไม่มีอะไรดีขึ้น มีแต่แย่ลงทุกอย่าง เทียบประเทศเพื่อนบ้านเรายังแย่กว่า พูดได้ว่าการปฏิวัติไม่ใช่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง การปฏิวัติทำสิ่งที่ไม่ควรหลายเรื่อง เช่น การออกกฎหมายย้อนหลัง ต่างชาติไม่ยอมรับ คนไทยเคยพูดว่าไม่กล้าจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะริบเงินเรา ขณะนี้เป็นแล้วกับประเทศไทย แล้วใครจะกล้ามาลงทุน หากมาลงทุนโดนกฎหมายย้อนหลัง ริบเงินแล้วเขาจะทำอย่างไร คณะปฏิวัติทำอะไรหลายอย่างเพื่อต้อนนายกฯทักษิณคนเดียว ลงทุนทำจนบ้านเมืองย่อยยับหมด

ทุกวันนี้หลายคนทำความผิดอะไรก็ได้ แต่ไม่ผิด อีกฝ่ายทำอะไรก็เป็นความผิด ประชาชนเขารู้และเข้าใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร วันนี้ประชาชนไม่ได้ถูกหลอก แต่กำลังถูกโกง เขากำลังโกงประเทศ เขาทำให้เรารู้แต่จะทำอะไรเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งรัฐบาล หรือหลายเรื่อง เขาไปมาหาสู่กันได้ แต่พอพรรคเพื่อไทยทำก็ผิด

มองสภาพการเมืองไทยมีธงให้เดินไปในทิศทางที่ต้องการ

คงมีการตั้งธงมาระดับหนึ่ง แต่ถึงตอนนี้คงใช้ไม่ได้ เพราะความจริงปรากฏ แล้วการสื่อสารก็ทำให้ประชาชนรู้ คนไม่ได้โง่ คนเริ่มฉลาด เขารู้อะไรมากขึ้น คนที่ทำก็ไม่แคร์สังคม จะโกงจะทำอะไรไม่แคร์สังคม คนเริ่มรู้สึกต่อต้านมากขึ้น ดังนั้นก็จะไปไม่รอด ขณะนี้ประชาชนมีความรู้ แล้วมาดูถูกเขา ด้วยการทำอะไรก็ได้ ทำให้เขาไม่ยอมรับ มีทางเดียวคือต้องมาเริ่มต้นใหม่ มาคุยกัน แล้วทำการเมืองต่อไป ต้องทำให้ดี มีความยุติธรรม เพื่อบ้านเมือง เพราะการมาโกงมาหลอกกันทำไม่ได้แล้ว ประชาชนสามารถรับรู้ได้

ที่น่าเป็นห่วง คือ หากปล่อยไว้นานแล้วยังใช้ระบบนี้อยู่ ประเทศจะแย่ไปหมดแล้วแก้ไม่ได้ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศแย่ไปหมด เชื่อว่าหากปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ ประเทศหมดแน่ เพราะหากเป็นอย่างนี้ใครจะมาลงทุน ถามว่านายกฯอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ไปสหรัฐอเมริกาได้อะไรมาบ้าง ไม่ได้อะไรเลย หากได้อะไรคงตั้งโพเดียมแถลงไปแล้ว ไปมาหลายประเทศไม่เคยได้อะไรกลับมาเลย แล้วประเทศจะได้อะไร ขณะนี้ประชาชนลำบาก

แสดงว่าภาพลักษณ์ของไทยในสายตาโลกไม่น่าเชื่อถือ

ไม่น่าเชื่อถือ คิดดูเราไปลงทุนที่ไหนวันดีคืนดีมายึดของเรา ใครจะกล้าลงทุน มันไม่มีมาตรฐาน และความยุติธรรมแทนที่จะตัดสินบนตัวบทกฎหมาย แต่กลับใช้ความคิดเห็นส่วนตัวพิจารณา บางเรื่องทำบอกผิด บางเรื่องบอกไม่ผิด แต่คดีคล้ายกันทำให้เห็นชัดเจนมาก วันนี้ไม่ใช่ว่ามี 2 มาตรฐาน แต่ไม่มีมาตรฐานเลย สมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจบ้านเมืองเสียหายน้อยกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพราะ รสช.เป็นระยะสั้นแล้วคืนอำนาจ และนายกฯชาติชาย (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี) เป็นคนเรียบๆ ไม่ได้สร้างอะไร คนไม่กล่าวถึง ปฏิวัติแล้วท่านก็หายไป ไม่เหมือนกับนายกฯทักษิณ เพราะท่านสร้างอะไรให้คนไทยเยอะ ดังนั้น ปฏิวัติแล้วจะทำให้ชื่อเสียงหายไปเป็นไปไม่ได้ ช่วงปฏิวัติใหม่ๆ มีผู้ใหญ่พูดว่า เดี๋ยวคนก็ลืม เป็นไปไม่ได้ เขาคิดอย่างเดียวกับนายกฯชาติชาย ปฏิวัติแล้วก็จบกันไป แต่ประชาชนเขารู้ เขาได้อะไรจากนายกฯทักษิณเยอะ ทำให้ท่านอยู่มาได้ถึงวันนี้ หากไม่เคยทำความดีก็คงจบไปแล้ว




คมช.คิดง่ายเกินไป พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ก็บอกว่าท่านมีอำนาจอยู่ 14 วัน มันมีอะไรนอกเหนือจากนั้นเข้ามา ถามว่าวันนี้ไล่บี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกคณะกรรมการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเอาผิดท่าน แล้วลงโทษอะไรได้ ยังทำอะไรท่านไม่ได้ ได้มาคดีเดียว คือ ที่ดินรัชดาฯ เขางงกันหมด คนซื้อไม่ผิด คนเซ็นผิด ชาวบ้านเขารู้ ถ้าเขามีความผิดจริงวันนี้ติดคุกหลายคดีแล้ว ทำมา 3 ปี ไม่เห็นได้อะไร แต่คนที่ยืนเชิดหน้าอยู่ในปัจจุบัน หากไล่บี้เช่นเดียวกันไม่รู้ติดคุกกี่คดี

แต่คนมองว่าเหตุการณ์บ้านเมืองวุ่นวายส่วนหนึ่งเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่หยุดเคลื่อนไหว

ไม่ใช่ คนทำงานหลายอย่างต้องมีผิดพลาดบ้าง แต่คนเอาเฉพาะข้อผิดมาพูดตลอด คนก็อิน อย่างเอเอสทีวีพูดว่าผิดตรงนั้นตรงนี้ แต่วนอยู่เท่านี้ ถามว่าผลรวมของประเทศเป็นอย่างไร เสียดายเวลา 3 ปี ต่างชาติและประเทศรอบบ้านยอมรับเราหมด ถนนทุกสายที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปลงทุนสร้างมุ่งสู่บ้านเมืองเรา ทรัพยากรก็จะหลั่งไหลมาไทย แล้วเราจะเป็นฮับแทนสิงคโปร์ได้ สิงคโปร์ไม่มีอะไรยังทำได้ แต่ไทยถนนทุกสายเชื่อมหมด เพื่อนบ้านก็ยอมรับ ตอนนี้ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไร แต่ด้วยความที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำหลายอย่างทำให้ไปขัดขา ถูกใจบางคน ซึ่งบางคนไม่ได้อย่างใจต้องการก็เลยโกรธ

รัฐบาลทักษิณ มีปัญหาหลายด้าน เหตุผลหนึ่งที่ คมช.อ้างคือความแตกแยก คิดว่าจริงหรือไม่

มองว่าทำหรือไม่ทำดีกว่าคงมองไม่ได้ เพราะไม่รู้รายละเอียด แต่ถ้าทำแล้วควรจะรีบคืนอำนาจให้กับประชาชน แล้วสร้างความยุติธรรม มีผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศเรียกผมไปถามว่า การเมืองควรทำอย่างไร ตอนนั้นท่านเรียกมาหารือตอนตี 3 เวลานั้น คมช.กำลังจะเพลี่ยงพล้ำ ผมตอบว่าเมื่อท่านเป็นรักษาการประธาน คมช. ก็เรียกทุกพรรคการเมืองมา แล้วบอกให้เขาทราบว่า เราจะเลือกตั้งด้วยความยุติธรรม แล้วใครมาเป็นรัฐบาล ทหารก็จะกลับกองทัพ รัฐบาลก็ดูแลประเทศไป มาสู้กันด้วยการเลือกตั้ง ใครชนะก็เป็นรัฐบาล ทหารก็กลับกองทัพ อย่างนี้ทหารจะเป็นวีรบุรุษ แต่ก็ไม่ทำแล้วลากยาวกันมาถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าแนวทางนี้ดีที่สุด วันนี้ความขัดแย้งยังไม่เปลี่ยนแปลงซ้ำรุนแรงกว่าเดิม

สิ่งที่ถูกหยิบมาต่อสู้ทางการเมือง คือ 1.การทุจริต 2.ความยุติธรรมในบ้านเมือง และ 3.สถาบันหลัก มองว่า 3 สิ่งนี้มีความอ่อนไหวทำให้คนไม่มีทางเลือกต้องมาสู้กันหรือไม่

ใช่ เรื่องทุจริตมีทุกสมัย ทุกรัฐบาล แม้แต่รัฐบาลปัจจุบันก็มี แต่จะควบคุมอย่างไร พูดตามตรงการค้าขายหากตรงไปตรงมา ประเทศไม่มีวันเจริญ อย่างเราเอาของไปค้าขายต่างประเทศ หากไม่มีเงินใต้โต๊ะ เขาก็ไม่ซื้อของเรา คู่แข่งเอาเงินมาให้เขาก็ซื้อของคู่แข่ง เป็นการทุจริตหรือไม่ ก็ใช่ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ต้องทำให้ได้มาซึ่งการค้าขาย มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณหวังดีต่อประเทศไทย แต่ไม่คิดรายละเอียด กฎหมายไทยเขียนไว้จุกจิกมาก แต่ท่านเป็นนักธุรกิจคิดว่าเรื่องนี้เสียเท่านี้ ควรได้เท่านั้น เป็นการคิดเร็วทำเร็วก็ไปขัดกฎหมาย แต่หากเชื่องช้าตามกฎหมายก็ไม่ทันกาล ค้าขายใครไม่ได้ สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯไปต่างประเทศกลับมาจะตั้งโพเดียมชี้แจงว่าได้อะไรมาบ้าง ซึ่งได้ตามนั้นและต่างประเทศก็ยอมรับ คือ คนมีความตั้งใจ คิดเร็ว อยากให้ประเทศรุ่งเรืองมีเงิน ทำไปทั้งที่บางอย่างจะขัดกฎหมาย แต่ความตั้งใจดีมี

เรื่องความยุติธรรมขณะนี้ทำอะไรนิดก็ไม่ได้เป็นประเด็นหมด อย่างนายกฯสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี) ชิมไปบ่นไปก็โดนประเด็นจนต้องถอย แต่คนอื่นคล้ายกันกลับไม่ผิด เช่น บอกว่าเป็นอาจารย์ไปสอนหนังสือเป็นวิทยาฐาน แต่รับเงินค่าสอน นี่คืออะไร กี่มาตรฐาน ความยุติธรรมสำคัญมาก ภาคใต้เคยพูดกันตลอดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม จึงเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ขณะนี้มันเกิดขึ้นทั่วประเทศ หากไม่รีบปรองดองคงไม่ดี ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในประเทศ ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา

ประเด็นสถาบันหลัก ทุกคนไม่มีใครหรอก เราเป็นทหารเรารู้ และนายกฯทักษิณเคยคุยกับผมว่า ท่านเป็นนักเรียนทหารปฏิญาณเช้าปฏิญาณเย็นว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เคยคิดอะไรทั้งนั้น แต่คนพยายามจ้อง อะไรนิดก็มาปั้นแต่ง เอาไปเปรียบเทียบ ซึ่งไม่ใช่ พระองค์ท่านไม่มีใครกล้าคิดเช่นนั้นไม่มีทาง มีแต่คนที่รักพระองค์ท่าน ซึ่งทรงตรากตรำทำงานมาตลอด

ประเด็นหลักหนึ่งที่โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ คือ ความไม่จงรักภักดี

(สีหน้าขึงขัง) ความจริงคือขณะนี้ใครทำอะไรที่ไม่เห็นด้วยกับเขา คือ ความไม่จงรักภักดี ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่าคนที่จงรักภักดีควรเอาสถาบันลงมาแปดเปื้อนหรือไม่ มีอะไรก็อ้างสถาบันตลอด เขาเอาข้ออ้างนี้มาตลอด ยืนยันได้ว่านักเรียนเตรียมทหารทุกคน ผ่านการปฏิญาณตนกันมา ผ่านการสวนสนามกันมา ไม่มีทาง ผมผ่านการเป็นทหารราชองครักษ์มา 24 ปี อยู่สวนสนามเป็นผู้พันในทหารรักษาพระองค์อยู่ 2 ปี ดังนั้น ทุกคนจงรักภักดีทั้งนั้น

เวลานี้การต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการอะไร

ท่านห่วงประชาชน ห่วงบ้านเมือง ส่วนความคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ท่านก็คงคิด แต่แก้แค้นคงไม่มี เพราะแก้แค้นไปก็ไม่รู้จักจบ ท่านคงมีบทเรียนหลายอย่าง คือ ท่านทำเพื่อประชาชน แต่กลุ่มทุนพยายามกดท่านอยู่ ท่านไม่ได้คิดตรงนั้น คิดเพียงประชาชนอยู่ดีกินดี

พ.ต.ท.ทักษิณรู้ว่ากลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังการเมือง ทำให้เป้าต่อสู้เวลานี้คือเดินเกมไปสู่การปฏิวัติโดยคนเสื้อแดง

ไม่ใช่ปฏิวัติโดยประชาชน แต่ถ้าประชาชนมีความคิดอย่างนี้ก็เป็นอีกเรื่อง

แล้วประเทศไทยเวลานั้นจะเป็นอย่างไร

เราไม่ได้มุ่งถึงจุดนั้น เรามุ่งให้ความรู้คนเสื้อแดง ใช้วิธีให้คนเสื้อแดงมาชุมนุม แล้วให้ความรู้ทั้งโฟนอินหรือพูด เพื่อให้เขากลับไปกระจายแนวคิด เราต้องสู้ทางนี้ให้ประชาชนรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อปฏิวัติโดยคนเสื้อแดง แต่เพื่อมีการเลือกตั้งแล้วคนจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมให้แนวคิดนี้แก่แกนนำเสื้อแดงไปแล้วว่า การชุมนุมจากนี้ไปอย่ามาชุมนุมยาว เพราะมาหลายวันประชาชนเดือดร้อน ให้มาแค่วันเดียวจบ เราให้ความรู้แล้วเขานำไปกระจาย คนรู้ว่ามาวันเดียวก็จะมา เพราะใจรักอยากมา แต่มาลำบากเขาก็ไม่มา และบนเวทีต้องพูดข้อเท็จจริง อย่าพูดในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีอะไรต้องกลั่นกรองก่อนที่จะไปบอกนายกฯทักษิณ อย่างเหตุการณ์สงกรานต์ไปบอกท่านว่ามีคนตาย พอไม่ตายท่านก็เสียหาย

นี่เป็นแนวทางการต่อสู้จากนี้ไป แล้วมาต้องอยู่อย่างสันติ อย่าไปทำให้เกิดเงื่อนไขให้เขาใส่ร้ายคนเสื้อแดง แล้วเกิดความชอบธรรมในการปราบปราม วันนี้เสื้อแดงพูดความจริงก็พอ เพราะรัฐบาลมีรอยร้าวกันเยอะ ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เขาก็คิดกันเยอะเวลานี้ ว่าเหมือนพายเรือให้โจรนั่งมาระยะหนึ่งแล้ว เขาเป็นพรรคเก่าแก่คิดดีต่อบ้านเมืองก็มี ผู้ใหญ่ในพรรคเขาก็ไม่แฮปปี้ในเวลานี้

ทางออกต้องมาเจรจาสมานฉันท์อย่างที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สะท้อนเจตนารมณ์

การนำ พล.อ.ชวลิตเข้ามาเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ และท่านต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีการแก้แค้น เพราะแก้แค้นไม่ได้เด็ดขาดจะสร้างปัญหาต่อไปอีก ครั้งแรกทุกคนคิดว่ากำจัดนายกฯทักษิณได้ แล้วเขาก็ครอบงำต่อไป เขาคิดว่ากำจัดนายกฯทักษิณได้ รูปแบบเดิมก็กลับมา แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ก็ต้องหาทางลง แล้วจะลงมาอย่างไร เขารู้ว่าทำอะไร พ.ต.ท. ทักษิณไม่ได้ ต้องค่อยๆคุยกันแล้วจูนให้ตรงกัน อย่างไรก็ต้องปรองดอง หากไม่ปรองดองเขาก็อยู่ไม่ได้ ขณะนี้เสื้อแดงกำลังโตขึ้น บรรยากาศการเมืองขณะนี้ หากฝ่ายหนึ่งสงบ ฝ่ายหนึ่งก็หยุด ทุกวันนี้ต่างคนต่างสาดน้ำใส่กัน หากทั้งสองฝ่ายหยุด มันก็จบ แต่ถ้าเราหยุดโดยปล่อยเขาทำตลอด มันก็ไม่ได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องหยุดกัน จุดหลักคือโกหกและโกงประชาชนไม่ได้แล้ว

ขอบคุณที่มา มติชน

www.matichon.co.th/matichon/view_news.php

216ปีกิโยตินบั่นพระเศียรราชินีมารี อังตัวเนต

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา วิกิพีเดีย16 ตุลาคม 2552

เมื่อประชาชนผู้ยากไร้ตะโกนบอกพระนางมารี อองตัวเนตว่า "พวกเราหิว!!!" พระนางตอบว่า "เอาขนมบริออชให้พวกเขากินสิ จะได้เงียบกันเสียที!!!" (บริออชเป็นขนมปังถ้วยฟูของฝรั่งเศสที่มีราคาแพงกว่าขนมปังแบบพื้นๆมาก)

-----------------
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ปฏิวัติฝรั่งเศส บทเรียนสำหรับไทย
-------------------------------

นั่นเป็นเรื่องราวอื้อฉาวที่คนทั่วโลกรับรู้เกี่ยวกับพระนาง ทว่านักประวัติศาสตร์บางสำนักแก้ต่างให้ในภายหลังว่า อาจไม่เคยเกิดประโยคนี้ขึ้นเลยก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะในยุคที่สถาบันกษัตริย์ยังเรืองอำนาจในฝรั่งเศสนั้น ยากยิ่งนักที่ไพร่ฟ้าสามัญชนจะมีโอกาสเฉียดเข้าไปใกล้พอจะตะโกนโต้ตอบกันเช่นนั้นได้...

หลังการลุกฮือขึ้นปฏิวัติใหญ่ของชาวฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ( พ.ศ.2332 ) สถาบันกษัตริย์ก็ตกต่ำอย่างหนัก พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเน็ตต์ ที่พยายามหลบหนีออกนอกประเทศ แต่ก็ไม่รอด และต้องถูกบีบบังคับจากฝ่ายปฏิวัติให้เป็นกษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้ระยะหนึ่ง

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1792 (พ.ศ.2335) สภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสได้ลงมติให้ประหารกษัตริย์ ส่งผลให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกประหารเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793)

ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม 1793 ผู้นำการปฏิวัติ คือ แมกซิมิเลียง เดอ โรเบสปิแยร์ได้เรียกร้องกับสภาคณะปฏิวัติแห่งชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก ให้จัดการกับราชินีอีกองค์

วันที่ 13 กรกฎาคม องค์มกุฎราชกุมารก็ถูกลักพาตัวไปจากพระมารดาและถูกมอบให้อยู่ในความดูแลของอองตวน ซิมง ช่างทำรองเท้า

และในวันที่ 2 สิงหาคม ก็ถึงคราวที่พระนางมารี อองตัวเนตถูกพรากจากเหล่าเจ้าหญิงและนำตัวไปยังทัณฑสถานกรุงปารีส การไต่สวนพระนางจะเริ่มต้นในวันรุ่งขึ้น

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2336 มารี อองตัวเนตถูกตั้งข้อหาโดยศาลปฏิวัติ โดยฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน หากแม้นว่าการพิจารณาคดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังคงไว้ซึ่งกระบวนการยุติธรรม การพิจารณาคดีของราชินีมิได้เป็นเช่นนั้นเลย ได้มีการทำสำนวนฟ้องขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายฟูกิเยร์ เดอ ทังวิลล์ไม่สามารถหาเอกสารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พบทุกชิ้น

และเพื่อให้สามารถตั้งข้อกล่าวหาแก่พระนางมารี อองตัวเนตได้ เขามีแผนที่จะให้มกุฎราชกุมารขึ้นให้การต่อศาลในทางเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมารดา ซึ่งต่อหน้าศาล มกุฎราชกุมารพระองค์น้อยได้กล่าวหาพระมารดา และพระมาตุจฉาว่าเป็นผู้สอนให้พระองค์สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง และบังคับให้เล่นเกมสวาท

พระนางมารี อองตัวเนตผู้เสื่อมเสียพระเกียรติได้เรียกราชเลขามาขึ้นให้การ พระนางพ้นจากการถูกรุมประชาทัณฑ์ได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด แต่พระนางยังถูกตั้งข้อกล่าวหาอีกว่าสมรู้ร่วมคิดกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และเมื่อพระนางยังคงยืนกรานความบริสุทธิ์

นายแอร์มานน์ ประธานศาลปฏิวัติ ได้กล่าวว่าพระนางเป็น "ตัวการสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการทรยศต่อหลุยส์ คาเปต์(พระเจาหลุยส์ที่16)" คดีนี้จึงกลายเป็นการพิจารณาคดีของทรราชไป บทนำของสำนวนฟ้องยังกล่าวอีกด้วยว่า:

"จากการพิจารณาเอกสารทั้งหมดที่ยื่นโดยผู้ฟ้องร้องแทนประชาชน ผลปรากฏว่า ในบรรดาราชินีทั้งหลาย เป็นต้นว่า เมสซาลีน บรูเนอโอ เฟรเดกองด์ และมารี เดอ เมดิซี ที่เมื่อก่อนเรายอมรับว่าเป็นราชินีของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีชื่อเสื่อมเสียไม่อาจลบล้างได้จากประวัติศาสตร์ นับได้ว่ามารี อองตัวเนต หญิงหม้ายของหลุยส์ คาเปต์ เป็นผู้มีความละโมบเป็นที่สุด และเป็นหายนะอันใหญ่หลวงของชาวฝรั่งเศส"


พวกพยานที่จัดหามาดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าที่ควร พระนางมารี อองตัวเนตให้การตอบว่า พระนาง "เป็นเพียงแค่ภรรยาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เท่านั้น และพระนางก็ทำอะไรตามพระทัยของพระนางเอง" นายฟูกิเยร์-ทังวิลล์ ได้เรียกร้องให้ประหารพระนางและกล่าวหาว่าพระนางเป็น"ศัตรูอย่างเปิดเผยของชาติฝรั่งเศส"

คณะลูกขุนต้องตอบถามคำถามสี่ข้อด้วยกัน:

" 1. จริงหรือไม่ที่ได้มีการคบคิดและมีการและเปลี่ยนข่าวกรองกับประเทศมหาอำนาจต่างชาติ และศัตรูอื่นๆ นอกสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยที่การคบคิดและข่าวกรองดังกล่าวนั้นมีจุดมุ่งหมายให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ให้พวกนั้นเข้ามาในดินแดนฝรั่งเศส และให้พวกนั้นพัฒนาอาวุธได้?"
"2. มารี อองตัวเนตแห่งออสเตรีย (...) เราเชื่อว่านางได้มีส่วนร่วมมือกับการคบคิดและสนับสนุนการข่าวกรองดังกล่าวหรือไม่?"
"3. จริงหรือที่มีแผนการสมรู้ร่วมคิดและแผนข่าวโคมลอยที่พยายามจุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐฝรั่งเศส?"
"4. เราเชื่อว่ามารี อองตัวเนตได้มีส่วนร่วมในแผนสมรู้ร่วมคิดและข่าวโคมลอยนี้หรือไม่?"


คณะลูกขุนได้ตอบว่าคำถามดังกล่าวว่าจริงและใช่ทุกข้อ มารี อองตัวเนตจึงถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อเป็นทรราชขั้นร้ายแรงเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ประมาณเวลาสี่นาฬิกาของรุ่งเช้า

ในวันเดียวกันนั้นเอง เมื่อเวลาสิบสองนาฬิกาสิบห้านาที พระนางถูกประหารด้วยกิโยติน หลังจากที่ได้ปฏิเสธจะสารภาพบาปกับบาทหลวงที่คณะปฏิวัติจัดหาให้ พระศพของพระนางถูกฝังในหลุมฝังศพลา มาเดอเลน บนถนนอองจู-ซังต์-ตอนอเร ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2358 (ค.ศ. 1815) พระศพของพระนางถูกขุดขึ้นมา และถูกย้ายไปฝังไว้ที่วิหารซังต์ เดอนีส์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม

พระนางมารี อังตัวเน็ตต์ นับเป็นเชื้อกษัตริย์ที่มีขัตติยะมานะสูง พระนางดูไม่สะทกสะท้านต่อความตายนัก แต่ที่พระนางขัดเคืองพระทัยยิ่งก็คือ รถม้าที่มารับพระนางไปยังเครื่องกิโยตินนั้นไม่มีเก๋งคลุมเพื่อปกป้องไม่ให้สาธารณชนแลเห็น ซึ่งจะถือเป็นการถวายพระเกียรติครั้งสุดท้าย..แต่กลับเป็นแค่เพียงรถม้าธรรมดาๆที่เปิดประทุนโล่ง

รถม้าพาพระนางไปสู่เครื่องกิโยตินท่ามกลางเสียงสาปแช่งและขากถุยของสาธารณชนที่โกรธแค้น

Thursday, October 15, 2009

"สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" แนะเปิดกว้างนำ รธน. 40 เข้าประชามติ

ที่มา Voice TV

 สุวัจน์ ลิปตพัลลภ , พรรคร่วมรัฐบาล , แก้ไขรัฐธรรมนูญ , รับธรรมนูญ , ประชามติ , ทำประชามติ , พรรคเพื่อไทย , รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 , รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 , ถอนตัว , แกนนำ , ประชาชน , ส่วนใหญ่ , นักการเมือง , ชวลิต ยงใจยุทธ

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เผยพรรคร่วมยังหนุนแก้ รธน.และทำประชามติ ขณะที่เสนอให้นำ รธน.40 เข้าทำประชามติตามเพื่อไทยเสนอ
นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับระหว่างแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ว่าทุกคนยังคงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็นตามมติของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่าแนวทางดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจน สำหรับก้าวใหม่ในการแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคม ที่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากบทบัญญัติบางประการในรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องการทำประชามติ โดยส่วนตัวเชื่อว่า พรรคร่วมเห็นด้วยเช่นกัน เพราะการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง หากมีการแก้ไข ก็ควรถามความเห็นของประชาชนก่อน เหมือนที่เคยทำเมื่อครั้งออกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ขณะเดียวกัน นายสุวัจน์ ยังแสดงความเห็นว่า ส่วนตัวสนับสนุนให้มีการแยกการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกเป็น 6 ร่าง 6 ประเด็นมากกว่า เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสตัดสินใจในหลาย ๆ ประเด็น อย่างไรก็ดีตนเองขอยืนยันว่า พร้อมที่จะให้ความเคารพในเสียงของประชาชนโดยหากผลการประชามติ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความพยายามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะยุติลงทันที เพราะเสียงของประชาชนคือคำตอบสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยประกาศถอนตัวจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายสุวัจน์ เชื่อมั่นว่า หากผลประชามติออกมาว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย คงจะกลับเข้าสู่กระบวนการอีกครั้ง เพราะธรรมชาติของนักการเมืองต้องฟังเสียงของประชาชน อีกทั้งการที่พรรคเพื่อไทย ได้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นผู้ที่มีบุคคลิกประนีประนอมและสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจกับกลุ่มการเมืองได้ทุกกลุ่ม คงไม่ทำให้เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญถึงทางตันอย่างแน่นอน ขณะที่ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย ที่เรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้ทั้งฉบับ นั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า น่าจะนำข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย เข้าสู่การทำประชามติด้วย เนื่องจากไม่ว่าจะทำประชามติจำนวนกี่ข้อ ก็ต้องเสียงบประมาณสองพันล้านบาทเท่ากัน อย่างไรก็ตาม หากผลการทำประชามติออกมาว่า ประชาชนส่วนใหญ๋ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระบวนการทั้งหมดก็จะยุติลงในทันที

"ทักษิณ"เป่ามนตร์ สะกด"ขัดแย้ง"พท. หักดิบ111ชู"เฉลิม"

ที่มา มติชน



ในที่สุด พรรคเพื่อไทยก็ต้องอาศัย "บารมี" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการ "หย่าศึก"

เป็นการ "หย่าศึก" ที่เกิดจากความ "เข้าใจไม่ตรงกัน" เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

โดยฝ่าย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย อ้างมติพรรคไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น และไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ เพราะจะเป็นการเอาเงิน 2,000 ล้านบาท ไปละลายแม่น้ำเล่น

หากจะทำประชามติ ร.ต.อ.เฉลิมเห็นว่าน่าจะใช้เงินดังกล่าวไปทำประชามติว่า ประชาชนจะเลือกเอารัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 จะดีกว่า

ขณะที่ "วิทยา บูรณศิริ" ในฐานะวิปฝ่ายค้านเห็นต่าง เนื่องจากมองว่านี่เป็นโอกาสในการเข้าไปเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญหาก "ตีจาก" ออกมา จะถูกมองว่าพรรคเพื่อไทย "ตีรวนล้มโต๊ะ"

ความขัดแย้งดังกล่าว ไม่ใช่แค่ "แนวคิด" หากแต่ถูกมองว่าเป็นการ "ช่วงชิง" อำนาจภายในพรรคเพื่อไทย ในภาวะที่ยังไร้หัว ขาดหาง

ข้อเสนอของ ร.ต.อ.เฉลิม ตรงกับความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ สมาชิกพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ และกลุ่มคนเสื้อแดง มาตั้งแต่ต้น

หากแต่ "ข้อเสนอ" ดังกล่าวกับ "สวนทาง" กับสมาชิกบ้านเลขที่ 111 อย่างน้อย 3 คน ที่คอยสนับสนุน และเป็น "ฟันเฟือง" พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลัง

และทั้ง 3 คนถือว่า "ใกล้ชิด" พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่น้อยไปกว่า ร.ต.อ.เฉลิม

เมื่อ "สาร" จาก "นายใหญ่" มาจาก 2 แนวทาง ซึ่งเป็นแนวทางที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เกิดอาการลังเลใจ เพราะไม่รู้ว่า "ความจริง" คืออะไร

แต่เมื่อ ร.ต.อ.เฉลิมยื่นหนังสือลาออก พรรคเพื่อไทยตกอยู่ในสภาพ "แตกเป็นเสี่ยง"

ประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ บอกว่า "ถ้าวิปฝ่ายค้านยังร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญกับพรรคร่วมรัฐบาล จะลาออกจากพรรค"

จะเห็นว่าทุกอย่างเข้าทาง "ฝ่ายตรงข้าม" ทันที

ในทางการเมืองถือว่าพรรคเพื่อไทยกำลัง "เสียเปรียบ"

ที่บอกว่าเสียเปรียบเพราะ..รู้กันดีว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ฉะนั้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย เท่ากับเป็นการช่วย "ล้มโต๊ะ" การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องออกแรง

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเกิด "แรงต้าน" สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อย่างจริงจังและต่อเนื่องของบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย

เนื่องจากมองว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทย ต่อต้าน คัดค้านรัฐธรรมนูญ 2550 มาโดยตลอด การจะแก้ไขแค่ 56 ประเด็น จึงไม่น่าจะใช่เป้าหมาย

ที่สำคัญ ส.ส.พรรคเพื่อไทย มองว่า ร.ต.อ.เฉลิม คือ "หัวหมู่ทะลวงฟัน" ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ศรีสะเกษ และสกลนคร

จริงอยู่แม้ ร.ต.อ.เฉลิมจะถูกมองว่าเป็น "คนต้นทุนต่ำ"

แต่ต้องยอมรับว่าเขาก็คือ "ตัวหลัก" ในการต่อกรพรรคฝ่ายตรงข้ามทั้งในสภา และนอกสภา แบบ "เปิดเผย"

อย่างไรก็ตาม การแสดงเจตนารมณ์ลาออกของ ร.ต.อ.เฉลิม จะด้วยเป็นกลเกมหรือไม่ก็ตาม ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์พรรคเพื่อไทยในสายตาสาธารณชนอย่างแน่นอน

ดูจากผลโพลของ "สวนดุสิต" ยิ่งชัดเจน

ร้อยละ 41.19 มองว่าจะทำให้การเมืองขาดสีสัน โดยเฉพาะการโต้ตอบและการอภิปราย ร้อยละ 25.26 มองว่าน่าจะทำให้พรรคเพื่อไทยอ่อนแอลง และร้อยละ 60.93 ยอมรับว่าการลาออกของ ร.ต.อ.เฉลิม มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทยอย่างมาก

เป็นการสำรวจจากประชาชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 2,173 คน ระหว่างวันที่ 910 ตุลาคมที่ผ่านมา

ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้แกนนำพรรคเพื่อไทย นั่นหมายรวมถึง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะ "สมาชิกใหม่" จึงพร้อมใจกันส่งสารไปยัง "นายใหญ่" ที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณก็ยืนยันผ่านวิดีโอลิงก์มายังสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า

"วันนี้จุดอ่อนของเพื่อไทยคือ การเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มียุทธศาสตร์ ไม่มีทิศทางเดียวกัน จึงเสนอว่าวิปฝ่ายค้านควรไปบอกต่อที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายว่า พท.ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญปี 2550 และเห็นว่าถ้าจะทำให้บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตย ต้องนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้เท่านั้น"

นั่นเท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณสนับสนุนแนวทางของ ร.ต.อ.เฉลิม และ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรค

เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีว่า ร.ต.อ.เฉลิม คือ "ตัวหลัก" ในการเดินเกมทางการเมืองทั้งในและนอกสภา อย่างเปิดเผยในสาย "บู๊"

หากขาดไป ก็จะทำให้การเดินเกมทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ขาดกำลังหลักที่สำคัญ

จะเห็นทุกอย่างในพรรคเพื่อไทย ยังขึ้นอยู่กับคนที่ชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร"

น้ำลายเป็นพิษ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน






มุขขอใบเสร็จหลักฐานทุจริตไม่ใช่มุขใหม่

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นเจ้าของมุข

"ขอดูใบเสร็จ"

สมัยนั้นรัฐบาลน้าชาติได้สมญา

"บุฟเฟต์คาบิเนต"

ใครใคร่กิน กิน ใครใคร่โกง โกง จนรสช.ใช้อ้างทำรัฐประหาร

ซากตอม่อโฮปเวลล์คือสัญลักษณ์ประจาน

ทุกวันนี้แม้รมต.เจ้าของโปรเจ็กต์ชีวิตจะหาไม่แล้ว

แต่ยังถูกนินทาว่าร้ายไม่สร่างซา!

จากนั้นมาไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน เมื่อถูกเปิดโปงหรือตั้งคำถามเรื่องทุจริต

ก็มักงัดมุขน้าชาติออกมาใช้

รัฐบาลอภิสิทธิ์เช่นกัน?

หลายโครงการใช้วิธียักคิ้วหลิ่วตา ตั้งคนกันเองสอบกันเองเอาตัวรอดไปแบบถูๆ ไถๆ

เช่น ปลากระป๋องเน่า และชุมชนพอเพียง

มาตรฐานอันสูงส่งของนายกฯมาร์คเลยสาละวันเตี้ยลง

เพราะทำตัวใส ซื่อ บริสุทธิ์ ผุดผ่องมาตั้งแต่เริ่มชีวิตการเมือง

จนฟ้าบันดาลให้นั่งเก้าอี้ผู้นำ

ที่สำคัญอยู่ดีไม่ว่าดีดันประกาศ 9 กฎเหล็กกลางครม. นัดแรก

ทั้งๆ ที่ไม่พูด ไม่ประกาศก็ไม่มีใครว่าอะไร??

เอาเฉพาะเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น

ข้อ 2.ให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

ข้อ 6.ให้รมต.ทุกคนปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน พฤติกรรมใดๆ ซึ่งนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่น ขอให้ระวังเป็นพิเศษ

ข้อ 8.รัฐบาลชุดนี้ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งในเชิงนโยบายและเรื่องอื่นๆ

และข้อ 9.รมต.ทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่นในแง่การปฏิบัติตามกฎหมาย

แต่เมื่อชมรมแพทย์ชนบทเปิดโปงโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข

เจ้าของกฎเหล็กร้องขอข้อมูลหลักฐาน?

หมอเกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ประธานชมรม เข้าไปบอกชื่อ-สกุลจริงนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับหู

นายกฯมาร์คกลับให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร?

ปลาไหลใส่สเกตทาจาระบีไม่แพ้น้าชาติ

ก็น้าชาติคนนี้นี่แหละที่ชอบเอ่ย

"ก่อนพูด เราเป็นนายมัน หลังพูด คำพูดเป็นนายเรา"

น้าชาติพูดให้ฟังไว้นานแล้ว วันนี้นายกฯรุ่นหลานยังเหมือนไม่ได้ยิน

น้ำลายเป็นพิษ!?